[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
20 เมษายน 2567 02:31:45 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องของกาลเวลากับสัจธรรมการดำรงชีวิตของมนุษย์  (อ่าน 1920 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
時々๛कभी कभी๛
สมาชิกถูกดำเนินคดี
นักโพสท์ระดับ 12
*

คะแนนความดี: +9/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Nepal Nepal

กระทู้: 1921


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 13.0.782.112 Chrome 13.0.782.112


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 17 สิงหาคม 2554 12:04:21 »



Photo By Sometime Copyrightresaved


สมัยปู่เป็นเด็กปู่เติบโตในชนบท เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ มีคนไม่มากนัก ไฟฟ้าประปายังไม่มี ถนนยังเป็นดินลูกรัง พอค่ำลงต้องจุดตะเกียงเจ้าพายุ แขวนไว้ตามห้องต่าง ๆ แต่ที่พอนับว่านำสมัยอยู่บ้างก็คือมีโรงภาพยนต์หนึ่งโรง สมัยนั้นเขาเรียกว่าโรงหนัง ที่นั่งเป็นไม้กระดานแผ่นเดียวยาวตลอดแถว ของขบเคี้ยวในสมัยนั้นมีถั่วต้มและมันต้มเป็นหลัก โครงสร้างโรงหนังทำด้วยไม้ หลังคาเป็นสังกะสี บางวันฝนตกหนักเสียงดังสนั่นฟังไม่รู้เรื่อง ปกติฉายวันละหนึ่งรอบ แต่ไม่ได้ฉายทุกวัน หนังส่วนใหญ่เป็นหนังแขกอินเดีย ฉายซ้ำไปซ้ำมานาน ๆ ครั้งจะมีหนังไทยให้ดู

ในสมัยนั้นการดูหนังเป็นความบันเทิงที่ทันสมัยที่สุด ปู่จำได้ว่าหนังที่ฉายบ่อยคือพวกรามเกียรติ์มีหลายตอนดูสนุกดี แต่มีที่ดูน่ากลัวมาก จำได้ว่าเป็นเรื่องเจ้าแม่กาลี หน้าตาดุดูหน้ากลัว ทำให้มีความรู้สึกไม่ดีต่อเจ้าแม่กาลี ต่อมาเติบใหญ่ได้ศึกษาเรื่องนี้จึงรู้ว่าเป็นความเข้าใจผิด ท่านจะทำลายเฉพาะอสูรและคนไม่ดีเท่านั้น ส่วนคนดีท่านจะปกป้องดูแลปัดเป่าทุกข์ภัยให้ เจ้าแม่กาลี แบ่งภาคมาจากพระแม่อุมาโดยทรงมีจุดประสงค์เพื่อปราบอสูรตนหนึ่ง ชื่อว่า อสูรทารุณ มีฤทธิ์มากฆ่าไม่ตาย

แล้วที่สำคัญกว่านั้นเมื่อเลือดตกลงพื้นเมื่อได ก็จะทวีขึ้นเรื่อยไปไม่หมดสิ้น จนเป็นที่เกรงกลัวไปทั่ว พระแม่อุมาได้อาสาที่จะปราบ จึงขอพรจากพระศิวะ และเข้าบำเพ็ญตบะ จนกลายร่างเป็นเจ้าแม่กาลี จากนั้นเจ้าแม่กาลีได้ปราบอสูรตนนี้ จนราบคาบโดยการฆ่าและดูดเลือดจนหมด เพื่อไม่ให้เลือดตกลงสู่พื้นดิน ทำให้บางคนคิดว่าท่านเป็นตัวแทนของสิ่งชั่วร้าย ความดำมืดและผู้ทำลายสรรพสิ่ง ผู้คนจึงหวาดกลัวมาก เจ้าแม่กาลีเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า นางภัทรกาลี ซึ่งแปลว่าผู้ชนะแล้วซึ่งเวลา

ตั้งแต่โบราณมนุษย์เรียนรู้เรื่องเวลาด้วยการมองแสงตะวัน รู้ว่าเช้า เที่ยง เย็นและกลางคืน ต่อมาใช้นาฬิกาบอกเวลาเป็นมาตราฐานทั่วโลก เราคุ้นเคยกับเวลา จนเห็นเป็นเรื่องธรรมดา เดี๋ยวมืด เดี๋ยวสว่าง เป็นอย่างนี้มานาน มนุษย์และสัตว์นับอายุไปตามเวลาที่ผ่านไป มนุษย์มีอายุเฉลี่ยประมาณ 75 ปี หรือ 28,000 วัน เริ่มนับตั้งแต่แรกเกิด พอร้องอุแว้ถือว่าเริ่มต้นนับอายุเป็นวันเป็นเดือนและปี นับต่อไปเรื่อย ๆจนกว่าคนๆนั้นตายถือว่าสิ้นสุด

