[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
20 สิงหาคม 2562 13:13:35 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ความทรงจำนอกมิติ : สิทธิมนุษยชน-ความก้าวหน้า-สมัยใหม่ ฯลฯ  (อ่าน 1173 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
มดเอ๊ก
สุขใจ คนพิเศษ
นักโพสท์ระดับ 14
*

คะแนนความดี: +8/-1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 4633


ระบบปฏิบัติการ:
Windows XP Windows XP
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 05 เมษายน 2553 08:28:00 »


 
ที่ละไว้เพราะว่าไม่มีที่จะเขียน คิดว่าคงไม่มีหัวเรื่องไหนที่ยืดยาวถึงสองสามบรรทัด ครั้นจะตัดอย่างที่เป็นหัวเรื่องของบทความนี้ ก็กลัวท่านผู้อ่านจะเข้าใจผิด ผู้เขียนไม่ใช่ฮิปโปคริต แต่ความจริงที่ต้องย้ำในที่นี้ก็คือ ผู้เขียนเห็นด้วยกับ เดวิด ลอย-นักปรัชญาของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก และครูผู้สอนเซ็นพุทธศาสนา-อย่างยิ่ง ที่กล่าวว่าความเป็นตะวันตก ความเป็นอเมริกัน คือน้ำมันกับไฟที่ช่วยโหมกระพือวัฒนธรรม หรือวิถีสังคมของเราให้เชื่ออย่างผิดๆ ว่า ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมการตลาดเสรีจะยังให้ประเทศที่ใช้ระบบนั้นๆ เจริญ หรือการกระตุ้นให้ประชาชนของประเทศตนเป็นนักบริโภคนิยม-ก้าวหน้า ที่สำคัญวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีวัตถุนิยมที่แยกส่วนและไร้จิตวิญญาณ (embodied) คือความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า (David Loy: A Buddhist History of the West, 2002) ซึ่งหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนาเลย หากแต่เป็นเรื่องคำสอนพระพุทธองค์เรื่องกิเลสตัณหา โดยเฉพาะความหลงผิดโมหจริต (delusiom) ของสังคมอเมริกันที่สอนให้มนุษย์เห็นแก่เงิน หรือเห็นกงจักรเป็นดอกบัว นั่นคือสิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมตะวันตก หรือความเป็นอเมริกันที่เดี๋ยวนี้เรียกว่ากระแสโลกานุวัตรส่งออก และคำอื่นๆ-ที่ผู้เขียนคิดว่าจะตั้งเป็นหัวข้อของบทความบทนี้-ซึ่งต่างเป็นคำที่เราเอามาใช้กันอย่างโก้หรู โดยไม่คิดว่ามันผิดธรรมชาติอย่างที่สุด นับเป็นสาเหตุสมุฏฐานของวิกฤติ มหาวิกฤติ ดุษฎีวิกฤติต่างๆ หรือโลกพัง เช่นคำว่า เศรษฐกิจทุนนิยมการตลาดเสรี บริโภคนิยม กระแสโลกานุวัตร บรรษัทข้ามชาติ สิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย (แบบที่มีอยู่หรือประชาธิปไตยตัวแทน) อิสรภาพ ความเจริญ ความก้าวหน้า สมัยใหม่ หรือความทันสมัย การพัฒนา ซึ่งก็คือการหาทางเอาชนะหรือควบคุมธรรมชาติ ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดก่อให้เกิดโมหจริต ความหลงผิด กับความเป็นสอง ความแตกแยก ท่านผู้อ่านกรุณาคิดให้รอบคอบว่าทำไมทุกคนจึงอยากเป็น "คนดี" หรือทำไมบางคนถึงมีพฤติกรรมเป็นดั่งสัตว์นรกนั่น-เป็นความต้องการของเขา หรือเพราะสังคมบีบคั้นหรืออย่างไร?
 
