[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
19 กุมภาพันธ์ 2569 04:40:17 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: [ข่าวมาแรง] - 4 ข้อขยับเส้น ‘นิรโทษกรรม' สรุป กมธ.ถกอะไรบ้าง? จับตาด่านสุดท้ายสภาโหวต  (อ่าน 127 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
สุขใจ ข่าวสด
I'm Robot
สุขใจ บอทนักข่าว
นักโพสท์ระดับ 15
****

คะแนนความดี: +101/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Italy Italy

กระทู้: มากเกินบรรยาย


บอท @ สุขใจ


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: 07 ตุลาคม 2568 10:28:09 »

4 ข้อขยับเส้น ‘นิรโทษกรรม'  สรุป กมธ.ถกอะไรบ้าง?  จับตาด่านสุดท้ายสภาโหวต
 


<span>4 ข้อขยับเส้น ‘นิรโทษกรรม'  สรุป กมธ.ถกอะไรบ้าง?  จับตาด่านสุดท้ายสภาโหวต</span>

            <div class="field field--name-field-byline field--type-text-long field--label-hidden field-item"><p>ทีมข่าวกระบวนการยุติธรรม</p></div>
      <span><span>admin666</span></span>
<span><time datetime="2025-10-07T04:15:29+07:00" title="Tuesday, October 7, 2025 - 04:15">Tue, 2025-10-07 - 04:15</time>
</span>

