[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
19 กันยายน 2562 03:35:16 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ทำไมพระไทย ต้องไปเรียนที่ "อินเดีย"  (อ่าน 2502 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Mckaforce
I'm Mckaforce
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
United Kingdom United Kingdom

กระทู้: 7602


• McGaR •

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 11.0.696.65 Chrome 11.0.696.65


ไม่มี ไม่ใช้ ไม่รู้
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: 10 พฤษภาคม 2554 11:46:46 »

ทำไมพระไทยต้องไปเรียนที่อินเดีย

โดย

พระมหาวิเชียร ธมฺมวชิโร

นักศึกษาปริญญาเอก ภาควิชาพุทธศาสนา







ประเทศไทยและอินเดียมีความ สัมพันธ์อันแนบแน่นในด้านศิลปวัฒนธรรมหลายๆด้าน ที่เห็นได้ชัดได้แก่ ด้านภาษา และพิธีกรรมทางศาสนาแม้ว่าไทยจะรับวัฒนธรรมบางอย่างมาจากอินเดีย แต่ปัจจุบันคนไทยก็ยังไม่นิยมชมชอบวัฒนธรรมอินเดียมีเฉพาะคนบางกลุ่มเท่า นั้นที่ยังหลงใหลอยู่เช่นนักศิลปิน ช่างศิลป์และนักประวัติศาสตร์ เป็นต้นพิธีกรรมและวิถีชีวิตบางอย่างไทยได้รับมาจากอินเดียโดยการถ่ายทอดมา จากคนบางกลุ่มที่มาศึกษาเล่าเรียนที่อินเดียตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน






ในอดีตอินเดียไม่ได้เป็นที่ ยอมรับของประเทศอื่นที่จะมาศึกษาเล่าเรียนเป็นเพราะเหตุผลด้านความเป็นอยู่ และด้านวิชาการที่ยังไม่เป็นที่ยอมรับปัจจุบันประเทศอินเดียเป็นที่ยอมรับ ด้านคอมพิวเตอร์เทคโนโลยีและด้านภาษาแม้ในสาขาอื่นก็เป็นที่ยอมรับเช่นกัน อย่างเช่นศาสนา ปรัชญา ศิลปะ สังคม การเมืองการปกครองนโยบายการต่างประเทศ เป็นต้น คนต่างชาติเริ่มมาศึกษาสาขาวิชาต่างๆ มากขึ้นเพราะระบบการศึกษาของอินเดียได้พัฒนาดีขึ้นจนเป็นที่ยอมรับทั่วไป

ทุกวันนี้คนไทยให้การยอมรับ ระบบการศึกษาของอินเดียเช่นกันการจัดการศึกษาของไทยในปัจจุบันมีส่วนคล้าย คลึงกับระบบการศึกษาของอินเดียเช่น ระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัยหรือระบบแอดมินชั่น (Admission) ที่ประเทศไทยได้นำไปใช้เมื่อต้นปีนี้แต่อินเดียได้ใช้ระบบนี้มานานแล้ว

ถ้าถามว่าทำไมคนไทยจึงมา เรียนที่อินเดียคงจะตอบได้หลายประเด็น แต่มีเพียง 3 ประเด็นเท่านั้นที่คิดว่าน่าจะเป็นจุดสนใจให้คนไทยมาเรียนต่อที่อินเดียใน ขณะนี้คือ 1. อินเดียใช้ระบบการสอนเป็นภาษาอังกฤษ2. ค่าใช้จ่ายถูกกว่าการเรียนต่อในต่างประเทศอื่นๆ 3. มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ที่อินเดียมีการเรียนการสอนได้มาตรฐาน ส่วนประเด็นอื่นๆแล้วแต่จุดประสงค์แต่ละคน

ปัจจุบันคนไทยที่มาเรียนต่อ อินเดียเท่าที่ได้รู้จัก มีอยู่ 3 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ 1. กลุ่มศาสนาได้แก่พระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา 2. กลุ่มคนไทยเชื้อสายอินเดีย และ 3. กลุ่มคนทั่วไปที่สนใจซึ่งได้ศึกษาตามมหาวิทยาลัยต่างๆเหตุผลของกลุ่มคนไทย ดังกล่าวที่มาเรียนที่นี่จะไม่เหมือนกันเพราะเป้าหมายที่แตกต่างกัน

กล่าวเฉพาะกลุ่มพระสงฆ์ไทยที่มาเรียนที่นี่ก่อนที่จะเดินทางมาเรียนต่อที่อินเดียมีหลายคนถามว่า ทำไมต้องไปเรียนที่อินเดียไปเรียนอะไรที่นั่นและเรียนที่ไทยไม่ได้หรือ? ขณะนั้น ไม่มีคำตอบบอกแต่ว่ามีรุ่นพี่เรียนจบมาก่อน และมีความสนใจอยากจะมาเรียนดังนั้น เพื่อเป็นการตอบคำถามว่า ทำไมพระไทยต้องมาเรียนที่อินเดีย พร้อม ทั้งบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มพระสงฆ์ไทยที่มาศึกษาต่อที่ประเทศ อินเดียในประเด็นต่างๆจะนำเสนอให้ผู้สนใจได้รับทราบในประเด็นนี้




กลุ่มพระสงฆ์ไทยที่มาเรียนต่อที่อินเดีย

ปัจจุบันมีพระสงฆ์ไทยที่มา ศึกษาต่อที่ประเทศอินเดียเป็นจำนวนมากกล่าวเฉพาะมหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ ที่พระสงฆ์ไทยกำลังศึกษาต่อ ในปี 2549 นี้ เช่นมหาวิทยาลัยฮินดูพาราณสี BanarasHindu University เมืองพาราณสีมี จำนวน 67 รูปมหาวิทยาลัยเดลีUniversity of Delhi มี จำนวน 24 รูปมหาวิทยาลัย ปูเณ่ PuneUnivsersityมีจำนวน 13 รูป และมหาวิทยาลัยอื่นๆอีกหลายรูปจากการพบเห็นและพูดคุยกับพระสงฆ์ที่มาศึกษา ต่อ มีพระสงฆ์ไทย 3 กลุ่มที่มาศึกษาต่อที่อินเดียคือ.-

