[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
20 สิงหาคม 2562 13:17:20 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า:  1 [2]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ญาณสังวรธรรม (เทศนาพิเศษ) สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก  (อ่าน 1193 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3453


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #20 เมื่อ: 16 สิงหาคม 2562 18:00:39 »




ญาณสังวรธรรม
เทศนาพิเศษ
พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
-----------------------------------------
เถรกรณธรรมกถา*  
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
ยมฺหิ สจฺจญฺจ ธมฺโม จ            อหึสา สญฺญโม ทโม
ส เว วนฺตมโล ธีโร      โส เถโรติ ปวุจฺจตีติ ฯ

บัดนี้ จักรับพระราชทานถวายวิสัชนาพระธรรมเทศนา ในเถรกรณธรรมกถา ฉลองพระเดชพระคุณประดับพระปัญญาบารมี อนุรูปแด่พระกุศลทักษิณานุปทานที่สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์และสมเด็จพระเชษฐภคินีบพิตร เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ได้ทรงบำเพ็ญอุทิศถวายสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ในสัตตมวารที่ ๒ แต่วันเสด็จสิ้นพระชนม์ ในการนี้ สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารพระองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในการทรงบำเพ็ญพระกุศลทั้งนี้ (แทนสมเด็จพระราชชนนีและสมเด็จพระเชษฐภคินีบพิตร ซึ่งยังประทับอยู่ ณ ต่างประเทศ)

การพระราชกุศลที่สมเด็จพระบรมราชชนนีได้ทรงบำเพ็ญนี้ เป็นไปตามวิธีในพระพุทธศาสนา เป็นทานมัยบุญ บุญสำเร็จด้วยทาน เพราะทรงทำการบริจาคบ้าง เป็นสีลมัยบุญ บุญสำเร็จด้วยศีล เพราะทรงสมาทานสีลมัยบ้าง เป็นภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยภาวนา เพราะทรงตั้งพระหฤทัยสดับพระธรรมเทศนาบ้าง ทางพระพุทธศาสนาแสดงว่า บุญที่ได้บำเพ็ญแล้วเมื่อผู้บำเพ็ญอุทิศส่วนให้แก่ผู้อื่น ย่อมเกิดเป็นบุญขึ้นอีกอย่างหนึ่ง เรียกปัตติทานมัยบุญ บุญสำเร็จด้วยการให้ส่วนบุญ และเมื่อผู้อื่นนั้นได้ทราบและได้อนุโมทนาก็เกิดเป็นบุญขึ้นอีกอย่างหนึ่งเรียกอนุโมทนามัยบุญ บุญสำเร็จด้วยการอนุโมทนา ส่วนบุญแก่ผู้อนุโมทนานั้นเอง และผู้อนุโมทนานั้นก็ได้รับผลแห่งอนุโมทนามัยบุญของตน  นอกจากนี้ การที่ทรงบำเพ็ญพระกุศลนี้ยังเป็นการทรงแสดงความคารวะบูชาอย่างยิ่งในสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ตามควรแก่สมัย