            <div class="field field--name-body field--type-text-with-summary field--label-hidden field-item"><p>วันพฤหัสบดีที่ 25 ก.ย.2568 ที่ผ่านมา เป็นนัดสุดท้ายของการประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญ (กมธ.) พิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือที่เรียกกันว่า ‘ร่างกฎหมายนิรโทษกรรม’ ในการประชุมพิจารณากันบนร่าง 3 ฉบับที่ผ่านวาระ 1 ร่างหลักเป็นของวิชัย สุดสวาสดิ์ พรรครวมไทยสร้างชาติ ฉบับรองเป็นร่างของปรีดา บุญเพลิง ที่ปัจจุบันย้ายมาอยู่พรรคกล้าธรรม และร่างของอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย</p><p>การพิจารณาร่างกฎหมายนี้ มีหลายประเด็นหลักที่ถกเถียงกันมากใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 นัดในการคุยเพื่อให้ได้ข้อสรุปออกมา นอกจากเรื่องมาตรา 112 ที่ ‘หัวเด็ดตีนขาด’ กมธ.บางส่วนก็ไม่ยอมปล่อยให้พ้นผิดได้แล้ว ยังมีเรื่องคืนเงิน/คืนทรัพย์สินที่โดนศาลสั่งให้จ่ายชดเชยค่าเสียหายให้กับรัฐและรัฐวิสาหกิจที่ถกเถียงกันมาก ถึงกับต้องเชิญรัฐวิสาหกิจมาชี้แจงในห้องประชุม แต่สุดท้ายก็ถูกตัดออกจากร่างกฎหมายไป</p><p>ที่น่าสนใจกว่าผลลัพธ์ว่าร่างกฎหมายที่ออกมาจาก กมธ.มีหน้าตาเป็นอย่างไร คือกระบวนการพิจารณาของ กมธ.ที่มีตัวแทนจากเฉดการเมืองต่างๆ และตัวแทนองค์กรในกระบวนการยุติธรรมเข้าร่วมด้วย ซึ่งอาจทำให้เห็นแนวโน้มสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ ทั้งในการพิจารณาร่างกฎหมายวาระ 3 และที่สำคัญคือ การดำเนินการหลังกฎหมายผ่านแล้ว</p><h2>ไม่นิรโทษ ม.112 แต่ให้กรรมการชงทางออกคดีเด็กให้อัยการ/ศาล</h2><p>เรื่องที่เรียกได้ว่าสำคัญที่สุดของการพิจารณาเรื่องการนิรโทษกรรมคดีการเมืองคงไม่พ้นคดีหมิ่นประมาทกษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ถูกกันเอาไว้แต่แรกในทุกร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขที่ผ่านชั้นรับหลักการของสภาเข้ามา โดยเฉพาะร่างของ ‘พรรคภูมิใจไทย’ ที่ใส่เข้ามาในระดับ ‘หลักการ’ ของร่างกฎหมาย ส่วนร่างนิรโทษกรรมอื่นๆ ที่เปิดช่องให้กับ ม.112 ไม่ต้องพูดถึงเพราะถูกปัดตกหมด</p><p>จากการพิจารณาของ กมธ.ทำให้เห็นว่ามาตรา 112 เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นเรื่องเดียวที่ใช้เวลาการประชุมไปถึง 2 นัด โดยนัดหนึ่งทำได้เพียงแค่ลงมติว่าจะแก้ไขมาตรานี้หรือไม่ อีกนัดเพื่อลงมติว่าจะแก้มาตรานี้อย่างไร</p><p>สรุปอย่างรวบรัด ในที่ประชุมมีข้อเสนอหลักๆ&nbsp; โดยกมธ.จากโควต้าพรรคประชาชนพยายามเสนอให้วางเงื่อนไขการได้นิรโทษฯ (ชัยธวัช ตุลาธน) หรืออย่างน้อยก็เพิ่มการนิรโทษฯ ให้กับเด็กและเยาวชนเข้ามา (ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์) ส่วนชูวัส ฤกษ์ศิริสุข โควตาพรรคเพื่อไทยเสนอให้เปลี่ยนถ้อยคำจากเดิมที่เขียนว่า&nbsp; พ.ร.บ.นี้ ‘มิให้บังคับใช้’ กับมาตรา 112 มาเป็น พ.ร.บ.นี้&nbsp; ‘มิให้ยกเว้นโทษ’ แก่มาตรา 112 แทน โดยให้เหตุผลว่าเป็นการแยกเรื่องความผิดกับเรื่องโทษ ความผิดยังคงอยู่แต่เปิดช่องมากขึ้นต่อการพิจารณาจัดการโทษทัณฑ์</p><p>ต้องอธิบายก่อนว่า เรื่องนี้ถกเถียงกันในมาตรา 3 เดิมทีมาตรา 3 ในร่างของวิชัย สุดสวาทดิ์ เนื้อความระบุไว้แต่แรกเลยว่า ‘พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับ’ กับการกระทำความผิดตามมาตรา 112 ซึ่งผลของมันไม่เพียง ‘ไม่นิรโทษกรรมคดีม.112’ เท่านั้น แต่เป็นการกันคดีตามมาตรานี้ออกไปจากความช่วยเหลือทุกรูปแบบ</p><p>ทั้งนี้ ระหว่างการพิจารณาเรื่องนี้สิ่งที่น่าสนใจคือ ตัวแทนจากองค์กรศาลได้แสดงความเห็นเรื่องการปรับแก้ถ้อยคำ ‘มิให้ใช้บังคับ’ ให้เป็น ‘ไม่นิรโทษกรรม’ ด้วย</p><p>อย่างไรก็ตาม หลังจาก กมธ.ตกลงกันได้แล้วว่าจะแก้ไขเนื้อหามาตรานี้ ในการประชุมครั้งต่อมา วิชัยก็เป็นผู้มาเสนอแก้เนื้อหาในมาตรานี้ของตัวเอง โดยเปลี่ยนจาก พ.ร.บ.