[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
25 พฤศจิกายน 2563 17:36:04 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก เวบบอร์ด ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

  แสดงกระทู้
หน้า:  [1] 2 3 ... 6
1  นั่งเล่นหลังสวน / แผงลอยริมทาง (รวมคลิปโฆษณาโดน ๆ) / "ซุปไก่ตุ๋นยาจีน" เมนูอร่อยง่าย สไตล์แม่อ้อย เมื่อ: 16 กรกฎาคม 2558 10:16:32

"ซุปไก่ตุ๋นยาจีน" เมนูอร่อยง่าย สไตล์แม่อ้อย

"ซุปไก่ตุ๋นยาจีน" เมนูอร่อยง่าย สไตล์แม่อ้อย




2  นั่งเล่นหลังสวน / แผงลอยริมทาง (รวมคลิปโฆษณาโดน ๆ) / "ผัดผักรวมมิตรหมู” เมนูอร่อยง่าย สไตล์แม่เอี๊ยก เมื่อ: 16 กรกฎาคม 2558 10:15:06

"ผัดผักรวมมิตรหมู” เมนูอร่อยง่าย สไตล์แม่เอี๊ยก

"ผัดผักรวมมิตรหมู” เมนูอร่อยง่าย สไตล์แม่เอี๊ยก



3  นั่งเล่นหลังสวน / แผงลอยริมทาง (รวมคลิปโฆษณาโดน ๆ) / "แกงจืดเต้าหู้หมูสับ" เมนูอร่อยง่าย สไตล์แม่แหวว เมื่อ: 16 กรกฎาคม 2558 10:13:28

"แกงจืดเต้าหู้หมูสับ" เมนูอร่อยง่าย สไตล์แม่แหวว

"แกงจืดเต้าหู้หมูสับ" เมนูอร่อยง่าย สไตล์แม่แหวว



4  นั่งเล่นหลังสวน / แผงลอยริมทาง (รวมคลิปโฆษณาโดน ๆ) / โฆษณาบ่อน้ำตาแตก เมื่อปิ่นโตออกเดินทาง Flavour of home โดย คนอร์ เมื่อ: 16 กรกฎาคม 2558 10:11:55


เมื่อปิ่นโตออกเดินทาง

“เมื่อปิ่นโตออกเดินทาง Flavour of home” (Official HD) : คนอร์ Knorr (English Subtitle)





5  สุขใจในธรรม / ประวัติพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ในยุคปัจจุบัน / หลวงปู่ชอบ ฐานสโม กับ ยอดคนของแผ่นดิน เรื่องจริงที่ต้องอมยิ้ม เมื่อ: 17 มิถุนายน 2558 14:31:33
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม กับ ยอดคนของแผ่นดิน



หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เป็นพระป่า อยู่แต่ในป่าในเขาจนชิน และดูเหมือนจะไม่รู้จักโลกภายนอกที่ว่าเจริญของคนกรุง ท่านมักจะอยู่กับพวกยาง พวกกระเหรี่ยง พวกชาวเขาเป็นปกติ ไม่คุ้นเคยต่อการพบคนใหญ่คนโตมีชื่อเสียงของจังหวัดหรือบ้านเมืองเลย ดังนั้น วันหนึ่งท่านไปเยี่ยม หลวงปู่ขาว อนาลโย ที่วัดถ้ำกลองเพล ขณะนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จพระราชดำเนินมากราบหลวงปู่ขาวเป็นวาระแรก ทางบ้านเมืองจึงมาส่งข่าวให้ทางวัดเตรียมตัวรับเสด็จ พอหลวงปู่ชอบทราบว่าเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินจะเสด็จ ก็เตรียมหนีทันที หลวงปู่ขาวซึ่งบ่นเช่นกันว่า ไม่ทราบว่าจะ “พูด” ด้วยอย่างไร ขอให้หลวงปู่ชอบอยู่ด้วยกันเป็นเพื่อน
อ้อนวอนกัน จนสุดท้ายหลวงปู่ชอบก็ใจอ่อน ยอมอยู่ด้วย โดยเป็นที่เข้าใจว่า ท่านจะไม่ต้องพูดอะไรเลย และหลวงปู่ขาวก็ไม่ต้องพูดอะไรเท่าไรนัก ด้วยทางบ้านเมืองจะมาดูแลกำกับด้วย
ถึงวันที่กำหนด หลวงปู่ทั้งสององค์ก็ครองจีวรอย่างเรียบร้อยรออยู่จนเย็น ท่านก็บ่นกันว่า
“ไม่เห็นมา ให้รออยู่” องค์หนึ่งบ่น
“นั่นซิ ไม่เห็นมา มีแต่ทหารสองพ่อลูกมาคุยอยู่เป็นนานสองนาน”
“คนพ่อเพิ่นงามกว่าลูกนะ” ท่านวิจารณ์กัน
หลวงปู่ทั้งสององค์หัวเราะกันจนงอหาย เมื่อพระเณรช่วยกันชี้แจงว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว...เสด็จพระราชดำเนินแล้ว...! พร้อมด้วย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ...ที่หลวงปู่ว่า ทหาร ๒ พ่อลูกนั่นแหละ !!
เป็นเรื่องที่เล่ากันอย่างขบขันตลอดมา ผู้เขียน (คุณหญิงสุรีพันธ์ มณีวัต) ซึ่งปากอยู่ไม่สุข ภายหลังได้โอกาสก็กราบเรียนถามหลวงปู่ขาว
ทำไมหลวงปู่ไม่รู้จักพระเจ้าอยู่หัว และทูลกระหม่อมฟ้าชายล่ะเจ้าคะ (ขณะนั้นท่านยังมิได้ดำรงพระยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร)
ท่านว่า “ไม่เห็นมีขบวนแห่”
ส่วนหลวงปู่ชอบนั้น เมื่อกราบเรียนถามด้วยคำถามเดียวกันนั้น ท่านก็ยิ้มอายๆ ตอบผู้เขียนว่า “นึกว่าจะใส่ชฎา !”
หลังจากการเสด็จพระราชดำเนินครั้งนั้น ภายหลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปกราบนมัสการหลวงปู่ขาวที่วัดถ้ำกลองเพลอีกนับครั้งไม่ถ้วน และแทบทุกครั้งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถจะโดยเสด็จด้วย จนเป็นที่ทราบกันว่า ทั้งสองพระองค์ทรงมีพระทัยผูกพันต่อหลวงปู่ขาว และหลวงปู่ขาวก็มี “จิต” ผูกพันต้อพ่อจ้าว แม่จ้าว แผ่เมตตาถวายทุกเวลาและทุกโอกาส ทั้งสองพระองค์และหลวงปู่ มี “จิต” ถึงกัน (ผู้เขียนเคยเขียนไว้ใน “อนาลโยคุโณ”...ในหนังสือ “อนาลโยบูชา”)
สำหรับหลวงปู่ชอบ ทรงพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานของไปถวายสักการะเสมอ เช่น ดอกไม้ น้ำผึ้ง รถเข็น
วันนั้นจำได้ว่า เป็นเวลาต้นเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ ท่านราชเลขาธิการ ในขณะนั้นคือ หม่อมหลวงทวีสันต์ ลดาวัลย์ โทรศัพท์มาที่บ้านลาดพร้าวว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชเสาวนีย์ถามว่า ทรงได้ข่าวว่า หลวงปู่ชอบ ฐานสโม กำลังมาพักโปรดลูกศิษย์อยู่ที่เรือนไทย ลาดพร้าว ไม่ทราบว่าขณะนี้ท่านยังคงพักอยู่หรือไม่
เข้าใจว่า ที่มีพระราชกระแสถามมาเช่นนี้ กิตติศัพท์ที่ว่า หลวงปู่ชอบเป็นผู้ มาเร็ว ไปเร็ว คงจะเป็นที่ทราบถึงพระเนตรพระกรรณเป็นอย่างดี เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า วันนี้ท่านอยู่ พรุ่งนี้ท่านอาจจะไม่อยู่ หรือเช้านี้อยู่...บ่าย...ไม่อยู่ ชั่วโมงนี้อยู่...ชั่วโมงหน้าไม่อยู่...ไปแล้ว...ก็ได้เสมอ
อย่างไรก็ดี วันนั้นได้กราบเรียนท่านราชเลขาธิการไปว่า หลวงปู่ชอบท่านยังคงพักอยู่ และความจริงเวลานี้ หลวงปู่หลุย จันทสาโร ก็กำลังพักอยู่ด้วยเช่นกัน
วันรุ่งขึ้น ก็มีพระราชเสาวนีย์ให้ ฯพณฯ นายเชาวน์ ณ ศีลวันต์ องคมนตรี อัญเชิญแจกันดอกบัวสัตตบงกช และน้ำผึ้งบริสุทธิ์พระราชทานมาถวายหลวงปู่ทั้งสององค์
และเพียง ๒-๓ วันต่อมา ท่านราชเลขาธิการก็ได้โทรศัพท์มาอีกว่า จะทรงให้ห้องเครื่องในวังส่งอาหารมาถวายหลวงปู่ทั้งสองทุกวัน จึงจะขอทราบเวลาฉันจังหันของท่าน เพื่อให้จัดส่งมาให้พอเหมาะกับเวลาฉัน ผู้เขียนได้เรียนท่านราชเลขาธิการไปว่า หลวงปู่ทั้งสององค์ได้ออกจากบ้านเรือนไทย กลับไปแล้ว
หลวงปู่ชอบไปไหน...?
กลับวัดของท่านที่จังหวัดเลย
เข้าใจว่า ขณะนั้นท่านราชเลขาธิการคงกำลังเฝ้าเบื้องพระยุคลบาทอยู่ ท่านนิ่งไประยะหนึ่ง แล้วก็บอกผู้เขียนว่า สมเด็จฯ มีพระราชกระแสถามว่า เวลานี้หลวงปู่ชอบมีเก้าอี้รถเข็นหรือไม่ ผู้เขียนก็เรียนท่านราชเลขาธิการว่า ความจริงเวลานี้ หลวงปู่ชอบมีเก้าอี้รถเข็นแล้ว แต่หลวงปู่ชอบเป็นเนื้อนาบุญอันเลิศ ประเสริฐที่สุดองค์หนึ่งของเมืองไทย หากจะทรงพระมหากรุณาพระราชทานเก้าอี้รถเข็นอีกคันหนึ่งเพื่อถวายหลวงปู่ พระราชกุศลก็คงจะเพิ่มพูนมหาศาล
หลังจากนั้นเพียงสามวัน เผอิญผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปกราบหลวงปู่ชอบที่วัดป่าสัมมานุสรณ์ ตำบลโคกมน จังหวัดเลย จึงถือโอกาสกราบเรียนให้ท่านทราบว่า “แม่จ้าวหลวง (คำว่า “พ่อจ้าวหลวง” และ “แม่จ้าวหลวง” เป็นคำที่หลวงปู่ขาว หลวงปู่ชอบ ท่านมักจะใช้ยามเมื่อเอ่ยถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสมอ) คงจะพระราชทานเก้าอี้รถเข็นมาถวายหลวงปู่เร็วๆ นี้แหละเจ้าค่ะ”
พระเณรที่ห้อมล้อมหลวงปู่ มองหน้าผู้เขียนอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก เมื่อพระองค์หนึ่งถามว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ จะโปรดให้ส่งเก้าอี้รถเข็นมาอีกคันหนึ่งหรือ
จึงได้ความว่า เก้าอี้รถเข็นพระราชทานได้มาถึงล่วงหน้าแล้ว...ก่อนหน้าผู้เขียนเดินทางไปถึงวัด...ถึงสองวัน ! “...นี่ไง..!” แล้วพระผู้ปฏิบัติหลวงปู่ชอบท่านก็เข็นเก้าอี้รถเข็นพระราชทานออกมาให้ดู
ผู้เขียนนิ่งนึกนับวันดู เวลาห่างจากวันที่เรียนท่านราชเลขาธิการเพียง ๓ วันเท่านั้น...! เราว่าเรารีบมากราบหลวงปู่ชอบโดยเร็วแล้ว...! แต่ดูเหมือนว่า วันนั้นเอง...พอท่านราชเลขาธิการกราบบังคมทูลแล้ว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็คงมีพระราชเสาวนีย์ให้จัดเก้าอี้รถเข็นส่งมาถวายหลวงปู่ ณ จังหวัดเลยทันที
ถ้าไม่ใช่เพราะทรงเจริญพระราชศรัทธาอย่างยิ่งยวดแล้ว จะรวดเร็วถึงเช่นนี้หรือ
นึกถึงที่ท่านราชเลขาธิการเคยปรารภให้ฟัง “ทรงเคารพรักและมีพระราชศรัทธาหลวงปู่ชอบและท่านอาจารย์ทุกองค์มาก เวลารับสั่งถึงทรงใช้คำว่า “พระอริยเจ้า” ทุกครั้ง”
คราวหนึ่ง ท่านราชเลขาธิการอัญเชิญพระราชกระแสมาว่า ได้ทรงให้สร้างกุฏิไว้ในเขตบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐานแล้ว บริเวณนั้นเป็นที่สงบ ต้นไม้เรียงรายโดยรอบ มีลักษณะเป็นป่าอย่างที่หลวงปู่คงจะชอบ ทรงนิมนต์ขอให้หลวงปู่ไปพัก ณ กุฏินั้นบ้าง เมื่อเวลาที่ท่านเข้ามาในกรุงเทพฯ
เมื่อนำความกราบเรียนหลวงปู่ชอบ ท่านตอบว่า ท่านเคยแต่อยู่ในป่า เข้าไปในเขตพระราชฐานจะลำบาก เพราะพวกศิษย์ติดตามก็เป็นแต่คนบ้านนอก ไม่รู้ธรรมเนียมอะไร...
เมื่อเห็นว่าผู้เขียนทำหน้าสลด บ่นอ้อมแอ้มว่า แม่จ้าวจะเสียพระทัย น้อยพระทัย ทรงอุตส่าห์สร้างกุฏิถวาย ท่านก็ยิ้มแย้มอย่างปลอบใจบอกว่า “อยู่ข้างนอกก็แผ่เมตตา (ถวาย) ให้อยู่แล้ว แผ่ทุกวันให้ทุกองค์...ในนั้น”
หลวงปู่ชอบคงหมายความถึง ไม่เฉพาะจะแผ่ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถแล้ว ยังแผ่เมตตาถวาย “ทุกองค์”...“ในนั้น...!” ด้วย
แล้วหลวงปู่ท่านก็เสริมด้วยใบหน้าที่เกลื่อนด้วยรอยยิ้มอย่างเมตตา เสียงของท่านแผ่ว เบา ตามปกติ แต่ก็ฟังแสนชัดว่า “ในนั้น...มีเทวดามากน้อ มาก...แน่นไปหมด”
หลวงปู่ชอบแผ่เมตตาถวาย ในฐานะทรงเป็นพ่อจ้าวหลวง...แม่จ้าวหลวง ที่ทรงเป็นยอดคนแห่งแผ่นดิน และทรงเป็นปิ่นปักรักษาแผ่นดิน แต่อย่างไรก็ตาม พระองค์จริงๆ ของพ่อจ้าวหลวงและแม่จ้าวหลวง ท่านก็ดูเหมือนจะไม่รู้จัก ดั่งกรณีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งไปทรงกราบนมัสการท่านพร้อมกับหลวงปู่ขาว ณ วัดถ้ำกลองเพล ดังที่ได้เล่ามาแล้ว
สำหรับเรื่องที่หลวงปู่ชอบได้เห็นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และไม่ทราบว่าท่านคือ “แม่จ้าวหลวง” ที่ท่านได้รับพระมหากรุณาธิคุณถวายอุปการะเนืองๆ ก็ดูจะเป็นเรื่องธรรมดาของพระป่ากันจริงๆ
ต่อมา จำได้ว่าเป็นคืนวันที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปเป็นองค์ประธานในการสวดพระอภิธรรมที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระพิธีธรรมสวดให้เป็นการบำเพ็ญกุศลถวายพระคณาจารย์ที่มรณภาพด้วยอุบัติเหตุเครื่องบินตก ณ วัดพระศรีมหาธาตุ
เมื่อทรงทราบว่า หลวงปู่ชอบได้มาในงานนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็เสด็จฯ จากพระเก้าอี้ที่กำลังประทับอยู่ ไปทรงกราบนมัสการด้วยความเคารพ ประทับบนลาดพระบาท ทรงหมอบกราบ และทรงประณมพระหัตถ์ตลอดเวลาที่มีพระราชกระแสรับสั่งกับหลวงปู่
ผู้เขียนนั่งอยู่อีกด้านหนึ่ง ใจไม่ดีด้วยเกรงว่า จะไม่ทรงทราบว่าหลวงปู่เป็นอัมพาต พูดไม่ค่อยได้ ท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ จึงสั่งให้ผู้เขียนไปเฝ้า และกราบถวายบังคมทูลความให้ทรงทราบ เพราะดูท่านสนพระทัยมีพระราชกระแสตลอดเวลา
สมเด็จฯ ทรงพระสรวล รับสั่งว่า มิน่า หลวงปู่ไม่พูดด้วยเลย ท่านได้แต่มองนิ่งอยู่
กราบบังคมทูลว่า นั่นท่านกำลังแผ่เมตตาถวายเพคะ ปกติหลวงปู่จะแผ่เมตตาให้เวลาคนมากราบ ที่ท่านมองนิ่งอยู่อย่างนั้น ท่านกำลังถวายพระพร
สมเด็จฯ ทรงพยักพระพักตร์อย่างเข้าพระทัย เมื่อพระองค์จะเสด็จกลับไปที่พระเก้าอี้ เพื่อทรงทำหน้าที่องค์ประธานพิธีต่อไป ก็ไม่ทรงลืมที่จะมีพระราชกระแสให้ผู้เขียนอย่าลืมจัดน้ำถวายหลวงปู่ให้ดี
ทรงกราบอีกครั้งหนึ่ง จึงเสด็จกลับไปประทับที่พระเก้าอี้อีกด้านหนึ่ง อยู่ทางนี้หลวงปู่หันมาถามผู้เขียนเบาๆ ว่า “ใคร...?” ผู้เขียนยังตั้งตัวไม่ติด ด้วยไม่คิดว่าหลวงปู่จะไม่รู้จักสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงกราบเรียนถามว่า หลวงปู่ถามถึงใคร
ท่านว่า “ที่มาเมื่อกี้นี้น่ะ เพิ่นงามนะ”
จึงรีบเรียนท่านว่า “สมเด็จฯ เจ้าค่ะ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ”
กราบเรียนไปแล้ว หลวงปู่ก็ยังทำหน้างง คิดว่าเสียงเราคงไม่ชัด จึงเรียนซ้ำไปอีก แต่สีหน้างงของท่านก็ยังไม่ดีขึ้น ท่านเจ้าคุณพระเทพเมธาจารย์ (ปัจจุบันคือ พระอุดมญาณโมลี-หลวงปู่จันทร์ศรี จันททีโป) แห่งวัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี นั่งอยู่ใกล้ๆ จึงต้องบอกหลวงปู่เสียงดัง...
“เมียพระเจ้าแผ่นดิน !”
นั่นแล้ว สีหน้าของหลวงปู่จึงบอกความกระจ่าง...เข้าใจอย่างถ่องแท้ ยิ้มแล้วชมซ้ำ “เพิ่นงามน้อ !”
เสียแรงเราเคยภูมิใจว่า ใช้คำราชาศัพท์ได้อย่างถูกต้องตลอดมา แต่คราวนี้ต้องนึกขันตัวเองที่ทำให้ไม่เป็นที่เข้าใจแก่หลวงปู่เลย...!
ภายหลังมีโอกาสได้เฝ้าเบื้องพระยุคลบาท จึงได้กราบบังคมทูลเรื่องทั้งหมด รวมทั้งที่หลวงปู่ชมพระโฉม “เพิ่นงามน้อ” ด้วย
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ แย้มพระสรวลเมื่อทรงรำลึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น รับสั่งว่า “คืนนั้นไม่ทราบว่า หลวงปู่ท่านพูดไม่ใคร่ได้ แต่นั่นแหละ...กราบพระอริยเจ้าอย่างหลวงปู่แล้วชื่นใจ”



6  สุขใจในธรรม / ประวัติพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ในยุคปัจจุบัน / "หลวงพ่อแดง" วัดเขาบันไดอิฐ พระเกจิที่มีญาณสมาธิแก่กล้า มีจิตตานุภาพสูง เมื่อ: 14 พฤษภาคม 2558 10:57:10



"หลวงพ่อแดง" แห่งวัดเขาบันไดอิฐ ท่านเป็นพระเกจิที่มีญาณสมาธิแก่กล้า มีจิตตานุภาพสูงพอที่จะเพ่งเครื่องรางให้ขลังได้ ผ้ายันต์และเหรียญลงยันต์ของหลวงพ่อแดงจึงมีผู้นิยมเ สาะหาไปบูชากันมาก แม้ท่านจะมรณภาพไปตั้งแต่ 16 มกราคม พ.ศ. 2517 แต่ความนิยมเลื่อมใสศรัทธา ความเชื่อมั่นในกฤตยาคม อภินิหาร และอาคมขลังในวัตถุมงคลของท่านก็ยังไม่เสื่อมคลาย หลวงพ่อรูปนี้ท่านมีอะไรดี ทำไมใครๆ ทั่วสารทิศจึงพากันมาวัดเขาบันไดอิฐกันไม่ขาดสาย...