1. กลุ่มแรก ได้แก่พระสงฆ์ฝ่ายการศึกษาหมาย ถึงพระสงฆ์ที่ทำงานในมหาวิทยาลัยของสงฆ์ไทยทั้ง 2 แห่ง คือมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยซึ่งเป็นอาจารย์สอน และเป็นเจ้าหน้าที่รวมทั้งพระสงฆ์ที่ทำงานในโรงเรียนพระปริยัติธรรมทั้งสาย นักธรรมบาลี และ สายสามัญศึกษาประจำวัดต่างๆ ซึ่งเป็นทั้งผู้บริหาร และครูสอนที่ลามาศึกษาต่อ

2. กลุ่มที่สอง ได้แก่พระสงฆ์ฝ่ายบริหารคณะสงฆ์หมาย ถึง พระสงฆ์ที่เป็นพระสังฆาธิการที่มีตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์ ได้แก่ เจ้าอาวาสผู้ช่วยเจ้าอาวาส เจ้าคณะต่างๆ และพระเลขานุการ เป็นต้น ที่ลามาศึกษาต่อ

3. กลุ่มที่สามได้แก่ พระสงฆ์ทั่วไปที่มีความประสงค์จะมาศึกษาต่อเพิ่มวิทยฐานะความรู้และนำไปช่วยเผยแผ่ศาสนา




เหตุผลที่พระสงฆ์ไทยมาเรียนต่อที่อินเดีย

ถ้าจะให้ตอบเฉพาะตัวแล้วการมาศึกษาต่อที่ประเทศอินเดีย มี 2 สาเหตุด้วยกัน คือ
1. อยากพัฒนาภาษาอังกฤษ
2. ต้องการเวลาในการศึกษาเล่าเรียนอย่างเต็มที่

แต่ถ้าพิจารณาเหตุผลหลายๆ อย่างจากพระสงฆ์หลายรูปแล้วแต่ละรูปจะมีเหตุผลในการมาศึกษาต่อที่นี่ที่ไม่ เหมือนกันแต่เมื่อพิจารณาองค์ประกอบหลายๆอย่างแล้วพอจะสรุปเหตุผลทั้งหมดที่ พระสงฆ์มาศึกษาที่นี่ ได้ดังนี้


1. เป็นประเทศที่เหมาะแก่การเรียนต่อสำหรับพระสงฆ์

ดังที่ทราบว่าประเทศอินเดีย เป็นดินแดนถิ่นกำเนิดของพระพุทธศาสนาเป็นศูนย์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสมัย พุทธกาลพระพุทธศาสนาเข้าไปสู่ประเทศไทยได้ก็เพราะพระสงฆ์จากอินเดียที่นำไป เผยแผ่ในปัจจุบันแม้ว่าพระพุทธศาสนาจะเสื่อมไปจากอินเดียแล้วแต่ว่ายังมี หลักฐานอันเป็นมรดกทางศาสนาไว้ให้ชาวพุทธรุ่นหลังได้เห็นอยู่นักปราชญ์ชาว อินเดียหลายคนได้เขียนตำราเกี่ยวกับพระพุทธศาสนามากมายหลายมหาวิทยาลัยใน อินเดียได้เปิดการสอนสาขาบาลีและพระพุทธศาสนามีนักศึกษาหลายชาติที่มาศึกษา ค้นคว้าเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา อย่างเช่น ไทย พม่าเวียดนาม กัมพูชา มองโกเลีย ภูฐาน ธิเบต ลาว เนปาลและศรีลังกา เป็นต้นหรือแม้แต่ชาวตะวันตกบางประเทศ ยังมาศึกษาด้วยและชาวพุทธหลายประเทศได้มาสร้างวัดที่อินเดียสามารถกล่าวได้ ว่าอินเดียในปัจจุบันยังคงเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาความเป็นพุทธศาสนายัง ปรากฏให้ได้ซึมซับอยู่มีธรรมเนียมปฏิบัติหลายอย่างที่คนอินเดียปฏิบัติดัง เช่นสมัยพุทธกาลซึ่งทำให้มองเห็นภาพในอดีตและทำให้เข้าใจถึงความเป็นอยู่ใน สมัยนั้นได้อย่างแท้จริงเพราะดินแดนเป็นประเทศที่ให้กำเนิดพระพุทธศาสนาและ เป็นแหล่งที่สามารถผลิตวิชาการทางศาสนาแก่ชาวพุทธได้พระสงฆ์จึงนิยมที่จะมา ศึกษาที่นี่และชาวพุทธไทยก็ยอมรับการไปศึกษาต่อที่อินเดียของพระสงฆ์ด้วย หลายสิ่งหลายอย่างมาประกอบแล้วอินเดียจึงเป็นประเทศที่เหมาะสมแก่การเรียน ของพระสงฆ์ไทยในขณะนี้


