หมีงงในพงหญ้า
ยืนงงในดงตีน
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์
เพศ:
 United Kingdom
กระทู้: 7857
• Big Bear •
ระบบปฏิบัติการ:
 Windows XP
เวบเบราเซอร์:
 MS Internet Explorer 6.0
|
 |
« เมื่อ: 12 มิถุนายน 2553 13:41:14 » |
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
B l a c k B e a r : T h e D i a r y
|
|
|
|
|
หมีงงในพงหญ้า
ยืนงงในดงตีน
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์
เพศ:
 United Kingdom
กระทู้: 7857
• Big Bear •
ระบบปฏิบัติการ:
 Windows XP
เวบเบราเซอร์:
 MS Internet Explorer 6.0
|
 |
« ตอบ #2 เมื่อ: 12 มิถุนายน 2553 13:41:40 » |
|
ในหนังสือชื่อ “บันทึกนึกได้เอง” ที่ นายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช ได้จัดพิมพ์ขึ้นด้วยการถ่ายสำเนาลายมือท่านพุทธทาส ที่บันทึกไว้ในหนังสือไดอะรี่ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2495 ท่านได้เขียนว่า “ครั้นบัดนี้โลกโคลง เร่าร้อนอย่างยิ่ง จนเราต้องเตรียมใจกันใหม่เพื่อรับหน้า” ต่อมาวันที่ 16 เมษายน ท่านได้ตั้งคำถามว่า “โลกต้องการอะไรบ้าง เพื่อลดความเร่าร้อนรุนแรงให้เย็นลง” ซึ่งท่านได้วงเล็บภาษาอังกฤษกำกับไว้ด้วย to cool the present turmoil ในปีเดียวกันอีกนั่นเอง ท่านบันทึกไว้ในสมุดที่เป็นหน้าของวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ.2495 ท่านเขียนตัวโตไว้กลางกระดาษ เพื่อย้ำความสำคัญเป็นอักษรพาดหัวใหญ่ว่า “โลกหมุนเร็วขึ้นทุกที ?” แล้วเสริมรายละเอียดข้อสังเกตด้วยลายมือของท่านเองดังนี้ “นักวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะทาง physics ย่อมไม่เชื่อและเห็นด้วย แต่สำหรับนักธุรกิจ นักรัฐศาสตร์ หรือนักการเมือง และอื่นๆ อีกเป็นอันมากย่อมมองเห็นชัด และเชื่อว่าโลกหมุน “จี๋” ยิ่งขึ้นทุกที และจะหมุนเร็วขึ้นอีกจนละลายไป เพราะการหมุนเร็วเกินขอบขีดนั้นก็ได้” นี่เป็นข้อห่วงใยที่ท่านพุทธทาสมีต่อโลกและมนุษยชาติ สิ่งที่ท่านได้เขียนเอาไว้และกล่าวไว้ในหลายๆ ที่ในเวลาต่อมา ไม่ได้ต่างไปจากช่วงเวลานั้นเลยนักรัฐศาสตร์ นักธุรกิจและนักสังคมศาสตร์ ได้พูดถึงโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วจี๋ โลกที่พึ่งพิงอิงกันและกัน เขย่ากันไปมาจนโคลงเคลงเสียศูนย์ เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมานี้เอง แต่ท่านพุทธทาส ท่านได้ “เห็น” โลกหมุนจี๋ เมื่อ 50 กว่าปีมาแล้ว อัจฉริยะอันน่าอัศจรรย์ในการมองเห็นภาพใหญ่ของโลก ได้อย่างถูกต้องของท่าน มีต้นตอหรือแหล่งที่มาจากแหล่งใด ? ท่านพุทธทาสมีสายตาที่แหลมคมมองเห็นจุดเล็กนิดเดียวกับฝุ่นบางๆ ที่เกิดขึ้น ณ เบื้องขอบฟ้าอันไกลโพ้น แล้วท่านหยั่งรู้ได้ว่ามันนำไปสู่อะไร แค่เห็นเงื่อนไขเบื้องต้นเพียงนิดเดียวก็ประเมินผลลัพธ์ที่ใหญ่หลวงได้ นี่คือความหยั่งรู้ หรือญาณ หรือ sense ที่ชาร์ล แฮนดี้ พูดถึงใช่หรือไม่ ว่าเราต้องพัฒนาทักษะตัวนี้ขึ้นมาให้ได้ เพื่อรับมือกับโลกปฏิทรรศน์ เรื่องที่ท่านพุทธทาสเขียนไว้เมื่อปี พ.ศ.2495 สังคมไทยย่อมตามไม่ทัน มองไม่เห็น และเข้าใจได้ยากเพราะล้ำสมัยมากๆ ขณะนั้นเรายังไม่มีโทรทัศน์ดูกัน โทรศัพท์ยังมีกันไม่มาก เครื่องบินไอพ่นที่นำนักท่องเที่ยวจำนวนมากมาประเทศไทยก็ยังไม่มี การทำมาค้าขายกับธุรกิจต่างประเทศก็ยังมีไม่กี่รายการ ไม่มี CNN ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีมือถือและ MTV เรายังปฏิสัมพันธ์กับโลกอย่างช้าๆ และเบาบาง ไม่เข้มข้น และถี่ยิบเป็นวินาทีดังตลาดหุ้นวันนี้ ในบริบทดังกล่าวเป็นเรื่องยาก ที่คนธรรมดาจะมีจิตนาการได้ลึก เมื่อพิจารณาตามสภาพของโลกเครือข่ายในวันนี้ เรื่องที่ท่านพุทธทาสสอนเอาไว้จึงมีความหมายอย่างยิ่งยวด สำหรับคนไทยในปัจจุบัน และอนาคตไปอีกหลายสิบปี เราจำเป็นจะต้องศึกษาค้นคว้าสิ่งที่ท่านได้บรรยายเอาไว้ในที่ต่างๆ และเวลาต่างๆ อย่างเอาจริงเอาจัง เพื่อสามารถนำไปปฏิบัติได้ด้วย มันเป็นเรื่องธรรมดาที่คนทั่วไปจะเข้าใจ “ความรู้” บางเรื่องที่ล้ำลึกและมาก่อนกาล ต้องใช้เวลานานกว่า ดูกรณีทฤษฎีสัมพันธภาพ (relativity theory) ของไอน์สไตน์ ซึ่งถูกเสนอเมื่อปี 2448 กว่านักฟิสิกส์จำนวนมากจะเข้าใจ และพิสูจน์ได้ว่าจริงก็ผ่านไปหลายสิบปี “บันทึกนึกได้เอง” ของท่านพุทธทาส เมื่อปีพุทธศักราช 2495 ที่เตือนเรื่องโลกโยกโคลง และหมุนเร็วจี๋เกินขอบเขต กว่าที่คนทั่วไปจะตระหนักและเตรียมรับมือกับมันย่อมต้องใช้เวลาเช่นกัน http://www.chaiwatthirapantu.com/?p=42
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
B l a c k B e a r : T h e D i a r y
|
|
|
|
หมีงงในพงหญ้า
ยืนงงในดงตีน
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์
เพศ:
 United Kingdom
กระทู้: 7857
• Big Bear •
ระบบปฏิบัติการ:
 Windows XP
เวบเบราเซอร์:
 MS Internet Explorer 6.0
|
 |
« ตอบ #4 เมื่อ: 12 มิถุนายน 2553 13:42:06 » |
|
เมื่อไม่นานมานี้ มีนักเขียนหนุ่มชาวอินเดีย ชื่อ ซาอิด ฮัสซัน (Zaid Hassan) ได้เขียนบทความชิ้นหนึ่ง ชื่อ “อักษรยู : ภาษาแห่งการฟื้นฟูพลัง” (The U : Language of Regeneration) เขาพูดถึงความจำเป็นที่มนุษย์ในปัจจุบัน ต้องสนใจฝึกฝนตนเองให้มีวิธีมอง “แบบใหม่” เพื่อทำให้มีสายตาที่แหลมคม (insight) “วิธีมองแบบใหม่” นี้ เป็นสิ่งที่ผู้รู้หรือนักปราชญ์ในอดีตสามารถทำได้เป็นกิจวัตร ซาอิดบรรยายถึงความสำคัญในการใช้ทักษะนี้พินิจพิจารณาโลก เพราะโลกวันนี้มันเปลี่ยนแปลงพลิกผันเร็วจี๋อย่างไม่มีใครคาดเดาได้ เปรียบเสมือนว่าเรากำลังเผชิญสัตว์ร้ายที่คาดเดาอารมณ์มันไม่ถูก เมื่อเราเผชิญหน้ากับสัตว์ร้ายตัวนี้ เราก็ต้องรับมือกับมันให้ได้ อุปมาอุปไมยที่ซาอิดยกขึ้นมาใน พ.ศ.2548 นั้น ท่านอาจารย์พุทธทาสกล่าวเอาไว้เมื่อหลายสิบปีมาแล้วว่า เราต้องระวัง “เขี้ยวของโลก” อย่าให้เขี้ยวของโลกมาขบกัดเราได้ เราต้องทำตัวเสมือนลิ้นงูที่อยู่ได้ในปากงูโดยไม่ถูกเขี้ยวงูทำร้าย ชีวิตประจำวันของเราคนไทย ไม่ว่าจะอยู่ในกรุงเทพฯหรือหมู่บ้านไกลปืนเที่ยงล้วนมีโอกาสถูก “เขี้ยว” ของโลกขบกัดได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอันตรายฉับพลันจากธรรมชาติ จากอาชญากรรม จากโรคระบาด จากอุบัติภัย ทุพภิกขภัย และภัยจากโรคระบาด หรือโอกาสของการพลิกผันของสถานการณ์ธุรกิจและการเมืองเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ในระยะสิบปีที่ผ่านมา เราได้เห็นการล้มระเนนระนาดของเผด็จการในประเทศต่างๆ เช่น ในอดีตประเทศที่เคยอยู่กับสหภาพโซเวียตมาก่อน ไม่เพียงแต่การล่มสลายของระบบการเมืองผูกขาด บรรษัทใหญ่ๆ ของโลกที่นิตยสารธุรกิจเคยยกย่องว่า มีอำนาจและอิทธิพลไปทั่วโลก เช่น Enron, WorldCom หรือ Adelphia ความมั่นคงแข็งแรงทางธุรกิจล้มครืนลงชั่วข้ามคืน และผู้บริหารบรรษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ก็ถูกจับในฐานะอาชญากรทางการเงิน ข้อมูลที่ผ่าน BBC หรือ CNN หรือผ่านอินเทอร์เน็ตก็ดี ในหน้าหนังสือพิมพ์ก็ดี ล้วนสร้างบรรยากาศของความไม่ไว้วางใจไปทั่วโลก เมื่อ 2-3 ปีก่อนสหประชาชาติได้ตำหนิ 85 บรรษัทใหญ่ที่ได้มีส่วนร่วมในการ “ปล้น” ทรัพยากรธรรมชาติในคองโก และเมื่อรายงานทางด้านเศรษฐกิจฉายข้อมูลออกมาว่า ช่องว่างระหว่างคนรวยที่มีไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์กับคนจนกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ ในแต่ละประเทศได้ถ่างกว้างออกไปอีก แล้วยังมีข่าวที่ไมเคิล ไอส์เนอร์ (Michael Eisner) ซีอีโอแห่งบริษัทดิสนีย์ มีรายได้ถึง 576 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 23,040 ล้านบาท) ย่อมสร้างความขุ่นเคืองให้ผู้คนทั่วไป แม้กระทั่ง อลัน กรีนสแปน (Alan Greenspan) นายใหญ่แห่งธนาคารกลางสหรัฐ ยังเอ่ยปากตำหนิบรรดาซีอีโอใหญ่ๆ ทั้งหลาย “โรคไวรัสแห่งความโลภได้ระบาดในโลกธุรกิจเสียแล้ว” การเคลื่อนไหวประท้วงองค์กรที่โลกเห็นแก่ได้ และขาดธรรมชาติ บางทีปรากฏถี่ขึ้นในสังคมตะวันตก เช่น เมื่อ 10 ปีก่อน กลุ่มกรีนพีซได้นำประชาชนในยุโรปตะวันตกประท้วงกรณี Brent Spar ทำให้บริษัทเชลล์ ต้องประสบความเสียหายทางธุรกิจน้ำมัน ต่อมากลุ่ม Free Burma Coalition ก็บีบบริษัทใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ต้องถอยออกจากพม่า และเครือข่าย Rain Forest Action Network รณรงค์คัดค้านบริษัทค้าไม้ Home Depot จนทำให้ต้องปรับนโยบายใหม่ การประท้วงของกลุ่มพลเมืองที่รักความเป็นธรรมและต้องการสันติภาพต่อธุรกิจที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคมมีถี่ขึ้นเรื่อยๆ โดยพุ่งเป้าเข้าสู่ความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ขององค์กร เมื่อปี 2546 และ 2547 ได้มีการประชุมเครือข่ายรากหญ้าที่นิวยอร์ก เรื่อง Brand Bashing Culture Jamming และ Subvertising การบ่อนเซาะภาพลักษณ์ของธุรกิจ ไม่อาจประมาทคนรากหญ้าได้เลยถึงแม้กลุ่มคนที่เอาการเอางานจะมีไม่มาก แต่พลังของพวกเขาอยู่ที่ระบบ IT ดังเช่น walmartwatch.com, chasebanksucks หรือ McSpotlight เมื่อเรื่องราวได้ถกกันมากใน “ห้องสนทนา” เกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ การกระจายข่าวของผู้บริโภค สู่พนักงานบริษัท ไปยังนักข่าวแล้วกระจายออกสื่อสารมวลชน มันก็กลายเป็นแรงกดดันมหาศาลไปทั้งโลก กลุ่มนักกิจกรรมพูดว่า “ธุรกิจมีชีวิตและตายด้วยภาพลักษณ์” จึงไม่น่าแปลกใจอันใดที่ชนชั้นนำทั้งหลายเมื่อพบกันใน World Economic Forum ที่ Davos เมื่อปี 2003 จึงตั้งหัวข้อสนทนาว่า “การฟื้นฟูความเชื่อมั่น” (rebuilding trust) ถ้ากวาดสายตาให้กว้างออกไปทั้งโลก จะพบว่าการฟื้นฟูความเชื่อมั่น มันไม่ได้จำกัดตัวอยู่ในภาคธุรกิจเท่านั้น ภาคการเมืองก็มีปัญหาหนักหน่วงไม่แพ้กัน งานวิจัยของโรเบิร์ต พุตนัม (Robert Putnum) ที่ได้ตีพิมพ์เมื่อปี 2539 พบว่าประชาชนในประเทศประชาธิปไตยมีความไว้วางใจพรรคการเมืองและนักการเมืองของตน น้อยกว่าเมื่อ 30 ปีที่แล้วมาก นักหนังสือพิมพ์ชาวอิตาเลียนชื่อ อันโตนิโอ โปลิโต (Antonio Polito) ได้เกริ่นนำในหนังสือ “การสนทนาว่าด้วยวิกฤตประชาธิปไตย” ปี 2546 ว่า “หลังจากที่ได้ผ่านการทดสอบมาร่วมสองร้อยปี ระบอบประชาธิปไตยกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤตอย่างหนักหน่วง จึงไม่รู้ว่าทางออกจะเป็นอย่างไร” การหาทางออกที่ดีนั้น จำเป็นต้องมีการ “ย้ายกระบวนทัศน์ใหม่” (paradigm shift) ทั้งในระดับปัจเจกและระดับองค์กรหรือสถาบัน (institution) ความสนใจเรื่องการพัฒนาองค์กรและสถาบันที่ไม่ได้เป็นเครื่องจักร แต่เป็นเรื่องของความลึกซึ้ง ด้านความหมายแห่งชีวิตและคุณค่าแห่งความ เป็นมนุษย์ได้เริ่มก่อร่างสร้างตัวอย่างเป็นกิจจะ ลักษณะ เมื่อ ชาร์ลี คีเฟอร์ (Charly Kiefer) และ ปีเตอร์ เซงเก้ ได้เขียนบทความที่กลั่นออกมาจากงานเป็นที่ปรึกษา และจัดสัมมนาปฏิบัติการ ตอนปลายทศวรรษที่ 70 ว่าด้วย “องค์กรเมทาโนอิก” (metanoic organization) คำว่า เมทาโนอิก เป็นภาษากรีก แปลว่า “การเปลี่ยนแปลงพื้นฐานของจิต” (fundamental shift of mind) ซึ่งต่อมาชาวคริสเตียนยุคต้น ได้ให้การอรรถาธิบายใหม่จากมุมของตนว่า เป็นการ “ตื่นแห่งศรัทธา” ซึ่งเห็นความสำคัญของวิสัยทัศน์และการมีคุณค่าแห่งชีวิต องค์กร “เมทาโนอิก” จึงไม่เพียงดำรงอยู่เพื่อทำเป้าหมายขององค์กรให้เป็นจริงเท่านั้น ทว่าต้องรับใช้สังคมด้วย เมื่อปีเตอร์ เซงเก้ ได้อาศัยข้อมูลและผลวิจัยจากการสัมมนาเชิงปฏิบัติการที่ได้ทำมากว่าสิบปีแล้วลงมือเขียนหนังสือ The Fifth Discipline (วิชาที่ห้า) เขาพบว่าคำว่า discipline ซึ่งแปลว่าวิชาหรือวินัยนั้น มีนัยซ่อนอยู่ การที่เราจะเชี่ยวชาญวิชาใดวิชาหนึ่งนั้นจำเป็นต้องมีวินัยในการเรียนรู้และวินัยในการปฏิบัติ ดังชื่อในการสอนในวิชาศิลปะ หรือในศาสนา ที่มนุษย์จะบรรลุเป้าหมายที่ปรารถนาได้ ต้องมีวินัย ต้องฝึกฝนตนเองอย่างเข้มงวดสิ่งที่ปีเตอร์ เซงเก้ ค้นพบจากงานฝึกอบรมและสัมมนาก็คือ การสร้างองค์กรเรียนรู้ (learning organization) หรือประชาคมแห่งการปฏิบัติ (communities of practice) นั้น ล้วนเกี่ยวพันกับเรื่องการเจริญสติและมีสมาธิ ยกตัวอย่างเช่น การทำ “ภาวนาสนทนา” (dialogue) ในกลุ่มจะต้องมีความเงียบเพื่อครุ่นคิดลึกๆ สำรวจความรู้สึกนึกคิดของตนเอง การฝึกฝนตนเองให้มีทักษะในการนิ่งอยู่ในความเงียบ และสงบจิตสงบใจ ได้กลายเป็นเรื่องสำคัญของการบริหารจัดการสมัยใหม่ในโลกที่มีพลวัต ซับซ้อน ในขณะที่การบริหารจัดการเริ่มมีการย้ายกระบวนทัศน์ ก็มีปรากฏการณ์คู่ขนานที่น่าสนใจเกิดขึ้น คือนับแต่ทศวรรษที่ 90 เป็นต้นมา นั่นคือ การสร้างความรู้และปฏิบัติการเรียนรู้ภาคการบริหารจัดการ ได้นำความรู้ของวิทยาศาสตร์ใหม่ (new science) เช่น ทฤษฎีไร้ระเบียบ ทฤษฎีซับซ้อน (complexity theory) มาใช้ในการบริหารจัดการองค์กรที่ให้ความสำคัญ ของพลังจิตวิญญาณเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในห้วงเวลาเดียวกันก็ได้มีการสนทนาแลกเปลี่ยนมุมมอง และค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์ใหม่ กับพุทธศาสนาถี่ขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเราสามารถหาอ่านได้จากหนังสือหลายเล่ม เช่น The Lotus and Quantum, Buddhism and Breaking New Ground และ The Psychology of Awakening : Buddhism, Science and Our Day to Day Lives เป็นต้นในการสนทนาระหว่างภูมิปัญญาลึกล้ำของตะวันออกกับวิทยาศาสตร์ใหม่นั้น ทางฝ่ายพุทธศาสนามีท่านดาไลลามะเป็นผู้นำ และบางครั้งก็มีตัวแทนของไทยเข้าร่วมแลกเปลี่ยนด้วยตัวท่านพุทธทาสเองได้ศึกษาวิทยาศาสตร์ใหม่มาด้วยตนเองและสามารถนำไปใช้ในการอธิบายเรื่องอิทัปปจยตามาแล้ว เมื่อท่านได้พูดถึง “ทฤษฎีของสี” ระหว่างปาฐกถาพิเศษเรื่อง “วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม” ณ พุทธสมาคม เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2483 การเชื่อมเข้าหากันของปราชญ์และมี “สนาม” อันเป็นพื้นที่ที่ทำให้เกิดการสอดบรรสานของภูมิปัญญาตะวันออก และภูมิปัญญาตะวันตกในปัจจุบัน และการวิวัฒนา การต่อไปข้างหน้าสะท้อนการมองการณ์ไกลของท่านพุทธทาสได้ดี http://www.chaiwatthirapantu.com/?p=24
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
B l a c k B e a r : T h e D i a r y
|
|
|
หมีงงในพงหญ้า
ยืนงงในดงตีน
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์
เพศ:
 United Kingdom
กระทู้: 7857
• Big Bear •
ระบบปฏิบัติการ:
 Windows XP
เวบเบราเซอร์:
 MS Internet Explorer 6.0
|
 |
« ตอบ #5 เมื่อ: 12 มิถุนายน 2553 13:42:24 » |
|
เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2548 หนังสือพิมพ์รายวัน “ทาเกสสปีเกิล” ในกรุงเบอร์ลิน ได้ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์จิตแพทย์คนหนึ่งแห่งโรงพยาบาล “ชาร์ริแทร์” เธอพูดว่า ขณะนี้จำนวนผู้ป่วยจากความเครียดในประเทศเยอรมนีมีจำนวนเพิ่มสูงมากในระยะ 5 ปีหลัง ชาวเยอรมันจำนวนค่อนข้างมากมีความวิตกกังวลต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างคาดไม่ถึงสูงขึ้น คำว่า angst อันเป็นภาษาเยอรมันซึ่งแปลว่า “ความกลัว” ปรากฏมากขึ้นในสื่อมวลชนเยอรมัน และที่น่าสนใจก็คือในนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษก็รับคำว่า angst ไปใช้มากขึ้น เพราะมันสะท้อนความกลัวที่ลึกไปกว่าคำว่า fear ในภาษาอังกฤษ ถ้าเรากวาดสายตาไปรอบโลกจะพบว่าความกลัว (angst) ต่ออนาคตที่คาดเดาไม่ได้นั้น ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นในประเทศเยอรมนีเท่านั้น ประเทศอื่นๆ อีกมากน่าจะมีผู้คนที่หวาดหวั่นต่ออนาคตที่ยังมาไม่ถึง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ? ทั้งๆ ที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีก้าวไปไกลมากจนถึงสามารถชะลอความตายของมนุษย์ได้ อายุโดยเฉลี่ยก็สูงขึ้น ความสมบูรณ์พูนสุขทางวัตถุก็มีจนล้นเหลือ แต่คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะประเทศที่ก้าวหน้าในตะวันตกและญี่ปุ่นยังคงไม่ได้มีความสุขกว่า 50 ปีก่อน หรือกล่าวให้ชัดลงไปความสุขกลับน้อยลงกว่าอดีต มันเป็นโลกปริทรรศน์โดยแท้ จากความกลัวและความทุกข์ที่สังคมต่างๆ เผชิญในวันนี้ ทำให้นักคิด นักวิชาการ และประชาชน จำนวนหนึ่งเริ่มตั้งคำถามต่อทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่เน้นตัวเลขของความเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ แต่ไม่ได้คำนึงถึงเงื่อนไขด้านอื่นๆ ของสังคมว่าเป็นเป้าหมายที่ยังคงต้องเดินไปหามันหรือไม่ ริชาร์ด เลยาร์ด (Richard Layard) ได้เขียนหนังสือ เล่มหนึ่งชื่อ “Happiness is back” พูดถึงความ จำเป็นที่รัฐจะต้องปรับเปลี่ยนนโยบายสาธารณะเสียใหม่ และปัจเจกชนเองก็ต้องปรับทัศนคติหรือปรัชญาชีวิตเสียใหม่ด้วย โดยเอา “ความสุข” เป็นเป้าหมายแทนความร่ำรวยทางวัตถุฝ่ายเดียว เรื่องที่ริชาร์ด เลยาร์ด นำเสนอนั้นเป็นตัวอย่างหนึ่งของการเคลื่อนไหวของกระบวนการกระบวนทัศน์ใหม่ ถ้าบทความนี้ถูกเสนอเมื่อ 20 ปีก่อน ความคิดเช่นนี้อาจจะถูกโจมตีว่าเพ้อฝัน เพราะการวัดความสุขที่เกิดขึ้นในสมองมนุษย์ เป็นเรื่องที่วัดได้ยาก ทำให้ขาดน้ำหนักในการผลักดัน แต่วันนี้ “วิทยาศาสตร์ใหม่”“อยู่เย็นเป็นสุข” โดยเฉพาะ neuroscience สามารถวัดความสุขได้จริง จึงน่าจะทำให้การผลักดันนโยบายสาธารณะมีพลังมากขึ้น ในสังคมไทยเองสำนักงานปฏิรูปสุขภาพแห่งชาติ (สปรส.) ก็กำลังเคลื่อนไหวนโยบาย ว่าเป็นเป้าหมายที่เราควรเพิ่มเข้าไป อย่างไรก็ตาม การเอาชนะกลุ่มเศรษฐกิจกระแสหลักให้ได้มันยังเป็นหนทางที่ยาวไกลอยู่ ซึ่งควรศึกษาบทเรียน ของกระบวนการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่ามีความคดเคี้ยวของการเดินทางอย่างไร