นี้ ‘มิให้ใช้บังคับ’ มาเป็น ‘มิให้มีผลเป็นการนิรโทษกรรม’ ซึ่งคล้ายกับที่ชูวัสเสนอไว้ ส่วนชัยธวัชก็ขอถอนข้อเสนอนิรโทษฯ แบบมีเงื่อนไขของตัวเองออก ให้เหลือช้อยส์นิรโทษฯ คดีเด็กและเยาวชนของศศินันท์เท่านั้น เพื่อให้เสียงโหวตไม่แตก</p><p>ท้ายที่สุด การลงมติว่าจะแก้เนื้อหาส่วนนี้อย่างไรจึงเหลือช้อยส์แค่</p><p>(1) การปรับแก้ถ้อยคำ ‘มิให้นิรโทษกรรม’ แก่คดี 112&nbsp; กับ</p><p>(2) เพิ่มเติมการนิรโทษให้เด็กและเยาวชน</p><p>และสุดท้ายที่ประชุมก็โหวตให้ช้อยส์แรกไป</p><div class="more-story"><p><strong>เรื่องที่เกี่ยวข้อง</strong></p><ul><li>คุยกับเวียงรัฐ เนติโพธิ์ ปมไม่โหวต ‘นิรโทษฯ เยาวชน’ หลายมุมบนทางคดเคี้ยวนิรโทษกรรม</li></ul></div><p>หลังจากความพยายามใส่เนื้อหานิรโทษกรรมคดี 112 ให้เด็กและเยาวชนเข้าไปในมาตรา 3 ของร่างไม่สำเร็จ ระหว่างการพิจารณามาตรา 6 ก็มีบางอย่างเกิดขึ้น</p><p>ทั้งนี้ มาตรา 6 เป็นมาตราที่จะกำหนดกรอบคดีที่จะได้นิรโทษกรรมว่า ต้องเป็นคดีอาญาหรือแพ่งที่เกี่ยวกับการเข้าร่วมชุมนุมและการแสดงออกทางการเมืองในช่วงความขัดแย้งทางการเมือง 20 ปี และยังเป็นมาตราที่กำหนดกรอบเวลาของช่วงเวลาที่กระทำความผิดเอาไว้โดยที่ประชุมเคาะเป็นช่วงตั้งแต่ 1 ม.ค.2548 - 1 ก.ค.2568</p><p>มาตรานี้มีการถกเถียงกันว่าจะให้การนิรโทษกรรมรวมคดีแพ่งเอาไว้ด้วยหรือไม่ ซึ่งสุดท้ายที่ประชุมก็มีมติให้รวมด้วย โดยคงเนื้อหาไว้ตามร่างกฎหมายเดิม แต่หลังจากตกลงเรื่องคดีแพ่งกันได้แล้ว ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประธานกรรมาธิการฯ ก็ได้ขอให้ที่ประชุมเพิ่มขอบเขตอำนาจของคณะกรรมการนิรโทษฯ ตามกฎหมายนี้เข้าไปอีก 1 วรรคก็คือ ให้คณะกรรมการทำ ‘แผนแก้ไขผู้กระทำความผิด’ ที่อายุยังไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์ในวันเกิดเหตุ เพื่อเสนอให้อัยการ หรือให้อัยการเสนอต่อศาลเพื่อให้พิจารณาใช้ ‘มาตรการพิเศษแทนการลงโทษ’ หรือ ‘สั่งยุติคดีโดยไม่มีคำพิพากษา’&nbsp; โดยให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง</p><p>จุดประสงค์ของเรื่องนี้ เป็นการพยายามหาทางช่วยเหลือคดีเด็กและเยาวชนทั้งหมด ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงคดีมาตรา 112 ด้วย แต่เมื่อกรอบถูกกำหนดมาแล้วว่าห้ามนิรโทษกรรม การเพิ่มเนื้อหาส่วนนี้จึงเป็นการเปลี่ยนไปใช้กลไกใน พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ที่มีอยู่แล้วมาดำเนินการแทน</p><p>แม้จะมี กมธ.บางคนทักท้วงอยู่บ้างในที่ประชุมว่าการเพิ่มเนื้อหาเช่นนี้จะขัดหลักการของร่างกฎหมายที่สภาลงมติผ่านวาระ 1 มา และดูก็รู้ว่าตั้งใจจะนิรโทษกรรมให้เยาวชนในมาตรา 112 แต่ทางณัฐวุฒิก็ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่การให้อำนาจคณะกรรมการไปนิรโทษฯ แต่เป็นการเสนอให้อัยการและศาลได้ใช้ดุลพินิจไปตามกรอบของกฎหมายที่มีอยู่แล้วเท่านั้น</p><p>มีข้อสังเกตว่าเรื่องนี้ที่ประชุมไม่ได้โต้แย้งกันมากนักไม่ว่าจะฝ่ายการเมืองใด นอกจากมี กมธ.บางคนห่วงกังวลว่าจะทำให้ร่างกฎหมายไม่ผ่านไปทั้งฉบับ เพราะที่ผ่านมา กมธ.ศึกษาแนวทางการร่างกฎหมายนิรโทษกรรมจัดทำรายงาน แค่ใส่ข้อสังเกตติดรายงานให้รัฐบาลไปดำเนินการต่อในการจัดการพักการพิจารณาคดีหรือให้สิทธิประกันตัวกับจำเลย 112 ไปจนถึงการรวบรวมและแยกแยะข้อมูลคดีต่างๆ นอกเหนือจากมาตรา 112 ให้ชัดเจน แต่รายงานฉบับนี้ลงเอยที่สภาแค่รับทราบว่าการมีอยู่ของมัน แต่ข้อสังเกตที่จะส่งต่อให้รัฐบาลดำเนินการก็ตกไปทั้งหมด</p><div class="more-story"><p><strong>เรื่องที่เกี่ยวข้อง</strong></p><ul><li>6 ข้อสังเกตในรายงาน ของ กมธ.นิรโทษที่สภาไม่รับ มีอะไรบ้าง</li></ul></div><p>ทั้งนี้ ในความเป็นจริงเนื้อหาที่ กมธ.นิรโทษกรรมปรับแก้กันรอบนี้ ถึงอย่างไรก็ต้องส่งกลับไปให้สภาลงมติว่าจะให้ผ่านหรือไม่ผ่านกันรายมาตราอยู่ดี ดังนั้น ที่ปรับแก้กันมาหลายสัปดาห์อาจลงเอยด้วยการกลับไปใช้ร่างเดิมทั้งหมดได้เช่นกัน ดังนั้นร่างกฎหมายก็คงผ่านสภาไปได้ แต่จะผ่านไปแบบที่ใครได้มากได้น้อยแค่ไหนเท่านั้น</p><p>อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วประเด็นคดี 112 ของเยาวชนเด็ก ที่ประชุมก็ตกลงให้ใส่เข้ามาในร่างกฎหมายโดยที่ไม่ต้องเปิดให้มีการลงมติ เพียงแต่ถูกย้ายจากการเป็นแค่วรรคหนึ่งในมาตรา 6 กลายมาเป็นมาตรา 9/1 แทน และกำหนดไว้ในมาตรา 5 ให้อำนาจหน้าที่คณะกรรมการนิรโทษฯ ต้องดำเนินการตามมาตรานี้อีกที</p><p>เมื่อเรื่องนี้ถูกใส่เข้ามาในร่างกฎหมาย