[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
25 เมษายน 2562 15:50:49 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องเล่าในรั้วมหาลัย: มหาวิทยาลัย มหิดล ศาลายา  (อ่าน 3948 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Mckaforce
I'm Mckaforce
ผู้ก่อตั้งเวบฯ
นักโพสท์ระดับ 15
*

คะแนนความดี: +62/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
United Kingdom United Kingdom

กระทู้: 7602


• McGaR •

ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
Chrome 2.0.157.2 Chrome 2.0.157.2


ไม่มี ไม่ใช้ ไม่รู้
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: 25 ธันวาคม 2552 17:39:43 »

เรื่องเล่าขานตำนานเฮี้ยน ณ มหิดล ศาลายา

หลังจากกระแสการตอบรับเรื่องเล่าแนวสยองขวัญ ประจำรั้วมหา'ลัย ได้รับความสนใจเป็นอย่างดี
เหล่าทีมงาน“Life On Campus" จึงไม่รอช้า รีบเสาะหาเรื่องราวชวนหัวลุกจากปากคำของนักศึกษา
ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน และบุคคลในพื้นที่จากรั้วมหาวิทยาลัยเก่าแก่ ติดเขตปริมณฑลอย่าง
"มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขต ศาลายา" ซึ่งขนานนามได้ว่า มีเรื่องราวอันน่าสะพรึงกลัวอยู่ไม่น้อย

ทั้งนี้ “ปาล์ม” ไตรรัตน์ อุทัยรังสี นักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาเทคโนโลยีการบริหารสิ่งแวดล้อม
คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ จะมาร่วมวงเล่าประสบการณ์ให้พวกเราได้ฟังกัน



ปาล์ม เริ่มต้นเล่าว่า สมัยก่อนเคยได้ฟังตำนานจาก คนเก่าคนแก่ของมหาวิทยาลัยมหิดล ว่า พื้นที่
ในเขต "ศาลายา" คือชื่อตำบลหนึ่งที่ตั้งอยู่ใน จ.นครปฐม และปัจจุบันที่ดินส่วนหนึ่งของ ต.ศาลายา
ก็เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยมหิดล ในอดีตศาลายานี้ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งซ่องสุมโจรและเลื่องลือกันว่า
"ผีดุ" มักปรากฏตัวให้ใครต่อใครเห็นอยู่เป็นประจำ

ชื่อ "ศาลายา" มีเล่าต่อกันมาหลายทาง สมัยก่อนศาลายาจะเป็นชื่อที่คู่มากับ "ศาลา ทำศพ" ซึ่งมี
ผู้สันนิษฐานว่า แต่ก่อนสถานที่ 2 แห่งนี้ น่าจะเคยมีเหตุการณ์ที่ทำให้คนเจ็บไข้ล้มตายกันมาก จึงมี
การตั้งศาลาขึ้นจ่ายยาแก่คนเจ็บเหล่านั้น และเมื่อล้มตายก็จัดการเผาศพจึงมีชื่อทั้ง "ศาลายา" และ
"ศาลาทำศพ" ต่อมาเห็นว่าชื่อ "ศาลาทำศพ" ไม่เป็นมงคลจึงเปลี่ยนชื่อเป็น "ศาลาธรรมสรพณ์"
และยังใช้ในปัจจุบัน

ในอดีตคนเก่าแก่เล่าว่า "ศาลายา" เป็นที่เปลี่ยว ห่างไกลความเจริญมาก ยังไม่มีถนนหนทางตัดผ่าน
ทำให้ชาวบ้านในละแวกนั้นเวลาป่วยไข้ไม่มีใครกล้าออกไปหาหมอ จึงมีผู้เมตตาสร้างศาลาให้หลังหนึ่ง
และนำเอาสมุนไพรที่รักษาโรคได้มาแขวนไว้เป็นทาน ให้คนเอาไปใช้รักษา ใครต้องการยาอะไรก็จะ
ไปเลือกหาเอาที่ศาลานั้น จึงเรียกที่แห่งนั้นว่า "ศาลายา" เรื่อยมา

ความเป็นมาของที่ดินบริเวณศาลายาแต่เดิมเป็นของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4
และเป็นมรดกตกทอดมาถึงสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ต่อมาเจ้านายบางพระองค์
ขายตกทอดไปเป็นของชาวบ้านบ้าง บางส่วนถูกเวนคืนไปเป็นพุทธมณฑลบ้างและบางส่วนก็เป็นของ
สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

รวมถึงที่ดินที่เป็นพื้นที่ของมหาวิทยาลัยมหิดล ในปัจจุบันก็เป็นที่ดินพระราชมรดกจากรัชกาลที่ 4
ตกทอดมายังรัชกาลที่ 9 มาในรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้มหาวิทยาลัยมหิดลซื้อที่ดิน
ส่วนพระองค์ ในราคาถูกเป็นพิเศษจำนวน 1,250 ไร่ เพื่อสร้างเป็นมหาวิทยาลัย ทำให้ชาวบ้านที่เคย
อาศัยทำกินอยู่ที่พื้นที่นั้นค่อยๆอพยพออกไปจนหมด




แต่สิ่งที่เหลืออยู่มากมายบนที่ดินนั้นก็คือศาลพระภูมิ และศาลเจ้าที่ ซึ่งถูกทิ้งให้หักพังโดยส่วนใหญ่ไม่มี
ใครเหลียวแลจะมีก็บางครอบครัว ที่นานๆจะกลับมาไหว้ศาลเก่าของตน เพราะยังผูกพันกับเจ้าที่เดิม

