[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
17 พฤษภาคม 2565 17:41:10 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: การประพฤติพรหมจรรย์-พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี  (อ่าน 394 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Maintenence
ผู้ดูแลระบบ
นักโพสท์ระดับ 10
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Thailand Thailand

กระทู้: 844


[• บำรุงรักษา •]

ระบบปฏิบัติการ:
Windows NT 10.0 Windows NT 10.0
เวบเบราเซอร์:
Chrome 95.0.4638.54 Chrome 95.0.4638.54


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 28 ตุลาคม 2564 16:18:45 »




การประพฤติพรหมจรรย์
โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี
(เทศน์ที่สถานปฏิบัติธรรมจอมทอง ๒๒ พ.ย. ๕๖)

         วันนี้กระผมก็ขอน้อมเอาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาบรรยายประกอบการประพฤติปฏิบัติธรรมของคณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบต่อไป วันนี้ก็ถือว่าเป็นการประพฤติปฏิบัติธรรมวันที่ ๒ ที่สถานปฏิบัติธรรมจอมทอง คณะครูบาอาจารย์ที่มาจากหลายแห่ง หลายบ้าน หลายตำบล หลายอำเภอ หลายจังหวัด หลายวัดหลายวา คณะครูบาอาจารย์ที่มาถึงแล้ว บางครั้ง บางรูปบางองค์ก็อาจไม่ถูกอัธยาศัย บางรูปบางองค์ก็อาจจะถูกอัธยาศัย

          อันนี้ก็ถือว่าเป็นวัดใหม่ เป็นสถานปฏิบัติที่สร้างมา ๑ ปี กับอีกประมาณ ๖ เดือน ก็ถือว่าเสนาสนะต่างๆ ยังไม่สมบูรณ์ การต้อนรับประเพณีเกี่ยวกับญาติโยมในการปฏิสันฐานอาจจะไม่สมบูรณ์เหมือนกับคณะครูบาอาจารย์ที่ท่านได้เผยแผ่เป็นระยะเวลานานแล้ว

          แต่ว่าการประพฤติปฏิบัติธรรมที่สถานปฏิบัติธรรมจอมทองก็เพื่อจะมีจุดมุ่งหมายให้คณะครูบาอาจารย์ที่มาประพฤติปฏิบัติ ญาติโยมที่มาประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นได้เข้าใจพระพุทธศาสนาที่แท้จริง การที่ญาติโยมตลอดถึงคณะครูบาอาจารย์จะได้เข้าใจพระพุทธศาสนาที่แท้จริงนั้นต้องเกิดขึ้นจากปฏิเวธธรรม คือการแทงตลอดซึ่งการบรรลุมรรคผลนิพพาน การแทงตลอดซึ่งการบรรลุมรรคผลนิพพานนั้นจะเกิดขึ้นมาได้ก็ต้องอาศัยการประพฤติปฏิบัติธรรม

          ฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรมที่สถานปฏิบัติธรรมจอมทองนี้ จึงเน้นให้คณะครูบาอาจารย์ มีการเคี่ยวเข็ญ มีการผลักดัน มีการแนะนำ มีการชี้แนะให้คณะครูบาอาจารย์ได้ประพฤติปฏิบัติธรรมได้เต็มที่ เพราะว่าคณะครูบาอาจารย์ที่บวชเข้ามาแล้วประพฤติพรหมจรรย์ ญาติโยมทุกท่านที่เข้ามาสู่วัดสู่วา ก็ถือว่าเป็นการประพฤติพรหมจรรย์ร่วมกัน บางคนบางท่านก็ถือศีล ๕ บางคนก็ถือศีล ๘ บางคนก็ถือศีล ๑๐ พรหมจรรย์นั้นมีอยู่หลายอย่าง เป็นการประพฤติอย่างประเสริฐ การประพฤติอย่างดี เป็นการประพฤติอันบริสุทธิ์ เรียกว่าเป็นการประพฤติพรหมจรรย์

          เราทำชีวิตของเราให้ประเสริฐด้วยการให้ทาน หรือว่าการรักษาศีลก็ถือว่าเป็นการประพฤติพรหมจรรย์ หรือว่าการที่พวกเราทั้งหลายได้ไหว้พระ ทำวัตร สวดมนต์ ในขณะนี้ก็ถือว่าเป็นการเจริญกรรมฐานหมู่ ถือว่าเป็นการประพฤติพรหมจรรย์เหมือนกัน การประพฤติพรหมจรรย์นั้นมีอยู่มากมายหลายแบบ แต่วันนี้กระผมจะได้น้อมเอาการประพฤติพรหมจรรย์ที่ท่านแบ่งไว้เป็น ๒ ประการมากล่าว

          การประพฤติพรหมจรรย์ที่ ๑ ท่านกล่าวว่าคือการบรรพชา การประพฤติพรหมจรรย์ประเภทที่ ๒ คือการเจริญตามอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ หรือว่าการประพฤติพรหมจรรย์ที่เกี่ยวกับการบรรพชานั้นจะสำเร็จได้ก็เพียงแต่มนุษย์ การบวชเป็นพระก็ดี การบวชเป็นเณรก็ดี การถือศีล ๘ ก็ดี การบวชเป็นภิกษุ ภิกษุณีก็ดี เกิดขึ้นมาเพราะอาศัยความเป็นมนุษย์ มีนาคแปลงกายมาบวช องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงตรัส ให้พญานาคนั้นสึกออกไป เพราะเพศของพญานาคนั้นเป็นหีนเพศ เป็นเพศที่ต่ำไม่คู่ควรแก่การบวช เพราะฉะนั้นการบวชนั้นถือว่าเป็นของมนุษย์

          แต่ถ้าเรามองขึ้นไปข้างบน บนเทวดา มองขึ้นไปข้างบน บนพรหมโลก เราอ่านในพระไตรปิฎกเราก็ไม่ได้ยินว่าในพระไตรปิฎกตอนใดตอนหนึ่งมีเทวดาตนหนึ่งมาบวช หรือว่ามีพรหมตนหนึ่งมาบวชอะไรทำนองนี้ ไม่ได้ปรากฏมีในพระไตรปิฎก เทวดานั้นไม่สามารถที่จะมาบวชบรรพชา เพราะว่าการบรรพชานั้นต้องประกอบไปด้วยสงฆ์สวดจตุตถกรรมวาจาอุปโลกน์ ยกบุคคลผู้ที่จะเข้าบวชเป็นภิกษุในพระศาสนานั้นให้สำเร็จได้ด้วยการสวดจตุตถกรรมวาจา เพราะฉะนั้นเทวดาจึงไม่สามารถที่จะมาบวชได้ พรหมไม่สามารถจะบวชได้ เพราะฉะนั้นการประพฤติพรหมจรรย์ เหมือนกับพวกเราทั้งหลายประพฤติอยู่นี้จึงประเสริฐกว่าเทวดา จึงประเสริฐกว่าพรหม ก็ขอให้พวกเราทั้งหลายนั้นได้ปีติยินดี รื่นเริงบรรเทิงใจว่าเราเป็นมนุษย์แท้ๆ แต่มีโอกาสประพฤติพรหมจรรย์ เป็นของที่ประเสริฐกว่าเทวดาและพรหมทั้งหลายทั้งปวง การประพฤติพรหมจรรย์จึงถือว่าเป็นการประพฤติอันประเสริฐ

