[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
19 พฤษภาคม 2565 22:30:03 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก เวบบอร์ด ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

  แสดงกระทู้
หน้า:  [1] 2 3 ... 21
1  นั่งเล่นหลังสวน / ลานกว้าง (มุมดูคลิป) / อาจารย์ยอด : เณรหนีมาเกิด [ผี] เมื่อ: 18 เมษายน 2565 17:24:23


อาจารย์ยอด : เณรหนีมาเกิด [ผี]


<a href="http://www.youtube.com/watch?v=ekvepbB3Fxw" target="_blank" class="aeva_link bbc_link new_win">http://www.youtube.com/watch?v=ekvepbB3Fxw</a>







2  นั่งเล่นหลังสวน / หน้าเวที (มุมฟังเพลง) / Clean · Taylor Swift เมื่อ: 18 เมษายน 2565 17:20:24

Clean · Taylor Swift


<a href="http://www.youtube.com/watch?v=GL-HyvAjbFw" target="_blank" class="aeva_link bbc_link new_win">http://www.youtube.com/watch?v=GL-HyvAjbFw</a>

he drought was the very worst
When the flowers that we’d grown together died of thirst
It was months, and months of back and forth
You’re still all over me like a wine-stained dress I can’t wear anymore
ความแห้งแล้ง มันเป็นสิ่งที่เลวร้ายมากๆ
เมื่อดอกไม้ที่เราปลูกมาด้วยกันต้องตายไปเพราะขาดน้ำ
เวลาผ่านไปเดือนแล้วเดือนเล่า กับความสัมพันธ์ที่ไม่แน่นอน
คุณยังคงอยู่กับฉัน แต่เหมือนกับชุดแสนสวยที่ฉันไม่อยากใส่มันอีกต่อไป

Hung my head as I lost the war, and the sky turned black like a perfect storm
ช่างน่าอับอายราวกับพ่ายแพ้สงคราม ท้องฟ้ามืดครึ้มราวกับพายุจะโถมกระหน่ำ

Rain came pouring down when I was drowning
That’s when I could finally breathe
And by morning gone was any trace of you,
I think I am finally clean
สายฝนโถมกระหน่ำ เหมือนจมน้ำแทบขาดใจ
แม้เจ็บปวดแต่สุดท้ายฉันทนอยู่ได้
พอถึงเช้าเมื่อฝนซา คุณก็จากไปไร้ร่องร่อย
ฉันคิดว่า ในที่สุดก็ผ่านเรื่องเลวร้ายนี้ไปได้ซะที

There was nothing left to do
When the butterflies turned to dust that covered my whole room
So I punched a hole in the roof
Let the flood carry away all my pictures of you
ฉันไม่รู้จะทำอะไรต่อไปแล้ว
เมื่อความรักกลายเป็นเพียงฝุ่นผง ปกคลุมไปทั่วห้อง
อยากจะร้องให้ออกมา
ปล่อยให้หยดน้ำตา พัดพาความทรงจำเกี่ยวกับคุณไปให้หมด

The water filled my lungs, I screamed so loud but no one heard a thing
ความเจ็บปวดมันอัดอั้นอยู่เต็มอก ร้องตะโกนออกไป แต่ก็ไม่มีใครได้ยินหรอก

Rain came pouring down when I was drowning
That’s when I could finally breathe
And by morning, gone was any trace of you,
I think I am finally clean
I think I am finally clean
Said I think I am finally clean
สายฝนโถมกระหน่ำ เหมือนจมน้ำแทบขาดใจ
แม้เจ็บปวดแต่สุดท้ายฉันทนอยู่ได้
พอถึงเช้าเมื่อฝนซา คุณก็จากไปไร้ร่องร่อย
ฉันคิดว่า ในที่สุดเรื่องมันก็จบลงซะที
ได้หลุดพ้นจากคุณ
ล้างซวยออกไปซะที -0-

10 months sober, I must admit
Just because you’re clean don’t mean you don’t miss it
10 months older, I won’t give in
Now that I’m clean I’m never gonna risk it
หลายเดือนที่ผ่านมาฉันมีสติดี ฉันรู้
เพียงเพราะคุณเลิกกันแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่คิดถึงมัน
ที่ผ่านมา ฉันไม่ยอมรับว่ารักมันต้องเจ็บ
ตอนนี้ฉันรู้แล้ว ฉันจะไม่เสี่ยงกับมันอีกแล้ว
(*คือที่ผ่านมามีสติดีในการจะรัก ไม่เชื่อว่ามันจะต้องเจ็บ แต่สุดท้ายก็เลิกกัน
สุดท้ายก็หลุดพ้นจากกันซะที และจะไม่กลับไปเสี่ยงอีกแล้ว แต่ถึงกระนั้น
ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่คิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมา)

The drought was the very worst
When the flowers that we’d grown together died of thirst
ช่างเลวร้ายนัก ความรักของเราเริ่มเหือดแห้ง
เหมือนดอกไม้ ที่เหี่ยวเฉาและตายไปเพราะขาดน้ำ

Rain came pouring down when I was drowning
That’s when I could finally breathe
And by morning gone was any trace of you,
I think I am finally clean
สายฝนโถมกระหน่ำ เหมือนจมน้ำแทบขาดใจ
แม้เจ็บปวดแต่สุดท้ายฉันทนอยู่ได้
พอถึงเช้าเมื่อฝนซา คุณก็จากไปไร้ร่องร่อย
ฉันคิดว่า ในที่สุดเรื่องมันก็จบลงซะที

Rain came pouring down when I was drowning
That’s when I could finally breathe
And by morning gone was any trace of you
I think I am finally clean
Finally clean
Think I’m finally clean
Think I’m finally clean
สายฝนโถมกระหน่ำ เหมือนจมน้ำแทบขาดใจ
แม้เจ็บปวดแต่สุดท้ายฉันทนอยู่ได้
พอถึงเช้าเมื่อฝนซา ความเจ็บจางหาย คุณก็จากไปไร้ร่องร่อย
ฉันคิดว่า ในที่สุดเรื่องมันก็จบลงซะที
สุดท้ายก็ได้ชะล้างจิตใจให้สดใส
สุดท้ายก็หลุดพ้นซะที …








3  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ห้องสมุด / Re: เห้งเจีย ลิงในนิยายไซอิ๋ว กลายเป็นเทพที่คนจีนกราบไหว้ และแพร่เข้าไทยได้อย่างไร เมื่อ: 30 กันยายน 2564 20:42:18


          (ต่อ)....แต่ในยุคปัจจุบัน ร่องรอยการบูชาเห้งเจียในจีนตอนใต้โดยเฉพาะฝูเจี้ยนในมุมมองของชาวต่างชาติยังปรากฏหลากหลาย นักวิชาการไต้หวันเคยเขียนบทความว่าเขตเมืองฝูโจว ในมณฑลฝูเจี้ยน ไม่ปรากฏศาลเจ้าฉีเทียนต้าเสิ้ง อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่ศึกษาของจรัสศรี เมื่อพ.ศ. 2546 ได้พบว่า เมืองฝูโจวส่วนหนึ่งยังนิยมกราบไหว้เห้งเจีย มีสถานบูชาเห้งเจียหลายแห่ง แต่เมื่อสำรวจรอบเมืองฝูโจว ในพื้นที่ซึ่งเป็นเมืองโบราณเก่าแก่กลับไปการบูชาเห้งเจียเทียบเท่า   ส่วนการแพร่ความเชื่อความศรัทธามาสู่ดินแดนอื่นนั้น เห็นได้ว่า ชาวจีนที่แผ่นดินใหญ่ที่ไปตั้งรกรากในที่ต่างๆ จะปรากฏร่องรอยความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าไปอยู่ด้วย ดินแดนโพ้นทะเลที่มีชาวจีนหรือลูกหลานชาวจีนอาศัยอยู่มากและมีร่องรอยการเคารพบูชาเห้งเจียก็มีตั้งแต่ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย

           สำหรับการแพร่สู่ไทย จรัสศรี วิเคราะห์ไว้ 2 แนวทางคือ เส้นทางตามข้อมูลประวัติศาสตร์ และเส้นทางร่องรอยที่ปรากฏในเชิงตำนาน   ในแง่เส้นทางประวัติศาสตร์ ผู้สืบค้นเกี่ยวกับเห้งเจียมองว่า ชาวจีนที่อพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งในไทยมาจากมณฑลฝูเจี้ยน (ฮกเกี้ยน) และกว่างตง (กวางตุ้ง-แต้จิ๋ว) มากพอสมควร กลุ่มนี้นับถือวานรเทพและเห้งเจียอย่างแพร่หลาย จึงสันนิษฐานได้ว่า ความศรัทธาในเห้งเจียเข้ามาในไทยพร้อมเรือสำเภาทะเลผ่านการล่องเรือจากทางตอนใต้ของจีน มาสู่ท่าเรืออ่าวไทย เช่น ชลบุรี สงขลา ภูเก็ต สำหรับภูเก็ตแล้วเป็นพื้นที่ซึ่งมีชาวฮกเกี้ยนอาศัยอยู่มาก เมื่อไปสำรวจพื้นที่เหล่านี้จะพบเห็นศาลเจ้าเห้งเจียจำนวนมาก

           อ่านเพิ่มเติม :  ชาวจีนในไทยมาจากไหน เปิดประวัติการอพยพยุคแรกเริ่ม ถึงการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรม

          ส่วนเส้นทางในเชิงตำนานมีหลากหลายกันไป เมื่อพิจารณาจากความเชื่อและลักษณะของเห้งเจียที่มีอิทธิฤทธิ์พิสดารของเห้งเจีย จรัสศรี บรรยายว่า กลุ่มผู้นับถือมักอธิบายด้วยเรื่องเล่าอันพิสดาร อาทิ ผู้คนบางท้องที่ในไทยหยิบยกสถานที่สำคัญในเรื่องไซอิ๋วมาปรากฏในเมืองไทย อาทิ พระอุโบสถชื่อ “ลุ่ยอิมยี่” (วัดเหลยอินชื่อ) ที่ประทับของพระพุทธเจ้าในเรื่องไซอิ๋ว เป็นชื่อสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนาที่วัดพระพุทธบาท สระบุรี ชาวบ้านในท้องที่สระบุรีกลุ่มหนึ่งจะเชื่อกันว่า วิญญาณทุกดวงที่ล่องหนในที่ใดก็ตามจะมาประทับตราต่ออายุที่วัดเหลยอินซื่อที่สระบุรี หรือกรณีอุโบสถ “ซีเทียนฝอ” หรือ “พุทธชมพูทวีป” จุดหมายที่เห้งเจียกับคณะเดินทางไปอาราธนาพระไตรปิฎก

          สิ่งเหล่านี้ย่อมสะท้อนคุณค่าทางความคิดของชาวบ้านและยังแสดงถึงความศรัทธาและความแพร่หลายของเจ้าพ่อเห้งเจียในเมืองไทยอีกด้วย สำหรับพื้นที่ที่ปรากฏเทพเจ้าเห้งเจียอย่างแพร่หลายย่อมมีชื่อภูเก็ตด้วย โดยจรัสศรี อธิบายว่า เห้งเจียเป็นเทพขวัญใจของคนหนุ่ม คนทรงเห้งเจียมักเป็นกลุ่มวัยรุ่น




          อ้างอิง:   จรัสศรี จิรภาส. เห้งเจีย (ฉีเทียนต้าเสิ้ง) ลิงในวรรณกรรมที่กลายเป็นเทพเจ้า. กรุงเทพฯ : มติชน, 2547
          เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 3 ตุลาคม 2563

4  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ห้องสมุด / เห้งเจีย ลิงในนิยายไซอิ๋ว กลายเป็นเทพที่คนจีนกราบไหว้ และแพร่เข้าไทยได้อย่างไร เมื่อ: 30 กันยายน 2564 20:40:08

เห้งเจีย ลิงในนิยายไซอิ๋ว กลายเป็นเทพที่คนจีนกราบไหว้ และแพร่เข้าไทยได้อย่างไร


https://www.silpa-mag.com/wp-content/uploads/2019/10/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%A2-%E0%B9%84%E0%B8%8B%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%8B%E0%B8%A7-696x364.jpg

(ซ้าย) รูปเคารพเห้งเจียใน "ศาลเจ้าพ่อเฮ่งเจีย" สวนผัก ธนบุรี (ขวา) ลายเส้นเห้งเจียจาก "เห้งเจีย (ฉีเทียนต้าเสิ้ง) ลิงในวรรณกรรมที่กลายเป็นเทพเจ้า"


