[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
29 มกราคม 2566 21:52:53 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ธรรมะสำหรับผู้สูงอายุ : พุทธทาสภิกขุ  (อ่าน 4976 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Firefox 5.0 Firefox 5.0


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 18 กรกฎาคม 2554 15:44:31 »




ธรรมะสำหรับผู้สูงอายุ
โดย พุทธทาสภิกขุ
ท่านสาธุชนผู้สูงอายุทั้งหลาย อาตมาจะแสดงธรรมในรูปของ
ปาฐกถาธรรมแทนการเทศน์
ซึ่งมันสะดวกกว่า ได้ผลกว่า อะไรกว่า,ขอให้ตั้งใจฟังให้สำเร็จประโยชน์.

ธรรมปฏิสันถาร
            ข้อแรกขอแสดงความยินดีในการที่ท่านทั้งหลายมีเจตนาที่จะศึกษาธรรมะ จึงได้พากันมาสู่สถานที่นี้เพื่อวัตถุประสงค์อันนั้น. ณ บัดนี้เราก็ได้มานั่งกันกลางดิน เราได้มานั่งกันกลางดิน ซึ่งเข้าใจว่าบางแห่งไม่ได้นั่งกลางดิน,บางแห่งก็ได้นั่งกันบนตึกราคาล้าน, แต่เดี๋ยวนี้เรามานั่งกันกลางดิน ขอให้ทำในใจให้ถูกต้อง มิฉะนั้นจะขาดทุน บางคนจะคิดว่า มันเสียเกียรติมานั่งกลางดิน แล้วก็โกรธ นี้มันคนโง่ ลืมไปว่าพระพุทธเจ้านั้นท่านประสูติกลางดิน ท่านเป็นพระราชามหากษัตริย์ แต่เวลาประสูติ ประสูติกลางดินใต้โคนต้นไม้ แล้วเวลาท่านจะตรัสรู้ ก็ตรัสรู้กลางดินใต้โคนต้นไม้อีก เมื่อท่านสอน ก็สอนตามกลางดิน เพราะประชุมกันกลางดิน พบกันกลางดิน เดินทางอยู่ก็พบแล้วก็หยุดสอน, แม้ว่าโรงธรรมก็พื้นดิน ทีนี้ที่อยู่ของท่าน กุฏิของท่านก็พื้นดินไปดูได้แม้บัดนี้,แล้วในที่สุดท่านก็นิพพานกลางดิน ไม่ได้นิพพานที่บนกุฏิวิหารโรงพยาบาลอะไรที่ไหน นิพพานกลางดิน

            คิดดูเถิด ดินนี้มันเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าในลักษณะอย่างไร, แล้วมันยังเกี่ยวข้องกับพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า นี้เรียกว่าเกิดกลางดิน เพราะสอนกันกลางดิน พระสงฆ์ก็มีความเป็นอยู่อย่างเรียกได้ว่าต่ำที่สุด กุฏิพื้นดิน, วิหารพื้นดินทั้งนั้นเลยถ้าเป็นอย่างพระพุทธกาล. นี่แผ่นดินจึงมีความหมายมาก เป็นที่เกิดแห่งสิ่งทั้งปวง มันยังเป็นที่เกิดแห่งธรรมะ.

            เราได้มานั่งกลางดินอย่างนี้ เอามือลูบดินแล้วก็พอใจ พอใจเป็นพุทธานุสติระลึกถึงพระพุทธเจ้า ประสูติกลางดิน ตรัสรู้ สอนกลางดิน อยู่กลางดิน นิพพานกลางดิน. ขอให้ถือเอาประโยชน์อย่างนี้ให้ได้ให้เต็มที่ ให้มากเต็มที่เลย, อยู่ที่บ้านก็คงจะหาโอกาสนั่งกลางดินยาก เพราะว่ามีศาลามีอะไรสวยงาม เดี๋ยวนี้ศาลาของเราวัดนี้ใช้กลางดินอย่างนี้ รับแขกผู้มีเกียรติที่สุดก็กลางดินอย่างนี้แหละ ตรงนี้แหละ, นายกรัฐมนตรีก็มานั่งตรงนี้แหละ, เป็นอันว่าทำพุทธานุสติระลึกถึงพระพุทธเจ้ากันให้ดีเสียเต็มที่,แล้วก็จำไปกลับไปบ้าน, ว่ามาที่สวนโมกข์ได้นั่งกลางดินอย่างนี้,จำไปให้แม่นยำเลย