          ประการที่สอง การประพฤติพรหมจรรย์ด้วยอำนาจของอริยมรรค คณะญาติโยม คณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่มาประพฤติปฏิบัติธรรม ก็ถือว่าคณะญาติโยมทุกท่านได้มาเจริญรอยตามอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ หรือว่ามาประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อที่จะเจริญรอยตามมรรคมีองค์ ๘ อันเป็นเบื้องบาทแห่งการทำชีวิตให้บริสุทธิ์ อันเป็นเบื้องบาทแห่งการทำธรรมะทั้งหลายทั้งปวงให้เกิดขึ้น เพราะอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการนั้นถือว่าเป็นฐานของคุณธรรมทั้งหลายทั้งปวง ผู้ใดประกอบไปด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ ผู้นั้นชื่อว่าประกอบไปด้วยศีล ประกอบไปด้วยสมาธิ ประกอบไปด้วยปัญญา ผู้ใดประกอบไปด้วยศีล ประกอบไปด้วยสมาธิ ประกอบไปด้วยปัญญา ผู้นั้นชื่อว่าบุคคลผู้ประกอบไปด้วยโพธิปักขิยธรรมทั้ง ๓๗ ประการ คือสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ ผู้ใดประกอบไปด้วยโพธิปักขิยธรรมทั้ง ๓๗ ประการ ผู้นั้นก็ชื่อว่าขึ้นสู่ทางแห่งการบรรลุมรรคผลนิพพานแล้ว ไม่ช้าก็เร็ว เราก็ต้องสามารถที่จะได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ไม่วันนี้ก็วันหน้า ไม่วันหน้าก็วันต่อๆ ไป ไม่วันต่อๆ ไปก็เดือนหน้า ไม่เดือนหน้าก็เดือนต่อไป ไม่เดือนต่อไปก็ปีหน้า ไม่ปีหน้าก็ปีต่อไป ไม่ปีต่อไปก็อาจจะบรรลุในชาติใกล้ๆ นี้ก็ได้

          เพราะฉะนั้นการประพฤติปฏิบัติธรรมที่เราทั้งหลายกำลังเจริญอยู่ในการเดินจงกรมก็ดี ในการนั่งภาวนาก็ดี การที่พวกเราทั้งหลายสำรวมตา สำรวมหู สำรวมจมูก สำรวมลิ้น สำรวมกาย สำรวมใจนี้แหละ เป็นการประพฤติอันประเสริฐ แม้แต่เทวดาทั้งหลายก็สำรวมตาไม่ได้ แม้แต่เทวดาทั้งหลายทั้งปวงก็สำรวมหูไม่ได้ แม้แต่เทวดาทั้งหลายทั้งปวงก็สำรวมจมูกไม่ได้ สำรวมการถูกต้องสัมผัสต่างๆ ยังไม่ได้ เพราะอะไร เพราะว่ารสทิพย์ของเทวดานั้นมีความอิ่มเอิบ มีความประณีต มีความสุขุม มีความบริบูรณ์ในกามคุณนั้นมากกว่ามนุษย์หลายร้อยเท่าล้านเท่า ความเป็นมนุษย์ประกอบไปด้วยสิ่งโสโครกต่างๆ มีขี้ตา ขี้หู ขี้จมูก มีขี้ไคล ขี้กาย ต่างๆ ประกอบขึ้นมา แต่เทวดาทั้งหลายทั้งปวงนั้นไม่มีสิ่งปฏิกูลให้เห็นปรากฏในขณะที่รูปนั้นปรากฏ เพราะฉะนั้นเทวดาทั้งหลายทั้งปวงนั้นจึงเกิดความเคลิบเคลิ้ม เกิดความหลงใหล เกิดความหมกมุ่น เกิดความมัวเมาอยู่ในกามคุณเป็นอย่างยิ่ง

          เพราะฉะนั้นสวรรค์ท่านจึงแปลว่าเลิศด้วยดี ด้วยกามคุณ คือมีกามคุณอันเป็นเลิศ มีกามคุณอันวิเศษทำให้เทวดาทั้งหลายทั้งปวงนั้นเพลิดเพลินอยู่ในกามคุณนั้น ถึงจะเสวยในเทวดานั้นเป็นหมื่นๆ ปี เป็นหลายๆ หมื่นปี เวลานั้นก็ชั่วแวบเดียว คล้ายๆ กับว่าเรามีความสุขกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเพลิดเพลินกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เวลานั้นมันน้อยนิดเดียว เวลานั้นมันผ่านไปไวเหลือเกิน เทวดาก็เหมือนกันไปสนุกสนานอยู่บนสวรรค์นั้นแป๊บเดียวแต่มันผ่านไปแล้วหลายพันปี หลายหมื่นปี อันนี้เป็นลักษณะของความพอใจ ความเพลิดเพลินของเหล่าเทวดาทั้งหลายทั้งปวง