         ความเชื่อความศรัทธาเป็นสิทธิส่วนบุคคลตราบใดที่ความเชื่อนั้นไม่ละเมิดสิทธิหรือสร้างความเดือดร้อน/เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น การศึกษาค้นคว้าความเป็นมาของความเชื่อเพื่อบันทึกไว้ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญไม่แพ้แนวคิดการเคารพในความเชื่อความศรัทธาของผู้อื่น ซึ่งในบรรดาความเชื่อที่น่าสนใจนั้น มีตัวละครที่ไม่มีจริงในประวัติศาสตร์ซึ่งกลายเป็นสัตว์ที่ดำรงอยู่ในโลกความเป็นจริงจนนำมาสู่การกราบไหว้บูชาของคนทั่วไปได้     เห้งเจียเป็นตัวละครหนึ่งใน “ไซอิ๋ว” เท่านั้น แต่ในปัจจุบันตัวละครนี้เสมือนมีตัวตนดำรงอยู่ในโลกความเป็นจริงและเป็นที่เคารพของกลุ่มคน แต่ก่อนที่จะกล่าวถึงเห้งเจีย อาจต้องเอ่ยถึงต้นฉบับวรรณคดีที่ตัวละครนี้ปรากฏอยู่ นั่นคือ ไซอิ๋ว ซึ่งเดิมทีเชื่อกันว่าเป็นวรรณกรรมสมัยราชวงศ์หมิง เคยเล่ากันว่า “อู๋ เฉิงเอิน” นักประพันธ์ (ค.ศ. 1500-1582) เป็นผู้รวบรวมเรื่องเล่าจากท้องถิ่นต่างๆ มาผสมผสานเป็นวรรณกรรม

         อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาค้นคว้าของจรัสศรี จิรภาส ผู้เขียนหนังสือ “เห้งเจีย (ฉีเทียนต้าเสิ้ง)” อธิบายว่า ผู้แต่งที่แท้จริงนั้นจะใช่ “อู๋ เฉิงเอิน” หรือไม่ ยังไม่สามารถบ่งชี้อย่างชัดเจน แต่ที่ศึกษากันจนยอมรับกันนั้นคือ เรื่องไซอิ๋วเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่ง อันเป็นรอยต่อระหว่างราชวงศ์ถัง ภายหลังจากพระถังซัมจั๋งกลับมาจากประเทศอินเดียและแปลคัมภีร์พุทธศาสนาเผยแพร่ในประเทศ   เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ ลูกศิษย์ของท่านแต่งหนังสือเรื่อง “ต้าถังซานจั้งชวี่จิงซือฮว้า” (บันทึกการเดินทางไปอาราธนาพระไตรปิฎกของพระตรีปิฎกแห่งมหาราชวงศ์ถัง) ซึ่งเชื่อกันว่าผลงานนี้เป็นจุดเริ่มต้นของวรรณกรรมไซอิ๋ว และเล่มนี้เช่นกันที่ “เห้งเจีย” ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรก

         “ต้าถังซานจั้งชวี่จิงซือฮว้า” เล่าถึงการเดินทางของพระถังซัมจั๋งพร้อมด้วยผู้ติดตาม 6 คน เมื่อเดินทางผ่านเมืองแรกก็พบลิงชุดขาวที่เรียกกันว่า “ไป๋อีซิ่วฉาย” มาดักรอ ลิงชุดขาวแนะนำตัวว่ามาจากถ้ำจื่ออวิ๋นที่ภูเขาฮวากั่ว เดินทางมาเพื่อช่วยเหลือพระถังซัมจั๋งไปอาราธนาพระไตรปิฎก พระถังซัมจั๋งตอบรับและตั้งชื่อลิงชุดขาวว่า “ลิงเห้งเจีย” (โหวสิงเจ่อ) แต่ในฉบับนี้ ลิงเห้งเจียยังไม่มีอิทธิฤทธิ์พิสดารมากนัก นอกเหนือจากมีพละกำลัง หายตัว แปลงร่างได้หลายร่าง แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นแปลงได้ 72 อย่าง เหาะไม่ได้ กระโดดไกลเป็นพันลี้ดัง “เห้งเจีย” ในไซอิ๋วไม่ได้เช่นกัน

(“ต้าถังซานจั้งชวี่จิงซือฮว้า” ไม่มีตัวละครอย่างตือโป๊ยก่าย และซัวเจ๋ง จรัสศรี จิรภาส มองว่า มีความเป็นไปได้ที่อู๋ เฉิงเอิน หรือผู้ที่แต่งขึ้นอาจเอานิทานพื้นบ้านถิ่นต่างๆ จากหลายยุคสมัยมาผนวกรวมกับเรื่องราวของพระถังซัมจั๋ง พร้อมปรับแต่งเติมจนกลายเป็นเห้งเจียในไซอิ๋ว)


อ่านเพิ่มเติม : “พระถังซำจั๋ง” ภิกษุต่างชาติคนเดียวที่ได้รับการยกย่องเป็น “ตรีปิฎกาจารย์” จากนาลันทา

อ่านเพิ่มเติม : พระถังซัมจั๋ง เล่าตำนานอุบายพระอนุชากษัตริย์แคว้นคุจี รอดโดนใส่ร้ายเล่นกามนางใน

          แน่นอนว่าลิงเทพเจ้าที่โด่งดังอย่างเห้งเจีย ก็สืบเนื่องมาจากฉบับไซอิ๋วมากกว่า และกลายเป็นเทพ “ฉีเทียนต้าเสิ้ง” ที่ผู้คนบูชา
สำหรับเนื้อเรื่องในไซอิ๋วนั้น ชาวไทยและผู้คนหลายประเทศทั่วโลกน่าจะคุ้นเคยกันดี แต่ในที่นี้ผู้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเห้งเจีย ตั้งข้อสังเกตกันไว้ว่า ในวรรณกรรมจีนไม่เคยมีตัวละครที่ถูกเขียนให้ท้าทายอาละวาดสวรรค์อย่างหนักหน่วงเช่นนี้ อาจเป็นไปได้ว่า ผู้เขียนแฝงแนวคิดต่อต้านระบอบศักดินาในช่วงเวลานั้น ซึ่งอาจสะท้อนถึงแนวคิดก้าวหน้าของผู้คนในยุคสมัยหมิงเช่นกัน

          เมื่อมีกำเนิดตัวละครแล้ว พัฒนาการมาสู่ความศรัทธาในภายหลังนั้น อาจต้องเริ่มต้นที่คำอธิบายว่า การนับถือลิง หรือสัตว์อื่นไม่ใช่เรื่องแปลก ประวัติศาสตร์จีนปรากฏพฤติกรรมการบูชาลิงมาก่อน เนื่องจากเป็นสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ คนยุคโบราณจึงกราบไหว้ลิงเป็นเทพเจ้า แต่ความคิดเห็นของผู้ศึกษาเกี่ยวกับเห้งเจียอย่างจรัสศรี มองว่า การบูชาลิง-เห้งเจีย ซึ่งกำเนิดจากวรรณกรรมเป็นเรื่องแปลก   การบูชาลิงจากวรรณกรรมนี้ไม่ใช่แค่ชนชาติอื่นอาจไม่เข้าใจ ชนชาติจีนเองและต้นกำเนิดตัวละครก็ยังไม่เข้าใจสาเหตุ ดังเช่นบันทึกของเผิง กวางโต่ว ชาวจีนสมัยราชวงศ์ชิง เขาบันทึกการเดินทางไปเมืองฝูเจี้ยน (ฮกเกี้ยน) ว่า เมืองแห่งนี้มีเรื่องประหลาด 3 เรื่อง หนึ่งในนั้นย่อมมีเรื่อง “การบูชาเห้งเจีย”  อย่างไรก็ตาม สำหรับชาวจีนทางใต้เองมองว่าการบูชาลิงเห้งเจียเป็นเรื่องธรรมดา เนื่องจากทางใต้ของจีนบูชาลิงกันมายาวนาน จึงอาจพอสันนิษฐานได้ว่า เมื่อไซอิ๋วเริ่มแพร่หลายโด่งดังไปทั่วประเทศ ชาวจีนในท้องถิ่นที่มีการบูชาลิงจึงผนวกการบูชาลิงที่มีมาแต่โบราณเข้ากับการบูชาเห้งเจีย

          บันทึกของเผิง กวางโต่ว ยังสะท้อนให้เห็นอีกว่า การกราบไหว้บูชาลิงไม่ได้เป็นเรื่องปกติทั่วไปในจีน แต่นิยมอยู่ในบางท้องถิ่น โดยเฉพาะทางตอนใต้ อาทิ มณฑลหนิงเซี่ยะ กว่างตง (กวางตุ้ง) หูเป่ย และฝูเจี้ยน (ฮกเกี้ยน) พื้นที่เหล่านี้อยู่ในลุ่มน้ำตอนใต้ โดยเฉพาะฝูเจี้ยน ซึ่งน่าจะเป็นพื้นที่ซึ่งมีการกราบไหว้เห้งเจียกันมากและเก่าแก่ที่สุด มีวัดบูชาเทพเจ้าลิงที่เก่าแก่ในฝูเจี้ยนชื่อ “วัดเหนิงเหยินซื่อ” อีกทั้งยังมีบันทึกโบราณหลายชิ้นบ่งชี้ว่า ทางตอนใต้ของจีนเป็นแหล่งที่อยู่ของฝูงลิง วิถีชีวิตของคนท้องถิ่นย่อมคุ้นเคยกับลิงมาแต่เดิม

          จรัสศรี ยังสืบค้นต่อไปว่า ชาวจีนภาคใต้มีความเชื่อเรื่องลิงมีจิตวิญญาณคล้ายมนุษย์ โดยมนุษย์โบราณเชื่อว่าลิงชราอายุร้อยปี กลายเป็นลิงวิเศษ หากอายุพันปีจะกลายเป็นมนุษย์ เรื่องเล่าเช่นนี้ทำให้ชาวจีนบางส่วนไม่กล้าทำร้ายลิง และอาจเรียกลิงว่า “ซือฟู่” (อาจารย์) สำหรับลิงขาวก็จะได้รับการยกย่องในหมู่ชาวจีนบางท้องถิ่น และกราบไหว้ลิงขาวเป็น “ไป๋เจี้ยงจวิน” หรือ จอมพลขาว เป็นเทพอารักษ์ในหมู่บ้าน   ยิ่งประกอบกับฝูเจี้ยน เป็นแหล่งโรงพิมพ์ขนาดใหญ่ การเผยแพร่และความนิยมเรื่อง “ไซอิ๋ว” น่าจะแพร่กระจายได้ไม่ยาก ส่วนหนึ่งก็อาจเป็นปัจจัยทำให้เกิดความนิยมความเชื่อบูชาเห้งเจียด้วย

5  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / น้ำผึ้งทำไมต้องเดือน 5 เมื่อ: 30 กันยายน 2564 07:31:39


꧁ น้ำผึ้งทำไมต้องเดือน 5 ꧂


       ✎✎.....น้ำผึ้งเดือน 5 น้ำผึ้งที่ดีที่สุด ตามความเชื่อโบราณไทย
       หลายคนคงได้ยินคำว่า น้ำผึ้งเดือน 5 ซึ่งตามความเชือโบราณ น้ำผึ้งเดือน 5 เป็นน้ำผึ้งที่ดีที่สุด เนื่องด้วยอากาศที่แห้ง จึ้งทำให้น้ำผึ้งมีความเข้มข้นสูง
       ตามปฏิทินจันทรคติไทย เดือน 5 มักเริ่มในเดือนมีนาคมหรือเมษายน มี 29 วัน คือ ตั้งแต่ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ถึงแรม 14 ค่ำ เดือน 5

       ตามแบบแผนการรักษา ตำรับยาโบราณของไทย ได้มีการสืบทอดกันมา ตามสูตรยาสมุนไพรโบราณมีสรรพคุณ บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ แก้ปวดหลัง ปวดเอว ทำให้แห้ง ใช้ทำยาอายุวัฒนะ

     
       ❋❋ สูตรยาสมุนไพรโบราณใช้น้ำผึ้งทำอะไรบ้าง

       • แต่งรส น้ำผึ้งมีรสหวานฝาด ร้อนเล็กน้อยเราใช้น้ำผึ้งแต่งรสยาบางชนิด เช่น ยาแก้ไข้ที่มีรสขมมาก จนคนไข้กินไม่ได้ เราต้องใช้น้ำผึ้งผสมใและช่วยชูกำลัง

       • ปรุงยา เป็นส่วนประกอบในการนำไปใช้ โดยน้ำผึ้งมาผสมกับยาผงให้เหนียว เพื่อปั้นเป็นลูกกลอน แต่ผู้ปรุงยาควรนำน้ำผึ้งไปเคี่ยวให้เดือดเพื่อฆ่าเชื้อโรค มิฉะนั้น ยาลูกกลอนจะขึ้นราภายหลัง

