[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
18 มกราคม 2564 21:02:11 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ของขลังจากสัตว์และธรรมชาติ มีฤทธิ์ในตัวเองโดยไม่ต้องปลุกเสก  (อ่าน 179249 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ใบบุญ
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 12
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 1743


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 9.0 MS Internet Explorer 9.0


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 03 กรกฎาคม 2556 17:26:39 »

.

เครื่องขลังจากสัตว์
มีฤทธิ์ในตัวเองโดยไม่ต้องปลุกเสก

เครื่องรางที่มนุษย์เรานำมาจากสัตว์ ส่วนใหญ่ถือเป็นของ “ทนสิทธิ์” มีฤทธิ์ในตัวเองโดยไม่ต้องปลุกเสก

ครูบาอาจารย์บางท่านเล่าไว้ว่า เหตุที่สิ่งกายสิทธิ์เหล่านี้ไปเกิดอยู่กับตัวสัตว์นั้น เนื่องมาจากในอดีตชาติสัตว์เหล่านั้นผ่านการบำเพ็ญเพียรภาวนา หรือเป็นผู้มีวิชาอาคม เป็นผู้มีฤทธิ์ แต่วิบากกรรมนำพาให้ต้องมาเกิดเป็นสัตว์ในชาติภพนี้ ฤทธิ์อภิญญาที่ติดตัวมาแต่ชาติปางก่อน จึงทำให้อวัยวะบางส่วน อาทิ เขี้ยว เขา กลายเป็นของขลังคุ้มครองสัตว์นั้นๆ

เรื่องนี้นำมาเล่าเพื่อบันทึกไว้ในฐานะของเรื่องราวแปลกๆ ที่นับวันจะสูญหายไปจากสังคมไทย มิได้ต้องการให้ท่านผู้อ่านไปเสาะหาสิ่งเหล่านี้มาครอบครอง เพราะนอกจากจะถูกหลอกให้ซื้อของปลอมแล้ว ของขลังประเภทนี้ หลายๆ ชนิดยังได้มาด้วยการเบียดเบียนสัตว์ อีกทั้งยังผิดกฎหมายอีกด้วย

ของขลังจากสัตว์มีหลายประเภท ดังนี้

 ไม้ไก่กุก  
      ไม้ไก่กุก  
บรรพชนของเรามีความใกล้ชิดกับธรรมชาติ  ท่านจึงสังเกตเห็นพฤติกรรมของไก่ตัวผู้  นอกจากจะสามารถผสมพันธุ์กับตัวเมียได้ครั้งละเป็นฝูง ปกครองได้อย่างไม่มีปัญหาให้ยุ่งยากอย่างคนแล้ว มันยังมีเชิงเจ้าชู้ในการเกี้ยวพาราสีขั้นเทพ คือนอกจากจะตีปีกโก่งคอขันประกาศศักดาความเป็นเพศผู้แล้ว  ไอ้โต้งยังมีเล่ห์กลอีกประการหนึ่งในยามที่ตัวเมียหนีไม่ยอมให้ขึ้นทับผสมพันธุ์ มันจะแสร้งทำเป็นคุ้ยเขี่ยหาอาหาร แล้วคาบเศษไม้ขึ้นมาดั่งว่าพบเจอหนอนแมลง เมื่อตัวเมียเข้ามาใกล้หมายใจจะได้ส่วนแบ่ง  เจ้าโต้งก็จะทิ้งไม้นั้นให้ตัวเมีย

ครั้นตัวเมียเผลอตัวจิกเศษไม้  เจ้าโต้งก็จะใช้โอกาสนั้นเข้าเผด็จศึกทันที

คนโบราณท่านจึงเก็บเอาเศษไม้ที่ว่า มาทำเป็นของขลังทางด้านเสน่ห์เมตตามหานิยม  พูดง่ายๆ ก็คือทำให้สาวรักสาวหลง จีบใครก็ได้ผลดังใจทุกรายไป  บางท่านว่าหากเป็นไม้ไก่กุกของไก่แจ้จะยิ่งขลัง เพราะไก่แจ้นั้นขึ้นชื่อนักในเรื่องของความเจ้าชู้

บางตำราท่านก็ว่าไม้ไก่กุกนั้นยังมีอีกประเภท คือ ท่อนไม้หรือตอไม้ที่เจ้าโต้งใช้เป็นที่ประจำในการขึ้นไปเกาะโชว์ตัว และจิกไม้นั้นดังกุกๆ เป็นการเรียกไก่สาว  ให้นำไม้นั้นมาทำเป็นของขลัง โดยมากจะนำมาแกะสลักเป็นปลัดขิกพกคาดเอว


 เขี้ยวเสือกลวง  
     เขี้ยวเสือกลวง  
เสือเป็นเจ้าป่า  ขึ้นชื่อในเรื่องเดชะ ตบะ พละ มีอำนาจความกล้าหาญเป็นที่หนึ่ง คำโบราณท่านว่า “จะดุต้องดุให้เหมือนเสือ อยู่ในกรงคนยังกลัว”  หนังหน้าผากเสือนิยมนำไปลงยันต์ม้วนทำตะกรุด  เล็บและเขี้ยวนำไปปลุกเสกแขวนห้อยคอและเป็นของขลังเด่นทางด้านคงกระพันชาตรี  มนุษย์แลภูตผีสยบเกรงบารมี  หนวดเสือพวกไว้เป็นที่เกรงขาม นำไปปรุงเป็นยาสั่งยาพิษได้ แม้กระทั่งรูปลักษณ์ของเสือก็นิยมนำไปเขียนเป็นแผ่นยันต์หรือสักลงบนผิวหนัง ที่โด่งดังเป็นตำนานก็เช่น ยันต์เสือเผ่น ของ หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ (มรณภาพแล้ว)