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ได้ทรงเพียบพร้อมด้วยพระวุฒิสมบัติ เป็นที่พึงเคารพบูชาอย่างยิ่ง เพราะทรงบริบูรณ์ด้วยพระชาติสมบัติ พระคุณสมบัติ พระธนสมบัติ โดยพระชาติ ได้ทรงสมภพโดยขัตติยชาติในเบื้องต้น และได้ทรงบรรพชาอุปสมบทโดยอริยชาติตามพระธรรมวินัยในลำดับมา โดยพระคุณได้ทรงประพฤติการที่เป็นคุณเกื้อกูลแก่พระองค์ (อัตตหิตะ) บ้าง การที่เป็นคุณเกื้อกูลแก่ผู้อื่น (ปรหิตะ) บ้าง ในการที่เป็นคุณเกื้อกูลแก่พระองค์นั้น ได้ทรงศึกษาเล่าเรียนตามสมัย และทรงได้รับการอบรมมาด้วยดี ทำให้ทรงมีความรู้ความสามารถและความประพฤติดีมาตั้งแต่เบื้องต้น เมื่อได้ทรงเข้ามาสู่พระธรรมวินัยนี้แล้ว ก็ได้ทรงตั้งพระหฤทัยศึกษาพระปริยัติธรรม และปฏิบัติพระธรรมวินัยโดยเคร่งครัด ทั้งได้ทรงสนพระหฤทัยในวิชาการบางอย่าง เช่นภาษาวรรณคดี กวีนิพนธ์ตลอดถึงตำรายาเกร็ดของหทย ส่วนในการที่เป็นคุณเกื้อกูลแก่ผู้อื่นนั้น ได้ทรงร่วมปฏิบัติกิจการของมหามกุฏฯ ได้ทรงร่วมจัดการศึกษาในหัวเมือง และได้ทรงร่วมช่วยในการปกครองคณะสงฆ์ กล่าวคือ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ทรงตั้งมหามกุฏราชวิทยาลัยขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามกุฏ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เคยทรงเป็นนักเรียนของมหามกุฏฯ เป็นครูของมหามกุฏฯ เป็นกรรมหามกุฏฯ เป็นนายกกรรมการมหามกุฏฯ และเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดขอให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสเป็นประธานจัดการศึกษาในหัวเมือง ได้ทรงเป็นผู้อำนวยการศึกษามณฑลจันทบุรี ต่อมา เมื่อประกาศใช้พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.๑๒๑ ได้ทรงเป็นเจ้าคณะมณฑลจันทบุรี และมณฑลอื่นในต่อมา ในการปกครองคระสงฆ์ส่วนกลางได้ทรงเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม และได้ทรงเป็นประธานกรรมการมหาเถรสมาคมในคราวหนึ่ง และในสมัยใช้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ๒๔๘๔ ได้ทรงเป็นประธานคณะวินัยธร ในทางการวัดและการคณะธรรมยุต เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสสิ้นพระชนม์แล้ว ก็ได้ทรงปกครองวัดนี้สืบต่อไป ได้ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ให้บรรพชาอุปสมบทกุลบุตรและทรงอบรมสั่งสอนด้วยพระองค์เองตลอดมา ได้ทรงช่วยในการบริหารคณะธรรมยุตตามลัทธิจารีตของคณะ ซึ่งขึ้นตรงต่อเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต คือสมเด็จพระมหาสมณเจ้าพระองค์นั้น และสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ในลำดับมา ในส่วนสมณศักดิ์ได้ทรงได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ตั้งแต่ต้นมาโดยลำดับจนถึงสมเด็จพระราชาคณะ เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุตติกา แต่ได้ทรงบัญชาการคณะธรรมยุตเต็มที่ ในเมื่อสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ได้ทรงมอบ และได้สิ้นพระชนม์แล้ว ต่อมา ในรัชกาลที่ ๘ ได้ทรงรับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า สกลมหาสังฆปริณายก สืบมาถึงรัชกาลปัจจุบัน ได้ทรงประกอบศาสนกิจอันสำคัญยิ่ง คือได้ทรงเป็นพระราชอุปัธยาจารย์ ในคราวที่สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าเสด็จออกทรงพระผนวช และได้ประทับบำเพ็ญเนกขัมมปฏิบัติ ณ วัดบวรนิเวศวิหารนี้ตลอดเวลา ๑๕ วัน เป็นที่เจริญพระราชศรัทธาปสาทาธิคุณในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ต่อมา ได้โปรดสถาปนาให้ทรงกรม เป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงในพระราชทินนามเดิม เป็นที่ทรงบูชาสักการะอย่างยิ่งเป็นพิเศษ  สมเด็จพระสังฆราชเจ้าทรงเจริญด้วยพระคุณาสังการอื่นๆ อีกมาก ทั้งมีพระวัยวุฒิสูง พระวุฒิสมบัติทุกประการ ประกอบกันทำพระองค์ให้เป็นผู้สมควรเป็นองค์พระประมุขสงฆ์ เป็นผู้สมควรเคารพบูชาแห่งสมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนทั่วไป ดังที่ประจักษ์อยู่ สมเด็จพระสังฆราชเจ้าทรงเจริญด้วยพระวัยสมบัติยิ่งขึ้น พระโรคาพาธก็บังเกิดเบียดเบียนพระวรกายมากขึ้นตามกัน จนถึงต้องเสด็จไปประทับรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และต้องทรงได้รับการผ่าตัดหลายครั้ง ถึงอย่างนั้น ก็ยังทรงผ่านพ้นอันตราย ทรงดำรงพระชนม์สืบมาได้โดยลำดับด้วยพระหฤทัยอันเข้มแข็ง กับด้วยความเฝ้ารักษาพยาบาลเป็นอย่างดีในพระบรมราชูปถัมภ์โดยพร้อมเพรียงทุกประการ แต่พระโรคาพาธก็บังเกิดทับทวีขึ้นโดยลำดับ จนสิ้นวิสัยที่พระวรกายจะดำรงอยู่ได้ จึงเสด็จสิ้นพระชนม์ดับไปตามธรรมดา เฉพาะพระพักตร์สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า ซึ่งได้รีบเสด็จพระราชดำเนินไปประทับเฝ้าอยู่จนวาระสุดท้าย แล้วโปรดฯ ให้จัดการพระศพด้วยพระอิสริยยศอย่างสูง และทั้งทางราชสำนักทั้งทางบ้านเมือง ก็ได้ถวายความเคารพตามวิธีนิยม