"หลวงพ่อแดง" หรือ "พระครูญาณวิลาศ" เกิดที่ ต.บางจาก อ.เมือง จ.เพชรบุรี บิดาชื่อนายแป้น มารดาชื่อนางนุ่ม นามสกุล อ้นแสง เกิดเมื่อวันพุธ ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 11 พ.ศ. 2422 ในวัยเด็กท่านก็ช่วยพ่อแม่ทำไร่ ทำนา ไม่มีโอกาสร่ำเรียนหนังสืออย่างเด็กสมัยนี้จนกระทั่ง อายุ 20 ปี พ่อแม่ก็หวังจะให้บวชเรียน จึงพาไปฝากกับท่านอาจารย์เปลี่ยน วัดเขาบันไดอิฐ เพื่อจะได้เล่าเรียนและบวชเป็นพระภิกษุต่อไป
พระภิกษุแดงเมื่อได้บวชก็ประพฤติเคร่งครัดต่อพระวินั ยและปฏิบัติต่อพระอาจารย์เปลี่ยนเป็นอย่างดี อาจารย์เปลี่ยนจึงรักใคร่มากกว่าศิษย์คนอื่นๆ และยังไดสอนวิชาการวิปัสสนา และวิธีนั่งปลงกัมมัฏฐานให้ รวมถึงถ่ายทอดวิชากฤตยาคมให้อย่างไม่ปิดบังหวงแหน เหตุนี้จึงทำให้พระภิกษุแดงเพลิดเพลินในการศึกษาวิชา ความรู้ จนลืมสึก ยิ่งนานวันก็ยิ่งสำนึก ในรสพระธรรม ก็เลยไม่คิดสึกเลย จึงกลายเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่มีอาวุโสสูงสุด
จนกระทั่งพระอาจารย์เปลี่ยนมรณภาพลง พระภิกษุแดงรับหน้าที่เป็นสมภารวัดเขาบันไดอิฐแทน กลายเป็น "หลวงพ่อแดง" ตั้งแต่ พ.ศ. 2461 เป็นต้นมา และแม้ท่านจะได้เป็นสมภารซึ่งต้องมีภารกิจมาก แต่ท่านก็ยังปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิในถ้ำเพื่อแสวงหาวิมุตติภาวนาทุกวัน ญาณสมาธิจึงแก่กล้า จิตนิ่ง บริสุทธิ์ จนว่ากันว่าท่านมีหูทิพย์ ตาทิพย์
หลวงพ่อแดงไม่เคยอวดอ้างในญาณสมาธิของท่าน แต่ผลของความศักดิ์สิทธิ์ในเลขยันต์เป่ามนต์ของท่านก ็ได้สำแดงออกมาให้ประจักษ์ว่าคุ้มครองป้องกันภัยได้แ น่ๆ โดยมีเรื่องเล่ากันมาว่า
ในระหว่าง พ.ศ. 2477 ถึง พ.ศ. 2480 เวลานั้นเกิดโรคระบาดสัตว์ วัวควายเป็น โรครินเดรอ์เปรส ซึ่งเป็นโรคปากเท้าเปื่อยที่ติดต่อร้ายแรง พากันล้มตายเป็นเบือ สัตว์แพทย์ก็ไม่มี ต้องขอให้ทางการมาช่วยฉีดยา ราษฎรจึงพากันไปหาหลวงพ่อให้ช่วยปัดเป่าป้องกันโรคระ บาดสัตว์ให้ด้วย

หลวงพ่อแดง จึงปลุกเสกลงเลขยันต์ในผืนผ้ารูปสี่เหลี่ยมเล็กๆ แจกให้ชาวบ้านที่เลี้ยงวัวควายนำไปผูกปลายไม้ปักไว้ท ี่คอกสัตว์ของตน ปรากฏผลว่า คอกสัตว์ที่ปักผ้าประเจียดยันต์หลวงพ่อแดงไม่ตายเลย ทุกบ้านในตำบลใกล้เคียงวัดเขาบันไดอิฐ เมื่อรู้กิตติศัพท์จึงพากันมาขอยันต์หลวงพ่อแดงทุกวันมิได้ขาด

กระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 คือมหาสงครามเอเชียบูรพา มีทหารญี่ปุ่นมาขึ้นที่ประจวบคีรีขันธ์ ก็เกิดการต่อสู้กับทหารอากาศของไทยที่นั่น ชาวเพชรบุรีก็ตระหนกตกใจ แล้วชักชวนกันหาหลวงพ่อแดง ท่านก็ลงผ้าประเจียดยันต์แจก ให้คุ้มครองป้องกันตัว

เมืองเพชรบุรี เมื่อ พ.ศ. 2487 เกิดภัยสงครามชนิดร้ายแรง มีระเบิดลงทุกวันทำลายสถานีรถไฟ สะพานข้ามแม่น้ำ บ้านเรือน โรงเรียนต้องสั่งปิด ข้าราชการไม่ได้ไปทำงาน ทุกหน่วยราชการปิดหมด และปรากฏเรื่องเป็นที่ฮือฮาว่า บ้านคนที่มีผ้ายันต์หรือห้อยเหรียญหลวงพ่อแดง กลับไม่ได้รับอันตรายใดๆ เลย หลวงพ่อแดงจึงดังใหญ่ จนสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 กิตติคุณของหลวงพ่อในทางกฤตยาคมจึงปรากฏความศักดิ์สิ ทธิ์แพร่หลายยิ่งขึ้น

ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อแดง ปรากฏอีกครั้ง เมื่อเกิดคอมมิวนิสต์ญวนเหนือบุกญวนใต้ ประเทศไทยต้องส่งกองพันเสือดำ ออกไปช่วยพันธมิตรรบในญวนใต้ ก็ปรากฏว่าทหารไทยที่ไปปฏิบัติหน้าที่รบในเวียดนาม คนที่มีเหรียญหลวงพ่อแดงห้อยคออยู่ ไม่ถูกอาวุธเป็นอันตรายแก่ชีวิตสักคน ทั้งๆ ที่เข้าประจัญบานอย่างหนัก เป็นที่สงสัยของเพื่อนทหารต่างชาติว่าทหารไทยมีของดี อะไร ได้รับคำตอบจากทหารไทยว่ามี "เหรียญหลวงพ่อแดง"

ท่านเป็นพระใจดีมีเมตตาสูง และอารมณ์ดีเสมอ ไม่ชอบดุด่า ว่าใคร โดยเฉพาะคำหยาบคายถึงพ่อแม่ ท่านห้ามขาด ท่านว่าทุกคนเขาก็มีพ่อมีแม่ การด่าถึงบุพการีทำให้ความดีงามเสื่อมถอย ถึงห้อยพระพระท่านก็ไม่คุ้มครอง

หลวงพ่อแดง มรณภาพด้วยโรคชรา เมื่ออายุ 96 ปี พรรษาที่ 74 ก่อนตายท่านเคยพูดกับพระปลัดบุญส่ง ธมัมปาโล รองเจ้าอาวาสวัดขณะนั้นว่า
"เมื่อฉันหมดลมหายใจแล้วอย่าเผา ให้เก็บร่างฉันไว้ที่หอสวดมนต์ และให้เอาเหรียญที่ปลุกเสกรุ่น 1 ใส่ปากไว้พร้อมเงินพดด้วง 1 ก้อน ส่วนนี้ฉันเอาไปได้และให้เอาขมิ้นมาทาตัวฉันให้เหลืองเหมือนทองคำ"
พระบุญส่งจึงรับปาก และได้ทำตามที่หลวงพ่อประสงค์ทุกอย่างและหลังจากที่หลวงพ่อแดงมรณภาพแล้วก็ได้เกิดเหตุอัศจ รรย์ที่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า อภินิหารของหลวงพ่อแดงมีจริง กับผู้หลักผู้ใหญ่ของเมืองเพชรบุรีท่านหนึ่ง ซึ่งจู่ๆ ท่านก็มีนิมิตฝันเห็นบ่อน้ำโบราณที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ต้ นก้ามปูใหญ่ พอขุดก็พบบ่อน้ำนั้นจริงๆ บ่อน้ำแห่งนี้หลวงพ่อแดงเคยพูดไว้สมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ว่าเป็น "บ่อน้ำวิเศษ" และขณะที่ขุดยังพบ "หัวพญานาคสีขาว" แบบปูนปั้นอยู่ที่ก้นบ่อด้วย 1 หัว เมื่อชาวบ้านรู้ข่าวก็พากันแห่มาเพื่อจะตักน้ำเอาไปใช้กันแต่ปรากฏว่าพบงูใหญ่ตัวหนึ่งนอนขดอยู่ใต้สังกะสีที่เอาไว้ปิดปากบ่อ ชาวบ้านที่เห็นบอกว่า ลักษณะงูที่เห็นนั้นมีหงอนที่หัวด้วย ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีชาวบ้านกล้าเข้าไปตักน้ำที่บ่อนี้ี้อีกเลย

ที่น่าแปลกอีกก็คือ นายตำรวจท่านหนึ่งซึ่งเคยมาช่วยงานในวัดก็ฝันเห็นหลวงพ่อแดง ท่านมาต่อว่า "ทำอะไรทำไมไม่บอก"
นายตำรวจก็ไปเล่าให้พระปลัดบุญส่งเจ้าอาวาสรูปปัจจุบันฟัง ท่านก็ไม่เชื่อแล้วยังสั่งให้ย้ายศาลเก่า 2 ศาล บริเวณเชิงเขาบันไดอิฐเพื่อปรับปรุงบริเวณ โดยไม่ยอมทำพิธีเซ่นไหว้เจ้าที่เจ้าทาง เพราะท่านเป็นคนไม่เชื่อไสยศาสตร์ ปรากฏว่าพอตกเย็นก็เกิดอาการผิดปกติ อยู่ๆ คอก็เริ่มบิดและตัวแข็งไปทั้งตัว ขยับไม่ได้ ชาวบ้านมาเยี่ยมเห็นว่าอาการหนักมากจึงช่วยกันพาส่งโ รงพยาบาลเปาโล แต่พอถึงโรงพยาบาล อาการที่เป็นกลับหายราวปลิดทิ้ง และเมื่อเอ็กซเรย์พร้อมตรวจอย่างละเอียดก็ไม่พบว่าเป ็นอะไรเลย และระหว่างที่นอนพักรักษาตัวอยู่ ท่านก็พูดออกมาคนเดียวโดยไม่รู้ตัวว่า

"ของดีมีอยู่ ผ่านไปผ่านมาไม่ใช้ต้นก้ามปูตรงนั้นเป็นบ่อน้ำ ให้ขุดลงไปแล้วจะเจอ มีของดีทำไมไม่รักษา"

ในภายหลังที่ออกจากโรงพยาบาลแล้วพระปลัดบุญส่งก็ได้ฝันอีกครั้ง ในความฝันท่านเห็นคนนุ่งผ้าถกเขมรมาหา มาบอกว่าเขาเป็นคนมัดหลวงพ่อเอง พูดแล้วเขาก็เอามือรีดที่ตัวหลวงพ่อเหมือนรีดเอาไขมันออก ทั้งขาและแขน จนหลวงพ่อพระปลัดบุญส่งสะดุ้งตื่นและพอตื่นขึ้นมาก็ยังเห็นผู้ชายคนนั้นอยู่ในห้องพอถามชื่อ เขาก็ถอยออกไปแล้วตอบกลับมาว่า "เขาเป็นเปรต" จากนั้นก็หายวับกลายเป็นแสงไฟ พร้อมเสียง "วี๊ด" ดังมาก ซึ่งพระในวัดก็ได้ยินกันทั่ว