ท่านผู้อ่านไม่ทราบว่าจะเคยมีประสบการณ์สังเกตพฤติกรรมปกติธรรมดาทั่วไปของสัตว์ที่เราเห็นเป็นประจำ เช่น หมา แมว วัว ควาย อาจจะยกเว้นพวกลิง พวกมันจะไม่ทำอะไรเลย นอกจากกินกับนอนนอกจากฤดูสืบพันธุ์ของมัน ส่วนพวกลิงนั้นหากอยู่ในสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติของมันก็จะมีฤดูสืบพันธุ์เหมือนกัน เว้นเสียแต่ถูกจับมาอยู่ในสวนสัตว์ ซึ่งลิงตัวผู้อาจจะมีอารมณ์ทางเพศคล้ายๆ กับมนุษย์ที่ไม่มีข้อจำกัดเรื่องกำหนดเวลาที่จะสืบพันธุ์ แต่ตัวเมียโดยธรรมชาติจะไม่ยอม เพราะว่าแม่จะต้องคำนึงถึงเวลาหลังคลอดที่ลูกลิงจะต้องมีความปลอดภัยที่สุดตามสัญชาตญาณธรรมชาติของสัตว์ ดังนั้น ประสบการณ์อันเป็นสัญชาตญาณของสัตว์ตามที่สังเกตมา จะคำนึงถึงความปลอดภัยในทุกด้านหรือการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์เป็นสำคัญที่สุด ส่วนเวลาที่เหลือ-หากแน่ใจว่าปลอดภัย-คือ หากิน หากินกับหากิน และนอน นอนกับนอนเท่านั้น ที่พูดมานั้นเป็นส่วนสำคัญของวิวัฒนาการทางกายภาพ ที่ให้พฤติกรรมทางกายเช่นเดียวกันของสัตว์โลกทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นปัจเจกหรือเป็นสังคมในธรรมชาติ วิวัฒนาการในรูปแบบที่กว้างๆ ในทางกายภาพของมนุษย์ (ยกเว้นเพศสัมพันธ์) ก็เป็นเช่นนั้น เพราะมนุษย์เคยชินกับความปลอดภัย ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีวิวัฒนาการมาเป็นสัตว์โลกหรือเป็นมนุษย์ จะมีเป้าหมายหรือข้อจำกัดที่สิ้นสุดทั้งนั้น คือ ปลอดภัย สืบพันธุ์ กิน นอน ทุกอย่างพอเพียงพอดีและยั่งยืน (ปลอดภัย) ตามฐานันดรภาพของข้อจำกัดนั้นๆ มนุษย์โดยเฉลี่ยจะมีอายุไม่เกินร้อยปี มีสมองที่หนักไม่เกิน 1,400 กรัม และหัวใจจะหนักไม่เกิน 250 กรัมทั้งนั้น ส่วนวิวัฒนาการทางจิตนั้น มีเป้าหมายที่วิวัฒนาการของสมอง (ที่ไม่ใช่จิต) ซึ่งต้องวิวัฒนาการไปด้วยกัน เพราะว่าสมองมีหน้าที่บริหารจิต สัตว์โลกทุกชนิดประเภทมีเป้าหมายเฉพาะของสัตว์โลกประเภทนั้นๆ นั่นคือวิวัฒนาการธรรมชาติของกายและจิต ส่วนวิวัฒนาการของสังคมมนุษย์นั้น เพราะตัวของเราเอง กับเพราะอวิชชา อหังการ และตัวกูที่ไม่รู้สึกตัว (unconscious-self) เราถึงได้ทำผิดธรรมชาติมาตั้งแต่ต้นเลย
 
ไม่ใช่เป็นการฟื้นฝอยหาตะเข็บ ไม่ใช่เป็นการต่อต้านสังคม ไม่ใช่เป็นการต่อต้านวัฒนธรรมอเมริกัน และยิ่งไม่ใช่เป็นบุคคลที่ใช้การตัดสินอย่างเบ็ดเสร็จว่าอะไรคือผิดหรือไม่ถูกต้องชั่วร้าย และอะไรคือความดีงามถูกต้องและชอบธรรม เพราะฉะนั้น ผู้เขียนจึงไม่เห็นด้วยกับจอร์จ บุช จูเนียร์ อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาเลย เมื่อบุชได้พูด-หลังกรณีเหตุการณ์ถล่มศูนย์การค้าโลก หรือกรณี 9/11 ที่นิวยอร์ก ว่า "เป็นการขัดแย้งที่แตกหักของอารยธรรม (clash of civilizations)..และเราขอเรียกร้องให้ (ชาวคริสต์ที่รักประชาธิปไตย) ทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ (holy war ที่จอร์จ บุช จูเนียร์ ใช้คำว่า crusade) ต่อสู้กับความชั่วร้ายนี้" ตรงกันข้ามวัฒนธรรมของอเมริกา-จักรวรรดินิยมที่ใช้เงินและการเป็นผู้นำโลก (ภาวะจำยอมเพราะเป็นผู้ชนะแบบเบ็ดเสร็จสงครามโลกครั้งที่สองแต่ผู้เดียว) ที่มีว่าวัฒนธรรมของอเมริกาคือความถูกต้อง ประชาธิปไตยตัวแทนคือความถูกต้อง สิทธิมนุษยชนคือความถูกต้อง ความเจริญก้าวหน้า ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม การตลาดเสรี บริโภคนิยมยิ่งมากยิ่งดีคือความถูกต้อง ฯลฯ สรุปก็คืออะไรๆ ที่ฝรั่งตะวันตกและอเมริกาและอเมริกันมีอยู่และสนับสนุน-วัตถุกายภาพย่อมสำคัญและมีคุณค่ากว่าจิตใจที่มองไม่เห็น-ล้วนถูกต้องทั้งนั้น?
 