2. มีพระสงฆ์ไทยเคยมาเรียนจบจากที่นี่

ประเทศอินเดียถือว่าเป็น ประเทศแรกและประเทศเดียวที่มีพระสงฆ์ไทยมาศึกษาต่อมากที่สุดดูตามสถิติ ข้อมูลแต่ละมหาวิทยาลัยในอินเดียที่พระสงฆ์ไทยเคยมาศึกษาต่อและจบการศึกษาไป เมื่อรวมแล้วน่าจะมีประมาณ 1,000 รูปขึ้นไปมหาวิทยาลัยฮินดู พาราณสี เมืองพาราณสีถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่มีพระสงฆ์ไทยรุ่นแรกมาศึกษาต่อ อย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2507 จากนั้น พระสงฆ์ไทยได้มาศึกษาตามมหาวิทยาลัยต่างๆในอินเดียหลายแห่งด้วยกัน จากการมีพระนักศึกษารุ่นแรก ก็มีรุ่นที่สอง สามและรุ่นอื่นๆ ตามมาเพราะผลิตผลและผลงานของรุ่นพี่ที่มาศึกษาต่อเมื่อท่านเหล่านั้นได้กลับ ไปไทยได้แสดงความรู้ ความสามารถ ปฏิบัติหน้าที่จนเป็นที่ยอมรับของสังคม ทำให้พระนักศึกษารุ่นน้องๆอยากมาศึกษาต่อด้วย นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยใดที่มีพระสงฆ์ไทยเคยเรียนมาก่อนจะสะดวกและง่ายในการติดต่อกับ มหาวิทยาลัย ทั้งเรื่องที่อยู่อาศัย เอกสารการศึกษารวมทั้งแนวการศึกษาต่างๆ ด้วย



3. ได้วิทยฐานะที่ถูกต้องและได้เรียนในสาขาวิชาที่ต้องการ

ในอดีตระบบการศึกษาของพระ สงฆ์ไทยและของรัฐบาลได้แยกออกจากกันทุกอย่างการศึกษาของพระสงฆ์จึงไม่มีทิศ ทางที่แน่นอนและรัฐบาลไทยยังไม่มีการรับรองวุฒิบัตรและปริญญาบัตร ของมหาวิทยาลัยสงฆ์นอกจากนี้ การศึกษาในมหาวิทยาลัยสงฆ์เปิดสอนเพียงระดับปริญญาตรีและผู้บริหารคณะสงฆ์ ยังไม่เปิดโอกาสให้พระสงฆ์ไปเรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐได้ทั้งมหาวิทยาลัยของ รัฐก็ยังไม่อนุญาตให้เรียนได้ด้วยทำให้พระสงฆ์บางรูปผู้จบการศึกษาจาก มหาวิทยาลัยของสงฆ์ที่ประสงค์จะแสวงหาความรู้เพิ่มเติมและได้รับการรับรอง คุณวุฒิทางกฎหมายที่ถูกต้องต้องเดินทางมาเรียนที่อินเดียเพราะมหาวิทยาลัย ของอินเดียให้การรับรองปริญญาบัตรของสถาบันการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย

ในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งคือ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้รับการรับรองสถานภาพและปริญญาบัตร จากรัฐบาลไทยแล้วได้เปิดสอนตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอกและ มหาวิทยาลัยทางโลกหลายแห่งได้อนุญาตให้พระสงฆ์เข้าไปเรียนต่อได้แต่ว่าการ เปิดหลักสูตรการศึกษาในระดับโทและเอกของมหาวิทยาลัยสงฆ์มีบางสาขาวิชา และรับจำนวนจำกัดด้วยส่วนมหาวิทยาลัยทางโลกที่อนุญาตให้พระสงฆ์เข้าไปเรียน อนุญาตให้เรียนต่อได้เฉพาะบางสาขาวิชาเช่นกันไม่สามารถเรียนต่อได้ทุกวิชา พระสงฆ์บางรูปที่ประสงค์จะเรียนต่อในคณะที่ต้องการที่ประเทศไทยแต่ว่าไม่มี ที่เรียน หรืออาจจะสอบเข้าไม่ได้ จึงต้องมาเรียนต่อที่อินเดียแต่ส่วนมากแล้วจะมาเรียนในคณะที่ต้องการ


4. มีเวลาเรียนอย่างเต็มที่

ดูจากกลุ่มพระสงฆ์ไทยที่มา เรียนต่อที่อินเดียแล้วเห็นได้ว่าพระสงฆ์ไม่ใช่มีหน้าที่แค่ทำพิธีกรรมและ เรียนอย่างเดียวบางคนอาจจะคิดว่าพระสงฆ์ไม่ต้องทำอะไรเลยนอกจากบิณฑบาตมาฉัน เช้า ไปสวดมนต์ฉันเพลนอกวัด และจำวัดกลางคืนมีชาวพุทธหลายท่านที่เข้าใจอย่างนี้ที่จริงแล้ววิถีชีวิตของ พระสงฆ์คือชีวิตแห่งการเรียนรู้ทุกรูปที่บวชมาแล้วต้องเรียนหนังสือตั้งแต่ ปีแรก เริ่มตั้งแต่นักธรรมชั้นตรี ชั้นโทและชั้นเอก เป็นเวลา 3 ปีถ้ารูปใดประสงค์จะเรียนต่อสายบาลี ต้องเรียนอีกอย่างน้อย 9 ปีจึงจะจบหลักสูตร นี้กล่าวเฉพาะการเรียนสายนักธรรมและบาลีแต่บางรูปที่เรียนทั้ง 2 สายคือสายนักธรรมบาลี และทางโลกคือระดับมัธยมศึกษา ระดับปริญญาตรี โท และปริญญาเอกต้องใช้เวลาเรียนเช่นเดียวกับคนทั่วไปพระสงฆ์ผู้ที่ศึกษาใช่ว่า จะเรียนหนังสืออย่างเดียวต้องรับภาระหน้าที่อย่างอื่นด้วย เช่นทำงานด้านการสอนเช่นเป็นครูสอนภายในวัดเป็นอาจารย์สอนประจำมหาวิทยาลัย และโรงเรียนทั่วไปทำงานด้านการปกครองเช่นเป็นเจ้าอาวาส เป็นเจ้าคณะต่างๆและเป็นพระเลขานุการ เป็นต้น บางรูป อาจทำหน้าที่ด้านการเผยแผ่พระศาสนา เช่นเป็นพระนักเทศน์อบรมข้าราชการและเยาวชนและพระธรรมทูต เป็นต้นการทำงานของพระสงฆ์ ถือว่าเป็นหน้าที่ที่จะปฏิเสธไม่ได้แม้ว่าขณะเรียนหนังสืออยู่ ก็ต้องทำงานไปด้วยดังนั้น การมาศึกษาต่อที่อินเดียจะทำให้มีเวลาในการศึกษาอย่างเต็มที่ทั้งมีสมาธิ พร้อมที่จะเรียนรู้วิชาการต่างๆ ได้เป็นอย่างดีและสามารถที่จะเรียนจบได้ภายในเวลาที่กำหนด