และตามความเชื่อของคนไทยส่วนใหญ่ มักให้ความเคารพต่อสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หรือศาลพระภูมิ ศาลเจ้าที่
ไม่ว่าจะปลูกบ้านหรือทำพิธีกรรมใดๆ โดยมากมักจะแผ่ส่วนกุศลอุทิศให้เจ้าที่เจ้าทางที่ตนมาอาศัยจึงอยู่กัน
อย่างสงบสุข ราบรื่น แต่ในบริเวณที่ดินของ ม.มหิดลศาลายา เมื่อเปลี่ยนจากที่ชาวบ้านอยู่อาศัยมาสร้าง
เป็นสถานที่ราชการแล้วมักเกิดปัญหาที่น่าพิศวงตามมา


** จุดเริ่มต้น ปรากฏการณ์อาถรรพณ์ ณ ม.มหิดล ศาลายา


หลังจากมหาวิทยาลัยมหิดล เตรียมพื้นที่และสร้างอาคารเสร็จพร้อมจะให้นักศึกษาเข้ามาอยู่ ปรากฏว่าในวัน
เปิดตึกหอพักนักศึกษา ...มีนักศึกษาชายคนหนึ่งป่วยกะทันหัน โดยไม่มีเค้าว่าจะเป็นคนสุขภาพไม่ดีมาก่อน
และผลจากการป่วยคราวนี้ทำให้กลายเป็นคนพิการ ไม่สามารถเรียนต่อได้

ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันยกใหญ่ว่านับตั้งแต่สร้างมหาวิทยาลัย มามักมีคนตายบ่อยๆ เช่น มีอุบัติเหตุ
ที่สี่แยกพุทธมณฑลทำให้นักศึกษาตายหลายศพ หรือมีการฆ่ากันตายที่ตึกคณะสิ่งแวดล้อม และนักศึกษา
หลายคนก็มักจะเห็นคนเดินหายเข้าไปในต้นไม้ จากเหตุการณ์หลายๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ต้องมีอัญเชิญ
พระพุทธรูปองค์หนึ่ง มาตั้งไว้บริเวณหน้าหอพักนักศึกษาเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวให้อบอุ่นใจเหตุการณ์ในทำนองนี้
ยังเกิดต่อเนื่องเรื่อยมา

โดยครั้งหนึ่งที่คณะสังคมศาสตร์ได้จัดให้มีการทำบุญ ขณะมีงานอย่านั้นก็มีคนงานคนหนึ่งเกิดอาการคล้าย
ผีเข้าเมื่อทำการถามไถ่ได้ความว่า ผีที่เข้าเป็น "ผีแขก" นับถือศาสนาอิสลามที่ตายที่นี่และวิญญาณยังคง
วนเวียนอยู่ ยังไม่ได้ไปผุดไปเกิด ซึ่งเมื่อผีแขกตนนี้ ออกไปแล้ว ในแต่ละปีเมื่อทางคณะทำบุญครั้งใด ก็จะ
ต้องอุทิศส่วนกุศลไปให้ทุกครั้ง

   


** เรือนไทย

เรื่องนั้นเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2529 ขณะที่ทำการสร้างเรือนไทย เพื่อให้เป็นศูนย์วิจัยวัฒนธรรมเอเชียอาคเนย์
มีคนเคยเล่าว่า ระหว่างการสร้างเรือนไทยแห่งนี้ มักมีเหตุการณ์แปลกๆคือ ...อยู่ๆคนงานก็เกิดอุบัติเหตุ
ถูกฆ้อนตอกเสาเข็มทับบาดเจ็บสาหัส แล้วไปตายที่โรงพยาบาลศิริราช

ซึ่งเสาต้นที่เกิดเหตุน้อยคนนักที่จะรู้และจำได้ จนได้มีงานทำบุญขึ้นที่อาคารเรือนไทย ขณะที่กำลังทำพิธี
พระ 9 รูปกำลังสวดทำน้ำพระพุทธมนต์ โดยพระภิกษุรูปแรกกำลังจุดเทียนร่างคาถาทำน้ำมนต์อยู่ จู่ๆพระภิกษุ
รูปที่ 4 ก็เกิดอาการน้ำลายฟูมปาก และพ่นน้ำลายออกมา บรรดานักศึกษาและอาจารย์ต่างเห็นกันทั่วทุกคน
เมื่อพระรูปที่ทำน้ำมนต์สวดเสร็จและหันมาเห็นเข้า ท่านก็ดูว่าทันที และซัดน้ำมนต์ลงไปที่ร่างพระรูปนั้น

ท่านว่า "ผีก็อยู่ส่วนผี วันนี้เป็นวันมงคล อย่ามาทำตัวให้เกิดความยุ่งยาก"

ซึ่งเมื่อซัดน้ำมนต์ไปที่ร่างนั้นแล้ว อาการต่างๆของพระรูปนั้นก็หายไปทันที จากนั้นท่านก็ลุกขึ้นยืนประพรม
น้ำมนต์ไปทั่วอาคารเรือนไทย แต่พอถึงเสาต้นหนึ่งท่านก็หยุด และตั้งคำถามที่เป็นปริศนาขึ้นว่า

"มีใครเคยเห็นอะไรเป็นพิเศษที่เสาต้นนี้บ้างหรือไม่?"