ในที่นี้จะขอเล่าถึงเขี้ยวเสือ ซึ่งโดยปกติด้านในจะตัน แต่เขี้ยวเสือที่มีความพิเศษคือ ด้านในกลวงตั้งแต่รากฟันไปจนเกือบถึงปลายเขี้ยว ถือเป็นของทนสิทธิ์หายาก  ได้รับการกล่าวขวัญคู่กันกับเขี้ยวตันของหมูป่าว่า เขี้ยวหมูตัน-เขี้ยวเสือกลวง  หรือบางท่านก็เรียกว่า เขี้ยวเสือโปร่ง  ส่วนเขี้ยวหมูป่านั้นปกติด้านในจะมีรูกลวงตั้งแต่รากฟันขึ้นไปย่างน้อยครึ่งเขี้ยวหรือเกือบถึงปลายเขี้ยว หากเขี้ยวซี่นั้นด้านในตัน ก็ถือเป็นของทนสิทธิ์

ทั้งเขี้ยวเสือตันและเขี้ยวเสือกลวงนั้นมีฤทธิ์อำนาจยิ่งนัก  สัตว์นั้นย่อมฆ่าไม่ตาย ยิงไม่ออก ยิงไม่เข้า แต่หากถึงวันตายตามวิบากกรรม สัตว์นั้นก็ย่อมถูกสังหารผลาญชีวิตได้ และผู้ได้เขี้ยวนั้นมาครอบครองต้องพึงตระหนักว่าในวันตรงกับวันที่สัตว์นั้นตาย (จันทร์, อังคาร, พุธ ฯลฯ) เขี้ยวนั้นก็จะไม่ขลังในวันนั้นเช่นกัน

หรือหากเป็นผู้มีบุญวาสนาต้องพานกัน ก็อาจพบซากเสือที่มีเขี้ยวกลวงและเก็บเอาเขี้ยวเสือกลวงนั้นมาได้  ซึ่งในกรณีเช่นนี้ถือว่าเป็นของคู่บุญ ไม่ต้องเกรงอาถรรพณ์หรือบาปกรรมใดๆ

เขี้ยวเสือนั้นครูบาอาจารย์ท่านมักนำมาแกะสลักเป็นรูปเสือนั่ง ลงอักขระ ปลุกเสก ในอดีตเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย ตำบลบางเหี้ย (ตำบลคลองด่านในปัจจุบัน) สมุทรปราการ เป็นเกจิที่มีชื่อเสียงเรื่องปลุกเสกเขี้ยวเสือ มีตำนานเล่ากันว่า เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จไปทำพิธีเปิดประตูน้ำที่คลองบางเหี้ย หลวงพ่อปานได้นำเขี้ยวเสือที่แกะสลักเป็นรูปเสือใส่พาน แล้วให้เด็กอายุราว ๗-๘ ขวบ (บางตำนานว่าเป็นเณร)  ถือพานที่ใส่เขี้ยวเสือเดินตามหลังท่านไป เมื่อถึงที่ประทับของรัชกาลที่ ๕ หลวงพ่อได้เรียกเอาพานใส่เขี้ยวเสือ แต่เด็กบอกกับท่านว่า “เสือไม่มีแล้ว มันกระโดดน้ำไปหมดแล้ว” (บางตำนานว่าเด็กทำหล่นน้ำ)  หลวงพ่อปานจึงเอาหมูที่ทำขึ้นจากดินเหนียวเสียบไม้ (บางตำนานว่าใช้เนื้อหมูสดผูกเชือก) แกว่งล่อเอาเสือขึ้นมาจากน้ำต่อหน้าพระพักตร์ เสือนั้นก็กัดติดหมูขึ้นมา...

และมีความอยู่ตอนหนึ่งจากพระราชนิพนธ์เสด็จประพาสมณฑลปราจิณ  ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนิพนธ์ถึงหลวงพ่อปานไว้ดังนี้

“พระครูปานมาหาด้วย พระครูปานรูปนี้นิยมกันในทางวิปัสสนาและธุดงควัตร... คุณวิเศษที่คนเลื่อมใสคือ ให้ลงตะกรุด ด้ายผูกข้อมือ รดน้ำมนต์ ที่นิยมกันมากคือ เขี้ยวเสือแกะเป็นรูปเสือ เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ฝีมือหยาบๆ ข่าวที่ร่ำลือกันว่า เสือนั้นเวลาจะปลุกเสกต้องใช้หมูมาล่อ ปลุกเสกเป่าเข้าไปเมื่อไรเสือนั้นจะกระโดดลงไปในเนื้อหมูได้...”

Share this topic on AskShare this topic on DiggShare this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on LiveShare this topic on RedditShare this topic on TwitterShare this topic on YahooShare this topic on Google buzz

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 31 สิงหาคม 2556 05:07:19 โดย 自由人 » บันทึกการเข้า
ใบบุญ
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 12
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 1743


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 9.0 MS Internet Explorer 9.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 03 กรกฎาคม 2556 17:35:19 »

.
  เขี้ยวหมูตัน
      เขี้ยวหมูตัน
เชื่อกันว่า เขี้ยวหมูตันนั้นจะพบได้ในหมูท่อกหรือหมูป่าโทนที่ออกหากินเพียงลำพังไม่รวมฝูง บางตำนานกล่าวขานกันพิสดารถึงขนาดว่าหมูนั้นเป็นพญาหมู ไม่ต้องออกหาอาหารกินเอง มีนางหมูป่าและบริวารคอยปรนนิบัติหาอาหารให้ ซึ่งออกจะเกินจริงไปมาก

เขี้ยวหมูตันนั้นขึ้นชื่อเรื่องมหาอุด คงกระพัน ของมีคมไม่กล้ำกราย มีผู้เลื่อมใสเสาะหากันนัก ในวงการของขลังจึงมีของปลอม ของทำเทียมออกมามากมาย ดังที่กล่าวไว้ว่าเขี้ยวหมูปกตินั้นด้านในจะกลวง (ด้านในเป็นเนื้อรากฟัน)  ช่วงกลางไปถึงปลายจะเป็นเนื้อฟัน ผู้ค้าบางรายจึงนำมาตัดช่วงโคนออก เหลือแต่ช่วงที่ตัน แล้วกุตำนานว่าหมูเขี้ยวตันนั้นดุร้าย ขวิดต่อสู้และลับเขี้ยวอยู่เป็นนิจจนเหี้ยนสั้นกว่าเขี้ยวหมูปกติ

