[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
12 ธันวาคม 2562 10:12:52 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ : ตามรอยอริยะ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ  (อ่าน 763 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 14
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3528


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 26 กุมภาพันธ์ 2561 15:42:34 »



"ลูกเอ๋ย แม่ยินดีต่อลูก สมบัติใดๆ ในโลกนี้จะเป็นกี่ล้านกี่โกฏิก็ตาม แม่ก็ไม่ยินดี
แม่จะยินดีมากถ้าลูกจะบวช เมื่อลูกบวชแล้วให้ตายกับผ้าเหลือง ไม่ต้องสึกออกมามีลูกเมียนะ"
 
......นี้คือคำสั่งของมารดาของหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ก่อนที่จะสิ้นลมหายใจ.....


วัดดอยแม่ปั๋ง
(Wat Doi Mae Pang)
ตำบลแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่


วัดดอยแม่ปั่ง ตั้งอยู่เลขที่ ๒๑๕ บ้านแม่ปั๋ง หมู่ที่ ๕ ตำบลแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ สังกัดธรรมยุติกนิกาย

วัดแห่งนี้เป็นวัดที่หลวงปู่แหวน สุจิณโณ เคยจำพรรษาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๕ จนถึงมรณภาพ ในปี พ.ศ.๒๕๒๘

หลวงปู่แหวน สุจิณโณ มีนามเดิม ญาณ รามศิริ เกิดวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๓๐ ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น ๓ ค่ำ ปีกุน ที่บ้านนาโป่ง ตำบลหนองใน จังหวัดเลย

หลวงปู่ถือกำเนิดมาในตระกูลช่างตีเหล็ก ลำดับวงศ์ตระกูลมีดังนี้
          บิดาชื่อ นายใส      นามสกุล รามศิริ
          มารดาชื่อ นางแก้ว  นามสกุุล รามศิริ
          พี่สาวชื่อ นางเป็ง     นามสกุล ราชอักษร

มารดาของหลวงปู่แหวนถึงแก่กรรมเมื่อหลวงปู่มีอายุประมาณ ๕ ปี  หลวงปู่จึงตกเป็นภาระในการเลี้ยงดูของตากับยายจนเจริญวัย เมื่ออายุได้ ๑๓ ปีได้บรรพชา มี พระอาจารย์คำมา เป็นพระอุปัชฌาย์ และเปลี่ยนชื่อเป็น "แหวน"

หลวงปู่สนใจปฏิบัติธรรมและเรียนรู้ในตำราต่างๆ เป็นอย่างยิ่ง แม้ด้วยวัยเพียง ๑๓ ปี ท่านสามารถอ่านตำราในใบลานได้ทั้งภาษาขอมและภาษาล้านนา

ด้านความประพฤติเป็นที่น่าเลื่อมใสและก่อศรัทธาแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง เพราะขยันเจริญสมาธิ ฉันอาหารเพียงมื้อเดียว และไม่ฉันเนื้อสัตว์ บุคลิกลักษณะสุขุม พูดน้อย เคร่งขรึม สมกับสมณเพศ

พระอาจารย์อ้วน ผู้มีศักดิ์เป็นอา พิจารณาส่งเสริมความตั้งใจศึกษาของหลานเป็นอย่างดี นำไปฝากเรียนธรรมและวิชาการอื่นๆ ที่สำนักสงฆ์วัดนาสัก อ.วังสะพุง จ.เลย และได้ไปเรียนต่อที่สำนักสงฆ์วัดสร้างถ่อ อ.หัวตะพาน จ.อุบลราชธานี

ที่วัดแห่งนี้ มีพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม เป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ทางภาษาบาลี ภาษาไทย ทำให้ได้เข้าใจและรู้แจ้งในธรรมะขึ้นอีก

