[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
20 ตุลาคม 2564 04:42:48 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก เวบบอร์ด ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

  แสดงกระทู้
หน้า:  [1] 2 3 ... 21
1  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ห้องสมุด / Re: เห้งเจีย ลิงในนิยายไซอิ๋ว กลายเป็นเทพที่คนจีนกราบไหว้ และแพร่เข้าไทยได้อย่างไร เมื่อ: 30 กันยายน 2564 20:42:18


          (ต่อ)....แต่ในยุคปัจจุบัน ร่องรอยการบูชาเห้งเจียในจีนตอนใต้โดยเฉพาะฝูเจี้ยนในมุมมองของชาวต่างชาติยังปรากฏหลากหลาย นักวิชาการไต้หวันเคยเขียนบทความว่าเขตเมืองฝูโจว ในมณฑลฝูเจี้ยน ไม่ปรากฏศาลเจ้าฉีเทียนต้าเสิ้ง อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่ศึกษาของจรัสศรี เมื่อพ.ศ. 2546 ได้พบว่า เมืองฝูโจวส่วนหนึ่งยังนิยมกราบไหว้เห้งเจีย มีสถานบูชาเห้งเจียหลายแห่ง แต่เมื่อสำรวจรอบเมืองฝูโจว ในพื้นที่ซึ่งเป็นเมืองโบราณเก่าแก่กลับไปการบูชาเห้งเจียเทียบเท่า   ส่วนการแพร่ความเชื่อความศรัทธามาสู่ดินแดนอื่นนั้น เห็นได้ว่า ชาวจีนที่แผ่นดินใหญ่ที่ไปตั้งรกรากในที่ต่างๆ จะปรากฏร่องรอยความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าไปอยู่ด้วย ดินแดนโพ้นทะเลที่มีชาวจีนหรือลูกหลานชาวจีนอาศัยอยู่มากและมีร่องรอยการเคารพบูชาเห้งเจียก็มีตั้งแต่ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย

           สำหรับการแพร่สู่ไทย จรัสศรี วิเคราะห์ไว้ 2 แนวทางคือ เส้นทางตามข้อมูลประวัติศาสตร์ และเส้นทางร่องรอยที่ปรากฏในเชิงตำนาน   ในแง่เส้นทางประวัติศาสตร์ ผู้สืบค้นเกี่ยวกับเห้งเจียมองว่า ชาวจีนที่อพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งในไทยมาจากมณฑลฝูเจี้ยน (ฮกเกี้ยน) และกว่างตง (กวางตุ้ง-แต้จิ๋ว) มากพอสมควร กลุ่มนี้นับถือวานรเทพและเห้งเจียอย่างแพร่หลาย จึงสันนิษฐานได้ว่า ความศรัทธาในเห้งเจียเข้ามาในไทยพร้อมเรือสำเภาทะเลผ่านการล่องเรือจากทางตอนใต้ของจีน มาสู่ท่าเรืออ่าวไทย เช่น ชลบุรี สงขลา ภูเก็ต สำหรับภูเก็ตแล้วเป็นพื้นที่ซึ่งมีชาวฮกเกี้ยนอาศัยอยู่มาก เมื่อไปสำรวจพื้นที่เหล่านี้จะพบเห็นศาลเจ้าเห้งเจียจำนวนมาก

           อ่านเพิ่มเติม :  ชาวจีนในไทยมาจากไหน เปิดประวัติการอพยพยุคแรกเริ่ม ถึงการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรม

          ส่วนเส้นทางในเชิงตำนานมีหลากหลายกันไป เมื่อพิจารณาจากความเชื่อและลักษณะของเห้งเจียที่มีอิทธิฤทธิ์พิสดารของเห้งเจีย จรัสศรี บรรยายว่า กลุ่มผู้นับถือมักอธิบายด้วยเรื่องเล่าอันพิสดาร อาทิ ผู้คนบางท้องที่ในไทยหยิบยกสถานที่สำคัญในเรื่องไซอิ๋วมาปรากฏในเมืองไทย อาทิ พระอุโบสถชื่อ “ลุ่ยอิมยี่” (วัดเหลยอินชื่อ) ที่ประทับของพระพุทธเจ้าในเรื่องไซอิ๋ว เป็นชื่อสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนาที่วัดพระพุทธบาท สระบุรี ชาวบ้านในท้องที่สระบุรีกลุ่มหนึ่งจะเชื่อกันว่า วิญญาณทุกดวงที่ล่องหนในที่ใดก็ตามจะมาประทับตราต่ออายุที่วัดเหลยอินซื่อที่สระบุรี หรือกรณีอุโบสถ “ซีเทียนฝอ” หรือ “พุทธชมพูทวีป” จุดหมายที่เห้งเจียกับคณะเดินทางไปอาราธนาพระไตรปิฎก

          สิ่งเหล่านี้ย่อมสะท้อนคุณค่าทางความคิดของชาวบ้านและยังแสดงถึงความศรัทธาและความแพร่หลายของเจ้าพ่อเห้งเจียในเมืองไทยอีกด้วย สำหรับพื้นที่ที่ปรากฏเทพเจ้าเห้งเจียอย่างแพร่หลายย่อมมีชื่อภูเก็ตด้วย โดยจรัสศรี อธิบายว่า เห้งเจียเป็นเทพขวัญใจของคนหนุ่ม คนทรงเห้งเจียมักเป็นกลุ่มวัยรุ่น




          อ้างอิง:   จรัสศรี จิรภาส. เห้งเจีย (ฉีเทียนต้าเสิ้ง) ลิงในวรรณกรรมที่กลายเป็นเทพเจ้า. กรุงเทพฯ : มติชน, 2547
          เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 3 ตุลาคม 2563

2  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ห้องสมุด / เห้งเจีย ลิงในนิยายไซอิ๋ว กลายเป็นเทพที่คนจีนกราบไหว้ และแพร่เข้าไทยได้อย่างไร เมื่อ: 30 กันยายน 2564 20:40:08

เห้งเจีย ลิงในนิยายไซอิ๋ว กลายเป็นเทพที่คนจีนกราบไหว้ และแพร่เข้าไทยได้อย่างไร


https://www.silpa-mag.com/wp-content/uploads/2019/10/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%A2-%E0%B9%84%E0%B8%8B%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%8B%E0%B8%A7-696x364.jpg

(ซ้าย) รูปเคารพเห้งเจียใน "ศาลเจ้าพ่อเฮ่งเจีย" สวนผัก ธนบุรี (ขวา) ลายเส้นเห้งเจียจาก "เห้งเจีย (ฉีเทียนต้าเสิ้ง) ลิงในวรรณกรรมที่กลายเป็นเทพเจ้า"


         ความเชื่อความศรัทธาเป็นสิทธิส่วนบุคคลตราบใดที่ความเชื่อนั้นไม่ละเมิดสิทธิหรือสร้างความเดือดร้อน/เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น การศึกษาค้นคว้าความเป็นมาของความเชื่อเพื่อบันทึกไว้ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญไม่แพ้แนวคิดการเคารพในความเชื่อความศรัทธาของผู้อื่น ซึ่งในบรรดาความเชื่อที่น่าสนใจนั้น มีตัวละครที่ไม่มีจริงในประวัติศาสตร์ซึ่งกลายเป็นสัตว์ที่ดำรงอยู่ในโลกความเป็นจริงจนนำมาสู่การกราบไหว้บูชาของคนทั่วไปได้     เห้งเจียเป็นตัวละครหนึ่งใน “ไซอิ๋ว” เท่านั้น แต่ในปัจจุบันตัวละครนี้เสมือนมีตัวตนดำรงอยู่ในโลกความเป็นจริงและเป็นที่เคารพของกลุ่มคน แต่ก่อนที่จะกล่าวถึงเห้งเจีย อาจต้องเอ่ยถึงต้นฉบับวรรณคดีที่ตัวละครนี้ปรากฏอยู่ นั่นคือ ไซอิ๋ว ซึ่งเดิมทีเชื่อกันว่าเป็นวรรณกรรมสมัยราชวงศ์หมิง เคยเล่ากันว่า “อู๋ เฉิงเอิน” นักประพันธ์ (ค.ศ. 1500-1582) เป็นผู้รวบรวมเรื่องเล่าจากท้องถิ่นต่างๆ มาผสมผสานเป็นวรรณกรรม

         อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาค้นคว้าของจรัสศรี จิรภาส ผู้เขียนหนังสือ “เห้งเจีย (ฉีเทียนต้าเสิ้ง)” อธิบายว่า ผู้แต่งที่แท้จริงนั้นจะใช่ “อู๋ เฉิงเอิน” หรือไม่ ยังไม่สามารถบ่งชี้อย่างชัดเจน แต่ที่ศึกษากันจนยอมรับกันนั้นคือ เรื่องไซอิ๋วเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่ง อันเป็นรอยต่อระหว่างราชวงศ์ถัง ภายหลังจากพระถังซัมจั๋งกลับมาจากประเทศอินเดียและแปลคัมภีร์พุทธศาสนาเผยแพร่ในประเทศ   เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ ลูกศิษย์ของท่านแต่งหนังสือเรื่อง “ต้าถังซานจั้งชวี่จิงซือฮว้า” (บันทึกการเดินทางไปอาราธนาพระไตรปิฎกของพระตรีปิฎกแห่งมหาราชวงศ์ถัง) ซึ่งเชื่อกันว่าผลงานนี้เป็นจุดเริ่มต้นของวรรณกรรมไซอิ๋ว และเล่มนี้เช่นกันที่ “เห้งเจีย” ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรก

         “ต้าถังซานจั้งชวี่จิงซือฮว้า” เล่าถึงการเดินทางของพระถังซัมจั๋งพร้อมด้วยผู้ติดตาม 6 คน เมื่อเดินทางผ่านเมืองแรกก็พบลิงชุดขาวที่เรียกกันว่า “ไป๋อีซิ่วฉาย” มาดักรอ ลิงชุดขาวแนะนำตัวว่ามาจากถ้ำจื่ออวิ๋นที่ภูเขาฮวากั่ว เดินทางมาเพื่อช่วยเหลือพระถังซัมจั๋งไปอาราธนาพระไตรปิฎก พระถังซัมจั๋งตอบรับและตั้งชื่อลิงชุดขาวว่า “ลิงเห้งเจีย” (โหวสิงเจ่อ) แต่ในฉบับนี้ ลิงเห้งเจียยังไม่มีอิทธิฤทธิ์พิสดารมากนัก นอกเหนือจากมีพละกำลัง หายตัว แปลงร่างได้หลายร่าง แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นแปลงได้ 72 อย่าง เหาะไม่ได้ กระโดดไกลเป็นพันลี้ดัง “เห้งเจีย” ในไซอิ๋วไม่ได้เช่นกัน

(“ต้าถังซานจั้งชวี่จิงซือฮว้า” ไม่มีตัวละครอย่างตือโป๊ยก่าย และซัวเจ๋ง จรัสศรี จิรภาส มองว่า มีความเป็นไปได้ที่อู๋ เฉิงเอิน หรือผู้ที่แต่งขึ้นอาจเอานิทานพื้นบ้านถิ่นต่างๆ จากหลายยุคสมัยมาผนวกรวมกับเรื่องราวของพระถังซัมจั๋ง พร้อมปรับแต่งเติมจนกลายเป็นเห้งเจียในไซอิ๋ว)


อ่านเพิ่มเติม : “พระถังซำจั๋ง” ภิกษุต่างชาติคนเดียวที่ได้รับการยกย่องเป็น “ตรีปิฎกาจารย์” จากนาลันทา

อ่านเพิ่มเติม : พระถังซัมจั๋ง เล่าตำนานอุบายพระอนุชากษัตริย์แคว้นคุจี รอดโดนใส่ร้ายเล่นกามนางใน

          แน่นอนว่าลิงเทพเจ้าที่โด่งดังอย่างเห้งเจีย ก็สืบเนื่องมาจากฉบับไซอิ๋วมากกว่า และกลายเป็นเทพ “ฉีเทียนต้าเสิ้ง” ที่ผู้คนบูชา
สำหรับเนื้อเรื่องในไซอิ๋วนั้น ชาวไทยและผู้คนหลายประเทศทั่วโลกน่าจะคุ้นเคยกันดี แต่ในที่นี้ผู้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเห้งเจีย ตั้งข้อสังเกตกันไว้ว่า ในวรรณกรรมจีนไม่เคยมีตัวละครที่ถูกเขียนให้ท้าทายอาละวาดสวรรค์อย่างหนักหน่วงเช่นนี้ อาจเป็นไปได้ว่า ผู้เขียนแฝงแนวคิดต่อต้านระบอบศักดินาในช่วงเวลานั้น ซึ่งอาจสะท้อนถึงแนวคิดก้าวหน้าของผู้คนในยุคสมัยหมิงเช่นกัน