เสียงวิจารณ์ที่เกิดขึ้นตามมา ไม่ใช่เรื่องว่ากฎหมายนี้กำลังจะกลายเป็นกฎหมายนิรโทษกรรมมาตรา 112 แต่กลับเป็นว่าใส่มาแล้วจะช่วยใครได้จริงหรือไม่ เพราะสุดท้ายคนพิจารณาก็เป็นอัยการหรือศาลอยู่ดี</p><p>“ถ้านิรโทษกรรมเลย อัยการและศาลเขาไม่ต้องมาใช้ดุลพินิจแล้วว่าจะเข้าหรือไม่เข้าเกณฑ์ การเปิดประตูไว้เท่านี้ก็เหมือนการแก้เกี้ยวว่ามีการนิรโทษกรรมให้เด็กและเยาวชนแล้วนะ แต่ต้องใช้กระบวนการของศาลเยาวชนแทน ซึ่งอาจเกิดปัญหาในอนาคตได้เหมือนกัน ถ้าไม่ได้เขียนวิธีการไว้ให้ชัดเจน แล้วให้ใช้ดุลพินิจของศาลมากจนเกินไปอาจลิดรอนสิทธิในการนิรโทษกรรมเด็กและเยาวชนในคดีมาตรา 112 ได้เหมือนกัน” ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.เขตกรุงเทพ พรรคประชาชนและเป็น 1 ใน กมธ.ชุดนี้ ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาที่อาจตามมาของมาตรานี้คือการมอบให้ศาลเยาวชนฯ เป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจสุดท้าย เนื่องจากเธอเองก็เคยทำคดีการเมืองในศาลเยาวชนฯ มาก่อน เธอเห็นว่าผู้พิพากษามักมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อเด็กและเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีทางการเมืองอยู่ก่อนแล้ว ด้วยเหตุนี้อาจทำให้ไม่มีเด็กและเยาวชนคนไหนได้นิรโทษกรรมเลยหากให้ศาลเป็นผู้ใช้ดุลพินิจ</p><div class="more-story"><p><strong>เรื่องที่เกี่ยวข้อง</strong></p><ul><li>คุยกับ ‘ทนายแจม’ สส.ประชาชน ความหวังคดี 112 โค้งสุดท้ายนิรโทษกรรม</li></ul></div><p>นอกจากนั้น ข้อเท็จจริงที่กำลังเกิดขึ้นอยู่&nbsp;หากไปย้อนดูคำตัดสินคดีมาตรา 112 ในศาลเยาวชนฯ ที่ผ่านมาแล้วในคดีเด็กและเยาวชนฯ ก็จะพบว่ามีแนวโน้มที่ศาลจะเลือกพิพากษาลงโทษจำคุกแล้วให้รอลงอาญาโทษจำคุกไว้หรือมีการเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นฝึกอบรมแทน ดังนั้นในทางปฏิบัติแล้วการมีมาตรา 9/1 ก็อาจจะไม่ได้ให้ผลแตกต่างกันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ ยกเว้นศาลจะเปลี่ยนแนวมาสั่งยุติคดีโดยไม่มีคำพิพากษา ซึ่งทำให้ต้องรอดูกันต่อไปว่าคณะกรรมการที่ตั้งมาหลังกฎหมายผ่านจะทำอะไรได้แค่ไหนกับเรื่องนี้</p><p>ดังนั้น สำหรับเรื่องมาตรา 112 ก็อาจพอบอกได้ว่าไม่ถึงทางตันเสียทีเดียว แต่ทางออกที่มีอยู่ก็ยังไม่แน่ว่าสุดท้ายจะถูกปิดสนิทไปเลยหรือไม่ หรือจะยังเปิดได้กว้าง ยังต้องรอดูกันอีกครั้งเมื่อร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาในเร็ววันนี้</p><h2>แค่ไม่บังคับคดีทางแพ่งต่อ แต่ไม่เลิกคดี/ไม่คืนทรัพย์ให้</h2><p>อีกเรื่องในที่ประชุมถกเถียงกันมากก็คือ จะมีมาตรการนิรโทษฯ คดีแพ่งอย่างไร เพราะความเสียหายหลักๆ ไม่ได้เกิดแค่กับหน่วยงานรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ แต่เกิดกับประชาชนทั่วไปด้วย โดยเฉพาะคดีปิดสนามบินปี 2551 ที่เป็นเรื่องหลักที่ทำให้มีการถกเถียงเรื่องนี้</p><p>สำหรับประเด็นนี้ในร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 3 ฉบับระบุถึงมาตรการหลักๆ 2 เรื่องคือ 1.การนิรโทษฯ เพื่อยกเลิกการบังคับคดีสถานะบุคคลล้มละลาย 2.การคืนทรัพย์สินที่ศาลสั่งยึดเข้าคลัง และมีการบังคับคดีไปแล้วให้แก่ผู้ที่ถูกดำเนินคดี ประเด็นหลังนี้ถึงกับมีการเชิญรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลแก่ กมธ. ทั้งบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) และบริษัท การบินไทย จํากัด (มหาชน) ซึ่งรายหลังปัจจุบันกลายเป็นเอกชนเต็มตัวไปแล้ว อย่างไรก็ตาม บริษัททั้งสองแห่งก็มาบอกถึงความคืบหน้าคดีเป็นหลัก ทำให้ทราบว่าสำหรับทางการท่าฯ มีการดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์จำเลยในคดีไปบ้างแล้ว รวมกันเป็นมูลค่าประมาณ 5 ล้านบาท บางส่วนเป็นที่ดินที่มีการขายทอดตลาดไปแล้ว ส่วนคดีของการบินไทย คดียังไม่ถึงที่สุด ทำให้ยังไม่มีการดำเนินการอะไรในส่วนนี้</p><p>ดังนั้น หากร่างกฎหมายผ่านออกมาบังคับใช้โดยที่เนื้อหาส่วนนี้ไม่ถูกแก้ไข จะทำให้ทางการท่าอากาศยานไทยฯ จะต้องดำเนินการคืนเงินให้แก่จำเลยในคดี (ซึ่งบางคนก็เสียชีวิตไปแล้ว)</p><p>อย่างไรก็ตาม เนื้อหาส่วนที่เกี่ยวกับมาตรการทางแพ่งเหล่านี้ก็ถูกตัดออกไป เนื่องจากมี กมธ.