ดูจากจุดเริ่มต้นของความคิดซึ่งส่องประกายจากหนังสือ The Silent Spring (ฤดูใบไม้ผลิที่เงียบงัน) ของ ราเชล คาร์สัน (Rachel Carson) ซึ่งออกตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2505 ทำให้สังคมตะวันตกต้องตะลึงงันกับ “ความจริงใหม่” ที่ถูกมองข้าม และเริ่มก่อตัวเคลื่อนไหว น้ำหนักของกระบวนการเริ่มมีมากขึ้น เดนนิส มีดอฟ (Dennis Meadows) ได้เขียนหนังสือชื่อ “การเติบโตที่จำกัด” (limits to growth) ในปี 2515 ความคิดเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนก็ได้มีการค้นคว้าทดลองทำอย่างจริงจัง จนหลายประเทศแถบสแกนดิเนเวียได้รับความสำเร็จค่อนข้างสูง และก็มีพรรคการเมืองที่ให้ความสำคัญ ต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมดังที่เรียกกันว่า พรรคกรีน เกิดขึ้นในหลายประเทศ  อย่างไรก็ตามมองภาพรวมทั้งโลกการอนุรักษ์ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมยังไม่สามารถยับยั้งทิศทางการทำลายโลก จากนโยบายเศรษฐกิจที่เน้นความรวยและความโลภเป็นสรณะ แม้กระทั่งพรรคกรีนแห่งเยอรมนี ซึ่งมีทีท่าว่า จะเป็นพลังแห่งกระบวนทัศน์ใหม่ก็ขาดพลังทางสังคม และพลังทางการเมืองอย่างน่าใจหาย วิกฤตโลกมันโบยแส้ใส่เราทุกวันจากรายงานดินฟ้าอากาศที่วิปริตทำให้ผู้คนล้มตายลงครั้งละมากๆ จากภัยธรรมชาติ และยังไม่นับหายนะลูกใหม่ที่จ่อคอหอยมนุษยชาติอยู่คือ โรคระบาดไข้หวัดนกที่อาจกลายพันธุ์เข้าไป สู่ผู้คน แล้วกลายเป็นโรคระบาดครั้งใหญ่ในยุคโลกาภิวัตน์ที่อาจจะมีผู้ตายนับล้านคน มนุษย์จะต้องหันทิศทางการพัฒนาจากการสร้างงาน สร้างเศรษฐกิจของการผลิตเชิงปริมาณ มาสู่การผลิตเชิงคุณภาพด้วย ใช้หลักคิดเดียวกับเรขาคณิตเศษส่วน (fractal geometry) ที่มีอยู่ในทฤษฎีไร้ระเบียบสร้างเป็นโมเดลของการผลิตซ้ำในทางลึก ที่ละเอียดอ่อน แทนที่จะขยายออกในทางปริมาณ แต่กลับให้งานเกิดขึ้นจากการให้เวลานั่งผลิตงานแต่ละชิ้นให้ประณีต ให้มีคุณภาพ ทำให้ได้คุณค่าทางจิตใจของผู้ผลิตและผู้บริโภคด้วย เรขา คณิตเศษส่วนน่าจะเป็นโมเดลเศรษฐกิจที่น่าสนใจ ในยุคที่ทรัพยากรต่างๆ เริ่มจำกัดขณะที่ตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ในจีนและอินเดียกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะโดยหลักคิดแบบเรขาคณิตเศษส่วนเรื่องการขยายตัวของ self similarity มันสามารถขยายซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างไม่มีวันสิ้นสุด การเคลื่อนไหวสังคมไปสู่การพัฒนาทิศทางใหม่ที่เชื่อมวัตถุกับจิตใจเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน แม้จะมิใช่กระแสหลักแต่เมื่อศึกษางานเขียนชิ้นสำคัญๆ ในการทำนายอนาคตโลกก็พอมองเห็นแสงสว่างรำไรที่ปลายอุโมงค์ จากหนังสือ “คลื่นคอนดราเทียฟลูกที่ 6″ ที่เขียนโดย ลีโอ เนฟิโอดอฟ (Leo Nefiodow) ซึ่งนำความรู้นักเศรษฐศาสตร์ชาวรัสเซียชื่อ คอนดราเทียฟ (Kondratieff) ซึ่งวิเคราะห์คลื่นความยาวทางเศรษฐกิจทุนนิยมที่มีอายุคลื่นแต่ละคลื่นประมาณ 50 ปี ซึ่งมีช่วงคลื่นเศรษฐกิจขาขึ้นจนถึงขาลงว่ามาจากผลนวัตกรรมทางเทคโนโลยี คอนดราเทียฟวิเคราะห์ลูกแรกที่สำคัญเมื่อปี ค.ศ.1800 ว่าเกิดจากนวัตกรรมเครื่องจักรไอน้ำมาใช้ในการผลิตอุตสาหกรรมผ้าฝ้าย เนฟิโอดอฟนำความรู้นี้มาพัฒนาต่อเมื่อ 20 ปีก่อน เขาบอกว่าขณะนี้สังคมตะวันตกซึ่งเป็นหัวจักรเศรษฐกิจโลกนั้นกำลังอยู่ในช่วงคลื่นยาวคอนดราเทียฟลูกที่ 5 ซึ่งตัวเทคโนโลยีสำคัญคือ เทคโนโลยีสารสนเทศ และผลิตผลสำคัญคือความรู้จะเป็นตัวขับเคลื่อนการจ้างงาน และสร้างรายได้ให้แก่สังคม เนฟิโอ ดอฟคาดคะเนว่าอีก 10 ปีข้างหน้า เทคโนโลยีสำคัญในการสร้างความสามารถทางการผลิตของสังคม จะย้ายไปอยู่ที่จิตวิทยาสังคมอันเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ไม่ใช่วัตถุ และสุขภาวะจะเป็น “ผลิตภัณฑ์” ที่มนุษย์ปรารถนา (ภาษาเยอรมัน Psychosozial, Gesundheit ) เนฟิโอดอฟเชื่อว่าความสามารถของสังคมที่ดีจะเกี่ยวข้องกับสภาพความคิด และจิตใจของคนในสังคมที่สามารถร่วมกันคิดและร่วมกันทำ โดยเฉพาะความสามารถในการคิดอย่างลุ่มลึก มีญาณทัสนะ และมีปัญญาจะเอาชนะความซับซ้อนและความผันผวนที่ถาโถมเข้ามาได้ เนฟิโอดอฟให้ความสำคัญต่อภูมิปัญญาตะวันออกที่มีปรัชญาพื้นฐานของการมองโลกแบบองค์รวม และเสนอว่าตะวันตกจะต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์เสียใหม่ และต้องสนใจ ศึกษาพัฒนาความลึกซึ้งทางจิตวิญญาณ (spiritual) อย่างจริงจังและเป็นวิทยาศาสตร์ http://www.chaiwatthirapantu.com/?p=17
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
B l a c k B e a r : T h e D i a r y
|
|
|
หมีงงในพงหญ้า
ยืนงงในดงตีน
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์
เพศ:
 United Kingdom
กระทู้: 7857
• Big Bear •
ระบบปฏิบัติการ:
 Windows XP
เวบเบราเซอร์:
 MS Internet Explorer 6.0
|
 |
« ตอบ #6 เมื่อ: 12 มิถุนายน 2553 13:42:38 » |
|
เมื่อเราได้เดินทางสืบค้นภูมิปัญญาของท่านพุทธทาสมาจนถึงบทนี้ เราจะพบว่าท่านพุทธทาสมี “อินทรีย์พิเศษ” ที่ทำให้ท่านมองได้อย่างแหลมคมและลึกซึ้งกว่าคนธรรมดาหลายสิบปี เนื่องจากท่านเดินบนเส้นทาง “พุทธมรรควิถี”“หลุดพ้นเสียจากความหลุดพ้น” เมื่อท่านไม่ยึดติดกับเปลือกท่านจึงพลิกแพลงและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ในการที่จะสื่อสารให้คนธรรมดาสามารถก้าวเข้าสู่เส้นทางของผู้ตื่น ผู้รู้ และผู้เบิกบานได้ อย่างแท้จริง ทำให้ท่านไม่จำเป็นจะต้องยึดมั่นถือมั่นดังที่ท่านได้บรรยายในหัวข้อ ท่านจึงสามารถนำความรู้ทางวิทยาศาตร์ นำเรื่องจิตวิเคราะห์ของซิกมุนด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) หรืออัลเฟรด อาดเลอร์ (Alfred Adler) มา ทดลองใช้ในการสอนธรรมะได้ ท่านพุทธทาสยังคงให้ความสนใจเรื่องศิลปะและใช้งานศิลป์เป็นเครื่องมือในการแสดงธรรม ดังตัวอย่างที่ท่านได้บรรยายในหัวข้อ “ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก” และได้สร้างโรงมหรสพทางวิญญาณขึ้นดังข้อความบางตอนที่ท่านได้เขียนจดหมายถึงสหายธรรมทาน “…อนึ่ง ขอวิงวอนผู้สนใจในการประกาศธรรมจงได้ร่วมมือกันสร้าง “โรงหนัง” แบบนี้ในลักษณะ ที่เหมาะแก่ท้องถิ่นของตัวกันขึ้นให้ทั่วหัวระแหงด้วยเถิด จะเป็น moral rearmament ทางศีลธรรมที่มีลักษณะเป็น dynamic อันมองไม่เห็นตัวอย่างรุนแรงในบรรยายกาศทั่วไป เพื่อประโยชน์แก่สันติภาพอันถาวรของมนุษย์เรา…” ท่านพุทธทาสท่านก้าวเร็วล้ำหน้าคนทั่วไปมากจนสิ่งที่ท่านพร่ำเตือนไว้เมื่อกว่า 50 ปีก่อนจึงยังไม่เข้าสู่หัวใจคนไทย เพราะคนทั่วไปยังไม่ประสบกับอันตรายอย่างชัดเจน แต่วันนี้สถานการณ์ของความเร้าร้อนรุนแรง (turmoil) มันอยู่รอบตัวเราทุกๆ วัน ตั้งแต่ความรุนแรงของวัยรุ่นในรูปแบบต่างๆ ความเสื่อมทางศีลธรรมของผู้นำทุกระดับและทุกวงการ จนถึงภัยพิบัติจากธรรมชาติ และการฆ่าฟันรายวันในทุกภาคโดยเฉพาะชายแดนภาคใต้ ไฟกำลังไหม้ห้องเก็บของของบ้านเราแล้ว ถ้าเราไม่ช่วยกันดับไฟนี้เราจะไม่มี “บ้าน” ให้อยู่กันอย่างอบอุ่นเป็นสุขอีกต่อไป แต่เราจะมองแต่บ้านเราหลังเดียวไม่ได้แล้ว เพราะบ้านของเรานั้นอยู่ใน “หมู่บ้านโลก” ซึ่งมีอีกหลายหลัง ไฟกำลังลุกไหม้อยู่เราคงไม่เพียงแต่ต้องดับไฟของบ้านเราเท่านั้น เราต้องช่วยดับไฟของบ้านเพื่อนด้วย เพราะนอกจากช่วยเขาให้พ้นทุกข์แล้ว มันยังช่วยให้เราอยู่เย็นเป็นสุขด้วย วันนี้คนไทยพุทธมีพันธกิจที่ต้องปฏิบัติเพื่อถวายเป็นการบูชาท่านพุทธทาส ด้วยการสืบทอดปณิธานของท่านที่เพียรพยายามทำให้เป็นจริง ปณิธาน 3 ประการของท่านพุทธทาส 1.การเข้าถึงหัวใจของศาสนาตน เพราะทุกศาสนามุ่งให้คนเป็นคนดีอย่างแท้จริง2.ช่วยทำให้เกิดความเข้าใจระหว่างศาสนา ซึ่งเป็นการลดความขัดแย้งต่างๆ ที่ติดตามมาทั้งในสังคมและในโลก3.ทำให้หลุดออกจากวัตถุนิยมสุดโต่งมาสู่ความสมดุลของวัตถุนิยมและจิตนิยม อย่าให้วัตถุมาอยู่เหนือจิตใจ เพราะความสุขที่แท้จริงอยู่เหนือวัตถุ นับแต่วันนี้เราต้องช่วยกันทำให้จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นในสังคมไทยได้ไหม ? ถ้า “ผีเสื้อ” ตัวกระจ้อยร่อยอย่างพวกเรามาช่วยกันกระพือปีกแรงๆ พายุใหญ่แห่งการอภิวัฒน์น่าจะเกิดขึ้นได้แม้เวลาที่เกิดขึ้นจริงจะทอดยาวออกไปบ้าง http://www.chaiwatthirapantu.com/?p=15
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
B l a c k B e a r : T h e D i a r y
|
|
|
หมีงงในพงหญ้า
ยืนงงในดงตีน
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์
เพศ:
 United Kingdom
กระทู้: 7857
• Big Bear •
ระบบปฏิบัติการ:
 Windows XP
เวบเบราเซอร์:
 MS Internet Explorer 6.0
|
 |
« ตอบ #7 เมื่อ: 12 มิถุนายน 2553 13:42:56 » |
|