          ฉะนั้นการประพฤติพรหมจรรย์ที่คณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายกำลังประพฤติอยู่นั้นจึงประเสริฐกว่าเทวดา พรหม ทั้งหลายทั้งปวง ก็ขอให้คณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายทั้งปวงได้ดีอกดีใจ ตื้นตันใจ ปีติในการประพฤติปฏิบัติธรรมของเรา ถึงคนทั้งหลายทั้งปวงอยู่รอบข้างจะไม่มาประพฤติปฏิบัติธรรม แต่เราก็สามารถที่จะภูมิใจในตัวเองว่าการประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นเป็นหนทางอันประเสริฐ เป็นการเจริญรอยตามเบื้องยุคลบาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เบื้องยุคลบาทก็คือพระบาททั้งคู่ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พระองค์ทรงจาริกไปในสถานที่ต่างๆ รอนแรมไปในสถานที่ต่างๆ พระองค์เสด็จไปในที่ใดก็ตาม พระองค์นั้นไม่เคยใส่รองเท้า พระองค์ไปด้วยพระบาทเปล่าทั้งคู่ เรียกว่า เบื้องยุคลบาท ยุคะแปลว่าคู่ พระบาททั้งคู่นี้แหละ พระองค์ทรงใช้พระบาททั้งคู่นี้จาริกไปสั่งสอนเวไนยสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ถึงพระองค์จะลำบากขนาดไหนก็ตาม พระองค์ก็ทรงรอนแรมไปในสถานที่ต่างๆ เพื่อหวังความสุขให้เกิดแก่พุทธบริษัททั้งหลายทั้งปวง ถึงจะเป็นโจรร้ายอย่างองคุลิมาลพระองค์ก็ทรงไปโปรด ถึงจะเป็นบุคคลผู้มีใจตระหนี่ถี่เหนียวอย่างมัจฉริยเศรษฐีพระองค์ก็ทรงไปโปรด พระองค์ทรงไปโปรดเมืองเวสาลี เมืองไพสาลี ทั้งๆ ที่รู้ว่าเมื่อพระองค์ทรงไปแล้วเทวดา มารทั้งหลายทั้งปวงจะดลจิตดลใจให้คนทั้งหลายทั้งปวงนั้นไม่ใส่บาตร แต่พระองค์ทรงหวังอนุเคราะห์แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย เพราะว่าพระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีมาก็เพื่อโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง พระองค์ไม่เห็นความเหน็ดเหนื่อย ไม่เห็นความลำบากของพระองค์ ทั้งๆ ที่รู้ว่ามารต้องดลใจคนทั้งหลายทั้งปวงไม่ให้ใส่บาตรตลอดพรรษา พระองค์ก็ทรงไปเพื่อความสุขแก่เวไนยสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง อันนี้เรียกว่าความมีมหาเมตตาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

          พวกเราทั้งหลายที่มาประพฤติปฏิบัติธรรมนี้ ก็ถือว่าเรามาเจริญรอยตามเบื้องยุคลบาท พระบาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งคู่ที่พระองค์ทรงเดินไปก่อนแล้ว พวกเราทั้งหลายเดินตามรอยของพระองค์ เรียกว่าการประพฤติพรหมจรรย์ของพวกเรานั้นถึงจะมีคนมาประพฤติปฏิบัติไม่มาก แต่เป็นการประพฤติอันประเสริฐ คนทั้งหลายทั้งปวงนั้นไม่สามารถที่จะยกจิตยกใจของตนเองนั้นขึ้นสู่พรหมจรรย์ได้ เพราะการยกจิตยกใจขึ้นสู่พรหมจรรย์นั้นเป็นการเข็นครกขึ้นภูเขา เป็นการวิดน้ำขึ้นภูเขา มันเป็นของลำบาก เราจะเข็นครกใหญ่ๆ ขึ้นภูเขานั้นเราเผลอแป๊บเดียวมันก็วิ่งลงมาแล้ว ลงไปถึงเชิงเขาแล้ว เหมือนกับเราจะวิดน้ำขึ้นภูเขาซึ่งภูเขานั้นมันสูงเสียดฟ้า เราจะเอาน้ำขึ้นไปบนภูเขานั้นมันเป็นสิ่งที่ยาก

          การที่บุคคลทั้งหลายจะยกจิตยกใจจากกามคุณมาประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นมันเป็นของยาก เพราะว่าใจของคนทั้งหลายทั้งปวงนั้น หมกมุ่นมัวเมา จมอยู่ในกามคุณนั้นนับภพนับชาตินับกัปนับกัลป์ไม่ได้ เราเกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดเราก็ยินดีในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรสอยู่อย่างนี้แหละ เราตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย บางครั้งก็เกิดเป็นเศรษฐี บางครั้งก็เกิดเป็นคนรวย บางครั้งก็เกิดเป็นคนยากจน บางครั้งเกิดเป็นคนกำพร้าอนาถาต้องถือกระเบื้องขอทาน ถือกะลาขอข้าว บางครั้งก็เกิดเป็นคนพิการ เราเกิดเป็นคนที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดทั้งปวง เราก็ยังหมกมุ่นมัวเมายินดีอยู่ในกามคุณ แม้เราเกิดมาในชาตินี้เราได้พบพระพุทธศาสนา ได้พบคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราก็ยังหมกมุ่นมัวเมายินดีอยู่ในกามคุณ ทำไมเราจึงเป็นเช่นนั้น เพราะว่าอุปนิสัยเดิมของเราที่เคยยินดีในกามคุณนั้นผลักไส ผลักดันให้เรายินดีในกามคุณ อุปนิสัยเดิมก็ทำให้จิตใจของเรานั้นขวนขวายที่จะยินดีในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรสนั้น

          เหมือนกับปลาที่อยู่ในน้ำมานาน เรายกปลานั้นให้พ้นไปจากน้ำแล้วก็โยนไปบนบก ปลานั้นย่อมตะเกียกตะกาย บางครั้งก็เอาหางบ้าง เอาท้องบ้าง ตะเกียกตะกายไปตามพื้นดินเพื่อที่จะลงไปสู่น้ำ ถึงมันจะลำบากขนาดไหนก็ตะเกียกตะกายไป เพื่ออะไร เพื่อที่ตนเองจะได้ลงไปสู่น้ำ คนทั้งหลายทั้งปวงก็เหมือนกันเกิดขึ้นมาแล้วลำบากตะเกียกตะกายหาเช้ากินค่ำ ด้วยการหาเงินหาทอง เพื่ออะไร เพื่อที่จะบำเรอกามคุณนั้นแหละให้มันสมกับตนเองปรารถนา ให้สมกับใจของเราที่ต้องการ เหมือนกับปลาที่ตะเกียกตะกายไปสู่แหล่งน้ำที่ตนเองปรารถนา ที่ตนเองต้องการ คนทั้งหลายทั้งปวงก็เช่นนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้นการที่พวกเราทั้งหลายมาปฏิบัติธรรมจึงเป็นของยาก บุคคลผู้ที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมเหมือนกับพวกเราได้ บุคคลนั้นต้องพร้อมด้วยบารมี ต้องพร้อมด้วยคุณงามความดีมีปุพเพกตปุญญตา มีบุญอันได้สั่งสมไว้แล้วแต่ภพก่อนชาติก่อน ถ้าบุคคลใดไม่มีปุพเพกตปุญญตา ไม่มีบุญอันสั่งสมไว้ในภพก่อนชาติก่อนแล้ว เห็นพระทั้งหลายทั้งปวงมาประพฤติปฏิบัติธรรม จิตใจก็เฉย เพราะอะไร เพราะแรงแห่งอกุศลกรรมเก่าก่อนโน้นมันไม่มี ก็ไม่มีแรงผลักดันให้เกิดความเลื่อมใส ให้เกิดความศรัทธาได้ เห็นก็เพียงแต่เห็นเฉยๆ ไม่เกิดศีล ไม่เกิดสมาธิ ไม่เกิดปัญญา ไม่เกิดการอยากให้ทาน ไม่เกิดการอยากไหว้พระทำวัตรสวดมนต์ เหมือนกับเราเห็นบุคคลธรรมดาๆ ที่เดินไปตามถนนหนทาง เห็นพระเห็นเจ้าเดินไปบิณฑบาตเป็น ๕ รูป ๑๐ รูป ๒๐ รูป เหลืองอร่าม ธงชัยของพระศาสนา ธงชัยแห่งพระอรหันต์ไปปรากฏที่หน้าบ้านของเรา เราก็ยังไม่เกิดศรัทธา ไม่เกิดความเลื่อมใส ยังไม่อยากหาดอกไม้บูชา ยังไม่อยากพนมมือบูชา ยังไม่อยากถวายทาน สิ่งเหล่านี้เป็นเพราะอะไร เป็นเพราะว่าบุญเก่าของเราไม่ได้สั่งสมอบรมไว้ แรงบุญไม่เกื้อหนุน แรงบุญไม่หนุนส่ง แรงบุญนั้นไม่ผลักดันใจของเราก็เฉยๆ