สายนักกฎหมายและฝ่ายศาลที่เสนอในที่ประชุมว่าการนิรโทษฯ ในคดีแพ่งทันทีเป็นไปไม่ได้ด้วยเหตุผลใหญ่ๆ 2 เหตุผลคือ</p><p><strong>เหตุผลแรก </strong>สถานะการเป็นหนี้หรือล้มละลายของบุคคลเกี่ยวพันไปถึงกับมูลหนี้ทั้งหมดของบุคคลนั้น (ซึ่งอาจเป็นหนี้ที่เกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับคดีการเมือง) ทำให้สุดท้ายการจะยกเลิกมูลหนี้ทั้งหมดจะต้องมีการประชุมเจ้าหนี้ทั้งหมดของบุคคลนั้นก่อน ซึ่งจะเป็นเรื่องของคณะกรรมการมาพิจารณาเป็นรายกรณีแทน ไม่ได้นิรโทษฯ โดยอัตโนมัติตามจุดประสงค์ในร่างกฎหมายเดิม</p><p><strong>เหตุผลที่สอง</strong> การยกเลิกคดีทางแพ่งจะเท่ากับไม่มีมูลเหตุให้ยึดทรัพย์ และเมื่อไม่มีเหตุให้ยึดก็ต้องคืนสิ่งที่ยึดมา แต่การคืนทรัพย์สินให้นั้นมีปัญหาเชิงหลักการคือ ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดแต่กับหน่วยงานรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ แต่ยังเกิดกับประชาชนทั่วไปทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะการสูญเสียรายได้และโอกาสทางธุรกิจจากการปิดสนามบินไปจนถึงกระทบผู้ถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจนั้นๆ ซึ่งเท่ากับมีคนที่มีส่วนได้เสียจำนวนมาก อีกทั้งที่ประชุมผู้ถือหุ้นหรือกรรมการก็ไม่เคยมีมติอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน หากจะต้องคืนเงินหรือทรัพย์สินทำให้ไม่สามารถคืนได้ทันทีเช่นกัน นอกจากนี้มูลค่า 5 ล้านบาทที่ทางกรมบังคับคดียึดมาจากจำเลย 13 ราย ก็ไม่ได้แจกแจงแยกยอดว่ายึดจากใครมาบ้าง แต่ส่วนใหญ่เป็นมูลค่าที่ดินของศรัณยู วงษ์กระจ่าง 1 ในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ถูกดำเนินคดีร่วมกับกลุ่มแกนนำ</p><div class="more-story"><p><strong>เรื่องที่เกี่ยวข้อง</strong></p><ul><li>11 แกนนำ พธม.ถูกพิทักษ์ทรัพย์ เป็นคนล้มละลาย กรณีถูก ทอท. เรียกค่าเสียหายคดีปิดสนามบิน</li></ul></div><p>เรื่องนี้มี กมธ.คนหนึ่งแสดงความเห็นว่า หากทรัพย์สินที่ยึดมาได้มีประมาณ 5 ล้านบาทซึ่งเป็นเพียง 0.000357% ของผลกำไรของบริษัทการท่าอากาศยานตามที่ตัวแทนจากบริษัทมาชี้แจงแล้ว ในทางกลับกันเป็นเพียงเงิน 5 ล้านบาทเท่านั้นก็ไม่ต้องคืนก็น่าจะได้</p><p>นอกจากนั้นตัวแทนจากฝ่ายตุลาการที่ร่วมประชุม กมธ.ก็แสดงความเห็นว่า การยกเลิกคดีไปทั้งหมดจะทำให้ไม่เหลือมูลเหตุให้ยึดทรัพย์ ทำให้จะต้องคืนทรัพย์ด้วย</p><p>ผลสรุปของการถกเถียง จึงเหลือเพียงให้การบังคับคดีที่จะเกิดขึ้นหลังจากร่างกฎหมายนี้ผ่านเป็นอันยุติไปเท่านั้น สิ่งนี้จะเกิดขึ้นทันทีเมื่อกฎหมายผ่าน ส่วนเรื่องอื่นๆ จะไปตกอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการต่อไป</p><h2>ฐานความผิดนิรโทษฯ เพิ่ม 42 ฐาน</h2><p>เรื่องสำคัญอีกเรื่องของการพิจารณาร่างกฎหมายนี้ก็คือ รายการฐานความผิดที่จะได้รับนิรโทษกรรมซึ่งฐานความผิดสำคัญๆ ที่ทาง กมธ.เพิ่มเติมเข้ามาในร่างกฎหมาย นำมาจากข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เช่น</p><ul><li aria-level="1">ความผิดฐานครอบครองอาวุธและวัตถุระเบิด การเพิ่มฐานความผิดนี้เข้ามาก็จะทำให้ครอบคลุมถึงคดีของกลุ่มทะลุแก๊สที่มีการใช้พลุ ประทัดบางส่วนด้วย&nbsp;</li><li aria-level="1">ความผิดตามประกาศ คำสั่ง คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และในที่ประชุมยังขยายเพิ่มไปยังประกาศและคำสั่งของคณะรัฐประหารปี 2549 ด้วยคือคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(คปค.) และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ด้วย เนื่องจากมี กมธ.คนหนึ่งจากพรรคร่วมรัฐบาลเห็นว่าไม่ควรยอมรับอำนาจของคณะรัฐประหารใดก็ตาม การยกเว้นไว้ว่าจะไม่นิรโทษกรรมคดีจากประกาศคำสั่งของคณะรัฐประหารเท่ากับการยอมรับอำนาจคณะรัฐประหาร</li><li aria-level="1">เพิ่มฐานความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 3 ฉบับคือ พ.ร.ป.คณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 พ.ร.ป.การเลือกตั้ง สส. พ.ศ.2561 และ พ.ร.ป.การได้มาของ สว. พ.