          เมื่อมีกำเนิดตัวละครแล้ว พัฒนาการมาสู่ความศรัทธาในภายหลังนั้น อาจต้องเริ่มต้นที่คำอธิบายว่า การนับถือลิง หรือสัตว์อื่นไม่ใช่เรื่องแปลก ประวัติศาสตร์จีนปรากฏพฤติกรรมการบูชาลิงมาก่อน เนื่องจากเป็นสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ คนยุคโบราณจึงกราบไหว้ลิงเป็นเทพเจ้า แต่ความคิดเห็นของผู้ศึกษาเกี่ยวกับเห้งเจียอย่างจรัสศรี มองว่า การบูชาลิง-เห้งเจีย ซึ่งกำเนิดจากวรรณกรรมเป็นเรื่องแปลก   การบูชาลิงจากวรรณกรรมนี้ไม่ใช่แค่ชนชาติอื่นอาจไม่เข้าใจ ชนชาติจีนเองและต้นกำเนิดตัวละครก็ยังไม่เข้าใจสาเหตุ ดังเช่นบันทึกของเผิง กวางโต่ว ชาวจีนสมัยราชวงศ์ชิง เขาบันทึกการเดินทางไปเมืองฝูเจี้ยน (ฮกเกี้ยน) ว่า เมืองแห่งนี้มีเรื่องประหลาด 3 เรื่อง หนึ่งในนั้นย่อมมีเรื่อง “การบูชาเห้งเจีย”  อย่างไรก็ตาม สำหรับชาวจีนทางใต้เองมองว่าการบูชาลิงเห้งเจียเป็นเรื่องธรรมดา เนื่องจากทางใต้ของจีนบูชาลิงกันมายาวนาน จึงอาจพอสันนิษฐานได้ว่า เมื่อไซอิ๋วเริ่มแพร่หลายโด่งดังไปทั่วประเทศ ชาวจีนในท้องถิ่นที่มีการบูชาลิงจึงผนวกการบูชาลิงที่มีมาแต่โบราณเข้ากับการบูชาเห้งเจีย

          บันทึกของเผิง กวางโต่ว ยังสะท้อนให้เห็นอีกว่า การกราบไหว้บูชาลิงไม่ได้เป็นเรื่องปกติทั่วไปในจีน แต่นิยมอยู่ในบางท้องถิ่น โดยเฉพาะทางตอนใต้ อาทิ มณฑลหนิงเซี่ยะ กว่างตง (กวางตุ้ง) หูเป่ย และฝูเจี้ยน (ฮกเกี้ยน) พื้นที่เหล่านี้อยู่ในลุ่มน้ำตอนใต้ โดยเฉพาะฝูเจี้ยน ซึ่งน่าจะเป็นพื้นที่ซึ่งมีการกราบไหว้เห้งเจียกันมากและเก่าแก่ที่สุด มีวัดบูชาเทพเจ้าลิงที่เก่าแก่ในฝูเจี้ยนชื่อ “วัดเหนิงเหยินซื่อ” อีกทั้งยังมีบันทึกโบราณหลายชิ้นบ่งชี้ว่า ทางตอนใต้ของจีนเป็นแหล่งที่อยู่ของฝูงลิง วิถีชีวิตของคนท้องถิ่นย่อมคุ้นเคยกับลิงมาแต่เดิม

          จรัสศรี ยังสืบค้นต่อไปว่า ชาวจีนภาคใต้มีความเชื่อเรื่องลิงมีจิตวิญญาณคล้ายมนุษย์ โดยมนุษย์โบราณเชื่อว่าลิงชราอายุร้อยปี กลายเป็นลิงวิเศษ หากอายุพันปีจะกลายเป็นมนุษย์ เรื่องเล่าเช่นนี้ทำให้ชาวจีนบางส่วนไม่กล้าทำร้ายลิง และอาจเรียกลิงว่า “ซือฟู่” (อาจารย์) สำหรับลิงขาวก็จะได้รับการยกย่องในหมู่ชาวจีนบางท้องถิ่น และกราบไหว้ลิงขาวเป็น “ไป๋เจี้ยงจวิน” หรือ จอมพลขาว เป็นเทพอารักษ์ในหมู่บ้าน   ยิ่งประกอบกับฝูเจี้ยน เป็นแหล่งโรงพิมพ์ขนาดใหญ่ การเผยแพร่และความนิยมเรื่อง “ไซอิ๋ว” น่าจะแพร่กระจายได้ไม่ยาก ส่วนหนึ่งก็อาจเป็นปัจจัยทำให้เกิดความนิยมความเชื่อบูชาเห้งเจียด้วย

3  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / น้ำผึ้งทำไมต้องเดือน 5 เมื่อ: 30 กันยายน 2564 07:31:39


꧁ น้ำผึ้งทำไมต้องเดือน 5 ꧂


       ✎✎.....น้ำผึ้งเดือน 5 น้ำผึ้งที่ดีที่สุด ตามความเชื่อโบราณไทย
       หลายคนคงได้ยินคำว่า น้ำผึ้งเดือน 5 ซึ่งตามความเชือโบราณ น้ำผึ้งเดือน 5 เป็นน้ำผึ้งที่ดีที่สุด เนื่องด้วยอากาศที่แห้ง จึ้งทำให้น้ำผึ้งมีความเข้มข้นสูง
       ตามปฏิทินจันทรคติไทย เดือน 5 มักเริ่มในเดือนมีนาคมหรือเมษายน มี 29 วัน คือ ตั้งแต่ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ถึงแรม 14 ค่ำ เดือน 5

       ตามแบบแผนการรักษา ตำรับยาโบราณของไทย ได้มีการสืบทอดกันมา ตามสูตรยาสมุนไพรโบราณมีสรรพคุณ บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ แก้ปวดหลัง ปวดเอว ทำให้แห้ง ใช้ทำยาอายุวัฒนะ

     
       ❋❋ สูตรยาสมุนไพรโบราณใช้น้ำผึ้งทำอะไรบ้าง

       • แต่งรส น้ำผึ้งมีรสหวานฝาด ร้อนเล็กน้อยเราใช้น้ำผึ้งแต่งรสยาบางชนิด เช่น ยาแก้ไข้ที่มีรสขมมาก จนคนไข้กินไม่ได้ เราต้องใช้น้ำผึ้งผสมใและช่วยชูกำลัง

       • ปรุงยา เป็นส่วนประกอบในการนำไปใช้ โดยน้ำผึ้งมาผสมกับยาผงให้เหนียว เพื่อปั้นเป็นลูกกลอน แต่ผู้ปรุงยาควรนำน้ำผึ้งไปเคี่ยวให้เดือดเพื่อฆ่าเชื้อโรค มิฉะนั้น ยาลูกกลอนจะขึ้นราภายหลัง

       ตามหลักการแพทย์แผนไทยแล้ว น้ำผึ้งมีประโยชน์มากมายก็จริง แต่สำหรับผู้ป่วยบางราย แนะนำว่าไม่ควรกินน้ำผึ้งแบบเข้มข้นโดยไม่ผสมอะไรเลย เช่น คนที่ดีพิการ คือ มีอาการตัวเหลืองตาเหลือง นอนสะดุ้งผวา สอง เสมหะพิการ คือมีเสมหะมากและมีภาวะโรคปอดแทรก สาม คนที่น้ำเหลืองเสีย มีฝีพุพอง ตุ่มหนอง หรือโรคครุฑราชต่าง ๆ

     
        ❋❋ ขั้นตอนการทดสอบน้ำผึ้ง

        • มีความข้นและหนืดพอสมควรซึ่งแสดงว่าน้ำผึ้งมีน้ำน้อย มีคุณภาพสูง

        • มีสีตามธรรมชาติ ตั้งแต่สีเหลืองอ่อนถึงน้ำตาล ใส ไม่ขุ่นทึบ

        • มีกลิ่นหอมของน้ำผึ้งตามชนิดของดอกไม้นั้น ๆ เช่น น้ำผึ้งจากดอกลำไย น้ำผึ้งจากดอกลิ้นจี่




        • ปราศจากกาก ไขผึ้ง หรือเศษตัวผึ้งปะปน รวมทั้งวัสดุแขวนลอยต่าง ๆ

        • ไม่มีกลิ่นบูดเปรี้ยว ไม่มีฟอง

        • ไม่มีการใส่สารปรุงแต่งสี กลิ่น รสใด ๆ ลงในน้ำผึ้ง

        • การหยดน้ำผึ้งใส่กระดาษไข ถ้าเป็นของแท้จะไม่ซึมแน่นอน

        • ทดสอบโดยหยดน้ำผึ้งลงในแก้วน้ำชา สังเกตการละลายถ้าเป็นน้ำผึ้งแท้เมื่อคนให้เข้ากันจะไม่ละลายในทันที






4  สุขใจในธรรม / เสียงธรรมเทศนา - เอกสารธรรม - วีดีโอ / จิตสงบได้แม้ชีวิตไม่ราบรื่น เมื่อ: 28 กันยายน 2564 22:19:19


  ꧁ ❃ จิตสงบได้แม้ชีวิตไม่ราบรื่น ❃꧂


<a href="http://www.youtube.com/watch?v=9h9S5s_64c0" target="_blank" class="aeva_link bbc_link new_win">http://www.youtube.com/watch?v=9h9S5s_64c0</a>



❀ ❀ ❀ ❀ ❀ ❀ ❀❀ ❀ ❀ ❀ ❀ ❀ ❀





5  สุขใจในธรรม / เสียงธรรมเทศนา - เอกสารธรรม - วีดีโอ / รักมากเพียงใด เมื่อสิ้นวาสนาก็ต้องเลิกราจากกันไป เมื่อ: 28 กันยายน 2564 22:05:51

꧁֎֎ รักมากเพียงใด เมื่อสิ้นวาสนาก็ต้องเลิกราจากกันไป ֎֎꧂



<a href="http://www.youtube.com/watch?v=Dvt-JczqnTU" target="_blank" class="aeva_link bbc_link new_win">http://www.youtube.com/watch?v=Dvt-JczqnTU</a>


     

       





   ⒸⒸ  ธรรมะเตือนใจ





6  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / บารากุ" คืออะไร เมื่อ: 25 กันยายน 2564 14:28:24


 ❧ ❧ บารากุ" คืออะไร ☙ ☙


          ✎✎…บารากุ มีการนำเข้ามาพร้อมๆกับชาวอาหรับในประเทศไทย   เนื่องจากบารากุเป็นประเพณีอย่างหนึ่งของชาวอาหรับที่ไม่นิยมสูบบุหรี่ และจะนิยมสูบกันเมื่อมีการรวมกลุ่มสังสรรค์และสนทนากันระหว่างเพื่อนฝูง ญาติมิตร และไม่เฉพาะชาวอาหรับเท่านั้นที่นิยม ชาวมุสลิมแถบมาเลเซีย      ก็นิยมด้วยเช่นกัน บารากุจึงไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ในประเทศไทย

          ปกติ บารากุจะได้รับความนิยมจากกลุ่มคนเพียงกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น เนื่องจากหาสูบยากและหาได้เฉพาะตามที่หรือแหล่งเฉพาะเท่านั้น  อาทิ ย่านถนนข้าวสาร ย่านซอยนานา เนื่องจากมีชาวต่างชาติ  และชาวอาหรับอยู่เยอะที่อีกแหล่งคือตามร้านอาหาร อาหรับก็จะหาได้   บารากุ* หรือ *บารากู่* (baraku)  เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สูบพวกยาเส้น,หรือยาสูบที่มีชื่อเรียกว่า  *  ฮุคคา' (hookah, hooka, huka) หรือ'ชิชา      * *หรือ 'นาจิเล' (**nargile,narghile,nargila)

          ซึ่งเป็นการนำยาเส้นมาบดผสมกับเนื้อผลไม้ตากแห้ง แล้วสูบผ่านอุปกรณ์เฉพาะ  *มีลักษณะการเสพต่างกับบุหรี่คือ ใช้วิธีสูดดมกลิ่นควันแทน  กลิ่นผลไม้ที่ใช้ เช่น แอปเปิล สตรอเบอรี่ องุ่น มินต์ เป็นต้น*