เช่นนั้นแล้ว เราจะช่วยตัวเองจากความเคยชินที่กลายเป็นนอร์ม กลายเป็นความปกติธรรมดาของ "ประเทศโลกที่สาม" ที่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตั้ง และจัดการให้ฝรั่งยุโรปหรืออเมริกาเท่านั้นเป็นคนฉลาด เก่งและเฮงกว่า เหมือนกับว่าฝรั่งเป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์ ส่วนมนุษย์ที่เหลือทั่วทั้งโลกอยู่ในนรก เราจะทำอย่างไรจึงจะกำจัดสิ่งเป็นเสมือนมะเร็งร้าย ความหลงผิด โมหจริตที่ชั่วร้าย หลอกหลอนหลายชั่วคนให้หมดไป? เราจะเอาชนะได้หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มก็ด้วยการรู้ความจริงที่แท้จริงเท่านั้น และเราต้องเข้าใจเช่นนั้นอย่างถ่องแท้ ความจริงแท้ที่อยู่ภายในและมองไม่เห็น เราจะต้องรู้ว่าสิ่งที่มองไม่เห็น หรือสิ่งที่ธรรมชาติซ่อนไว้อย่างมิดชิดนั้นย่อมจะสำคัญมากกว่าสิ่งพื้นๆ ที่ใครก็มองเห็นและหยิบฉวยได้ไปอย่างสบายมาก
 
นั่นคือเราต้องเข้าใจสังคมของมนุษย์ทั้งหมด ไม่เฉพาะแต่ระบบเงินหรือเศรษฐกิจที่ความเป็นอเมริกันมองว่า นั่นคือหัวใจของวิถีชีวิตของอเมริกันชน เพราะความเป็นชาติค่อนข้างใหม่ และเป็นหม้อหลอมของเผ่าพันธุ์ส่วนใหญ่ที่ไม่มีวัฒนธรรมของชาติไม่มีกำพืดเป็นของตัวเอง แต่ยังต้องรวมทั้งระบบการเมืองใหม่ ระบบสังคมใหม่ ประวัติศาสตร์ใหม่ และองค์ความรู้หรือวิทยาศาสตร์กับศาสนาเข้าด้วยกัน เพราะฉะนั้นเราในประเทศที่กำลังพัฒนาทั้งหลาย โดยเฉพาะเราที่เป็นชาวพุทธจะต้องไม่ตามหลังอเมริกาหรือฝรั่งตะวันตกทุกๆ อย่างโดยไม่คิดหรือไตร่ตรองให้รอบคอบ เรา-ชาวพุทธต้องรู้ว่า หากว่าทุกประเทศจะต้องมีกฎหมายสูงสุดหรือรัฐธรรมนูญปกครองประชาชน ภพภูมิต่างๆ ก็ต้องมีกฎหมายสูงสุดหรือภพธรรมนูญเพื่อปกครองชาวโลกทุกๆ คน-ทั้งที่ตายจากภพภูมิหรือโลกนี้ ทั้งที่ยังไม่ตาย-นั่นคือกฎแห่งกรรมที่ปกครองมนุษย์ทุกๆ คน (ที่เจตนา) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสเองว่าทุกๆ คนเลย แม้ว่าบุคคลผู้นั้นจะนับถือหรือไม่นับถือพุทธศาสนา ฉะนั้น กฎแห่งกรรมคือกฎหมายสูงสุด-ที่ไม่เพียงแต่มนุษย์ใดๆ ในโลกนี้หรือภพภูมิแห่งนี้ ทั้งที่ตายแล้วหรือยังไม่ตาย-ที่ปกครองประชาชนทุกๆ คนในภพภูมิทั้งห้าภพภูมิ มันจึงไม่มีสิทธิมนุษยชน ความเจริญก้าวหน้า หรืออย่างหนึ่งอย่างใดดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้น กฎหมายหรือธรรมนูญการปกครอง หรือความจริงทางโลกทางสังคมจะมีความสำคัญกว่ากฎแห่งกรรม หรือภพธรรมนูญ หรือความจริงที่แท้จริงได้อย่างไร? เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกเกิด เลือกผิวสีและเผ่าพันธุ์ เลือกสังคมประเทศชาติได้-หรือไร?
 