ทฤษฎีไร้ระเบียบกับซุนหวู่โดย ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ นักวิชาการหลายคนที่สนใจเรื่องระบบซับซ้อน(complex system) ได้แบ่งประเภทของความซับซ้อนไว้อย่างน่าสนใจว่ามันมีด้วยกัน 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ ความซับซ้อนที่มีพลวัต(dynamic complexity)ความซับซ้อนทางสังคม( social complexity )และความซับซ้อนที่บานปลาย(generative complexity) ถ้าระบบใดที่ความซับซ้อนยังมีดีกรีต่ำการแก้ปัญหาแบบวิธีเดิมก็พอจะเอาตัวรอดได้ แต่ถ้าระบบใดที่มีความซับซ้อนสูงจนถึงขั้นสูงยิ่ง วิธีแก้ปัญหาแบบเดิมๆที่เคยใช้ได้ผลมาแล้ว เช่นวิธีการ “สั่งการและควบคุม”(command and control) จะไม่ได้ผลอีกต่อไป เพราะระบบที่มีความซับซ้อนสูงจะไม่ทำงานดุจดังเครื่องจักรที่เดินไปเป็นเส้นตรง และยิ่งความซับซ้อนทั้ง 3 ประเภทที่กล่าวมาแล้วข้างต้นมาปฏิสัมพันธ์เชื่อมโยงกันและกัน ระบบมันจะเดินไม่ปกติ มันจะคดเคี้ยวพลิกผันได้ง่าย สถานการณ์และพฤติกรรมของระบบจะขึ้นๆลงๆ มีทิศทางที่คาดเดายาก ระบบใดก็ตามเมื่อเข้ามาอยู่ในสภาวะเช่นนี้จะเปราะบาง กระทบง่ายเรื่องเล็กๆสามารถส่งผลกระทบปฏิกริยาลูกโซ่และมีการป้อนกลับกันไปมาเชิงยกกำลัง(reinforcing feedback) จนบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่ ทฤษฎีไร้ระเบียบหรือบางคนเรียกว่าทฤษฎีโกลาหล(chaos theory) ได้พูดเชิงอุปมา “ผลกระทบผีเสื้อ”(butterfly effect) ผลกระทบผีเสื้อนั้นคนไทยเราน่าจะยังจดจำกันได้ดีเพราะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นกับสังคมไทยมาแล้วสองครั้งในเวลาไม่ถึง10ปีครั้งแรกคือเศรษฐกิจฟองสบู่แตกในกรุงเทพฯแล้วเป็นโรคระบาดลามไปทั่วทั้งทวีปเอเซียจนกระทบไปถึงทวีปอเมริกาใต้ที่ฝรั่งเรียกว่า “โรคระบาดต้มยำกุ้ง” เหตุการณ์เชิง “ผีเสื้อกระพือปีก”ครั้งที่สองก็เป็นกรณีที่หนังสือพิมพ์เขมรอ้างว่า “น้องกบ”สุวนันท์ คงยิ่งกล่าววาจาดูถูกคนเขมรทำให้เกิดการชุมนุมประท้วงคนไทยจนเกิดบานปลายถึงขั้นเผาสถานทูตไทยและกิจการร้านค้าของคนไทย จากเรื่องที่ไม่มีอะไรกลายเป็นความขัดแย้งรุนแรงระหว่างประเทศทฤษฎีไร้ระเบียบเตือนให้เราคิดและทำด้วยจิตปัญญา(contemplative thinking) ให้มองเห็นภาพใหญ่ทั้งหมดของระบบ และตระหนักต่อสภาพอ่อนไหวเปราะบางของระบบเมื่อมันเคลื่อนตัวไกลออกมาจากจุดสมดุลย์(far from equilibrium) ทฤษฎีไร้ระเบียบย้ำอย่าหนักแน่นว่าการจัดการกับสถานการณ์ที่อ่อนไหวยิ่งเช่นนี้ไม่ควรใช้กำลังและความรุนแรงเข้าแก้ปัญหาเพราะจะยิ่งทำให้ทำให้เรื่องราวเลวร้ายลงไปกว่าเดิมอีกผมมีโอกาสได้อ่านบทความของจิม จิเมียน( Jim Gimian) ที่เขียนลงในนิตยสาร Shambhala Sun ฉบับมกราคม 2544 เขาได้ตีความตำราพิชัยสงครามซุนหวู่ไว้อย่างน่าสนใจ และผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อสถานการณ์สังคมและการเมืองที่เปราะบางกระทบง่าย ณ เวลานี้ซุนหวู่ได้ย้ำ ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่โดยไม่ต้องทำสงคราม ซึ่งหมายถึงการเอาชนะความขัดแย้งโดยไม่ต้องใช้กำลังนั่นเอง จิมพูดว่าจะทำเช่นนี้ได้ ต้อง taking whole หรือหมายถึงต้องคิดเป็นองค์รวม ต้องเห็นภาพใหญ่ทั้งหมด คือ เห็นทั้งตัวเรา เห็นคู่ต่อสู้และเห็น “ฟ้า”คือสภาพที่อยู่เหนือการควบคุมของเรา เป็นอิทธิพลที่เราทำอะไรไม่ได้ แต่เราอาจจะมี ญาณทัศน์(intuition) พอจะสัมผัสได้บางๆ(sense) ว่าจะเป็นอย่างไรหรือไปทิศใด ขณะเดียวกันเมื่อรู้ฟ้า แล้วก็ต้องรู้ดิน ดินคือสภาพการณ์หรือสถานการณ์ที่เป็นจริงในเวลานี้ว่าเป็นอย่างไร เราและคู่ต่อสู้ยืนอยู่ตรงไหน และอย่างไร ดินหรือสถานการณ์เองก็ไม่ได้นิ่ง มันเคลื่อนตัวไปมา เราจำเป็นต้องตระหนักต่อสภาวะดังกล่าวตลอดเวลา ข่าวสารข้อมูลที่แม่นยำเป็นสิ่งจำเป็น ผู้นำจะต้องมีอารมณ์สงบรักษาความแจ่มชัดในการพินิจพิจารณาตลอดเวลา สายตาต้องไม่ฝ้ามัวด้วยความโกรธหรือมิจฉาทิฐิจิมพูดถึงศิลปะของซุนหวู่ในการทำงานกับความปั่นป่วนและไร้ระเบียบ (chaos) ไว้อย่างน่าสนใจดังนี้ “แก่นแท้ของการยุทธ์ และชีวิตที่แท้จริงมักจะทำนายให้แม่นยำได้ยาก มันเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและสับสนวุ่นวาย ความไร้ระบียบมันเกิดขึ้นเมื่อกติกาเก่า กฎเกณท์เก่าและระบอบเก่ากำลังจะหมดสภาพ แต่ระเบียบใหม่ กติกาใหม่และระบอบใหม่ก็ยังไม่ทันเกิด มันเป็นห้วงเวลาที่ไม่มีอะไรแน่ และเป็นอันตรายเมื่อสรรพสิ่งที่ดูข็งแกร่งได้แตกลงเป็นเสี่ยง ผู้นำที่ชาญฉลาดจะไม่หวั่นไหวกับความปั่นป่วนเขายังสงบเยือกเย็นเพราะเห็นภาพรวม เพราะท่ามกลางความปั่นป่วนสับสนนี้เขาได้เห็นร่องรอยของระบบที่กำลังฟอร์มตัวขึ้นมา ดังเช่นท่ามกลางความดกลาหลวุ่นวายของพายุเฮอริเคนที่เคลื่อนตัวแถบชายฝั่งดูเสมือนทำนายยาก เราสามารถมองเห็นรูปร่าง( pattern) ของมันได้ ความไร้ระเบียบกับความเป็นระเบียบจึงเป็นสองด้านของเหรียญ ทั้งสองส่วนนี้แหละประสบการณ์องค์รวมของเรา เราเห็นความดีและความชั่ว เห็นความไม่เป็นธรรมกับความยุติธรรม เห็นทั้งความสับสนและความแจ่มชัด รู้ว่าทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกันและกันและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา“ความไร้ระเบียบเกิดจากความมีระเบียบความกลัวเกิดจากความกล้าความอ่อนแอเกิดจากความเข้มแข็ง”ห้วงเวลาที่มีความไร้ระเบียบเกิดขึ้นมักเป็นช่วงที่มีความยากลำบากและทุกข์ใจ แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นห้วงเวลาที่มีพลวัต เป็นเวลาของการเปิดกว้างครั้งใหญ่ ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งนั้น มันเป็นโอกาสของการสร้างสรรค์ ผู้นำที่ฉลาดต้องมองทะลุเรื่องนี้เห็นศักยภาพของสรรพสิ่งที่กำลังก่อตัวแล้วชื่นชมมัน เพราะเขาไม่หุยดนิ่งอยู่กับที่ทำตัวได้เสมือนน้ำ ความไร้ระเบียบจึงไม่ได้เป็นภัยคุกคามเขา เมื่อความไร้ระเบียบคือห้วงเวลาที่มีพลานุภาพ เขาจึงรู้จักใช้มันให้เป็นประโยชน์ เขาจึงไม่ด่วนลงมือปฎิบัติการเมื่อมันยังไม่สุกงอม เขารู้จักรอคอยอย่างสงบ รอคอยจังหวะที่จะใช้ “พลังฉี” แม้มันจะไม่มากแต่พลิกสถานการณ์ได้ ผู้นำจะต้องไม่คลาดสายตาจากภาพรวมไม่ปล่อยให้ “เฉพาะส่วน”ที่มาทำลาย “ส่วนใหญ่” เขาจึงฝึกฝนตนเองให้มีความลุ่มลึกในวิธีพิจารณา มีสติ และปล่อยวางพฤติกรรมเดิมๆ เขาเห็นทั้งหมด เห็น “ฟ้า” เห็น “ดิน” เห็น คู่ต่อสู้ และเห็นตนเองทั้งอารมณ์ความรู้สึก จิตใจทั้งจุดอ่อนจุดแข็งของตนโดยไม่เข้าข้างตนเองสังคมไทยได้ก้าวมาถึงจุดที่มีความเป็นไปได้ทุกอย่าง เรามองเห็นการฟอร์มตัวของสิ่งใหม่ที่ซ่อนตัวอยู่หลังเมฆดำทมึนหรือไม่ว่ายังมีดวงสุริยานับพันดวงที่กำลังรอจะฉายแสงออกมา Scott Peck ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า A World is Waiting to Be Born เราตระหนักกันใหมว่า “สังคมไทยที่มีพลังเข้มแข็งของพลเมืองกำลังรอที่จะผุดบังเกิด”พวกเราทุกคนคือผู้ที่ทำการเปลี่ยนแปลง การเป็นผู้นำที่แท้คือทำสิ่งที่ดีให้เป็นจริง เวลาของผู้นำยุคใหม่มาถึงแล้ว เพราะท่ามกลางความไร้ระเบียบนี่แหละคือโอกาสที่ระบบที่เราปรารถนากำลังก่อรูปเห็นหน่ออ่อนอันงดงามมีวุฒิภาวะของเยาวชนเพื่อประชาธิปไตยไหม?ทำไมเราคนไทยจึงไม่ช่วยกันให้ความใฝ่ฝันอันดีงามของเด็กๆเหล่านี้ได้เป็นจริง ดูภาพใหญ่ที่เป็นอนาคตของชาติเราไว้ ให้แจ่มชัด รักษาอารมณ์ความรู้สึกและความกล้าหาญในการก้าวข้ามกรอบเดิมๆให้ดี อีกไม่นานวันเราจะสู่ “ภพใหม่”ของสังคมพลเมืองกันแล้วจาก ผู้จัดการออนไลน์ 3 มีนาคม 2549 18:25 น. http://www.chaiwatthirapantu.com/?p=10
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
B l a c k B e a r : T h e D i a r y
|
|
|
หมีงงในพงหญ้า
ยืนงงในดงตีน
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์
เพศ:
 United Kingdom
กระทู้: 7857
• Big Bear •
ระบบปฏิบัติการ:
 Windows XP
เวบเบราเซอร์:
 MS Internet Explorer 6.0
|
 |
« ตอบ #8 เมื่อ: 12 มิถุนายน 2553 13:43:13 » |
|