ผู้ค้าบางรายนำสารบางอย่าง (เช่น ยิปซั่มสำหรับอุดฟัน, ผงกระดูกผสมกาว) มาอุดโพรงในเขี้ยวหมูธรรมดาให้ทึบตัน บางรายใช้วิธีเลี่ยมห่อหุ้มอุดโคนด้วยโลหะ หรือถักลวด ถักเชือกทับจนมองไม่เห็นโคนเขี้ยว แล้วทำให้ดูเก่าด้วยวิธีต่างๆ  บางรายนำสารบางอย่างที่คล้ายเนื้อฟันมาหุ้มห่อโคนเขี้ยวเป็นตุ้มตรงปลายดังดอกเห็ดตูม และอ้างว่าของแท้ต้องมีรูปลักษณ์เช่นนี้ บางรายหล่อเรซินเป็นเขี้ยวหมูตัน


http://www.pralanna.com/img/ir/rimg1488.jpg
ของขลังจากสัตว์และธรรมชาติ มีฤทธิ์ในตัวเองโดยไม่ต้องปลุกเสก
  ช้องหมู
      ช้องหมู  
มีตำนานเล่าลือกันมาก แต่น้อยนักที่จะได้เห็นของจริง หรือจะมีอยู่จริงหรือไม่ ผู้เขียนก็ไม่อาจยืนยัน  ช้องหมูนั้นกล่าวกันว่าเกิดจากการที่หมูป่าที่มีตบะอำนาจมากได้กัดเอาขนขวัญมาอมไว้ในปาก (บางตำราว่าขนเพชร หมายถึงขนลักษณะพิเศษ มีสีขาวหรือขนาดผิดปกติ ซึ่งอยู่บริเวณใดของร่างกายก็ได้ เช่น หนุมาน ก็มีกุณฑล  ขนเพชร เขี้ยวแก้ว เป็นสำคัญ  ต่อมาคำว่าขนเพชรถูกใช้เป็นศัพท์สแลง จนภายหลังใช้กันไปผิดๆ ว่าเป็นขนบริเวณอวัยวะเพศ)  

โดยขนนั้นจะเกาะตัวกันเป็นวงกลมแบบกำไล หรือเป็นก้อนกลม  หมูป่าจะอมขนขวัญนี้ไว้ในปากตลอดเวลา เว้นแต่เวลากินอาหารหรือดื่มน้ำ พรานจะล่าหมูนี้ได้แต่เฉพาะในเวลาที่หมูป่าคายช้องออกจากปาก  หรือในวันดับของหมูตัวนั้น  ซึ่งการรู้วันดับนี้ทำให้ผู้มีช้องหมูรู้ว่าวันใดช้องหมูจะไม่ขลัง ไม่พึงพกพาช้องหมูไว้คุ้มกายในวันนั้นเป็นอันขาด  ช้องหมูนี้มีอำนาจด้านป้องกันเภทภัย มหาอุด คงกระพัน แคล้วคลาด ซึ่งบางตำนานก็กล่าวว่าช้องหมูเป็นปอยขนพิเศษที่หน้าผาก หรือขนที่โหนกคอ ซึ่งยาวมากจนหมูคาบอมไว้ในปากได้ (ขนบนหลังหมูป่าทั่วไปจะแข็งชี้ตั้งขึ้นเหมือนขนแปรง) บางท่านก็ว่าหมูป่าจะพันขนช้องไว้ที่เขี้ยว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03 กรกฎาคม 2556 18:04:59 โดย 自由人 » บันทึกการเข้า
ใบบุญ
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 12
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 1743


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 9.0 MS Internet Explorer 9.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 03 กรกฎาคม 2556 17:44:49 »

.

เขากวางหด
      เขากวางหด
เขากวางหดหรือเขากวางคุด เป็นเขากวางที่มีลักษณะผิดปกติ ไม่เติบโตยืดยาวเป็นกิ่งก้าน แต่จะคุดเป็นก้อนปมตะปุ่มตะป่ำอยู่ที่โคนเขา อำนาจปาฏิหาริย์ของเขากวางหดนั้นอยู่ในจำพวกเดียวกับเขี้ยวหมูตัน มักนิยมเสาะหาที่มีจำนวนปุ่มปลายยอดเป็นเลขคี่ เช่น ๓ ยอดหมายถึง ตรีมูรติ  ๕ ยอดหมายถึงพระเจ้า ๕ พระองค์ ๙ ยอด หมายถึงความก้าวหน้า  

กวางนั้นผลัดเขาปีละครั้ง เขาแก่จะหลุดออกไปและมีเขางอกขึ้นมาใหม่ได้ เขากวางคุดจึงออกจะมีโอกาสพบได้ง่ายกว่าเขี้ยวเสือกลวงและเขี้ยวหมูตัน และอาจได้มาโดยไม่ต้องฆ่ากวางนั้น แต่ก็มีผู้นำเขากวางปกติมาตัดเอาเฉพาะโคนเขา ตกแต่งให้เหมือนเขาคุด และที่หล่อจากเรซินก็มีเช่นกัน


งากำจัด (งาขจัด) 
      งากำจัด (งาขจัด)
งากำจัด (งาขจัด) หมายถึงงาช้างที่หักคาอยู่กับต้นไม้ ในดินหรือหิน เนื่องจากช้างนั้นใช้งาแทงเปลือกไม้หรือดินโป่งเพื่อกินเป็นอาหาร หรือเกิดจากความคึกคะนองลองกำลังในยามตกมัน หากงานั้นหักจากการที่ช้างต่อสู้กันเรียกว่างากำจาย หรืองากระเด็น  

งาดังกล่าวนี้หากไม่ได้เก็บมาด้วยตัวเองแล้วพูดยาก ว่าเป็นของแท้หรือไม่ อาจเป็นเพียงแค่งาช้างที่เลื่อยตัดออกมาเท่านั้น งากำจัดนอกจากมีอำนาจด้านคงกระพัน เสริมบารมี แก้อาถรรพภ์ แล้วยังเชื่อว่ามีเสน่ห์อีกด้วย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03 กรกฎาคม 2556 18:05:53 โดย 自由人 » บันทึกการเข้า
ใบบุญ
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 12
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 1743


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 9.0 MS Internet Explorer 9.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 03 กรกฎาคม 2556 17:57:49 »

.