          *บารากุ* ประดิษฐ์มาโดยชาวมัวร์ เป็นขวดทำด้วยแก้วรูปร่างเหมือนคนโทน้ำของเรา นอกจากมีตีนเชิง เพื่อให้ตั้งอยู่ได้มั่นคงเท่านั้น เขารินน้ำเติมลงไป   ในขวดครึ่งหนึ่ง แล้วเอาหลอดทำด้วยเงิน พันแถบสักหลาดเพื่อจุกได้สนิทสอดเข้าไปในคอขวดประมาณสองนิ้ว ที่บนยอดขวดมีถ้วยทำด้วยเงินหรือกระเบื้องเคลือบก้นถ้วยเจาะเป็นรู เชื่อมเข้ากับหลอดถ้วยนี้เป็นที่ใส่ยาเส้น   และบนยาเส้นนี้ก็ใส่ถ่านไฟแดงเข้าไว้ ทางด้านข้างของหลอด มีหลอดขนาดย่อมกว่าอีกอันหนึ่ง   เสริมรูปร่างเหมือนหัวนมยาง เป็นหลอดเล็ก ที่สอดเข้าไปในหลอดใหญ่ทางด้านข้าง  และทอดลงไปในหลอดอันใหญ่ด้วยความยาวเท่า ๆ กันแต่พอครือ ๆ ปล่อยให้มีช่องว่าง   สำหรับเป็นทางเดินของควันยาเส้น ที่ถูกเผาอยู่ในถ้วยกระเบื้องให้ลงสู่ไปในขวดที่ปลายหลอดเล็กด้านล่างนั้นเขาเสริมหลอดไม้ไผ่ขนาดย่อมพันแถบผ้าเล็ก ๆ  หรือแถบแพรจุ่มลงไปถึงในน้ำ ผู้ที่จะสูบยาเส้นจะวางขวดแก้วนี้ลงกับพื้นแล้ว  สอดหลอดไม้ซางซึ่งบางทีก็มี ความยาว 7-8 ฟุต เข้าไปในหลอดเงินทางด้านปลายข้างบน  ปลายหลอดไม้ซางทั้งสองด้านนี้ หุ้มด้วยแผ่นทองคำหรือเงิน นอกจากนี้ทางปลายด้านหนึ่ง  ยังเสริมหลอดแก้วเจียระไนเข้าไว้อีก สำหรับผู้สูบ จะอมเข้าไว้ในปาก ควันของยาเส้นลงไปตามหลอดเงินอันใหญ่ ไม่เพียงแต่จมกระทั่งถึงในขวดเท่านั้น แต่ยังลงไปถึงในน้ำด้วยแล้วแทรกซึมเข้าไปในหลอดไม้ไผ่อันเล็ก และจะขึ้นไปจนถึงปากผู้สูบ

           การสูบ *"บารากุ" (*บางคนเรียก *"ชิชา"* , ภาษาอังกฤษคือ *"Water pipe" )*   กำลังได้รับความนิยมจากวัยรุ่นเป็นอย่างมาก *  โดยมีความเชื่อว่าช่วยล้างสารพิษได้และช่วยชูกำลัง*

http://www.wongkarnpat.com/upfileya/0.jpg






           ⒸⒸ ที่มา เพจเจาะเวลาหาอดีต  ✷ ✷ ✷





7  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / เขม่นตา ความเชื่อโบราณ เมื่อ: 19 กันยายน 2564 20:05:59


 ✤✤ เขม่นตา ความเชื่อโบราณ  ✤✤

            ✍ ✍........
            อาการเขม่นตา หรือตากระตุก คือการที่กล้ามเนื้อบริเวณรอบๆ ตาบางส่วนกระตุก หรือขยับเป็นพักๆ สาเหตุที่แท้จริงยังไม่มีใครทราบแน่นอน รู้แต่ว่าเป็นเพราะเส้นประสาทที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณนั้นทำงานไม่ดี มีคำสั่งออกมาเป็นระยะ ๆ ไม่สม่ำเสมอและบังคับไม่ได้ บางคนบอกว่าสาเหตุเกิดจากจิตใจ บ้างก็ว่าเกี่ยวกับสุขภาพ เพราะพบว่าเกิดบ่อยในคนที่อดหลับอดนอนท้องผูก อ่อนเพลียมากๆ
มีผู้อธิบายอีกว่า อาการตาเขม่นอาจเป็นเพราะมีเส้นเลือดมาพาดบนเส้นประสาทนี้ พอเส้นเลือดเต้นตามชีพจร ผนังเส้นเลือดก็กระตุ้นประสาททำให้มีการกระตุกขึ้น
นั้นเป็นเป็นความเชื่อที่หลายๆคนเชื่อว่าเป็นเพราะปัญหาทางสุขภาพ แต่ขณะเดียวกันอีกกลุ่มหนึ่งก็เชื่อว่าเป็นลางบอกเหตุ จนกระทั่งในหนังสือ "ความเชื่อ" ที่เขียนโดย ภิญโญ จิตต์ธรรม ได้สรุปเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับการเขม่นเป็นลางบอกเหตุไว้ดังนี้

- เขม่นหนังตาขวา เชื่อว่า จะได้รับข่าวดีจากวงศาคณาญาติ หรือมิตรสหาย
- เขม่นหนังตาซ้าย เชื่อว่า จะได้ลาภทางความรัก
- เขม่นคิ้วขวา เชื่อว่า จะมีโชคลาภมาสู่ หรือลูกหนี้จะนำเงินมาให้ถึงบ้าน หรืออาจได้ลาภลอย
- เขม่นคิ้วซ้าย เชื่อว่า จะเสียทรัพย์ มีคนนำความเดือดร้อนมาให้ อาจเสียเงินเสียทอง
- เขม่นริมฝีปากบน เชื่อว่า จะได้ลาภลอย จะได้เงินทองโดยไม่นึกฝัน
- เขม่นริมฝีปากล่าง เชื่อว่า จะได้ลาภปาก
- เขม่นปากข้างขวา เชื่อว่า ไม่ดี อาจเกิดการทะเลาะวิวาท
- เขม่นปากข้างซ้าย เชื่อว่า จะได้โชคลาภใหญ่ในเวลาไม่นานนัก
- เขม่นที่จมูก เชื่อว่า จะได้รับข่าวร้ายจากมิตรสหายหรือวงศาคณาญาติ
- เขม่นที่หู เชื่อว่า จะได้รับข่าวดีจากทางไกล
- เขม่นที่ศอก เชื่อว่า จะมีคนนำของมาให้ แต่อย่ารับไว้จะเกิดโทษ
- เขม่นที่ขา เชื่อว่า จะมีการเดินทางไกลในระยะเวลาอันใกล้



 
         ⒸⒸ ที่มา เพจเจาะเวลาหาอดีต


8  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / Re: ชื่อว่า “กระดานดำ” แต่ทำไมเป็น “สีเขียว” เมื่อ: 16 กันยายน 2564 21:09:12
ขอบคุณสำหรับความรู้ใหม่เลยครับ

ยินดีค่ะ
9  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / ชื่อว่า “กระดานดำ” แต่ทำไมเป็น “สีเขียว” เมื่อ: 15 กันยายน 2564 20:15:08


 ❀❁✿ ชื่อว่า “กระดานดำ” แต่ทำไมเป็น “สีเขียว” ✿❁❀


        ✎✎…เคยสงสัยกันหรือไม่ว่า เพราะเหตุใด กระดานดำจึงมีสีเขียวไม่ใช่สีดำ?   นี่อาจเป็นหนึ่งในเรื่องที่เด็กนักเรียนทั่วโลกรู้สึกสับสน ในเมื่อกระดานดำส่วนใหญ่ในห้องเรียนทั่วไปมักมีสีเขียว ทั้งๆ ที่มันชื่อว่า “กระดานดำ” ก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้ไวท์บอร์ดหรือกระดานอิเล็กทรอนิกส์แบบที่เราเห็นในปัจจุบัน.....ความจริงแล้ว ตามที่มหาวิทยาลัย Concordia ระบุ แต่เดิม กระดานดำนั้นเป็นสีดำจริงๆ โดยก่อนที่จะมีการคิดค้นกระดานเขียนติดผนังเช่นในปัจจุบัน เด็กนักเรียนในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 จะใช้แผ่นกระดานเล็กๆ ที่ทำจากทำจากกระดานชนวนหรือไม้ทาสีดำ

        พวกเขาใช้กระดานเล็กๆ ส่วนตัวนั้นเรียนเรื่อยมา จนกระทั่งในปี 1800 เมื่ออาจารย์ใหญ่ชาวสก็อตชื่อ James Pillans ต้องการให้นักเรียนวาดแผน   ตามข้อความที่ตัดตอนมาจากบทความ Blackboard: A Personal History of the Classroom ด้วยความที่นักเรียนไม่สามารถวาดแผนที่ที่ครูต้องการได้บนกระดานเล็กๆ ของพวกเขา ดังนั้น Pillans จึงรวมกระดานชนวนเข้าด้วยกันเพื่อสร้างกระดานขนาดใหญ่แผ่นเดียว เป็นแก้ไขปัญหาที่ต่อยอดได้อย่างชาญฉลาด!

        จากนั้น ไอเดียที่เฉียบขาดนี้ก็ได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ในที่สุดคุณครูก็สามารถสอนนักเรียนทั้งชั้นด้วยการเขียนเพียงครั้งเดียวบนกระดานขนาดใหญ่ได้   ในปี 1815 ก็มีการบัญญัติศัพท์เพื่อเรียกกระดานขนาดใหญ่ว่า “กระดานดำ” (มาจากสีที่ใช้ในตอนนั้น) และเมื่อเหล่าผู้ผลิตเล็งเห็นช่องทางและความสำคัญของมัน พวกเขาจึงผลิตและส่งชิ้นส่วนขนาดใหญ่เหล่านั้ไปยังโรงเรียนในอเมริกาและยุโรป ในปี 1840 ..... การเปลี่ยนสีของกระดานดำเกิดขึ้นในทศวรรษที่ 1960 เมื่อ บริษัท ขายแผ่นเหล็ก เคลือบตัวกระดานด้วยสีเขียวเคลือบพอร์ซเลนแทนที่จะเป็นชนวนมืดแบบดั้งเดิม เนื่องจากวัสดุใหม่มีน้ำหนักเบาและดูสว่างกว่ากระดานดำในตอนแรก ทำให้ค่าจัดส่งถูกกว่า ทั้งยังมีแนวโน้มที่จะเสียหายน้อยกว่าในระหว่างการขนส่ง

       หลังจากที่เสียงตอบรับจากบรรดาคุณครูไม่ได้ไปในทางลบ ท้ายที่สุดแล้ว “กระดานสีเขียว” แบบใหม่ ยังทำให้การลบผงชอล์กง่ายขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก   และถึงแม้ว่าจะเปลี่ยนตัวกระดานให้เป็นสีเขียวแล้ว แต่คนทั่วไปยังคงชินกับการเรียกกระดานในห้องเรียนว่ากระดานดำ ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงเรียกกระดานดำทั้งที่มีสีเขียวนั่นเอง

https://www.scholarship.in.th/wp-content/uploads/2019/02/5a185b623339b01c008b456d-750-563.jpg
   https://www.scholarship.in.th/wp-content/uploads/2019/02/iStock-79122324.jpg


      ©© ที่่มา https://www.scholarship.in.th/why-blackboards-green-not-black/

10  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / รู้จัก LGBTQ ความหลากหลายทางเพศ และธงสีรุ้ง เมื่อ: 10 กันยายน 2564 18:59:48


✿ ✿ รู้จัก LGBTQ ความหลากหลายทางเพศ และธงสีรุ้ง ✿ ✿


         ✍✍ ...กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือเพศทางเลือก LGBTQ เป็นกลุ่มคนที่มีอัตลักษณ์ทางเพศ หรือรสนิยมทางเพศที่แตกต่างไปจากคนส่วนใหญ่ในสังคม โดยคำว่า LGBTQ ย่อมาจาก

          • L - Lesbian กลุ่มผู้หญิงรักผู้หญิง

          • G - Gay กลุ่มชายรักชาย

          • B - Bisexual หรือกลุ่มที่รักได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง

          • T - Transgender คือกลุ่มคนข้ามเพศ จากเพศชายเป็นเพศหญิง หรือเพศหญิงเป็นเพศชาย

          • Q - Queer คือ กลุ่มคนที่พึงพอใจต่อเพศใดเพศหนึ่ง โดยไม่ได้จำกัดในเรื่องเพศ และความรัก

https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/0/00/Rainbow_Flag_Fade.jpg


          อย่างที่เราทราบกันเป็นอย่างดีว่า LGBTQ นั้นเป็นกลุ่มคนที่มีความหลากหลาย และสีรุ้งเองก็เป็นการรวมตัวกันของหลายสีมาเป็นหนึ่งเดียวเพื่อสร้างสีสัน โดยสีรุ้งที่มาเป็นสัญลักษณ์ของคนกลุ่มนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากการออกแบบธงสีรุ้งของ Gilbert Baker ศิลปินชาวอเมริกันและนักขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชนของเกย์ในปี 1978 ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากธงชาติของประเทศสหรัฐอเมริกาในวาระฉลองครบรอบ 200 ปี ในปี 1976 โดยในแรกเริ่มธงนี้มีด้วยกันทั้งหมด 8 สี ได้แก่
          • Hot pink ที่มีความหมายสื่อถึงเรื่องเพศ
          • สีแดง หมายถึงชีวิต
          • สีส้ม หมายถึงการเยียวยา
          • สีเหลือง หมายถึงแสงอาทิตย์ที่ส่องสว่าง
          • สีเขียวหมายถึงธรรมชาติ
          • สีฟ้า Turquoise หมายถึงเวทมนต์
          • สีน้ำเงินม่วง หมายถึงความสามัคคี
          • สีม่วง หมายถึงจิตวิญญาณอันแน่วแน่