5. ค่าเรียนไม่แพงเหมือนในต่างประเทศอื่น

ค่าใช้จ่ายในการศึกษาเป็น เหตุผลหนึ่งที่พระสงฆ์ต้องเดินทางมาเรียนที่อินเดียประเทศอินเดียแม้ว่าจะ เป็นประเทศที่ใหญ่มีประชากรนับพันล้านแต่รัฐก็ยังส่งเสริมให้ทุกคนได้รับการ ศึกษาทุกคนสามารถจะศึกษาต่อในระดับที่ต้องการได้เพราะค่าใช้จ่ายในการศึกษา เล่าเรียนที่ถูกมากนอกจากนี้รัฐบาลอินเดียยังได้สนับสนุนให้ชาวต่างชาติมา ศึกษาต่อในประเทศอินเดียด้วย เช่น ทุน ICCR และ JRF ฯลฯโดยในแต่ละปีทางรัฐบาลจะมีทุนให้นักศึกษาต่างชาติแต่ละประเทศๆ ละ 10 ถึง 14 ทุนมาศึกษาต่อที่อินเดียส่วนผู้ที่ไม่ได้ทุนการศึกษาจากรัฐบาล ต้องเสียค่าใช้จ่ายเองแต่ว่าจ่ายไม่มากเมื่อเปรียบเทียบกับการศึกษาในต่าง ประเทศอื่นพระสงฆ์ไทยที่เลือกมาเรียนที่นี่เพราะค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าเมือง ไทยโดยเฉพาะหลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอก จะมีพระสงฆ์มาเรียนเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในหลักสูตรปริญญาเอกจะ ถูกกว่าประเทศไทยมากที่เมืองไทยอาจจะเสียค่าเล่าเรียนถึง 5 แสนบาทขึ้นแต่ที่อินเดียเสียเฉพาะค่าธรรมเนียมแรกเข้าประมาณ700 ดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 25,000 บาทในขณะนี้(ในบางสาขาวิชาที่เกี่ยวกับวิชาชีพอาจจะจ่ายแพงมากกว่านี้) ที่เหลือคงจ่ายเฉพาะค่าที่พักและอาหารเฉลี่ยแล้ว ค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตร ไม่เกิน400,000 บาท

พระสงฆ์ที่มาเรียนที่ อินเดียส่วนมากจะได้รับทุนการศึกษามาจากหน่วยงานหรือวัดที่สังกัดอยู่ บางรูปอาศัยทุนญาติโยมที่อุปถัมภ์และบางรูปก็อาศัยทุนญาติพี่น้องอย่างไรก็ ตาม พระสงฆ์ที่มาเรียนที่นี่ได้ก็เพราะการอุปถัมภ์ของชาวพุทธไทยที่มีความเข้าใจ และเห็นใจพระสงฆ์บางคนรับเป็นเจ้าภาพถวายทุนการศึกษาเรียนจนจบหลักสูตรทั้ง ปริญญาโทและเอกดังที่ทราบแล้วว่าพระสงฆ์ที่เข้ามาบวชศึกษาเล่าเรียน เพราะไม่มีโอกาสที่จะได้ศึกษาเช่นเดียวกับทางโลกเพราะขาดปัจจัยด้านทุน ทรัพย์และความพร้อมหลายๆอย่างดังเช่นทางโลกถ้าไม่มีพระพุทธศาสนาแล้ว คงไม่มีโอกาสได้มาศึกษาในระดับสูงได้เช่นนี้ฉะนั้น ถ้าเป็นไปได้ทางคณะสงฆ์หรือรัฐบาลควรส่งเสริมสนับสนุนให้ทุนการศึกษาแก่พระ สงฆ์ได้เล่าเรียนทั้งในประเทศไทยและอินเดีย


6. ใช้เวลาในการเรียนไม่นาน

การศึกษาในต่างประเทศไม่ว่า เฉพาะในอินเดียหรือในประเทศอื่นๆต้องมีความลำบากแน่นอน โดยเฉพาะเรื่องความเป็นอยู่ ค่าใช้จ่ายที่พักอาศัยอาหารการกิน และสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการศึกษาในต่างประเทศที่ใช้เวลาไม่มากจะลดความลำบากและประหยัดเวลาไป ได้การศึกษาในระดับอุดมศึกษาแต่ละประเทศแต่ละระดับจะใช้เวลาไม่เหมือนกัน เฉพาะการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่อินเดียเมื่อเปรียบเทียบกับไทยแล้ว จะใช้เวลาศึกษาน้อยกว่าไทย คือการศึกษาในระดับปริญญาตรี ใช้เวลา 3 ปี ปริญญาโท 2 ปีอนุปริญญาเอก 1 ถึง 2 ปีและในระดับปริญญาเอก 2 ถึง3 ปีเมื่อพิจารณาเวลาการศึกษาแล้วการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่อินเดียจะใช้เวลา ไม่มาก ถ้าเรียนได้ไปตามระบบการประหยัดเวลาในการศึกษาได้ ก็เท่ากับการช่วยประหยัดงบประมาณไปด้วย


7. ได้พัฒนาภาษาอังกฤษ

ประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่ง ของพระสงฆ์ไทย แม้กระทั่งคนไทยทั่วไปที่ต้องการมาศึกษาในต่างประเทศก็เพราะต้องการจะพัฒนา ภาษาอังกฤษให้ดีขึ้นการศึกษาในประเทศไทยก็สามารถจะพัฒนาภาษาอังกฤษได้เช่น กัน แต่ว่าจะพัฒนาได้ช้าได้ผลไม่เต็มที่ และไม่ได้ประสบการณ์จริงทั้งนี้เพราะไม่ได้นำมาภาษามาใช้ในระบบหรือชีวิต ประจำวัน