 นาคบาศ ประเภทกลืนหางของตนเอง

      นาคบาศ
บ่วงนาคบาศในวรรณคดีนั้นมีอยู่ในเรื่องพระสุธนมโนราห์ ในตอนที่พรานบุญใช้นาคบาศจับตัวนางกินรี และปรากฏในเรื่องรามเกียรติ์เป็นชื่อศรของอินทรชิต   สำหรับในทางไสยศาสตร์นั้น นาคบาศมีอยู่หลายประเภท ประเภทแรกคืองูที่กลืนหางของตนเองจนกลายเป็นวงกลม  

http://www.pralanna.com/img/ib/2877p1.jpg
ของขลังจากสัตว์และธรรมชาติ มีฤทธิ์ในตัวเองโดยไม่ต้องปลุกเสก
 นาคบาศ ประเภทกลืนหางของกันและกัน

อีกประเภทหนึ่งนั้นคืองู ๒ ตัว ต่างกลืนหางของกันและกัน   ในตำราโบราณกล่าวว่า หากพบเห็นงูดังว่านี้ ให้ฆ่างูโดยบีบคอหรือใช้ของแหลมแทงยึดหัวงูไว้ให้ติดคาในลักษณะเดิม  นำงูนั้นไปทำพิธีย่างให้แห้ง อาจพันไว้ด้วยสายสิญจน์ หรือบางตำราว่าต้องไปเจองูที่ตายเองแล้วอยู่ในลักษณะกินตัวเองหรือกินกันอยู่จึงบูชาเอามา  

ทางล้านนานิยมทำนาคบาศด้วยโลหะชนิดต่างๆ ปลุกเสกเป็นของขลัง โดยยึดเอาลักษณะที่งูไม่สามารถกินตัวเองได้หมด เป็นเคล็ดว่า กินไม่หมด (ร่ำรวยเหลือกินเหลือใช้)  และมีฤทธิ์ในทางคุ้มครองป้องกันด้วย
งูที่คล้ายกับนาคบาศนี้มีอยู่ในตำนานของชาวอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย เรียกกันว่า Hoop Snake  เป็นงูที่ขดตัวเป็นวงกลม อมหางตัวเองไว้ในปาก และเคลื่อนที่ไปรวดเร็วเหมือนล้อรถ และในหลายอารยธรรมก็มีลักษณะงูกินหางที่เรียกว่า Ouroboros (Uroborus) หมายถึง วงจรที่หมุนเวียนไม่สิ้นสุด



 กระเบนท้องน้ำ
      กระเบนท้องน้ำ
 
กระเบนท้องน้ำ หรือหัวกระเบนท้องน้ำ หรือคดกระเบน   ของขลังที่นิยมทางภาคใต้ มีอำนาจด้านป้องกันภัยทางน้ำ คุณไสย ลมเพลมพัด หัวกระเบนท้องน้ำที่นำมาทำของขลังคือ กระดูกของปลาโรนิน ปลาโรนัน และปลากระเบน (ส่วนใหญ่จะมาจากปลาโรนัน ซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่าปลากระเบนท้องน้ำ)  เป็นปลากระดูกอ่อนเช่นเดียวกับฉลาม แต่จะมีปุ่มหนามแข็งบนหัวและลำตัว  เชื่อกันว่าเมื่อนำมาทำเป็นหัวแหวน กำไล หรือจี้  ปลายแหลมของหัวกระเบนท้องน้ำจะสามารถงอกยาวขึ้นมาได้อีกเรื่อยๆ


 น้ำตาพะยูน
      น้ำตาพะยูน

น้ำตาของพะยูน หรือที่ชาวเลเรียกว่าดุหยงนั้น เป็นของขลังทางเสน่ห์อย่างแรงกล้าเช่นเดียวกับน้ำมันพราย  ซึ่งเนื้อเพลงรองเง็งพื้นบ้านของภาคใต้ก็ยังมีเรื่องราวถึงเสน่ห์จากน้ำตาพะยูนว่า
      ตันหยัง ตันหยง หยงไหรละน้อง เจ้าดอกเหมร
      บังไปไม่รอกเสียแล้วเด ถูกเหน่น้ำตาปลาดุหยง
      คดข้าวสักหวัด คิดถึงน้องรักบังกินไม่ลง
      ถูกเหน่น้ำตาปลาดุหยง บังกินไม่ลงสักคำเดียว

ในสมัยโบราณชาวพื้นเมืองกินเนื้อพะยูน เขี้ยวและกระดูกพะยูนก็มีการนำไปทำของขลัง รวมถึงนำไปปรุงเป็นยาโป๊ว  น้ำมันพะยูนเคยเชื่อกันว่าเป็นยารักษาโรคชั้นเลิศ  ในอดีตการล่าพะยูนนั้นเคยเป็นจารีตและพิธีกรรมความเชื่อของชาวเลชาวเกาะ และชนพื้นเมืองในหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย ปาปัวนิวกินี  แม้พะยูนจะเป็นสัตว์สงวนของไทย แต่ในปัจจุบันก็ยังมีข่าวการพบซากพะยูนซึ่งมีรอยแผลถูกตัดเขี้ยวปรากฏให้เห็น