ผู้ที่อยู่และรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในมหาวิทยาลัยมาตลอดถึงกับอึ้งและสงสัยว่า พระรูปนี้ ไม่เคยรู้เรื่องอุบัติเหตุ
ที่เกิดขึ้นระหว่างการก่อสร้างเรือนไทยว่ามีคนตาย แต่ทำไมท่านชี้เสาต้นที่เกิดเหตุได้ถูกต้อง นอกจากนี้ยังมี
นักศึกษาหลายกลุ่มที่ต่างพากันจาจับจ้อง พื้นที่บริเวณเรือนไทย เพื่อติวหนังสือกันที่นี่ และบางกลุ่มก็ใช้เป็นที่
พลอดรักกันอย่างน่าอิจฉา

จนกระทั่งมีนักศึกษาหญิงคนหนึ่ง เข้าไปอ่านหนังสือบริเวณเรือนไทย เวลาผ่านไปจนเริ่มเย็น ขณะนักศึกษาคนนั้น
เก็บของเตรียมตัวกลับไปหอพักก็เหลือบไปเห็นเส้นสีดำๆคล้ายผมของใครบางคน ปลิวไสวอยู่ไม่ไกล เมื่อเข้าไปดู
ใกล้ๆก็พบว่า

เส้นผมที่ว่านั่น...เป็นเส้นผมของผู้หญิงใส่ชุดไทยโบราณ และกำลังห้อยหัวลงมาจากเสาเรือน ปากยิ้มแสยะเห็นฟัน
ดำขลับ

นักศึกษาคนนั้นกรีดร้องและเป็นลมทันที พี่ยามได้ยินเสียงจึงเข้าช่วยเหลือ-ทำการปฐมพยาบาล มีรุ่นพี่บางคนเล่า
ต่อๆกันมาว่า เสาต้นหนึ่งในเรือนไทยตกน้ำมัน




** เจ้าที่..แรง!!

ยังมีอีกเหตุการณ์ที่เกิดกับบุคลากรระดับอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ และเป็นฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัยมหิดลท่านหนึ่ง
ซึ่งเกิดขึ้นในกลางดึก กำลังเดินกลับที่พัก ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัย ขณะกำลังเดินอยู่ ท่านเห็นหญิงสาวคนหนึ่ง
เดินออกมาจากบริเวณมหาวิทยาลัยจะข้ามสะพานออกไปนอกถนนหน้ามหาวิทยาลัย

ท่านก็นึกว่าเป็นนักศึกษาเดินกลับกลางดึก ด้วยความเป็นห่วงจึงถามว่า

"ไปไหนมาจนดึก เดินไประวังรถจะเฉียวเอา"

เพราะถนนสายนี้ กลางคืนรถแล่นเร็วมาก แต่เธอผู้นั้นก็ไม่ตอบ กลับรีบเดินข้ามไปยังฝั่งตรงข้าม แล้วหายตัวเข้าไป
ในต้นไม้ข้างทางต่อหน้าต่อตาอาจารย์ท่านนั้น เรื่องนี้ไม่ใช่จะเกิดเฉพาะกับอาจารย์ท่านนี้ เพราะยังมีนักศึกษาหลายคน
รวมทั้งยามหน้าประตูมหาวิทยาลัยก็เคยเห็น โดยจะเห็นผู้หญิงเดินออกจากตัวตึกแล้วหายเข้าไปที่โคนต้นไทร และ
ทุกคนเล่าตรงกันอย่างไม่น่าเชื่อว่า รูปร่างหน้าตาและการแต่งตัวของผู้หญิงคนนั้นเป็นอย่างไร

จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้อาจารย์ท่านนี้ต้องนำเรื่องไปปรึกษาพระผู้ใหญ่ที่นับถือองค์หนึ่งที่วัดพระเชตุพนฯ ซึ่งท่านก็สอนว่า

"เรื่องย้ายไปทำงานใหม่ที่ใดที่หนึ่งนั้น ประเพณีไทยเขาต้องเซ่นไหว้พระภูมิและเจ้าที่ เมื่อบอกกล่าวแล้วหากมีปัญหา
อะไรท่านจะได้ช่วยเรา และควรทำบุญกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ท่านเป็นครั้งคราวด้วย"

และท่านยังบอกว่า ที่ศาลายานี้จะมีจิตวิญญาณจริงหรือไม่ ตอนดึกๆท่านจะนั่งวิปัสนาดูให้ แต่ครั้งแรกท่านทำไม่สำเร็จ
มาป่วยเสียก่อน ครั้งที่สองท่านพระยายามนั่งทางในอีก คราวนี้สำเร็จ

ท่านเล่าว่า เจ้าที่ที่ศาลายานี้แรงมาก ไม่ยอมให้ท่านเข้าไปในสถานที่ ต้องใช้พลังจิตต่อสู้กันจนทำให้ท่านต้องเข้าโรงพยาบาล
เสียหลายอาทิตย์

ภายหลังทางม.มหิดลมาเชิญให้ไป โดยจะเอารถมารับ ท่านบอกว่า "ให้ไปเอาพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 ไปติดตั้งให้เรียบร้อย
ก่อนท่านจึงจะไป” พระบรมรูปรัชกาลที่ 5 มาเกี่ยวข้องกับเรือนไทยที่ศาลายาอย่างไร ตอนนั้นยังไม่มีคำตอบ เพราะหลัง
จากนั้น พระผู้ใหญ่รูปนี้ก็ป่วยหนักและมรณภาพไป หลังจากท่านมรณภาพลงแล้ว ก็ไม่มีใครพูดถึงเรื่อง "ผี" ในศาลายาอีก

จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นอีก โดยมีคนงานก่อสร้างตึกภายใน ม.มหิดล เกิดโรคไหลตาย และต่อมาก็เกิด
ฟ้าผ่าคนงานอีก จนทำให้สงสัยว่าทำไมต้องมีคนตายในทุกตึกที่มีการก่อสร้างในศาลายา จึงน่าจะมีอะไรสักอย่างดลบันดาล
ให้เกิดเหตุไม่ชอบมาพากลอย่างนี้ ก็บังเอิญว่ามีผู้ที่สามารถติดต่อกับจิตวิญญาณได้เป็นผู้หญิง ซึ่งเธอได้เข้าสมาธิเพื่อติดต่อ
เจ้าหน้าที่ แล้วก็ได้คำตอบว่า
แต่เดิมสถานที่ที่ศาลายาบริเวณ ม.มหิดลนั้น มีผู้ตายทับถมกันมาก เป็นผีตายโหงที่อดอยาก หิวโหย คอยส่วนบุญจากผู้อยู่
อาศัยบนพื้นที่นั้น คนรุ่นใหม่เข้ามาอยู่ก็ไม่เคยกรวดน้ำอุทิศให้แก่เจ้าที่ บนพื้นที่ศาลายานี้เลย

นอกจากเธอยังบอกว่า ศาลายานี้เจ้าที่แรงมาก จะเข้ามาตรวจสอบทางสมาธิได้ยาก ต้องทำตัวให้สะอาดจึงจะเข้ามาทำพิธีได้
สิ่งที่เธอเห็นจากการเข้าสมาธิครั้งแรกก็คือ

....ในชั้นที่ลึกที่สุดของที่ดินบริเวณนี้ เป็นกลุ่มคนหน้าตาเหมือนแขกมุสลิมที่ตายเพราะศึกสงครามทับถมกันอยู่ โดยวิญญาณ
เหล่านี้คือทหารที่รบราฆ่าฟันตายบนท้องทุ่งแห่งนี้ มาตั้งแต่สมัยทวารวดี ซึ่งมีทั้งแขกตามและขอม

ชั้นถัดมาเป็นศพที่ตายจากโรคห่าระบาด ในสมัย ร.3 ซึ่งมีทั้งผีผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก และผีทาสที่ข้อมือข้อเท้ายังติดตรวนอยู่
จากการติดต่อกับวิญญาณเหล่านี้จึงทราบว่า
ในอดีตเคยเกิดโรคระบาดที่นี่ ตายกันหมดทั้งหมู่บ้าน คนจะเข้ามาช่วยก็กลัวจะติดโรค จึงเอายามาแขวนไว้ ให้คนเจ็บมาหยิบ
ใช้เอง โดยผูกยาเป็นห่อๆไว้เป็นทานที่ศาลา แต่ก็ช่วยไม่ทัน ตายกันหมดทั้งหมู่บ้าน

นอกจากนั้นก็ยังมีผีหน้าใหม่ซึ่งก็คือบรรดาศพที่ดองไว้ศึกษาของคณะวิทยาศาสตร์ และที่วิญญาณมาปรากฏให้เห็นก็หวังจะให้
ช่วยแผ่ส่วนกุศลไปให้นั่นเอง หากต้องการแก้ไขก็ต้องตั้งศาลให้แก่เจ้าที่ รวมถึงสร้างศาลาหรือโบสถ์เล็กๆ เพื่อตั้งพระพุทธรูป
และพระบรมรูป ร.5 พร้อมทั้งบูชาเจ้าที่ด้วยเครื่องเซ่นที่กำหนดมา หากต่อไปจะสร้างอาคารใด ให้บอกเจ้าที่ก่อนทุกครั้ง

   


สำหรับเจ้าที่ผู้เป็นใหญ่ ณ ศาลายา นามว่า "เจ้าขุนทุ่ง" หรือ "เจ้าจันทร์ทุ่ง" ลักษณะเป็นคนโบราณร่างสูงใหญ่ หวีผมเสกกลาง
นุ่งโสร่งตาหมากรุก ไว้หนวดใส่เสื้อคอกลมหลังจากตั้งศาลแล้ว

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ซึ่งทรงทราบเรื่องมาแต่ต้นทั้งหมดก็ได้ทรงพระกรุณาพระราชทานพระพุทธรูปส่วนพระองค์ สมัย
ทวารวดีให้มาประดิษฐานในโบสถ์เล็กที่สร้างขึ้น และทาง ม.มหิดลยังได้อัญเชิญพระบรมรูป ร.4 ร.5 และสมเด็จพระบรมราชชนก
มาตั้งในโบสถ์นี้ด้วย เพราะทั้งสามพระองค์มีความเกี่ยวข้องกับพื้นที่ศาลายาแห่งนี้มาก่อน เมื่อดำเนินการสร้างเสร็จเรียบร้อยก็ไม่มี
ใครพบเห็นหญิงสาวมาปรากฏตัวให้เห็นอีกเลย และที่น่าแปลกก็คือ ต่อมาได้มีอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิอีกท่านหนึ่ง มาประชุมที่
เรือนไทยแห่งนี้ โดยเพิ่งมาเป็นครั้งแรก อาจารย์ท่านนี้สามารถรับกระแสจิตได้ และท่านคงมองเห็นอะไรบางอย่าง อยู่ๆท่านก็พูดขึ้นว่า