          ภายหลังได้มีการลดจำนวนของสีบนธงลงเหลือเพียง 6 สี โดยสีที่ถูกถอดออกคือ Hot pink และสีฟ้า Turquoise เนื่องจากเป็นสีที่มีความพิเศษ ทำให้ยากต่อการผลิต แต่ถึงแม้ว่าจะถูกลดทอนสีลงเหลือเพียงแค่ 6 แต่ความหมายของสีต่างๆ ก็ยังคงเป็นเช่นเคย



          © © ที่มา เพจเจาะเวลาหาอดีต

❣ ❣ ❣ ❣ ❣ ❣


11  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / Onigiri ข้าวปั้นง่ายๆ แต่อร่อย เมื่อ: 09 กันยายน 2564 13:10:10

➸∗∗✾⁕ Onigiri ข้าวปั้นง่ายๆ แต่อร่อย  ➸∗∗✾⁕

http://img01.namjai.cc/usr/jfoodsbkk/article_onigiri01.JPG

         ✎✎…อะนิงิริ (お握り หรือ 御握り - おにぎり) หรืออีกชื่อหนึ่งคือ โอะมุสึบิ (お結び - おむすび) หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในชื่อ ข้าวปั้น เป็นอาหารญี่ปุ่นประเภทหนึ่งที่นำข้าวสุกมาปั้นเป็นรูปทรงต่างๆ ห่อด้วยสาหร่าย (โนะริ) โดยทั่วไปโอะนิงิริจะมีไส้บ๊วยเค็ม (อุเมะโบะชิ), ปลาแซลมอนเค็ม, ปลาโอแห้ง, คมบุ, ทาราโกะ หรือไส้อื่นๆ ที่มีรสชาติเค็มๆ เปรี้ยวๆ ซึ่งเป็นรสชาติปกติของข้าวปั้นญี่ปุ่น และเนื่องจากโอะนิงิริได้รับความนิยมมากในประเทศญี่ปุ่น จึงสามารถหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อหรือซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป แล้วก็ยังมีร้านขายโอะนิงิริโดยเฉพาะอีกด้วย

http://img01.namjai.cc/usr/jfoodsbkk/article_onigiri03.jpg


         บางคนอาจจะเข้าใจผิดว่าข้าวที่นำมาทำโอะนิงิริกับซูชินั้นเป็นแบบเดียวกัน แต่ความจริงแล้วเป็นความเข้าใจแบบผิดๆ ค่ะ โอะนิงิริใช้ข้าวสวยร้อนๆ บางครั้งก็โรยเกลือนิดหน่อยพอให้ได้รสเค็ม แต่ซูชิใช้ข้าวสวยที่ผสมน้ำส้มสายชูญี่ปุ่น (ซูชิเมะชิ) จึงมีรสเปรี้ยว   ความเป็นมาของโอะนิงิริ จากบันทึกของมุราซากิ ชิกิบุ (ผู้แต่งเรื่องตำนานฮิการุ เก็นจิ) ที่บันทึกไว้ในศตวรรษที่ 11 เล่าว่า ในสมัยนั้นเรียกข้าวปั้นว่า ทงจิกิ ผู้คนทานกันทั่วไปและนิยมทำข้าวปั้นใส่กล่องไปปิคนิคกัน อีกเรื่องเล่าหนึ่งมีอยู่ว่า ย้อนกลับไปในสมัยศตวรรษที่ 17 ซามูไรหรือนักรบญี่ปุ่นมักจะทำข้าวปั้นห่อด้วยใบไผ่นำไปเป็นเสบียงยามออกศึก แต่แน่นอนว่าความจริงแล้ว ข้าวปั้นจะต้องมีต้นกำเนิดมาก่อนหน้ามุราซากิ ชิกิบุแน่ๆ ค่ะ ในสมัยนาระ ที่ยังไม่ใช้ตะเกียบกันอย่างแพร่หลายนั้น บ่อยครั้งที่ผู้คนจะนำข้าวมาปั้นเป็นลูกเล็กๆ เพื่อให้ง่ายต่อการหยิบทาน ในยุคสมัยเฮอัน ข้าวปั้นจะถูกปั้นเป็นรูปสามเหลี่ยมเล็กๆ ที่รู้จักกันในชื่อ ทงจิกิ เพื่อให้ง่ายต่อการจัดวางซ้อนกันบนจาน และง่ายต่อการรับประทาน

         ตั้งแต่สมัยคามาคุระจนถึงตอนต้นของสมัยเอโดะ โอะนิงิริเป็นที่รู้จักในฐานะอาหารจานด่วน เพราะทำได้ง่ายและเร็ว โอะนิงิริในสมัยนั้นเป็นข้าวปั้นผสมเกลือธรรมดาๆ ยังไม่มีการห่อด้วยสาหร่ายเหมือนทุกวันนี้ จนถึงสมัยเอโดะตอนกลาง ยุคเก็นโรคุ เริ่มมีสาหร่ายแผ่นออกขาย                         
 คนจึงเริ่มนำมาห่อโอะนิงิริ

         มีการพยายามใช้เครื่องจักรในการทำโอะนิงิริแต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะรูปร่างกลมจึงยากต่อการทำ ต่อมาในยุคคริสต์ทศวรรษที่ 1980 ได้มีการประดิษฐ์เครื่องจักรผลิตโอะนิงิริได้สำเร็จ โดยใช้วิธีปั้นข้าวปั้นเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมก่อน แล้วค่อยยัดไส้ตามเข้าไป และสุดท้ายก็ปิดรูที่ยัดไส้ด้วยสาหร่ายแผ่น ในช่วงหลังได้มีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ โดยมีการใช้พลาสติกกันแยกให้ข้าวปั้นและสาหร่ายไม่ติดกัน เพื่อกันไม่ให้สาหร่ายที่ห่อนั้นเหนียวและจะทำให้เสียเร็ว โดยเวลาแกะห่อข้าวปั้นออกมาแล้วสาหร่ายก็จะห่อข้าวให้เอง

         ©© ที่มา http://jfoodsbkk.namjai.cc/e50488.html


12  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / ทองคำเปลวคือทองจริง ๆ หรือไม่ ? เมื่อ: 08 กันยายน 2564 21:46:27


♕ ทองคำเปลวคือทองจริง ๆ หรือไม่ ? ♕


          ✎✎...เมื่อเราไปไหว้พระตามวัดต่าง ๆ เราจะได้พบเห็นทองคำเปลว เป็นทองคำแผ่นเล็ก ๆ บาง ๆ ที่อยู่ในกระดาษทรงสี่เหลี่ยมขนาดย่อมภาษาอังกฤษเรียกตามลักษณะของทองที่เป็นแผ่นบาง ๆ ว่า Gold leaf หรือทองใบไม้ ทองคำเปลวนั้นเอาไว้สำหรับปิดองค์พระและใช้ตกแต่งของต่าง ๆ แต่หลาย ๆ คนก็เกิดความสงสัยกันว่า ทองคำเปลวนั้นใช่ทองจริงทองแท้หรือไม่ ทองคำเปลวแท้ที่จริงงแล้วทำมาจากอะไร
          ทองคำเปลวที่เราได้เห็นกันนั้นมีมาตั้งแต่สมัยโบราณเป็นการนำทองคำแท้ ๆ มาตีแผ่เป็นแผ่นบางมากนอกจากนำมาใช้ปิดองค์พระพุทธรูปแล้วก็ยังนำมาปิดทำข้าวของเครื่องใช้มีค่าที่ต้องการตกแต่งให้สวยงาม นำมาตกแต่งขนมไทย ๆ เช่นขนมดาราทองด้วย ทองคำเปลวแท้นั้นมีหลายเกรด แต่เกรดที่ดีเยี่ยมจะเป็นทองคำเปลวที่ทำมาจากทอง 22 กะรัต ซึ่งเป็นทองคำ 99.99% และมีทองคำเปลวอีกชนิดเรียกกันว่าทองเขียว เป็นทองคำเกรดด้อยกว่าคือทองคำ 97% ประกายทองจะเป็นเหลืองออกเขียว ทองคำบริสุทธิ์เหล่านี้เมื่อนำมาทำเป็นทองคำเปลวก็จะมีวิธีการทำเป็น 2 อย่างซึ่งมีราคาต่างกันคือ

          1. ทองคัด เป็นการนำทองคำแท้มาหลอมและตีให้เป็นแผ่นเต็มขนาดตามที่ต้องการจากนั้นจึงจะนำมาตัดซอยให้ได้ขนาดที่เห็นเป็นแผ่นเล็ก ๆ นั่นเอง
          2. ทองต่อ เป็นการนำเอาทองคำเปลวที่เป็นเศษมาต่อกันจนได้ขนาดที่ต้องการจะนำไปใช้ ทองต่อจะมีราคาที่ถูกกว่าทองคัด

          นอกจากทองคำเปลวที่นำทองคำแท้บริสุทธิ์มาทำแล้ว ปัจจุบันด้วยมูลค่าของทองที่มีราคาแพงทำให้มีการคิดค้นทองคำเปลวแบบวิทยาศาสตร์ขึ้นใช้แทน ทองเปลววิทยาศาตร์จะทำจากสารคล้ายกับตะกั่วนำมาผสมกับสีมีลักษณะมองผิวเผินจะเหมือนกับทองคำเปลวแท้เพราะสีเหลืองสุกปลั่งเช่นเดียวกัน แต่หากสังเกตให้ดีจะมีความแตกต่างคือ ทองคำเปลวแท้จะมีประกายที่สวยสว่างกว่า เมื่อนำไปปิดองค์พระหรือวัสดุต่าง ๆ จะติดแน่นติดได้ง่ายกว่า อีกทั้งถ้าพิสูจน์ด้วยการกดลงที่นิ้วจะแตกตัวและติดอยู่กับผิวเราได้ง่าย ส่วนทองเปลววิทยาศาสตร์จะนำไปติดองค์พระหรือวัตถุต่าง ๆ ได้ยากกว่า ต้องติดอย่างเบามือ เนื้อทองวิทยาศาสตร์ มีความยืดหยุ่นมากกว่าเมื่อกดลงที่นิ้วจะไม่แตกตัวง่ายอย่างทองเปลวจริง สำหรับทองเปลวที่เป็นทองแท้ เมื่อติดไปยังองค์พระจนมีความหนามาก ๆ บางวัดจะลอกทองนั้นออกมาและนำไปหลอมเป็นทองก้อนและขายเพื่อนำเงินมาบำรุงวัดได้ วัดบางแห่งมีขายเฉพาะทองเปลวแท้ แต่วัดบางวันก็มีทั้งสองอย่างขายผสมกันไป ทองเปลวที่เป็นทองแท้ยังนำมาใช้ในวงการแพทย์และใช้ในด้านความงามเช่นนำมาเป็นส่วนผสมบำรุงผิวอีกด้วย.....❣ ❣ ❣


          ©© ที่มา https://www.aagold-th.com/article/44/



13  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / รู้ไหมว่า สัตว์จริงๆ ตามธรรมชาติที่มี “สามกีบ” คือตัวอะไร? เมื่อ: 06 กันยายน 2564 19:42:52

  ꧁  รู้ไหมว่า สัตว์จริงๆ ตามธรรมชาติที่มี “สามกีบ” คือตัวอะไร? ꧂


        ꕥ รู้ไหมว่า สัตว์จริงๆ ตามธรรมชาติที่มี “สามกีบ” คือตัวอะไร? ꕥ

        ✎✎✎...การแบ่งสัตว์ตาม “กีบเท้า” มนุษย์แบ่งมาแต่โบราณแล้ว ซึ่งบันทึกเก่าแก่ทางศาสนาอย่างคัมภีร์โตราห์ของชาวยิว (ซึ่งเป็น 5 บทแรกของพระคัมภีร์เก่าของชาวคริสต์) ก็มีบทบัญญัติที่สำคัญของโมเสสว่า ชาวยิวจะกินได้เฉพาะสัตว์ที่เคี้ยวเอื้องและมี “สองกีบ” เท่านั้น เคี้ยวเอื้องอย่างเดียวกินไม่ได้ มีกีบมากหรือน้อยกว่าสองกีบ ก็กินไม่ได้ และชาวยิวก็ถือบทบัญญัตินี้มาจนถึงปัจจุบัน (ทั้งนี้ ข้อกำหนดว่าคนยิวกินตัวอะไรได้บ้างละเอียดมากนะครับ ไม่ขอพูดในที่นี้)   แต่นี่ก็เป็นการแบ่งหลวมๆ ตามหลักศาสนา และต้องรออีกเป็นพันปีกว่านิยามชัดๆ ว่า “กีบ” คืออะไรให้เป็นระบบระเบียบแบบวิทยาศาสตร์?