คนไทยเชื่อกันว่าการไปศึกษา ในต่างประเทศ จะสามารถพัฒนาภาษาอังกฤษได้เร็ว ได้ผลอย่างเต็มที่และได้สัมผัสกับเจ้าของภาษาจริงๆ โดยเฉพาะด้านการเขียน อ่านและพูดอาจเป็นจริงได้ในบางประเทศแต่ว่าในประเทศอินเดียอาจจะไม่เป็นเช่น นั้นสิ่งที่คนไทยยอมรับในการใช้ภาษาอังกฤษของคนอินเดียคือระบบการเรียนการ สอนเป็นระบบอังกฤษ ได้เขียน ได้อ่านตำราภาษาอังกฤษและได้พบปะพูดคุยเป็นภาษาอังกฤษกับเพื่อนต่างชาติ (เฉพาะบางมหาวิทยาลัยเท่านั้น)แต่สิ่งที่คนไทยไม่ยอมรับคือสำเนียงการพูด ภาษาอังกฤษของคนอินเดียบางคนก็พูดได้ดีแบบสไตล์อังกฤษแต่ส่วนมากจะพูดกันแบบ สไตล์อังกฤษบ่นภาษาแขก (ฮินดี) ซึ่งทำให้คนไทยงงได้อย่างไรก็ตาม ตามเมืองใหญ่ๆ ของอินเดีย จะสื่อสารกันเป็นภาษาอังกฤษเพราะได้เรียนมาตั้งแต่เล็กๆ ในระบบการศึกษาของอินเดีย ตั้งอนุบาลจนถึงปริญญาใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอนซึ่งระบบนี้ ได้รับการถ่ายทอดมาจากประเทศอังกฤษสมัยยังอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษการ ที่คนไทยได้มาสัมผัส ได้มาเรียนรู้ในระบบการศึกษาของอินเดียคือการได้เรียนรู้ระบบการศึกษาของ ประเทศอังกฤษไปด้วยโดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยตามเมืองใหญ่ ๆ อย่างเช่นเดลีปูเน่แบงกะลอเป็นต้น

การเรียนรู้ภาษาอังกฤษใน ประเทศอินเดียทุกวันนี้มีมาตรฐานที่ค่อนข้างดีและเป็นที่ยอมรับสำหรับคนไทย เป็นจุดเริ่มต้นบันไดที่เปิดโอกาสให้คนบางคนได้เรียนรู้ในระบบอังกฤษมีความ สามารถ และได้ประสบการณ์ที่จะเรียนรู้และนำไปใช้ในอนาคตเพื่อเป็นฐานไปสู่การเรียน รู้ที่ดีกว่านี้ได้เป็นอย่างดี

ประการหนึ่งการมาศึกษาต่อที่ประเทศอินเดีย บางสาขาวิชาไม่ต้องมีผลรับรองการทดสอบภาษาอังกฤษอย่างเช่น TOEFL และ IELTSฯลฯ คนไทยบางคนที่ภาษาไม่ค่อยดีที่ไม่สามารถสอบผ่านภาษาอังกฤษเพื่อมารับรองผล การเรียนต่อได้หรือต้องการมาพัฒนาภาษาให้ดีจึงนิยมมาเรียนที่นี่

พระสงฆ์ไทยที่มาเรียนที่นี้ ก็เพื่อจะเรียนรู้และพัฒนาภาษาอังกฤษเช่นกัน เพราะในภาวะปัจจุบันนี้ภาษาอังกฤษได้มีบทบาทต่อการทำงานในทุกตำแหน่ง แม้ในด้านพระพุทธศาสนาพระสงฆ์ก็มีกิจกรรมที่ต้องปฏิบัติร่วมกับต่างประเทศ อย่างเช่นการประชุมพุทธศาสนาโลก การเสนอผลงานทางวิชาการ เป็นต้นและด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาก็เช่นกันถ้าพระสงฆ์สามารถสื่อสารและ ตอบโต้ภาษาอังกฤษได้จะทำให้เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปและทำให้พระพุทธศาสนา เผยแผ่ไปได้ทั่วโลก


Share this topic on AskShare this topic on DiggShare this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on LiveShare this topic on RedditShare this topic on TwitterShare this topic on YahooShare this topic on Google buzz

บันทึกการเข้า

Mckaforce : น้าแม๊ค @ สุขใจ
Mckaforce
I'm Mckaforce
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
United Kingdom United Kingdom

กระทู้: 7602


• McGaR •

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 11.0.696.65 Chrome 11.0.696.65


ไม่มี ไม่ใช้ ไม่รู้
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 10 พฤษภาคม 2554 11:47:44 »

สถาบันและสาขาที่เรียน

ในอินเดียมีมหาวิทยาลัยหลาย แห่งที่พระสงฆ์ไทยมาศึกษาต่อมีตั้งแต่ระดับปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอกเพราะ มหาวิทยาลัยในอินเดียได้ให้การรับรองปริญญาบัตรของสถาบันการศึกษาของคณะสงฆ์ ไทยและรัฐบาลไทยบางมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยในอินเดียที่พระ สงฆ์ไทยนิยมไปศึกษาต่อในปัจจุบันจะเป็นมหาวิทยาลัยซึ่งเคยมีพระสงฆ์ไทยเรียน มาก่อนแล้วและเป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่ในเมืองที่มีบรรยากาศทางศาสนาและมี วิชาการที่เหมาะแก่การศึกษาต่อของพระสงฆ์รวมทั้งเป็นมหาวิทยาลัยที่ ก.พ.ไทยให้การยอมรับวิทยฐานะทางกฎหมายด้วยซึ่งได้แก่มหาวิทยาลัยเหล่านี้