ศ. 2560 เนื่องจากแม้เหตุสุดท้ายที่มีการแสดงออกทางการเมืองบริเวณหน่วยเลือกตั้งจะเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2557 แต่ปรากฏว่าคดีปิดหน่วยเลือกตั้งบางกรณีกลับเพิ่งมีการฟ้องเมื่อปี 2565 และใช้ พ.ร.ป.คณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 กลับไปใช้ดำเนินคดี สุดท้ายที่ประชุมให้ใส่เข้ามาเพิ่มแม้จะมีข้อห่วงกังวลว่าการเพิ่มเอากฎหมายเลือกตั้งใหม่เข้ามาอาจไปกระทบคดีทุจริตเลือกตั้งในกรณีอื่นๆ ที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมาด้วย จึงมีการเขียนกำกับเอาไว้ว่าไม่นิรโทษฯ ให้คดีที่เกี่ยวข้องกับการโกงหรือทุจริตการเลือกตั้ง</li><li aria-level="1">พ.ร.บ.ประชามติ 2559 ซึ่งจะมีคดีในช่วงการรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญของ คสช.เมื่อปี 2559 ซึ่งมีคนถูกดำเนินคดีเป็นจำนวนมากทั้งนักกิจกรรมทางการเมืองและกลุ่มคนเสื้อแดงที่ไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญที่มาจากคณะรัฐประหาร</li></ul><p>เรื่องบัญชีแนบท้ายนี้ไม่ได้มีการโต้แย้งอะไรกันมากนักใน กมธ. มีเพียงผู้เสนอจะให้เพิ่มว่าไม่รวมฐานความผิดที่เกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันเข้าไป แต่ก็ถูกโต้แย้งว่าซ้ำซ้อนเพราะมีเขียนในมาตรา 3 อยู่แล้วว่าไม่รวมเรื่องนี้ ทำให้หลักๆ มีเพียงต่างฝ่ายต่างเสนอรายชื่อกฎหมายเพิ่มเข้ามาจากที่มีอยู่แล้ว 42 ฐาน เช่น ข้อหาอนาจาร ป.อาญา ม.388&nbsp; (คดีของป้าเป้าที่ถอดผ้าประท้วง) ทำให้กลัวตาม ป.อาญา ม.392 และ พ.ร.บ.การเดินอากาศ เป็นต้น</p><h2>ฝากความหวังไว้กับ ‘คณะกรรมการ’ แต่จะหวังได้แค่ไหน?</h2><p>ถ้าดูจากเนื้อหาของกฎหมายแม้ว่าจะมีกำหนดฐานความผิดที่จะได้รับนิรโทษกรรมไว้ในบัญชีแนบท้ายให้ ‘นิรโทษกรรมอัตโนมัติ’ แต่ก็มีเสียงสะท้อนในห้องประชุมว่า ในความเป็นจริง การทำงานของหน่วยงานราชการโอกาสที่ข้าราชการในองค์กรกระบวนการยุติธรรมจะ ‘มองเห็นเอง’ ว่าคดีใดเป็นคดีการเมืองแล้วดำเนินการไปได้เองเป็นเรื่องเกิดขึ้นได้ยาก สุดท้ายคนเคาะว่าใครจะได้นิรโทษกรรมบ้างก็ไม่พ้นมือคณะกรรมการต้องเป็นคนพิจารณา</p><p>เรื่องนี้เป็นประเด็นขึ้นมาระหว่างการพิจารณาในมาตรา 7 ที่จะให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมดำเนินการต่างๆ เพื่อยุติการดำเนินการทุกขั้นตอนจนถึงการลบประวัติอาชญากร โดยระบุให้หน่วยงานเหล่านี้หยุดดำเนินการเมื่อเห็นได้เองว่าเป็นคดีที่เกี่ยวกับการเมือง</p><p>อย่างไรก็ตาม แม้กระทั่งตัวแทนจากองค์กรศาลก็บอกในที่ประชุมเองว่า คงไม่สามารถเห็นเองได้และมีปัญหาว่าหากให้ศาลเห็นเอง แล้วเกิดศาลมีคำสั่งอะไรออกมาสำหรับคดีนั้นก็เท่ากับคดีนั้นจบไป ไม่สามารถไปยื่นขอให้พิจารณาใหม่ได้อีกแล้ว</p><p>เหตุผลหลักก็คือ ฐานความผิดตามบัญชีแนบท้ายล้วนเป็นกฎหมายอาญาหรือแพ่งที่ใช้กับคดีทั่วไปเป็นส่วนใหญ่ แต่ถูกเอามาใช้กับกิจกรรมทางการเมืองต่างๆ เช่น พ.ร.บ.จราจรฯ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ข้อหาบุกรุกฯ ซึ่งข้อมูลปะปนกันอยู่กับคดีที่ไม่ได้มีแรงจูงใจทางการเมือง หากเทียบกันแล้วจะเห็นว่ามีความเป็นการเมืองน้อยกว่าคดี พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะที่เอาไว้จัดการกับการชุมนุมทั้งการเมืองและปัญหาชาวบ้าน หรือ มาตรา 112 113 ไปจนถึง 116 ที่ถูกจัดหมวดอยู่ในคดีความมั่นคงที่กระทบต่อสถาบันทางการเมืองที่มองมาจากดาวอังคารก็รู้ว่าเป็นคดีการเมืองเป็นแน่แท้</p><p>ด้วยเหตุนี้ทำให้ไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะบอกได้ทันทีว่า คดีใดเป็นคดีการเมือง เช่น คดีของนาย A ที่กระทำความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ คลุมตั้งแต่โจมตีระบบคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานรัฐไปจนถึงการพิมพ์แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊ก หรือการดำเนินคดีกีดขวางการจราจรของนาย B เป็นการไปร่วมชุมนุมทางการเมืองปิดถนนหรือเป็นการเอาของไปตั้งกีดขวางการจราจร จนกว่าจะไปเปิดดูเนื้อหาคดีจริงๆ ว่าใครทำอะไรต่อใคร ทำอย่างไร ที่ไหน เมื่อไร เพราะจำนวนคดีข้อหาตามกฎหมายอาญาทั่วไปมีตั้งแต่หลักหลายพันจนถึงหลักล้านในคดีตาม พ.