       ตามหลักการแพทย์แผนไทยแล้ว น้ำผึ้งมีประโยชน์มากมายก็จริง แต่สำหรับผู้ป่วยบางราย แนะนำว่าไม่ควรกินน้ำผึ้งแบบเข้มข้นโดยไม่ผสมอะไรเลย เช่น คนที่ดีพิการ คือ มีอาการตัวเหลืองตาเหลือง นอนสะดุ้งผวา สอง เสมหะพิการ คือมีเสมหะมากและมีภาวะโรคปอดแทรก สาม คนที่น้ำเหลืองเสีย มีฝีพุพอง ตุ่มหนอง หรือโรคครุฑราชต่าง ๆ

     
        ❋❋ ขั้นตอนการทดสอบน้ำผึ้ง

        • มีความข้นและหนืดพอสมควรซึ่งแสดงว่าน้ำผึ้งมีน้ำน้อย มีคุณภาพสูง

        • มีสีตามธรรมชาติ ตั้งแต่สีเหลืองอ่อนถึงน้ำตาล ใส ไม่ขุ่นทึบ

        • มีกลิ่นหอมของน้ำผึ้งตามชนิดของดอกไม้นั้น ๆ เช่น น้ำผึ้งจากดอกลำไย น้ำผึ้งจากดอกลิ้นจี่




        • ปราศจากกาก ไขผึ้ง หรือเศษตัวผึ้งปะปน รวมทั้งวัสดุแขวนลอยต่าง ๆ

        • ไม่มีกลิ่นบูดเปรี้ยว ไม่มีฟอง

        • ไม่มีการใส่สารปรุงแต่งสี กลิ่น รสใด ๆ ลงในน้ำผึ้ง

        • การหยดน้ำผึ้งใส่กระดาษไข ถ้าเป็นของแท้จะไม่ซึมแน่นอน

        • ทดสอบโดยหยดน้ำผึ้งลงในแก้วน้ำชา สังเกตการละลายถ้าเป็นน้ำผึ้งแท้เมื่อคนให้เข้ากันจะไม่ละลายในทันที






6  สุขใจในธรรม / เสียงธรรมเทศนา - เอกสารธรรม - วีดีโอ / จิตสงบได้แม้ชีวิตไม่ราบรื่น เมื่อ: 28 กันยายน 2564 22:19:19


  ꧁ ❃ จิตสงบได้แม้ชีวิตไม่ราบรื่น ❃꧂


<a href="http://www.youtube.com/watch?v=9h9S5s_64c0" target="_blank" class="aeva_link bbc_link new_win">http://www.youtube.com/watch?v=9h9S5s_64c0</a>



❀ ❀ ❀ ❀ ❀ ❀ ❀❀ ❀ ❀ ❀ ❀ ❀ ❀





7  สุขใจในธรรม / เสียงธรรมเทศนา - เอกสารธรรม - วีดีโอ / รักมากเพียงใด เมื่อสิ้นวาสนาก็ต้องเลิกราจากกันไป เมื่อ: 28 กันยายน 2564 22:05:51

꧁֎֎ รักมากเพียงใด เมื่อสิ้นวาสนาก็ต้องเลิกราจากกันไป ֎֎꧂



<a href="http://www.youtube.com/watch?v=Dvt-JczqnTU" target="_blank" class="aeva_link bbc_link new_win">http://www.youtube.com/watch?v=Dvt-JczqnTU</a>


     

       





   ⒸⒸ  ธรรมะเตือนใจ





8  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / บารากุ" คืออะไร เมื่อ: 25 กันยายน 2564 14:28:24


 ❧ ❧ บารากุ" คืออะไร ☙ ☙


          ✎✎…บารากุ มีการนำเข้ามาพร้อมๆกับชาวอาหรับในประเทศไทย   เนื่องจากบารากุเป็นประเพณีอย่างหนึ่งของชาวอาหรับที่ไม่นิยมสูบบุหรี่ และจะนิยมสูบกันเมื่อมีการรวมกลุ่มสังสรรค์และสนทนากันระหว่างเพื่อนฝูง ญาติมิตร และไม่เฉพาะชาวอาหรับเท่านั้นที่นิยม ชาวมุสลิมแถบมาเลเซีย      ก็นิยมด้วยเช่นกัน บารากุจึงไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ในประเทศไทย

          ปกติ บารากุจะได้รับความนิยมจากกลุ่มคนเพียงกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น เนื่องจากหาสูบยากและหาได้เฉพาะตามที่หรือแหล่งเฉพาะเท่านั้น  อาทิ ย่านถนนข้าวสาร ย่านซอยนานา เนื่องจากมีชาวต่างชาติ  และชาวอาหรับอยู่เยอะที่อีกแหล่งคือตามร้านอาหาร อาหรับก็จะหาได้   บารากุ* หรือ *บารากู่* (baraku)  เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สูบพวกยาเส้น,หรือยาสูบที่มีชื่อเรียกว่า  *  ฮุคคา' (hookah, hooka, huka) หรือ'ชิชา      * *หรือ 'นาจิเล' (**nargile,narghile,nargila)

          ซึ่งเป็นการนำยาเส้นมาบดผสมกับเนื้อผลไม้ตากแห้ง แล้วสูบผ่านอุปกรณ์เฉพาะ  *มีลักษณะการเสพต่างกับบุหรี่คือ ใช้วิธีสูดดมกลิ่นควันแทน  กลิ่นผลไม้ที่ใช้ เช่น แอปเปิล สตรอเบอรี่ องุ่น มินต์ เป็นต้น*

          *บารากุ* ประดิษฐ์มาโดยชาวมัวร์ เป็นขวดทำด้วยแก้วรูปร่างเหมือนคนโทน้ำของเรา นอกจากมีตีนเชิง เพื่อให้ตั้งอยู่ได้มั่นคงเท่านั้น เขารินน้ำเติมลงไป   ในขวดครึ่งหนึ่ง แล้วเอาหลอดทำด้วยเงิน พันแถบสักหลาดเพื่อจุกได้สนิทสอดเข้าไปในคอขวดประมาณสองนิ้ว ที่บนยอดขวดมีถ้วยทำด้วยเงินหรือกระเบื้องเคลือบก้นถ้วยเจาะเป็นรู เชื่อมเข้ากับหลอดถ้วยนี้เป็นที่ใส่ยาเส้น   และบนยาเส้นนี้ก็ใส่ถ่านไฟแดงเข้าไว้ ทางด้านข้างของหลอด มีหลอดขนาดย่อมกว่าอีกอันหนึ่ง   เสริมรูปร่างเหมือนหัวนมยาง เป็นหลอดเล็ก ที่สอดเข้าไปในหลอดใหญ่ทางด้านข้าง  และทอดลงไปในหลอดอันใหญ่ด้วยความยาวเท่า ๆ กันแต่พอครือ ๆ ปล่อยให้มีช่องว่าง   สำหรับเป็นทางเดินของควันยาเส้น ที่ถูกเผาอยู่ในถ้วยกระเบื้องให้ลงสู่ไปในขวดที่ปลายหลอดเล็กด้านล่างนั้นเขาเสริมหลอดไม้ไผ่ขนาดย่อมพันแถบผ้าเล็ก ๆ  หรือแถบแพรจุ่มลงไปถึงในน้ำ ผู้ที่จะสูบยาเส้นจะวางขวดแก้วนี้ลงกับพื้นแล้ว  สอดหลอดไม้ซางซึ่งบางทีก็มี ความยาว 7-8 ฟุต เข้าไปในหลอดเงินทางด้านปลายข้างบน  ปลายหลอดไม้ซางทั้งสองด้านนี้ หุ้มด้วยแผ่นทองคำหรือเงิน นอกจากนี้ทางปลายด้านหนึ่ง  ยังเสริมหลอดแก้วเจียระไนเข้าไว้อีก สำหรับผู้สูบ จะอมเข้าไว้ในปาก ควันของยาเส้นลงไปตามหลอดเงินอันใหญ่ ไม่เพียงแต่จมกระทั่งถึงในขวดเท่านั้น แต่ยังลงไปถึงในน้ำด้วยแล้วแทรกซึมเข้าไปในหลอดไม้ไผ่อันเล็ก และจะขึ้นไปจนถึงปากผู้สูบ

           การสูบ *"บารากุ" (*บางคนเรียก *"ชิชา"* , ภาษาอังกฤษคือ *"Water pipe" )*   กำลังได้รับความนิยมจากวัยรุ่นเป็นอย่างมาก *  โดยมีความเชื่อว่าช่วยล้างสารพิษได้และช่วยชูกำลัง*

http://www.wongkarnpat.com/upfileya/0.jpg






           ⒸⒸ ที่มา เพจเจาะเวลาหาอดีต  ✷ ✷ ✷





9  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / เขม่นตา ความเชื่อโบราณ เมื่อ: 19 กันยายน 2564 20:05:59


 ✤✤ เขม่นตา ความเชื่อโบราณ  ✤✤

            ✍ ✍........
            อาการเขม่นตา หรือตากระตุก คือการที่กล้ามเนื้อบริเวณรอบๆ ตาบางส่วนกระตุก หรือขยับเป็นพักๆ สาเหตุที่แท้จริงยังไม่มีใครทราบแน่นอน รู้แต่ว่าเป็นเพราะเส้นประสาทที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณนั้นทำงานไม่ดี มีคำสั่งออกมาเป็นระยะ ๆ ไม่สม่ำเสมอและบังคับไม่ได้ บางคนบอกว่าสาเหตุเกิดจากจิตใจ บ้างก็ว่าเกี่ยวกับสุขภาพ เพราะพบว่าเกิดบ่อยในคนที่อดหลับอดนอนท้องผูก อ่อนเพลียมากๆ
มีผู้อธิบายอีกว่า อาการตาเขม่นอาจเป็นเพราะมีเส้นเลือดมาพาดบนเส้นประสาทนี้ พอเส้นเลือดเต้นตามชีพจร ผนังเส้นเลือดก็กระตุ้นประสาททำให้มีการกระตุกขึ้น
นั้นเป็นเป็นความเชื่อที่หลายๆคนเชื่อว่าเป็นเพราะปัญหาทางสุขภาพ แต่ขณะเดียวกันอีกกลุ่มหนึ่งก็เชื่อว่าเป็นลางบอกเหตุ จนกระทั่งในหนังสือ "ความเชื่อ" ที่เขียนโดย ภิญโญ จิตต์ธรรม ได้สรุปเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับการเขม่นเป็นลางบอกเหตุไว้ดังนี้

- เขม่นหนังตาขวา เชื่อว่า จะได้รับข่าวดีจากวงศาคณาญาติ หรือมิตรสหาย
- เขม่นหนังตาซ้าย เชื่อว่า จะได้ลาภทางความรัก
- เขม่นคิ้วขวา เชื่อว่า จะมีโชคลาภมาสู่ หรือลูกหนี้จะนำเงินมาให้ถึงบ้าน หรืออาจได้ลาภลอย
- เขม่นคิ้วซ้าย เชื่อว่า จะเสียทรัพย์ มีคนนำความเดือดร้อนมาให้ อาจเสียเงินเสียทอง
- เขม่นริมฝีปากบน เชื่อว่า จะได้ลาภลอย จะได้เงินทองโดยไม่นึกฝัน
- เขม่นริมฝีปากล่าง เชื่อว่า จะได้ลาภปาก
- เขม่นปากข้างขวา เชื่อว่า ไม่ดี อาจเกิดการทะเลาะวิวาท
- เขม่นปากข้างซ้าย เชื่อว่า จะได้โชคลาภใหญ่ในเวลาไม่นานนัก
- เขม่นที่จมูก เชื่อว่า จะได้รับข่าวร้ายจากมิตรสหายหรือวงศาคณาญาติ
- เขม่นที่หู เชื่อว่า จะได้รับข่าวดีจากทางไกล
- เขม่นที่ศอก เชื่อว่า จะมีคนนำของมาให้ แต่อย่ารับไว้จะเกิดโทษ
- เขม่นที่ขา เชื่อว่า จะมีการเดินทางไกลในระยะเวลาอันใกล้



 
         ⒸⒸ ที่มา เพจเจาะเวลาหาอดีต


10  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / Re: ชื่อว่า “กระดานดำ” แต่ทำไมเป็น “สีเขียว” เมื่อ: 16 กันยายน 2564 21:09:12
ขอบคุณสำหรับความรู้ใหม่เลยครับ

ยินดีค่ะ
11  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / ชื่อว่า “กระดานดำ” แต่ทำไมเป็น “สีเขียว” เมื่อ: 15 กันยายน 2564 20:15:08