เมื่ออายุครบบวช เข้าพิธีอุปสมบทที่วัดสร้างถ่อนอก (ห่างจากวัดสร้างถ่อเล็กน้อย) บวชในฝ่ายมหานิกายเช่นเดิม ศึกษาธรรมวินัย ธรรมปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นผู้รอบรู้ทั้งปริยัติธรรมตลอดจนถึงวิชาอาคมอย่างกว้างขวาง เกิดความคิดที่จะออกธุดงค์ไปตามที่ต่างๆ

ขณะที่หลวงปู่แหวนเริ่มออกธุดงค์ อายุประมาณ ๓๐ ปี บ่อยครั้งจากการธุดงค์ได้พบสหายธรรมจากที่ต่างๆ บ้างก็เป็นพระสงฆ์ในแนวมหานิกายด้วยกัน บ้างก็เป็นสงฆ์ฝ่ายธรรมยุต มีการแลกเปลี่ยนความรู้และข้อคิดต่างๆ แก่กันเสมอ

โดยเฉพาะ หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม ซึ่งเป็นผู้ชักนำให้ท่านไปพบพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ซึ่งกำลังออกสั่งสอนธรรมปฏิบัติอยู่ทางภาคอีสานขณะนั้น หลวงปู่แหวนได้พบและฟังธรรมจากพระอาจารย์มั่น บังเกิดความซาบซึ้ง และทราบว่าเป็นทางแห่งการแสวงหาธรรมตามที่ประสงค์

หลังจากได้พบพระอาจารย์มั่น ออกเดินทางธุดงค์ไปกับหลวงปู่ตื้อ เดินทางไปภาคอีสานไปสู่ประเทศลาว เขมร เวียดนาม พม่า กระทั่งทะลุผ่านกลับสู่ประเทศไทย ทางจังหวัดแม่ฮ่องสอน แล้วกลับมาสู่อีสาน

ครั้นต่อมา ติดตามพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) เจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส ไปจำพรรษาที่วัดเจดีย์หลวง จ.เชียงใหม่

ครั้งนี้หลวงปู่แหวนพบพระอาจารย์มั่นอีกครั้ง พร้อมทั้งได้ญัตติเป็นพระสงฆ์ในฝ่ายธรรมยุต โดยมีพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ เป็นพระอุปัชฌาย์

นับแต่นั้นหลวงปู่แหวน ออกธุดงคกัมมัฏฐานหาความวิเวกตามป่าเขาลำเนาไพรแถบภาคเหนือตลอดมา  จากการที่หลวงปู่แหวนออกเดินเที่ยวภาวนาตามป่าเขา ถ้ำดอยต่างๆ หลวงปู่ได้พบว่าอากาศทางภาคเหนือเป็นสับปายะสำหรับท่านโดยเฉพาะแถวเชียงราย พะเยา ลำปาง และเชียงใหม่ และนับตั้งแต่ท่านได้ขึ้นไปอยู่ทางภาคเหนือแล้ว ท่านไม่เคยไปจำพรรษาอยู่ทางภาคอื่นเลย ประการหนึ่งคือทางภาคเหนือมีภูมิประเทศประกอบไปด้วยป่าเขาซึ่งเหมาะแก่สมณะผู้ประพฤติธรรมจะได้อาศัยสำหรับหลีกเร้นในการบำเพ็ญภาวนา เนื่องจากองค์หลวงปู่มีนิสัยชอบหลีกเร้นเป็นประจำอยู่แล้ว ป่าเขาเหล่านั้นจึงเป็นสัปปายะแก่นิสัยของท่าน

ปี พ.ศ.๒๔๙๘ หลวงปู่แหวนจำพรรษาอยู่วัดป่าบ้านปง อำเภอแม่แตง ในพรรษานั้นอาพาธเป็นแผลที่ขาอักเสบ ได้รับความทรมานมาก ไปบิณฑบาตไม่ได้ พระภิกษุสามเณรอื่นก็ไม่มี อยู่องค์เดียว ชาวบ้านก็ไม่ได้เอาใจใส่เท่าที่ควร มีผู้ส่งข่าวไปให้พระอาจารย์หนู สุจิตฺโต  ซึ่งพักบำเพ็ญอยู่ที่ดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว เมื่ออาจารย์หนูได้รับข่าวจึงรีบเดินทางไปบ้านปง