ร.บ.จราจรฯ (อ้างตามสถิติคดีที่ กมธ.นิรโทษกรรมรวบรวมไว้เมื่อปีก่อน)</p><p>ดังนั้นองค์กรในกระบวนการยุติธรรมย่อมไม่อาจเห็นเองได้จากการดูแค่ชื่อผู้ถูกดำเนินคดีหรือข้อหา ถ้าไม่มีใครไปนั่งดูรายละเอียดคดีแล้วมาบอก ทำให้เรื่องนี้น่าจะกลายเป็นงานใหญ่ของคณะกรรมการตามกฎหมายนี้อยู่ดี และกลายเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้มีการขยายอายุของคณะกรรมการในมาตรา 10 ออกไปได้ยาวที่สุดถึง 1 ปี นับตั้งแต่คณะกรรมการประชุมนัดแรก (เริ่มต้น 180 วัน ขยายได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 90 วัน) จากเดิมที่มีเวลาทำงานรวมๆ อยู่แค่ 4 เดือน (60 วัน ขยายได้ 2 ครั้งครั้งละ 30 วัน) เพื่อป้องกันการตกหล่นและเพื่อให้ประชาชนบางส่วนได้มีโอกาสมายื่นขอให้คณะกรรมการพิจารณาว่าคดีของพวกเขาเข้าข่ายหรือไม่&nbsp; แต่ทาง กมธ.ก็ประเมินว่ากลุ่มการเมืองต่างๆ คงเริ่มเดินหน้าเคลียร์ข้อมูลคนของตัวเองที่มีคดีมีประวัติมารอยื่นกับคณะกรรมการตั้งแต่ผ่านวาระ 3 ในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว</p><p>เมื่อแนวของที่ประชุมออกมาว่าจะให้คณะกรรมการเป็นคนเคาะ ทำให้ต้องมาดูว่าใครจะมานั่งเป็นกรรมการบ้างและจะทำให้เรื่องนี้เดินไปได้แค่ไหน</p><p>เดิมทีคณะกรรมการตามร่างกฎหมายหลักกำหนดให้ส่วนใหญ่เป็นฝ่ายบริหาร กับข้าราชการประจำในกระบวนการยุติธรรม แต่ที่ประชุม กมธ. ได้เคาะสัดส่วนกรรมการตามกฎหมายขึ้นมาใหม่ โดยให้พอจะมีที่ทางสำหรับตัวแทนจากภาคประชาชนเข้ามาได้บ้างผ่านการเสนอชื่อของสภา แล้วตัดส่วนที่มาจากหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมออกไป</p><p>การตัดหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมออกนั้น เหตุผลหลักคือ ตัวแทนจากองค์กรศาลที่ร่วมประชุม กมธ.เองก็แสดงเจตจำนงว่า ไม่อยากจะเข้ามานั่งในคณะกรรมการตามกฎหมายตั้งแต่ตอน กมธ.นิรโทษฯ รอบก่อนแล้ว และรอบนี้ก็มีตัวแทนจากศาลมาย้ำเรื่องนี้อีกครั้ง เนื่องจากมองว่าองค์กรศาลมีส่วนเกี่ยวข้องกับวินิจฉัยคดีที่จะได้นิรโทษฯ ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสีย</p><p>ผลสุดท้ายที่ได้ออกมาคือ คณะกรรมการจะมีทั้งหมด 9 คน ได้แก่ กลุ่มมาตามตำแหน่ง 5 คน และถูกตั้งเพิ่มมาอีก 4 คน คือ&nbsp;</p><ol><li aria-level="1">นายกฯ เป็นประธาน</li><li aria-level="1">รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นรองประธาน</li><li aria-level="1">เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน</li><li aria-level="1">ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี</li><li aria-level="1">ปลัดกระทรวงยุติธรรม</li><li aria-level="1">ผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน โดยให้ วิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านเสนอมาฝ่ายละ 1 คน และที่ประชุมอธิการบดีเสนอมาอีก 1 คน</li><li aria-level="1">ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เสนอ ผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรภาคประชาสังคมเกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้งและอำนวยความยุติธรรมเป็นที่ประจักษ์จำนวน 1 คน</li></ol><p>หากดูความพยายามผลักดันให้ประกาศใช้กฎหมายนี้ให้ทันภายในช่วงอายุรัฐบาลอนุทิน 4 เดือนนี้ เราก็จะเห็นหน้าคนที่จะมานั่งเป็นกรรมการบางส่วนแล้วคือ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ, พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม, โสพล จริงจิตร เลขาฯ กสม., ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกฯ และ พงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัด ยธ. และหากไม่มีอะไรผิดพลาดกรรมการชุดนี้จะมีหน้าตาเช่นนี้ไปจนกว่าจะมีการตั้งรัฐบาลใหม่ประมาณเกือบกลางปีหน้าเป็นอย่างน้อย หากเป็นไปตามรัฐบาลแถลงจะยุบสภา 31 ม.