 ❀❁✿ ชื่อว่า “กระดานดำ” แต่ทำไมเป็น “สีเขียว” ✿❁❀


        ✎✎…เคยสงสัยกันหรือไม่ว่า เพราะเหตุใด กระดานดำจึงมีสีเขียวไม่ใช่สีดำ?   นี่อาจเป็นหนึ่งในเรื่องที่เด็กนักเรียนทั่วโลกรู้สึกสับสน ในเมื่อกระดานดำส่วนใหญ่ในห้องเรียนทั่วไปมักมีสีเขียว ทั้งๆ ที่มันชื่อว่า “กระดานดำ” ก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้ไวท์บอร์ดหรือกระดานอิเล็กทรอนิกส์แบบที่เราเห็นในปัจจุบัน.....ความจริงแล้ว ตามที่มหาวิทยาลัย Concordia ระบุ แต่เดิม กระดานดำนั้นเป็นสีดำจริงๆ โดยก่อนที่จะมีการคิดค้นกระดานเขียนติดผนังเช่นในปัจจุบัน เด็กนักเรียนในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 จะใช้แผ่นกระดานเล็กๆ ที่ทำจากทำจากกระดานชนวนหรือไม้ทาสีดำ

        พวกเขาใช้กระดานเล็กๆ ส่วนตัวนั้นเรียนเรื่อยมา จนกระทั่งในปี 1800 เมื่ออาจารย์ใหญ่ชาวสก็อตชื่อ James Pillans ต้องการให้นักเรียนวาดแผน   ตามข้อความที่ตัดตอนมาจากบทความ Blackboard: A Personal History of the Classroom ด้วยความที่นักเรียนไม่สามารถวาดแผนที่ที่ครูต้องการได้บนกระดานเล็กๆ ของพวกเขา ดังนั้น Pillans จึงรวมกระดานชนวนเข้าด้วยกันเพื่อสร้างกระดานขนาดใหญ่แผ่นเดียว เป็นแก้ไขปัญหาที่ต่อยอดได้อย่างชาญฉลาด!

        จากนั้น ไอเดียที่เฉียบขาดนี้ก็ได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ในที่สุดคุณครูก็สามารถสอนนักเรียนทั้งชั้นด้วยการเขียนเพียงครั้งเดียวบนกระดานขนาดใหญ่ได้   ในปี 1815 ก็มีการบัญญัติศัพท์เพื่อเรียกกระดานขนาดใหญ่ว่า “กระดานดำ” (มาจากสีที่ใช้ในตอนนั้น) และเมื่อเหล่าผู้ผลิตเล็งเห็นช่องทางและความสำคัญของมัน พวกเขาจึงผลิตและส่งชิ้นส่วนขนาดใหญ่เหล่านั้ไปยังโรงเรียนในอเมริกาและยุโรป ในปี 1840 ..... การเปลี่ยนสีของกระดานดำเกิดขึ้นในทศวรรษที่ 1960 เมื่อ บริษัท ขายแผ่นเหล็ก เคลือบตัวกระดานด้วยสีเขียวเคลือบพอร์ซเลนแทนที่จะเป็นชนวนมืดแบบดั้งเดิม เนื่องจากวัสดุใหม่มีน้ำหนักเบาและดูสว่างกว่ากระดานดำในตอนแรก ทำให้ค่าจัดส่งถูกกว่า ทั้งยังมีแนวโน้มที่จะเสียหายน้อยกว่าในระหว่างการขนส่ง

       หลังจากที่เสียงตอบรับจากบรรดาคุณครูไม่ได้ไปในทางลบ ท้ายที่สุดแล้ว “กระดานสีเขียว” แบบใหม่ ยังทำให้การลบผงชอล์กง่ายขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก   และถึงแม้ว่าจะเปลี่ยนตัวกระดานให้เป็นสีเขียวแล้ว แต่คนทั่วไปยังคงชินกับการเรียกกระดานในห้องเรียนว่ากระดานดำ ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงเรียกกระดานดำทั้งที่มีสีเขียวนั่นเอง

https://www.scholarship.in.th/wp-content/uploads/2019/02/5a185b623339b01c008b456d-750-563.jpg
   https://www.scholarship.in.th/wp-content/uploads/2019/02/iStock-79122324.jpg


      ©© ที่่มา https://www.scholarship.in.th/why-blackboards-green-not-black/

12  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / รู้จัก LGBTQ ความหลากหลายทางเพศ และธงสีรุ้ง เมื่อ: 10 กันยายน 2564 18:59:48


✿ ✿ รู้จัก LGBTQ ความหลากหลายทางเพศ และธงสีรุ้ง ✿ ✿


         ✍✍ ...กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือเพศทางเลือก LGBTQ เป็นกลุ่มคนที่มีอัตลักษณ์ทางเพศ หรือรสนิยมทางเพศที่แตกต่างไปจากคนส่วนใหญ่ในสังคม โดยคำว่า LGBTQ ย่อมาจาก

          • L - Lesbian กลุ่มผู้หญิงรักผู้หญิง

          • G - Gay กลุ่มชายรักชาย

          • B - Bisexual หรือกลุ่มที่รักได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง

          • T - Transgender คือกลุ่มคนข้ามเพศ จากเพศชายเป็นเพศหญิง หรือเพศหญิงเป็นเพศชาย

          • Q - Queer คือ กลุ่มคนที่พึงพอใจต่อเพศใดเพศหนึ่ง โดยไม่ได้จำกัดในเรื่องเพศ และความรัก

https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/0/00/Rainbow_Flag_Fade.jpg


          อย่างที่เราทราบกันเป็นอย่างดีว่า LGBTQ นั้นเป็นกลุ่มคนที่มีความหลากหลาย และสีรุ้งเองก็เป็นการรวมตัวกันของหลายสีมาเป็นหนึ่งเดียวเพื่อสร้างสีสัน โดยสีรุ้งที่มาเป็นสัญลักษณ์ของคนกลุ่มนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากการออกแบบธงสีรุ้งของ Gilbert Baker ศิลปินชาวอเมริกันและนักขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชนของเกย์ในปี 1978 ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากธงชาติของประเทศสหรัฐอเมริกาในวาระฉลองครบรอบ 200 ปี ในปี 1976 โดยในแรกเริ่มธงนี้มีด้วยกันทั้งหมด 8 สี ได้แก่
          • Hot pink ที่มีความหมายสื่อถึงเรื่องเพศ
          • สีแดง หมายถึงชีวิต
          • สีส้ม หมายถึงการเยียวยา
          • สีเหลือง หมายถึงแสงอาทิตย์ที่ส่องสว่าง
          • สีเขียวหมายถึงธรรมชาติ
          • สีฟ้า Turquoise หมายถึงเวทมนต์
          • สีน้ำเงินม่วง หมายถึงความสามัคคี
          • สีม่วง หมายถึงจิตวิญญาณอันแน่วแน่

          ภายหลังได้มีการลดจำนวนของสีบนธงลงเหลือเพียง 6 สี โดยสีที่ถูกถอดออกคือ Hot pink และสีฟ้า Turquoise เนื่องจากเป็นสีที่มีความพิเศษ ทำให้ยากต่อการผลิต แต่ถึงแม้ว่าจะถูกลดทอนสีลงเหลือเพียงแค่ 6 แต่ความหมายของสีต่างๆ ก็ยังคงเป็นเช่นเคย



          © © ที่มา เพจเจาะเวลาหาอดีต

❣ ❣ ❣ ❣ ❣ ❣


13  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / Onigiri ข้าวปั้นง่ายๆ แต่อร่อย เมื่อ: 09 กันยายน 2564 13:10:10

➸∗∗✾⁕ Onigiri ข้าวปั้นง่ายๆ แต่อร่อย  ➸∗∗✾⁕

http://img01.namjai.cc/usr/jfoodsbkk/article_onigiri01.JPG

         ✎✎…อะนิงิริ (お握り หรือ 御握り - おにぎり) หรืออีกชื่อหนึ่งคือ โอะมุสึบิ (お結び - おむすび) หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในชื่อ ข้าวปั้น เป็นอาหารญี่ปุ่นประเภทหนึ่งที่นำข้าวสุกมาปั้นเป็นรูปทรงต่างๆ ห่อด้วยสาหร่าย (โนะริ) โดยทั่วไปโอะนิงิริจะมีไส้บ๊วยเค็ม (อุเมะโบะชิ), ปลาแซลมอนเค็ม, ปลาโอแห้ง, คมบุ, ทาราโกะ หรือไส้อื่นๆ ที่มีรสชาติเค็มๆ เปรี้ยวๆ ซึ่งเป็นรสชาติปกติของข้าวปั้นญี่ปุ่น และเนื่องจากโอะนิงิริได้รับความนิยมมากในประเทศญี่ปุ่น จึงสามารถหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อหรือซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป แล้วก็ยังมีร้านขายโอะนิงิริโดยเฉพาะอีกด้วย

http://img01.namjai.cc/usr/jfoodsbkk/article_onigiri03.jpg


         บางคนอาจจะเข้าใจผิดว่าข้าวที่นำมาทำโอะนิงิริกับซูชินั้นเป็นแบบเดียวกัน แต่ความจริงแล้วเป็นความเข้าใจแบบผิดๆ ค่ะ โอะนิงิริใช้ข้าวสวยร้อนๆ บางครั้งก็โรยเกลือนิดหน่อยพอให้ได้รสเค็ม แต่ซูชิใช้ข้าวสวยที่ผสมน้ำส้มสายชูญี่ปุ่น (ซูชิเมะชิ) จึงมีรสเปรี้ยว   ความเป็นมาของโอะนิงิริ จากบันทึกของมุราซากิ ชิกิบุ (ผู้แต่งเรื่องตำนานฮิการุ เก็นจิ) ที่บันทึกไว้ในศตวรรษที่ 11 เล่าว่า ในสมัยนั้นเรียกข้าวปั้นว่า ทงจิกิ ผู้คนทานกันทั่วไปและนิยมทำข้าวปั้นใส่กล่องไปปิคนิคกัน อีกเรื่องเล่าหนึ่งมีอยู่ว่า ย้อนกลับไปในสมัยศตวรรษที่ 17 ซามูไรหรือนักรบญี่ปุ่นมักจะทำข้าวปั้นห่อด้วยใบไผ่นำไปเป็นเสบียงยามออกศึก แต่แน่นอนว่าความจริงแล้ว ข้าวปั้นจะต้องมีต้นกำเนิดมาก่อนหน้ามุราซากิ ชิกิบุแน่ๆ ค่ะ ในสมัยนาระ ที่ยังไม่ใช้ตะเกียบกันอย่างแพร่หลายนั้น บ่อยครั้งที่ผู้คนจะนำข้าวมาปั้นเป็นลูกเล็กๆ เพื่อให้ง่ายต่อการหยิบทาน ในยุคสมัยเฮอัน ข้าวปั้นจะถูกปั้นเป็นรูปสามเหลี่ยมเล็กๆ ที่รู้จักกันในชื่อ ทงจิกิ เพื่อให้ง่ายต่อการจัดวางซ้อนกันบนจาน และง่ายต่อการรับประทาน

         ตั้งแต่สมัยคามาคุระจนถึงตอนต้นของสมัยเอโดะ โอะนิงิริเป็นที่รู้จักในฐานะอาหารจานด่วน เพราะทำได้ง่ายและเร็ว โอะนิงิริในสมัยนั้นเป็นข้าวปั้นผสมเกลือธรรมดาๆ ยังไม่มีการห่อด้วยสาหร่ายเหมือนทุกวันนี้ จนถึงสมัยเอโดะตอนกลาง ยุคเก็นโรคุ เริ่มมีสาหร่ายแผ่นออกขาย                         
 คนจึงเริ่มนำมาห่อโอะนิงิริ

         มีการพยายามใช้เครื่องจักรในการทำโอะนิงิริแต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะรูปร่างกลมจึงยากต่อการทำ ต่อมาในยุคคริสต์ทศวรรษที่ 1980 ได้มีการประดิษฐ์เครื่องจักรผลิตโอะนิงิริได้สำเร็จ โดยใช้วิธีปั้นข้าวปั้นเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมก่อน แล้วค่อยยัดไส้ตามเข้าไป และสุดท้ายก็ปิดรูที่ยัดไส้ด้วยสาหร่ายแผ่น ในช่วงหลังได้มีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ โดยมีการใช้พลาสติกกันแยกให้ข้าวปั้นและสาหร่ายไม่ติดกัน เพื่อกันไม่ให้สาหร่ายที่ห่อนั้นเหนียวและจะทำให้เสียเร็ว โดยเวลาแกะห่อข้าวปั้นออกมาแล้วสาหร่ายก็จะห่อข้าวให้เอง