"เรือนนี้มีจิตสถิตอยู่ แต่เขาอยู่สบาย ไม่กวนใคร"

และท่านยังว่าท่านเห็นชายสูงอายุคนหนึ่งยืนอยู่เฉยๆ ท่าทางสบายอารมณ์ นุ่งผ้าตาหมากรุก ไว้หนวด ผิวคล้ำ ซึ่งเป็นรูปร่างของ
"เจ้าขุนทุ่ง" ผู้เป็นใหญ่แห่ง "ภูมิวิญญาณ" ในพื้นที่ศาลายาจึงเป็นเรื่องแปลก ทำไมบางคนที่ไม่เคยรู้เรื่องในศาลายาเลย อย่าง
อาจารย์ท่านนี้จึงสามารถบอกเรื่องราวได้ถูกต้อง”

เพื่อความชัดเจน Life On Campus ได้สอบถามไปยังผู้รู้ถึงต้นตอของความเชื่อที่สืบทอดกันมา กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่คู่กับวิทยาเขต
มาเนิ่นนานเช่นกัน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ว่าก็คือ “ศาลพ่อปู่จันทร์ทุ่ง” ซึ่งเป็นศาลเก่าแก่ประจำวิทยาเขตศาลายาโดยผู้ที่สามารถให้คำตอบ
ได้มากที่สุดเกี่ยวกับที่มาของการแก้บนในลักษณะดังกล่าวที่ว่านี้ คือ "ดร.สุกรี เจริญสุข” ผู้อำนวยการ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์
มหาวิทยาลัยมหิดล

ดร.สุกรีเล่าว่า ศาลนี้ก่อตั้งเมื่อ ปี 2538 แต่ก่อนหน้านั้น มหาวิทยาลัยเรามาตั้งที่ศาลายา ในปี 2500 ในด้านทิศตะวันตก ทางทิศเหนือ
ก็มีอาคารอยู่ 1 หลัง ชื่ออาคารอาจารย์ใหญ่ ในเวลาที่โรงพยาบาลมีคนบริจาคศพ ทางโรงพยาบาลก็จะนำมาให้แพทย์ไว้เรียนรู้ที่
อาคารอาจารย์ใหญ่ในส่วนของ ม. มหิดล ฉะนั้นตั้งแต่ ร.1 – ร.4 จนถึงปัจจุบันที่มีตึกมากมาย แต่พื้นที่สมันก่อนมีคนตายทับถมกันเนี่ย
ในความเชื่อ หากจะถามว่าศพและวิญญาณเหล่านี้มีที่มาที่ไปไหม ตอบมีแต่ที่มา ไม่มีที่ไป ผมเองก็ไม่มีที่มาเรื่องผีสางนางไม้
พิธีกรรมประเพณีต่างๆ ก็ไม่รู้

ความเชื่อใดๆ ก็ตามอาจจะเป็นความเชื่อที่งมงาย แต่ ร. 5 พระองค์ทรงตรัสไว้ว่าเรื่องงมงาย ไม่ดี ไม่มีประโยชน์ แต่ทำดีกว่าไม่ทำ
เชื่อดีกว่าไม่เชื่อ ผมเป็นนักเรียนนอกเรื่องพรรค์นี้จึงไม่มีในหัว แต่คิดว่าเชื่อดีกว่าไม่เชื่อ

อย่างตอนที่กำลังเริ่มจะสร้างตึก จู่ๆ นศ.ปริญญาโทก็ถูกผีเข้า มีเพียงผมที่รู้ว่านศ.ถูกผีเข้า เราไม่สามารถบอกใครได้กลัวหาว่าเราบ้า

...นศ.ที่ถูกผีเข้าเอะอะโวยวาย บอกผมว่าสร้างตึกไม่ได้หรอก เขามายืนชี้ให้ผมดูว่าตรงนี้มีคนตายเยอะ ผมจึงถามว่าทำอย่างไรจึงจะสร้างได้
แต่เขายังไม่ทันพูดอะไรต่อ จู่ๆก็ออกไป”

ดร.สุกรีเล่าต่อว่าหลังจากนั้นอีกอีกสองเดือน สิ่งที่อาจารย์เรียกว่าผีก็เข้านศ.หญิงปริญญาโทคนเดิมอีก แต่คราวนี้มีคนอยู่กันหลายคน

“ครั้งนี้ผมมีโอกาสถามว่า ทำอย่างไรจึงจะสร้างตึกได้ ขอให้บอกมา จากนั้นจึงมีผู้รู้ซึ่งเป็นร่างทรงมาก็คุยกันว่าจะตั้งศาล และร่างทรง
ก็ชี้ไปยังจุดใต้ต้นไทรว่าให้ตั้งศาลตรงนี้ นั่นก็คือที่ตั้งศาลพ่อปู่จันทร์ทุ่ง ณ ปัจจุบัน และร่างทรงบอกว่าเจ้าที่ ณ ศาลตรงนี้ จะรับแต่
ผลไม้ ปากริมไข่เต่า ชอบเล่นว่าว ชอบเลี้ยงควาย หลังจากนั้นก็ทำพิธีให้ทุกปี แต่บางทีผมก็ได้ยินว่า นศ.บางรุ่นเขาจะเห็นผู้ชายใส่
โจงกระเบนสีม่วงบริเวณนั้น ซึ่งก็เป็นเรื่องเล่าต่อกันมา”