พุทธศาสนานั้นมองชีวิตและสังสารวัฏที่รวมจักรวาลและโลกนี้เป็นภพภูมิแห่งความทุกข์ ที่น่าจะแปลว่าความขัดแย้ง หรือความต้องการ หรือความถมไม่เต็มของความปรารถนามากกว่าความทุกข์ (suffering) ที่เราเข้าใจกันอันเป็นเรื่องกายภาพกับจิตรู้-ที่เป็นเรื่องของสมอง-ขณะที่ความปรารถนาความถมไม่เต็มเป็นเรื่องของอัตตา ตัวตน (self) ซึ่งเป็นเรื่องของจิตไร้สำนึก (unconsciousness) สมองจึงมีหน้าที่บริหารจิตไร้สำนึกที่ว่านั้นให้เป็นจิตสำนึกหรือจิตรู้เท่านั้น ความจริงแล้วจิตวิทยาของพุทธศาสนานั้น เป็นวิชาของพุทธศาสนาที่เป็นทั้งอะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ที่ผู้สนใจจริงๆ ไม่จำเป็นต้องไปเมืองนอก เพียงหมั่นศึกษาพุทธศาสนาก็พอถมเถไป แถมดีกว่าด้วย พุทธศาสนานั้น เดวิด ลอย และเซ็นพุทธศาสนาจะแบ่งพุทธศาสนาออกเป็นสามสมัย เรียกว่า "หมุนกงล้อธรรมจักร" (turning dharma wheel) รุ่นแรกหรือรุ่นที่หนึ่งเป็นเรื่องที่เรียกว่าเป็นยุคคลาสสิก (classical period) ที่เน้นการเป็นอิสรภาพส่วนตัวหรือการเป็นปัจเจกพุทธ (personal liberation) มากกว่าคนอื่นๆ ซึ่งยุคนี้จะมีอายุราวๆ 700-800 ปี หลังจากที่พระพุทธองค์ทรงประกาศให้มีพุทธศาสนา และมาถึงมีมิลินทปัญหาและพระไตรปิฎกที่ลังกาแล้ว และแพร่มาสู่พม่า ไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาษาที่ใช้ในคัมภีร์ระหว่างนั้นจะใช้ภาษาบาลีเป็นพื้น ยุคการหมุนกงล้อธรรมจักรครั้งที่สองเกิดขึ้นเมื่อมีคริสต์ศาสนาใหม่ๆ ราวก่อนขึ้นคริสต์ศตวรรษที่ 4 (ญาณโมฬี) เมื่อมีการกำเนิดขึ้นของมหายานพุทธศาสนาที่อินเดียเหมือนกัน แพร่ไปสู่จีน เกาหลีและญี่ปุ่น ซึ่งจะเน้นที่ความเป็นโพธิสัตว์หรือการหลุดพ้นของสัตว์โลกทั้งผอง (liberation of all sential beings) ซึ่งกลายเป็นนิกายวัชรญาณที่แพร่สู่ทิเบต มองโกเลีย และที่อื่นๆ ภาษาที่ใช้ในคัมภีร์พุทธศาสนาเดิมคือภาษาสันสกฤต ส่วนยุคแห่งการหมุนกงล้อธรรมจักรครั้งที่สามนั้นกำลังเริ่มที่จะเกิดบ้างแล้ว นั่นคือยุคสมัยของจิตวิญญาณ (noosphere) ยุคของวิญญาณแห่งโลก (world soul) มารวมกันและวิวัฒนาการต่อไปของมันตามเป้าหมาย ยุคสมัยแห่งจิตวิญญาณที่ปิแอร์ เตยา เดอ ชาดัง ศรีอรพินโธ และนักคิดคนอื่นๆ แม้แต่เคน วิลเบอร์ คาดหวัง วิญญาณของโลก (world soul) ที่ไม่ใช่วิญญาณของปัจเจกชนในศาสนาที่มีพระเจ้าเป็นดวงๆ แต่หมายถึงจิตหนึ่งหรือจิตจักรวาลอันกระจ่างใส
 