         ©© ที่มา http://jfoodsbkk.namjai.cc/e50488.html


14  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / ทองคำเปลวคือทองจริง ๆ หรือไม่ ? เมื่อ: 08 กันยายน 2564 21:46:27


♕ ทองคำเปลวคือทองจริง ๆ หรือไม่ ? ♕


          ✎✎...เมื่อเราไปไหว้พระตามวัดต่าง ๆ เราจะได้พบเห็นทองคำเปลว เป็นทองคำแผ่นเล็ก ๆ บาง ๆ ที่อยู่ในกระดาษทรงสี่เหลี่ยมขนาดย่อมภาษาอังกฤษเรียกตามลักษณะของทองที่เป็นแผ่นบาง ๆ ว่า Gold leaf หรือทองใบไม้ ทองคำเปลวนั้นเอาไว้สำหรับปิดองค์พระและใช้ตกแต่งของต่าง ๆ แต่หลาย ๆ คนก็เกิดความสงสัยกันว่า ทองคำเปลวนั้นใช่ทองจริงทองแท้หรือไม่ ทองคำเปลวแท้ที่จริงงแล้วทำมาจากอะไร
          ทองคำเปลวที่เราได้เห็นกันนั้นมีมาตั้งแต่สมัยโบราณเป็นการนำทองคำแท้ ๆ มาตีแผ่เป็นแผ่นบางมากนอกจากนำมาใช้ปิดองค์พระพุทธรูปแล้วก็ยังนำมาปิดทำข้าวของเครื่องใช้มีค่าที่ต้องการตกแต่งให้สวยงาม นำมาตกแต่งขนมไทย ๆ เช่นขนมดาราทองด้วย ทองคำเปลวแท้นั้นมีหลายเกรด แต่เกรดที่ดีเยี่ยมจะเป็นทองคำเปลวที่ทำมาจากทอง 22 กะรัต ซึ่งเป็นทองคำ 99.99% และมีทองคำเปลวอีกชนิดเรียกกันว่าทองเขียว เป็นทองคำเกรดด้อยกว่าคือทองคำ 97% ประกายทองจะเป็นเหลืองออกเขียว ทองคำบริสุทธิ์เหล่านี้เมื่อนำมาทำเป็นทองคำเปลวก็จะมีวิธีการทำเป็น 2 อย่างซึ่งมีราคาต่างกันคือ

          1. ทองคัด เป็นการนำทองคำแท้มาหลอมและตีให้เป็นแผ่นเต็มขนาดตามที่ต้องการจากนั้นจึงจะนำมาตัดซอยให้ได้ขนาดที่เห็นเป็นแผ่นเล็ก ๆ นั่นเอง
          2. ทองต่อ เป็นการนำเอาทองคำเปลวที่เป็นเศษมาต่อกันจนได้ขนาดที่ต้องการจะนำไปใช้ ทองต่อจะมีราคาที่ถูกกว่าทองคัด

          นอกจากทองคำเปลวที่นำทองคำแท้บริสุทธิ์มาทำแล้ว ปัจจุบันด้วยมูลค่าของทองที่มีราคาแพงทำให้มีการคิดค้นทองคำเปลวแบบวิทยาศาสตร์ขึ้นใช้แทน ทองเปลววิทยาศาตร์จะทำจากสารคล้ายกับตะกั่วนำมาผสมกับสีมีลักษณะมองผิวเผินจะเหมือนกับทองคำเปลวแท้เพราะสีเหลืองสุกปลั่งเช่นเดียวกัน แต่หากสังเกตให้ดีจะมีความแตกต่างคือ ทองคำเปลวแท้จะมีประกายที่สวยสว่างกว่า เมื่อนำไปปิดองค์พระหรือวัสดุต่าง ๆ จะติดแน่นติดได้ง่ายกว่า อีกทั้งถ้าพิสูจน์ด้วยการกดลงที่นิ้วจะแตกตัวและติดอยู่กับผิวเราได้ง่าย ส่วนทองเปลววิทยาศาสตร์จะนำไปติดองค์พระหรือวัตถุต่าง ๆ ได้ยากกว่า ต้องติดอย่างเบามือ เนื้อทองวิทยาศาสตร์ มีความยืดหยุ่นมากกว่าเมื่อกดลงที่นิ้วจะไม่แตกตัวง่ายอย่างทองเปลวจริง สำหรับทองเปลวที่เป็นทองแท้ เมื่อติดไปยังองค์พระจนมีความหนามาก ๆ บางวัดจะลอกทองนั้นออกมาและนำไปหลอมเป็นทองก้อนและขายเพื่อนำเงินมาบำรุงวัดได้ วัดบางแห่งมีขายเฉพาะทองเปลวแท้ แต่วัดบางวันก็มีทั้งสองอย่างขายผสมกันไป ทองเปลวที่เป็นทองแท้ยังนำมาใช้ในวงการแพทย์และใช้ในด้านความงามเช่นนำมาเป็นส่วนผสมบำรุงผิวอีกด้วย.....❣ ❣ ❣


          ©© ที่มา https://www.aagold-th.com/article/44/



15  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / รู้ไหมว่า สัตว์จริงๆ ตามธรรมชาติที่มี “สามกีบ” คือตัวอะไร? เมื่อ: 06 กันยายน 2564 19:42:52

  ꧁  รู้ไหมว่า สัตว์จริงๆ ตามธรรมชาติที่มี “สามกีบ” คือตัวอะไร? ꧂


        ꕥ รู้ไหมว่า สัตว์จริงๆ ตามธรรมชาติที่มี “สามกีบ” คือตัวอะไร? ꕥ

        ✎✎✎...การแบ่งสัตว์ตาม “กีบเท้า” มนุษย์แบ่งมาแต่โบราณแล้ว ซึ่งบันทึกเก่าแก่ทางศาสนาอย่างคัมภีร์โตราห์ของชาวยิว (ซึ่งเป็น 5 บทแรกของพระคัมภีร์เก่าของชาวคริสต์) ก็มีบทบัญญัติที่สำคัญของโมเสสว่า ชาวยิวจะกินได้เฉพาะสัตว์ที่เคี้ยวเอื้องและมี “สองกีบ” เท่านั้น เคี้ยวเอื้องอย่างเดียวกินไม่ได้ มีกีบมากหรือน้อยกว่าสองกีบ ก็กินไม่ได้ และชาวยิวก็ถือบทบัญญัตินี้มาจนถึงปัจจุบัน (ทั้งนี้ ข้อกำหนดว่าคนยิวกินตัวอะไรได้บ้างละเอียดมากนะครับ ไม่ขอพูดในที่นี้)   แต่นี่ก็เป็นการแบ่งหลวมๆ ตามหลักศาสนา และต้องรออีกเป็นพันปีกว่านิยามชัดๆ ว่า “กีบ” คืออะไรให้เป็นระบบระเบียบแบบวิทยาศาสตร์?

        คือในทางชีววิทยา โดยทั่วไปสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหมดมีนิ้ว 5 นิ้ว แต่สัตว์แต่ละชนิดที่เดิน 4 ขาไม่ได้ใช้ทั้ง 5 นิ้วรับน้ำหนักหรือสัมผัสกับพื้นตอนยืน แต่จะใช้แค่บางนิ้ว ซึ่งพวกสัตว์ 4 ขาที่เอานิ้วสัมผัสพื้นทั้งหลายก็พัฒนานิ้วให้รับน้ำหนักให้เยอะ จนออกมาในรูปแบบกีบ ซึ่งสัตว์ทั้งหมดนี้เรียกรวมๆ ว่า “สัตว์กีบ” (Ungulate)     สัตว์กีบนั้นมีมากมายในโลก วัว ควาย หมู ยีราฟ อูฐ กวาง ล้วนเป็นสัตว์กีบทั้งหมด

        อย่างไรก็ดี ในศตวรรษที่ 19 นักชีววิทยาชาวอังกฤษชื่อ Richard Owen เกิดความคิดว่าสัตว์พวกนี้น่าจะแบ่งได้ละเอียดขึ้นอีกตามสายพันธุ์ เขาเลยเป็นคนแรกในโลกที่เสนอให้แยกระหว่างสัตว์กีบคู่ (even-toed ungulate) และสัตว์กีบคี่ (odd-toed ungulate)   ซึ่งสัตว์กีบคู่ก็คือพวก วัว ควาย หมู ยีราฟ อูฐ กวาง นี่แหละ พวกนี้ไปดูจะพบว่ามันมีกีบ 2 หรือ 4 กีบทั้งนั้น  แต่ที่น่าสนใจคือ พวก “สัตว์กีบคี่” นี่แหละ เพราะมีน้อยมากแค่ 3 ชนิดในโลก

        สัตว์กีบคี่ที่คนยุโรปรู้จักดีคือ ม้า (รวมไปถึงลา และม้าลาย) คือมันเป็นสัตว์ชนิดเดียวในโลกที่มี “กีบเดียว”   แต่อีก 2 ชนิดที่เหลือนี่แหละน่าสนใจ เพราะมันเป็นสัตว์ที่ไม่มีในยุโรป และคนยุโรปน่าจะเพิ่งรู้จักทั่วไปว่ามีสัตว์อะไรพวกนี้อยู่ในโลกช่วงยุคล่าอาณานิคม และที่สำคัญ พวกมันมี “สามกีบ”
สัตว์สองชนิดที่ว่าที่มี “สามกีบ” ได้แก่ “แรด” และ “สมเสร็จ” ซึ่งเป็นสัตว์พื้นถิ่นทางแอฟริกาและเอเชียใต้ ไปจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   และนี่ก็คือบรรดา “สามกีบ” ตามหลักชีววิทยา ซึ่งสัตว์พวกนี้เราไม่ค่อยเห็นหรอก เพราะหายากมากๆ เป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ทั้งนั้น



 


        ⒸⒸ ที่มา https://www.brandthink.me/content/odd-toed-ungulates


16  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ อนามัย / ขนคุดเกิดจากอะไร? เมื่อ: 06 กันยายน 2564 18:34:51


ขนคุดเกิดจากอะไร?

ขนคุด (Keratosis Pilaris) เป็นภาวะทางผิวหนังที่เกิดการอุดตันบริเวณรูขุมขน มักพบว่ามีผิวแห้ง เป็นปื้นหยาบ และเป็นตุ่มนูนที่รูขุมขน เวลาลูบไปที่บริเวณดังกล่าวจะให้ความรู้สึกสาก ๆโดยมักเกิดขึ้นบริเวณแขนส่วนบน ต้นขา ก้นหรือแก้ม ปกติจะไม่ทำให้รู้สึกคันหรือเจ็บ

https://res.cloudinary.com/dk0z4ums3/image/upload/v1497259134/attached_image_th/%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%94-pobpad.jpg

อาการของขนคุด

ขนคุดสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่จะพบมากในเด็กเล็ก ซึ่งทำให้เกิดอาการดังต่อไปนี้

  ★ มีตุ่มเล็ก ๆ ขึ้นตามผิวหนัง
  ★ มักเกิดขึ้นที่แขนส่วนบน ต้นขา แก้มหรือก้น และจะไม่ทำให้เกิดอาการคันและเจ็บ
  ★ บริเวณผิวหนังที่เป็นตุ่มจะมีผิวที่แห้งและหยาบกร้าน
  ★ เมื่อฤดูกาลเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเมื่อมีความชื้นในอากาศน้อย มักจะทำให้อาการแย่ลงหรือผิวบริเวณที่เป็นขนคุดแห้งกว่าเดิม
  ★ เมื่อลูบที่ผิวหนังจะทำให้รู้สึกคล้ายกระดาษทราย

เมื่อไรที่ควรพบแพทย์?