        คือในทางชีววิทยา โดยทั่วไปสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหมดมีนิ้ว 5 นิ้ว แต่สัตว์แต่ละชนิดที่เดิน 4 ขาไม่ได้ใช้ทั้ง 5 นิ้วรับน้ำหนักหรือสัมผัสกับพื้นตอนยืน แต่จะใช้แค่บางนิ้ว ซึ่งพวกสัตว์ 4 ขาที่เอานิ้วสัมผัสพื้นทั้งหลายก็พัฒนานิ้วให้รับน้ำหนักให้เยอะ จนออกมาในรูปแบบกีบ ซึ่งสัตว์ทั้งหมดนี้เรียกรวมๆ ว่า “สัตว์กีบ” (Ungulate)     สัตว์กีบนั้นมีมากมายในโลก วัว ควาย หมู ยีราฟ อูฐ กวาง ล้วนเป็นสัตว์กีบทั้งหมด

        อย่างไรก็ดี ในศตวรรษที่ 19 นักชีววิทยาชาวอังกฤษชื่อ Richard Owen เกิดความคิดว่าสัตว์พวกนี้น่าจะแบ่งได้ละเอียดขึ้นอีกตามสายพันธุ์ เขาเลยเป็นคนแรกในโลกที่เสนอให้แยกระหว่างสัตว์กีบคู่ (even-toed ungulate) และสัตว์กีบคี่ (odd-toed ungulate)   ซึ่งสัตว์กีบคู่ก็คือพวก วัว ควาย หมู ยีราฟ อูฐ กวาง นี่แหละ พวกนี้ไปดูจะพบว่ามันมีกีบ 2 หรือ 4 กีบทั้งนั้น  แต่ที่น่าสนใจคือ พวก “สัตว์กีบคี่” นี่แหละ เพราะมีน้อยมากแค่ 3 ชนิดในโลก

        สัตว์กีบคี่ที่คนยุโรปรู้จักดีคือ ม้า (รวมไปถึงลา และม้าลาย) คือมันเป็นสัตว์ชนิดเดียวในโลกที่มี “กีบเดียว”   แต่อีก 2 ชนิดที่เหลือนี่แหละน่าสนใจ เพราะมันเป็นสัตว์ที่ไม่มีในยุโรป และคนยุโรปน่าจะเพิ่งรู้จักทั่วไปว่ามีสัตว์อะไรพวกนี้อยู่ในโลกช่วงยุคล่าอาณานิคม และที่สำคัญ พวกมันมี “สามกีบ”
สัตว์สองชนิดที่ว่าที่มี “สามกีบ” ได้แก่ “แรด” และ “สมเสร็จ” ซึ่งเป็นสัตว์พื้นถิ่นทางแอฟริกาและเอเชียใต้ ไปจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   และนี่ก็คือบรรดา “สามกีบ” ตามหลักชีววิทยา ซึ่งสัตว์พวกนี้เราไม่ค่อยเห็นหรอก เพราะหายากมากๆ เป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ทั้งนั้น



 


        ⒸⒸ ที่มา https://www.brandthink.me/content/odd-toed-ungulates


14  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ อนามัย / ขนคุดเกิดจากอะไร? เมื่อ: 06 กันยายน 2564 18:34:51


ขนคุดเกิดจากอะไร?

ขนคุด (Keratosis Pilaris) เป็นภาวะทางผิวหนังที่เกิดการอุดตันบริเวณรูขุมขน มักพบว่ามีผิวแห้ง เป็นปื้นหยาบ และเป็นตุ่มนูนที่รูขุมขน เวลาลูบไปที่บริเวณดังกล่าวจะให้ความรู้สึกสาก ๆโดยมักเกิดขึ้นบริเวณแขนส่วนบน ต้นขา ก้นหรือแก้ม ปกติจะไม่ทำให้รู้สึกคันหรือเจ็บ

https://res.cloudinary.com/dk0z4ums3/image/upload/v1497259134/attached_image_th/%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%94-pobpad.jpg

อาการของขนคุด

ขนคุดสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่จะพบมากในเด็กเล็ก ซึ่งทำให้เกิดอาการดังต่อไปนี้

  ★ มีตุ่มเล็ก ๆ ขึ้นตามผิวหนัง
  ★ มักเกิดขึ้นที่แขนส่วนบน ต้นขา แก้มหรือก้น และจะไม่ทำให้เกิดอาการคันและเจ็บ
  ★ บริเวณผิวหนังที่เป็นตุ่มจะมีผิวที่แห้งและหยาบกร้าน
  ★ เมื่อฤดูกาลเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเมื่อมีความชื้นในอากาศน้อย มักจะทำให้อาการแย่ลงหรือผิวบริเวณที่เป็นขนคุดแห้งกว่าเดิม
  ★ เมื่อลูบที่ผิวหนังจะทำให้รู้สึกคล้ายกระดาษทราย

เมื่อไรที่ควรพบแพทย์?

โดยปกติอาจไม่มีความจำเป็นต้องไปพบแพทย์ แต่หากอาการที่เกิดขึ้นทำให้รู้สึกไม่สบายใจหรือเกิดความวิตกกังวลกับรูปลักษณ์ ผู้ป่วยสามารถไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อขอคำปรึกษาเพื่อหาทางแก้ไขได้

สาเหตุของขนคุด ขนคุด มีสาเหตุมาจากความผิดปกติในการสะสมของเคราติน (Keratin) โดยเคราตีนเป็นโปรตีนที่เซลล์ผิวหนังสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันการการติดเชื้อหรือป้องกันการดูดซึมสารอันตรายต่าง ๆ ซึ่งการสะสมของเคราตินทำให้เกิดการอุดกั้นบริเวณรูขุมขน จึงทำให้ขนไม่สามารถขึ้นได้ตามปกติและเป็นขนคุดอยู่ใต้ผิวหนัง ซึ่งปัจจุบันแพทย์ยังไม่ทราบว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการสะสมของเคราติน แต่สันนิษฐานว่าอาจเกี่ยวข้องกับโรคทางพันธุกรรมหรือภาวะทางผิวหนังอื่น ๆ เช่น โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis)
นอกจากนั้น ผู้ที่มีผิวแห้งมักมีโอกาสเกิดขนคุดได้มาก และอาจมีอาการแย่ลงเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว เพราะมีความชื้นในอากาศน้อยและมักทำให้ผิวแห้ง

การวินิจฉัยขนคุด โดยปกติผู้มีขนคุดไม่มีความจำเป็นต้องไปพบแพทย์ เพราะเป็นภาวะที่ไม่มีความร้ายแรง แต่หากผู้ป่วยมีความต้องการพบแพทย์ แพทย์จะวินิจฉัยได้โดยการตรวจดูผิวหนังบริเวณที่เกิดอาการ และไม่มีความจำเป็นต้องมีการทดสอบอื่น ๆ เพิ่มเติม  นอกจากนั้น การวินิจฉัยหรือศึกษาอาการของผู้ป่วย จะมุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบความเป็นไปได้ที่จะเกิดอาการเรื้อรัง รวมไปถึงตรวจสอบถึงความจำเป็นในการรักษาอย่างต่อเนื่อง และอาจมีการให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยว่าภาวะขนคุดไม่ได้เป็นโรคติดต่อและไม่ส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมแต่อย่างใด

การรักษาขนคุด

โดยส่วนใหญ่ เมื่อมีอายุที่เพิ่มมากขึ้น ขนคุดจะค่อย ๆ หายไปเอง และสามารถใช้ผลิตภัณฑ์เพิ่มความชุ่มชื้นดูแลรักษาผิวเพื่อทำให้บริเวณที่เป็นขนคุดมีอาการดีขึ้นได้ แต่หากใช้แล้วไม่สามารถช่วยให้อาการดีขึ้น ก็สามารถไปพบแพทย์เพื่อขอครีมที่สั่งโดยแพทย์มาใช้ได้ โดยแพทย์อาจจ่ายยาต่อไปนี้

  ❤    รีมยาช่วยกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว แพทย์จะให้ใช้ครีมยาที่มีส่วนผสมของกรดอัลฟาไฮดรอกซี กรดแลคติก กรดซาลิไซลิก หรือยูเรีย ซึ่งนอกจากครีมที่มีส่วนผสมเหล่านี้จะช่วยผลัดและกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป ยังช่วยให้ความชุ่มชื้นและช่วยให้ผิวที่แห้งกร้านมีความนุ่มนวลขึ้น นอกจากนั้น แพทย์จะสามารถแนะนำวิธีการใช้ที่เหมาะสมให้แก่ผู้ป่วยได้ อย่างไรก็ตาม กรดที่ผสมอยู่ในครีมเหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการแดงหรือระคายเคืองต่อผิวได้ ซึ่งจะไม่แนะนำให้ใช้ในเด็ก
  ❤    ครีมป้องกันการอุดตันของรูขุมขน แพทย์จะให้ครีมยาวิตามินเอ เช่น ยาเตรทติโนอิน ซึ่งสามารถช่วยให้เกิดการหมุนเวียนของเซลล์และป้องกันการอุดกั้นของรูขุมขน อย่างไรก็ตาม ครีมยาชนิดนี้อาจทำให้ผิวระคายเคืองหรือผิวแห้งได้ และสำหรับผู้ที่ตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร แพทย์จะไม่ให้ใช้หรืออาจเลือกใช้วิธีอื่นรักษาแทน
  ❤    ทำเลเซอร์ไอพีแอล (Intense Pulsed Light: IPL) หรือเพาซ์ดายเลเซอร์ (Pulse Dye Laser) จะช่วยในการลดอาการแดงที่ผิวหนัง แต่จะไม่สามารถลดความหยาบหรือผิวที่ขรุขระได้ หรือบางรายอาจแนะนำให้ทำเลเซอร์กำจัดขน


ภาวะแทรกซ้อนของขนคุด

ขนคุดไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย แต่อาจทำให้เกิดความรำคาญและความวิตกกังวลกับรูปลักษณ์  นอกจากนั้น พบว่าผู้ที่มีอาการขนคุดมักจะมีโรคหรือภาวะทางผิวหนังอื่น ๆ ด้วย เช่น ผิวหนังอักเสบออกผื่นหรือโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง รวมไปถึงผู้ที่มีสภาพผิวแห้งก็มีแนวโน้มที่จะเกิดขนคุดได้มากขึ้น

การป้องกันขนคุด

แม้ไม่สามารถป้องกันการเกิดขนคุดได้ แต่สามารถทำให้อาการหรือรูปลักษณ์ดีขึ้นได้ ด้วยการดูแลผิวไม่ให้แห้งและมีความชุ่มชื้น ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

   ✿  ไม่ควรเกาบริเวณตุ่มรูขุมขนหรือขัดถูผิวหนังบริเวณที่เป็นขนคุดรุนแรงเกินไป

   ✿  เวลาอาบน้ำควรใช้น้ำอุ่นที่อุณหภูมิไม่สูงจนเกินไป และเมื่อต้องอาบน้ำ แช่น้ำ หรือว่ายน้ำ ควรจำกัดเวลาอยู่ในน้ำไม่ให้นานจนเกินไป ประมาณ 10 นาที หรือน้อยกว่า เพราะเมื่ออาบน้ำร้อนหรืออยู่ในน้ำเป็นเวลานานจะทำให้ไขมันที่ผิวหนังถูกกำจัดไปและทำให้ผิวแห้ง

   ✿  ควรหลีกเลี่ยงการใช้สบู่อาบน้ำที่ทำให้ผิวแห้ง โดยสามารถกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วด้วยผ้าขนหนูหรือฟองน้ำที่ใช้ขัดตัวแทน

   ✿  ใช้ครีมบำรุงที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวเป็นประจำ โดยหลังจากอาบน้ำในขณะที่ผิวกำลังหมาด ๆ สามารถใช้ครีมหรือโลชั่นที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ซึ่งอาจมีส่วนผสม เช่น ลาโนลิน (Lanolin) ปิโตรเลียม เจลลี่ (Petroleum Jelly) หรือกลีเซอรีน (Glycerine)

   ✿  หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าที่คับหรือเข้ารูปจนเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดการเสียดสีที่ผิวหนัง


    ✎✎✎  ที่มา https://www.pobpad.com/%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%94

15  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / ป้ายทะเบียน TC คืออะไร วิ่งบนถนนได้ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่? เมื่อ: 06 กันยายน 2564 18:20:14

ป้ายทะเบียน TC คืออะไร วิ่งบนถนนได้ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่?

https://s.isanook.com/au/0/rp/r/w728/ya0xa0m1w0/aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL2F1LzAvdWQvMTYvODExNTUvcF9zcG9ydCg0MCkuanBn.jpg


         ✎✎✎...หลายคนคงเคยสังเกตเห็นรถบางคันติดแผ่นป้ายทะเบียนแปลกๆ แทนที่จะเป็นตัวอักษรภาษาไทยผสมกับตัวเลข กลับกลายเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษไปเสียนี่ ป้ายเหล่านี้เป็นป้ายปลอมหรือไม่ และสามารถใช้งานบนท้องถนนได้ตามกฎหมายจริงหรือ?