ฉะนั้น ยุคแห่งการหมุนกงล้อธรรมจักรครั้งที่สามของพุทธศาสนา คือพุทธศาสนาที่ได้แพร่กระจายไปสู่ประเทศต่างๆ ทางตะวันตกมากขึ้น มากอย่างไม่น่าเชื่อในปัจจุบันวันนี้ และหมายถึงการเป็นอิสรภาพหรือการหลุดพ้นของทั้งส่วนตัวและสัตว์โลกทั้งหลายที่แยกออกจากกันไม่ได้ และภาษาที่ใช้จะเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาของฝรั่งตะวันตก
 
วลีหรือคำใหม่ๆ เพราะๆ ที่ยกมาข้างบนนั้น เราต้องคิดให้ดีก่อนที่จะนำมาใช้กับสังคมมนุษย์ เพราะนั่นผิดทั้งกฎแห่งกรรมและผิดธรรมชาติ มิน่าที่ไม่ว่าอะไรในโลกที่มนุษย์คิดขึ้นมาใช้กับสังคมที่คิดว่าเป็นความจริงแท้ ต่างล้วนแล้วแต่สร้างปัญหาและก่อวิกฤติทั้งนั้น ไม่วันนี้ก็วันหน้าโดยไม่มียกเว้น เพราะว่ามนุษย์เห็นแก่อัตตาตัวตนกับเห็นแต่มนุษย์ยิ่งใหญ่ที่สุด เราคิดแต่เหตุผลกับการพัฒนา-ซึ่งไม่มีจริง ธรรมชาตินั้นมีแต่การก้าวล่วงเหตุผล (transrational) และวิวัฒนาการ ศาสนาหรือจิตวิญญาณ (spirituality) โดยเฉพาะพุทธศาสนา คือเส้นทางไปสู่สภาวะนั้น.
 
 
http://www.thaipost.net/sunday/210310/19643

Share this topic on AskShare this topic on DiggShare this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on LiveShare this topic on RedditShare this topic on TwitterShare this topic on YahooShare this topic on Google buzz

บันทึกการเข้า

ทิ นัง มิไฮ นัง มิจะนัง ทิกุนัง แปลว่า
ที่นั่ง มีให้นั่ง มึงจะนั่ง ที่กูนั่ง ทิ้งไว้เป็น
ปริศนาธรรม นะตะเอง
คำค้น:
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน


หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้
หัวข้อ เริ่มโดย ตอบ อ่าน กระทู้ล่าสุด
ความทรงจำนอกมิติ : รูป นาม วิญญาณกับจักรวาลวิทยา
กระบวนการ NEW AGE
มดเอ๊ก 0 1647 กระทู้ล่าสุด 21 กุมภาพันธ์ 2553 14:00:45
โดย มดเอ๊ก
ความทรงจำนอกมิติ : ประวัติศาสตร์คือบันทึกความสัมพันธ์ของดินกับฟ้า
กระบวนการ NEW AGE
มดเอ๊ก 0 1325 กระทู้ล่าสุด 05 เมษายน 2553 08:47:42
โดย มดเอ๊ก
ความทรงจำนอกมิติ : ทฤษฎีรวมแรงทั้งหมดกับพุทธศาสนา
กระบวนการ NEW AGE
มดเอ๊ก 0 1283 กระทู้ล่าสุด 18 เมษายน 2553 17:16:25
โดย มดเอ๊ก
ความทรงจำนอกมิติ : มนุษย์กับโลกไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวเดียวดาย
กระบวนการ NEW AGE
มดเอ๊ก 0 1391 กระทู้ล่าสุด 03 พฤษภาคม 2553 08:42:23
โดย มดเอ๊ก
พุทธรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์แนวพุทธ สิทธิมนุษยชน (พระธรรมปิฎก ปอ.ปยุตโต )
เสียงธรรมเทศนา - เอกสารธรรม - วีดีโอ
มดเอ๊ก 0 673 กระทู้ล่าสุด 14 พฤศจิกายน 2559 11:52:08
โดย มดเอ๊ก
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.465 วินาที กับ 32 คำสั่ง

Google visited last this page 16 กรกฎาคม 2562 10:26:32