เรื่องนี้ได้ทำให้ "พระปลัดบุญส่ง" เจ้าอาวาสวัดเขาบันไดอิฐรูปปัจจุบัน ยังยอมรับว่าไสยศาสตร์และอภินิหารของหลวงพ่อแดงนั้นมีจริงเพราะเจอแล้วด้วยตัวท่านเอง

7  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / เรื่องแปลก - ประสบการณ์ทางจิต - เรื่องลึกลับ / ตำนานนางเลือดขาว มัสสุหรี แห่งเกาะลังกาวี เมื่อ: 23 มกราคม 2558 11:47:35
ตำนานนางเลือดขาว มัสสุหรี แห่งเกาะลังกาวี



        เกาะลังกาวี  เกาะแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวมาเลย์ ว่ามีตำนานที่เล่าขานกันมา  ถึงเจ้าหญิงชายารัชทายาท ซึ่งมีชีวิตอยู่เมื่อ 200 กว่าปีมาแล้วนามว่ามัสสุหรี ซึ่งเป็นหญิงคนไทย ลูกหลานชาวภูเก็ต

        พ่อกับแม่พระนางมัสสุหรี มีอาชีพค้าขายทางเรือระหว่าง ภูเก็ตกับเกาะปีนัง จนกระทั่ง วันหนึ่งได้ตั้งท้อง และซินแซ ได้ทำนายทายทักว่า เด็กในท้องจะเป็นผู้หญิง ที่มีบุญยาธิการสูง เป็นคนดีที่เคารพแก่คนทั่วไป

        พ่อและแม่ของพระนางฯ เชื่อในคำทำนายของซินแซ ประกอบกับการค้าขายที่ผ่านมา ไม่สามารถสร้างความร่ำรวย เหมือนคนอื่นๆเขา สาเหตุเพราะไม่มีเรือสำเภาเป็นของตนเอง ต้องอาศัยเช่าเรือคนอื่น ทำให้มีผลกำไรน้อยจนไม่สามารถทำให้ร่ำรวยขึ้นมาได้  อีกทั้งเด็กหญิงมัสสุหรีที่เกิดมา ก็น่ารักน่าชัง  พ่อและแม่ของพระนางมัสสุหรี จึงขายข้าวของทั้งบ้าน และที่ดินจนหมด เพื่อลงทุนซื้อเรือ และสินค้าไปขายที่เกาะปีนัง

        แต่ที่สุด ขณะที่พระนางมัสสุหรี อายุได้ 7 ขวบ ระหว่างเดินเรือกลางทะเล เกิดพายุใหญ่ขึ้น ด้วยความเป็นห่วงลูก พ่อและแม่ได้เข้ามาโอบกอดกลัวลูกตกทะเล ทำให้ทิ้งการควบคุมใบเรือและหางเสือ ทำให้เรือล่มกลางทะเล ทุกคนตกลงสู่ทะเล  ด้วยความห่วงลูก จึงอธิฐานว่า หากเด็กคนนี้มีบุญยาธิการจริงก็ขอให้รอดพ้นจากการจมน้ำเถิด ทั้งสามแม่ลูกจึงรอดชีวิตอย่างปฏิหารย์ ไปติดที่เกาะแห่งหนึ่ง เกาะนั้นคือ ลังกาวี ที่แปลว่า นกอินทรีย์สีน้ำตาล

        บนเกาะลังกาวีนั้น มีคนมาเลย์พื้นเมืองเดิม มีสุรต่านปกครองชาวประชาเหมือนรัฐอื่นๆในแถบคาบสมุทรมาลายู สามพ่อแม่ลูกจึงเดินทางเข้าไปก็ไม่ได้รับการต้อนรับจากชนพื้นเมืองนัก จึงเดินทางไปยังใจกลางเกาะซึ่งเป็นป่ารกทึบ (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของเรือนใกล้สุสานของพระนางมัสสุหรี) พ่อของพระนางฯจึงได้ตัดเอาไม้บริเวณสร้างกระท่อมเล็กๆ เพื่ออยู่อาศัย

        จนกระทั้งเกิดวิกฤติ ภัยแล้งอย่างหนัก ทั่วทั้งเกาะ ไม่มีน้ำแม้แต่หยดเดียวบนเกาะแห่งนี้ ผู้คนเดือดร้อนไปทั่ว บ้างก็อพยพหนีไปที่อื่น เทือกสวนไร่นา สัตว์เลี้ยง เสียหายหมด ด้วยความเป็นเด็กฉลาด และได้ยินพ่อแม่เล่าให้ฟังอยู่เสมอว่า ตนเองเป็นเด็กที่มีบุญยาธิการ เด็กหญิงมัสสุรี จึงยกมือสองมือระดับหน้าอก ลักษณะเหนียดหรืออธิฐานจากพระเจ้า(ขอพรแบบอิสลาม) ว่า ?ได้โปรดเถิดพระเจ้า หากข้าพเจ้ามีบุญยาธิการจริงขอพระเจ้าได้ประธานแหล่งน้ำให้ข้าพเจ้าด้วย เถิด? ระหว่างอธิฐานก็ไปสะกิดก้อนกรวดหิน ทำให้พบตาน้ำไหลออกมา จึงรีบไปบอกพ่อและแม่ พ่อจึงลงมือขุดเป็นบ่อน้ำ และ เด็กหญิงมัสสุหรี ขอให้พ่อไปแจ้งให้ชาวบ้านทราบและ กล่าว่าทุกคนในเกาะนี้ สามารถมาตักน้ำไปดื่มกินได้เลย

ข่าวแพร่สะพัดไปทั่วเกาะ มีผู้คนมากมายเข้า ดื่มกินน้ำและนำกลับบ้าน โดยคุณสมบัติพิเศษของน้ำในบ่อแห่งนี้ เมื่อคนไข้นำไปดื่มกิน ก็จะหายจากโรคร้าย จึงลือกันว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ

        พระนางมัสสุรีนั้น เป็นเด็กที่ขยัน เด็กที่ดีของพ่อแม่ ช่วยเหลืองานบ้านงานเรือน ซื่อสัตย์ เชื่อฟังพ่อแม่ และที่สำคัญไม่เคยพูดโกหก  ทุกวันเมื่อพ่อแม่กลับมาถึงบ้าน มัสสุรีจะถือขันน้ำสำหรับพ่อ และแม่ดื่มเพื่อแก้กระหายในมือข้างขวา ส่วนมือข้างซ้ายมัสสุรีจะถือไม้เรียว สำหรับค่อยรายงานว่าตนเองทำผิดอะไร หรือพ่อจะลงโทษหากพ่อไปได้ยินใครเขาฟ้องอะไรพ่อ ซึ่งเป็นที่ร่ำลือของชาวบ้าน ยามใดที่มีคนยาก หรือขอทานผ่านมา มักจะชวนเข้าบ้าน พูดคุยด้วยโอภาปราสัย ให้ทาน เป็นน้ำ ข้าวปลาอาหารสม่ำเสมอ จนกระทั่งโตเป็นสาว ก็มีรูปสวย งามที่สุดบนเกาะลังกาวี 

        จนในที่สุดความงามและความมีน้ำใจของหญิงไทยผู้นี้ ดังกระฉ่อนไปถึงหูของ"วันดารุส"โอรสของสุรต่านผู้ซึ่งปกครองเกาะลังกาวีแห่ง นี้ ด้วยความสนพระทัย วันดารุสจึงปลอมตัวเป็นขอทาน มาขอข้าวขอน้ำที่หน้าบ้านของพระนางมัสสุรี ก็เช่น พระนางฯก็ต้อนรับขับสู้ เอาน้ำ เอาข้าวปลามาให้สุรต่านในคราบขอทาน จึงเป็นที่พอพระทัยอย่างยิ่ง วันดารุสทำอย่างนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนทั้งสองเกิดความรักซึ่งกันและกัน โดยที่ พระนางมัสสุรี ไม่ล่วงรู้เลยว่า ผู้ชายที่ตนกำลังหลงรักอยู่นั้นคือ รัชทายาทผู้ปกครองเกาะลังกาวี

        วันดารุสตัดสินใจบอกกับพระมารดา ว่า พบหญิงที่รัก หญิงที่ชอบ และคิดว่าเหมาะสมกับตนแล้ว อยากแต่งงานมีครอบครัวเสียที ขอวอนให้พระมารดาช่วยไปสู่ขอ พระมารดาดีใจมาก เพราะอยากให้ลูกเป็นฝั่งเป็นฝาเสียทีและพระมารดาได้ถามว่า "เธอคนนั้นเป็นลูกเต้าหรือเชื้อพระวงศ์ที่ไหน" วันดารุสเล่าความตามที่เตรียมไว้  และเมื่อพระมารดาทราบว่า เธอเป็นหญิงสาว ลูกชาวบ้าน แถมเป็นคนไทยที่อพยพมาจากภูเก็ต ไม่มีหัวนอนปลายเท้า พระมารดาก็ออกปากปฏิเสธทันที เพราะ เธอเป็นคนไทย หรือเพราะเหตุใด..

        ในที่สุดเจ้าชายวันดารุส จึงใช้วิธี ยื่นคำขาดกับพระมารดา โดยหากพระมารดาไม่ดำเนินการไปสู่ขอพระนางมัสสุรีตามความต้องการของตน (หลักศาสนาอิสลามผู้ปกครองต้องเป็นผู้สู่ขอให้) มิเช่นนั้น ตนจะปลิดชีพตนเอง 

        พระมารดาด้วยความรักลูก กลัวลูกชายจะฆ่าตัวตาย จึงยินยอมไปสู่ขอพระนางมัสสุรีแต่โดยดี แต่ในใจนั้น ผูกพยาบาทโกรธพระนางมัสสุหรียิ่งนัก  จึงคิดหวังจะกำจัดพระนางฯเมื่อสบโอกาส

        พิธีอภิเษกสมรสเกิดขึ้นท่ามกลางความชื่นชมของชาวเกาะลังกาวี เพราะมีว่าที่พระมเหสีที่สวย และมีน้ำใจ เป็นที่ที่รักของคนทั่วไป ยกเว้นพระมารดา ที่คอยกลั่นแกล้งเสมอ เมื่อวันดารุสไม่อยู่ในวัง ใช้ทำงานสารพัดเพื่อให้สาสมกลับที่แย่งความรักจากวันดารุสไปจากตน

จนกระทั่งพระนางมัสสุรีตั้งครรค์ และคลอดบุตรเป็นชาย วันดารุสดีใจมากที่มีราชทายาทกับพระนางมัสสุรี พร้อมตั้งชื่อว่า ?วันฮาเก็ม?