จาก หนังสือต่วย’ตูน พิเศษ
   
ในอดีตนั้น การล่าเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อยังชีพและป้องกันภัยจากสัตว์ร้าย แต่ในยุคปัจจุบันวิถีชีวิตคนได้เปลี่ยนไปแล้ว  จึงขอวอนมายังผู้อ่านที่นิยมเรื่องไสยศาสตร์ว่าขอได้โปรดละเว้นการสรรหาเครื่องรางจากสัตว์มาครอบครอง เพราะสิ่งที่คุ้มภัยสร้างเสน่ห์และสร้างความสุขให้กับคนเราได้ดีที่สุดนั้น คือ การคิดดี พูดดี ทำดี ดำรงตนอยู่ในศีลธรรมและตั้งอยู่ในความไม่ประมาทนั่นเอง

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18 พฤศจิกายน 2558 17:40:03 โดย 自由人 » บันทึกการเข้า
ใบบุญ
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 12
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 1743


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 05 สิงหาคม 2556 19:20:47 »

.



เครื่องขลังที่ฝังอยู่ใต้ดิน
"ว่านจักจั่น"  
พืชมหัศจรรย์ที่ปรากฏกายเป็นสัตว์

ความลับที่ซ่อนอยู่ในร่างของวัตถุบูชารูปร่างประหลาดที่เรียกกันว่า ว่านจักจั่น  สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ ที่จะดลบันดาลให้มีโชคลาภร่ำรวยจากการสักการะบูชา

เชื่อกันว่า ว่านจักจั่น คือ พืชมหัศจรรย์ เป็นเครื่องรางของขลังที่ฝังอยู่ใต้ดิน ปรากฏกายเป็นสัตว์คล้ายกับตัวจักจั่น หากใครนำไปบูชา จะร่ำรวย ได้โชคได้ลาภ ทำมาหากินเจริญรุ่งเรือง และมีชื่อเสียงโด่งดังเหมือนดังเสียงร้องที่ก้องกังวานของจักจั่น

กระแสความเลื่อมใสศรัทธาในตัวว่านจักจั่น ยังได้รับความนิยม และลุกลามไปทั่วประเทศ ว่านจักจั่นร้อยกว่าตัวถูกส่งมาที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดพิษณุโลก เพื่อทำพิธีกรรมปลุกเสก ร่ายมนต์คาถามหานิยมให้มีความแข็งกล้ามากขึ้น จากพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ทำให้ว่านจักจั่นธรรมดากลับกลายมาเป็นพญาว่านกายสิทธิ์ ทำให้ราคาซื้อขาย พุ่งสูงขึ้น จากหลักสิบ กลายเป็นหลักพันหลักหมื่นในพริบตา

ว่านจักจั่น เกิดจากตัวอ่อนของจักจั่นกำลังลอกคราบเป็นตัวเต็มวัยแต่ติดเชื้อราจนตาย จากนั้นเชื้อราก็จะเข้าไปกินน้ำเลี้ยงในตัวจั๊กจั่น ซากอัปสปอร์บริเวณหัวทำให้จั๊กจั่นมีลักษณะคล้ายกับพืชที่มีเขา เมื่อสภาพอากาศเหมาะสม สปอร์ของเชื้อราก็จะเจริญเติบโต และแพร่กระจายต่อจักจั่นตัวอื่นๆ ต่อไป

ดังนั้น ว่านจักจั่นจึงเป็นเพียงซากจักจั่นที่มาราแมลงอาศัยอยู่เท่านั้นเอง ราแมลงที่พบในว่านจักจั่นส่วนใหญ่คือ ราสายพันธุ์คอร์ไดเซพ โซโบลิเฟอรา (Cordyceps sobolifera) และพบได้ในพื้นที่ป่าดิบชื้อของไทย ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ราแมลงสามารถเจริญเติบโตได้ดี
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18 พฤศจิกายน 2558 17:42:44 โดย 自由人 » บันทึกการเข้า
ใบบุญ
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 12
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 1743


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 31 สิงหาคม 2556 05:20:45 »

.

ตามล่า 'เหล็กไหล' ยอดของขลัง


พิสูจน์ตำนานลี้ลับสุดยอดเครื่องรางของขลังอย่าง “เหล็กไหล”
ณ เขาอึมครึม อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี โดยมีผู้นำทาง
ฝีมือเก๋าระดับวาทสิทธ์ เผ่าพันธุ์แปลก หรือ “ลุงมี”
กลุ่มเจียระไนแร่ธาตุเขาอึมครึม พรานป่าใช้ชีวิตเก็บแร่
ที่เขาแห่งนี้มานานกว่า 40 ปี...



ขึ้นชื่อว่าเป็นสุดยอดเครื่องรางของขลัง ว่ากันว่า “เหล็กไหล” เป็นโลหะธาตุ
ที่มีตำนานลี้ลับพิสดาร จัดอยู่ในธาตุกายสิทธิ์ มีอิทธิฤทธิ์เหนือธรรมชาติ
ทรงพลานุภาพในการปกป้องคุ้มภัย แคล้วคลาดคงกะพันหนังเหนียว
เมตตามหาอุตม์ พิธีกร หนุ่ม-คงกะพัน แสงสุริยะ จึงอาสาเดินทาง
ไป ณ เขาอึมครึม  อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี เพื่อออกตามหา
“เหล็กไหล” โดยมีผู้นำทางฝีมือเก๋าระดับ วาทสิทธ์ เผ่าพันธุ์แปลก
หรือ “ลุงมี” กลุ่มเจียระไนแร่ธาตุเขาอึมครึม อดีตสุดยอดพรานป่า
 ใช้ชีวิตเก็บแร่ที่เขาแห่งนี้มานานกว่า 40 ปี