โดยปกติอาจไม่มีความจำเป็นต้องไปพบแพทย์ แต่หากอาการที่เกิดขึ้นทำให้รู้สึกไม่สบายใจหรือเกิดความวิตกกังวลกับรูปลักษณ์ ผู้ป่วยสามารถไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อขอคำปรึกษาเพื่อหาทางแก้ไขได้

สาเหตุของขนคุด ขนคุด มีสาเหตุมาจากความผิดปกติในการสะสมของเคราติน (Keratin) โดยเคราตีนเป็นโปรตีนที่เซลล์ผิวหนังสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันการการติดเชื้อหรือป้องกันการดูดซึมสารอันตรายต่าง ๆ ซึ่งการสะสมของเคราตินทำให้เกิดการอุดกั้นบริเวณรูขุมขน จึงทำให้ขนไม่สามารถขึ้นได้ตามปกติและเป็นขนคุดอยู่ใต้ผิวหนัง ซึ่งปัจจุบันแพทย์ยังไม่ทราบว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการสะสมของเคราติน แต่สันนิษฐานว่าอาจเกี่ยวข้องกับโรคทางพันธุกรรมหรือภาวะทางผิวหนังอื่น ๆ เช่น โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis)
นอกจากนั้น ผู้ที่มีผิวแห้งมักมีโอกาสเกิดขนคุดได้มาก และอาจมีอาการแย่ลงเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว เพราะมีความชื้นในอากาศน้อยและมักทำให้ผิวแห้ง

การวินิจฉัยขนคุด โดยปกติผู้มีขนคุดไม่มีความจำเป็นต้องไปพบแพทย์ เพราะเป็นภาวะที่ไม่มีความร้ายแรง แต่หากผู้ป่วยมีความต้องการพบแพทย์ แพทย์จะวินิจฉัยได้โดยการตรวจดูผิวหนังบริเวณที่เกิดอาการ และไม่มีความจำเป็นต้องมีการทดสอบอื่น ๆ เพิ่มเติม  นอกจากนั้น การวินิจฉัยหรือศึกษาอาการของผู้ป่วย จะมุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบความเป็นไปได้ที่จะเกิดอาการเรื้อรัง รวมไปถึงตรวจสอบถึงความจำเป็นในการรักษาอย่างต่อเนื่อง และอาจมีการให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยว่าภาวะขนคุดไม่ได้เป็นโรคติดต่อและไม่ส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมแต่อย่างใด

การรักษาขนคุด

โดยส่วนใหญ่ เมื่อมีอายุที่เพิ่มมากขึ้น ขนคุดจะค่อย ๆ หายไปเอง และสามารถใช้ผลิตภัณฑ์เพิ่มความชุ่มชื้นดูแลรักษาผิวเพื่อทำให้บริเวณที่เป็นขนคุดมีอาการดีขึ้นได้ แต่หากใช้แล้วไม่สามารถช่วยให้อาการดีขึ้น ก็สามารถไปพบแพทย์เพื่อขอครีมที่สั่งโดยแพทย์มาใช้ได้ โดยแพทย์อาจจ่ายยาต่อไปนี้

  ❤    รีมยาช่วยกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว แพทย์จะให้ใช้ครีมยาที่มีส่วนผสมของกรดอัลฟาไฮดรอกซี กรดแลคติก กรดซาลิไซลิก หรือยูเรีย ซึ่งนอกจากครีมที่มีส่วนผสมเหล่านี้จะช่วยผลัดและกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป ยังช่วยให้ความชุ่มชื้นและช่วยให้ผิวที่แห้งกร้านมีความนุ่มนวลขึ้น นอกจากนั้น แพทย์จะสามารถแนะนำวิธีการใช้ที่เหมาะสมให้แก่ผู้ป่วยได้ อย่างไรก็ตาม กรดที่ผสมอยู่ในครีมเหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการแดงหรือระคายเคืองต่อผิวได้ ซึ่งจะไม่แนะนำให้ใช้ในเด็ก
  ❤    ครีมป้องกันการอุดตันของรูขุมขน แพทย์จะให้ครีมยาวิตามินเอ เช่น ยาเตรทติโนอิน ซึ่งสามารถช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของเซลล์และป้องกันการอุดกั้นของรูขุมขน อย่างไรก็ตาม ครีมยาชนิดนี้อาจทำให้ผิวระคายเคืองหรือผิวแห้งได้ และสำหรับผู้ที่ตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร แพทย์จะไม่ให้ใช้หรืออาจเลือกใช้วิธีอื่นรักษาแทน
  ❤    ทำเลเซอร์ไอพีแอล (Intense Pulsed Light: IPL) หรือเพาซ์ดายเลเซอร์ (Pulse Dye Laser) จะช่วยในการลดอาการแดงที่ผิวหนัง แต่จะไม่สามารถลดความหยาบหรือผิวที่ขรุขระได้ หรือบางรายอาจแนะนำให้ทำเลเซอร์กำจัดขน


ภาวะแทรกซ้อนของขนคุด

ขนคุดไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย แต่อาจทำให้เกิดความรำคาญและความวิตกกังวลกับรูปลักษณ์  นอกจากนั้น พบว่าผู้ที่มีอาการขนคุดมักจะมีโรคหรือภาวะทางผิวหนังอื่น ๆ ด้วย เช่น ผิวหนังอักเสบออกผื่นหรือโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง รวมไปถึงผู้ที่มีสภาพผิวแห้งก็มีแนวโน้มที่จะเกิดขนคุดได้มากขึ้น

การป้องกันขนคุด

แม้ไม่สามารถป้องกันการเกิดขนคุดได้ แต่สามารถทำให้อาการหรือรูปลักษณ์ดีขึ้นได้ ด้วยการดูแลผิวไม่ให้แห้งและมีความชุ่มชื้น ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

   ✿  ไม่ควรเกาบริเวณตุ่มรูขุมขนหรือขัดถูผิวหนังบริเวณที่เป็นขนคุดรุนแรงเกินไป

   ✿  เวลาอาบน้ำควรใช้น้ำอุ่นที่อุณหภูมิไม่สูงจนเกินไป และเมื่อต้องอาบน้ำ แช่น้ำ หรือว่ายน้ำ ควรจำกัดเวลาอยู่ในน้ำไม่ให้นานจนเกินไป ประมาณ 10 นาที หรือน้อยกว่า เพราะเมื่ออาบน้ำร้อนหรืออยู่ในน้ำเป็นเวลานานจะทำให้ไขมันที่ผิวหนังถูกกำจัดไปและทำให้ผิวแห้ง

   ✿  ควรหลีกเลี่ยงการใช้สบู่อาบน้ำที่ทำให้ผิวแห้ง โดยสามารถกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วด้วยผ้าขนหนูหรือฟองน้ำที่ใช้ขัดตัวแทน

   ✿  ใช้ครีมบำรุงที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวเป็นประจำ โดยหลังจากอาบน้ำในขณะที่ผิวกำลังหมาด ๆ สามารถใช้ครีมหรือโลชั่นที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ซึ่งอาจมีส่วนผสม เช่น ลาโนลิน (Lanolin) ปิโตรเลียม เจลลี่ (Petroleum Jelly) หรือกลีเซอรีน (Glycerine)

   ✿  หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าที่คับหรือเข้ารูปจนเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดการเสียดสีที่ผิวหนัง


    ✎✎✎  ที่มา https://www.pobpad.com/%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%94

17  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / ป้ายทะเบียน TC คืออะไร วิ่งบนถนนได้ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่? เมื่อ: 06 กันยายน 2564 18:20:14

ป้ายทะเบียน TC คืออะไร วิ่งบนถนนได้ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่?

https://s.isanook.com/au/0/rp/r/w728/ya0xa0m1w0/aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL2F1LzAvdWQvMTYvODExNTUvcF9zcG9ydCg0MCkuanBn.jpg


         ✎✎✎...หลายคนคงเคยสังเกตเห็นรถบางคันติดแผ่นป้ายทะเบียนแปลกๆ แทนที่จะเป็นตัวอักษรภาษาไทยผสมกับตัวเลข กลับกลายเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษไปเสียนี่ ป้ายเหล่านี้เป็นป้ายปลอมหรือไม่ และสามารถใช้งานบนท้องถนนได้ตามกฎหมายจริงหรือ?

         ป้ายทะเบียน TC เป็นป้ายที่ออกโดยกรมการขนส่งทางบก เพื่อใช้สำหรับรถต้นแบบของค่ายรถต่างๆ ที่จำเป็นต้องนำออกมาขับบนถนนจริงเพื่อทดสอบประสิทธิภาพก่อนการผลิตจริง จึงเป็นสาเหตุให้ต้องมีป้ายทะเบียนเฉพาะเพื่อแยกรถทดสอบเหล่านี้ออกจากรถของประชาชนทั่วไป ซึ่งป้าย TC มีการเริ่มใช้มาตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2560 แล้ว

         โดยป้าย TC แบ่งออกเป็นป้ายสำหรับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ โดยป้ายสำหรับรถยนต์จะต้องเป็นแผ่นป้ายโลหะพื้นสีขาวสะท้อนแสง ขนาดกว้าง 15 ซม. ยาว 34 ซม. และมีรอยนูนเครื่องหมาย “ขส” ที่มุมล่างขวา บรรทัดแรกนำหน้าด้วยตัวอักษร TC ตามด้วยเลขไม่เกิน 4 หลัก และบรรทัดที่สองแสดงชื่อจังหวัด ขณะที่ป้ายสำหรับรถจักรยานยนต์จะมีขนาดกว้าง 17.20 ซม. ยาว 22 ซม. ระบุรายละเอียด 3 บรรทัด บรรทัดแรกเป็นตัวอักษร TC บรรทัดที่สองเป็นตัวเลขไม่เกิน 4 หลัก และบรรทัดที่สามแสดงชื่อจังหวัด    แม้ว่ารถยนต์ที่ใช้ป้ายทะเบียน TC จะเป็นรถที่ยังไม่ขึ้นสายการผลิตจริง แต่กฎหมายกำหนดว่าต้องจัดทำประกันภัยตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 รวมถึงผู้ขับรถทดสอบจะต้องมีใบอนุญาตขับรถตรงตามลักษณะรถด้วย

         นอกจากป้าย TC แล้ว ยังมีป้าย QC ซึ่งออกให้สำหรับรถยนต์ที่ขึ้นไลน์การผลิตแล้ว แต่อยู่ในขั้นตอนทดสอบคุณภาพก่อนวางจำหน่าย โดยลักษณะป้ายจะเหมือนกับป้าย TC ทุกประการ แต่เปลี่ยนอักษรเป็นคำว่า QC เท่านั้น   ดังนั้น รถที่ใช้ป้าย TC หรือ QC จึงเป็นรถที่ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกให้สามารถวิ่งบนท้องถนนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายนั่นเอง



         ⒸⒸ ที่มา https://www.sanook.com/auto/81155/

18  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / ทำไมเชฟต้องสวมหมวกสีขาวทรงสูง ? เมื่อ: 05 กันยายน 2564 15:09:44


ทำไมเชฟต้องสวมหมวกสีขาวทรงสูง ?


     ราเคยเห็นพ่อครัวใส่หมวกทรงสูงสีขาวๆ ที่เรียกกันว่าหมวกเชฟบ่อยซะจนชินตา แล้วเราเคยสงสัยมั้ยว่า  ทำไมหมวกของเชฟต้องเป็นสีขาว แล้วทำไมต้องเป็นทรงสูงๆรูปร่างประหลาดๆแบบนั้นด้วย ใครที่สงสัยกันอยู่ก็มาอ่านคำตอบพร้อมๆกันเลยว่าทำไม

     หมวกของพ่อครัวใหญ่หรือเชฟ (Chef) ออกแบบให้เป็นหมวกทรงสูงเพื่อระบายอากาศร้อน เพราะเชฟต้องคลุกคลีอยู่กับเตาไฟตลอดทั้งวัน  และถ้าดูเชิงประวัติความเป็นมาของธรรมเนียมปฏิบัติของเชฟในการสวมหมวกทรงสูงพองโป่งด้านบนก็ต้องย้อนกลับไปถึงศตวรรษที่ ๑๕ ในยุคนั้นพ่อครัวเป็นอาชีพที่ทำรายได้สูงมากและยังเป็นที่ยกย่องนับถือของชาวกรีกในกรุงไบแซนเทียม (ชื่อโบราณของกรุงอิสตันบูล จนถึงปี ๓๓๐ ก่อนคริสตกาล)

     เมื่อพวกเติร์กล้มล้างจักรวรรดิไบแซนทีนใน ค.ศ. ๑๔๕๓ บรรดาพ่อครัวต้องหนีไปหลบซ่อนตัว สถานที่หลบภัยก็คือสำนักสงฆ์ เพื่อให้กลมกลืน พวกเขาสวมใส่เครื่องแต่งกายเช่นเดียวกับพระที่พวกเขามาขออาศัยอยู่ด้วย เครื่องแต่งกายชิ้นหนึ่งของพระก็คือ หมวกสีดำทรงสูงที่พองโป่งตรงส่วนยอด ต่อมาพวกพ่อครัวได้เปลี่ยนเฉพาะสีของหมวกเป็นสีขาวเพื่อให้พอแยกออกระหว่างพวกเขากับพระจริง ๆ ส่วนรูปทรงของหมวกนั้น เข้าใจว่าพวกพ่อครัวคงชอบมาก จึงคงไว้แบบเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