         ป้ายทะเบียน TC เป็นป้ายที่ออกโดยกรมการขนส่งทางบก เพื่อใช้สำหรับรถต้นแบบของค่ายรถต่างๆ ที่จำเป็นต้องนำออกมาขับบนถนนจริงเพื่อทดสอบประสิทธิภาพก่อนการผลิตจริง จึงเป็นสาเหตุให้ต้องมีป้ายทะเบียนเฉพาะเพื่อแยกรถทดสอบเหล่านี้ออกจากรถของประชาชนทั่วไป ซึ่งป้าย TC มีการเริ่มใช้มาตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2560 แล้ว

         โดยป้าย TC แบ่งออกเป็นป้ายสำหรับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ โดยป้ายสำหรับรถยนต์จะต้องเป็นแผ่นป้ายโลหะพื้นสีขาวสะท้อนแสง ขนาดกว้าง 15 ซม. ยาว 34 ซม. และมีรอยนูนเครื่องหมาย “ขส” ที่มุมล่างขวา บรรทัดแรกนำหน้าด้วยตัวอักษร TC ตามด้วยเลขไม่เกิน 4 หลัก และบรรทัดที่สองแสดงชื่อจังหวัด ขณะที่ป้ายสำหรับรถจักรยานยนต์จะมีขนาดกว้าง 17.20 ซม. ยาว 22 ซม. ระบุรายละเอียด 3 บรรทัด บรรทัดแรกเป็นตัวอักษร TC บรรทัดที่สองเป็นตัวเลขไม่เกิน 4 หลัก และบรรทัดที่สามแสดงชื่อจังหวัด    แม้ว่ารถยนต์ที่ใช้ป้ายทะเบียน TC จะเป็นรถที่ยังไม่ขึ้นสายการผลิตจริง แต่กฎหมายกำหนดว่าต้องจัดทำประกันภัยตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 รวมถึงผู้ขับรถทดสอบจะต้องมีใบอนุญาตขับรถตรงตามลักษณะรถด้วย

         นอกจากป้าย TC แล้ว ยังมีป้าย QC ซึ่งออกให้สำหรับรถยนต์ที่ขึ้นไลน์การผลิตแล้ว แต่อยู่ในขั้นตอนทดสอบคุณภาพก่อนวางจำหน่าย โดยลักษณะป้ายจะเหมือนกับป้าย TC ทุกประการ แต่เปลี่ยนอักษรเป็นคำว่า QC เท่านั้น   ดังนั้น รถที่ใช้ป้าย TC หรือ QC จึงเป็นรถที่ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกให้สามารถวิ่งบนท้องถนนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายนั่นเอง



         ⒸⒸ ที่มา https://www.sanook.com/auto/81155/

16  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / ทำไมเชฟต้องสวมหมวกสีขาวทรงสูง ? เมื่อ: 05 กันยายน 2564 15:09:44


ทำไมเชฟต้องสวมหมวกสีขาวทรงสูง ?


     ราเคยเห็นพ่อครัวใส่หมวกทรงสูงสีขาวๆ ที่เรียกกันว่าหมวกเชฟบ่อยซะจนชินตา แล้วเราเคยสงสัยมั้ยว่า  ทำไมหมวกของเชฟต้องเป็นสีขาว แล้วทำไมต้องเป็นทรงสูงๆรูปร่างประหลาดๆแบบนั้นด้วย ใครที่สงสัยกันอยู่ก็มาอ่านคำตอบพร้อมๆกันเลยว่าทำไม

     หมวกของพ่อครัวใหญ่หรือเชฟ (Chef) ออกแบบให้เป็นหมวกทรงสูงเพื่อระบายอากาศร้อน เพราะเชฟต้องคลุกคลีอยู่กับเตาไฟตลอดทั้งวัน  และถ้าดูเชิงประวัติความเป็นมาของธรรมเนียมปฏิบัติของเชฟในการสวมหมวกทรงสูงพองโป่งด้านบนก็ต้องย้อนกลับไปถึงศตวรรษที่ ๑๕ ในยุคนั้นพ่อครัวเป็นอาชีพที่ทำรายได้สูงมากและยังเป็นที่ยกย่องนับถือของชาวกรีกในกรุงไบแซนเทียม (ชื่อโบราณของกรุงอิสตันบูล จนถึงปี ๓๓๐ ก่อนคริสตกาล)

     เมื่อพวกเติร์กล้มล้างจักรวรรดิไบแซนทีนใน ค.ศ. ๑๔๕๓ บรรดาพ่อครัวต้องหนีไปหลบซ่อนตัว สถานที่หลบภัยก็คือสำนักสงฆ์ เพื่อให้กลมกลืน พวกเขาสวมใส่เครื่องแต่งกายเช่นเดียวกับพระที่พวกเขามาขออาศัยอยู่ด้วย เครื่องแต่งกายชิ้นหนึ่งของพระก็คือ หมวกสีดำทรงสูงที่พองโป่งตรงส่วนยอด ต่อมาพวกพ่อครัวได้เปลี่ยนเฉพาะสีของหมวกเป็นสีขาวเพื่อให้พอแยกออกระหว่างพวกเขากับพระจริง ๆ ส่วนรูปทรงของหมวกนั้น เข้าใจว่าพวกพ่อครัวคงชอบมาก จึงคงไว้แบบเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

     เรื่องตำแหน่งหน้าที่ในครัวฝรั่งดูแล้วไม่ต่างอะไรจากกองทัพที่มีนายร้อย นายพัน นายพลเลย อแมนดา เกล เชฟหญิง โดยทั่วไปที่เป็นพื้นฐานเลยก็คือตำแหน่งฝึกงานซึ่งจะได้ค่าจ้างน้อย ๆ ก่อน แล้วพอทำงานไปเรื่อย ๆ อาจจะเป็น ๑ ปี ๒ ปี ๓ ปี ๔ ปี แต่ละปีก็จะได้เงินมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วหลังจากนั้นก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นเดมิเชฟเดอพาตี คำว่า เดมิ (demi) ก็คือ small หรือเล็ก จากนั้นถึงจะได้ขึ้นมาเป็นเชฟเดอพาตี มีหน้าที่ดูแลแผนกต่าง ๆ จากนั้นถึงจะเป็นเดมิซูส์เชฟ ก่อนจะเป็นซูส์เชฟ แล้วก็เชฟ และเอ็กเซ็กคูทีฟเชฟในที่สุด





ที่มา https://www.dek-d.com/board/view/682671/

17  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ อนามัย / Re: ภาวะกระดูกสันหลังเสื่อมกดทับเส้นประสาท เมื่อ: 05 กันยายน 2564 12:54:41


      โรคทางกระดูกสันหลังอื่น ๆ ที่พบบ่อย

      โรคที่เจออีกโรคคือ โพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ หรือที่เรียกว่า spinal canal stenosis โรคนี้มักพบในคนที่มีอายุ 65 ปีไปแล้วช่องทางเดินประสาทแคบลงจากการที่มีกระดูกงอกเข้ามา อาการสำคัญของคนไข้คือจะเดินไกลไม่ได้ เดิน ๆ ไปชัก 10-20 เมตรก็ก้าวขาไม่ออก หมดแรง ต้องพักซักระยะ โรคนี้อาการปวดหลังไม่ใช่อาการนำ แต่จะเป็นอาการหมดแรงก่อน เพราะฉะนั้นในคนไข้ที่มีสุขภาพดี การที่เดินไม่ไหวจะทำให้เขาอยากผ่าตัด แต่ในกลุ่มคนที่สุขภาพไม่ดีอยู่แล้ว มีโรคเรื้อรังประจำตัว เช่น หัวใจ หอบ จะเป็นข้อจำกัด ในการทำกิจกรรมของเขา อาการที่เกิดจากกระดูกก็จะไม่มาก ซึ่งจะปีหนึ่ง ๆ เราผ่าตัดกระดูกสันหลังประมาณ 800 กว่าราย ในจำนวนนี้ผมว่าครึ่งหนึ่งอายุเกิน 70 ปี

      สาเหตุอื่น ๆ ของโรคทางกระดูกสันหลัง

      สาเหตุอื่น ๆ ที่ไม่ได้เกิดจากความเสื่อมสภาพมีอีก 2 อย่างคือการติดเชื้อและเนื้องอก การติดเชื้อเป็นเรื่องที่เจอได้ค่อนข้างบ่อยในบ้านเราโดยเฉพาะในชนบทที่มีปัญหาเรื่องของสาธารณสุข เชื้อที่เป็นสาเหตุบ่อยคือเชื้อวัณโรค คนไข้รับเชื้อมาโดยไม่รู้ตัวและไม่มีอาการทางปอด วันดีคืนดีก็มาด้วยอาการปวดหลังและมีอัมพาตบางส่วนเดือนหนึ่ง ๆ ที่โรงพยาบาลจุฬาจะพบประมาณ 3-5 รายตลอดปี เป็นการติดเชื้อที่เจอได้บ่อย คนรับก็ไม่รู้ตัว เวลาไปเจอเชื้อถ้าร่างกายแข็งแรงก็กำจัดเชื้อได้ ถ้าร่างกายอ่อนแอ เชื้อก็จะไปตามเลือดและแฝงตัวตามจุดต่าง ๆ อาจทำให้เกิดกระดูกอักเสบและกระดูกทรุดตัวลง คนไข้ก็มาด้วยอาการกระดูกสันหลังทรุด อันนี้คือความไม่มั่นคงที่เกิดจากโรค

      เนื้องอกก็เป็นอีกสาเหตุ ที่พบได้บ่อยคือเนื้องอกที่กระจายมาจากที่อื่น อีกกรณีหนึ่งคือกระดูกทรุดหรือหักจากมะเร็งที่กระจายมาโดยที่คนไข้ไม่รู้ตัวมาก่อน เมื่อไหร่ก็ตามที่สาเหตุไม่สมเหตุสมผล แต่โรคของคนไข้รุนแรง แสดงว่ากระดูกบริเวณนั้นมีความผิดปกติ เช่น แค่อุบัติเหตุเล็กน้อยแล้วเกิดกระดูกหัก ในคนเป็นมะเร็งที่เราทำคือเจาะเอาชิ้นเนื้อไปตรวจ แล้วเราก็หาต้นเหตุแล้วรักษา แต่ในการรักษากระดูกสันหลังไม่มั่นคง แนวโน้มจะเป็นการผ่าตัดทั้งสิ้น


       โรคทางกระดูกสันหลังส่วนใหญ่ที่คนไข้เข้ารับการผ่าตัด
       
       ส่วนใหญ่ที่ผ่าตัดคือโรคหมอนรองกระดูกเสื่อม ส่วนภาวะกระดูกสันหลังไม่มั่นคงเป็นอีกสาเหตุหนึ่ง โรคอีกโรคที่พบได้บ่อยในคนอายุน้อยประมาณ 20-50 ปี คือโรคกระดูกสันหลังเคลื่อนหรือที่เรียกว่า spondylolisthesis กระดูกสันหลังเคลื่อนก็อาจจะเป็นผลมาจากภาวะไม่มั่นคงของกระดูกสันหลังทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ เมื่อมีสาเหตุใดก็ตามที่ทำให้กระดูกสันหลังอยู่ไม่ได้มันก็เคลื่อนตกลงมาทุกครั้งที่คนไข้เดิน บิดตัว ขยับตัวก็เกิดการเสียดสี เวลาก้มกระดูกจะตกไปข้างหน้า แอ่นก็เลื่อนกลับ และกระดูกที่เลื่อนก็จะรั้งเส้นประสาทไปด้วย ทำให้คนไข้ปวด เราแก้ไขด้วยการผ่าตัดใส่เหล็กดามดึงกระดูกกลับเข้าที่ พอก้มเงยกระดูกไม่ชนกัน คนไข้ก็หายปวด

       กระดูกสันหลังเคลื่อนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความไม่มั่นคงของกระดูกสันหลังบริเวณเอวที่พบได้บ่อยที่สุด และทำให้เกิดการผ่าตัดได้บ่อยที่สุด พบคนไข้ได้ 2 ช่วงอายุ ช่วงอายุแรกที่พบบ่อยคือ 45 ปีขึ้นไป แต่ถ้าคนไข้ผ่านช่วงนี้ไปได้ก็จะไปผ่าตัดอีกทีหลัง 70 ปี การที่กระดูกเคลื่อนมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับงานที่เขาทำ ถ้าโรคของคนไข้รุนแรงมาก แต่ทำงานน้อยอาการก็จะเบา สิ่งที่เราเห็นในเอกซเรย์ไม่ได้แปลว่าจะทำให้คนไข้มีอาการเยอะเสมอไป แต่ถ้าคนไข้กระดูกเคลื่อนน้อยแต่ทำงานหนักอาการก็จะมาก เพราะฉะนั้นเวลาที่เราตัดสินใจรักษาก็จะดูอาการของคนไข้เป็นหลัก

