[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
29 มกราคม 2566 23:41:27 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า:  1 2 3 [4]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พระวินัย ๒๒๗ พุทธบัญญัติจากพระไตรปิฎก (ปาราชิก ๔ สิกขาบท)  (อ่าน 49593 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Kimleng
'อกุศลธรรม' เป็นสิ่งเกิดขึ้นจากการตามใจคนทั้งนั้น อะไรที่ชอบก็บอกของนั้นดี
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 14
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 4922


'อกุศลธรรม' เป็นสิ่งเกิดขึ้นจากการตามใจคนทั้งนั้น

ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 9.0 MS Internet Explorer 9.0


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: 21 มกราคม 2557 16:21:07 »

.



พระวินัย ๒๒๗ พุทธบัญญัติจากพระไตรปิฎก

ปาราชิก สิกขาบทที่ ๑
(พระวินัยข้อที่ ๑)
ภิกษุเสพเมถุนต้องปาราชิก


ปาราชิกนี้ เป็นกฎหมายอันเด็ดขาดของศาสนาพุทธ ถ้าเป็นกฎหมายทางฝ่ายโลก ก็ตัดสินประหารชีวิต
ถ้าต้องปาราชิกเข้าแล้วข้อใดข้อหนึ่ง ก็ขาดจากความเป็นภิกษุ หาสังวาสไม่ได้

ถ้าต้องปาราชิกแล้วยังไปร่วมอุโบสถสังฆกรรม ทำให้สังฆกรรมเศร้าหมอง
แปลว่า ทำลายศาสนา ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน ทั้งภพนี้และภพหน้า เป็นมนุสสสุญญตะ
หมดภพชาติที่จะได้มาเป็นมนุษย์ ขาดใจเมื่อไหร่ลงมหาโลกันตนรกเมื่อนั้น

พระสุทินน์ : ต้นบัญญัติ สิกขาบทที่ ๑

ณ สถานที่ไม่ห่างจากพระนครเวสาลี มีบ้านตำบลหนึ่งชื่อกลันทะ ในบ้านนั้นมีบุตรเศรษฐีผู้หนึ่งชื่อ สุทินน์ เป็นบุตรของกลันทเศรษฐี จึงเรียกกันว่าสุทินกลันทบุตร  สุทินกลันทบุตรได้ทำธุระบางอย่างในพระนครเวสาลีกับสหายหลายคน ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งแสดงธรรมอยู่ เขาได้เห็น เกิดความคิดว่า “เราจะฟังธรรมบ้าง” แล้วเดินเข้าไปนั่ง ณ ที่นั้น คิดว่า “ทำอย่างไรหนอ เราจึงจะรู้ทั่วถึงธรรมที่ทรงแสดงแล้ว เพราะบุคคลที่ยังครองเรือนอยู่จะประพฤติพรหมจรรย์นี้ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์โดยส่วนเดียว ดุจสังข์ที่ขัดดีแล้วทำไม่ได้ง่าย ถ้าอย่างนั้นเราจะปลงผมและหนวด ครองผ้ากาสายะออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตดีกว่า

ครั้นฟังธรรมจบแล้ว เขาและคนอื่นๆ ก็ลุกจากที่นั่ง ถวายบังคมกลับไป หลังจากนั้นไม่นาน สุทินน์ได้ย้อนกลับมาเข้าเฝ้ากราบทูลถึงความปรารถนาบวช พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ก็มารดาบิดาอนุญาตให้เธอออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตแล้วหรือ กราบทูลว่า ยังไม่ได้อนุญาต พระพุทธเจ้าข้า  ตรัสว่า ดูก่อนสุทินน์ พระตถาคตทั้งหลายย่อมไม่บวชบุตรที่มารดาบิดายังมิได้อนุญาต เขากราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้าจักกระทำให้มารดาบิดาอนุญาตให้ข้าพระพุทธเจ้าออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต พระพุทธเจ้าข้า