เมื่อไปถึงบ้านปงได้พบหลวงปู่แหวนนอนอาพาธอยู่ ไปไหนไม่ได้เพราะแผลที่ขาอักเสบ จึงเรียกชาวบ้านมาปรึกษากันถึงวิธีการรักษา ในที่สุดตกลงกันว่าแผลที่เป็นอยู่นี้ต้องผ่าจึงจะหาย ชาวบ้านไปหาหมอมาผ่า พระอาจารย์หนูต้องอยู่เฝ้าพยาบาลหลายวัน เมื่อครบ ๗ วันต้องกลับไปดอยแม่ปั๋งเพราะอยู่ระหว่างพรรษา จนกระทั่งเดือนเมษายนในปีต่อมา อาการอาพาธของหลวงปู่แหวนจึงดีขึ้นแต่ก็ยังไม่หายสนิทยังเดินไปไกลๆ ไม่ได้

นับแต่อาจารย์หนูได้พยาบาลหลวงปู่ในปี พ.ศ.๒๔๙๘ และอีกหลายครั้งต่อมา พระอาจารย์หนูดำริว่าปัจจุบันหลวงปู่แหวนมีอายุมากแล้ว พระภิกษุสามเณรอื่นจะอยู่ด้วยเพื่อเป็นอุปัฏฐากก็ไม่มี อาศัยคณะศรัทธาชาวบ้านคอยดูแลก็ไม่สม่ำเสมอ ถ้านิมนต์มาอยู่ที่วัดดอยแม่ปั๋ง ก็จะได้ถวายการดูแลอุปัฏฐากได้โดยง่าย ไม่ต้องไปๆ มาๆ อยู่อย่างนี้ อันนี้เป็นความคิดอยู่ในใจของพระอาจารย์หนูไม่ได้บอกให้ใครทราบด้วย ที่ไม่ได้บอกให้ใครรู้ก็เพราะความไม่พร้อมบางประการ คือที่ดอยแม่ปั๋งเสนาสนะที่มุงบังที่เป็นของถาวรก็ไม่มี ปัจจัยเครื่องอาศัยดูขาดแคลนไปเสียทุกอย่าง เพราะวัดดอยแม่ปั๋งในขณะนั้น ยังไม่มีกุฏิแม้เพียงหลังเดียว ดังนั้นความดำริของพระอาจารย์หนูจึงเป็นเพียงความคิดแต่เพียงผู้เดียว ไม่เคยเล่าความในใจของตนให้ใครรู้มาก่อน

ในปี พ.ศ.๒๕๐๕ คืนวันหนึ่ง ขณะที่พระอาจารย์หนูกำลังภาวนาอยู่เกิดเป็นเสียงหลวงปู่ดังขึ้นมาที่หูว่า “จะมาอยู่ด้วยนะ” ตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไรเพียงคิดว่าเสียงที่ได้ยินนั้นเป็นเสียงของจิตมันสร้างขึ้นมาก็ได้ เมื่อคิดเช่นนั้นก็ไม่ได้ใส่ใจต่อไป จากวันที่ได้ยินเสียงหลวงปู่มาอีก ๓ วัน พระอาจารย์หนูได้ปรึกษากับศรัทธาชาวบ้านแม่ปั๋งว่า ท่านพระอาจารย์แหวน สุจิณฺโณ ปัจจุบันท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านปง มีอายุมากแล้ว อยู่ทางบ้านปงท่านได้รับความไม่สะดวกเพราะขาดผู้อุปัฏฐาก ถ้าจะนิมนต์ท่านมาอยู่ด้วยที่วัดดอยแม่ปั๋งนี้ ศรัทธาจะขัดข้องอย่างไรบ้างหรือไม่ พวกศรัทธาที่อยู่ ณ ที่นั้นต่างก็พูดว่า ไม่ขัดข้อง ยินดี ถ้านิมนต์ท่านมาได้