“มีสัญญาณอันตราย เต็มไปหมดในประเทศนี้”โดย..ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ ผู้นำสาร Chaos Theoryไม่ว่า ถาวร เสนเนียม รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ จะเข้าใจทฤษฎีไร้ระเบียบ (Chaos Theory) ถูกหรือผิด แต่หลังจากที่เขาเสนอทฤษฎีนี้ขึ้นมาวิเคราะห์การทำงานของพรรคไทยรักไทย ก็นับว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยไม่น้อย ทำให้เป็นจุดสังเกตที่จะหันกลับไปศึกษาทฤษฎีดังกล่าวอีกครั้งกับบุรุษไปรษณีย์ ผู้นำสารนี้จากประเทศเยอรมนีเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2536ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ วิเคราะห์สังคมไทยผ่านทฤษฎีดังกล่าวอยู่ในหนังสือ ‘ทฤษฎีไร้ระเบียบ (Chaos Theory) กับทางแพร่งของสังคมไทย ความท้าทาย ณ จุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ’ ซึ่งตีพิมพ์เป็นครั้งที่ 5 ภายในระยะเวลา 10 ปี โดยมูลนิธิภูมิปัญญาใครจะเชื่อว่า แท้จริงแล้ว สาระสำคัญของ ‘ทฤษฎีไร้ระเบียบ’ นั้นคือ ‘ผลสะท้อนของกฎแห่งกรรม’!คือกฎแห่งธรรมชาติที่มีเหตุ มีผล เป็นอย่างยิ่งจากการกระทำของมนุษย์เรานั่นเอง ที่เข้าไปควบคุมธรรมชาติ ควบคุมผู้อื่น พยายามจัดทุกอย่างตามใจปรารถนา แต่ความปรารถนาของผู้หนึ่ง หากไปเบียดเบียนผู้อื่นต่อ ก็ย่อมมีผลสะท้อนกลับเป็นลูกโซ่ตามมาไม่หยุดนิ่ง และก็จะกระทบกลับไปยังผู้จุดไฟปรารถนาทั้งมวลพร้อมๆ กับเกิดแรงกระเทือนเป็นทวีคูณที่ควบคุมไม่ได้อีกต่อไป สุดท้ายก็จะเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่คาดไม่ถึง คล้ายกับคำเปรียบเปรยของพอล โอร์มีรอด นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษได้เสนอว่า นักเศรษฐศาสตร์ควรเรียนรู้ทฤษฎีไร้ระเบียบของ Edward Lorenz และเปรียบปรากฎการณ์ลดค่าเงินบาทของไทยเมื่อปี พ.ศ.2540 ว่าเสมือนผีเสื้อตัวเล็กๆ เมื่อกระพือปีกก็จะทำให้เกิดพายุใหญ่ในอีกทวีปหนึ่งได้ ขณะที่การทำลายโลกโดยน้ำมือมนุษย์กำลังคืบคลานไปและกำลังจะกลับมากัดกินตัวเอง ‘ทฤษฎีไร้ระเบียบ’ ไม่เพียงบอกกล่าวถึงผลสะท้อนกลับด้านลบที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ยังหาทางออกที่งดงามไว้ด้วย โดยมอบกุญแจไขความลับในการช่วยเหลือสถานการณ์อันเลวร้ายที่กำลังปั่นป่วนและสับสนอยู่ในขณะนี้ดอกหนึ่ง คือการกลับมาสนใจพลังของคนเล็กคนน้อย ที่คล้ายกับผีเสื้อตัวกระจ้อยร่อยอีกตัวหนึ่ง ที่เมื่อกระพือปีกก็จะพัดพาละอองเกสร ไปผสมให้กับมวลหมู่ดอกไม้ได้ขยายพันธุ์สีเขียวชอุ่มไปทั่วโลกได้เช่นกัน“ไม่มีเรื่องใดบังเอิญ หากแต่ความบังเอิญที่เกิดขึ้น เป็นเพราะเราขาดการสังเกตด้วยสติและปัญญาต่างหาก”เช่นเดียวกับนิทานเรื่องเจ้าชายกบ เดิมเจ้าหญิงจูบเจ้าชายกบ กบนั้นจะกลายเป็นผู้ชายขึ้นมา แต่เราไม่เคยคิดเป็นมุมกลับว่า บางทีเมื่อจูบไป เจ้าหญิงอาจกลายเป็นกบตัวเมียอีกตัวหนึ่งก็ได้ หรือในความเป็นจริง กบตัวหนึ่ง ในพื้นที่หนึ่ง อาจกลายเป็นอาหารโอชะของคนๆ หนึ่ง ขณะที่กบอีกตัวหนึ่ง ในอีกที่หนึ่ง กลับกลายเป็นเพื่อนรักของเด็กคนหนึ่งก็เป็นได้เช่นกัน!************************0 ‘ทฤษฎีไร้ระเบียบ’ ถูกปลุกขึ้นมาวิเคราะห์สังคมไทย ในฐานะที่อาจารย์เป็นผู้นำเข้ามาจากประเทศเยอรมัน ช่วยขยายความหน่อยค่ะผมไม่รู้ว่าผู้ที่หยิบทฤษฎีไร้ระเบียบไปพูดเขาเข้าใจขนาดไหน แต่หัวใจอันแรกที่เราต้องจับให้ได้คือ ทฤษฎีไร้ระเบียบนี้เป็นทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมันมีการยืนยันทางด้านคณิตศาสตร์ อุตุนิยมวิทยา ฟิสิกส์ เคมีก็พิสูจน์กันมาเยอะแล้ว ตอนที่ผมนำทฤษฎีนี้เข้าสู่สังคมไทยมันกี่ปีมาแล้วล่ะ ประมาณ 10 ปี ตอนนั้นคนยังสงสัยว่าจะนำมาประยุกต์ใช้วิเคราะห์กับสังคมไทยได้อย่างไรแต่ตอนนี้เราก็คงจะยืนยันได้ว่า Chaos Theory หรือทฤษฎีไร้ระเบียบนี้ในต่างประเทศเขานำไปใช้หลายเรื่อง ทั้งในตลาดหุ้น การตลาด แม้กระทั่งทางด้านเศรษฐาสตร์และสังคมศาสตร์บางส่วนเขาก็นำไปประยุกต์ใช้ แต่คนที่นำไปใช้ต้องเข้าใจแก่นของมันก่อนแก่นที่สำคัญคือ เราต้องรู้ว่า ทฤษฎีไร้ระเบียบเป็นคู่ฝาแฝดของอีกทฤษฎีหนึ่ง คือทฤษฎีซับซ้อน เพียงแต่ว่าทฤษฎีไร้ระเบียบเกิดขึ้นช่วงที่สภาวะกำลังปั่นป่วน กำลังจะพลิกผันนี่แหละ แต่ทั้งสองทฤษฎีนี้อยู่ในวิธีคิดวิธีหนึ่ง คืออาณาจักรของ System Thinking หรือระบบวิธีคิด ซึ่งในจุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ ของ ฟริตจ๊อฟ คาปร้า เขาเขียนไว้เยอะหัวใจของมันอยู่ตรงที่ว่า เมื่อสังคมที่ซับซ้อนแล้วเชื่อมโยงถึงกันและกันหมด มันก็มีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ทุกอย่างอยู่บนกฎอนิจจัง คือไม่หยุดนิ่ง เป็นระบบพลวัตแล้วมันมาเปลี่ยนเอาตอนไหนล่ะ ทุกอย่างอาจเปลี่ยนช้าๆ โดยไม่รู้ตัว หรือบางอย่างอาจมาถึงจุดๆ หนึ่งแล้วพัวะขึ้นมาเลย ทฤษฎีไร้ระเบียบมาจับตรงที่มันเปลี่ยนแบบพัวะพะฉับพลันทันใด0 ยกตัวอย่างง่ายๆ ชัดๆจริงๆ แล้วทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น เปลี่ยนพัวะอย่างคาดไม่ถึงนั้น มันสั่งสมตัวมาก่อน โดยที่เราไม่ทันสังเกต คือมันละเอียดอ่อนมากโดยที่เราไม่รู้ตัว ตรงนั้นทำให้เราอาจจะละเลย ทฤษฎีไร้ระเบียบ มันก่อตัวจากเหตุเล็กๆ นิดๆ สะสมมาเรื่อย เป็นปี สองปี สามปี พอถึงจุดๆ หนึ่งมันออกฤทธิ์เลย ก็ตายแล้ว แย่แล้ว เช่น ฟองสบู่แตกของประเทศไทย ที่เราเรียกว่าโรคต้มยำกุ้งระบาดไปทั่วนี่แหละ จากเมืองไทยระบาดไปที่สิงคโปร์ ฮ่องกง เลยไปถึงเกาหลีใต้ ไต้หวัน กระทบไปถึงรัสเซียช่วงหนึ่ง ถ้าไปย้อนดูมันกระแทกไปหลายแห่งคิดดูประเทศไทยสั่งสมความมั่งคั่งมากว่า 50 ปี ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองมา แล้วภายในสองสัปดาห์สังคมไทยจนลงโดยฉับพลัน จริงหรือเปล่า เป็นหนี้ตั้ง 2 ล้านล้านภายในสองสัปดาห์ หลังจากนั้นก็มีหนี้ทบเข้าไปอีกเป็น 5 ล้านล้าน จำได้ไหม เกิดขึ้นโดยฉับพลันมาจากไหน อยู่ดีๆ ก็ตูมขึ้นมานี่คือทฤษฎีไร้ระเบียบ ทำนายไม่ได้ เขาจึงตั้งชื่อว่า Chaos Theory มันไม่รู้จะไปทางไหน อย่างกรณีฟองสบู่แตกของไทย ประเทศที่รับหนักที่สุดคืออินโดนีเซีย ตอนนั้นซูฮาร์โตกำลังครองอำนาจอยู่ เศรษฐกิจของอินโดนีเซียก็ซวนตามไปด้วย ความไม่พอใจซูฮาร์โต เผด็จการมากี่ปีก็ไม่รู้ เกิดการเดินขบวนประท้วงซูฮาร์โต จนเขาต้องลงจากอำนาจไปมาถึงยุคของนางเมกาวะตี ลูกสาวคนโตของอดีตประธานาธิดีซูการ์โน (ผู้ก่อตั้งประเทศอินโดนีเซียโดยการประกาศเอกราช พ้นจากสภาพอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์หลังสงครามโลกครั้งที่สอง) อำนาจของซูฮาร์โตที่เคยรวบอำนาจไว้กับมือ ก็ทำให้ความไม่พอใจทั้งหลายที่ก่อตัวเงียบๆ อยู่ในอินโดนีเซีย มันก็ระเบิดขึ้นมาอีกหลายอย่าง ทำให้เกิดกลุ่มอาเจะห์ ก็เนื่องมาจากการไม่ได้รับความเป็นธรรม หลายเรื่องก็มาจากเรื่องที่สะสมเอาไว้นานแล้ว0 ถ้ามองอย่างรูปธรรม ทฤษฎีนี้กำลังพูดถึงการเบียดเบียนคนเล็กคนน้อยมานานจนกระทั่งวันหนึ่งเราทนไม่ได้ก็ลุกฮือขึ้นมา?คำว่าเล็กๆ น้อยๆ มีหลายอย่าง อาจเป็นการสร้างความไม่พอใจนานัปการ ตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องวัฒนธรรม เรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งมันกระทบต่อความทุกข์ของชีวิตมนุษย์ มันสั่งสมมาเรื่อยๆ มันไม่เกิดในตอนแรก แต่พอถึงจุดๆ หนึ่งมันก็เป็นไฟลามทุ่งเลย พูดง่ายๆ คือ มีดินปืนวางอยู่เต็มไปหมด แล้วมีคนมือบอนสูบบุหรี่อยู่แถวนั้น โยนไม้ขีดไฟทิ้งโดยไม่ทันเห็นว่าไปโดนดินปืน มันก็ระเบิดตูมๆๆๆ ขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งมาดูกันก็ได้ อย่างกรณีการจี้เครื่องบินไปชนตึกเวิลด์เทรดที่สหรัฐอเมริกา จากการกระทำของคนไม่กี่คน แต่เปลี่ยนโลกไปอย่างสิ้นเชิง เปลี่ยนไปในเรื่องของความสัมพันธ์ ประเด็นปัญหา ยังไม่รู้ว่าจะไปจบลงอีท่าไหน หลังจากนั้น อเมริกันก็จับเรื่องก่อการร้ายเป็นเรื่องใหญ่ พยายามสร้างเรื่องก่อการร้ายขึ้นเพื่อสร้างบทบาทให้ตัวเองเข้ามาคุมโลกทั้งโลก เข้ามาจัดการกับประเทศ กลุ่มคนที่คิดว่าจะเป็นอันตรายต่อตัว ซึ่งจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้อย่างกรณีเข้าไปในอิรัก จะจัดการกับเกาหลีเหนือ ไปว่าอิหร่านเขา แม้แต่กิจการในประเทศไทยก็เข้ามาแซกแทรง กรณีจับพี่น้องมุสลิมสามคนเรื่องเป็นเจไอหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่สหรัฐนั่นแหละตัวการสำคัญทำไมอยู่ดีๆ มนุษย์ถึงมาจี้เครื่องบินแล้วเอาไปบินชนตึกล่ะ สาเหตุมาจากไหน ก็ต้องมีสาเหตุที่สั่งสมมานานสรุปสั้นๆ ว่าหัวใจของทฤษฎีไร้ระเบียบ มันอยู่ที่ว่าสถานการณ์ของสังคมนั้น ระบบนั้นมันเปราะบาง เหตุเล็กๆ ที่เราไม่ได้สังเกต ไม่ได้เอาใจใส่มัน ถ้ามันเกิดขึ้นซ้ำซากมานานมากมาย เหตุเล็กๆ เหล่านี้สามารถกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ โดยเราคาดไม่ถึง อาจพลิกผันเป็นสถานการณ์อื่นๆ ได้ เพราะว่าภายใต้สถานการณ์ที่เปราะบางมีอะไรเล็กน้อยเข้าไปก็พลิกผันเป็นอย่างอื่นได้ เขาจึงเปรียบเทียบว่า ผีเสื้อตัวหนึ่งถ้ากระพือปีกแรงๆ ที่ฮ่องกง ก่อกระแสคลื่นเล็กๆ จากปลายปีก อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดพายุใหญ่ในแคลิฟอร์เนียได้ในอีกหนึ่งเดือนให้หลัง0 คล้ายกับไม้ใหญ่ถูกตัดรากไป เจอพายุใหญ่น้ำก็ท่วมฉับพลัน?