          เพราะฉะนั้นเราทั้งหลายทั้งปวงที่มาประพฤติปฏิบัติธรรมร่วมกันอย่างนี้ก็ถือว่าพวกเราทั้งหลายทั้งปวงนั้นเป็นผู้มีปุพเพกตปุญญตา มีบุญอันสั่งสมไว้ดีแล้ว บุคคลใดมาประพฤติปฏิบัติธรรมชั่วช้างพัดหู งูแลบลิ้น ไก่ตบปีกก็ถือว่ามีอานิสงส์มาก ทำไมจึงกล่าวอย่างนั้น เพราะว่าบุคคลผู้มาประพฤติปฏิบัติธรรมชั่วช้างพัดหู งูแลบลิ้น ไก่ตบปีก จะอาศัยการประพฤติปฏิบัติธรรมนี้แหละข้ามพ้นวัฏฏสงสาร ข้ามพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ข้ามพ้นจากชาติทุกข์ ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ และมรณทุกข์ อาศัยการประพฤติปฏิบัติธรรมอันน้อยนิดเป็นอุปนิสัย เป็นปัจจัย เป็นปุพเพอันเราสั่งสมไว้ดีแล้วจะคอยเกื้อหนุนเราในภพต่อๆ ไปให้เรานั้นพ้นไปจากความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง เรียกว่าปัจจัยที่เรากำลังกระทำอยู่นี้จะเป็นเหตุให้เรานั้นข้ามพ้นจากวัฏฏสงสารได้

          ญาติโยม คณะครูบาอาจารย์ที่มาประพฤติพรหมจรรย์ร่วมกันก็ขอให้เรานั้นเข้าใจในความหมายของการประพฤติพรหมจรรย์ เห็นค่าในการประพฤติพรหมจรรย์ ว่าการประพฤติพรหมจรรย์นั้นมีราคามาก ตีราคาไม่ได้ ประมาณราคาไม่ได้ ว่าการประพฤติพรหมจรรย์นั้นมีค่ากี่บาท มีค่าสิบบาท มีค่าร้อยบาท มีค่าหมื่นบาท มีค่าแสนบาท หรือว่ามีค่าหลายๆ ล้านบาทเราตีราคาไม่ได้ เพราะเงินหมื่นก็ดี เงินพันก็ดี เงินแสนก็ดี เงินล้านก็ดี เงินหลายๆ ล้านก็ดี ไม่สามารถพาคนให้พ้นไปจากอบายภูมิคือ นรก เปรต อสุรกายได้ แต่การประพฤติพรหมจรรย์นั้นพาคนให้พ้นไปจากอบายภูมิได้ เพราะฉะนั้นการประพฤติพรหมจรรย์นั้นจึงตีราคาไม่ได้

          เรามีเงินเป็นร้อยล้าน พันล้าน ไม่สามารถพาคนมาเกิดเป็นมนุษย์ได้ พระไม่สามารถพาคนไปเกิดเป็นเทวดาได้ ไม่สามารถพาคนไปเกิดบนพรหมโลกได้ แต่การประพฤติพรหมจรรย์พาคนให้มาเกิดเป็นมนุษย์ พาคนให้ไปเกิดบนสวรรค์ พาคนให้ไปเกิดบนพรหมโลกได้ เพราะฉะนั้นการประพฤติพรหมจรรย์นั้นจึงตีราคาไม่ได้

          เรามีเงินเป็นร้อยล้านพันล้านไม่สามารถจะพาคนให้ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี หรือเป็นพระอรหันต์ได้ แต่การประพฤติพรหมจรรย์พาคนทั้งหลายทั้งปวงนั้น ให้ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี หรือเป็นพระอรหันต์ได้

          บุคคลมีเงินเป็นร้อยล้าน พันล้าน หมื่นล้านไม่สามารถที่จะทำคนให้พ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิดในห้วงมหรรณพภพสงสาร พ้นจากชาติกันดาร พยาธิกันดาร มรณกันดาร ไม่สามารถที่จะพ้นไปจากความกันดารทุกข์ยากทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ได้ แต่การประพฤติพรหมจรรย์ของเรานั้นสามารถที่จะพ้นไปจากชาติกันดาร พยาธิกันดาร มรณกันดาร พ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ด้วยการประพฤติพรหมจรรย์ เพราะฉะนั้นการประพฤติพรหมจรรย์นั้นจึงเป็นของมีค่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงประกาศว่า เป็นการประพฤติอย่างประเสริฐ

          คณะครูบาอาจารย์ ญาติโยม สาธุชนทุกท่าน ก็ขอให้เราคิดว่าการประพฤติพรหมจรรย์ที่พวกเราทั้งหลายกำลังประพฤติอยู่นี้เป็นของเลิศ เป็นของประเสริฐ เป็นของดี เป็นปัจจัยให้เรานั้นได้มีบารมีสมบูรณ์ ได้บรรลุมรรคผลนิพพานในอนาคตกาลอันใกล้ๆ นี้ ถ้าเราคิดในลักษณะอย่างนั้นก็จะเป็นบุญ เป็นบารมี เป็นความดี เป็นความอาจหาญในการสร้างสมอบรมคุณงามความดี ใครจะว่าอย่างไรก็ไม่เชื่อ ใครจะว่าอย่างไรก็ไม่ฟัง เพราะอะไร เพราะจิตใจของเรานั้นเป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว

          การประพฤติพรหมจรรย์คณะครูบาอาจารย์บางรูป บางท่านอาจจะคิดว่าเราอยู่ภายนอก พ่อแม่ก็ล้มหายตายจาก พี่น้องก็ไม่มี เราอยู่ตัวคนเดียวไม่มีญาติพี่น้อง เราไม่มีที่พึ่งแล้วเป็นคนอนาถา เป็นคนอนาโถหมดที่พึ่งแล้ว เราเข้าไปอาศัยพุทธศาสนาเสียก่อน พอได้มีญาติมีโยมเอาข้าวเอาน้ำมาให้ฉันให้ทานในลักษณะอย่างนี้ ถือว่าพวกเราอาศัยพระศาสนาเป็นที่พึ่ง เป็นกาฝากของพระศาสนา บวชมาแล้วก็ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ บวชมาแล้วก็ไม่ขวนขวายในเรื่องของศีล ในเรื่องของสมาธิ ในเรื่องของวิปัสสนาญาณ ไม่ขวนขวายในเรื่องการบรรลุมรรคผลนิพพาน ไม่กระทำให้แจ้งซึ่งคุณอันตนเองยังไม่แจ้ง ไม่กระทำให้มีในคุณอันตนยังไม่มี ไม่กระทำให้ปรากฏ ในคุณอันตนยังไม่ให้ปรากฏ ต้องพยายามกระทำในสิ่งที่จะเป็นการประพฤติพรหมจรรย์ สิ่งไหนที่เรายังมีอยู่เราก็ต้องพยายามกำหนดปฏิบัติธรรมเรื่อยไปจนกว่าเราจะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ถ้าเรายังไม่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์เราจะไม่หยุด เพราะว่าการเวียนว่ายตายเกิดมันยังมีอยู่

          การเวียนว่ายตายเกิดมีอยู่ตราบใด ทุกข์ก็มีอยู่ตราบนั้น เราศึกษาประวัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงหมดกิเลสจากอาสวะทั้งหลายทั้งปวง แต่พระองค์ก็ทรงเดินจงกรมทุกวันๆ พระองค์ทรงเข้าผลสมาบัติทุกวัน พระองค์ทรงเข้านิโรธสมาบัติทุกวัน พระองค์ทรงเป็นผู้ชำนาญในเรื่องผลสมาบัติ พระองค์เป็นผู้ชำนาญในเรื่องนิโรธสมาบัติ เพราะอะไร เพราะพระองค์ทรงเข้าทุกวัน แม้แต่พระโมคคัลลานะก็ดี พระสารีบุตรก็ดี พระอานนท์ก็ดีเราอ่านประวัติของท่าน พระมหาเถระทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้เป็นผู้ไม่ประมาท เป็นผู้ประกอบไปด้วยความเพียรอยู่เนืองนิจทั้งกลางวันและกลางคืน เป็นผู้มีความเพียรอยู่เป็นนิจ ไม่รู้จักกลางวันกลางคืน ท่านกล่าวไว้ในอภิธรรมพิสดาร

          ท่านกล่าวไว้ว่าพระสารีบุตรนั้นไม่นอนเป็น ๔๐ ปี ๕๐ ปี ตั้งแต่บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วก็ไม่นอน นี้ท่านกล่าวอย่างนั้น ไม่ได้กล่าวว่าพระสารีบุตรหลับนอนตรงนั้นหลับนอนตรงนี้ไม่ค่อยปรากฏ ท่านกล่าวว่าพระสารีบุตรตั้งสัจจะไว้ว่าไม่นอน เป็นหลายสิบปี พระอานนท์ก็เหมือนกันเมื่อได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ เห็นปฏิปทาของครูบาอาจารย์ทั้งหลายทั้งปวงก็อธิษฐานไม่นอนเป็นหลายสิบปี ตลอดถึงพระอรหันต์ทั้งหลายทั้งปวง ในครั้งพุทธกาลเราไปอ่านในประวัติ ท่านประกอบไปด้วยความเพียร ประกอบไปด้วยความไม่ประมาท กิเลสก็หมดแล้ว ภพชาติก็สิ้นแล้ว การเกิดแก่เจ็บตายก็หมดแล้ว แต่ทำไมท่านจึงไม่ประมาท ทำไมท่านจึงประกอบไปด้วยความเพียรทั้งกลางวันและกลางคืนถึงขนาดนั้น ถ้าเราพิจารณาจริงๆ แล้วท่านไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของท่านเลย เพราะประโยชน์ของท่านนั้นจบสิ้นลงไปตั้งแต่อรหัตมรรค อรหัตผลปรากฏขึ้นมา ภพชาติได้ขาดสะบั้นลงไปตั้งแต่นั้นแล้ว แต่ทำไมท่านจึงต้องอดตาหลับขับตานอน ต้องบำเพ็ญบารมีทั้งกลางวันกลางคืน ก็เพื่อที่จะเป็นตัวอย่างให้แก่อนุชนรุ่นหลัง ให้พระสงฆ์สามเณร อุบาสก อุบาสิกาที่บวชเข้ามาในพุทธศาสนานี้แหละ ได้ศึกษาประวัติของท่านว่า แม้แต่ท่านได้บรรลุเป็นพระอรหันต์หมดกิเลสแล้ว แต่ท่านยังประกอบไปด้วยความเพียรเข้าผลสมาบัติทุกวัน เข้านิโรธสมาบัติทุกวัน ไม่นอนเป็นหลายสิบปี เพื่อที่จะเป็นตัวอย่าง เป็นเนติ เป็นแบบอย่างที่ดีแก่กุลบุตร กุลธิดาผู้ประมาทในภายหลัง