            ทีนี้ก็จะพูดเรื่องอะไรดี ก็เป็นที่ทราบกันอยู่ว่า จะพูดเรื่องเกี่ยวกับผู้สูงอายุ ข้อนี้ก็มีความสำคัญมากเหมือนกัน ถ้าสูงอายุจริง มันสูงทางจิตใจ ไม่ได้สูงทางเนื้อหนังเหมือนวัวแก่ควายแก่, สัตว์แก่นั้นสูงอายุทางเนื้อหนัง มันไม่ค่อยมีความหมายอะไร ถ้าสูงอายุทางจิตใจก็หมายความว่า รู้เรื่องต่างๆสมกับที่ว่าเกิดมานาน ,เกิดมานานในข้อนี้เขาก็นิยมกันมาก เรียกว่า รัตตัญญู ผู้รู้ราตรีนาน,เป็นที่เคารพนับถือ เป็นที่เชื่อฟัง เป็นรัตตัญญูรู้ราตรีนาน นั่นหมายความว่ารู้อะไรมาก รู้อะไรมากสมกับที่เกิดมานาน อายุยาว

            เดี๋ยวนี้กลัวว่ามันจะไม่มีอะไรมากสมกับที่เกิดมานาน.กลัวว่ามันจะโง่เท่าเดิม โง่เท่าเดิมไปจนตาย มันจะตัองรูจักแก่ คือมาก มากด้วยสติปัญญา ความชำนาญ ความเชี่ยวชาญในสิ่งที่เรียกว่าชีวิต ชีวิตรู้อะไรมากกว่าเด็ก ๆนั่นแหละจึงจะเรียกว่าผู้สูงอายุ.

            เดี๋ยวนี้เราผ่านมามากมานานแล้ว รู้อะไรมากพอที่จะสั่งสอนเด็ก ๆหรือว่าเป็นตัวอย่างอันดีแก่เด็ก ๆได้หรือไม่? หรือจะเปรียบเทียบอีกทางหนึ่งว่า เมื่อมีอายุมากเข้า ชีวิตนั้นมันเยือกเย็นเป็นสุขสงบลงมากหรือไม่ ,หรือว่ายังโง่เหมือนกับเด็ก ๆ ยังวุ่นวายเหมือนกับเด็ก ๆ ยังทำอะไรไม่ถูกเรื่องถูกราวเหมือนกับเด็ก อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นที่น่าเสียดาย ขอให้พิจารณาดูให้ดี ๆ

            เด็ก ๆเกิดมาก็รู้แต่เรื่องกินกับเรื่องเล่นนี่เป็นธรรมดา เด็ก ๆเกิดมารู้แต่เรื่องกินเรื่องเล่น จนกระทั่งเป็นเด็กวัยรุ่น , ครั้นเป็นหนุ่มสาว เรื่องกามารมณ์ก็เข้ามา เรื่องเพศเรื่องกามารมณ์นี้ก็เข้ามา เป็นสิ่งสูงสุดของคนหนุ่มคนสาว แล้วต่อมาก็มีบ้านมีเรือน เป็นพ่อบ้านแม่บ้าน ก็เลื่อนขึ้นไปเรื่องสมบัติพัสถาน บ้านช่องเงินทองข้าวของอะไรต่างๆเป็นสิ่งสูงสุด
            ทีนี้จะไปไหน? ถ้าว่ามันก็ก็าวหน้าต่อไป มันก็ต้องไปมากกว่านั้น เขาก็ไปเรื่องหาความสงบทางจิตใจ เรื่องบุญเรื่องกุศล เรื่องสมาธิเรื่องภาวนา แม้ไม่ถึงอย่างนั้นก็พอใจในความสงบ มอบทรัพย์สมบัติให้ลูกให้หลาน ตัวเองก็หาความสงบ
            ทีนี้ถ้ายังไกลไปอีก ก็เข้าวัดเข้าวา, ถ้ายังไกลไปอีกก็ยังสอนผู้อื่น เป็นคนแก่ที่มีความรู้มาก สอนคนทั้งหลายได้ ใครมีปัญหาอะไรก็มาถามคนแก่คนนี้ได้ เขาก็จะตอบให้ได้อย่างดี ว่าควรทำอย่างนั้นควรทำอย่างนี้ เพราะว่าผ่านมาแล้ว