1. มหาวิทยาลัยฮินดู พาราณสี เมืองพาราณสี รัฐอุตตรประเทศ

2. มหาวิทยาลัยเดลี เมืองเดลี กรุงนิวเดลี

3. มหาวิทยาลัยปูเน่ เมืองปูเน่ รัฐมหาราษฎร์

4. มหาวิทยาลัยปัญจาบ เมืองจันดิการ์ รัฐปัญจาบ

5. มหาวิทยาลัยมัทราส เมืองเชนไน รัฐทมิฬนาดู

6. มหาวิทยาลัยไมซอร์ เมืองไมซอร์ รัฐการ์นาตะกะ

7. มหาวิทยาลัยมคธ เมืองคยา รัฐพิหาร

8. มหาวิทยาลัยออรังกบาด เมืองออรังกบาด รัฐมหาราษฏร์

9. มหาวิทยาลัยนาคปูร์ เมืองนาคปูร์ รัฐมหารัชตะ

10. มหาวิทยาลัยคุรุเกษตรา เมืองคุรุเกษตรา รัฐหรายนะ

11. มหาวิทยาลัยอัครา เมืองอัคร่า รัฐอุตตรประเทศ

12. มหาวิทยาลัยกัลกัตตา เมืองกัลกัตตา รัฐเบงกอลตะวันตก

13. วิศวภารตีศานตินิเกตัน เมืองกัลกัตตา รัฐเบงกอลตะวันตก

14. สัมปูรณานัน สันสกฤต เมืองพาราณสี รัฐอุตตรประเทศ

15. มหาวิทยาลัยออลาหาบาด เมืองออลาหบาด รัฐอุตตรประเทศ

16. มหาวิทยาลัยไฮเดอราบาด เมืองไฮเดอราบาด รัฐอันตรประเทศ ฯลฯ



มหาวิทยาลัยเหล่านี้ไม่มี เฉพาะพระสงฆ์เท่านั้นที่ศึกษาอยู่ยังมีคนไทยที่ศึกษาอยู่ร่วมกันอีกเป็น จำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีมหาวิทยาลัยอื่นอีกที่พระสงฆ์ไทยศึกษาอยู่แต่คงไม่มากในแต่ละ มหาวิทยาลัยจะมีบรรยากาศและความโดดเด่นทางวิชาการที่ไม่เหมือนกันแต่โดยทั่ว ไปแล้วทุกมหาวิทยาลัยจะมีบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ มีความสงบร่มรื่นเป็นธรรมชาติมีต้นไม้และสิ่งแวดล้อมเหมาะแก่การเรียนรู้แต่ ความโดดเด่ดทางวิชาการนั้น ถ้ามองในแง่คนอินเดีย อาจจะไม่เหมือนคนไทยในแต่ละมหาวิทยาลัยสำหรับคนไทยก็อาจจะมองแตกต่างกันเช่น กันเพราะมีองค์ประกอบหลายอย่างด้วยกัน

ในการเลือกเรียนมหาวิทยาลัย ในอินเดียของพระสงฆ์ไทยก่อนอื่นจะพิจารณาค่าใช้จ่ายก่อน รองลงมาเรื่องวิชาการ ระยะเวลาที่ศึกษาและสิ่งแวดล้อมความเป็นอยู่ในแต่ละมหาวิทยาลัยจะได้ความ นิยมทั้งจากคนอินเดียและคนไทยที่แตกต่างกันมหาวิทยาลัยในเมืองใหญ่ๆ จะได้รับความนิยมมากกว่ามหาวิทยาลัยในเมืองเล็กเพราะความเพียบพร้อมหลาย อย่างที่แตกต่างกันเรื่องค่าใช้จ่าย เป็นเรื่องแรกที่ต้องพิจารณาเพราะแต่ละมหาวิทยาลัยมีค่าใช้จ่ายในการเล่า เรียนและค่าครองชีพที่แตกต่างกันเรื่องวิชาการ ก็สำคัญ บางมหาวิทยาลัยต้องวัดระดับความรู้ภาษาอังกฤษและความรู้เฉพาะด้านก่อนเข้า เรียนถ้าอยู่ในเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยต้องการก็สามารถเข้าเรียนได้

สำหรับสาขาวิชาที่เป็นที่ นิยมและยอมรับจากพระสงฆ์ไทยร่วมทั้งคนไทยที่มาเรียนในอินเดียในมหาวิทยาลัย ต่างๆจะแตกต่างกันโดยทั่วไปแล้วพระสงฆ์จะมาศึกษาด้านพุทธศาสตร์ปรัชญา สันสกฤต ภาษาศาสตร์รัฐศาสตร์สังคมศาสตร์ และจิตวิทยาทุกสาขาวิชาที่กล่าวมามีสอนทุกมหาวิทยาลัยที่บอกไว้แต่ว่ามีความ โดดเด่นและเป็นยอมรับจากคนไทยที่แตกต่างกัน ดังนี้

- ด้านวรรณคดีอังกฤษ ที่มหาวิทยาลัยปูเณ่ ไฮเดอราบาด และไมซอร์

- ด้านภาษาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเดลีมัทราสกัลกัตตา และไมซอร์

- ด้านพุทธศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยฮินดู พาราณสี เดลีและมคธ

- ด้านปรัชญา ที่มหาวิทยาลัยฮินดู พาราณสี อัคราปูเน่ มัทราสและคุรุเกษตรา

- ด้านการศึกษาที่มหาวิทยาลัยปัญจาบและเดลี

- ด้านรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยยวาหระลาล เนห์รู (JNU) ออรังคบาดและพาราณสี

- ด้านจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยออรังคบาด พาราณสี และนาคปูร์