ลุงมี เล่าว่า “แร่ที่ดีที่สุดจะหาได้ที่เขาอึมครึมเท่านั้น
เพราะแถวนี้มีลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขายาว อากาศเย็น
และมีหมอกปกคลุมตลอดทั้งปี เลยเป็นแหล่งรวมของแร่ธาตุชั้นยอด
ส่วนใครที่มีเหล็กไหลไว้ครอบครอง เชื่อกันว่าจะรอดพ้น
จากอุบัติภัยอันตรายต่างๆ รวมไปถึงอาวุธร้ายแรงนานาชนิด
ตัวลุงเองก็เคยผ่านเหตุการณ์เกือบเอาชีวิตไม่รอดมาแล้ว
แต่ก็รอดมาได้อย่างน่าอัศจรรย์”


จาก - .thairath.co.th
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18 พฤศจิกายน 2558 17:49:44 โดย 自由人 » บันทึกการเข้า
ใบบุญ
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 12
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 1743


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: 18 พฤศจิกายน 2558 18:24:16 »

เครื่องขลังจากสัตว์
มีฤทธิ์ในตัวเองโดยไม่ต้องปลุกเสก



  งาช้างน้ำ 
      งาช้างน้ำ
ช้างน้ำนั้นเป็นสิ่งมหัศจรรย์แห่งตำนานป่าหิมพานต์เฉกเช่นเดียวกันกับมักกะลีผล ซึ่งอยู่อีกมิติหนึ่งที่ซ้อนกันอยู่กับโลกมนุษย์หรือจะเรียกว่าแดนสนธยาย่อมได้

มีฤทธิ์อำนาจ : เด่นทางมหาอำนาจราชศักดิ์ สยบศัตรู เมตตามหานิยม เสริมดวง กลับร้ายให้กลายเป็นดี แคล้วคลาด ป้องกันคุณไสยมนต์ดำ อสรพิษ สัตว์ร้ายทุกชนิด

งาข้างน้ำมีลักษณะคล้ายเขี้ยวเสือแต่เล็กกว่า ไม่ใช่งาช้างน้ำในเทพนิยาย หรือฮิปโปโปเตมัส เป็นสัตว์น้ำชนิดหนึ่งอาศัยอยู่ในทะเลทางฝั่งตะวันตกของประเทศไทย ในอดีตผู้คนมีน้อย พวกชาวน้ำใช้หยวกกล้วยไปวางไว้ริมฝั่ง ในฤดูที่ช้างน้ำคึกคะนองมาพบหยวกกล้วยจะแทงทันที เพราะแทงแล้วไม่เจ็บปวดเหมือนแทงหินหรือพวกปะการัง บางครั้งงาจะหักหรือหลุดติดหยวกอยู่ ชาวน้ำจะได้งาช้างน้ำด้วยวิธีนี้ จึงนำมาเป็นเครื่องรางป้องกันปลาร้าย เช่น ปลาฉลาม โดยเฉพาะใครมีงาช้างน้ำ ช้างป่ากลัวมาก หมอจับช้างจะมีงาช้างน้ำเป็นส่วนมาก



      เดือยงูเหลือม
เป็นอวัยวะชนิดหนึ่งที่สามารถงอกออกมาได้ข้างๆรูถ่ายของเสีย ซึ่งจะมีเฉพาะพญางูเหลือมหรืองูที่มีอายุมากเพศผู้เท่านั้น 

มีฤทธิ์อำนาจ : ดีในด้านเสี่ยงโชค ดีในด้านทำมาหากิน โชคลาภ ค้าขายดี ดีในด้านมหาเสน่ห์ เมตตามหานิยม

เป็นของที่มีอาถรรพ์ในตัวเอง ที่เรียกว่าของวิเศษ คนโบราณได้กล่าวขานจวบจนถึงปัจจุบันว่าเดือยพญางูเหลือมเป็นของอาถรรพ์มีอานุภาพที่เร้นลับศักดิ์สิทธิ์เป็นของวิเศษ ผู้ใดมีไว้ครอบครองจะมีโชคมีลาภเข้ามาโดยตลอด ชีวิตรุ่งเรือง ทำมาค้าขายหากินง่ายขึ้นอย่างเหลือเชื่อ

ซึ่งตามธรรมชาติพญางูเหลือมจะมีเฉพาะเพศผู้และมีอายุมากเท่านั้นถึงจะมี เดือย นับว่าเป็นของที่ทรงคุณค่าหรือวิเศษยิ่งนัก โดยธรรมชาติงูทั่วไปจะต้องเลื่อยออกไปหากิน แต่พญางูเหลือมที่มีอายุมากจะไม่ออกไปหากินเหมือนงูทั่วไปแต่จะออกเดินทางหากอาณาเขตในการนอนรอเหยื่อ  เมื่อพญางูเหลือมหิวอาหารจะมีเดือยงอกออกมาแถวๆ ใกล้รูถ่ายของเสียโดยที่มันจะใช้เดือยนี้วงเป็นอาณาเขตวงกลมรอบๆ ที่มันนอนอยู่ ในวงกลมอาณาเขตนั้นถ้าสัตว์ตัวใดหลงเดินเข้ามาอย่าหวังว่าจะได้เดินออกไปอีก เหมือนโดนคาถาต้องมนต์สะกดงงงวย สัตว์เหล่านั้นจะเดินเข้าไปให้พญางูเหลือมกินแบบสบายๆ  แม้แต่งูตัวเมียก็จะเดินเข้ามาให้ผสมพันธ์อยู่ไม่ขาด