          พวกเราทั้งหลายมีกิเลสคือ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ ตัณหา อุปาทาน บางคนบางท่านไม่มีศีล บางคนบางท่านมีศีล ๕ บางคนบางท่านมีศีล ๘ บางคนบางท่านมีศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ข้อ บางคนบางท่านยังไม่ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน แม้แต่เป็นพระโสดาบันแต่ประมาทมัวเมาในการหลับนอน นอนกลางวันแล้วก็ยังไม่พอใจ กลางคืนก็นอนอีก ตื่นสายเอาเสียอีก ในลักษณะอย่างนั้นเรียกว่ากิเลสยังเต็มหัวจิตหัวใจอยู่ ยังยินดีในการนอน เพราะฉะนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์จึงตรัสว่า การนอนในลักษณะของบุคคลผู้เต็มไปด้วยกิเลส การนอนในลักษณะอย่างนี้เป็นความประมาท เหมือนกับหมูที่นอนเกลือกกลั้วมูตร คูถ อุจจาระ ปัสสาวะของตนเอง กินแล้วก็นอน เขาเอารำให้กินก็กิน เอาผักให้กินก็กิน กินแล้วเนื้อหนังมังสามันก็เติบโตขึ้นมาแต่ว่าปัญญาหาเพิ่มขึ้นไม่ นอนเกลือกมูตร เกลือกคูถของตนเอง รอให้เขาเอาขึ้นเขียงเพื่อที่จะฆ่าแล้วก็เอาเนื้อส่งตลาด

          บุคคลผู้ประมาทไม่กระทำความเพียร ก็เหมือนกับนอนรอนายเพชฌฆาต พระยามัจจุราชนั้นมาเอาชีวิตไป เพราะว่าการเกิดขึ้นมานั้นทุกคนบ่ายหน้าไปสู่ความตาย คนทั้งหลายทั้งปวงเกิดขึ้นมาแล้วต้องเข้าสู่แดนประหารด้วยกันทั้งนั้น ต้องถูกพยามัจจุราชนั้นประหารชีวิต เด็ดชีวิตของบุคคลนั้นไปไม่เว้นแม้แต่คนใดคนหนึ่ง เราจะมัวเพลิดเพลินอยู่ทำไมในเมื่อความตายรออยู่ข้างหน้า เราจะเพลิดเพลินมัวกระซิกกระซี้ เพลิดเพลินมัวเมาอยู่กับรูป กับเสียง กับกลิ่น กับรส อยู่ทำไม ในเมื่อความตายในวันพรุ่งนี้จะปรากฏขึ้นมา ความตายในวันมะรืนนี้จะปรากฏขึ้นมา ความตายในวันใดวันหนึ่งจะปรากฏขึ้นมา เราจะต้องพลัดพรากจากสิ่งทั้งหลายทั้งปวง เราจะหลงรักสามีอยู่ทำไม เราจะหลงรักภรรยาอยู่ทำไม เราจะหลงหวงแหนทรัพย์สมบัติ ห่วงหาอาลัยซึ่งบุตรธิดาอยู่ทำไม ในเมื่อเราทั้งหลายทั้งปวงก็ต้องจากสิ่งเหล่านั้นไป ไม่มีอะไรที่เราจะไม่จากไปได้ เราต้องจากสิ่งทั้งปวงไป เพราะฉะนั้นผู้ประกอบไปด้วยความเพียรจึงถือว่าเป็นบุคคลผู้ไม่ประมาท

          ขอให้คณะครูบาอาจารย์ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ญาติโยมทุกท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ การประพฤติพรหมจรรย์นั้นไม่ใช่ว่าเราประพฤติเพื่อให้คนอื่นเขากราบไหว้ ยกย่อง นับถือ บูชา หรือหวังลาภสักการะให้เขาเอาอาหารเอาปัจจัย ๔ มาถวายเรา เราก็นอนฉันสบายๆ ไม่ใช่อย่างนั้น การประพฤติอย่างนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า เป็นการประพฤติผิดปฏิปทาแห่งการบรรลุมรรคผลนิพพาน การประพฤติปฏิบัติพรหมจรรย์เพื่อที่จะตรงต่อการบรรลุมรรคผลนิพพานนั้นท่านกล่าวไว้ ๔ ประการ

          เราประพฤติพรหมจรรย์เพื่ออะไร เราประพฤติพรหมจรรย์เพื่อสังวระ คือการสำรวม เราสำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย วาจา เป็นสังวระความสำรวมความสังวร เราสำรวมด้วยการรักษาศีล ๕ เราสังวรด้วยการรักษาศีล ๘ เราระมัดระวังกาย วาจา ของเราด้วยการรักษาศีล ๒๒๗ ข้อ เรียกว่าสังวระ คือการสังวร คือการระวัง คือการสำรวมกาย วาจา และที่จิตของเรา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดสำรวมกาย บุคคลนั้นเป็นการดี ผู้ใดสำรวมวาจาบุคคลนั้นเป็นการดี ผู้ใดสำรวมจิตบุคคลนั้นเป็นการดี ผู้ใดสำรวมได้ทุกทางบุคคลนั้นจะพ้นจากบ่วงแห่งมาร พระองค์ทรงตรัสอย่างนั้น เพราะฉะนั้นการสำรวมก็คือการประพฤติพรหมจรรย์ คณะครูบาอาจารย์มาเดินจงกรม ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ สำรวมเท้า สำรวมมือ สำรวมการก้มการเงย เป็นการประพฤติพรหมจรรย์แล้ว นี้เรียกว่าเราสำรวมโดยการประพฤติพรหมจรรย์แล้ว

          ประการที่ ๒ ท่านกล่าวว่า การประพฤติพรหมจรรย์เพื่อการบรรลุมรรคผลนิพพานนั้นประพฤติพรหมจรรย์อย่างไร การประพฤติพรหมจรรย์เพื่อการบรรลุมรรคผลนิพพานนั้นนอกจากจะประพฤติด้วยการสังวระ แล้วก็ยังมีการประพฤติพรหมจรรย์ด้วยปหานะ คือการประหาร การประหารนั้นมีอยู่ ๕ ประการ เรียกว่าตทังคปหาน คือประหารด้วยองค์นั้นๆ พ้นด้วยองค์นั้นๆ ละด้วยองค์นั้นๆ ละด้วยองค์นั้นๆ คือ ประหารอะไร เราประหารความโกรธ ความโลภ ความหลง ประหารกิเลสทั้งหลายทั้งปวงด้วยองค์นั้นๆ คือละเป็นองค์ ละเป็นอย่าง ละเป็นขณะๆ ไปในลักษณะอย่างนั้น เหมือนกับพวกเราทั้งหลายกำลังมาทำวัตรอยู่นี้แหละ ขณะที่เรามาทำวัตรก็ถือว่าเป็นตทังคปหาน เราไหว้พระ โยโสภะคะวา ขณะที่เราไหว้พระ โยโสภะคะวา พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดเป็นต้น ในขณะนั้นจิตใจของเรามุ่งตรงต่อองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ใจของเรานั้นพ้นไปจากความโกรธ พ้นไปจากความโลภ พ้นไปจากความหลง จิตใจของเรานั้นละความโลภ ความโกรธ ความหลงในขณะนั้น ขณะที่เรากำลังไหว้พระ ท่านจึงกล่าวว่าเป็นตทังคปหาน