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า แม้เสด็จสิ้นพระชนม์แล้ว เพราะพระวรกายต้องสลายไปตามธรรมดาของสังขาร แต่พระคุณยังดำรงอยู่ เหมือนดังที่ปรากฏอยู่ในจิตใจของบรรดาบุคคลผู้รู้จักคุ้นเคย โดยเป็นพระคุณลักษณะพิเศษนั้นๆ แต่การบรรยายพระคุณตามที่บุคคลต่างๆ รู้จักอาจไม่ยุติ หากบรรยายอาศัยพระพุทธภาษิตอาจยุติได้โดยปริยายหนึ่ง ได้ทรงประกอบด้วยพระคุณคือ ความจริง ความตรง ความเป็นธรรม ความมีเมตตา ความสำรวม ความข่มใจ พระคุณเหล่านี้เป็นเครื่องชำระมลทินโทษ ทำให้พระองค์ทรงเป็นพระเถระที่แปลว่าผู้มั่นคงตามธรรม สมด้วยนัยพระพุทธภาษิต ณ เบื้องต้นว่า ยมฺหิ สจฺจญฺจ ธมฺโม จ เป็นต้น แปลความว่า สัจจะ ๑  ธรรม ๑  อหิงสา ๑  สัญญมะ ๑  ทมะ ๑  มีในผู้ใด ผู้นั้นแลเป็นผู้ทรงปัญญา



* ทรงแสดงเมื่อดำรงสมณศักดิ์ที่ พระธรรมวราภรณ์ ในการพระกุศลทักษิณานุปทาน ที่สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลทรงบำเพ็ญ ในสัตตมวารที่ ๒ แต่วันสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ณ ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร  วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๑




ญาณสังวรธรรม
เทศนาพิเศษ
พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
-----------------------------------------
อัปปมาทกถา*  
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
อปฺปมาทํ ปสํสนฺติ            ปุญฺญกิริยาสุ ปณฺฑิตาติ