ตำราโบราณได้บันทึกไว้เป็นจารึกว่าเป็นของ “วิเศษ” ยิ่งนัก แต่การที่จะเอามาทำเครื่องรางต้องเอาเฉพาะตัวที่มันตายพรายเท่านั้น (ตายเอง) เดือยพญางูเหลือมถึงจะขลังและทรงคุณค่ายิ่งนัก งูเหลือมเป็นงูชนิดเดียวที่มีเดือย ซึ่งจะมีเฉพาะงูตัวผู้ที่แก่แล้วเท่านั้น เหตุนี้ตำราโบราณจึงบอกว่าเป็นของดีที่วิเศษในตัว แต่การที่จะเอามาจะต้องเลือกเอามาได้เฉพาะตัวที่มันตายพราย คือแก่ตาย หรือตายโหง คือมีอุบัติเหตุ เช่นไฟป่าคลอกตาย เป็นต้น เท่านั้นถึงจะขลัง (ไม่ใช่ว่าไปจับมันมาแล้วฆ่า)

วิธีสังเกตว่าเป็นเดือยงูเหลือมจริง หรือเดือยงูเหลือมปลอมนั้น เพราะว่าเดือยงูเหลือมนี้จะมีลักษณะคล้ายๆ กับอุ้งตีนไก่ จะมีความแตกต่างกันอยู่เพียงไม่กี่อย่างเท่านั้นถ้าเป็นอุ้งตีนไก่แล้วพอทุกส่วนมันแห้งสนิทหนังที่อุ้งตีนมันจะเหี่ยวแห้งยุบติดกับกระดูกไก่แนบกันสนิทแทบจะแกะออกไม่ได้ชนิดนี้เรียกว่า ของปลอม ถ้าเป็นเดือยงูเหลือมแท้ๆ มีลักษณะดังนี้ ที่โคนเล็บจะมีเนื้อเป็นก้อนเกาะกันแน่น แม้ว่าจะผ่านการตากแห้งเป็นเวลานานก็ตามมันจะไม่ยุบแห้งติดกระดูกเหมือนอุ้ง ตีนไก่ เล็บจะแข็งปลายยาวแหลม บางเดือยจะโค้งยาวมาก มันอยู่ตรงที่ว่างูเหลือมจะต้องมีตัวขนาดใหญ่มหึมา และกรงอุ้งเล็บของงูเหลือมนี้จะไม่หลุดออกจากกระดูก มันจะฝังอยู่อย่างเหนียวแน่นมาก นี้แหละเรียกว่าของแท้         
   
สรรพคุณ :-
- ดีในด้านเสี่ยงโชค ตามคำโบราณมีอยู่ว่า (สะกดคนที่เล่นการพนันกับเรา) แต่มีข้อแม้ว่าอย่าลุก ถ้าลุกเลิกเล่นได้เลย (แบบฉบับโบราณว่าไว้แบบนั้น) (สะกดคนที่เล่นการพนันกับเรา)                       
- ดีในด้านทำมาหากิน มีลูกค้ามาหาเอง เหมาะแก่งานธุรกิจออนไลน์(เหมือนที่เหยื่อเดินเข้ามาให้งูเหลือมกินเองแบบสบายๆแหล่ะครับ)  โชคลาภ ค้าขายดี                               
- ดีในด้านมหาเสน่ห์ เมตตามหานิยม ( เช่นที่มีงูตัวเมียเข้ามาให้ผสมพันธุ์ไม่ขาดนั่นแหล่ะครับ) มีเสน่ห์ในกาย ดึงดู เพศตรงข้าม



      กระดูกงูเหลือม
ได้มาจากการที่ปล่อยให้งูเหลือมเน่าเปื่อยจนแห้งเหลือแต่กระดูก แล้วนำเอากระดูกสันหลัง มาทำเป็นเครื่องรางของคลัง เช่น ที่รัดเอว หรือกำไลข้อมือ

มีฤทธิ์อำนาจ : ใช้ป้องกันงูพิษทั้งหลาย  เชื่อกันว่างูเหลือมเป็นราชาของงูมาก่อน จึงใช้ป้องกันพวกงูพิษและแก้เจ็บหลังได้ด้วย



      ตับเหล็ก
ทางภาคกลางและทางภาคเหนือ เรียกว่าตับทองแดง เล่ากันว่าตับเหล็กหรือตับทองแดงนี้ จะไม่ไหม้ไฟ คือศพของคนที่มีตับเหล็กนี้ ตับจะไม่ไหม้ไฟ จะเหลือตับเหล็กไว้ให้ถือเป็นของขลังชนิดหนึ่ง

 ตับเหล็ก หรือเคราทองแดงนี้เชื่อกันว่าเป็นของขลังที่สามารถเกิดขึ้นกับร่างกายของคนที่มีอาคมแก่กล้า มีคาถาอาคม เสกว่านยา กินเป็นประจำทำให้ตับเป็นเหล็กหรือเคราเป็นทองแดงใช้มีดโกนไม่เข้าก็มี แต่ส่วนใหญ่เชื่อกันว่าเกิดขึ้นเองได้ แต่ไม่ได้มีหรือเกิดขึ้นได้กับทุกคน นานๆ จะพบเห็นกันซะที



      ผมผีช่อ
เกิดจากผมของคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนมากจะเกิดขึ้นตรงเหนือท้ายทอย ผมจะช่อกันเอง หวีไม่ไป ตัดไม่ออกมักปล่อยให้ยาวไปข้างหลังคล้ายเปีย หนังจันทร์แก้ว (ชื่อนายหนังตะลุง) เกิดผมผีช่อ จึงมีชื่ออีกชื่อว่าหนังสามเปีย ผมผีช่อมักจะหลุดออกจากหนังศรีษะเอง บางคนติดไปตลอดชีวิต เวลาตายถ้าไม่นอนตายทับผมผีช่อ จะเผาไฟไม่ไหม้ ผมผีช่อใช้บรรจุในถุงผ้าขาว แขวนคอ ป้องกันเวทมนตร์ ภูตผีปิศาจ และศาสตราวุธต่างๆ ได้



      ผมผีพราย
ได้จากผมของผู้หญิงที่คลอดลูกติดถึงตายเรียกกันว่าตายพรายทั้งกลม ใช้บรรจุในด้ามดาบ ด้ามมีด ด้ามพร้าโอ หรือพร้าลืมงอ จะทำให้อาวุธเหล่านี้มีอิทธิฤทธิ์ สังหารคู่ต่อสู้ที่มีเครื่องรางของขลัง มีเวทมนตร์ฉมังได้