ค.2569 ก็จะมีเลือกตั้งใหม่ราวช่วงมีนาคมหรือต้นเมษายน</p><div class="note-box"><p>คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข&nbsp; มีจำนวน 32 คน โดย มีสัดส่วนดังนี้</p><ol><li aria-level="1">คณะรัฐมนตรี 8 คน ได้แก่<ol><li aria-level="2">พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล</li><li aria-level="2">สรพงค์ ศรียานงค์</li><li aria-level="2">เผ่าพันธุ์ ชอบน้ำตาล</li><li aria-level="2">พิมพ์ประภา วัชรจิตต์กุล</li><li aria-level="2">วีรพัฒน์ ปริยวงศ์</li><li aria-level="2">ไพรัช แก้วประดิษฐ์</li><li aria-level="2">จักรพงษ์ บัวขันธ์</li><li aria-level="2">ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์</li></ol></li><li aria-level="1">พรรคประชาชน 7 คน<ol><li aria-level="2">ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์</li><li aria-level="2">พุธิตา ชัยอนันต์</li><li aria-level="2">พนิดา มงคลสวัสดิ์</li><li aria-level="2">ชัยธวัช ตุลาธน</li><li aria-level="2">หม่อมหลวงศุภกิตต์ จรูญโรจน์</li><li aria-level="2">โคทม อารียา</li><li aria-level="2">รังสิมันต์ โรม</li></ol></li><li aria-level="1">เพื่อไทย 7<ol><li aria-level="2">เกชา ศักดิ์สมบูรณ์</li><li aria-level="2">เชิดชัย ตันติศิรินทร์</li><li aria-level="2">ยุทธพร อิสรชัย</li><li aria-level="2">เวียงรัฐ เนติโพธิ์</li><li aria-level="2">ณัฐวุฒิ&nbsp; ใสยเกื้อ</li><li aria-level="2">เอกชัย ไชยนุวัติ</li><li aria-level="2">ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข</li></ol></li><li aria-level="1">ภูมิใจไทย 3 คน<ol><li aria-level="2">ซาการียา สะอิ</li><li aria-level="2">มูฮัมหมัด เซาฟี ดาโอ๊ะ</li><li aria-level="2">ฟุรกอน ฆอรอราแม</li></ol></li><li aria-level="1">รวมไทยสร้างชาติ 2 คน<ol><li aria-level="2">วิชัย สุดสวาท</li><li aria-level="2">เจือ ราชสีห์</li></ol></li><li aria-level="1">กล้าธรรม 1 คน<ol><li aria-level="2">ปรีดา บุญเพลิง</li></ol></li><li aria-level="1">ประชาธิปัตย์ 1 คน<ol><li aria-level="2">ยุทธการ รัตนมาศ</li></ol></li><li aria-level="1">พลังประชารัฐ 1 คน<ol><li aria-level="2">ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์</li></ol></li><li aria-level="1">ชาติไทยพัฒนา 1 คน<ol><li aria-level="2">นิกร จำนงค์</li></ol></li><li aria-level="1">ประชาชาติ 1 คน<ol><li aria-level="2">วรวิทย์ บารู</li></ol></li></ol></div><p>&nbsp;</p></div>
      <div class="node-taxonomy-container">
    <ul class="taxonomy-terms">
          <li class="taxonomy-term"><a href="http://prachatai.com/category/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7" hreflang="th">ข่าhttp://prachatai.com/category/%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A9%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99" hreflang="th">สิทธิมนุษยชhttp://prachatai.com/category/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A9%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1" hreflang="th">นิรโทษกรรhttp://prachatai.com/category/%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87" hreflang="th">คดีการเมือhttp://prachatai.com/category/%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82" hreflang="th">ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุhttp://prachatai.com/category/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2-112" hreflang="th">มาตรา 112[/url]</li>
      </ul>
</div> <!--/.node-taxonomy-container -->

 

http://prachatai.com/journal/2025/10/114980
 

Share this topic on AskShare this topic on DiggShare this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on LiveShare this topic on RedditShare this topic on TwitterShare this topic on YahooShare this topic on Google buzz

บันทึกการเข้า

นักข่าวหัวเห็ด แห่งเวบสุขใจ
อัพเดตข่าวทันใจ ตลอด 24 ชั่วโมง

>> http://www.SookJai.com <<
คำค้น:
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน

Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.47 วินาที กับ 26 คำสั่ง