แต่ถ้าเปรียบเทียบกับนาฬิกาทราย เวลาของเราถูกกำหนดจำนวนเหมือนเม็ดทรายที่ค่อย ๆ ไหลอย่างช้า ๆ จนหมด วงรอบชีวิตของมนุษย์จึงมีแบบอย่างไม่ซับซ้อน การอยู่รอดตามสัญชาติญาณของมนุษย์และสัตว์มีพื้นฐานที่คล้ายคลึงกัน ส่วนที่แตกต่างกันก็คือ มนุษย์มีสติปัญญา ความคิด ความต้องการแสวงหาความสุขในชีวิต หรือที่เรียกง่ายๆคือความอยากได้ไคร่มี ตามแต่ละคนแตกต่างกันไป

โดยความสุขในจิตนาการของมนุษย์ เริ่มต้นจากเด็กเล็ก พอรู้ความก็อยากโต อยากเที่ยวนอกบ้าน อยากไปโรงเรียน พอได้ไปเรียนหนังสือก็เบื่อ ถ้าจบเร็ว ๆ ก็น่าจะดี พอเรียนจบหางานทำ ทำได้ไม่นานก็เบื่ออีก หันไปหันมาคิดว่าถ้าแต่งงานกับใครสักคนก็คงจะดี พอได้แต่งงานนานวันไปชักกร่อยๆ ถ้าอย่างนั้นมีลูกไว้ดูแล่นน่าจะดี พอมีลูกคราวนี้เหนื่อยหนักกว่าเดิมอีก ต้องอดหลับอดนอนตื่นขึ้นมาชงนม พอลูกโตขึ้นเข้าโรงเรียน ก็คิดว่าคงสบาย

ขึ้นกลับมีภาระรับส่ง และมีธุระอีกมากมายตามมา คราวนี้ภาวนาขอให้ลูกเรียนจบเร็ว ๆ เราคงได้สบายสักที แต่ความจริงยังมีเรื่องตามมาอีกมากมาย ทั้งการหางานทำ การแต่งงาน มารู้ตัวอีกทีแก่แล้ว ต้องเกษียณออกจากงาน แอบดีใจก็ดีเหมือนกันจะได้พักเหนื่อยยาว ๆ พอพักเข้าจริงกลับเบื่อที่ต้องนั่งอยู่บ้านทั้งวัน สุขภาพก็ดูทรุดโทรมลงเกิดเวทนาน่าเบื่อหนัก สุดท้ายคิดว่าตายซะก็คงจะดี

Share this topic on AskShare this topic on DiggShare this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on LiveShare this topic on RedditShare this topic on TwitterShare this topic on YahooShare this topic on Google buzz

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17 สิงหาคม 2554 12:41:42 โดย 時々Sometime » บันทึกการเข้า

โลกเรานี้หนอช่างเหมือนความฝันเสียนี่กระไร ?

時々๛कभी कभी๛
สมาชิกถูกดำเนินคดี
นักโพสท์ระดับ 12
*

คะแนนความดี: +9/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Nepal Nepal

กระทู้: 1921


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 13.0.782.112 Chrome 13.0.782.112


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 17 สิงหาคม 2554 12:07:14 »




ถ้าชีวิตของเราต้องเป็นอย่างนั้นคงน่าสงสารมาก จากความหวังจนสิ้นหวัง กรณีอย่างนี้ปู่ชอบเปรียบเหมือนลาที่เขาใช้ทำงานโม่แป้ง เขาต้องมีของมาล่อจูงใจให้มันเดิน โดยใช้ไม้ผูกกับคอของมันให้ยาวออกไปหน่อย พร้อมกับผูกผลไม้ที่มันชอบ เมื่อมันเห็นก็เกิดความอยากกิน มันจึงเดินหน้าไป หวังจะกินให้สมอยาก มันจึงเดินวนเรื่อยๆไปไม่หยุดจนอ่อนล้า สุดท้ายมันคงรู้ว่าถูกหลอก หากมันหยุดเดินและก้มหน้าลงดูพื้น มันจะเห็นรอยเท้าที่วนซ้ำรอยเดิม และเห็นผลไม้ที่อยากกินตกอยู่ตรงหน้ามันนั้นเอง มนุษย์ก็คล้ายกันทำงานกันงก ๆ เงิ่น ๆ จากหนุ่มจนแก่ ที่ทำเพราะคิดว่าเงินทองจะทำให้เรามีความสุข ถ้าเราหยุดและตรึกตรองดู เราอาจได้คำตอบดูว่าจริงหรือไม่ที่คิดอย่างนั้น !