คณะศรัทธาชาวแม่ปั๋งต่างแสดงความยินดี แต่โดยความจริงแล้วชาวแม่ปั๋งรู้จักหลวงปู่แหวนสมัยนั้นเพียงไม่กี่คน เพราะหลวงปู่ยังไม่มีชื่อเสียงเกียรติคุณปรากฎออกไปสู่คนภายนอกดังเช่นปัจจุบันนี้ แม้จนกระทั่งหลวงปู่อยู่ดอยแม่ปั๋งแล้ว ๑๐ ปี มีการสร้างเหรียญออกเผยแพร่โดยคณะนายทหารอากาศ มีผู้คนจากภาคกลางโดยเฉพาะชาวกรุงเทพฯขึ้นไปกันมาก คนกรุงเทพฯ บางคนขึ้นไปถามหาเหรียญจากชาวบ้านแม่ปั๋ง บางคนยังตอบไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามีหลวงปู่แหวนอยู่ที่ดอยแม่ปั๋ง  ดังนั้นการที่คณะศรัทธาแสดงความยินดี ก็เพราะจะมีพระมาเพิ่มอีกองค์หนึ่งเท่านั้น เมื่อถึงวันไปรับท่านพระอาจารย์หนูได้พาศรัทธาจากดอยแม่ปั๋งไปด้วยสองคน เมื่อไปถึงวัดป่าบ้านปงแล้ว หลวงปู่ก็ถามพระอาจารย์หนูว่า มีศรัทธามาด้วยกี่คน พระอาจารย์หนูก็กราบเรียนว่ามีศรัทธามาด้วยสองคน หลวงปู่พูดว่าดีแล้ว วันนี้รับทานเสร็จแล้วให้เอาบริขารของอาตมาไปด้วย จะไปอยู่แม่ปั๋งด้วย พูดแล้วท่านก็จัดบริขารของท่าน หลังจากที่คณะศรัทธาถวายทานเสร็จแล้วเข้าก็กลับไป พระอาจารย์หนูพร้อมด้วยหลวงปู่แหวน และศรัทธาชาวแม่ปั๋งอีกสองคนก็ออกเดินทางจากวัดป่าบ้านปงไปพักอยู่วัดป่าบ้านช่อแล โดยไม่ได้บอกลาใครเลย

เมื่อชาวบ้านปงรู้ข่าวว่า หลวงปู่แหวนไปดอยแม่ปั๋งกับพระอาจารย์หนูจึงพากันโจษขานว่าพระอาจารย์ไปรับท่านแล้วขากลับไปได้ขโมยเอาหลวงปู่ไปด้วย หลวงปู่พร้อมด้วยพระอาจารย์หนูและศรัทธาอีกสองคนเดินทางมาพักช่อแลหนึ่งคืน วันรุ่งขึ้นเมื่อรับทานและฉันเสร็จแล้ว เวลา ๑๐.๐๐ น. ออกเดินทางจากช่อแลผ่านมาตามเส้นทาง บ้านใหม่บ้านแม่วะ เดินลัดป่ามาตามลำห้วยข้ามเขามาบ้านแม่ตอง บ้านแม่แพงจนมาถึงบ้านแม่ปั๋ง ซึ่งสมัยนั้นเส้นทางดังกล่าวนี้ ถนนยังไม่มี บางแห่งเป็นทางรถลากไม้ บางแห่งเป็นทางเดินป่า ซึ่งแต่ละแห่งต้องเดินขึ้นเขาลงห้วยลัดเลาะมาตามไหล่เขา แม้ว่าขณะนั้นหลวงปู่จะอยู่ในวัยชราและสุขภาพร่างกายก็ไม่สมบูรณ์