     เรื่องตำแหน่งหน้าที่ในครัวฝรั่งดูแล้วไม่ต่างอะไรจากกองทัพที่มีนายร้อย นายพัน นายพลเลย อแมนดา เกล เชฟหญิง โดยทั่วไปที่เป็นพื้นฐานเลยก็คือตำแหน่งฝึกงานซึ่งจะได้ค่าจ้างน้อย ๆ ก่อน แล้วพอทำงานไปเรื่อย ๆ อาจจะเป็น ๑ ปี ๒ ปี ๓ ปี ๔ ปี แต่ละปีก็จะได้เงินมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วหลังจากนั้นก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นเดมิเชฟเดอพาตี คำว่า เดมิ (demi) ก็คือ small หรือเล็ก จากนั้นถึงจะได้ขึ้นมาเป็นเชฟเดอพาตี มีหน้าที่ดูแลแผนกต่าง ๆ จากนั้นถึงจะเป็นเดมิซูส์เชฟ ก่อนจะเป็นซูส์เชฟ แล้วก็เชฟ และเอ็กเซ็กคูทีฟเชฟในที่สุด





ที่มา https://www.dek-d.com/board/view/682671/

19  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ อนามัย / Re: ภาวะกระดูกสันหลังเสื่อมกดทับเส้นประสาท เมื่อ: 05 กันยายน 2564 12:54:41


      โรคทางกระดูกสันหลังอื่น ๆ ที่พบบ่อย

      โรคที่เจออีกโรคคือ โพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ หรือที่เรียกว่า spinal canal stenosis โรคนี้มักพบในคนที่มีอายุ 65 ปีไปแล้วช่องทางเดินประสาทแคบลงจากการที่มีกระดูกงอกเข้ามา อาการสำคัญของคนไข้คือจะเดินไกลไม่ได้ เดิน ๆ ไปชัก 10-20 เมตรก็ก้าวขาไม่ออก หมดแรง ต้องพักซักระยะ โรคนี้อาการปวดหลังไม่ใช่อาการนำ แต่จะเป็นอาการหมดแรงก่อน เพราะฉะนั้นในคนไข้ที่มีสุขภาพดี การที่เดินไม่ไหวจะทำให้เขาอยากผ่าตัด แต่ในกลุ่มคนที่สุขภาพไม่ดีอยู่แล้ว มีโรคเรื้อรังประจำตัว เช่น หัวใจ หอบ จะเป็นข้อจำกัด ในการทำกิจกรรมของเขา อาการที่เกิดจากกระดูกก็จะไม่มาก ซึ่งจะปีหนึ่ง ๆ เราผ่าตัดกระดูกสันหลังประมาณ 800 กว่าราย ในจำนวนนี้ผมว่าครึ่งหนึ่งอายุเกิน 70 ปี

      สาเหตุอื่น ๆ ของโรคทางกระดูกสันหลัง

      สาเหตุอื่น ๆ ที่ไม่ได้เกิดจากความเสื่อมสภาพมีอีก 2 อย่างคือการติดเชื้อและเนื้องอก การติดเชื้อเป็นเรื่องที่เจอได้ค่อนข้างบ่อยในบ้านเราโดยเฉพาะในชนบทที่มีปัญหาเรื่องของสาธารณสุข เชื้อที่เป็นสาเหตุบ่อยคือเชื้อวัณโรค คนไข้รับเชื้อมาโดยไม่รู้ตัวและไม่มีอาการทางปอด วันดีคืนดีก็มาด้วยอาการปวดหลังและมีอัมพาตบางส่วนเดือนหนึ่ง ๆ ที่โรงพยาบาลจุฬาจะพบประมาณ 3-5 รายตลอดปี เป็นการติดเชื้อที่เจอได้บ่อย คนรับก็ไม่รู้ตัว เวลาไปเจอเชื้อถ้าร่างกายแข็งแรงก็กำจัดเชื้อได้ ถ้าร่างกายอ่อนแอ เชื้อก็จะไปตามเลือดและแฝงตัวตามจุดต่าง ๆ อาจทำให้เกิดกระดูกอักเสบและกระดูกทรุดตัวลง คนไข้ก็มาด้วยอาการกระดูกสันหลังทรุด อันนี้คือความไม่มั่นคงที่เกิดจากโรค

      เนื้องอกก็เป็นอีกสาเหตุ ที่พบได้บ่อยคือเนื้องอกที่กระจายมาจากที่อื่น อีกกรณีหนึ่งคือกระดูกทรุดหรือหักจากมะเร็งที่กระจายมาโดยที่คนไข้ไม่รู้ตัวมาก่อน เมื่อไหร่ก็ตามที่สาเหตุไม่สมเหตุสมผล แต่โรคของคนไข้รุนแรง แสดงว่ากระดูกบริเวณนั้นมีความผิดปกติ เช่น แค่อุบัติเหตุเล็กน้อยแล้วเกิดกระดูกหัก ในคนเป็นมะเร็งที่เราทำคือเจาะเอาชิ้นเนื้อไปตรวจ แล้วเราก็หาต้นเหตุแล้วรักษา แต่ในการรักษากระดูกสันหลังไม่มั่นคง แนวโน้มจะเป็นการผ่าตัดทั้งสิ้น


       โรคทางกระดูกสันหลังส่วนใหญ่ที่คนไข้เข้ารับการผ่าตัด
       
       ส่วนใหญ่ที่ผ่าตัดคือโรคหมอนรองกระดูกเสื่อม ส่วนภาวะกระดูกสันหลังไม่มั่นคงเป็นอีกสาเหตุหนึ่ง โรคอีกโรคที่พบได้บ่อยในคนอายุน้อยประมาณ 20-50 ปี คือโรคกระดูกสันหลังเคลื่อนหรือที่เรียกว่า spondylolisthesis กระดูกสันหลังเคลื่อนก็อาจจะเป็นผลมาจากภาวะไม่มั่นคงของกระดูกสันหลังทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ เมื่อมีสาเหตุใดก็ตามที่ทำให้กระดูกสันหลังอยู่ไม่ได้มันก็เคลื่อนตกลงมาทุกครั้งที่คนไข้เดิน บิดตัว ขยับตัวก็เกิดการเสียดสี เวลาก้มกระดูกจะตกไปข้างหน้า แอ่นก็เลื่อนกลับ และกระดูกที่เลื่อนก็จะรั้งเส้นประสาทไปด้วย ทำให้คนไข้ปวด เราแก้ไขด้วยการผ่าตัดใส่เหล็กดามดึงกระดูกกลับเข้าที่ พอก้มเงยกระดูกไม่ชนกัน คนไข้ก็หายปวด

       กระดูกสันหลังเคลื่อนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความไม่มั่นคงของกระดูกสันหลังบริเวณเอวที่พบได้บ่อยที่สุด และทำให้เกิดการผ่าตัดได้บ่อยที่สุด พบคนไข้ได้ 2 ช่วงอายุ ช่วงอายุแรกที่พบบ่อยคือ 45 ปีขึ้นไป แต่ถ้าคนไข้ผ่านช่วงนี้ไปได้ก็จะไปผ่าตัดอีกทีหลัง 70 ปี การที่กระดูกเคลื่อนมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับงานที่เขาทำ ถ้าโรคของคนไข้รุนแรงมาก แต่ทำงานน้อยอาการก็จะเบา สิ่งที่เราเห็นในเอกซเรย์ไม่ได้แปลว่าจะทำให้คนไข้มีอาการเยอะเสมอไป แต่ถ้าคนไข้กระดูกเคลื่อนน้อยแต่ทำงานหนักอาการก็จะมาก เพราะฉะนั้นเวลาที่เราตัดสินใจรักษาก็จะดูอาการของคนไข้เป็นหลัก

       ข้อบ่งชี้ที่ใช้ในการพิจารณาการทำผ่าตัดให้คนไข้

       ข้อบ่งชี้ที่เราใช้ในการผ่าตัดมีอยู่ 4 ข้อ ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรที่เกี่ยวข้องกับกระดูกสันหลัง ได้แก่ 1) ความเจ็บปวด 2) คนไข้มีอาการแสดงของการทำลายเส้นประสาให้เห็นหรือไม่ เช่น กล้ามเนื้อ ขาลีบ ชาหรืออ่อนแรง หรือมีลักษณะที่ให้เห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ 3) การควบคุมการขับถ่ายสูญเสียไป ถ้าคนไข้เป็นมาก ๆ เส้นประสาทที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหูรูดเสียไป ก็ถือว่าต้องทำการผ่าตัด 4) เมื่อคนไข้ผ่านการรักษาวิธีต่าง ๆ แล้วยังไม่หาย

       อย่างข้อแรก เรื่องของความเจ็บปวดเป็นเรื่องของความอดทนของคนไข้ สมมติว่าปวดมากจนทนไม่ไหว นอนไม่ได้ นั่งทำงานไม่ได้ และเป็นโรคที่พิสูจน์แล้วว่าผ่าตัดหายก็จะผ่าตัด แต่คนไข้แบบนี้มีไม่มาก เพราะคนส่วนใหญ่จะกินยา ฉีดยา นอนพักแล้วดีขึ้นหายปวดก็ไม่ต้องผาตัด แต่คนไข้ที่เจอบ่อยที่สุดต้องทำการผ่าตัดคือ ปวดไม่มากแต่ก็ปวดไม่น้อยและทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์ เช่น คนไข้อยู่ในวัยทำงานต้องเดินทางไปทำงานทุกวัน ต้องนั่งทำงานวันละ 6-8 ชั่วโมง คนไข้กลุ่มนี้จะผ่านปัญหาจุดแรกที่โหดมากมาแล้ว แต่มันไม่ดีขึ้นพอที่จะหาย นั่งทำงานได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก็ไม่ไหวแล้ว พอหยุดงานเสาร์อาทิตย์อาการดีขึ้น ไปหาหมอ กินยาก็หาย พอหยุดยาก็เป็นอีก พอทำกายภาพก็ดีขึ้น ไม่ทำก็เป็นอีก คนไข้กลุ่มนี้จะเข้าออกโรงพยาบาลตลอดปี เพราะโรคมันไม่หาย คนไข้กลุ่มนี้จะมีทางเลือกอยู่ 2 ทาง คือ ทำงานให้น้อยลงถ้าทำไม่ได้ก็ต้องมาผ่าตัด ในกรณีกลุ่มนี้ความเจ็บปวดเป็นเรื่องที่คนไข้ตัดสินใจเอง หมอมีหน้าที่เพียงบอกว่าคนไข้เป็นโรคนี้ และมีการกดทับ วันใดก็ตามที่คนไข้ทนไม่ไหว ไม่อยากมีชีวิตอย่างนี้ และอยู่ในวัยที่ต้องทำงานก็จะผ่าตัด เพราะฉะนั้นเรื่องความเจ็บปวดจะเป็นเรื่องของคนไข้ตัดสินใจเอง หมอจะไม่มาบอกว่า คุณผ่าเถอะ คำว่าแล้วแต่หมอ ไม่ควรมีแล้วใน พ.ศ.นี้ หมอมีหน้าที่ให้ข้อมูลคนไข้ว่าคุณเป็นโรคที่ผ่าตัดแล้วหาย แต่ตอนนี้จะผ่าหรือไม่อยู่ที่คุณ ถ้าคุณทนไม่ได้เมื่อไหร่ก็บอกหมอแล้วกัน อย่างนี้เป็นต้น

       ส่วนข้อที่สองและสามเป็นสิ่งที่หมอต้องตัดสินใจให้คนไข้ เช่น คนไข้บางคนบอกยังทนได้ไม่อยากผ่าตัด แต่เห็นคนมีกล้ามเนื้อขาเล็กลงเรื่อย ๆ หรือเดิน ๆ มาแล้วเท้าตก ถ้าเรารอต่อไปเส้นประสาทของคนไข้ก็จะเสียไปเรื่อย ๆ พอถึงเวลานั้นคนไข้ตัดสินใจมาผ่าตัด มันก็จะไม่ฟื้นแล้ว


       การผ่าตัดเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีขึ้นอยู่กับอะไร

       การผ่าตัดจะได้ผลดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับ ประการแรก คนไข้ต้องเป็นโรคที่ผ่าแล้วหายด้วย เห็นกระดูกเคลื่อนหรือเห็นกระดูกกดทับเส้นประสาทชัดเจน ไม่ว่าจะด้วยการเอกซเรย์หรือทำ CT scan หรือ MRI ประการที่สอง คนไข้ต้องได้รับการผ่าตัดด้วยวิธีที่ถูกต้อง ประการที่สาม คือต้องถูกเวลาด้วย โอกาสหายก็จะมาก ถ้าช้าเกินไปก็ไม่หายหรือเร็วเกินไปก็เป็นการผ่าตัดโดยไม่จำเป็น และประการที่สี่คือต้องรักษาโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์ โดยสรุป 4 ข้อคือ ถูกโรค ถูกเวลา ถูกวิธี และถูกหมอ ซึ่งถ้ามีครบทั้งสี่อย่างนี้ผลการรักษาก็จะออกมาดีเยี่ยม