        วันฮาเก็มคลอดได้เพียง 3 วัน วันดารุสก็ต้องลาไปออกศึก เพราะขณะนั้นเกิดศึกสงครามจากการขยายอำนาจของสยาม เพราะเกาะลังกาวีส่วนหนึ่งของของไทรบุรีประเทศราชของสยาม วันดารุสจึงต้องจัดทัพไปออกศึกในครั้งนั้นด้วย

        ก่อนไป ด้วยความความรักและห่วงใยภรรยาที่กำลังตั้งท้อง วันดารุสจึงได้มอบหมายให้องค์รักษ์คู่ใจ มีฝีมือ และเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ให้มาช่วยรับใช้ พระนางมัสสุรี ระหว่างที่ตนไม่อยู่ โดยประกาศไว้ว่า หากใครกล้าแตะต้องพระนางมัสสุรีกับุตรชาย หรือขัดขวางการทำหน้าที่ขององครักษ์พระนางฯ ผู้นั้นมี โทษประหารสถานเดียว ไม่มีข้อยกเว้น แล้วจึงออกเรือเดินทัพไปร่วมศึกในครั้งนั้น
ด้วยความเกลียดชัง และอิจฉาริษยาของพระมารดา ทันทีที่วันดารุส ออกเรือ พระมารดาจึงประกาศสั่งให้ข้าทาสบริวารในวังทั้งหมด หยุดทำงาน และสั่งให้พระนางมัสสุหรีทำแต่ผู้เดียวทั้งหมด

        ทางด้านพระนางมัสสุหรี แทนที่จะต่อต้าน เพราะเป็นถึงพระมเหสี ด้วยความรักในสามี จึงยอมทำตามคำสั่งของพระมารดาแต่โดยดี แม้องครักษ์จะทัดทาน หรือขออาสาทำงานทุกอย่างแทน ด้วยใจหวังไว้ว่า สักวันความดีจะชนะใจแม่สามีได้

        จนกระทั่งฝ่ายองครักษ์ทนดูไม่ได้ จึงก้มลงกราบแทบเท้าพระนาง จะไม่ยอมลุกขึ้น หากพระนางมัสสุรีไม่ยอมให้ช่วยทำงานแทน พระนางฯจึงยินยอมในที่สุด

        ฝ่ายพระมารดาโกรธมาก เมื่อทราบถึงการเข้าช่วยเหลือขององครักษ์ จึงเห็นต้องกำจักทั้งสองคน โดยได้สั่งให้บริวารไปเฝ้าดูเพื่อจับผิด และหาเรื่องใส่ร้ายพระนามมัสสุหรีให้จงได้

        นกระทั่ง วันหนึ่งก็มาถึง พระนางมัสสุหรี เอาผ้าคลุมฮิญาบหรือผ้าคลุมศรีษะ ยื่นให้องครักษ์เช็ดหน้าเช็ดตา ในขณะที่กำลังตรากตรำทำงานหนัก และบริวารสายสืบของพระมารดาเห็นเข้า จึงนำเรื่องนี้ไปรายงานพระมารดา ซึ่งดีใจมาก พร้อมสั่งให้ทหารไปจับคนทั้งสองและป่าวประกาศไปทั่วเกาะ ว่า พระนามมัสสุรีมีชู้กับองครักษ์ ทำให้เสื่อมเสียงพระเกียรติแก่ราชวงศ์มีโทษประหารด้วยกริช ห้ามใครพูดเข้าข้างพระนางมัสสุรี มิเช่นนั้นจะประหารทันที ส่วนองครักษ์นั้นได้ถูกสั่งประหารด้วยการขุดหลุม แล้วให้ลงไปนอน เอาก้อนหินกระหน่ำปาลงไปจนตาย

        พระนางมัสสุหรีถูกนำตัวมามัดไว้กับต้นไม้ต้นหนึ่ง เพชฌฆาตนั้นเมื่อเริ่มลงมือเอากริชแทงพระนางหลายครั้งด้วยน้ำตา แต่กริชไม่สามารถระคายผิว พระนางฯได้เลย พระนางฯจึงกล่าวว่า "กริชประจำตระกูลของพระนางฯเท่านั้นถึงจะฆ่าพระนางได้ และกริชนั่นก็อยู่ที่ บ้านพ่อแม่ของข้าเอง" พระมารดาได้ยินดังนั้นจึงสั่งให้เพชฌฆาตไปเอากริช ประจำตระกูลของพระนางฯ ตามที่พระนางฯบอก

        ทางด้านพ่อและแม่ของพระนางฯ เมื่อมีคนของพระมารดาไปขอกริชประจำตระกูล ก็ให้แต่โดยดี ด้วยเพราะทราบดีว่า คงเป็นความประสงค์ของพระนางมัสสุรี ที่จะกู้ศักดิศรี และแสดงความบริสุทธิ์ แม้จะแลกด้วยชีวิตก็ตาม
ก่อนที่เพชฌฆาตจะลงมือประหาร พระนางมัสสุหรีจึงกล่าวดังไว้ว่า ฟ้าดินเป็นพยานข้านี้ถูกใส่ร้าย ข้ามิเคยคบชู้สู่ชายแต่อย่างใด หากข้าไม่ผิด ของให้โลหิตเป็นสีขาว และอย่าให้หิตข้าหลั่งลงพื้นดิน ฟ้าดินเป็นพยาน สิ้นคำกล่าวของพระนางฯ เพชฌฆาตก็ลงมือปักกริช ลงตรงคอ เสียงร้องของพระนางดังไปทั่วบริเวณ เลือดสีขาวพระนางฯพุ่งขึ้น เหมือนร่ม โดยไม่ตกลงพื้นแม้แต่หยดเดียว หันไปมองบุตรตัวน้อยวัยสามเดือน ที่ร้องเสียงดัง เหมือนรับรู้ความเจ็บปวดของแม่ 

        ก่อนสิ้นใจพระนางฯได้อ้อนวอนขอกอดลูก และขอให้นมบุตรเป็นครั้งสุดท้ายต่อพระมารดาแม่ผัวผู้ใจดำ แต่พระมารดาฯไม่ยินยอม  พระนางฯจึงสาปแช่งว่า  ?หากนางเป็นผู้บริสุทธิ์ มันผู้ใดที่อยู่บนเกาะลังกาวีจงประสบทุกข์เข็ญนานตราบ 7 ชั่วอายุคน? และบอกพ่อกับแม่ของตนให้เอากล้วยน้ำหว้าป้อนลูกของตนแทนนม แล้วจึงสิ้นใจทาง ด้านวันดารุส ขณะอยู่กลางท้องทะเล ก็นิมิตเห็นภาพพระนางมัสสุหรี เหมือนมาลา จึงประกาศ ?หากใครทำอันตรายพระนางมัสสุหรี จะฆ่าตายให้หมด" พร้อมกับเดินทางกลับทันที

        เมื่อมาถึงเกาะ สภาพเกาะเหมือนเกาะร้าง แทนที่จะมีเสียงประชาชนเข้ามาล้อม โฮ่ร้องต้อนรับ เหมือนวีรบุรุษ เช่นทุกครั้ง แต่กลับเงียบเชียบเหมือนเมืองร้าง ผู้คนไม่รู้หายไปไหนหมด เมื่อกลับไปที่วัง ร้องหาแม่นางมัสสุรีและลูกไม่พบ ก็ใจหาย จึงไปหาที่บ้านพ่อตาแม่ยาย เมื่อย่างก้าวเข้าบริเวณบ้าน  ความรู้สึกเศร้าระงมไปทั่ว แต่ก็กลับดีใจ ที่ได้ยินร้องของเด็ก เมื่อขึ้นไปดู จึงเห็นแต่ลูก และทราบข่าวการตายของพระแม่นางมัสสุรี จากพ่อตาและแม่ยาย

        วันดารุสเสียใจมาก เพราะคิดไม่ถึงว่า พระมารดาจะฆ่าและทำลายพระนางมัสสุหรี คนที่ตนรักได้อย่างโหดเหี้ยมได้ลงคอ พระองค์จึงตัดสินใจสละสิทธิ์รัชทายาทราชบันลังก์ แล้วหอบลูกและกริช กลับไปยังบ้านเกิดของพระนางมัสสุหรี คือภูเก็ต


หาดทรายเปลี่ยนเป็นสีดำ หลังจากนำศพของ พระนางมัสสุหรี ไปฝัง

        ส่วนพระมารดาเมื่อสิ้นชีวิต พระศพก็ไม่สามารถฝั่งที่ใดได้เลย บนเกาะลังกาวี ฝังที่ใดทรายก็จะดันขึ้นมาเสมอ จนกระทั่ง ต้องไปกลับทำพิธีบนบานที่สุสานพระนางมัสสุหรี จึงสามารถนำพระศพไปฝั่งไว้ที่บริเวณหาดทราย และสีของหาดทรายกลายเป็นสีดำในทันที หลังจากที่ฝังเสร็จ....


8  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / วิทยาศาสตร์ - จักรวาล - การค้นพบ / นักฟิสิกส์ดังชี้ ดาวอังคารเคยเจริญ แต่ถูกทำลายจากอาณาจักรศิวิไลซ์ลึกลับเก่าแก่ เมื่อ: 23 มกราคม 2558 11:36:02
นักฟิสิกส์ดังชี้ "ดาวอังคาร" เคยเจริญ แต่ถูกทำลายจากอาณาจักรศิวิไลซ์ลึกลับเก่าแก่ โลกจ่อรายต่อไป"



สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 25 พ.ย.ว่า นักฟิสิกส์ชื่อดังรายหนึ่ง ได้แสดงทฤษฎีชี้ว่า ดาวอังคารเคยเป็นดาวที่เต็มไปด้วยสิ่งที่มีชีวิตที่ฉลาด แต่ได้ถูกทำลายล้างจากอาณาจักรที่ศิวิไลซ์ ด้วยอาวุธนิวเคลียร์ ทำให้ดาวดวงนี้กลายเป็นดาวที่หนาวเย็นและไร้สิ่งมีชีวิต ขณะทีมนุษย์อาจกำลังกลายเป็นเป้าหมายรายต่อไปที่อาจจะถูกอาณาจักรดังกล่าว ทำลายล้าง หลังจากที่ดาวอังคารเคยเผชิญ
รายงานระบุว่า นายจอห์น แบรนเด็นเบิร์ก นักฟิสิกส์ชื่อดังที่ได้รับการยอมรับในวงการ ได้ออกหนังสือชื่อว่า"ความตายบนดาวอังคาร"ซึ่งมีเนื้อหาระบุว่า ความศิวิไลซ์ของดาวอังคารได้สูญสลายจากหายนะวิบัตที่เกิดจากน้ำมือของ อาณาจักรที่ศิวิไลซ์ลึกลับ สังเกตได้จากการที่ดาวอังคารมีปล่องหลุมต่างๆ บนพื้นผิว ซึ่งบางทีอาจมาจากการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ และเหตุผลที่เราไม่เคยไดยินสัญญาณใดจากอาณาจักรศิวิไลซ์อื่นๆ บนอวกาศ นั่นเพราะสัญญาณเหล่านี้ได้ถูกกวาดล้างไปสิ้น และโลกอาจกำลังถูกอาณาจักรศิวิไลซ์ลึกลับที่เคยทำลายดาวอังคารจับตาอยู่ และอาจใช้พลังดังกล่าวทำลายล้างจนราบคาบได้
นายแบรนเด็นเบิร์กกล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมา นักดาราศาสตร์อย่างนายเอ็ดเวิร์ด แฮร์ริสัน เคยบอกว่า ปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ได้ทำลายอาณาจักรศิวิไลซ์บนอวกาศก็คือ การที่อาณาจักรศิวิไลซ์เก่าแก่กว่าสามารถกวาดล้างอาณาจักรศิวิไลซ์ใหม่ได้ เมื่อพวกเขา"สามารถจับสัญญาณวิทยุ"จากอาณาจักรเหล่านี้ได้
โดยอาณาจักรเก่าแก่จำเป็นต้องทำลายล้างอาณาจักรใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงการ แข่งขันการเติบโตในห้วงจักรวาล และเป็นไปได้ว่า ในจักรวาลจะมีพลังงานที่เป็นศัตรูต่ออาณาจักรใหม่ที่เจริญและพลุกพล่าน เช่น โลกของเรา โดยพลังเหล่านี้นับรวมตั้งแต่เอเลี่ยน รวมทั้งเครื่องจักรสมองกลโหดเหี้ยม ที่มีความเกลียดชังต่อสิ่งมีชีวิตที่มีเลือดเนื้อ และสิ่งอันตรายที่สุดสำหรับสิ่งมีชีวิตที่ฉลาดก็คือ สิ่งมีชีวิตประเภทเดียวกัน ขณะที่โลกจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะอยู่รอดจากการโจมตีจากสิ่งใดก็ตามที่ได้ ทำลายดาวอังคารมาแล้ว
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา มีนักฟิสิกส์จำนวนมากที่เชื่อว่า ดาวอังคารอาจถูกโจมตีด้วยอุกกาบาต ที่สามารถทะลุผ่านสนามแม่เหล็กและชั้นบรรยากาศ ขณะที่ทฤษฎีของนายแบรนเด็นเบิร์กถือว่าเป็นแนวคิดที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง.........