- ด้านสันสกฤต ที่สัมปูรณานัน สันสกตฤ วิศวภารตีศานตินิเกตันและมัทราส

อย่างไรก็ตามในแต่ละ มหาวิทยาลัย สาขาวิชาที่เหมือนกัน แต่จะมีเนื้อหารายวิชาที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับนโยบายและการจัดการของแต่ละ มหาวิทยาลัย


ผลผลิตและบทบาทของพระสงฆ์ไทยที่มาเรียนที่อินเดีย

พระพุทธศาสนาในไทยได้รับ อิทธิพลมาจากประเทศอินเดียหลายด้านด้วยกันโดยเฉพาะด้านภาษา วรรณกรรม จารีต ประเพณีซึ่งไทยได้นำมาประยุกต์ปรุงแต่งจนกลายเป็นรูปแบบเอกลักษณ์ของไทย เมื่อกล่าวไปแล้วผู้ที่ขับเคลื่อนหรือมีบทบาททำให้พระพุทธศาสนาเผยแผ่ขยายทำ ให้เป็นเคารพศรัทธาและรู้จักของไทยคือพระสงฆ์โดยเฉพาะพระสงฆ์ผู้ที่มาศึกษา ต่อที่อินเดียพระสงฆ์กลุ่มนี้เมื่อขณะกำลังศึกษาอยู่หรือจบการศึกษาไปแล้ว ได้สร้างผลผลิตและแสดงบทบาทมากมายทั้งในอินเดียและไทยซึ่งเห็นได้ ดังนี้


1. เป็นพระสังฆาธิการ ในการปกครองคณะสงฆ์

ไทยมีวัดทั่วประเทศประมาณ 30,000 กว่าวัดมีพระภิกษุสามเณร ประมาณ 300,000 รูป มีระบบการปกครองคณะสงฆ์ เช่นเดียวกับระบบปกครองของรัฐเมื่อมีวัดและพระภิกษุสามเณรมากมายจึงต้องมี ผู้มาปกครองดูแลบริหารจัดการ ซึ่งพระผู้ทำหน้าที่ปกครองนี้ภาษาพระเรียกว่าพระสังฆาธิการหมายถึง ผู้ทำงานเพื่อส่วนร่วมพระกลุ่มนี้มีหน้าที่เปรียบเหมือนคณะรัฐมนตรีผู้ว่า นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งภาษาพระเรียกว่า เจ้าคณะเช่น ถ้าปกครองครองระดับจังหวัด เรียกว่าเจ้าคณะจังหวัด เป็นต้นจากข้อมูลตำแหน่งพระสังฆาธิการผู้ทำหน้าที่ปกครองคณะสงฆ์ในระดับ ต่างๆส่วนมากได้จบการศึกษาระดับอุดมศึกษามาจากอินเดียทั้งระดับปริญญาโทและ ปริญญาเอก บางรูปจบที่ไทยก็มี พระสงฆ์เหล่านี้ได้ทุ่มเทตั้งใจต่อสู้ศึกษาเล่าเรียนจนได้วิทยฐานะ กลับไปทำงานเพื่อพระศาสนาด้วยความรู้ความสามารถ ทำให้งานของคณะสงฆ์ดำเนินไปด้วยดีและสามารถที่ทำงานประสานงานกับรัฐได้อย่าง ดี


2. เป็นพระผู้บริหาร พระนักวิชาการ และครูอาจารย์ในมหาวิทยาลัยสงฆ์

ไทยมีมหาวิทยาลัยทางพระพุทธ ศาสนาหรือมหาวิทยาลัยสงฆ์อยู่ 2 แห่งด้วยกัน คือ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ตั้งอยู่วัดบวรนิเวศวิหาร บางลำพู กทม. และมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตั้งอยู่ วัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์กทม.นอกจากนี้ทั้ง 2 มหาวิทยาลัยยังมีวิทยาเขต วิทยาลัยสงฆ์ และศูนย์การศึกษาที่ขึ้นตรงต่อมหาวิทยาลัยสงฆ์อีก ประมาณ80แห่งทั่วประเทศแต่ละแห่งมีนักศึกษาทั้งพระสงฆ์และฆราวาสที่เรียน อยู่ในระดับปริญญาตรี บางแห่งเปิดสอนในระดับปริญญาโทและเอกด้วย ในระบบการบริหารของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งผู้บริหารระดับสูงต้องสำเร็จการ ศึกษาระดับอุดมศึกษาและเป็นพระภิกษุเท่านั้นส่วนนักวิชาการและครูอาจารย์ มีทั้งพระสงฆ์และฆราวาส

จากข้อมูลรายนามผู้บริหาร ระดับสูงในมหาวิทยาลัยวิทยาเขต วิทยาลัยสงฆ์ และศูนย์การศึกษาแต่ละแห่งทั่วประเทศส่วนมากสำเร็จการศึกษามาจากอินเดียทั้ง ระดับปริญญาโทและเอก อย่างเช่นอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สำเร็จปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยเดลีอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย สำเร็จปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยฮินดู พาราณสีส่วนพระนักวิชาการ และครูอาจารย์ก็เช่นเดียวกันส่วนมากเป็นพระสงฆ์ที่จบการศึกษามาจากอินเดีย แต่ในปัจจุบันที่ประเทศไทยมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง 2 แห่งเปิดการสอนระดับปริญญาโทและเอก และมหาวิทยาลัยของรัฐเปิดโอกาสให้พระสงฆ์ได้ศึกษาได้พระสงฆ์ที่จบการศึกษา จากอินเดียจะลงน้อยลง อย่างไรก็ตามทั้งพระสงฆ์ที่จบการศึกษาที่อินเดีย และที่ไทยถ้าไม่ลาสิกขาไปประกอบอาชีพอย่างฆราวาส ส่วนมากแล้วจะทำงานเป็นครูอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยสงฆ์และมหาวิทยาลัยของรัฐ บางรูปเป็นทั้งครูอาจารย์และมีตำแหน่งทางการปกครองคณะสงฆ์ด้วยดังนั้น พระสงฆ์ที่จบการศึกษาจากอินเดียจึงมีบทบาทขับเคลื่อนสังคมไทยในฐานะเป็นผู้ ทำงานเพื่อส่วนร่วมเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ เป็นผู้สั่งสอน อบรม ศีลธรรมจริยธรรมและนำหลักธรรมไปสู่สังคมอย่างแท้จริง