อาจารย์ทิ้งท้ายถึงความเชื่อที่พิสูจน์ไม่ได้ ของศาลพ่อปู่จันทร์ทุ่งว่า ศรัทธาอะไรก็ศรัทธาไปเถอะ หากทำให้จิตใจดี
และสามารถทำให้เราดำรงอยู่ในความดีได้ มันก็มีประโยชน์ดีจริงทั้งนั้น “ศาลพ่อปู่จันทร์ทุ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของ
คนในชุมชนมหาวิทยาลัยนี้ มันเป็นเรื่องที่ดี ทำให้จิตใจมีอะไรที่ผูกพันกับสถานที่ที่เขาศรัทธา ผมคิดว่านับเป็นสิ่งดีที่
ทำให้เขามีกำลังใจในการดำเนินชีวิต”...







มาต่อกันด้วย เรื่องเ ฮี้ ย นๆ....ที่เกิดขึ้น ณ ม.มหิดล ศาลายาที่ต่างเล่าขานกันว่า น่ากลัวจริงๆ



** เพลงรักน้อง "เจ้านกน้อย ล่องลอยโผบิน จากแผ่นดินทะเลสีคราม..." นั่นคือเนื้อเพลงรักน้อง
หรือเจ้านกน้อยอย่างที่ใครหลายๆคนพูดจนชินปาก เพลงอาถรรพ์ของชาวศาลายามีเรื่องเล่ากันว่า
มีนักศึกษาพยาบาลคนหนึ่ง ถูกพ่อแม่บังคับให้เรียนในสายที่ไม่เต็มใจ ด้วยความเสียใจ คิดว่าไม่มีใครเข้าใจ
อีกแล้ว นักศึกษาพยาบาลคนนั้นจึงปีนขึ้นไปบนดาดฟ้าของหอพัก และเขียนข้อความสั้นๆนี้ไว้ จึงทิ้งร่างลงมา
สู่พื้นด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ

เพลงรักน้อง จึงเป็นเครื่องหมายที่บ่งบอกความระลึกถึงนักศึกษาพยาบาลคนนั้น ชาวศาลายาจะถือกันว่า
เพลงนี้ห้ามร้องในเวลากลางคืน และถ้าใครคนใดคนหนึ่งร้องขึ้นมาแล้ว ต้องร้องต่อจนจบเพลง มิฉะนั้น
จะเท่ากับเป็นการเรียกนักศึกษาพยาบาลคนนั้นจากพื้นดินมาสู่เจ้าของเสียง ในบางครั้งก็ปรากฏตัวให้
นักศึกษารุ่นน้องที่เข้าใหม่เห็นในลักษณะกระโดดลงจากดาดฟ้าหอพัก เมื่อนักศึกษาคนนั้นตั้งสติได้
และเรียกให้คนมาช่วย พอไปถึงจุดเกิดเหตุกลับปรากฏว่า ไม่มีร่องรอยใดๆอยู่เลย

** SI วันมหิดล เตียงC อีกหนึ่งความเชื่อเกี่ยวกับวันสำคัญของมหาวิทยาลัยมหิดล
ซึ่งกล่าวถึงนักศึกษาคณะแพทย์ศิริราช เรียกสั้นๆว่าSIที่จะกลับมา เยี่ยมเยียนหอพักในวันนี้ของทุกๆปี
แต่งกายด้วยชุดนักศึกษา เสื้อนั้นย้อมด้วยเลือด และร่างเต็มไปด้วยบาดแผล

“เรื่องนี้จัดเป็นอันดับต้นๆของความเ ฮี้ ยนสุดยอดในวิทยาเขตศาลายาเลยก็ว่าได้...

มีนักศึกษาแพทย์คนนี้ประสบอุบัติเหตุรถชนขณะข้ามถนนมายังมหาวิทยาลัย อาจเป็นเพราะเหตุการณ์
เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาจึงไม่รู้ตัวว่าได้เสียชีวิตไปเรียบร้อยแล้ว ห้องพักดังกล่าวที่นักศึกษาแพทย์คนนี้
อาศัยอยู่กลายเป็นเรื่องถูกปิดตาย ทราบแต่เพียงว่า เตียงCของนักศึกษาSIในคืนวันมหิดลเท่านั้นที่
จะพบเห็นเค้าได้

** เชือกในห้องน้ำ เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ไม่นานประมาณปีกว่าๆ มีข่าวแพร่สะพัดตามหอพักว่า
ช่วงปิดเทอมเดือนตุลาแม่บ้านคนหนึ่งได้ผูกคอตายในห้องน้ำชาย ห้องดังกล่าวได้ถูกปิดตายไปพักใหญ่
เจ้าหน้าที่หอพักแก้ต่างเป็นพัลวันว่า

"ห้อง น้ำเสีย"

นักศึกษาชายที่อยู่ตรงข้ามกับห้องน้ำนั้น มักได้ยินเสียงร้องไห้ระงมจากประตูเจ้ากรรมเสมอๆ เมื่อมอง
ผ่านจากหอตรงข้าม มีคนสังเกตว่าบริเวณขื่อมีเชือกผูกอยู่จริง แม่บ้านที่ทำความสะอาดประจำชั้นนั้นก็หายหน้า
หายตาไป เจ้าหน้าที่หอก็ชี้แจงต่อข่าวลือน้ำขุ่นๆว่า