      กรอก
เป็นทารกที่อยู่ในท้องแม่นานผิดปกติตัวเล็กขนาดปลายแขน ตายในท้องแม่ คลอดออกมาเรียกว่าลูกกรอก ครอบครัวที่ได้ลูกกรอกถือเป็นโชคลาภสำคัญห่อด้วยผ้าขาว วางบนพาน แล้ววางบนหิ้ง ให้กินเครื่องเซ่น วันละ 3 เวลา มีเครื่องประดับการแขวนผูกไว้บนหิ้ง ลูกกรอกจะให้ฝันบอกเหตุการณ์ได้ล่วงหน้า ป้องกันโจรขึ้นบ้าน เข้าทรงพ่อหรือแม่ บอกยารักษาคนป่วยได้ ยังบอกฉ้ายหวยเบอร์ใครถูกก็นำเงินมารางวัล พ่อแม่กลับมีฐานะดีขึ้นจริงๆ



      เคงเป็นเหล็ก
เคงเป็นรังปลวกชนิดหนึ่ง อยู่ตามต้นไม้ เช่น ต้นมะพร้าว ตัวเล็กกว่าปลวกธรรมดา ก้นสีเหลืองอ่อน ใช้เลี้ยงนกคุ้มได้ดีจะด้วยสาเหตุใดบอกไม่ได้ เคงร้างหรือเคงที่ไม่มีตัวปลวก แล้วบางส่วนกลายเป็นเหล็ก ยังคงสภาพมีรูเล็กๆ เป็นทางเดินของตัวปลวกอยู่ แสนรังหรือล้านรังจะพบมีเคงเป็นเหล็กใช้เป็นเครื่องรางป้องกันศาสตราวุธต่างๆ ได้



      คด
ยอดคงกระพัน ในส่วนของพืช เครื่องรางของขลังที่มีผู้นิยมกันมากๆ คือ คด มีลักษณะเหมือนหิน เช่นคดขนุน และคดมะพร้าว ที่มีผู้ต้องการมากคือ คดขนุนที่กลายเป็นหิน ซึ่งจะให้คุณทั้งด้านความคงกระพัน แคล้วคลาด และเมตตามหานิยม ปัจจุบันมีผู้ทำของปลอมออกมาโดยเอาหิน เอากรวดสวยๆ มาเจียระไน ตบแต่งเป็นคด หลอกขายกัน



      เพชรหน้าทั่ง
ลักษณะคล้ายตะกั่วผสมอะลูมิเนียมอยู่ในก้อนหิน เมื่อแตกหินออกมีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอก หกเหลี่ยม มีขนาดและลักษณะเหมือนกันทุกอัน ใช้ทำหัวแหวนป้องกันศาสตราวุธต่างๆ ได้
 


    เห็ดเป็นหิน
บอกไม่ได้ว่าเป็นเห็ดชนิดใด แข็งเหมือนหินแต่ยังสภาพของเห็ดเหมือนเดิม นำมาผูกแขนสะเอวหรือแขวนคอ ป้องกันศาสตราวุธต่างๆ ได้



      กาฝากรัก
เป็นกาฝากที่เกิดตามกิ่งไม้รัก ที่ใช้ยางลงรักปิดทอง ชอบขึ้นริมลำคลอง ยางเป็นพิษ นกไม่กล้าจับเกาะกาฝากรักจึงหายาก นำมาทำเป็นลูกประคำร้อยติดกับสร้อยคอ ผู้ชายนิยมทำเป็นอวัยวะเพศชายแขวนสะเอว เป็นมหาเสน่ห์ สตรีเพศหลงรัก ผู้หญิงทำเป็นอวัยวะเพศหญิงแขวนสะเอวหรือบรรจุในกระเป๋าใส่ธนบัตร ขายสินค้าได้คล่อง แม่ค้านิยมกันมาก ลูกค้าติดอกติดใจ ผู้ชายหลงรัก สามีไม่ทอดทิ้ง



      กาฝากมะยม
มักแขวนคู่กับกาฝากรัก ทำให้คนที่พบเห็นเกิดความนิยมชมชอบ และยังเปรียบเสมือนยมทัณฑ์อันเป็นไม้อาญาสิทธิ์ของพระยม ภูตผีปีศาจเกรงกลัว ศัตรูทำร้ายมิได้



      เขอ
(ขื่อผี) เป็นกิ่งไม้จากต้นเดียวกัน แตกง่ามแล้วกลับไปทาบติดเป็นอันเดียวกัน ใช้ติดที่ประตูบ้านเรือน ผีทุกประเภทไม่กล้าขึ้นเรือน ถ้าผูกแขวนกับตัว ผีกลัวไม่กล้าหลอกหลอน



      อากาศธาตุ
หรือฟันอาถรรพ์ ของขลังที่หายากอีกอย่างหนึ่ง อากาศธาตุ หมายถึง ฟันคน ที่ฃ ขึ้นอยู่บนเพดานปาก แทนที่จะขึ้นอยู่บนเหงือกเหมือนคนปกติทั่วไป ใครมีฟันแบบนี้ย่อมคงทนต่ออาวุธทั้งปวง ฟันบนเพดานปากนี้จะขึ้นเองตามธรรมชาติ เมื่อขึ้นมาแล้วจะไม่ผุไม่กร่อนเหมือนซี่อื่นๆ จะมีความคงทน และอยู่กับเจ้าของไปตลอด และห้ามบอกใคร เพราะอาจจะโดนทุบ และยึดฟันไปทำของขลังได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก horoscope.sanook.com & social.tnews.co.th
บันทึกการเข้า
คำค้น:
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน

Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.987 วินาที กับ 32 คำสั่ง

Google visited last this page 10 มกราคม 2564 17:47:38