เพราะสถานการณ์บนโลกตอนนี้เชื่อมถึงกันหมด เรื่องอะไรเกิดขึ้นที่ไหนนิดเดียวก็ถึงกันหมด ยกตัวอย่างกรณีของโรคซาร์ส ตัวอย่างหนึ่งของผลจากทฤษฎีไร้ระเบียบ คนตายทั้งโลกประมาณ 1,000 คนเท่านั้น ที่เมืองจีนก็ 200 กว่าคน เมืองไทยก็มี 4-5 คน ฮ่องกงก็ 100 กว่าคน ไต้หวันก็ 100 กว่าคน ที่แคนาดา 40 กว่าคน ปีหนึ่งอุบัติเหตุเมืองไทยมากกว่าตั้งไม่รู้กี่เท่า แต่ซาร์สทำไมบานปลายไปทั่วโลก ทำไมก่อให้เกิดคนไม่เดินทาง ไม่ท่องเที่ยว ทำให้เศรษฐกิจของภูเก็ต ของหลายๆ พื้นที่ต้องหยุดชะงักลง เพราะอะไร เพราะเป็นเรื่องของจิตวิทยามันไม่ได้อยู่ที่จำนวนคนตาย แต่มันอยู่ที่ความเชื่อ ก็ไอ้ความเชื่อเหล่านี้ถูกแพร่ขยายโดยปากต่อปาก เพราะฉะนั้นเรื่องหลายเรื่องที่ไม่สำคัญ กลับเป็นเรื่องใหญ่ได้ เพราะอะไรครับ เพราะระบบการสื่อสารที่ถึงกันทั้งโลก บวกกับความตื่นตระหนกและความกลัวของคนทั้งหลายก็ขยายผลอย่างรวดเร็วเพราะฉะนั้นหลายๆ เรื่อง อย่าประมาทกับเรื่องเล็กๆ ในสังคม โดยเฉพาะสังคมซึ่งเปราะบาง สังคมใดที่ขาดวุฒิภาวะ เรื่องเล็กๆ มันแตกตื่นได้ง่าย ข่าวลือทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่คาดไม่ถึงได้ พอคนแตกตื่นข่าวลือ วิทยุ ทีวีประโคมซ้ำ มันก็ยิ่งบานปลายได้เสมอทฤษฎีนี้สอนให้คนสนใจ ให้เป็นคนละเอียดอ่อน ไม่ประมาทต่อเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แล้วจัดการปัญหาอย่างละเอียดอ่อน อย่าปล่อยให้ปัญหาสั่งสม เพราะถ้าสั่งสมไปสักพักจะบานปลายได้ เพราะหัวใจมันบอกแล้วว่า เหตุเล็กๆ สามารถกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ผมไม่รู้ว่าคุณถาวร เสนเนียม รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เสนอไปว่าอย่างไร แต่ทฤษฎี Chaos เป็นได้ทั้งทางบวกและทางลบ ถ้าเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงไปในทางร้ายๆ มันก็บานปลายไปใหญ่ แต่ถ้าทำดีๆ มันจะกลายเป็นพลังด้านบวกไป ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่เลวร้ายเสมอไป แต่สามารถเป็นพลังทวีคูณด้านบวกได้ เช่น ถ้าไปทำแล้วเกิดความดี คนเห็นแล้วชอบ เกิดกำลังใจแล้วไปพูดต่อๆ ช่วยกันทวนกระแสกันก็จะเกิดผลในทางที่ดี0 จุดที่อาจารย์สนใจทฤษฎีไร้ระเบียบคงเป็นทางด้านบวก?ใช่ เพราะเริ่มต้นจากผมคิดว่า คนเล็กๆ สามารถเปลี่ยนโลกได้ ทำให้โลกดีได้ เป็นเรื่องของคนเล็กๆ ทั้งหลายที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจ มาช่วยกันคิด ช่วยกันทำแล้วค้นหาวิธีการว่าจะทำอย่างไรให้โลกเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้ เพราะถ้าเราทำได้ดี มันสามารถส่งผลไปถึงทั้งโลกทางด้านดีได้เช่นกัน เพราะโลกเชื่อมโยงกันทั้งโลกขณะนี้การเชื่อมเครือข่ายของคนในโลกที่พยายามทำงานด้านสังคมจึงมีมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่นการต่อต้านสงครามอิรักเกิดขึ้นพร้อมๆ กันทั่วโลก คนจำนวน 20-30 ล้านคนออกมาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วภายในสองสัปดาห์0 แต่พลังก็ยังไม่พอที่จะหยุดยั้งการกระทำอันป่าเถื่อนของผู้นำสหรัฐได้แน่นอน มันยังไม่พอ แต่เราลองคิดดูว่ามีปัญหาอะไรในโลกที่คนเหล่านี้จะผลักดันได้ มันต้องใช้เวลา และฟันฝ่ากันต่อ คือเชื่อมพลังด้านบวกเข้าหากัน แต่ที่ผ่านมาพลังเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ทางด้านบวก แต่กลับถูกพวกทุน พวกธุรกิจดูดไปใช้งานหมด พลังมันเลยไม่พอ นี่คือจุดอ่อนของคนทำงานเพื่อสังคมในโลกยังเชื่อมโยงกันไม่ได้เข้มแข็งพอ ไม่เหมือนกับพวกกลุ่มธุรกิจ เขาจะใช้เครือข่ายทั้งโลกมาเพื่อประโยชน์ของเขา เขามีการศึกษาค้นคว้าพลังของเครือข่าย และทำให้พลังเครือข่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการทำงานของเครือข่ายในฝ่ายพลังด้านบวกยังสู้เขาไม่ได้ ยังมีจุดอ่อน0 ถ้าอย่างนั้นจะทำอย่างไรให้เครือข่ายพวกกลุ่มทุน นักธุรกิจหันกลับมาสนใจพลังด้านบวก เห็นผลเสียจากการกระทำของเขาเองก่อนในระยะยาว และหันมานึกถึงในเขาใจเรา?ก็เริ่มมีการก่อตัวขึ้นบางแล้ว เราจะเห็นกลุ่มทุน กลุ่มนักธุรกิจเพื่อสังคมเกิดขึ้นมาแล้วในสังคมไทย ในต่างประเทศก็เกิดขึ้น รับรองได้ว่าทุนนิยมจะต้องถูกการท้าทายอย่างมาก ต้องปรับตัว ขืนเป็นอย่างนี้ต่อไปไม่ได้ แต่จะใช้เวลาอีก 10 ปี 20 ปี 30 ปี ผมไม่ทราบ เท่าที่ผมเดินทางไปต่างประเทศ ไปอบรมกับกลุ่มนักธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสังคม ต่อสิ่งแวดล้อม คนจำนวนนี้กำลังเพิ่มมากขึ้น ถ้าเชื่อมโยงกับนักธุรกิจไทยที่รับผิดชอบต่อสังคมก็จะยิ่งมีพลังมากยิ่งขึ้น สิ่งนี้กำลังก่อตัว เกิดขึ้นเรื่อยๆ เพียงแต่ว่าพลังยังไม่มาก เพราะว่าวิธีคิดแบบนี้เพิ่งเกิดขึ้นมาไม่กี่ปี แต่ทุนนิยมมาเป็น 100 ปีแล้ว แต่ผมมองแล้วอนาคตจะขยายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ0 เป็นเพราะว่านักธุรกิจที่ยังไม่สนใจเรื่องสังคม เขายังไม่เห็นผลกระทบการการกระทำของเขาเองที่จะย้อนกลับมา?ใช่ ส่วนใหญ่ยังมองไม่เห็นว่า ธุรกิจ อุตสาหกรรมทั้งหลายที่ลายธรรมชาติแล้วได้เงินเป็นการตอบแทนนั้นจะกลับมาทำร้ายเขาในตอนหลังอย่างไร ซึ่งกลุ่มนี้มีอยู่ 1% ในโลก หัวใจที่ผมมาศึกษาทฤษฎีไร้ระเบียบก็เพราะว่า คนเล็กๆ 1-2% ทำอย่างไรให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ได้ ผมอ่านหนังสือที่นักหนังสือพิมพ์ชาวอิตาเลียนเขาสัมภาษณ์ศาสตราจารย์คนหนึ่งเป็นชาวเยอรมัน เขาสนใจเรื่องประชาธิปไตยมาก เขาบอกว่า โลกทั้งโลกถูกคนเพียง 1% คุม ในประเทศก็เหมือนกัน ถูกคนเพียง 1% คุม ทำไมเราไม่คิดว่าคน 1% คุมได้ แล้วคน 5% หรือ10% จะเปลี่ยนแปลงเขาไม่ได้หรือ เพียงแต่เรายังไม่ได้ร่วมมือกันได้อย่างไร เพราะฉะนั้น ขณะนี้จะทำเครือข่ายอย่างไรให้เกิดพลังด้านบวกขึ้น เพื่อคานกำลังกับ 1% ให้ได้ เพราะคน 1% นั้นอยู่ได้เพราะคนอีก 99% เอื้อให้เขาขึ้นไปอยู่บนนั้นแล้วคุมเขาได้หมด มันอาจจะยังไม่เกิดขึ้นภายในปีสองปี แต่อาจจะเกิดขึ้นภายใน 10 ปี 20 ปี–(จาก เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 12 ฉบับที่ 581 วันที่ 21 - 27 ก.ค. 2546) http://www.chaiwatthirapantu.com/?p=8
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
B l a c k B e a r : T h e D i a r y
|
|
|
หมีงงในพงหญ้า
ยืนงงในดงตีน
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์
เพศ:
 United Kingdom
กระทู้: 7857
• Big Bear •
ระบบปฏิบัติการ:
 Windows XP
เวบเบราเซอร์:
 MS Internet Explorer 6.0
|
 |
« ตอบ #9 เมื่อ: 12 มิถุนายน 2553 13:43:31 » |
|
การบูรณาการระหว่างกายกับจิตวิญญาณวิทยาศาสตร์แห่งบูรณาการชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาพูดในวันนี้ อย่างไรก็ตาม ขอเรียนว่า สิ่งที่ผมพูดเหล่านี้ไม่มี อะไรใหม่ เมื่อสองพันกว่าปีนักปราชญ์และศาสดาก็ได้กล่าวไว้แล้ว แต่ผมจะเรียบเรียงและใช้ภาษาใหม่ให้ สอดคล้องยุคสมัยของต้นศตวรรษที่ 21แกรี่ ซูคอฟ (Gary Zukav) อดีตนักฟิสิกส์ที่หันมาสนใจค้นคว้าเรื่องจิตวิญญาณ กล่าวว่า“จิตที่เป็นพลังบวกและมีเป้าหมาย มันเป็นแก่นแห่งความดำรงอยู่ของท่าน… เมื่อพลังแห่งจิตถูกรับรู้และยอมรับร่วมกันว่ามีคุณค่า พลังนี้เริ่มปลุกชีวิตแห่งบุคลิกภาพของท่าน และเมื่อบุคลิกภาพของท่านรับใช้พลังแห่งจิตเมื่อใด นั่นแหละคืออำนาจที่แท้จริง” สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับการบูรณาการอย่างไร? ผมอยากจะชวนตั้งคำถามว่า ทำไมเราต้องสนใจศึกษาค้นคว้า และฝึกฝนทักษะ “บูรณาการ” เราจะคิดและทำโดยไม่บูรณาการได้หรือไม่? หากเรายังตอบไม่ได้ว่าจะเรียนรู้และฝึกฝนทักษะ“บูรณาการ” ไปทำไม และตัวเราเองยังมองไม่เห็นความหมายและความสำคัญที่แท้จริงการบูรณาการก็จะเป็นเพียงความรู้ที่ได้แต่พูดออกมาแต่ไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้ในระยะสิบปีที่ผ่านมา ผมสังเกตเห็นว่าสังคมไทยมักจะมีกระแสความสนใจกับบางเรื่องเป็นพักๆเป็นเหมือนแฟชั่นและหายไปโดยที่ยังไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่นำมาพูดกันอย่างแท้จริงได้ เช่น เรื่องการทำงานเชิงพหุภาคี การสร้างประชาคม การพัฒนาทุนทางสังคม แม้กระทั่งงานวิจัยเครือข่ายต่างๆ และผมเองก็เป็นห่วงว่าความสนใจต่อเรื่องการบูรณาการก็อาจจะเป็นเช่นนั้นเหมือนกันผมอยากจะแสดงความชื่นชมกับทรานส์ทีม (Transteam) และคิดว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของความพยายามทำงานบูรณาการให้เป็นจริงเพราะเมื่อพลังจิตเริ่มพุ่งไป ไม่ช้าก็เร็วพลังจิตนั้นจะทำสิ่งที่เราปรารถนาให้เป็นจริงออกมาได้สำหรับผมเคล็ดลับแห่งการบูรณาการนั้นอยู่ที่กระบวนการพัฒนาศักยภาพภายในตัวตนของเราเป็นเรื่องพัฒนาจิตให้เป็น “มนุษย์ที่แท้” เพราะมนุษย์นี่เองคือแหล่งกำเนิดของการบูรณาการ เนื่องจากการบูรณาการเป็นระบบธรรมชาติ มนุษย์ก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ มนุษย์กับโลกไม่ได้แยกจากกันในวันนี้ผมอยากจะนำเสนอประเด็นที่สำคัญ 3 ประเด็นที่สำคัญ คือ1) ภาพความคิดเรื่องการบูรณาการ2) ทักษะที่สำคัญของปัจเจกบุคคลในการปฏิบัติเชิงบูรณาการ3) ความรู้และการเรียนรู้ขององค์กร หรือประชาคมในการบูรณาการใน 2-3 ปีที่ผ่านมา ผมเป็นผู้สังเกตการณ์ โครงการเชิงบูรณาการหลายโครงการอย่างใกล้ชิด ภาพความคิดเรื่องการบูรณาการในหัวสมองของคนส่วนหนึ่งเป็นภาพของ“การนำชิ้นส่วนต่างๆ มากองรวมกันแล้วก็คิดว่าชิ้นส่วนที่กองรวมกันนี้จะกลายเป็นเครื่องจักรที่ทำงานได้” ดุจเดียวกับการนำเอาหน่วยงานต่างๆมาประชุมร่วมกัน แล้วเรียกว่า “การบูรณาการ”แท้จริงแล้วถึงแม้ชิ้นส่วนของเครื่องจักรนั้นจะครบทุกชิ้น แต่ชิ้นส่วน เหล่านั้นไม่ได้มีการจัดระบบความสัมพันธ์ระหว่างกันและกัน ไม่ได้เชื่อมโยงปฏิสัมพันธ์ให้เกิดคุณภาพใหม่ของการปฏิบัติ ชิ้นส่วนนั้นก็เปรียบเสมือนกองของเศษเครื่องจักรที่ไม่ทำงานความคิดเรื่องภาพการบูรณาการของคนอีกจำนวนหนึ่งเข้าใจว่าการบูรณาการจะเกิดขึ้น หลังจากนำชิ้นส่วนต่างๆ มาประกอบกันเป็นเครื่องจักร ที่สามารถขับเคลื่อนให้ทำงานได้ ยกตัวอย่างเช่น รถยนต์ นี่คือภาพของการบูรณาการแบบระบบกลไก หรือ การบูรณาการแบบไม่มีชิวิต (Non- Living System) เป็นภาพของระบบที่ มีลักษณะจำกัด ปรับตนเองไม่ได้ เรียนรู้พัฒนาตนเองไม่ได้ เป็นการบูรณาการที่สถิตย์นิ่ง เป็นระบบที่ไม่มีชีวิตไม่ปรับตัวให้สอดคล้องกับสังคมไทยและสังคมโลกที่มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลาภาพความคิดเรื่องการบูรณาการ 2 ภาพนี้มักเป็นภาพที่ติดอยู่ในสมองของมนุษย์ เพราะมนุษย์มักจะถูกฝึกอบรมและเรียนรู้ภายใต้กระบวนทัศน์แบบเก่า ซึ่งเป็นกระบวนทัศน์ของการมองปัญหาแบบแยกส่วนดังนั้นแล้วการบูรณาการแบบระบบที่มีชีวิตเป็นอย่างไร?