บัดนี้ จักถวายวิสัชนาพระธรรมเทศนา ในทักษิณานุปทานกถา ฉลองพระเดชพระคุณประดับพระปัญญาบารมี ด้วยสมเด็จพระภคินีบพิตร เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ได้ทรงปรารภพระชนมายุที่เจริญมาโดยลำดับ นับได้ ๓ รอบปี คือ ๓๖ พรรษาบริบูรณ์ จึงทรงกำหนดการทรงบำเพ็ญพระกุศลฉลองพระชนมายุ ในเบื้องต้นได้ทรงกำหนดบำเพ็ญพระกุศลทักษิณานุปทาน น้อมอุทิศถวายสมเด็จพระบุรพการีพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมชนกนาถ เพื่อเป็นสิริสวัสดิพัฒนมงคลยิ่งขึ้นสืบต่อไป

อันอายุหรือชีวิตทั้งปวงย่อมมีบุพพการีผู้ทำอุปการะก่อน คือชนกชนนี หรือมารดาบิดาเป็นเบื้องต้น เมื่อสืบขึ้นไป ก็ย่อมมีบุพพาการีสูงๆ ขึ้นไปอีก นอกจากนี้ยังอาศัยบุคคลผู้อุปการะอื่นๆ อีกมาก อายุที่เจริญมาจึงเนื่องกับผู้อุปการะในทางต่างๆ เป็นอันมาก และความมีอายุเจริญถือว่าเป็นพร ผลอันประเสริฐ เป็นมงคล เหตุให้บรรลุถึงความเจริญ หรือผลเจริญ เป็นที่ปรารถนาต้องการกันทั่วไป เมื่ออายุดำเนินมาครบปีครบรอบโดยลำดับ ก็เป็นที่ยินดี และทำการฉลองต่างๆ แต่ผู้มีศรัทธาและปัญญาในพระพุทธศาสนาย่อมนิยมบำเพ็ญกุศลอุทิศให้ท่านผู้เป็นต้นเดิมและผู้อุปการะอายุให้ดำเนินมาส่วน ๑  บำเพ็ญกุศลฉลองอายุส่วน ๑  ทั้ง ๒ ส่วนเมื่อบำเพ็ญให้เป็นไปด้วยดีแล้ว ย่อมเป็นพร เป็นมงคล บังเกิดเพิ่มเติมแก่อายุ ยังอายุให้วัฒนะสถาพรสืบต่อไปตลอดกาลนาน

สมเด็จพระภคินีบพิตร ได้ทรงมีพระชนมายุเจริญมา นับว่าเป็นพร เป็นมงคล และทรงปรารภพระชนมายุที่เป็นพรเป็นมงคลนี้ ว่าทรงได้มาด้วยอาศัยสมเด็จพระบรมชนกนาถเป็นเบื้องต้น ทรงระลึกถึงพระราชคุณูปการ และพระราชหฤทัยที่เปี่ยมด้วยพระเมตตาพระกรุณานี้ชื่อว่ากตัญญู รู้อุปการะที่ท่านได้ทำแล้ว คือรู้พระคุณท่าน  ครั้นแล้ว ทรงบำเพ็ญพระกุศลน้อมอุทิศถวายแด่สมเด็จพระบรมชนกนาถ นี้ชื่อว่า กตเวที ประกาศอุปการะที่ท่านได้ทำแล้ว คือทำการสนองตอบแทนพระคุณท่าน ความกตัญญูกตเวทีนี้เป็นพรเป็นมงคลส่วนเหตุ อันจะเกิดพรมงคลส่วนผล สืบต่อพระชนมายุแห่งสมเด็จพระภคินีบพิตรให้เจริญส่วนหนึ่ง แม้สมเด็จพระบรมศาสดาก็ได้ตรัสไว้ว่า ภูมิ เว สาธุรูปานํ กตญฺญูกตเวทิตา ความกตัญญูกตเวทีเป็นภูมิชั้นของสาธุชนคนดี ดังนี้