3. เป็นพระธรรมทูตเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ

นอกจากพระสงฆ์ที่สำเร็จการ ศึกษาจากอินเดียจะทำงานด้านการปกครองคณะสงฆ์และงานวิชาการหรือการสอนใน มหาวิทยาลัยแล้วมีกิจกรรมอย่างหนึ่งที่พระสงฆ์กลุ่มนี้ ได้แสดงบทบาทและทำหน้าที่เพื่ออุทิศแก่สังคมในการนำพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ใน นานาประเทศจนสามารถทำให้ต่างประเทศได้รู้จักพระพุทธศาสนาดียิ่งขึ้น พระสงฆ์กลุ่มนี้ภาษาพระเรียกว่าพระธรรมทูตหมายถึงพระผู้นำหลักธรรมคำ สอนไปเผยแผ่แก่ผู้อื่นให้เข้าใจ พระสงฆ์บางกลุ่มหลังจากสำเร็จการศึกษาจากอินเดียแล้ว ได้นำความรู้ ความสามารถเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั้งในอินเดียและต่างประเทศอื่นๆมีหลายรูปได้ ไปสร้างวัดเป็นเจ้าอาวาส หรือไปทำงานเผยแผ่คำสอนในต่างประเทศ อย่างเช่นที่อเมริกา อังกฤษ เยอรมัน นิวซีแลนด์ เป็นต้นพระสงฆ์เหล่านี้ ผ่านระบบการศึกษาในอินเดีย มีความคุ้นเคยกับชาวต่างชาติเข้าใจวัฒนธรมและอัธยาศัยของชาวต่างชาติ และสามารถที่จะสื่อสารกับพวกเขาได้สามารถที่จะนำพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรม ประเพณีของไทยไปเผยแผ่ให้ชาวต่างชาติได้เข้าใจได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้พระสงฆ์บางกลุ่ม ทั้งที่สำเร็จการศึกษาและกำลังศึกษาอยู่ที่อินเดียได้ทำหน้าที่เสียสละเวลา ในการทำหน้าที่เป็นพระธรรมวิทยากรให้ความรู้แก่บุคคลผู้เดินทางมากราบสังเวช นียสถานที่อินเดียซึ่งปัจจุบันมีหลายรูปได้ทำหน้าที่นี่ซึ่งถือว่าเป็น หน้าที่ประจำที่จะต้องปฏิบัติด้วยเพราะทุกครั้งที่มีคณะคนไทยหรือชาวต่าง ชาติมาแสวงบุญที่อินเดียบริษัททัวร์หรือญาติโยมต้องนิมนต์พระสงฆ์กลุ่มนี้ เป็นผู้นำในการแสวงบุญพระสงฆ์เหล่านี้ปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นอย่างดีเพราะได้ ศึกษาและเรียนรู้อยู่ที่นี่มีประสบการณ์และความคุ้นเคยในแต่ละสถานที่จริง สามารถที่จะถ่ายทอดความรู้และเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและเหตุการณ์ ต่างๆ เกี่ยวกับอินเดียได้เป็นอย่างดี


4. เป็นผู้สร้างสายสัมพันธ์ไทย-อินเดียเป็นอย่างดี

แม้ว่าในปัจจุบันไทย จะไม่มีความสัมพันธ์กับอินเดียอย่างแนบแน่น ทั้งนี้จะด้วยเหตุผลอันใดก็แล้วแต่แต่ถ้ามองไปในด้านวัฒนธรรมทางศาสนาแล้ว ไทยมีความสัมพันธ์กับอินเดียเป็นอย่างดีทั้งนี้ก็เพราะพระสงฆ์ผู้ที่มาศึกษา เล่าเรียนที่นี่ได้ช่วยเป็นสายสัมพันธ์สร้างมิตรไมตรีกับคนอินเดียทั้งใน ด้านวัฒนธรรมที่เป็นวัตถุและไม่ใช่วัตถุพระสงฆ์ที่เรียนที่นี่แต่ละ มหาวิทยาลัยมีการจัดกลุ่มหรือสมาคมของนักศึกษาไทยขึ้นมีการจัดกิจกรรมหลาย อย่างภายในกลุ่มและนอกกลุ่ม ชาวต่างชาติจะรู้จักพระสงฆ์ไทยดีพระสงฆ์ที่นี่ ได้แสดงวัฒนธรรมด้านพุทธศาสนาของความเป็นไทยให้ปรากฏบ่อยครั้งที่คนอินเดีย เห็นพระสงฆ์จะเข้าใจว่าเป็นคนไทยในบางแห่งแม้ว่าพวกเขาจะเป็นชาวฮินดู ยังได้นิมนต์พระสงฆ์ไปฉันและอบรมธรรมแก่พวกเขาที่บ้านด้วย

สำหรับพระสงฆ์ที่สำเร็จการ ศึกษาจากที่นี่แล้วได้มีบทบาทอย่างมากยิ่งในการสร้างคุณูปการะแก่พระพุทธ ศาสนาในอินเดียโดยเฉพาะการอนุรักษ์พุทธสถานและวัฒนประเพณีชาวพุทธ




ข้อมูล โซนไอที
ภาพจาก เลินนิ่งปูเณ่
บันทึกการเข้า

Mckaforce : น้าแม๊ค @ สุขใจ
คำค้น: พระ เรียน อินเดีย  ต่างประเทศ ศาสนา สุขใจ 
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน


Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.692 วินาที กับ 32 คำสั่ง

Google visited last this page 25 สิงหาคม 2562 18:55:49