            นี่ดูให้ดีเถอะว่า ถ้าเป็นไปอย่างถูกต้องนั้น มันเลื่อนชั้นนะ ,มันเลื่อนชั้นสูงขึ้น สูงขึ้น มีความรู้มีความฉลาดสามารถ มีประโยชน์มากขึ้น ก็เรียกว่าใกล้นิพพานมากขึ้นนั่นเอง ,ถ้ามันเดินไปถูกต้อง ถ้าไม่ถูกต้องมันเดินผิดทาง มันก็ถอยห่างไปได้เหมือนกัน ยิ่งแก่ยิ่งไกลนิพพานมันไม่ถูกต้อง ใกล้นิพพานคือใกล้ความสงบ มีความสงบมากขึ้น ขอให้สนใจให้ดี ๆ

    ควรศึกษาภูมิ ๔ ของจิตใจ
            เรื่องนี้อาตมาอยากจะให้รู้จักพิจารณาโดยหลักธรรมะที่มีอยู่ เป็นหลักโบราณแต่ดึกดำบรรพ์มา ที่เขาเรียกว่า จิตใจนี้มีอยู่ ๔ ภูมิด้วยกัน ๔ ชั้นนั่นแหละ ๔ ภูมิคือ ๔ ชั้น

            ชั้นแรกคือ กามาวจร มันก็ชอบของน่ารักน่าใคร่ น่าพอใจ เอร็ดอร่อย สนุกสนาน สวยงาม,นี้เป็นภูมิกามาวจรซึ่งก็เป็นกันมาแล้ว ตั้งแต่เด็กจนวัยรุ่นจนหนุ่มสาวก็เรียกว่า ภูมิกามาวจร คือ จิตพอใจในกาม,ในสิ่งที่เรียกว่า กาม.

            ทีนี้ถ้าสูงขึ้นมา มันเลื่อนชั้นขึ้นมาสูงกว่านั้น, ก็พอใจใน รูปาวจร คือ รูปธรรมที่ไม่เกี่ยวกับกาม,รูปธรรมที่ไม่เกี่ยวกับกาม คือเรื่องกามเรื่องเพศนั้นซาไปแล้วก็มาเอาแต่เรื่องไม่เกี่ยวกับกาม เช่นจะเป็นวัตถุสิ่งของ แก้วแหวน เงินทอง อะไรก็ได้ ไม่ได้เกี่ยวกับกาม,แต่เป็นรูปวัตถุ. แต่ถ้าเรื่องทางจิตใจ เป็นเรื่องทางจิตใจก็พอใจในรูปฌาน คือ ความสุขเกิดจากสมาธิที่มีรูปเป็นอารมณ์ สมาธินั้นมีรูปธรรมล้วน ๆเป็นอารมณ์ ได้ความสงบสุขจากรูปฌานก็พอใจ ในชั้นที่สองนี้เรียกว่ารูปาวจร.