การเดินทางมาตามเส้นทางดังกล่าวนั้น จึงนับว่าท่านเป็นคนมีความอดทนเป็นอย่างมาก และสามารถเดินทางมาถึงดอยแม่ปั๋งในวันนั้นคือเดินทางมาถึงดอยแม่ปั๋ง เวลา ๑๙.๐๐ น. ใช้เวลาเดินทาง ๙ ชั่วโมงถ้าวัดระยะทางปัจจุบันจากช่อแลมาถึงแม่ปั๋งประมาณ ๔๐ กิโลเมตร ซึ่งหลวงปู่แหวนเดินทางมาได้โดยวันเดียวไม่ต้องค้างคืนระหว่างทาง จึงนับว่าท่านอดทนมากทีเดียว รวมเวลาที่หลวงปู่แหวนอยู่จำพรรษาในวัดป่าบ้านปงเป็นเวลา ๑๑ ปี

เมื่อหลวงปู่มาอยู่วัดดอยแม่ปั๋งแล้ว ครั้งแรกท่านพักอยู่ในกุฏิหลังเล็กหลังหนึ่ง การมาอยู่วัดดอยแม่ปั๋ง หลวงปู่ได้มีข้อตกลงกันกับพระอาจารย์หนู่ว่า “หน้าที่ต่างๆ เช่น การดูแลรักษาเสนาสนะก็ดี การปกครองพระภิกษุสามเณรก็ดี การสั่งสอนพระภิกษุสามเณรก็ดี การต้อนรับแขกก็ดี การเทศนาสั่งสอนอบรมประชาชนก็ดี ภารกิจการบริหารวัดก็ดี การให้ศีลให้พรแก่สาธุชนผู้มาบำเพ็ญกุศลก็ดี และกิจการอย่างอื่นๆ บรรดามี ที่จะเกิดขึ้นภายในวัดก็ดี และนอกวัดก็ดี ให้ตกเป็นภาระของพระอาจารย์หนูแต่เพียงผู้เดียว ส่วนองค์ท่านจะอยู่ในฐานะพระผู้เฒ่า ผู้ปฏิบัติธรรมจะไม่รับภาระใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากการปฏิบัติธรรมอย่างเดียว”  

นอกจากนี้หลวงปู่ท่านยังตั้งสัจจะว่า ต่อไปนี้ท่านจะไม่รับนิมนต์ไปที่ไหนๆ ไม่ว่าใครจะมานิมนต์ ไม่ขึ้นรถ ลงเรือ แม้ที่สุดถึงจะเกิดอาพาธป่วยไข้หนักเพียงใดก็ตาม จะไม่ยอมเข้านอนรักษาในโรงพยาบาล ถึงธาตุขันธ์จะทรงตัวอยู่ต่อไปไม่ได้ ก็จะให้สิ้นไปในป่าอันเป็นที่อยู่ตามอริยโคตรอริยวงศ์ ซึ่งบูรพาจารย์ท่านเคยปฏิบัติมาแล้วในกาลก่อน เหล่านี้เป็นความในใจของหลวงปู่ซึ่งท่านได้ตั้งใจไว้ในเวลาที่ท่านมาอยู่วัดดอยแม่ปั๋ง

หลวงปู่แหวนได้อยู่จำพรรษาที่วัดดอยแม่ปั๋งตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๕ มาจนถึงมรณภาพด้วยอาการสงบที่วัดดอยแม่ปั๋งแห่งนี้ เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๒๘ เวลา ๒๑.๐๕ นาฬิกา  สิริอายุ ๙๘ ปี ๕ เดือน ๑๗ วัน  พรรษา ๗๘