บางคนอาจทำงานอย่างขยันขันแข็งและมัธยัสถ์มาทั้งชีวิต พอแก่ลงด้วยเหตุว่า ไม่ตค่อยดูแลสุขภาพจึงมีโรคมาก หมอห้ามกินของสารพัดที่ชอบ เงินที่มีก็ไร้ประโยชน์ หรือบางคนมีเงินทองมาก ซื้อรถในฝันราคาแพงมาขับ พอแก่แล้วตาก็ฝ้าฟางต้องขับช้าๆ ไม่สมกับราคาที่ซื้อมาบางคนแก่แล้วมีปัญหาทางด้านจิตใจ ด้วยไม่ได้เตรียมตัวดีพอ เมื่อแก่ตัวลงจึงมีชีวิตที่ว้าเหว่โดดเดี่ยว เข้ากับลูกหลานไม่ได้ ทำให้มีความทุกข์มาก

การที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ถือว่าเป็นสิ่งประเสริฐ และโชคดีอย่างยิ่ง การดำรงอยู่อย่างมีคุณค่าและปัญญาเป็นเรื่องจำเป็น และที่สูงขี้นไปกว่านั้นคือ การได้อยู่อย่างมีความสุขอย่างแท้จริง เป็นความสุขที่ยั่งยืน สิ่งเหล่านี้พุทธศาสนาได้วางหลักครอบคลุมไว้ทั้งหมด เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก ถ้าเราเสียโอกาสนี้ไป ทั้งๆที่พุทธศาสนาได้เกิดขึ้นแล้วในโลกใบนี้ และได้พิสูจน์แนวทางนี้มากว่า 2,500 ปี

หากเราศึกษาและปฏิบัติอย่างจริงจัง เราจะไม่ม่คนหนุ่มสาวที่รักไม่เป็น คนแก่ที่โดดเดี่ยว เด็กที่ถูกทอดทิ้ง สังคมที่มีแต่ความเห็นแก่ตัว เห็นแก่เงิน จนลืมคุณค่าความเป็นมุษย์ที่แท้จริง คำว่ามนุษย์มีความหมายถึงสัตว์โลกที่มีจิตใจสูง พัฒนาแล้ว มนุษย์ต้องก้าวข้ามสิ่งชั่วร้าย อยู่รอดด้วยการทำความดี สร้างบุญบารมีเอื้อเฟื้อต่อกัน หากเราไม่สามารถอยู่ได้อย่างอริยชน เราคงเป็นเศษเสี้ยวหนึ่งของสิ่งมีชีวิตในโลกใบนี้ ที่ถูกกาลเวลากลืนกินและตายไปอย่างไร้ค่า ไร้ราคา เสียชาติเกิดไปอีกชาติหนึ่งอย่างน่าเสียดาย


ป้า แป๋ม ไปสูบบทความธรรมมะได้ที.......http://www.THAIWARE.com

<table class="maeva" cellpadding="0" cellspacing="0" border="0" style="width: 800px" id="sae1"> <tr><td style="width: 800px; height: 576px" colspan="2" id="saeva1"><script type="text/javascript"><!-- // --><![CDATA[ var oldLoad = window.onload; window.onload = function() { if (typeof(oldLoad) == "function") oldLoad(); if (typeof(aevacopy) == "function") aevacopy(); } // ]]></script><embed type="application/x-mplayer2" src="http://www.fungdham.com/download/song/allhits/21.wma" width="800px" height="576px" wmode="transparent" quality="high" allowFullScreen="true" allowScriptAccess="never" ShowControls="True" autostart="false" autoplay="false" /></td></tr> <tr><td class="aeva_t"><a href="http://www.fungdham.com/download/song/allhits/21.wma" target="_blank" class="aeva_link bbc_link new_win">http://www.fungdham.com/download/song/allhits/21.wma</a></td><td class="aeva_q" id="aqc1"></td></tr></table>
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17 สิงหาคม 2554 12:19:20 โดย 時々Sometime » บันทึกการเข้า

โลกเรานี้หนอช่างเหมือนความฝันเสียนี่กระไร ?

คำค้น: ดำรง มนุษย์ 
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน

Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.314 วินาที กับ 31 คำสั่ง

Google visited last this page 15 เมษายน 2567 15:11:38