            นี้ต่อมาเห็นว่า รูปนี้ก็ยังยุ่ง ยังเปลี่ยนแปลง ยังกระด้าง ยังอะไรต่าง ๆ,เลื่อนขึ้นไปเป็น อรูป, อรูปไม่มีรูป ถ้าจะพูดอย่างคนธรรมดาสามัญ ก็ไปชอบบุญกุศล เกียรติยศ ชื่อเสียงอะไรไปในทางโน้นแล้ว, ไม่ได้ชอบตัววัตถุข้าวของเงินทองอะไรแล้ว เลื่อนไปชอบที่ไม่มีรูป เป็นบุญ เป็นกุศล เป็นเกียรติยศ เป็นชื่อเสียง เป็นอะไรก็ตามแล้วแต่จะเรียก. แต่ถ้าเป็นเรื่องทางจิตใจก็ชอบความสุขที่เกิดจากสมาธิที่มีอรูปธรรมเป็นอารมณ์ ที่เขาเรียกว่า อรูปฌาน, ความสุขนี้เกิดจากสิ่งที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์ เป็นอากาศ เป็นวิญญาณ เป็นความไม่มีอะไร เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะ ในที่สุดมันเลื่อนมาอย่างนี้ ภูมิที่ ๔ เป็น โลกุตตรภูมิ

            เอามารวมกันแล้วสรุปความสั้น ๆก็ว่า เราเคยชอบเรื่องวัตถุ ทางเอร็ดอร่อย สวยงาม สนุกสนาน เป็นกามารมณ์ จนกว่าจะหมดเขตของหนุ่มสาว, เป็นพ่อบ้านแม่เรือนก็ชอบเงินทอง ข้าวของ สมบัติพัสถาน วัวควาย ไร่นา , ถ้าว่ามันเลยนั่นขึ้นไปอีก มันเบื่ออย่างนั้นก็ขึ้นไปหาบุญหากุศล หาสิ่งที่สูงขึ้นไปแหละโดยมาก ก็เป็นเรื่องบุญเรื่องกุศลนั่นแหละ นี่มันเลื่อนชั้นอย่างนี้ ถ้ามันไปได้ไกลกว่านั้นอีก มันก็เป็นครูบาอาจารย์สั่งสอนคน ในเรื่องทำให้ถูกต้องสำหรับจิตใจจะปกติ นี่เห็นไหมว่า จะเป็นผู้สูงอายุนั้นจะต้องมีจิตใจอย่างไร จะเป็นผู้สูงอายุโดยถูกต้องนั้น จิตใจจะต้องมีจิตใจอย่างไร จึงจะเรียกว่ามีความสูขที่ถูกต้องที่แท้จริง

            ถ้าพูดให้ลึกลงไปอีกหน่อยก็ว่า ไม่รู้อะไรก็ทำบาปกันโดยมากแหละ เป็นทุกข์ ต่อมาก็ค่อย ๆรู้อะไร ไม่ทำบาปทำบุญแล้วก็เป็นสุข ทีนี้ถ้ายังจะมีสูงขึ้นไปอีกกว่านั้นจะมีอะไร ,มันคือ ว่าง คือเป็น นิพพาน เป็นว่าง ไม่มีความรบกวน เป็นบาปหรือเป็นชั่วในทุกข์นี้มันทนไม่ไหว ใคร ๆก็ทนไม่ไหว ก็หลีกเลี่ยงพ้นมาได้ มาถึงบุญ มาถึงดี มาถึงสุข มันก็ยุ่งไปตามแบบสุข จึงจะต้องเลื่อนขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง เป็นแบบว่าง ถึงว่าง คือเลื่อนชั้นนิพพาน