          หรือในขณะที่เราให้ทาน เราก็ละกิเลสเหมือนกัน ละกิเลสอะไร ละกิเลสมัจฉริยะ ความตระหนี่ ขณะที่เราให้ทานนั้นความตระหนี่ไม่มีอยู่ในจิตในใจของเรา เราก็ละความตระหนี่นั้นเป็นองค์ เรียกว่าตทังคปหานได้เหมือนกัน หรือว่าในขณะที่เราปล่อยปลาก็ดี ปล่อยสัตว์ก็ดี ในขณะนั้นเราก็ละเป็นตทังคปหานได้เหมือนกัน ละอะไร ละความพยาบาท ละความอาฆาต ละความเบียดเบียน ละปาณาติบาต ด้วยเมตตาธรรม ปล่อยสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงให้เป็นสุขๆ นี้ในลักษณะการประพฤติพรหมจรรย์ ในขณะที่คณะครูบาอาจารย์เดินจงกรมนั่งภาวนา ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ความโกรธก็ไม่เกิดขึ้นมา ความโลภก็ไม่เกิดขึ้นมา ความหลงก็ไม่เกิดขึ้นมา ถ้าสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นมา คณะครูบาอาจารย์ก็กำหนด “โกรธหนอๆ” “โลภหนอๆ” ก็ถือว่าเป็นตทังคปหานในขณะนั้น ในเวลานั้น

          ประการที่ ๓ ท่านกล่าวว่า เราประพฤติพรหมจรรย์เพื่อบรรลุมรรคผลนิพพานนั้น เราต้องประพฤติเพื่อวิราคะคือการสำรอก เราสำรอกอะไร เราสำรอกกิเลสทั้งหลายทั้งปวง สำรอกอย่างไร สำรอกด้วยการกำหนดให้ทันปัจจุบันธรรม เราจะสำรอกกิเลส คือ ความโกรธ ความโลภ ความหลง เราจะสำรอกอย่างไร เราจะสำรอกที่ตา หรือเราจะสำรอกที่หู เราจะสำรอกที่จมูก หรือว่าเราสำรอกที่ลิ้น ที่กาย เราจะสำรอกกิเลสตรงไหนก่อน ตรงไหนที่มันเกิดราคะ เกิดโทสะ เกิดโมหะ เกิดตัณหาขึ้นมา เราต้องกำหนดตรงนั้นก่อน เราต้องไปสำรอกตรงนั้นก่อน ตาเห็นรูปก่อนที่ราคะมันจะเกิดขึ้นมา โทสะ โมหะ มันจะเกิดขึ้นมา เราต้องไปสำรอกที่ตาเสียก่อน “เห็นหนอ” เสียก่อน กิเลสมันก็ไม่เกิดขึ้นมา ขณะที่หูของเราได้ยินเสียง ก่อนที่ความยินดียินร้ายมันจะปรากฏขึ้นมาเราก็กำหนด “ได้ยินหนอ” ที่หูเสียก่อน เวลาลิ้นของเราลิ้มรส ดื่ม เคี้ยว กิน รับประทานอาหารต่างๆ เราก็กำหนด “รสหนอ” เสียก่อน ก่อนที่ความยินดียินร้าย ความอร่อยไม่อร่อยมันจะเกิดขึ้นมา อันนี้เรียกว่าเราสำรอกที่ตา ที่หู ที่ลิ้นของเราแล้ว ความโกรธมันเกิดขึ้นที่ใจของเรา กำหนดที่ใจของเรา “โกรธหนอๆ” เราสำรอกที่ใจของเราแล้ว อันนี้เรียกว่า การสำรอกกิเลส เป็นการประพฤติพรหมจรรย์อันประเสริฐ

 

Share this topic on AskShare this topic on DiggShare this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on LiveShare this topic on RedditShare this topic on TwitterShare this topic on YahooShare this topic on Google buzz

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12 พฤศจิกายน 2564 16:18:42 โดย Maintenence » บันทึกการเข้า

[• สุขใจ บำรุงรักษาระบบ •]
Maintenence
ผู้ดูแลระบบ
นักโพสท์ระดับ 10
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Thailand Thailand

กระทู้: 844


[• บำรุงรักษา •]

ระบบปฏิบัติการ:
Windows NT 10.0 Windows NT 10.0
เวบเบราเซอร์:
Chrome 95.0.4638.54 Chrome 95.0.4638.54


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 28 ตุลาคม 2564 16:20:06 »


          การประพฤติพรหมจรรย์อันประเสริฐประการที่ ๔ ท่านกล่าวว่าประพฤติพรหมจรรย์เพื่อนิโรธะ คือการดับ การประพฤติพรหมจรรย์ด้วยนิโรธะนั้นก็แบ่งออกเป็น ๕ ประการเหมือนกัน

          ประการที่ ๑ เรียกว่า ตทังคนิโรธ ดับเป็นองค์นั้นๆ เหมือนกับที่เราประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นแหละ ขณะที่เราให้ทาน ความโลภมันก็ดับลงไปแล้ว ขณะที่เรารักษาศีล การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกามมันก็ดับลงไปแล้ว ก็เรียกว่าเป็นนิโรธะตามองค์นั้นๆ ดับตามองค์นั้นๆ

          ประการที่ ๒ เป็นวิกขัมภนนิโรธ ดับด้วยการข่มไว้ ด้วยอำนาจของฌาน ตราบใดที่เรายังอยู่ในฌาน ตราบใดที่เรายังอยู่ในสมาธิ กิเลสก็ไม่เกิดขึ้นตราบนั้น ความโกรธ ความโลภ ความหลง กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะ กุกกุจจะ วิจิกิจฉา ก็จะไม่เกิดขึ้นในตราบนั้น ตราบที่เรายังอยู่ในฌาน เพราะฉะนั้นท่านจึงอุปมาอุปมัยเหมือนกับหินทับหญ้า ถ้าเราออกจากฌานเมื่อไรกิเลสก็เกิดขึ้นเมื่อนั้น เรากลิ้งหินออกเมื่อไหร่หญ้ามันก็เกิดขึ้นเมื่อนั้น อันนี้เรียกว่า วิกขัมภนนิโรธ