       ข้อบ่งชี้ที่ใช้ในการพิจารณาการทำผ่าตัดให้คนไข้

       ข้อบ่งชี้ที่เราใช้ในการผ่าตัดมีอยู่ 4 ข้อ ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรที่เกี่ยวข้องกับกระดูกสันหลัง ได้แก่ 1) ความเจ็บปวด 2) คนไข้มีอาการแสดงของการทำลายเส้นประสาให้เห็นหรือไม่ เช่น กล้ามเนื้อ ขาลีบ ชาหรืออ่อนแรง หรือมีลักษณะที่ให้เห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ 3) การควบคุมการขับถ่ายสูญเสียไป ถ้าคนไข้เป็นมาก ๆ เส้นประสาทที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหูรูดเสียไป ก็ถือว่าต้องทำการผ่าตัด 4) เมื่อคนไข้ผ่านการรักษาวิธีต่าง ๆ แล้วยังไม่หาย

       อย่างข้อแรก เรื่องของความเจ็บปวดเป็นเรื่องของความอดทนของคนไข้ สมมติว่าปวดมากจนทนไม่ไหว นอนไม่ได้ นั่งทำงานไม่ได้ และเป็นโรคที่พิสูจน์แล้วว่าผ่าตัดหายก็จะผ่าตัด แต่คนไข้แบบนี้มีไม่มาก เพราะคนส่วนใหญ่จะกินยา ฉีดยา นอนพักแล้วดีขึ้นหายปวดก็ไม่ต้องผาตัด แต่คนไข้ที่เจอบ่อยที่สุดต้องทำการผ่าตัดคือ ปวดไม่มากแต่ก็ปวดไม่น้อยและทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์ เช่น คนไข้อยู่ในวัยทำงานต้องเดินทางไปทำงานทุกวัน ต้องนั่งทำงานวันละ 6-8 ชั่วโมง คนไข้กลุ่มนี้จะผ่านปัญหาจุดแรกที่โหดมากมาแล้ว แต่มันไม่ดีขึ้นพอที่จะหาย นั่งทำงานได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก็ไม่ไหวแล้ว พอหยุดงานเสาร์อาทิตย์อาการดีขึ้น ไปหาหมอ กินยาก็หาย พอหยุดยาก็เป็นอีก พอทำกายภาพก็ดีขึ้น ไม่ทำก็เป็นอีก คนไข้กลุ่มนี้จะเข้าออกโรงพยาบาลตลอดปี เพราะโรคมันไม่หาย คนไข้กลุ่มนี้จะมีทางเลือกอยู่ 2 ทาง คือ ทำงานให้น้อยลงถ้าทำไม่ได้ก็ต้องมาผ่าตัด ในกรณีกลุ่มนี้ความเจ็บปวดเป็นเรื่องที่คนไข้ตัดสินใจเอง หมอมีหน้าที่เพียงบอกว่าคนไข้เป็นโรคนี้ และมีการกดทับ วันใดก็ตามที่คนไข้ทนไม่ไหว ไม่อยากมีชีวิตอย่างนี้ และอยู่ในวัยที่ต้องทำงานก็จะผ่าตัด เพราะฉะนั้นเรื่องความเจ็บปวดจะเป็นเรื่องของคนไข้ตัดสินใจเอง หมอจะไม่มาบอกว่า คุณผ่าเถอะ คำว่าแล้วแต่หมอ ไม่ควรมีแล้วใน พ.ศ.นี้ หมอมีหน้าที่ให้ข้อมูลคนไข้ว่าคุณเป็นโรคที่ผ่าตัดแล้วหาย แต่ตอนนี้จะผ่าหรือไม่อยู่ที่คุณ ถ้าคุณทนไม่ได้เมื่อไหร่ก็บอกหมอแล้วกัน อย่างนี้เป็นต้น

       ส่วนข้อที่สองและสามเป็นสิ่งที่หมอต้องตัดสินใจให้คนไข้ เช่น คนไข้บางคนบอกยังทนได้ไม่อยากผ่าตัด แต่เห็นคนมีกล้ามเนื้อขาเล็กลงเรื่อย ๆ หรือเดิน ๆ มาแล้วเท้าตก ถ้าเรารอต่อไปเส้นประสาทของคนไข้ก็จะเสียไปเรื่อย ๆ พอถึงเวลานั้นคนไข้ตัดสินใจมาผ่าตัด มันก็จะไม่ฟื้นแล้ว


       การผ่าตัดเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีขึ้นอยู่กับอะไร

       การผ่าตัดจะได้ผลดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับ ประการแรก คนไข้ต้องเป็นโรคที่ผ่าแล้วหายด้วย เห็นกระดูกเคลื่อนหรือเห็นกระดูกกดทับเส้นประสาทชัดเจน ไม่ว่าจะด้วยการเอกซเรย์หรือทำ CT scan หรือ MRI ประการที่สอง คนไข้ต้องได้รับการผ่าตัดด้วยวิธีที่ถูกต้อง ประการที่สาม คือต้องถูกเวลาด้วย โอกาสหายก็จะมาก ถ้าช้าเกินไปก็ไม่หายหรือเร็วเกินไปก็เป็นการผ่าตัดโดยไม่จำเป็น และประการที่สี่คือต้องรักษาโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์ โดยสรุป 4 ข้อคือ ถูกโรค ถูกเวลา ถูกวิธี และถูกหมอ ซึ่งถ้ามีครบทั้งสี่อย่างนี้ผลการรักษาก็จะออกมาดีเยี่ยม

       การผ่าตัดมีบทบาทสำคัญต่อการรักษาโรคทางกระดูกสันหลังอย่างไร


       การผ่าตัดมีจุดมุ่งหมายคือเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและแก้ไขการกดทับเส้นประสาท ซึ่งการกดทับเส้นประสาทนั้นอาจจะมาจากกระดูกส่วนที่ดึงงอกหรือหักเข้าไปกดทับเส้นก็ได้ หรือในการติดเชื้อวัณโรคจะทำให้กระดูกเป็นหนอง เหลวตัวลงกลายเป็นของเหลว ไปเบียดเส้นประสาท กินยาก็หายได้ แต่คนไข้ส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นเราจะผ่าเมื่อมีภาวะของการกดทับเส้นประสาท และผ่าเพื่อให้คนไข้กลับไปลุก เดิน และทำงานได้ เช่น ในคนไข้ที่กระดูกติดเชื้อมีหนอง เขาจะนั่งไม่ได้ นั่งแล้วปวด และมีโอกาสกระดูกทรุดมากขึ้น

       วิธีการผ่าตัดในปัจจุบัน

       แนวโน้มหลัง ๆ จะเป็น MIS (Minimally Invasive Surgery) มากขึ้น ซึ่งการผ่าตัดกระดูกสันหลังในปัจจุบันจะแบ่งออกเป็นผ่าด้านหน้ากับผ่าด้านหลัง ถ้ากระดูกสันหลังไม่ผิดรูป เราสามารถไปเจาะไปกรอออกได้โดยที่ไม่เสียความแข็งแรง หมอนรองกระดูกที่ทรุดก็เปลี่ยนออก ถ้าคนไข้โรคเป็นน้อย เราทำ MIS ได้ โดยเจาะรูเล็ก ๆ แล้วไปกรอกกระดูกตรงนั้นออก MIS จะเหมาะสำหรับคนไข้ที่เป็นน้อยและตัดสินใจผ่าตัดเร็ว การผ่าตัดกระดูกสันหลังจะขึ้นอยู่กับอาการคนไข้ ถ้าเป็นน้อยเราทำน้อยได้ เป็นมากเราทำมากได้ ไม่ต้องรอจนถึงที่สุดแล้วจึงค่อยทำ ซึ่งแตกต่างกับการผ่าตัดข้อเข่าหรือข้อสะโพกที่เรามักจะทำในระยะท้ายของโรค และการผ่าก็มีวิธีเดียวคือเปลี่ยนข้อการรักษาข้อเข่าสะโพกกับกระดูกสันหลังจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงวิธีคิดไม่เหมือนกัน

        แนวโน้มของคนไข้ที่เป็นโรคทางกระดูกสันหลัง

        ใน 2-3 ปีผ่านมา พบว่าเรื่องนี้ดังมากขึ้น อาจเนื่องจากคนไข้แสดงตัวมากขึ้น กลัวการผาตัดน้อยลง และมาหาหมอมากขึ้นมีการขอ Second หรือ third opinion มากขึ้น เพราะฉะนั้นคนไข้ควรหาหมอเพื่อหา second opinion ซึ่งพบว่าเป็นการดี เพราะทำให้คนไข้มีมุมมองที่กว้างขึ้น คนไข้ยอมรับความจริงได้ว่าการผ่าตัดไม่ได้ 100% การผ่าตัดมีอัตราเสี่ยง ทำให้คนไข้เข้าใจโรคมากขึ้น
        ปัจจุบันคนไข้ที่ผ่ามี 2 ช่วงอายุ คือ 40-50 ปีกับช่วงอายุหลัง 70 ปีไปแล้ว ช่วง 70 ปีไปแล้วคือกลุ่มที่กระดูกเสื่อม มีปัญหาแล้วอยู่ไม่ได้การผ่าตัดคนไข้ไม่ได้ดูที่อายุอย่างเดียว เราดูความพร้อมและปัจจัยเสี่ยงเช่นโรคประจำตัวด้วย อย่างคนไข้อายุ 60 แล้วมีเส้นเลือดหัวใจตีบ ก็จะเสี่ยงมากกว่าคนไข้อายุ 90 แต่ไม่เป็นโรคหัวใจ ซึ่งเราจะเลือกวิธีการผ่าตัดที่เหมาะกับคนไข้แต่ละราย

 


       สามารถติดต่อเพื่อขอรับคำปรึกษาและตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่
       แผนกผู้ป่วยนอก อาคาร ภปร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
       โทร 0-2256-4000 
18  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ อนามัย / ภาวะกระดูกสันหลังเสื่อมกดทับเส้นประสาท เมื่อ: 05 กันยายน 2564 11:56:38
ภาวะกระดูกสันหลังเสื่อมกดทับเส้นประสาท

      ปัจจุบันความเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับกระดูกสันหลังเป็นโรคที่พบได้บ่อยขึ้นและเป็นปัญหาสำคัญที่ก่อให้เกิดอุปสรรคในการดำเนินชีวิตประจำวันของคนในวัยทำงาน และคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ เพราะนอกจากจะก่อให้เกิดความเจ็บปวดแล้ว แต่ยังทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถทำงาน หรือใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเต็มที่และมีความสุข

       ภาวะความไม่มั่นคงของกระดูกสันหลัง(Unstable of spine) หรือปวดหลังจากกระดูกสันหลังไม่มั่นคง เมื่อกระดูกสันหลังเกิดความไม่มั่นคงก็จะทำให้เกิดปัญหาตามมา เพราะหน้าที่หลักของมันมี 2 อย่าง คือ 1) ช่วยปกป้องเส้นประสาทที่ออกมาจากสมอง และ 2) ช่วยรับน้ำหนัก ทำให้เราบิดตัวได้ ก้มได้ ยืนได้โดยไม่เจ็บปวด


       กระดูกสันหลังไม่มั่นคงจะทำให้เกิดอาการอย่างไร

       ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรที่เกี่ยวข้องกับกระดูกสันหลังจะทำให้เกิดอาการ 2 อย่าง คือ

1) ปวดหลัง หรือ

2) ปวดหลังร่วมกับอาการปวดร้าวลงสะโพกหรือลงขา หรือร่วมกับมีอาการชาหรืออ่อนแรงหรือว่าขาลีบ กระดูกสันหลังก็เหมือนกับบ้าน ถ้าเสาแข็งแรง ลมพัดไปพัดมาก็ยังมั่นคง แต่ถ้าเสาไม่แข็งแรง คนในบ้านก็จะรู้สึกไม่มั่นคงภาวะกระดูกสันหลังไม่มั่นคงก็เช่นเดียวกัน


      สาเหตุที่ทำให้เกิดความไม่มั่นคงของกระดูกสันหลังคืออะไร

       สาเหตุมีทั้งที่เกิดจากอุบัติเหตุและไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ สาเหตุจากอุบัติเหตุก็เช่น รถชน หกล้ม ตกตึกทำให้กระดูกสันหลังเคลื่อนหรือหัก คนไข้จะนั่งไม่ได้ ส่วนสาเหตุที่ไม่ได้มาจากอุบัติเหตุจะแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ เกิดจากการเสื่อมสภาพตามธรรมชาติกับกลุ่มที่เกิดจากการติดเชื้อหรือเนื้องอก เราพบว่าในปัจจุบันโรคกระดูกสันหลังที่เกิดจากความเสื่อมสภาพนั้นมีคนไข้อยู่สองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งก็คือกลุ่มวัยทำงานอายุประมาณ 20-50 ปี อีกกลุ่มคือกลุ่มที่มีอายุมากเกิน 50-70 ปีไปแล้ว ในกลุ่มวัยทำงาน การเสื่อมสภาพที่จะเกิดได้บ่อยก็คือที่ตำแหน่งหมอนรองกระดูก นั่นคือภาวะที่เรียกว่า หมอนรองกระดูกเคลื่อน ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยที่สุด