อนึ่ง ท่านผู้ประสงค์ย่อมอุทิศส่วนกุศลที่ได้บำเพ็ญแล้วแก่เทพดา เรียกว่า บำเพ็ญเทวตาพลีอีกด้วย แม้สมเด็จพระบรมศาสดาก็ให้ไว้ในลิจฉวีอปริหานิยธรรมสูตรข้อหนึ่ง แปลความว่า กุลบุตรย่อมสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเทพยดาผู้รับที่ดี เทพดานั้นอันกุลบุตรนั้น สักการะ เคารพ นับถือ บูชาแล้ว ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรนั้นด้วยใจอันงามว่า ขอท่านจงเป็นอยู่ยืนนาน จงรักษาอายุให้ยืนยาวเถิด กุลบุตรนั้น อันเทพดาอนุเคราะห์ดังนั้นแล้ว อาจหวังความเจริญได้ ไม่มีความเสื่อม ดังนี้

สมเด็จพระภคนีบพิตร เมื่อทรงบำเพ็ญพระกุศลทักษิณานุปทาน ณ บัดนี้ (ในวันนี้) แล้วก็กำหนดจักทรงบำเพ็ญพระกุศลฉลองพระชนมายุต่อไป (ในวันพรุ่งนี้) เป็นอันได้ทรงอาศัยพรมงคลบำเพ็ญพรมงคล ต่อพรมงคลบริบูรณ์ตามทางพระพุทธศาสนา เพราะพรมงคลทั้งปวงในพระพุทธศาสนานั้น ส่วนผลมีอายุเป็นต้น ก็เกิดจากส่วนเหตุคือบุญกุศล  ฉะนั้น บัณฑิตคือคนดีคนฉลาดทั้งหลายจึงสรรเสริญความไม่ประมาทในการทำบุญ ดังพระพุทธานุสาสนีที่ยกขึ้นไว้ ณ เบื้องต้น ว่า อปฺปมาทํ ปสํสนฺติ ปุญฺญกิริยาสุ ปณฺฑิตา  แปลความว่า บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญความไม่ประมาทในบุญกิริยา ดังนี้

คำว่า บุญ เป็นชื่อของความสุข ดังพระพุทธภาษิตที่ตรัสเตือนไว้ว่า “ท่านทั้งหลายอย่ากลัวบุญเลย คำว่าบุญเป็นชื่อของความสุข”  ดังนี้ ฉะนั้น บุญมีอยู่ในบุคคลใดในที่ใด บุคคลนั้นที่นั้นก็มีสุข แม้จะขัดข้องบ้าง ก็ไม่นาน เพราะบุญเป็นสิริที่ชักนำโภคสมบัติทั้งปวง ดังพระพุทธภาษิตว่า “สิริ โภคานมาสโย” สิริเป็นที่อาศัยแห่งโภคะทั้งหลาย” นี้เป็นบุญส่วนผล ใครๆ ก็จะแข่งกันในผลนี้มิได้ ดังคำเก่าว่า แข่งวาสนามิได้ แต่ก็เกิดจากบุญส่วนเหตุที่บุคคลผู้เป็นเจ้าของบุญส่วนผลนั้นได้ทำไว้แล้วเอง ดังมงคลข้อว่า “ปุพฺเพกตปุญฺญตา ความเป็นผู้มีบุญอันได้ทำแล้วในกาลก่อน” บุญที่เป็นส่วนเหตุนี้แปลว่าเครื่องชำระฟอกล้าง คือความดีอันเป็นเครื่องชำระฟอกล้างความชั่ว กล่าวสั้น บุญก็คือความดี บุญกิริยา การทำบุญ ก็คือ ทำความดี โดยย่อมี ๓ คือ