          ประการที่ ๓ สมุจเฉทนิโรธ ก็หมายถึงการดับเป็นสมุจเฉทปหาน หมายถึงบุคคลผู้ได้บรรลุเป็นพระโสดาบันก็ดับได้ ๓ ประการคือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ดับได้ ๓ องค์ ดับกิเลสได้ ๓ ตัว อันนี้เรียกว่าเป็น สมุจเฉทปหาน

          ประการที่ ๔ ปฏิปัสสัทธินิโรธ เรียกว่าดับด้วยการเข้าไปสงบระงับ หมายถึงการบรรลุของบุคคลผู้ได้บรรลุเข้าสู่ผล ขณะที่บุคคลอยู่ในผลจิต หมายถึงการบรรลุเป็นพระโสดาบัน แต่เป็นโสดาปัตติผล ขณะที่วิถีจิตโคตรภูญาณมันเกิดขึ้น ขณะที่อนุโลมญาณมันเกิดขึ้น เมื่ออนุโลมญาณมันเกิดขึ้นแล้วก็ส่งไปสู่โคตรภูญาณ โคตรภูญาณเกิดขึ้น ๑ ขณะจิต มรรคจิตก็เกิดขึ้นอีก ๑ ขณะจิต เมื่อมรรคจิตดับลงไป ๑ ขณะจิต ผลจิตมันก็เกิดขึ้นมา ๒ ขณะจิตบ้าง ๓ ขณะจิตบ้าง ในขณะที่อยู่ในผลจิตนี้แหละ ท่านกล่าวว่า ปฏิปัสสัทธินิโรธ ดับเพราะสงบระงับด้วยอานุภาพของผลที่มันปรากฏขึ้นแก่บุคคลที่บรรลุเป็นพระโสดาบัน เรียกว่าเป็นการสงบระงับ เพราะกิเลสมันไม่เกิด เพราะกิเลสมันพ้นไป เพราะอยู่ในอำนาจของผลอยู่ ในผลจิต ในผลสมาบัติอยู่

          ประการที่ ๕ ท่านกล่าวว่า นิสสรณนิโรธ ดับเพราะออกไป ดับเพราะพ้นไป ดับเพราะแล่นหนี ดับเพราะแล่นออก พ้นออกไป แล่นออกไป หนีออกไปในลักษณะอย่างนั้น ท่านหมายถึงการบรรลุอมตะ คือ พระนิพพาน คือจิตมันพ้นไป เมื่อบุคคลใดได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ จิตมันก็พ้นจากกิเลสทั้งหลายทั้งปวง ผู้ใดได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน จิตมันก็พ้นไปจากสักกายทิฏฐิ ความถือมั่นในกายนี้ อยากยึดถือมั่นมันก็ไม่ยึดถือมั่น เพราะอะไร เพราะจิตมันแล่นออกไปแล้ว มันพ้นออกไปแล้ว มันหนีออกห่างแล้ว

          เหมือนกับบุคคลเป็นเด็กยังไม่รู้ว่าอันนี้เป็นก้อนไฟแดงๆ อันนั้นมันเป็นอุจจาระ เด็กก็สามารถไปจับอุจจาระ หรือก้อนไฟแดงๆ ได้ แต่เมื่อบุคคลโตอายุ ๑๐ ปี ๒๐ ปีแล้วรู้อะไรเป็นอะไรก็ไม่จับ บุคคลผู้บรรลุเป็นพระโสดาบันก็เหมือนกัน เมื่อบรรลุพ้นผ่านไปแล้ว ความถือมั่นในกายก็ไม่มี สักกายทิฏฐิก็ไม่มี วิจิกิจฉาความลังเลสงสัยในเรื่องพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็ไม่ปรากฏ ไม่มี เพราะอะไร เพราะจิตมันล่วงผ่านไปแล้ว หรือสีลัพพตปรามาส ความยึดมั่นในศีลพรตต่างๆ ก็ไม่ปรากฏ เพราะอะไร เพราะจิตมันข้ามพ้นไปแล้ว เรียกว่า นิสสรณนิโรธ สิ่งเหล่านั้นมันดับไปแล้ว

          เพราะฉะนั้นก็ขอให้คณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายทั้งปวงที่มาประพฤติปฏิบัติธรรม ธรรมทั้งหลายทั้งปวงที่พวกเรามาประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่นี้ เป็นการประพฤติพรหมจรรย์ กระผมก็ได้กล่าวในเรื่องของพรหมจรรย์ ก็กินเวลามาพอสมควร ก็เห็นว่าพอสมควรแก่เวลา ในท้ายที่สุดนี้ก็ขอให้อานุภาพของคุณพระพุทธเจ้าทั้งปวง คุณของพระธรรมเจ้าทั้งปวง คุณของพระสงฆ์ทั้งปวง คุณงามความดี คือ คุณทาน คุณศีล คุณภาวนา คุณแผ่เมตตาที่คณะครูบาอาจารย์ ตลอดถึงญาติโยมทั้งหลายได้บำเพ็ญมาดีแล้ว จงได้มารวมกันเป็นตบะ เป็นเดชะ เป็นพลวปัจจัยส่งเสริมให้คณะครูบาอาจารย์ ตลอดถึงญาติโยมทั้งหลาย จงเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ขอให้คณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายจงเจริญด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ในอนาคตกาลอันไม่ช้าไม่นานนี้ด้วยกันจงทุกท่านทุกคนเทอญ.
บันทึกการเข้า

[• สุขใจ บำรุงรักษาระบบ •]
คำค้น:
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน


หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้
หัวข้อ เริ่มโดย ตอบ อ่าน กระทู้ล่าสุด
การอุทิศส่วนบุญ โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี
ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน
Maintenence 1 627 กระทู้ล่าสุด 22 ธันวาคม 2563 14:14:10
โดย Maintenence
อปัณณกปฏิปทา โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี
ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน
Maintenence 1 830 กระทู้ล่าสุด 01 กุมภาพันธ์ 2564 16:28:09
โดย Maintenence
การสำรวมอินทรีย โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี
ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน
Maintenence 1 690 กระทู้ล่าสุด 15 กรกฎาคม 2564 16:07:16
โดย Maintenence
ลำดับญาณ โดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี
ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน
Maintenence 2 630 กระทู้ล่าสุด 07 สิงหาคม 2564 19:54:30
โดย Maintenence
การพิจารณาโดย พระภาวนาสุตาภิรัต (ชอบ พุทฺธสโร) วัดพิชโสภาราม จ.อุบลราชธานี
ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน
Maintenence 0 488 กระทู้ล่าสุด 06 กันยายน 2564 16:00:25
โดย Maintenence
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 1.877 วินาที กับ 32 คำสั่ง

Google visited last this page 03 มีนาคม 2565 18:06:18