หากเปรียบเทียบการบูรณาการเป็นระบบมีชีวิตที่มีวิวัฒนาการต่อเนื่องไม่มีวันหยุดนิ่ง ผมขอเปรียบเทียบตัวอย่างนี้กับ “การเจริญเติบโตของเมล็ดเงาะ” เมล็ดเล็กๆซึ่งย่อมไม่สามารถเติบโตเป็นไม้ยืนต้นด้วย ตนเองได้เพียงลำพัง การเติบโตของต้นเงาะนั้นต้องมาจากสภาพแวดล้อมที่ดำรงอยู่ด้วย ต้องอาศัยปัจจัยอื่นๆมาประกอบเช่น ดิน น้ำ อากาศ แสงอาทิตย์ และแร่ธาตุอื่นๆ หากแต่เมล็ดนี้ให้สิ่งอันเป็นกุญแจที่สำคัญสำหรับกระบวนการเจริญเติบโต (Generate Growth) คือ การเป็นพาหะ (Place) อันเป็นองค์รวมให้เกิดการบูรณาการการ เจริญเติบโต เมื่อเมล็ดนี้เริ่มผลิดอก ออกผลและเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ เมล็ดจึงเป็นผู้ที่จัดการ (Organize) ให้เกิดกระบวนการเจริญเติบโต (Generate Growth) เช่นเดียวกับระบบชีวิตที่มีวิวัฒนาการต่อเนื่อง เป็นเสมือนประตูแห่ง อนาคตที่เจริญเติบโตสืบไปการบูรณาการจึงเป็นเรื่องของการรู้ลึกซึ้งถึงสรรพสิ่งที่เป็นพลวัตร เป็นเรื่องของระบบชีวิตที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง สามารถเข้าใจระบบที่เป็นวิวัฒนาการ โดยตัวเราคือผู้เชื่อมโยงสรรพสิ่งทั้งหลาย ทั้งตัวเรา ธรรมชาติและจักรวาล เข้าด้วยกัน เราจึงต้องเรียนรู้ในการเดินทางเข้าสู่ภายในตัวตนของเราดังนั้น กุญแจดอกแรก ที่จะนำไปสู่การบูรณาการที่แท้จริง คือ การตระหนักและมีสติต่อการคิดของตนเอง โดยการสำรวจกระบวนทัศน์ ทัศนคติ และพฤติกรรมของเราที่เรียกรวมกันว่า Mental Model ของตนเอง ว่าเป็นกระบวนทัศน์แบบใด แบบองค์รวมหรือแบบแยกส่วน ต้องตระหนักหรือรู้ตนเองว่าตนเองมีภาพของการบูรณาการในสมองว่าเป็นภาพแบบใด และต้องท่องไว้ในใจว่า ตัวเรานี่แหละคือประตูแห่งกระบวนการบูรณาการกุญแจดอกที่สอง คือ การปฏิบัติ ปฏิบัติและปฏิบัติ เพื่อนำไปสู่การบรรลุถึงความสัมพันธ์ของกายกับจิตที่แท้จริงผมได้มีโอกาสเข้าอบรมในคอร์ส Foundation for Leadership กับปีเตอร์ เซ็งเก (Peter Senge) ในเดือนพฤษภาคม 2547 ที่ผ่านมา ขณะที่เกริ่นนำการอบรม ปีเตอร์กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดของการเรียนรู้คือ การปฏิบัติ ปฏิบัติ และปฏิบัติ และผมเริ่มเข้าใจสิ่งที่ปีเตอร์พูดได้ดีมากขึ้น จากการหยิบหนังสือเรื่องมูซาชิของมิยาโมโต มูซาชิ (Miyamoto Musashi) มาอ่านอีกครั้ง โดยในตอนหนึ่งของหนังสือ มูซาชิย้ำถึงการใช้ดาบสองมือว่าต้องฝึก ฝึกแล้วฝึกอีก ฝึกนับเป็นพันๆ ครั้งแล้ววิญญาณของดาบจะปรากฎให้เห็น เช่นเดียวกับการศึกษาเรื่องบูรณาการถ้าจะให้อธิบายให้เกิดความลึกซึ้งนั้นเป็นเรื่องยาก แต่ต้องฝึก ฝึกแล้วฝึกอีกนับเป็นพันๆครั้ง แล้วความเข้าใจลึกซึ้งต่อวิญญาณแห่งบูรณาการนั้นจึงจะปรากฎออกมาผมจึงคิดว่า การฝึกจนกระทั่งเห็นวิญญาณของบางสิ่งบางอย่าง เป็นสิ่งสำคัญมาก ซึ่งเรื่องนี้อาจถือเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนในอดีต แต่กลายเป็นเรื่องใหม่สำหรับเราในโลกยุคอุตสาหกรรมและสารสนเทศการเรียนรู้เรื่องศาสตร์แห่งการบูรณาการจึงเป็นเรื่องของการเชื่อมโยงสรรพสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในโลก ให้เกิดพลังที่ดีโดย สัมพันธ์กับความรู้และทักษะของการพัฒนาพลังในตน เช่นเดียวกับบทความตอนหนึ่งจากหนังสือธรรมนูญชีวิตของท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฏก โดยกล่าวถึง พลังทั้ง 4 ประการ อันได้แก่ ปัญญาพละ วิริยะพละอนวัชชะพละ (กำลังสุจริต) และสังคหะพละ(กำลังของการสงเคราะห์ให้เป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์) พลังที่ดีเหล่านี้ยังไม่ได้ถูกนำไปใช้เชื่อมโยงเข้ากับความรู้เรื่องของการบูรณาการ ดังนั้น การพัฒนาพลังในตนตามความหมายที่ท่านเจ้าคุณธรรมปิฏกได้กล่าวนี้ จึงหนีไม่พ้นเรื่องการพัฒนาการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง DeeperKnowing) โดยมีฐานอยู่บนคุณค่าที่เรายึดถือ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผลลัพธ์แห่งบูรณาการที่เราต้องการสร้าง คือ สังคมที่น่าอยู่ เป็นสุขและศานติ มีชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติผมขอย้ำพลังบูรณาการแห่ง “ภายใน” กับ “ภายนอก” ที่ผมประทับใจมากๆ จากประโยคต่อไปนี้จาก คำสัมภาษณ์ของ Mohini Panjabi จาก Brahma Kumaris World Spiritual University หรือ กลุ่มราชาแห่งโยคะ ซึ่งเธอกล่าวว่า“อะไรที่อยู่ในหัวใจต้องนำสู่การปฏิบัติ อะไรที่อยู่ในใจนั้นเป็นของคุณแต่อะไรที่คุณนำไปปฏิบัตินั้นเป็นของโลก”ประโยคดังกล่าวช่วยให้ผมรู้ว่า ความสามารถในการบูรณาการให้ความสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพการมองเห็น (Seeing) การมองแล้วเห็นทำให้เรามีความคิดที่ลุ่มลึกซึ่งจะช่วยให้เกิดความสามารถในการเปลี่ยนแปลง โลก การพัฒนาทักษะการเพ่งพินิจอย่างลึกซึ้งเข้าไปภายในตัวตนของเราเอง จึงส่งผลต่อการพัฒนาด้านอื่นๆ ของตัวเราด้วยเหตุใดเราจึงให้ความสำคัญต่อการมองเห็น? เพราะเนื่องจากว่า คนจำนวนไม่น้อยที่มักอ้างว่าทำอะไรผิดเพราะมองไม่เห็น เพราะหลายสิ่งหลายอย่างบดบังดวงตาของพวกเขาGoethe นักประพันธ์ที่มีชื่อเสียงจากประเทศเยอรมัน ย้ำเรื่องการมองอย่างบูรณาการ ดังนี้“Man knows himself only the extent that he knows the world;he becomes aware of himself only within the world,and aware of the world only within himself.Every object, well contemplated, opens up a new organ within us”หรือแปลอย่างง่ายๆ ว่า“มนุษย์รู้จักตนเองเท่าที่เขารู้จักโลกเขาตระหนักต่อตนเองเมื่อเขาอยู่บนโลกนี้และเขาก็ตระหนักว่าโลกก็อยู่ในตัวของเขาเมื่อเขาพินิจพิจารณาอย่างลึกซึ้งต่อวัตถุใดสิ่งนั้นจะสร้างอวัยวะใหม่ขึ้นมาภายในตัวเรา”ท่านเชื่อหรือไม่ว่าถ้าเราพินิจพิจารณาสิ่งใดนานๆ จะมีอวัยวะใหม่บางอย่างเกิดขึ้นในการรับรู้ของเราการฝึกฝนการมองให้เห็นจึงถือเป็นเรื่องสำคัญ ฟรานซิสโก บาเลร่า (Francisco Varera) ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาชาวชิลี กล่าวถึง ความพยายามในการฝึกฝนเรื่องการมอง(Seeing) เขายกตัวอย่างที่นักวิจัยได้ทำการทดลองกับลูกแมวที่เกิดใหม่สองตัว ตัวหนึ่งถูกปล่อยให้คลานบนพื้น 2-3 วัน ต่อมาลูกแมวตัวนี้สามารถเปิดตาได้ ก็จะมองเห็น แต่ลูกแมวอีกตัวหนึ่งถูกผูกแขวนไว้โดยไม่ให้ขาแตะกับพื้น ลูกแมวตัวนี้ไม่ได้เดินในสามวันแรกจึงตาบอดตลอดชีวิตดังนั้นจึงมีคำกล่าวว่า “Seeing is movement” “การเห็น คือ การเคลื่อนไหว” ซึ่งผมคิดว่าจริง เพราะหากผมเปลี่ยนมุมมองไปเรื่อย ๆ เดินไปเดินมา เดินอยู่ข้างบนบ้างข้างล่างบ้าง ผมก็จะเห็นมุมมองต่างๆ อย่างที่ผมไม่เคยนึกมาก่อน การเปลี่ยนมิติการมองของเราจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ถูกมองข้ามแต่อย่างไรก็ตาม การมองที่เป็นการเคลื่อนไหวที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ การมองที่ทะลุออกจากกำแพงเดิมๆ ของเรา เพราะเรามักจะไม่รู้ตัวว่าเราอยู่ในกำแพงบางอย่าง เราอยู่ในขอบเขต อยู่ในคุกของความคิดที่สกัดกั้นการมองของเราเองในยุคโลกาภิวัตน์การข้ามพรมแดนเป็นไปอย่างรวดเร็ว มนุษย์สามารถเคลื่อนไหวไปมาได้ทั้งโลกสินค้าวัตถุต่างๆ ข้ามพรมแดนได้ แต่พรมแดนที่มนุษย์ข้ามไม่ได้ คือ การข้ามพรมแดนการมองของตนเอง การฝึกการมองให้เห็นจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะหากเราฝึกจนกระทั่งภายในของเราพร้อม จิตวิญญาณของสิ่งนั้นจะปรากฎให้เห็น เช่นเดียวกันกับ ประโยคที่ว่า “ดาบคือเรา เราคือดาบ ดาบอยู่ในเรา ดาบอยู่ในใจ”สำหรับผม วิทยาศาสตร์แห่งการบูรณาการ มี 2 ส่วนที่สำคัญ ส่วนหนึ่ง คือ วิทยาศาสตร์ใหม่อีกส่วนหนึ่งคือปรัชญาหรือหลักธรรม ซึ่งการฝึกฝนทักษะนี้ ในหนังสือชัมบาลา (Shambhala) หน้า 106 กล่าวว่า“การท้าทายที่แท้จริงก็คือ การอยู่เหนือการแบ่งแยกทั้งปวง มีความเป็นไปได้ที่จะประสานพลังซึ่งอยู่เหนือการแบ่งแยก