       หมอนรองกระดูกในภาวะปกติจะทำหน้าที่เหมือนยางรถยนต์ที่รองรับระหว่างกระดูกสองชิ้น ทุกครั้งที่เราก้ม เงย หรือเคลื่อนไหวหมอนรองกระดูกจะเป็นตัวที่รับน้ำหนัก รับแรงกระแทกระหว่างกระดูก วันดีคืนดีที่หมอนรองกระดูกแตกหรือเคลื่อนก็จะทำให้เกิดความไม่มั่นคงในส่วนนี้ขึ้น เพราะฉะนั้นเวลาคนไข้เคลื่อนไหว เช่น ก้ม เงย หรือบิดตัวก็จะปวด คนไข้จะบอกว่านั่งนานไม่ได้ นั่งซักพักก็ปวดต้องนอน ยืนนานไม่ได้ เดินไกล ๆ ไม่ได้


       ภาวะหมอนรองกระดูกเคลื่อนหรือเสื่อมเกิดขึ้นได้อย่างไร

https://chulalongkornhospital.go.th/kcmh/wp-content/uploads/2019/05/pain-bottom-column_1048-2383-450x450.jpg

       สำหรับคนในวัยทำงานส่วนใหญ่จะเป็นการเสื่อมสภาพเอง ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ เพราะหมอนรองกระดุกจะเริ่มเสื่อมตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไป ซึ่งเราไม่ทราบสาเหตุ แต่ช่วงอายุของวัยทำงานที่พบบ่อยที่สุดคือ 30-40 ปี คนไข้มักจะมีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เป็น คือ หนึ่งน้ำหนักตัวเยอะ ทำให้ต้องรับน้ำหนักมากตลอดเวลา สอง คือกลุ่มที่สูบบุหรี่จัด ซึ่งพบว่ากลุ่มคนที่สูบบุหรี่จะปวดหลังมากกว่ากลุ่มคนที่ไม่สูบบุหรี่อย่างมีนัยสำคัญ ข้อสาม ได้แก่คนที่ต้องนั่งทำงานนาน ๆ หรือต้องก้ม ๆ เงย ๆ ยกของหนักก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่พิสูจน์ได้ว่ามีผล

       เพราะฉะนั้นเวลาที่หมอนรองกระดูกมันเคลื่อนหรือแตก สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคืออาการรับน้ำหนักของกระดูกจะเสียไป การเคลื่อนไหวทุกจุดจะเกิดปัญหาหมด ปัญหาอีกอย่างที่ตามมาคือกระดูกที่เคลื่อนจะไปกดทับเส้นประสาท ซึ่งทำให้เกิดอาการอ่อนแรง ขาชา ขาไม่มีแรง แต่ในคนไข้บางคนอาจไม่มีอาการปวดหลังเลยก็ได้ เพราะไปโดนจุดที่หมอนรองกระดูกทั้งหมดยังทำงานได้ อาจแค่ปวดขาอย่างเดียว

       อีกกลุ่มหนึ่งที่พบได้มากก็คือกลุ่มอายุหลัง 65 ปี ไปแล้ว กลุ่มนี้จะเป็นกระดูกเสื่อมเลย พอผ่านพ้นวัยไปกระดูกจะเริ่มเสื่อม เพราะผ่านการใช้งานมานาน ซึ่งเราจะเห็นลักษณะของกระดูกที่เริ่มมีการงอกมีการย้อยของกระดูก วันดีคืนดีกระดูกที่ย้อยเพราะแคลเซียมมาเกาะก็จะไปรบกวนเส้นประสาทในบ้าน อีกสิ่งหนึ่งที่มีผลต่ออาการคนไข้ก็คือกิจกรรมที่ทำ เพราะฉะนั้นหลักในการรักษาคนไข้คือต้องรู้ก่อนว่าเขาเป็นอะไร การเป็นโรคกระดูกสันหลังเสื่อมหรือไม่มั่นคงไม่ได้หมายความว่าต้องผ่าเสมอไป และไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีอาการ คนไข้ที่กระดูกเสื่อมจนถึงจุดหนึ่งแล้วยังต้องทำงาน คนไข้กลุ่มนี้ที่จะเกิดปัญหา แต่ถ้าคนไข้สามารถ Balance ระหว่างกิจกรรมที่ทำกับอาการคนไข้ก็จะอยู่ได้ เช่นในคนที่น้ำหนักตัวมากก็ต้องพยายามลดน้ำหนักลงก็จะยืนได้นานขึ้น ก้มเงยมาก ๆ แล้วปวดก็ต้องก้มเงยให้น้อยลง หรือในคนอายุ 60-70 ปี มีโรคประจำตัว เช่น หัวใจและเบาหวาน โรคเรื้อรังประจำตัวจะทำให้คนไข้ไม่ active พอไม่ active อาการก็จะน้อย

19  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / รู้จักเนยใสในอาหารอินเดีย เมื่อ: 31 สิงหาคม 2564 22:14:22


รู้จักเนยใสในอาหารอินเดีย


        เคยกินอาหารอินเดียกันมั้ยเอ่ย แล้วคุณรู้มั้ยว่าหลังครัวอาหารอินเดียนอกจากจะมีนานาเครื่องเทศแล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นวัตถุดิบในอาหารอินเดียซึ่งในครัวอาหารไทยหรืออาหารตะวันตกก็แทบจะไม่มีให้เห็น นั่นก็คือ กี (Ghee) หรือที่เรียกกันว่า “เนยใส” นั่นเอง แล้วในอาหารอินเดียเค้าใช้กีในการทำอาหารอย่างไรบ้างแล้วใช้กีทำอาหารดีกว่าเนยธรรมดาหรือน้ำมันอย่างไรไปดูกัน


https://static5-th.orstatic.com/userphoto/Article/0/36/000MLNAC089D409C9C4D55j.jpg

        กี (Ghee) เป็นเนยจากวัฒนธรรมของอินเดีย ทำจากนมวัว, นมควาย สมัยก่อนใช้จุดบูชาเทพเจ้าเพราะมีความเชิ่อว่าบริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ แต่ปัจจุบันนำมาทำอาหารได้ทั้งอาหารคาวและอาหารหวาน เพราะมีข้อดีและประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง

        กี หรือ เนยใส เป็นเนยที่ได้จากการสกัดก้อนนมและน้ำออกจากไขมัน เหลือเพียงแต่ไขมันเนยล้วน ข้อดีของกีคือมีจุดเกิดควันสูงกว่าเนยธรรมดา หมายความว่าเมื่อนำไปทำอาหารจะไม่เคยเกิดควัน ไม่ไหม้ เก็บไว้ได้นานว่าเนยธรรมดา ด้วยข้อดีเหล่านี้ทำให้กีหรือเนยใสนี้มีราคาแพง กีเหมาะนำไปทำหารประเภทผัดและทอด

https://static5-th.orstatic.com/userphoto/Article/0/36/000MLP59FB58C1645320E5j.jpg

        ประโยชน์จากกี (เนยใส)
        แม้ว่าจะเป็นไขมันสำหรับทำอาหาร แต่กีนั้นช่วยลดไขมัน กระตุ้นระบบเผาผลาญในร่างกาย ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยลดน้ำหนัก รักษาอาการท้องผูก โรคกระเพาะ ทั้งยังดูแลผิวพรรณได้ด้วย ในกีมีสารแคโรทีนอยด์สูงมาก ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคมะเร็ง แต่ก็อย่าลืมว่าต้องรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ

https://static5-th.orstatic.com/userphoto/Article/0/36/000MLQ3182F7306703777Dj.jpg

แป้งนานจากโอ่งทันดูร์ทาด้วยเนยกีก่อนกิน
Cr.Pic: www.silive.com/entertainment/dining/index.ssf/2013/10/new_to_indian_food_here_is_a_p.html\

https://static5-th.orstatic.com/userphoto/Article/0/36/000MLRCFECB9A24F60A523j.jpg
Afgani Butter Chicken แกงไก่ใส่เนยสไตล์อินเดีย

 
20  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ห้องสมุด / Re: รำ “กระทบไม้” กะเหรี่ยงกระทบไม้มาก่อน ลาวกระทบทีหลัง เมื่อ: 29 สิงหาคม 2564 16:16:57

 (ต่อ)

         ขณะที่มอญไม่มีการละเล่นกระทบไม้โดยตรง แต่ปรากฏสิ่งคล้ายกันซึ่งถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์โบราณ เป็นประเพณีที่มีมาแต่อดีตกาลอยู่ในวรรณคดีเรื่องราชาธิราช (ครองราชย์ พ.ศ. 1830-49) รวมทั้งจารึกภาษามอญวัดโพธิ์ร้าง จารึกขึ้นเมื่อราวปี พ.ศ. 1143 ที่ปรากฏคำว่า “โต้ง” หรือผู้อำนวยการพิธีรำผีซึ่งทำหน้าที่ผู้นำทางจิตวิญญาณมาแต่โบราณ [ขอไม่ลงรายละเอียดในส่วนนี้]

         ในขั้นตอน “รำกะเหรี่ยง” โต้งจะแต่งตัวให้กับผู้รำผีในชุดกะเหรี่ยงโบราณ ใช้ผู้รำ 4-5 คน สวมเสื้อและผ้าถุงแบบกะเหรี่ยงรวมทั้งโพกศีรษะแบบกะเหรี่ยง มีผ้าคาดอกผืนหนึ่ง แล้วเชิญวิญญาณผีกะเหรี่ยงเข้าร่าง รำพร้อมอุปกรณ์ ต่างๆ ตามขั้นตอน

         นำสากตำข้าวขนาดยาว 2 อัน วางคู่กันบนขอนห่างกันพอประมาณ ผู้รำผีสองคนนั่งเคาะสากบนขอนเป็นจังหวะ ผู้รำผีอีก 3 คน ร่ายรำตามจังหวะและทำนองปี่พาทย์คล้ายพิธีกระโดดสากของเขมร หรือการละเล่นที่ต้องอาศัยจังหวะ “กระทบไม้” ของหลายชาติ

         ข้างต้นคือคัมภีร์รำผีของมอญน้ำเค็ม ย่านสมุทรสาคร บางกระดี่ แต่หากเป็นคัมภีร์รำผีมอญของทางปทุมธานี ลพบุรี ในขั้นตอนการรำกะเหรี่ยงนี้ จะเป็นการเชิญผีกะเหรี่ยงมารักษาโรคด้วย โดยภายหลังจากเชิญผีมาเซ่นสรวงและรำกะเหรี่ยงแล้ว ผีกะเหรี่ยงก็จะทำพิธีรักษาคนป่วยเจ็บภายในตระกูล ด้วยการให้คนป่วยเจ็บนั่งลงบนสากตำข้าวทั้ง ๒ แล้วผีกะเหรี่ยงก็จะทำการรักษาด้วยน้ำมนต์ สมุนไพร และอาคม ซึ่งสะท้อนสังคมในอดีตที่ผู้คนต่างชาติพันธุ์อยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยผ่านพิธีกรรมรำผีดังกล่าวมา

         การแลกรับปรับเปลี่ยนในทางวัฒนธรรมนั้นปกติสามัญ แต่มีความจำเป็นที่จะต้องแบ่งปันพื้นที่ให้กับความบังเอิญไม่คาดคิด แม้ความเป็นไปได้อาจมีโอกาสเพียงหนึ่งในล้าน กรณีที่แต่ละชาติคิดการละเล่นกระทบไม้ขึ้นเองและคล้ายกันด้วยความบังเอิญ แต่ในกรณีนี้ เมื่อชนชาติเก่าแก่ของอุษาคเนย์กล่าวอ้างคัมภีร์รำผีมอญอายุหลายร้อยปีซึ่งบันทึกการละเล่นที่เรียกว่า “เล่ะฮ์กะเรียง” หรือ “รำกะเหรี่ยง” นี้ไว้ แล้วเหตุใดเราจะไม่ยกเครดิตชาติผู้สร้างสรรค์การละเล่นกระทบไม้ให้กับกะเหรี่ยง



ข้อมูลจาก

องค์ บรรจุน. “กะเหรี่ยงกระทบไม้มาก่อนเก่า ลาวกระทบทีหลัง”. ใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤศจิกายน  2557.
https://www.silpa-mag.com/culture/article_50137
 
หน้า:  [1] 2 3 ... 21
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.651 วินาที กับ 26 คำสั่ง

Google visited last this page 02 ตุลาคม 2564 15:01:22