            นี่เข้าใจกันว่าหลักใหญ่ ๆมันมีว่าจากชั่วมาถึงดี, ถ้าเห็นว่าดี มันก็ยุ่งตามแบบดี วุ่นตามแบบดี ก็เลื่อนขึ้นไปถึงชั้นว่าง ว่าง ไม่ชั่วไม่ดี เหนือชั้นเหนือดี หรือว่าถ้ามีทุกข์ เอ้ามีทุกข์ก็ดิ้นรนจนพ้นทุกข์มามีสุข ก็ยุ่งไปตามแบบสุข มีความวุ่นวายไปตามแบบคนที่มีความสุข ก็เลื่อนขึ้นไปแบบว่าคือ นิพพาน,ใกล้นิพพาน, คนมีบาปยุ่งแบบคนมีบาป คนมีบุญก็ยุ่งไปตามแบบคนมีบุญ หาความสงบสุขไม่ได้ เลื่อนจากบุญก็ถึงว่าง คำว่าว่าง ๆนี้ไม่มีอะไรรบกวน


            ทบทวนอีกทีว่าจากชั่วถึงดี จากดีก็ถึงว่าง ว่างนั่นแหละที่สุดแหละ จากบาปไปถึงบุญ ยุ่งนักไม่เอา เลื่อนขึ้นไปเป็นแบบว่าง จากบาปมาถึงบุญ จากบุญมาถึงว่างนี้ทุกข์ไม่ไหว เลื่อนจากทุกข์มาถึงสุข สุขก็ยุ่งไปตามแบบสุข ต้องเหนื่อยกระหืดกระหอบไปตามแบบสุข เลื่อนอีกทีก็ถึงว่าง

            กำหนดดูให้ดี จากชั่วถึงดี จากดีถึงว่าง จากบาปถึงบุญ จากบุญถึงว่าง จากทุกข์ถึงสุข จากสุขถึงว่าง คนโง่ไม่ชอบความว่าง แล้วไม่รู้ด้วย ไม่รู้จักด้วย ไม่เข้าใจด้วย ชอบวุ่นวาย ชอบเอร็ดอร่อย ชอบสนุกสนาน แก่งก ๆแล้วยังเต้นรำ ไม่รู้ว่าสิ่งที่เป็นความสุขแท้จริง สงบสุขแท้จริงนั้นมันคือความว่าง เทวดาบนสวรรค์ก็วุ่นวายด้วยกามารมณ์ ไม่ว่าง ต้องเลื่อนไปชั้นพรหม เลยชั้นพรหมขึ้นไปอีกจึงจะว่าง สุดชั้นพรหมขึ้นไปอีกมันจึงจะว่าง คือนิพพาน

            นี่ผู้สูงอายุทั้งหลายจะต้องรู้จักความว่าง ว่าไม่มีอะไรรบกวน ไม่มีอะไรเบียดเบียน ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เสียใจมันก็ทรมาน ดีใจมันก็เหนื่อยตามแบบดีใจนะ ดีใจนะกินข้าวไม่ได้นะ ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ ๑ แล้วกินข้าวไม่ลงนะ เพราะความดีใจมันสั่นระรัว ๆ ความดีใจไม่ใช่ความสงบ ไม่ใช่ความสงบสุข มันต้องหยุดอีกทีหนึ่ง ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ ไม่ดีใจจึงจะว่าง ว่างนี้เรียกว่า วิเวก ก็ได้ วิเวกไม่มีอะไรรบกวน ของภายนอกก็ไม่รบกวน ของภายในก็ไม่รบกวน ของภายนอกเช่นลูกเล็กเด็กแดงอะไรต่าง ๆ อยู่ภายนอกเป็นคน คนนี้ก็ไม่รบกวน ของภายในก็ไม่มีกิเลสใด ๆขึ้นมารบกวน ว่าง นี่ วิเวก วิเวก นั่นแหละ คือสิ่งที่จะดักอยู่ข้างหน้า พระนิพพานดักอยู่ข้างหน้า จากชั่วถึงดี จากดีถึงว่าง คือ นิพพาน จากทุกข์ถึงสุข จากสุขถึงว่าง คือนิพพาน
    อยากจะให้เข้าใจคำว่า ว่างกันเสียให้ดี ๆ ถ้าไม่ว่างนั้นมันถุกปรุงแต่ง ๆ ๆ นั่งไม่ติดดอก จะต้องปรุงแต่งให้ทำนั่นทำนี่ คิดนั่นคิดนี่ ปรารถนานั่น ปรารถนานี่ ไม่มีเวลาสงบแห่งจิต ถ้าว่างก็ไม่มีอะไรปรุงแต่งยั่วยุ หาความสงบได้ลึกซึ้งถึงจิตใจ