"เค้ากลับต่างจังหวัด"

ในปัจจุบันห้องน้ำดังกล่าวได้เปิดใช้งานตามปกติแล้ว ....ถ้าเข้าไปแล้วเห็นแม่บ้านผิวดำผมหยักศกยิ้มให้
ก็อย่าลืมยิ้มตอบด้วย เพราะคุณคือผู้โชคดีแล้ว

** หอชาย ในสมัยก่อนหอชายของมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา เป็นหอหญิงมาก่อน บางคนอยู่
มาเป็นปีๆไม่เคยจะรู้ ไม่เคยจะใส่ใจกับความเป็นมาตรงนี้ หอชายในปัจจุบันนั้นมีสภาพค่อนข้างใหม่กว่าหอหญิง
(ยกเว้นแต่หอ10) ก็มีเรื่องเล่ากันว่า

มีนักศึกษาหญิงคน หนึ่งได้ฆ่าตัวตายภายในหอพัก วิญญาณก็ยังวนเวียนไม่ไปไหน คอยปรากฏตัวให้นักศึกษา
รุ่นหลังได้พบเจอ และในแต่ละปีจะมีนักศึกษาชายจำนวนมากที่โวยวายกับเจ้าหน้าที่หอพักเรื่อง ผู้หญิงชุดขาว
ที่เดินไปมาในบริเวณหอพัก

ส่วนสถานที่หลักๆที่จะพบได้ก็คือบันไดหนีไฟ ที่หลายคนชอบเดินทางนี้บ่อยๆ หรือไม่ก็เป็นทางเชื่อมระหว่างหอ
เมื่อมองจากระเบียง หรือด้านล่างของหอ นี่คือสามแพร่งที่ทุกคนต้องผ่านเข้าออกในแต่ละวัน

ปิดท้ายด้วยเรื่องเล่าที่หลายคนรู้เป็นอย่างดี กับ

** คอนโดC ห้องxxxx เมื่อคอนโดบริเวณประตูสาม จะถูกจองตั้งแต่เดือนเมษา แต่จะมีอยู่ห้องหนึ่งใน
คอนโดC ซึ่งปิดขอบประตู โดยรอบด้วยยันต์ และประไว้ที่หน้าประตูอีกหนึ่งแผ่น ลองนึกภาพดูว่าบรรยากาศของห้อง
จะหม่นๆ เหมือนมีสายตาเฝ้ามองอยู่ตลอด ใครที่เคยอาศัยอยู่ย่อมรู้ถึงความกดดันได้เป็นอย่างดี

ประวัติของห้องนี้ก็มีอยู่ว่า ช่วงปิดเทอมเมื่อ4-5ปีก่อนมีเด็กอินเตอร์คนหนึ่งกรอกยาฆ่าตัวตาย กว่าเพื่อนจะไปพบ
ศพมันก็อืด เน่าเฟะ เละจนแทบจำไม่ได้ เด็กคนนี้เป็นผู้หญิงอยู่ปี 2 น้อยใจแฟนก็เลยประชดด้วยการลาโลก
พองานศพเสร็จ เพื่อนๆทำใจไม่ได้ก็เลยขอย้ายไปพักที่อื่น คนที่ย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ๆไม่รู้เรื่องรู้ราว ตกกลางคืนมัก
ได้ยินเสียงเปิดก็อกในห้องน้ำ บางครั้งก็ได้ยินเสียงกุกกักทั้งๆที่ไม่มีใคร

แต่นั่น...ไม่ร้ายแรงเท่านักศึกษาบางคนที่กำลังนอนหลับ เหลือบไปเห็นผู้หญิงหน้าตาบวมปูดเหมือนศพ จับขาและกระชากลงจากเตียง.....







 ตาย ตาย ตาย น้ำตาเล็ด น้ำตาเล็ด น้ำตาเล็ด ตาย ตาย ตาย
 ช๊อค ช๊อค ช๊อค ช๊อค ช๊อค ช๊อค ช๊อค ช๊อค ช๊อค





เครดิต: พลังจิต

Share this topic on AskShare this topic on DiggShare this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on LiveShare this topic on RedditShare this topic on TwitterShare this topic on YahooShare this topic on Google buzz

บันทึกการเข้า

Mckaforce : น้าแม๊ค @ สุขใจ
【ツ】ต้นไม้ความสุข ♪
ลั้ลลา
ผู้ดูแลบ้านสุขใจ
นักโพสท์ระดับ 12
*

คะแนนความดี: +8/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Thailand Thailand

กระทู้: 2056


【ツ】ต้นไม้แห่งแสง

ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Chrome 11.0.696.65 Chrome 11.0.696.65


หน้ากู
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 10 พฤษภาคม 2554 01:38:13 »

ผีถ้วยแก้ว

ขอยกเรื่องเล็กๆให้ฟังพอหอมปากหอมคอละกัน ก็มีอยู่ว่า... นักศึกษากลุ่มหนึ่งได้เล่นผีถ้วยแก้วในบริเวณหอพัก ทีนี้เมื่อเล่นจบก็ถกเถียงกันว่าใครเป็นคนดันแก้ว เมื่อไม่มีข้อสรุป และด้วยความไม่เชื่อในเรื่องผีสางทั้งหมดก็เดินออกไปหน้า ม.เพื่อหาข้าวกิน
เพื่อนต่างคณะที่นั่งรถแท็กซี่เข้ามา ได้สวนกับนักศึกษากลุ่มนั้นพอดี ภาพที่เห็นก็คือ ชายแก่คนหนึ่งเดินออกมาจากบริเวณศาลใกล้คณะอินเตอร์ และได้ยกมือชี้ ร้องไล่ให้ผู้หญิงในกลุ่มออกไป แต่ทุกคนกลับไม่มีใครใส่ใจ