ภายในวัดดอยแม่ปั๋งมีศาสนสถาน สิ่งที่น่าสนใจ คือ พระอุโบสถ กุฏิหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วิหารไม้ กุฏิไม้ที่เรียกว่า
“โรงย่างกิเลส” หรือ “โรงไฟ”  ศาลารูปปั้นหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เจดีย์หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ศาลาการเปรีญหอฉัน
กุฏิหลวงปู่หนู สุจิตฺโต กุฏิสามฤดู พลับพลาที่ประทับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลเดช รัชกาลที่ ๙ เมื่อเสด็จ
พระราชดำเนินกราบหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ พระเมรุหลวงหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ  อนุสรณ์พระอาจารย์นาค อตฺถวโร
กุฏิหอระฆังเดิมซึ่งเคยใช้เป็นอาคารที่ทำการผ่าตัด-รักษาหลวงปู่แหวน เจดีย์หลวงปู่หนู สุจิตฺโต มณฑปพิพิธภัณฑ์
หลวงปู่แหวน (Mondop Museum) อัฐิบริขารและอัฐของหลวงปู่แหวน









กุฏิเก่าหลวงปู่แหวน
เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๕ หลวงปู่แหวน สุจิณโณ  ได้เดินทางมาจำพรรษาที่วัดดอยแม่ปั๋ง
เดิมท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าบ้านปง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ หลวงปู่มาอยู่
วัดดอยแม่ปั๋งแห่งนี้ได้อาพาธเป็นโรคคันทั่วร่างกาย หลวงปู่ก่อไฟย่างตัวเองหายใน
กุฏิหลังนี้ตลอดจนหายจากการอาพาธ หลวงปู่เรียกกุฏิหลังนี้ว่า "กุฏิย่างกิเลส"
แต่ทั่่วไปเรียกกันว่า "กุฏิโยไฟ" ต่อมามีผู้ศรัทธาสร้างกุฏิใหม่ถวาย หลวงปู่จึงย้าย
ไปอยู่กุฏิหลังใหม่



กุฏิหลังเล็กเมื่อหลวงปู่เข้ามาพำนักที่วัดดอยแม่ปั๋งในระยะแรก








พระอุโบสถวัดดอยแม่ปั๋ง




มณฑปพิพิธภัณฑ์หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ


กุฏิหลวงปู่หนู สุจิตฺโต






เมรุหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ





Share this topic on AskShare this topic on DiggShare this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on LiveShare this topic on RedditShare this topic on TwitterShare this topic on YahooShare this topic on Google buzz

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27 กุมภาพันธ์ 2561 14:10:37 โดย Kimleng » บันทึกการเข้า

คำค้น:
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน


หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้
หัวข้อ เริ่มโดย ตอบ อ่าน กระทู้ล่าสุด
พร้าว - มาลีฮวนน่า เพราะ ๆ อีกแล้วจ้า (เวอร์ชั่นคาราโอเกะ)
หน้าเวที (มุมฟังเพลง)
Mckaforce 0 2424 กระทู้ล่าสุด 09 มิถุนายน 2553 19:02:57
โดย Mckaforce
ชีวประวัติ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
ประวัติพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ในยุคปัจจุบัน
เงาฝัน 2 3875 กระทู้ล่าสุด 20 มีนาคม 2554 14:23:32
โดย เงาฝัน
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เล่าถึงพญานาคในถ้ำเชียงดาว
เรื่องแปลก - ประสบการณ์ทางจิต - เรื่องลึกลับ
Compatable 0 1852 กระทู้ล่าสุด 02 ธันวาคม 2554 00:35:46
โดย Compatable
ตำนานเรื่องเล่า : หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ปราบมาร ตอนออกธุดงค์
สมถภาวนา - อภิญญาจิต
มดเอ๊ก 0 1292 กระทู้ล่าสุด 20 กรกฎาคม 2559 23:06:23
โดย มดเอ๊ก
[ เรื่องเล่า โดย อาจารย์ยอด ] : หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ปราบมาร ตอน ออกธุดงค์
พุทธประวัติ - ประวัติพระสาวก
มดเอ๊ก 0 584 กระทู้ล่าสุด 01 ตุลาคม 2559 22:55:34
โดย มดเอ๊ก
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.362 วินาที กับ 32 คำสั่ง

Google visited last this page 15 ชั่วโมงที่แล้ว