       การผ่าตัดมีบทบาทสำคัญต่อการรักษาโรคทางกระดูกสันหลังอย่างไร


       การผ่าตัดมีจุดมุ่งหมายคือเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและแก้ไขการกดทับเส้นประสาท ซึ่งการกดทับเส้นประสาทนั้นอาจจะมาจากกระดูกส่วนที่ดึงงอกหรือหักเข้าไปกดทับเส้นก็ได้ หรือในการติดเชื้อวัณโรคจะทำให้กระดูกเป็นหนอง เหลวตัวลงกลายเป็นของเหลว ไปเบียดเส้นประสาท กินยาก็หายได้ แต่คนไข้ส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นเราจะผ่าเมื่อมีภาวะของการกดทับเส้นประสาท และผ่าเพื่อให้คนไข้กลับไปลุก เดิน และทำงานได้ เช่น ในคนไข้ที่กระดูกติดเชื้อมีหนอง เขาจะนั่งไม่ได้ นั่งแล้วปวด และมีโอกาสกระดูกทรุดมากขึ้น

       วิธีการผ่าตัดในปัจจุบัน

       แนวโน้มหลัง ๆ จะเป็น MIS (Minimally Invasive Surgery) มากขึ้น ซึ่งการผ่าตัดกระดูกสันหลังในปัจจุบันจะแบ่งออกเป็นผ่าด้านหน้ากับผ่าด้านหลัง ถ้ากระดูกสันหลังไม่ผิดรูป เราสามารถไปเจาะไปกรอออกได้โดยที่ไม่เสียความแข็งแรง หมอนรองกระดูกที่ทรุดก็เปลี่ยนออก ถ้าคนไข้โรคเป็นน้อย เราทำ MIS ได้ โดยเจาะรูเล็ก ๆ แล้วไปกรอกกระดูกตรงนั้นออก MIS จะเหมาะสำหรับคนไข้ที่เป็นน้อยและตัดสินใจผ่าตัดเร็ว การผ่าตัดกระดูกสันหลังจะขึ้นอยู่กับอาการคนไข้ ถ้าเป็นน้อยเราทำน้อยได้ เป็นมากเราทำมากได้ ไม่ต้องรอจนถึงที่สุดแล้วจึงค่อยทำ ซึ่งแตกต่างกับการผ่าตัดข้อเข่าหรือข้อสะโพกที่เรามักจะทำในระยะท้ายของโรค และการผ่าก็มีวิธีเดียวคือเปลี่ยนข้อการรักษาข้อเข่าสะโพกกับกระดูกสันหลังจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงวิธีคิดไม่เหมือนกัน

        แนวโน้มของคนไข้ที่เป็นโรคทางกระดูกสันหลัง

        ใน 2-3 ปีผ่านมา พบว่าเรื่องนี้ดังมากขึ้น อาจเนื่องจากคนไข้แสดงตัวมากขึ้น กลัวการผาตัดน้อยลง และมาหาหมอมากขึ้นมีการขอ Second หรือ third opinion มากขึ้น เพราะฉะนั้นคนไข้ควรหาหมอเพื่อหา second opinion ซึ่งพบว่าเป็นการดี เพราะทำให้คนไข้มีมุมมองที่กว้างขึ้น คนไข้ยอมรับความจริงได้ว่าการผ่าตัดไม่ได้ 100% การผ่าตัดมีอัตราเสี่ยง ทำให้คนไข้เข้าใจโรคมากขึ้น
        ปัจจุบันคนไข้ที่ผ่ามี 2 ช่วงอายุ คือ 40-50 ปีกับช่วงอายุหลัง 70 ปีไปแล้ว ช่วง 70 ปีไปแล้วคือกลุ่มที่กระดูกเสื่อม มีปัญหาแล้วอยู่ไม่ได้การผ่าตัดคนไข้ไม่ได้ดูที่อายุอย่างเดียว เราดูความพร้อมและปัจจัยเสี่ยงเช่นโรคประจำตัวด้วย อย่างคนไข้อายุ 60 แล้วมีเส้นเลือดหัวใจตีบ ก็จะเสี่ยงมากกว่าคนไข้อายุ 90 แต่ไม่เป็นโรคหัวใจ ซึ่งเราจะเลือกวิธีการผ่าตัดที่เหมาะกับคนไข้แต่ละราย

 


       สามารถติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษาและตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่
       แผนกผู้ป่วยนอก อาคาร ภปร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
       โทร 0-2256-4000 
20  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ อนามัย / ภาวะกระดูกสันหลังเสื่อมกดทับเส้นประสาท เมื่อ: 05 กันยายน 2564 11:56:38
ภาวะกระดูกสันหลังเสื่อมกดทับเส้นประสาท

      ปัจจุบันความเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับกระดูกสันหลังเป็นโรคที่พบได้บ่อยขึ้นและเป็นปัญหาสำคัญที่ก่อให้เกิดอุปสรรคในการดำเนินชีวิตประจำวันของคนในวัยทำงาน และคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ เพราะนอกจากจะก่อให้เกิดความเจ็บปวดแล้ว แต่ยังทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถทำงาน หรือใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเต็มที่และมีความสุข

       ภาวะความไม่มั่นคงของกระดูกสันหลัง(Unstable of spine) หรือปวดหลังจากกระดูกสันหลังไม่มั่นคง เมื่อกระดูกสันหลังเกิดความไม่มั่นคงก็จะทำให้เกิดปัญหาตามมา เพราะหน้าที่หลักของมันมี 2 อย่าง คือ 1) ช่วยปกป้องเส้นประสาทที่ออกมาจากสมอง และ 2) ช่วยรับน้ำหนัก ทำให้เราบิดตัวได้ ก้มได้ ยืนได้โดยไม่เจ็บปวด


       กระดูกสันหลังไม่มั่นคงจะทำให้เกิดอาการอย่างไร

       ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรที่เกี่ยวข้องกับกระดูกสันหลังจะทำให้เกิดอาการ 2 อย่าง คือ

1) ปวดหลัง หรือ

2) ปวดหลังร่วมกับอาการปวดร้าวลงสะโพกหรือลงขา หรือร่วมกับมีอาการชาหรืออ่อนแรงหรือว่าขาลีบ กระดูกสันหลังก็เหมือนกับบ้าน ถ้าเสาแข็งแรง ลมพัดไปพัดมาก็ยังมั่นคง แต่ถ้าเสาไม่แข็งแรง คนในบ้านก็จะรู้สึกไม่มั่นคงภาวะกระดูกสันหลังไม่มั่นคงก็เช่นเดียวกัน


      สาเหตุที่ทำให้เกิดความไม่มั่นคงของกระดูกสันหลังคืออะไร

       สาเหตุมีทั้งที่เกิดจากอุบัติเหตุและไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ สาเหตุจากอุบัติเหตุก็เช่น รถชน หกล้ม ตกตึกทำให้กระดูกสันหลังเคลื่อนหรือหัก คนไข้จะนั่งไม่ได้ ส่วนสาเหตุที่ไม่ได้มาจากอุบัติเหตุจะแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ เกิดจากการเสื่อมสภาพตามธรรมชาติกับกลุ่มที่เกิดจากการติดเชื้อหรือเนื้องอก เราพบว่าในปัจจุบันโรคกระดูกสันหลังที่เกิดจากความเสื่อมสภาพนั้นมีคนไข้อยู่สองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งก็คือกลุ่มวัยทำงานอายุประมาณ 20-50 ปี อีกกลุ่มคือกลุ่มที่มีอายุมากเกิน 50-70 ปีไปแล้ว ในกลุ่มวัยทำงาน การเสื่อมสภาพที่จะเกิดได้บ่อยก็คือที่ตำแหน่งหมอนรองกระดูก นั่นคือภาวะที่เรียกว่า หมอนรองกระดูกเคลื่อน ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยที่สุด

       หมอนรองกระดูกในภาวะปกติจะทำหน้าที่เหมือนยางรถยนต์ที่รองรับระหว่างกระดูกสองชิ้น ทุกครั้งที่เราก้ม เงย หรือเคลื่อนไหวหมอนรองกระดูกจะเป็นตัวที่รับน้ำหนัก รับแรงกระแทกระหว่างกระดูก วันดีคืนดีที่หมอนรองกระดูกแตกหรือเคลื่อนก็จะทำให้เกิดความไม่มั่นคงในส่วนนี้ขึ้น เพราะฉะนั้นเวลาคนไข้เคลื่อนไหว เช่น ก้ม เงย หรือบิดตัวก็จะปวด คนไข้จะบอกว่านั่งนานไม่ได้ นั่งซักพักก็ปวดต้องนอน ยืนนานไม่ได้ เดินไกล ๆ ไม่ได้


       ภาวะหมอนรองกระดูกเคลื่อนหรือเสื่อมเกิดขึ้นได้อย่างไร

https://chulalongkornhospital.go.th/kcmh/wp-content/uploads/2019/05/pain-bottom-column_1048-2383-450x450.jpg

       สำหรับคนในวัยทำงานส่วนใหญ่จะเป็นการเสื่อมสภาพเอง ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ เพราะหมอนรองกระดุกจะเริ่มเสื่อมตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไป ซึ่งเราไม่ทราบสาเหตุ แต่ช่วงอายุของวัยทำงานที่พบบ่อยที่สุดคือ 30-40 ปี คนไข้มักจะมีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เป็น คือ หนึ่งน้ำหนักตัวเยอะ ทำให้ต้องรับน้ำหนักมากตลอดเวลา สอง คือกลุ่มที่สูบบุหรี่จัด ซึ่งพบว่ากลุ่มคนที่สูบบุหรี่จะปวดหลังมากกว่ากลุ่มคนที่ไม่สูบบุหรี่อย่างมีนัยสำคัญ ข้อสาม ได้แก่คนที่ต้องนั่งทำงานนาน ๆ หรือต้องก้ม ๆ เงย ๆ ยกของหนักก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่พิสูจน์ได้ว่ามีผล

       เพราะฉะนั้นเวลาที่หมอนรองกระดูกมันเคลื่อนหรือแตก สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคืออาการรับน้ำหนักของกระดูกจะเสียไป การเคลื่อนไหวทุกจุดจะเกิดปัญหาหมด ปัญหาอีกอย่างที่ตามมาคือกระดูกที่เคลื่อนจะไปกดทับเส้นประสาท ซึ่งทำให้เกิดอาการอ่อนแรง ขาชา ขาไม่มีแรง แต่ในคนไข้บางคนอาจไม่มีอาการปวดหลังเลยก็ได้ เพราะไปโดนจุดที่หมอนรองกระดูกทั้งหมดยังทำงานได้ อาจแค่ปวดขาอย่างเดียว

       อีกกลุ่มหนึ่งที่พบได้มากก็คือกลุ่มอายุหลัง 65 ปี ไปแล้ว กลุ่มนี้จะเป็นกระดูกเสื่อมเลย พอผ่านพ้นวัยไปกระดูกจะเริ่มเสื่อม เพราะผ่านการใช้งานมานาน ซึ่งเราจะเห็นลักษณะของกระดูกที่เริ่มมีการงอกมีการย้อยของกระดูก วันดีคืนดีกระดูกที่ย้อยเพราะแคลเซียมมาเกาะก็จะไปรบกวนเส้นประสาทในบ้าน อีกสิ่งหนึ่งที่มีผลต่ออาการคนไข้ก็คือกิจกรรมที่ทำ เพราะฉะนั้นหลักในการรักษาคนไข้คือต้องรู้ก่อนว่าเขาเป็นอะไร การเป็นโรคกระดูกสันหลังเสื่อมหรือไม่มั่นคงไม่ได้หมายความว่าต้องผ่าเสมอไป และไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีอาการ คนไข้ที่กระดูกเสื่อมจนถึงจุดหนึ่งแล้วยังต้องทำงาน คนไข้กลุ่มนี้ที่จะเกิดปัญหา แต่ถ้าคนไข้สามารถ Balance ระหว่างกิจกรรมที่ทำกับอาการคนไข้ก็จะอยู่ได้ เช่นในคนที่น้ำหนักตัวมากก็ต้องพยายามลดน้ำหนักลงก็จะยืนได้นานขึ้น ก้มเงยมาก ๆ แล้วปวดก็ต้องก้มเงยให้น้อยลง หรือในคนอายุ 60-70 ปี มีโรคประจำตัว เช่น หัวใจและเบาหวาน โรคเรื้อรังประจำตัวจะทำให้คนไข้ไม่ active พอไม่ active อาการก็จะน้อย

หน้า:  [1] 2 3 ... 21
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 1.589 วินาที กับ 26 คำสั่ง

Google visited last this page 11 พฤษภาคม 2565 19:13:09