Share this topic on AskShare this topic on DiggShare this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on LiveShare this topic on RedditShare this topic on TwitterShare this topic on YahooShare this topic on Google buzz

บันทึกการเข้า
หมีงงในพงหญ้า
ยืนงงในดงตีน
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
United Kingdom United Kingdom

กระทู้: 7855


• Big Bear •

ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Chrome 12.0.742.122 Chrome 12.0.742.122


ไม่มี ไม่ใช้ ไม่รู้
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 18 กรกฎาคม 2554 15:47:31 »

โมทนาสาธุครับ
บันทึกการเข้า

B l a c k B e a r : T h e D i a r y
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 7506


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Firefox 5.0 Firefox 5.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 18 กรกฎาคม 2554 15:48:07 »



เห็นความเป็นเช่นนั้นเองแล้วจะพบความสงบ

            ขอให้ท่านเปรียบเทียบดู ด้วยการมาเที่ยวนี้ อยู่ลำปางมาเที่ยวภาคใต้นี้ มันเพื่อประโยชน์อะไร? ถ้าเพื่อประโยชน์แก่สนุกสนาน มันก็เหมือนลูกเด็กๆนั่นแหละ ไม่ใช่คนสูงอายุดอก ถ้ามาเที่ยวเพื่อดู เพื่อเล่น เพื่อกิน เพื่อเอร็ดอร่อยสนุกสนานแล้ว ไม่ใช่คนสูงอายุดอก เป็นลูกเด็กๆอีกนั่นแหละ ถ้าเป็นคนสูงอายุจะต้องมาเห็นสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้น อะไรเป็นอย่างไร อะไรเป็นอย่างไร แล้วก็เห็นว่ามันเช่นนั้นเอง ไม่ต้องมาก็ได้ อย่างมาเที่ยวนี้ ถ้ามาทั่วไปแล้วเห็นว่า โอ มันก็เช่นนั้นเอง แค่นี้เอง เท่านั้นเอง ไม่ต้องมาก็ได้ถ้าอย่างนี้ก็เป็นคนสูงอายุแหละ ไม่ใช่ลูกเด็กๆ ถ้ายังมาชอบสนุกสนานชอบแปลกประหลาดตื่นเต้นอะไรอยู่ ยังเป็นลูกเด็ก ๆอยู่นั่นแหละ

            นี่ขอบอกกันตรง ๆอย่างนี้ ไม่เกรงใจ อยากจะโกรธก็โกรธแล้วกัน แต่จะบอกอย่างนี้แหละว่า ถ้าว่าไปแล้วไม่เห็นเช่นนั้นเองแล้วไม่ใช่ที่สุด ไปกิน ไปเล่น ไปสนุกสนาน ไปอะไรอย่างที่เขาไปเที่ยว หนุ่มสาวเขาไปเที่ยวกันโดยมากนั่นแหละ ไม่ใช่ความสงบเลย แล้วก็รีบเห็นเสียซิ ไปเที่ยวที่ไหน ประหลาดสวยงามอย่างไร โอ มันก็เช่นนั้นเอง มันก็เช่นนั้นเอง ตามธรรมชาติเช่นนั้นเอง ไม่ต้องมาก็ได้ ไม่ต้องมาก็ได้