๑. ทาน การให้ การบริจาค เพื่อสงเคราะห์ อนุเคราะห์ บูชา เพื่อกำจัดความโลภ ความตระหนี่ในจิตใจ
๒. ศีล ความประพฤติเป็นปกติเรียบร้อยดีงามทางกายทางวาจา ด้วยความตั้งใจงดเว้นความประพฤติชั่วประพฤติผิดต่างๆ เป็นเครื่องกำจัดโทสะในจิตใจ
๓. ภาวนา ความอบรมใจให้สงบตั้งมั่น อบรมปัญญาให้รู้เห็นถูกต้องตามเป็นจริง เป็นเครื่องกำจัดโมหะความหลงในจิตใจ บุคคลผู้ประมาทปราศจากสติย่อมกลัวบุญ เกลียดบุญ เมินเฉย ไม่ประสงค์บุญ แต่ย่อมพอใจในการทำบาปต่างๆ อันตรงกันข้าม ส่วนบุคคลผู้ไม่ประมาท มีสติรักษาตน ย่อมไม่กลัวบุญ ไม่เกลียดบุญ ไม่เมินเฉยในบุญ ย่อมขวนขวายประกอบการบุญต่างๆ ตามโอกาสตามสามารถ  ฉะนั้น คนดีคนฉลาดทั้งหลายจึงสรรเสริญความไม่ประมาทในบุญกิริยาทั้งหลายด้วยประการฉะนี้

สมเด็จพระภคินีบพิตร ได้ทรงอาศัยพรมงคลอาศัยบุญ ทรงบำเพ็ญพรมงคล ทรงบำเพ็ญบุญ อันรวมลงในทาน คือ ภาวนา ทรงน้อมอุทิศส่วนพระกุศลถวายแด่สมเด็จพระบรมชนกนาถ ด้วยพระกตัญญูกตเวทิตาคุณ ขออำนาจพระกุศลทักษิณานุปทานทั้งนี้ ที่ตั้งอยู่ดีแล้วในพระสงฆ์ จงเป็นผลสัมฤทธิ์ๆ สำเร็จเป็นพระราชหิตสุขแด่สมเด็จพระราชบุรพการี พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมชนกนาถ สมตามที่ทรงตั้งพระหฤทัยอุทิศถวายโดยฐานะทุกประการ



* ทรงแสดงเมื่อดำรงสมณศักดิ์ที่ พระสาสนโสภณ ถวายสมเด็จพระเจ้าภคนีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ในการที่ทรงบำเพ็ญในเบื้องต้นแห่งการบำเพ็ญพระกุศลฉลองพระชนมายุครบ ๓ รอบปี คือ ๓๖ พรรษาบริบูรณ์ วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๔
บันทึกการเข้า

คำค้น:
หน้า:  1 [2]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน


หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้
หัวข้อ เริ่มโดย ตอบ อ่าน กระทู้ล่าสุด
อานาปานสติ 4.2 ขั้นธัมมานุปัสสนา นัย ๒ โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ
เสียงธรรมเทศนา
自由人 0 873 กระทู้ล่าสุด 27 กุมภาพันธ์ 2556 16:03:36
โดย 自由人
อานาปานสติ 4.1 ขั้นธัมมานุปัสสนา นัย ๑ โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ
เสียงธรรมเทศนา
自由人 0 882 กระทู้ล่าสุด 27 กุมภาพันธ์ 2556 16:05:55
โดย 自由人
อานาปานสติ 3 ขั้นจิตตานุปัสสนา โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ
เสียงธรรมเทศนา
自由人 0 805 กระทู้ล่าสุด 27 กุมภาพันธ์ 2556 16:12:40
โดย 自由人
อานาปานสติ 2 ขั้นเวทนานุปัสสนา โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ
เสียงธรรมเทศนา
自由人 0 727 กระทู้ล่าสุด 27 กุมภาพันธ์ 2556 16:14:45
โดย 自由人
อานาปานสติ 1 ขั้นกายานุปัสสนา โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ
เสียงธรรมเทศนา
自由人 0 866 กระทู้ล่าสุด 27 กุมภาพันธ์ 2556 16:16:36
โดย 自由人
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.231 วินาที กับ 32 คำสั่ง