9  สุขใจในธรรม / เกร็ดครูบาอาจารย์ / หลวงปู่สรวงรู้จริง เศษเสี้ยวอัศจรรย์ของหลวงปู่สรวง เมื่อ: 23 มกราคม 2558 11:28:14
หลวงปู่สรวงรู้จริง เศษเสี้ยวอัศจรรย์ของหลวงปู่สรวง



หลวงปู่รู้อดีตที่ผ่านมา หลวงปู่รู้อนาคตที่ยังมาไม่ถึง จะบอกสอนลูกศิษย์ด้วยวิธีทำให้ดูเป็นส่วนใหญ่ ผู้คนไปกราบหลวงปู่สรวงมีสองประเภท
๑. เป็นพวกหาโชคลาภ
๒. เป็นพวกทำบุญและศึกษาธรรม

หลวงปู่จะทำให้ดูพร้อมกัน คนหาโชคก็ตีเป็นตัวเลข ส่วนคนที่มีธรรมก็แปลความหมายไปทางธรรม
เรื่องธรรมชาติ ฝนจะตกดีไม่ดี หลวงปู่ก็บอก เช่น ปลูกข้าวในที่สูงๆนั้น หมายความว่า ฝนจะดีอุดมสมบูรณ์
ถ้าปลูกข้าวในที่ต่ำๆนั้น หมายความว่า ฝนจะแล้งไม่ดี หลวงปู่จะทำให้ดูบ่อยๆเพื่อลูกหลานได้เข้าใจ
หลวงปู่สรวงมีบารมีสูงและมีอิทธิฤทธิ์มาก หลวงปู่ย่นระยะทางได้ หายตัวได้ และเดินบนน้ำได้ ที่ผมพูดอย่างนั้นก็เพราะผมอยู่กับหลวงปู่มานาน
เป็นเวลาถึง ๒๕ ปี ผมจึงรู้อะไรหลายอย่าง เห็นอะไรหลายอย่างจากหลวงปู่และไม่เหมือนพระรูปไหนด้วย เท่าที่ผมและวันที่หลวงปู่ละสังขารนั้น
เป็นวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๔๓ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๑๐ หลวงปู่เคยเขียนบอกผมเป็นสิบปีแล้ว และเขียนให้ทุกคนที่ไปกราบหลวงปู่
ท่านเขียนไปว่า ๑๐ บาทดี ๑๐ บายตึ๊กดี น้ำดี ๑๐ หรือ ๑๐-๑๐-๑๐ เป็นการบอกให้รู้ว่าวันที่ ๘ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๑๐ เป็นวันที่จะละสังขาร
ครั้งหนึ่งเกิดความคิดถึงหลวงตาสรวง ทราบว่าท่านพักอยู่บ้านละลม อ.ขุขันธ์ ขับรถไปหาโดยไม่ได้เตรียมการอะไรไว้ก่อน
เมื่อไปถึง หลวงตาดีใจ โดดขึ้นรถทันที ชี้นิ้วให้ขับไปเรื่อยๆ ท่านชี้ไปทางไหนก็ไปไม่ขัด ในที่สุดรถแล่นมาถึงอำเภอปราสาท
ท่านชี้ให้วิ่งเข้าไปอำเภอเมืองสุรินทร์ คุณบุญเลิศจึงได้เรียนหลวงตาว่า "น้ำมันไม่พอหรอกหลวงตา ลูกก็ไม่มีเงินติดตัว ไปไม่ได้ ไปไม่ถึงแน่ๆ"
ท่านร้องเสียงดัง"อื๊อ"ชี้นิ้วให้รถวิ่งต่อไป ซอกแซกไปตามตรอกซอกซอยอย่างไรไม่ทราบ มาโผล่ที่บ้านโทรมๆหลังหนึ่ง
คุณบุญเลิศเข้าใจว่าท่านมาหาลูกศิษย์ ลงจากรถไปตะโกนเรียกหาคนในบ้านอย่างที่เคยทำมาก่อน

"หลวงตามา หลวงตาสรวงมา"
เงียบ ไม่มีใครตอบรับ เดินสำรวจดูจึงรู้ว่าเป็นบ้านร้าง ไม่มีคนอยู่ กลับมาเรียนหลวงตาว่า
"หลวงตาไม่มีใครอยู่ ไปไหนกันหมดไม่รู้"
"อื๊ออ.." หลวงตาบุ้ยปากไปที่บ้านหลังนั้นอีก
คุณบุญเลิศหันกลับไปมอง เห็นตัวเลขขนาดมโหฬารพ่นด้วยสีสเปรยสีแดงแจ๋ที่ข้างฝา เป็นเลข 98
"หลวงตาให้หวยหรือ"
"อื๊อ"
ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 11 โมงเช้า มีหวยหุ้นให้แทงได้ จะออกประมาณเที่ยง จึงรีบขับรถไปหาเพื่อนเก่า
ที่มาลงหลักปักฐานประกอบอาชีพหล่อเสาปูนขายอยู่ที่อำเภอปราสาท
"ซื้อหวยหุ้นให้กูหน่อย 98 เอา1พัน ออกให้ก่อนด้วย กูไม่มีีเงินติดตัวมา"
"กลับไหม"
"ไม่กลับ"
จากนั้นจอดรถพักนั่งเล่นรอฟังผลที่บ้านเพื่อนจนถึงเวลาหวยออก หวยออก 98 ตรงๆ ได้เงินมา8หมื่นบาท
มาทราบทีหลังว่าเพื่อนเก่าได้แอบซื้อตามด้วย 5 พัน ได้เงินเหนาะๆ 4 แสน

ยังมีลูกศิษย์อีกคนหนึ่ง ชอบละลาบละล้วงหลวงตาโดยไม่เกรงใจ ชอบล้วงย่ามหลวงตา เขาว่าจะค้นหาเลขเด็ดหรือค้นเอาอะไรไม่ทราบ
รู้กันทั้งนั้นว่าย่ามหลวงตาไม่มีอะไรเลย นอกจากเชือกขดเดียวที่มีไว้เพื่อมัดสิ่งของ ผูกเปล หรือทำสายป่านยามปล่อยว่าว
ย่ามหลวงตาบางครั้งเหมือนย่ามวิเศษ จึงยวนใจให้ค้นให้รื้อ อย่างเช่นไปเดินตลาดขุขันธ์ซื้อปลาที่กำลังจะตายหรือแม้แต่เพิ่งตาย
หลวงตาล้วงย่ามเมื่อไหร่มีเงินออกมาจ่ายค่าปลาทุกที ได้ปลาแล้วท่านเอามาปล่อยใส่ตุ่ม ปลาที่ตายก็ฟื้น ที่กำลังร่อแร่ก็กระปรี้กระเปร่า
แหวกว่ายหายเพลีย ต่อจากนั้นท่านจึงให้คุณบุญเลิศเอาไปปล่อยลงหนองหรือห้วยธาร อย่าว่าแต่ปลาเลยกระทั่งไก่ที่อมโรคจนเหงาใกล้ตาย
หากหลวงตาพบก็เป็นวาสนาของไก่ตัวนั้นท่านจับไก่ลงจุ่มน้ำนานกว่า 3 นาที ดูเหมือนจะฆ่าไก่ให้จมน้ำตายหายใจไม่ออก
แต่ครั้นดึงไก่พ้นน้ำ ไก่ก็หายป่วยเป็นอัศจรรย์
ย่ามของหลวงตามีความวิเศษที่องค์ท่านล้วงเอาอะไรออกมาได้หมดเหมือนกระเป๋าวิเศษของแมรี่ ป๊อบปินส์(มีใครเคยดูหนังเรื่องนี้บ้าง)
แมรี่ล้วงออกมาได้กระทั่งเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน ลูกศิษย์คนนั้นค้นย่ามหลวงตาจนกลายเป็นคนนิสสัยเสีย หลวงตาก็ไม่ว่าอะไร
วันหนึ่งหลังค้นย่ามเสร็จหลวงตาเรียกเขามาหา บอกให้ถอดเสื้อ ให้นั่งหันหลัง ท่านเอาปากกาเมจิกเขียนอักขระใส่แผ่นหลังสองสามตัว
เย็นวันนั้นกลับบ้านไปก็โดนฟ้าผ่า ผมขนไหม้ดำไปทั้งตัว แต่ไม่ตาย ! ปลอดภัยดี แค่เสียโฉมหมดหล่อสักระยะหนึ่งเท่านั้น
"ต่อมามันไม่เคยรื้อย่ามหลวงตาอีกเลย" คุณบุญเลิศว่า่
คงเข็ดหลาบไปไม่ลืมจนชั่วชีวิต


10  สุขใจในธรรม / ธรรมะจากพระอาจารย์ / รวยกับซวยมันใกล้กัน : หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ เมื่อ: 23 มกราคม 2558 11:19:58


รวยกับซวยมันใกล้กันนะ จะเอารวยน่ะ จะหามายังไงก็ทุกข์
กลัวคนจะมาจี้มาปล้น หมดไปก็เป็นทุกข์อีก
ไปคิดดูเถอะ มันไม่จบหรอก มีแต่เรื่องยุ่ง
เอา “ดี” ดีกว่า

หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ

11  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / เครื่องราง ของขลัง พุทธคุณ / Re: ๑ ใน ๙ เครื่องรางสะท้านแผ่นดิน - ไม้ครู หลวงปู่ภู วัดอินทร์ เมื่อ: 23 มกราคม 2558 11:16:32