เมื่อมาถึงหอนักศึกษาคนหนึ่งก็เล่าให้เพื่อนฟังว่า "นี่ เมื่อกี๊เล่นผีถ้วย มันบอกว่าเป็นผู้หญิงว่ะ อย่าให้กูจับได้นะว่าใครเป็นคนดัน" เพื่อนก็รีบเล่าเรื่องที่ชายแก่ไล่หญิงสาวในกลุ่มให้ฟัง ทุกคนก็ยืนยันว่ามีแต่ผู้ชายล้วนๆ

ชายแก่คนดังกล่าวอาจเป็นวิญญาณเจ้าที่เจ้าทางที่รู้จักกันในนาม "พ่อปู่จันธูป"หรือ "เจ้าขุนทุ่ง" ส่วนผู้หญิงคนดังกล่าว จะเป็นคนเดียวกับในถ้วยหรือเปล่า?

โฮะๆ คิดเอาเอง
บันทึกการเข้า

เราช่วยกันนำต้นรักที่เพาะได้
   ส่งไปตาม บ้านที่ต้องการ
       อยากจะได้...
   หรืออยากจะเติม
【ツ】ต้นไม้ความสุข ♪
ลั้ลลา
ผู้ดูแลบ้านสุขใจ
นักโพสท์ระดับ 12
*

คะแนนความดี: +8/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Thailand Thailand

กระทู้: 2056


【ツ】ต้นไม้แห่งแสง

ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Chrome 11.0.696.65 Chrome 11.0.696.65


หน้ากู
ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 10 พฤษภาคม 2554 01:43:38 »

ตู้ผี

นี่คือเรื่องจริงของนักศึกษาดวงซวยสุดๆในคืนวันมหิดล

เมื่อสองปีก่อน ช่วงสอบกลางภาคตรงกับวันมหิดลพอดี นักศึกษาหญิงคนหนึ่งซึ่งอ่านหนังสือเตรียมสอบอยู่ภายในห้องพัก กำลังจะไขกุญแจตู้เสื้อผ้าไปอาบน้ำ

เครียดก็เครียด อ่านก็ไม่ทัน ไหนจะไม่ค่อยรู้เรื่องอีก ความซวยก็เข้าเยือนต่อทันที ขณะเดียวกันเรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น มีมือข้างหนึ่งยืนออกมาจากข้างใน ขว้าท่อนแขนนักศึกษาโชคร้ายและพยายามดึงเข้าไปในตู้

เท่านั้นแหละ...เสียงกรี๊ดดังลั่นมาถึงหอชาย

เพื่อนร่วมห้องได้ยินก็กระวีกระวาดมาดู เห็นเจ้าหล่อนเป็นลมนอนฟุบอยู่กับพื้นห้อง จึงโทรศัพท์เรียกเจ้าหน้าที่หอให้รับตัวไปโรงพยาบาลทันที สอบถามจากเจ้าหน้าที่หอพักก็ตีหน้าซื่อ แก้ตัวกับเหตุการณ์นี้ว่า

"สงสัยเค้าจะเครียดมากไป"

เป็นอันว่าเรื่องสยองในคืนวันมหิดลก็ยังเป็นปริศนาต่อไป

บันทึกการเข้า

เราช่วยกันนำต้นรักที่เพาะได้
   ส่งไปตาม บ้านที่ต้องการ
       อยากจะได้...
   หรืออยากจะเติม
คำค้น:
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน


หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้
หัวข้อ เริ่มโดย ตอบ อ่าน กระทู้ล่าสุด
เรื่องเล่าในรั้วมหาลัย: มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
เรื่องเล่าในรั้วมหาลัย
Mckaforce 0 3279 กระทู้ล่าสุด 25 ธันวาคม 2552 15:12:23
โดย Mckaforce
เรื่องเล่าในรั้วมหาลัย: มหาวิทยาลัยขอนแก่น
เรื่องเล่าในรั้วมหาลัย
Mckaforce 1 2652 กระทู้ล่าสุด 25 ธันวาคม 2552 16:06:37
โดย Mckaforce
เรื่องเล่าในรั้วมหาลัย: มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
เรื่องเล่าในรั้วมหาลัย
Mckaforce 0 2897 กระทู้ล่าสุด 25 ธันวาคม 2552 15:19:27
โดย Mckaforce
เรื่องเล่าในรั้วมหาลัย: มหาวิทยาลัยนเรศวร
เรื่องเล่าในรั้วมหาลัย
Mckaforce 2 2999 กระทู้ล่าสุด 29 เมษายน 2554 20:55:35
โดย Mckaforce
เรื่องเล่าในรั้วมหาลัย: มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง
เรื่องเล่าในรั้วมหาลัย
Mckaforce 2 7264 กระทู้ล่าสุด 25 ธันวาคม 2552 16:18:07
โดย Mckaforce
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.547 วินาที กับ 34 คำสั่ง

Google visited last this page วานนี้