            ความเป็นเช่นนั้นเองนี้สำคัญมาก ใครเห็นเช่นนั้นเอง เช่นนั้นเอง คนนั้นบรรลุธรรมะสูงสุด ถึงขนาดที่เรียกว่าเป็น ตถาคต เลย ตถา แปลว่าเช่นนั้น หรือเช่นนั้นเอง คตะ แปลว่า ถึง ตถาคตะ แปลว่าถึงเช่นนั้นเอง เป็นพระอรหันต์เห็นเช่นนั้นเอง เช่นนั้นเอง ไม่รัก ไม่โกรธ ไม่เกลียด ไม่กลัว ไม่ตื่นเต้น ไม่วิตกกังวล ไม่อาลัยอาวรณ์ ไม่อิจฉาริษยา ไม่หึงไม่หวง ไม่ยกตนข่มท่าน ไม่กล่าวคำขัดแย้ง ไม่เห็นอะไรว่าเป็นของแปลก ถ้ายังไม่เห็นเช่นนั้นเอง มันก็ต้องรัก มันเห็นแปลกไม่ใช่ธรรมดา มันก็รัก หรือมันก็โกรธ หรือมันก็เกลียด หรือมันก็กลัว หรือมันก็ตื่นเต้น

            เอาอย่างนี้กันก่อนก็ได้ เพราะไม่เห็นว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง มันก็หลงรักในทางหนึ่ง อีกทางหนึ่งเมื่อไม่ได้อย่างใจมันก็โกรธก็ขัดใจ อีกทางหนึ่งก็เกลียด ให้โง่ให้เหนื่อยให้กลัว กลัวให้ลำบากแล้วก็ตื่นเต้น ตื่นเต้นเห็นอะไรแปลกก็ตื่นเต้น ไปถึงที่นั่นก็ตื่นเต้น ไปถึงที่นี่ก็ตื่นเต้น นี่คือคนโง่ ไม่เห็นเช่นนั้นเอง แล้วนี่มันก็มีผลไปถึงวิตกกังวลอาลัยอาวรณ์ นอนหลับยากแหละ นอนหลับยากถ้าคนไม่เห็นเช่นนั้นเอง ก็เป็นห่วงอยู่เสมอ แล้วมันก็หวงมันก็หึง หวงหนักมากเข้ามันก็คือหึง เพราะมันไม่เห็นว่าเช่นนั้นเอง เช่นนั้นเอง มันไม่เห็นนี่ มันก็รักมากหวงมากถึงขนาดหึง แล้วมันก็ยกตนข่มท่าน ว่ากูมีอะไรดีกว่ามึงแหละ แล้วมันก็จะไม่ยอม มันจะขัดแย้ง ขัดแย้งเสมอไปแหละ แล้วก็ไม่เห็นว่าเช่นนั้นเอง

   เห็นเช่นนั้นเองคือเห็นสิ่งสูงสุด

            นี่ขอให้รู้ไว้ว่า นี้แหละคือเครื่องทดสอบว่า สูงแล้ว หรือยังต่ำอยู่ ถ้าเห็นเช่นนั้นเอง เช่นนั้นเองแล้วก็เรียกว่าสูง จนจิตใจไม่หวั่นไหว ที่เป็นกันอยู่มาก ๆเช่นว่า ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ก็เห็นว่า ความเกิดก็เช่นนั้นเอง ความแก่ก็เช่นนั้นเอง ความเจ็บก็เช่นนั้นเอง ความตายก็เช่นนั้นเอง ไม่รัก ไม่โกรธ ไม่เกลียด ไม่กลัวอะไรกับมันถ้าเห็นเช่นนั้นเอง อย่างนี้เรียกว่าเก่งมาก เก่งไปถึงจนที่สุดแหละ จนเห็นว่ามันเช่นนั้นเอง ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย

            ทีนี้ยังโง่อยู่ มันก็เห็นความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายเป็นของแปลก เป็นของเหลือวิสัย เป็นของอะไรต่าง ๆนา ๆแล้วก็กลัวแล้วก็เป็นทุกข์ อย่างนี้ยังไม่เห็นเช่นนั้นเอง ยังเห็นโลกน้อย ยังรู้จักชีวิตน้อย ยังเหมือนกับเด็ก ๆ
    ถ้าเป็นคนแก่จริง มันก็จะต้องเห็นสูงกว่านั้น เห็นเช่นนั้นเองนั่นเอง ความเจ็บไข้ก็เช่นนั้นเอง ความแก่ก็เช่นนั้นเอง ความตายก็เช่นนั้นเอง หรือกินยารักษาหายก็เช่นนั้นเอง ยานั้นก็เช่นนั้นเองเหมือนกัน มันทำหน้าที่เช่นนั้นเอง เห็นเช่นนั้นเองนั่นแหละเห็นสูงสุดในพระพุทธศาสนาเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สุญญตา อะไรก็ตามมันรวมไปที่เห็นเช่นนั้นเอง เห็นอนิจจังว่า ไม่เที่ยง ไม่เที่ยง ไม่เที่ยง มันก็เช่นนั้นเอง นี่มันไม่เที่ยง ทุกขัง ๆ ทนยาก ลำบาก ถูกบีบคั้นอยู่ด้วยความไม่เที่ยง มันก็เช่นนั้นเอง แล้วอนัตตา มันไม่มีตัวตนที่จะทนได้ มันก็เช่นนั้นเอง เรียกว่าไม่มีตัวตน ไม่มีตัวตนมันก็เช่นนั้นเอง เป็น สุญญตา เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิจว่า อิทัปปัจจยตา อิทัปปัจยตาก็เช่นนั้นเอง คือเห็นสิ่งสูงสุดกว่าสิ่งใดหมด เห็นแล้วเป็นพระอรหันต์ เป็นพระตถาคต

            นี่ขอให้คำนวณดู ว่าเราได้เลื่อนมาในลักษณะนี้หรือเปล่า ถ้าเป็นผู้สูงอายุแท้จริงตามความหมายในพุทธศาสนา ก็จะต้องเห็นอนิจจังมากขึ้น เห็นทุกขังมากขึ้น เห็นอนัตตามากขึ้น เห็นสุญญตามากขึ้น เห็นอิทัปปัจยตามากขึ้น เห็นตถตามากขึ้น จนคงที่ไม่หวั่นไหว ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีความรู้สึกชนิดที่ยินดียินร้าย ชอบใจก็ยินดี ไม่ชอบใจก็ยินร้าย อย่างนี้ยังโง่มาก มันไม่ได้คิด ไม่ได้สังเกต ไม่ได้ศึกษา ตลอดเวลาที่ผ่านมาแล้ว ถ้าศึกษากันอย่างดีก็จะเห็นว่า มันเช่นนั้เองแหละ ที่มันไม่น่ารักไม่น่าพอใจมันก็เช่นนั้นเอง อย่างหนึ่งก็ทำให้อยากได้ อยากเอา อยากเป็น อีกอย่างหนึ่งก็ทำให้ไม่อยากได้ ไม่อยากเอาไม่อยากเป็น อยากจะฆ่า อยากจะทำลายเสียนี่
มันเรื่องยุ่ง เรื่องปรุงแต่ง ไม่ใช่ความสงบ

   ทดสอบตนเองบ้างว่าสูงอายุหรือยัง

            เดี๋ยวนี้ก็เกิดมาอายุหลายสิบปีแล้ว มันก็ควรจะใคร่ครวญดู อะไรเป็นอย่างไร อะไรเป็นอย่างไรมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ตั้งแต่เป็นเด็ก เป็นวัยรุ่น เป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นพ่อบ้านแม่เรือน เป็นคนสูงอายุ เป็นคนแก่หง่อมคนเฒ่า มันมีอะไรเป็นอย่างไร ทำไมจะต้องไปหลงรักหลงเกลียด หลงโกรธ หลงกลัว หลงตื่นเต้นกับมัน นี่เป็นเครื่องวัดที่แน่นอน ขอให้เอาสิ่งเหล่านี้ไปเป็นเครื่องวัดว่าสูงอายุหรือยัง หรือว่ายังขึ้น ๆ ลง ๆฟู ๆ แฟ