" ไม้ครู" หลวงปู่ภู วันอินทร์ "



ไม้ครูเป็นเครื่องรางของขลังประเภทตะกรุด ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ผู้นิยมสะสม ไม้ครูที่มีชื่อเสียงโด่งดังมีอยู่ 3 สำนัก ได้แก่

- ไม้ครู หลวงปู่ภู วัดอินทร์ กรุงเทพ
- ไม้ครู หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก นครปฐม
- ไม้ครู หลวงปู่จันทร์ วัดนางหนู ลพบุรี

แต่ที่นิยมมากที่สุดเห็นจะเป็น ไม้ครู หลวงปู่ภู วัดอินทร์ ซึ่งเป็นยอดไม้ครู ที่จัดอยู่ในชุดเครื่องรางมงคล 9 สะท้านแผ่นดิน
ตามบทโคลงกลอนข้างต้น

หลวงปู่ภู เป็นพระเถราจารย์ที่ยึดการธุดงค์เป็นกิจวัตรมาโดยตลอด พอออกพรรษาท่านจะออกรุกขมูลมิได้ขาด
โดยร่วมธุดงค์ไปกับท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) และหลวงปู่ใหญ่
อมตะวาจาเถราจารย์ หลวงปู่ภู อันเลื่องลือ คือ "ไม่มีใครทำได้อย่างกู นามไม้ครู อยู่วัดอินทร์" ตามตำราว่าไว้
ประจุด้านเดียวเรียกไม้พ่อครู ประจุสองด้านเรียวนิ้วพระอิศวร "ชี้ต้นตาย ชี้ปลายเป็น" การสร้างไม้ครูนั้นเรียกได้ว่าสร้างยากมากๆ
ผู้ที่มีบุญวาสนาเท่านั้นจึงจะสร้างได้สำเร็จ วัสดุที่ใช้สร้างก็สุดแสนจะหายาก เพราะท่านต้องเดินธุดงค์เข้าไปในป่าลึก
เพื่อจะไปหาไม้ไผ่ และจะต้องเป็นไม้ไผ่สีสุกที่ถูกฟ้าผ่าล้ม ปลายชี้ไปทางทิศตะวันออกเท่านั้นถึงจะใช้ได้ ตามตำราระบุว่า
ไม้ไผ่ลำนี้เปรียบประหนึ่งไม้ยันพระวรกายของเท้าเวสสุวรรณ และภายในเจ็ดวันท่านเฝ้ารอโขลงช้างที่จะผ่านมาพบ
แล้วกระโดดข้ามกอไผ่นั้นทั้งโขลง ซึ่งก่อนที่ท่านจะตัดไม้ไผ่ลำดังกล่าว ท่านต้องทำพิธีพลีกรรมก่อน
นั่นก็คือ การขอของจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้าป่า เจ้าเขา รุกขเทวดา เพื่อเพิ่มความเข้มขลังให้มากยิ่งขึ้น เมื่อท่านได้ไม้ไผ่มาแล้ว
ท่านจะนำมาลงอักขระ แล้วใช้เป็นไม้เท้ายันกายในยามที่ท่านเดินธุดงค์ ขณะที่ท่านเดินธุดงค์และ เมื่อได้พบศพที่ตายวันเสาร์
เผาวันอังคาร ก็จะใช้ไม้เท้านั้นจิ้มศพจนกว่าจะครบ ๗ ศพ ตลอดระยะเวลาในการเดินธุดงค์ของหลวงปู่นานถึง ๓๐ ปี
จากนั้นท่านก็จะนำไม้เท้าอันนี้มาผ่าให้เป็นแผ่นเล็กๆ เรียกว่าตอก เตรียมไว้สำหรับลงพระนามที่ได้รับจากเบื้องบน
ถ้าลูกศิษย์คนใดอยากได้ไม้ครูจะต้องขอท่านก่อนวันเสาร์ และถ้าท่านตอบตกลงทำให้ ผู้นั้นจะต้องจัดเครื่องไหว้ทำพิธี
ซึ่งต้องมีบายศรี หัวหมู มะพร้าวอ่อน และอื่นๆ ตามแต่ที่หลวงปู่ท่านจะสั่ง แต่ที่ขาดไม่ได้คือ ไม้ไผ่ตัดเหลือข้อไว้หนึ่งข้อ
หรือไม้ที่เจาะรู จะไม้ ผยุง ไม้ขนุน และอีกหลายอย่าง เมื่อได้ของครบแล้ว ท่านก็จะทำพิธีลงพระนามในไม้ตอกที่ท่านเตรียมไว้

การทำพิธีลงนาม
หลวงปู่ท่านจะมองขึ้นบนฟ้าครั้งละนานๆ เคยมีลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดถามท่านว่า "ทำไมหลวงปู่ต้องมองขึ้นไปบนท้องฟ้า"
ท่านก็ตอบว่า "รอพระนามจากเบื้องบน" เมื่อได้พระนามจากเบื้องบนแล้ว ท่านก็จะทำการบรรจุไม้ลงพระนาม เข้าไปในไม้
ที่เจาะเตรียมไว้ อุดด้วยไม้และลงอักขระทับอีกที เป็นอันเสร็จพิธี นับว่าสร้างยากมากจริงๆ

ข้อพึงระมัดระวัง
เมื่อท่านทำไม้ครูให้ผู้ใดก็ตาม ท่านมักจะกำชับหนักหนาว่า ห้ามเอาไปตีใครเด็ดขาด เพราะจะทำให้ผู้ถูกตีถึงกับเสียจริต (เป็นบ้า)
รักษาไม่หาย

อิทธิฤทธิ์ของไม้เท้าพ่อครู
ใช้ป้องกันตัวเมื่อยามคับขัน ป้องกันโจรผู้ร้าย คุณไสย และภูติผีปีศาจไม่กล้ากล้ำกลาย ซึ่งผู้ที่ถือครองต่างก็เห็นเป็นประจักษ์
กันมานักต่อนัก

คาถาปลุกไม้พ่อครู
"โอมปลุกปลุกลุกลุกกูจะปลุกพ่อครู นิ้วเพชรพระอิศวร กระบองยันกายท้าวเวสสุวรรณ ไม้โขลงช้างข้าม ปีศาจพ่อครู
โอมปลุกมหากูจะปลุกไม้เท้าพ่อครู หลวงปู่ภูประสิทธิ์ให้กุสวาหะ"

อย่างที่ทราบกันดีว่า เครื่องรางของขลัง เป็นวัตถุมงคลที่ผู้คนนิยมพกติดตัวตามความเชื่อ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น เสริมพลังใจ
และเพื่อความเป็นสิริมงคลของชีวิต แต่เหนือสิ่งอื่นใดนอกจากเราจะพกเครื่องรางของขลังกันแล้ว สิ่งที่ไม่ควรลืมอย่างยิ่งคือ
"การทำดี" เพราะนั่นคือ เกราะคุ้มภัยชั้นดี ที่ไม่ต้องใช้เงินซื้อหา


12  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / เครื่องราง ของขลัง พุทธคุณ / ๑ ใน ๙ เครื่องรางสะท้านแผ่นดิน - ไม้ครู หลวงปู่ภู วัดอินทร์ เมื่อ: 23 มกราคม 2558 11:10:52
ไม้ครู หลวงปู่ภู วัดอินทร์
๑ ใน ๙ เครื่องรางสะท้านแผ่นดิน....

รู้หรือไม่ 9 เครื่องรางสะท้านแผ่นดินที่นักสะสมเครื่องรางของขลังยกให้เป็นสุดยอดมีอะไรบ้าง

อ้างถึง

" หมากดี ที่วัดหนัง ถ้าเบี้ยขลัง วัดนายโรง
ไม้ครู คู่วัดอินทร์ ส่วนมีดบิน วัดหนองโพ
พิสมร วัดพวงมาลัย ครั่งเหลือร้าย วัดโตนดหลวง
ราหู คู่วัดศรีษะ แหวนอักขระ วัดหนองบัว
ลูกแร่ ที่วัดบางไผ่ ฤทธิ์เหลือร้ายหาใดปาน
เก้าสิ่งล้วนเป็นมงคล ทั่วทุกคนควรค้นหา
ติดกายยามยาตรา ภัยมิกล้ามาแผ้วพานฯ "


ด้านบนคือบทโคลงกลอนที่นักสะสมเครื่องรางของขลังในยุคเก่าก่อน
ได้กล่าวถึง ๙ เครื่องรางของขลังทรงคุณค่าที่ควรมีไว้คู่กาย อันได้แก่

๑. หมากทุยหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง
๒. เบี้ยแก้หลวงปู่รอด วัดนายโรง
๓. ตะกรุดไม้ครู หลวงปู่ภู วัดอินทร์
๔. มีดหมอ (มีดบิน) หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ
๕. ตะกรุดพิสมรหลวงพ่อแก้ว วัดพวงมาลัย ู
๖. ตะกรุดอุดครั่งหลวงพ่อทองศุข วัดโตนดหลวง
๗. ราหูหลวงพ่อน้อย วัดศรีษะทอง
๘. แหวนอักขระหลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว
๙. ลูกสะกดเนื้อแร่บางไผ่ หลวงปู่จันทร์ วัดโมลี

...ใครที่มีชิ้นใดชิ้นหนึ่งก็ว่าดีแล้ว ยิ่งใครมีครบนี่นับว่าเป็นมงคลมากทีเดียว แต่กว่าจะมาเป็นเครื่องรางของขลังทรงคุณค่า
ที่ผู้คนนิยมและศรัทธามากเช่นนี้ ประวัติความเป็นมาก็เข้มข้นน่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
"ไม้ครู" หลวงปู่ภู วันอินทร์ ซึ่งถือว่าเป็น "ยอดไม้ครู" อันดับ ๑ ของเมืองไทย หนึ่งในชุดเครื่องรางมงคลสะท้านแผ่นดิน


13  นั่งเล่นหลังสวน / ลานกว้าง (มุมดูคลิป) / - สารคดี - ไขจักรวาล ปริศนาหลุมดำ เมื่อ: 23 ธันวาคม 2557 09:28:02
ไขจักรวาล ปริศนาหลุมดำ

ไขจักรวาล ปริศนาหลุมดำ




14  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / วิทยาศาสตร์ - จักรวาล - การค้นพบ / Re: หากเราหลุดเข้าไปในหลุมดำ เมื่อ: 23 ธันวาคม 2557 09:25:23
15  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / วิทยาศาสตร์ - จักรวาล - การค้นพบ / Re: หากเราหลุดเข้าไปในหลุมดำ เมื่อ: 23 ธันวาคม 2557 09:24:19













16  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / วิทยาศาสตร์ - จักรวาล - การค้นพบ / หากเราหลุดเข้าไปในหลุมดำ เมื่อ: 23 ธันวาคม 2557 09:22:38
"หากเราหลุดเข้าไปในหลุมดำ"

การอธิบายเรื่องหลุมดำเป็นผลมาจากทฤษฎีสัมพัทธภาพ โดยอธิบายว่ามันเกิดจากการยุบตัวของดาวฤกษ์ กลายเป็นสสารอวกาศที่มีแรงโน้มถ่วงสูงมาก ไม่มีอะไรรอดพ้นจากหลุมดำได้เลยแม้แต่แสง จึงทำให้เรามองไม่เห็นมัน และเรียกมันว่าหลุมดำ (เราจะมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้จากแสงที่สะท้อนสิ่งเหล่านั้นมาเข้าตาเรา เมื่อแสงไม่สามารถออกจากหลุมดำได้ เราก็ไม่มีทางมองเห็นหลุมดำได้) ปัจจุบันมีการสันนิษฐานว่าเอกภพของเราเต็มไปด้วยหลุมดำ และมีหลุมดำที่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์หลายพันเท่าอยู่ตรงกลางของแกแล็กซีด้วย
จากแรงโน้มถ่วงมหาศาลดังกล่าว ทำให้เกิดข้อข้องใจขึ้นมามากมาย เช่น หลุมดำนั้นมีขอบเขตหรือไม่? สสารที่ถูกดูดลงไปในหลุมดำแล้วมันไปอยู่ที่ไหน? และสิ่งที่ถูกดูดเข้าไปแล้วจะมีโอกาสออกมาได้หรือไม่ หรือว่ามันจะต้องหายไปตลอดกาล?