อยู่เหนือความก้าวร้าว เป็นพลังซึ่งไม่ส่งเสริมหรือต่อต้านตัวคุณ นั่นคือ “พลังแห่งดราละ”ดราละไม่ใช่เทพหรือเจตภูติ แต่โดยพื้นฐานแล้วคือการเชื่อมโยงปรีชาญาณของคุณ เข้ากับพลังของสรรพสิ่งดังที่เป็นอยู่ ถ้าคุณสามารถเชื่อมโยงทั้งสองสิ่งเข้าด้วยกันได้ คุณอาจพบอำนาจวิเศษในทุกๆ สิ่ง”ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า อะไรคือสิ่งที่เชื่อมโยงคุณกับสิ่งนั้นได้ สำหรับผมพบว่าไม่มีอะไรใหม่เลยในหนังสือชัมบาลา มันเป็นความรู้ที่สอนกันนับเป็นหลายพันปี แต่สิ่งที่ขาด คือ การปฏิบัติที่เราไม่สามารถปฏิบัติได้ดังเช่นในหนังสือเมื่อกล่าวถึงการฝึกทักษะของปัจเจกบุคคลในการปฏิบัติเชิงบูรณาการ ผมใคร่ขอเพิ่มว่า นอกจากทักษะการมองอย่างลึกซึ้งที่เป็นการมองด้วยสมองข้างขวา หรือมองด้วยใจนั้น ไม่สามารถแยกออกได้จากทักษะการฟังอย่างลึกซึ้งผู้ที่มีความสามารถขั้นสูงในการบูรณาการ คือ ผู้ที่มีความสามารถในการฟังมากกว่าคนธรรมดา คือความสามารถในการฟังเสียงภายในของตน (Inner Call) ฟังเสียงจักรวาล และฟังเสียงจากโลกที่ไหลผ่านตนเอง ออกมา สู่ความสามารถในการปฏิบัติที่สอดคล้องกับหลักธรรมชาติ เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ เป็นหนึ่งเดียวกับเต๋าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ท่านเชื่อหรือไม่ว่า มีจริง?สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญมากสำหรับในบางครั้ง นักวิชาการส่วนใหญ่มักจะมองข้ามการฝึกทักษะการมองด้านหนึ่งที่มักจะมีในสายศิลปวัฒนธรรม คือ การฝึกทักษะการมองและฟังด้วยหัวใจ เพราะเรามักมองด้วยสมองข้างซ้ายจนมองข้ามการมองด้วยสมองข้างขวาเพราะฉะนั้น สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดในการบูรณาการ คือ การใช้ศักยภาพกายของเราทั้งหมด ทั้งสมองข้างซ้าย สมองข้างขวา และผัสสะทั้งหมดที่รวมถึงผัสสะที่ 6 (the sixth sense) เราจึงจะรับรู้สิ่งใหม่ๆได้ถึงแม้ปัจเจกบุคคลจะสามารถบูรณาการบางสิ่งบางอย่างได้ แต่สำหรับปัญหาบางอย่างที่มีความยิ่งใหญ่และสลับซับซ้อน ไม่สามารถทำให้สำเร็จได้โดยคนคนเดียว ก็ต้องการการทำงานที่มีผู้คนร่วมมือกันในระดับองค์กรและระดับประชาคม ดังนั้นนอกจากการพัฒนาทักษะการบูรณาการในระดับปัจเจกบุคคลแล้ว ทักษะการบูรณการระดับองค์กรหรือประชาคมหรือระดับกลุ่ม (Collective) จึงเป็นอีกความสามารถส่วนหนึ่งที่มีความจำเป็นผมจึงอยากนำหลักการของศาสตร์แห่งการจัดการการเปลี่ยนแปลงจากหนังสือเรื่อง The Fifth Disciplineของ Peter Senge มาเป็นตัวอย่างของการบูรณาการ 5 วิชาที่สำคัญซึ่งต้องฝึกฝนร่วมกันทั้งระดับปัจเจกบุคคล และ ระดับองค์กรโดยขอเปรียบเทียบศักยภาพในการเรียนรู้ที่สำคัญๆ เสมือนเก้าอี้สามขา คือ1) แรงบันดาลใจ (Aspiration) ในความหมายของผม คือ สัมมาทิฐิ เพราะหากไม่มีสัมมาทิฐิแล้ว เราจะไม่มีพลังฟันฝ่าอุปสรรค อันประกอบด้วยวิชาสำคัญอีก 2 วิชา คือ การสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน(Shared Vision) และการพัฒนาตัวตนไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่แท้ (Personal Mastery)• Shared Vision• Personal Masteryอนาคตที่เราปรารถนาCore Learning Competency• Team Learning(Dialogue)• Mental Model• System Thinking• Mental ModelReflectiveGenarativeConversationAspiration UnderstandingComplex System2) การสนทนาอย่างครุ่นคิด (Reflective) และการสนทนาอย่างออกดอกออกผล (GenerativeConversation) อันจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของการสนทนาอย่างลึกซึ้ง (Dialogue) และกระบวนทัศน์ภายในตัวตนของเรา (Mental Model)3) ความเข้าใจโลกที่ซับซ้อน (Understanding Complex System) โดยการจะเข้าใจโลกที่ซับซ้อนได้ต้องเรียนรู้วิชาวิธีคิดกระบวนระบบ (System Thinking) ซึ่งสำหรับผมเป็นวิชาที่มีหลักคิดเดียวกันกับอิทัปปจยตาและปฏิจจสมุปบาทหากนำความสามารถทั้ง 3 ด้านนี้มาพิจารณาในทางพุทธศาสนา ผมมองว่าแรงบันดาลใจ (Aspiration)คือ สัมมาทิฐิ การสนทนาอย่างครุ่นคิด (Reflective) และการสนทนาอย่างออกดอกออกผล (GenerativeConversation) คือ โยนิโสมนสิการ และความเข้าใจโลกที่ซับซ้อน (Understanding Complex System) คือ อิทัปปจยตาและปฏิจจสมุปบาท ซึ่งมีความสอดคล้องกันอย่างไม่น่าเชื่อ โดยวิชาทั้งหมดที่กล่าวมานี้เราควรฝึกร่วมกับผู้อื่นอย่างจริงจังเพราะความรู้ในการบูรณาการสังคมไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากคนเพียงคนเดียวสิ่งที่น่าสนใจในระยะ 10 ปีหลังจากที่ปีเตอร์ เซ็งเก (Peter Senge) เขียนเรื่อง The Fifth Discipline ได้ เกิดกลุ่มที่กำลังวิจัยความรู้ใหม่ขึ้นอีกกลุ่มหนึ่ง คือ The Sixth Discipline โดยวิชานี้เรียกว่า presencing ในความหมายของ pre ที่แปลว่า “ก่อนหน้า” sencing เป็นคำสมาสของคำ 2 คำคือ sense ที่แปลว่าญาณ และ cing คือ การเรียนรู้จากอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น อันเป็นผลจากโลกปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเรียนรู้ในสิ่งที่ยังมาไม่ถึงจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากในอนาคต ดังนั้นเราจึงต้องนำสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตมาสู่ปัจจุบันและเตรียมการเพื่อรับมือกับสิ่งนั้นท่านติช นัท ฮันท์ เคยกล่าวถึงวินาทีหรือนาทีของปัจจุบันกาลที่อดีต ปัจจุบัน และอนาคตรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ดังคำกล่าวว่า “อดีต ปัจจุบัน และอนาคตบนปลายเส้นผม” จากหนังสือ “ดวงตะวันดวงใจฉัน”ดังนั้น การจะสามารถพัฒนาความรู้ที่เป็นความรู้เชิง presencing ได้ มีเพียงวิธีเดียวที่ทำได้ คือ การฝึกให้บ่อยเท่านั้นเองNefiodof นักคิดชาวเยอรมัน กล่าวถึง เรื่องของคลื่นยาว Kondratief ว่าทุกๆ 50 ปี จะมีการเปลี่ยนแปลง เกิดขึ้นเสมอ ขณะนี้เทคโนโลยีสำคัญที่เรากำลังใช้ คือ เทคโนโลยีทางด้านการสื่อสาร(CommunicationTechnology) และเทคโนโลยีสารสนเทศข้อมูลข่าวสาร (Information Technology) อยู่ในคลื่นลูกที่ห้า แต่ในอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้า เทคโนโลยี “จิตวิทยาสังคม” (Phycho-Social) จะแทนที่เข้ามา เป็นเทคโนโลยีใหม่ เนื่องจากในโลกแห่งอนาคตการพัฒนาเทคโนโลยีจะรุดหน้าไปเรื่อยๆ จนไม่สามารถมีใครหยุดยั้งได้ คุณภาพของการเป็นมนุษย์ ในความหมายของมนุษย์ที่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างบูรณาการเพื่อให้ประสบผลสำเร็จจะเป็นสิ่งชี้ขาดของสังคมยุคหลังทันสมัย สุดท้ายนี้ผมจึงขอกล่าวว่า สิ่งที่ทรานส์ทีมกำลังศึกษาและทดลองเรียนรู้ประสานไปกับการปฏิบัตินั้นเป็นทิศทางที่สมควรก้าวต่อไป แม้ว่าจะไม่ราบรื่นก็ตามเพราะมันเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับวิถีของโลกในอนาคตเป็นอย่างยิ่ง. http://www.chaiwatthirapantu.com/?p=6
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
B l a c k B e a r : T h e D i a r y
|
|
|
หมีงงในพงหญ้า
ยืนงงในดงตีน
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์
เพศ:
 United Kingdom
กระทู้: 7857
• Big Bear •
ระบบปฏิบัติการ:
 Windows XP
เวบเบราเซอร์:
 MS Internet Explorer 6.0
|
 |
« ตอบ #10 เมื่อ: 12 มิถุนายน 2553 13:43:52 » |
|
ทฤษฎีไร้ระเบียบ พลิกมุมมองต่อโลกธรรมชาติสู่กระแสวิทยาศาสตร์ใหม่  หน้า 1 จาก 206 Introducing chaos ทฤษฎีไร้ระเบียบ พลิกมุมมองต่อโลกธรรมชาติสู่กระแสวิทยาศาสตร์ใหม่ เมธาวี เลิศรัตนา แปล Ziauddin Sardar เขียน Iwona Abrams ภาพประกอบ สารบัญ  [/B]
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
B l a c k B e a r : T h e D i a r y
|
|
|
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์
เพศ:
 Thailand
กระทู้: 7493
ระบบปฏิบัติการ:
 Windows XP
เวบเบราเซอร์:
 MS Internet Explorer 8.0
|
 |
« ตอบ #11 เมื่อ: 12 มิถุนายน 2553 14:26:25 » |
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
หมีงงในพงหญ้า
ยืนงงในดงตีน
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์
เพศ:
 United Kingdom
กระทู้: 7857
• Big Bear •
ระบบปฏิบัติการ:
 Windows XP
เวบเบราเซอร์:
 MS Internet Explorer 8.0
|
 |
« ตอบ #12 เมื่อ: 12 มิถุนายน 2553 14:49:04 » |
|
ก๊อปเอาครับ
ใช้วิธีเลือกอ้างถึง
จากกระทู้ต้นทาง
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
B l a c k B e a r : T h e D i a r y
|
|
|
เงาฝัน
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 15
คะแนนความดี: +58/-0
ออฟไลน์
เพศ:
 Thailand
กระทู้: 7493
ระบบปฏิบัติการ:
 Windows XP
เวบเบราเซอร์:
 MS Internet Explorer 8.0
|
 |
« ตอบ #13 เมื่อ: 12 มิถุนายน 2553 15:39:56 » |
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
กำลังโหลด...