จะว่าไปแล้วการจินตนาการถึงหลุมดำก็ดูจะยากเหมือนกันสำหรับสามัญสำนึกของมนุษย์ธรรมดา ๆ อย่างเรา คิดดูสิ มีหลุมปริศนาในอวกาศ เป็นคล้าย ๆ ถุง แต่ไม่รู้ว่ามันมีก้นหลุมอยู่ตรงไหน มันยังไงกันแน่?

เดี๋ยวเราลองนำความรู้และทฤษฎีทั้งหมดที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันมาตอบโจทย์ทีละข้อดู…

1. หลุมดำมีขอบเขตหรือไม่?

ทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับในปัจจุบัน อธิบายว่า หลุมดำนั้นก็มีขอบเขตของตัวเองเหมือนกัน เราเรียกขอบเขตนั้นว่า “ขอบฟ้าเหตุการณ์ (Event Horizon)”


2. สิ่งที่ถูกดูดเข้าไปในหลุมดำจะไปอยู่ที่ไหน?

ในภาพยนตร์วิทยาศาสตร์อาจชอบนำเสนอว่า เมื่อเราถูกหลุมดำดูดเข้าไปเราอาจจะไปโผล่ในอีกมิติหนึ่งซึ่งเป็นมิติคู่ขนาน แต่ในเมื่อเราเชื่อว่าหลุมดำมีขอบเขตตามข้อแรก ดังนั้นสสารที่ถูกดูดเข้าไปจึงไปโผล่ที่ไหนไม่ได้นอกจากไปกองอยู่ก้นหลุม ตามทฤษฎีอธิบายไว้ว่า ในหลุมดำนั้นตรงกลางจะมีจุดหนึ่งเป็นจุด “ซิงกูลาริตี้ (singularuty)” ซึ่งมวลทั้งหมดจะไปรวมกันเป็นจุดเดียว อะไรก็ตามที่หลุดเข้าไป ก็จะไปรวมกันอยู่ตรงจุดนี้


3. สิ่งที่ถูกดูดเข้าไปในหลุมดำมีโอกาสรอดออกมาได้หรือไม่?

เนื่องจากหลุมดำมีแรงดึงดูดสูงมาก แม้แต่แสงก็ยังไม่สามารถหลุดรอดออกมาได้ จึงสันนิษฐานกันว่า หากมีสสารหลุดลงไปในหลุมดำ และต้องการจะออกมา สสารนั้นจะต้องเร่งความเร็วให้มากกว่าแสงจึงอาจจะหลุดรอดออกมาได้ ซึ่งในความเป็นจริงยังไม่มีสสารใดที่เร่งความเร็วได้มากกว่าแสง จึงน่าจะสรุปได้ว่า เราไม่สามารถออกจากหลุมดำได้เลย


4. สิ่งที่หลุดเข้าไปในหลุมดำ จะหายไปตลอดกาลหรือไม่?

ตามที่กล่าวมาแล้ว หลุมดำนั้นมีแรงโน้มถ่วงสูง และดูดทุกสิ่งเข้าไปรวมกันที่จุดซิงกูลาริตี้ (สสารน่าจะถูกบีบอัดรวมกัน) และไม่น่าจะกลับมาได้อีกแต่ในปี ค.ศ.1974 นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ ชื่อสตีเฟน ฮอว์กิ้ง เป็นนักฟิสิกส์ควอนตัม ชี้ว่ามีการแผ่รังสีอย่างหนึ่งออกมาจากหลุมดำได้ และตั้งชื่อรังสีนั้นว่า “รังสีฮอว์กิ้ง” และยังเสนอทฤษฎีที่ว่า “หลุมดำนั้นมีการระเหยไปเรื่อย ๆ” ซึ่งถ้าเป็นไปตามนั้นจริงหลุมดำก็น่าจะหดเล็กลงเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา แต่เราก็ยังไม่รู้ว่าการแผ่รังสีและการระเหยของหลุมดำดังกล่าว จะสามารถทำให้สสารต่าง ๆ คืนกลับมาจากหลุมดำหรือไม่ เพราะตามหลักกลศาสตร์ควอนตัม “สิ่งต่าง ๆ ไม่สามารถหายไปได้”

อันที่จริงเรื่องจุดซิงกูลาริตี้เองก็ไม่สอดคล้องกับกลศาสตร์ควอนตัม (ก็อย่างที่เรารู้ กลศาสตร์ควอนตัมกับทฤษฎีสัมพัทธภาพยังมีความขัดแย้งกันอยู่มาก) บางทีหลุมดำอาจซับซัอนมากกว่าที่อธิบายไว้ในทฤษฎีสัมพัทธภาพก็ได้


อย่างไรก็ตาม ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ยังคงเป็นเรื่องของทฤษฎี ตามที่กล่าวกันว่า ความจริงทางวิทยาศาสตร์ คือเรื่องของ “ทฤษฎีที่ดีที่สุด” แน่นอนว่ามันเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาหากมีทฤษฎีที่ดีกว่ามาแทนที่ และปัญหาพื้นฐานอย่างหนึ่งของวิทยาศาสตร์ก็คือ บางครั้งทฤษฎีที่ผิดก็สามารถทำนายหลายสิ่งหลายอย่างได้แม่นยำ และไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร แอดมินก็คิดว่าวิทยาศาสตร์นั้นเป็นศาสตร์ที่ “ใจกว้าง” และนักวิทยาศาสตร์ที่แท้จริงก็ต้องเป็นคนที่ “ใจกว้าง” ด้วยเช่นกัน เพราะพวกเขาต้องยอมรับได้ในสิ่งที่มันเป็น ซึ่งบางทีก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาเชื่อ

คำตอบที่แท้จริงเกี่ยวกับหลุมดำยังต้องนับว่าเป็นหนึ่งในปริศนาที่ดำมืด เพราะหลุมดำที่อยู่ใกล้เรามากที่สุดตั้งอยู่ห่างออกไปหลายพันปีแสง และในระยะทางขนาดนั้นรังสีฮอว์กิ้งก็อ่อนเกินกว่าจะสังเกตได้ มันจึงยากมากที่เราจะศึกษาหลุมดำ เพราะถึงอย่างไร เราก็เข้าใกล้มันหรือเข้าไปพิสูจน์ไม่ได้อยู่แล้ว


ที่มา indepencil
17  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / Re: Guiness World Records : กับสถิติแปลก ๆ ที่มีการบันทึกไว้ เมื่อ: 23 ธันวาคม 2557 09:11:15

9. ยกโต๊ะด้วยปาก

Georges Christen จากลักเซมเบิร์ก สามารถใช้ปากยกโต๊ะที่กว้างถึง 11.80 เมตร และหนัก 12 กิโลกรัม พร้อมกับคนอีก 1 คนที่หนัก 50 กิโลกรัมที่นั่งอยู่บนโต๊ะอีกด้วย





10. ทำลายกระป๋องด้วยแส้

Adam Winrich ชาวสหรัฐฯ สามารถใช้แส้ฟาด ทำลายกระป๋องได้ทั้งหมด 23 กระป๋อง ภายใน 3 นาที






ที่มา เพชรมายา
18  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / Re: Guiness World Records : กับสถิติแปลก ๆ ที่มีการบันทึกไว้ เมื่อ: 23 ธันวาคม 2557 09:09:52

7. ฝังเข็มในหัวเยอะที่สุด

Wei Shengchu ชาวจีนที่อาศัยในตุรกี ได้สร้างสถิติโลกที่น่าสยองนี้ขึ้น โดยนำเข็มทั้งหมดจำนวน 2,188 เล่มฝังเข้าไปในหัวของเขา





8. ทำลูกโป่งแตกด้วยหลัง
Julia Gunthel ชาวเยอรมนี สามารถใช้หลังของเธอบีบลูกโป่งให้แตกได้ 3 ลูกภายใน 12 วินาที ถือเป็นเวลาที่เร็วที่สุดแล้ว






19  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / Re: Guiness World Records : กับสถิติแปลก ๆ ที่มีการบันทึกไว้ เมื่อ: 23 ธันวาคม 2557 09:08:34

5. รถคาราวานที่เล็กที่สุด

Yannick Read ชายวัย 43 ปี ได้สร้างรถคาราวานที่มีขนาดเล็กที่สุดโดยมีความยาว 2.39 เมตร สูง 1.53 เมตร และกว้าง 0.79 เมตรเท่านั้น โดยมีน้ำหนักเพียงแค่ 131.1 กิโลกรัม แต่รถของเขามีทั้งเตียงนอน โคมไฟ ทีวี อ่างล้างจานและห้องครัวด้วย





6. ช้อนอยู่บนหน้าเยอะที่สุด

Dalibor Jablanovic ชาวเซอร์เบีย สร้างสถิติโลกโดยการนำช้อนขึ้นมาติดไว้บนใบหน้าของเขาได้สูงสุดถึง 31 อันเลยทีเดียว






20  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / Re: Guiness World Records : กับสถิติแปลก ๆ ที่มีการบันทึกไว้ เมื่อ: 23 ธันวาคม 2557 09:05:30

3. ยิงธนูด้วยเท้าที่ไกลที่สุด

Nancy Siefker วัย 26 ปีจากแคลิฟอร์เนีย สามารถใช้เท้าของเธอยิงธนูเข้าเป้าที่มีขนาด 5.5 นิ้ว ด้วยระยะทางไกลถึง 6.09 เมตร




4. ตีกอล์ฟด้วยไม้กอล์ฟที่ยาวที่สุด

Karsten Maas ชายวัย 49 จากเดนมาร์ค ใช้ไม้กอล์ฟที่มีความยาวถึง 4.37 เมตร ในการหวดลูกอล์ฟไปได้ไกลถึง 165.46 เมตร






หน้า:  [1] 2 3 ... 6
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.509 วินาที กับ 26 คำสั่ง

Google visited last this page 15 พฤศจิกายน 2563 07:16:43