หลังจากนั้น สุทินกลันทบุตรเสร็จธุระในพระนคร กลับถึงบ้านกล่าวขออนุญาตบวช แต่มารดาบิดากล่าวว่า “ลูกสุทินน์ เจ้าเป็นบุตรคนเดียว เป็นที่รัก เป็นที่พอใจของเรา เจริญมาด้วยความสุข อันพี่เลี้ยงนางนมประคบประหงมมาด้วยความสุข เจ้าไม่รู้จักทุกข์สักน้อย แม้เจ้าจะตาย เราก็ไม่ปรารถนาจะจาก เหตุไฉนเราจักอนุญาตให้เจ้าผู้ยังมีชีวิตอยู่ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตได้เล่า”

แม้ครั้งสอง...ครั้งที่สาม...เขาก็ยืนยันจะขอบวชให้ได้ แต่ก็ยังคงถูกมารดาบิดายืนยันไม่อนุญาตเหมือนเดิม เมื่อเห็นว่าบิดามารดาไม่อนุญาตให้บวช เขาจึงนอนลงบนพื้น ตัดสินใจว่าการตายหรือการบวชจักมีแก่เราในสถานที่นี้แหละ เขาไม่บริโภคอาหารแม้หนึ่งมื้อ สองมื้อ สามมือ...เจ็ดมื้อ แต่มารดาบิดาก็ยังยืนยันไม่อนุญาตและอ้อนวอนให้เขาอยู่ครองเรือนด้วยคำว่า “ลูกจงกิน จงดื่ม จงรื่นเริง จงสมัครใจกิน ดื่ม รื่นเริง บริโภคกาม ทำบุญเถิด เราไม่อนุญาตให้เจ้าออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต

ต่อมา พวกสหายของสุทินกลันทบุตรได้เข้ามาช่วยบิดามารดาเจรจาอ้อนวอนให้เขาเห็นแก่รักของมารดาบิดา  แต่เขาก็ไม่พูดด้วย ได้นิ่งเสีย เมื่อไม่สำเร็จพวกสหายจึงไปหามารดาบิดาของสุทินน์ ขอให้อนุญาตให้สุทินน์บวชเถิด ไม่เช่นนั้นเขาจักต้องตายแน่แท้ เมื่อเขาบวชแล้วเกิดไม่ยินดีการบวช เขาก็จักกลับมาเองแหละ มารดาบิดาจึงได้อนุญาตให้บวช

พวกสหายได้นำข่าวการอนุญาตของมารดาบิดาไปบอกแก่สุทินน์ เขาก็รื่นเริงดีใจ ลุกขึ้นเยียวยาอยู่สองสามวัน จึงเข้าไปสู่พุทธสำนัก

...สุทินกลันทบุตรได้รับบรรพชาอุปสมบทในพุทธสำนัก เมื่อบวชแล้วไม่นานท่านประพฤติสมทานธุดงคคุณ คือการถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ถือการบิณฑบาตไปตามลำดับเรือน พำนักอยู่ใกล้หมู่บ้านชาววัชชีตำบลหนึ่ง

สมัยนั้น วัชชีชนบทเกิดอัตคัดอาหาร ชาวบ้านหาเลี้ยงชีพฝืดเคือง มีกระดูกคนตายขาวเกลื่อน ต้องมีการสลากซื้ออาหาร ภิกษุจะยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยการถือบาตรแสวงหาก็ทำไม่ได้ง่าย ครั้งนั้น ท่านพระสุทินน์คิดว่า ญาติของเราในพระนครเวสาลีมีมาก ล้วนเป็นคนมั่งคั่ง มีทรัพย์มีโภคะมาก เราจะไปพำนักอยู่ใกล้หมู่ญาติ แม้หมู่ญาติก็จักได้อาศัยเราให้ทานทำบุญ และภิกษุทั้งหลายก็จักได้ลาภ จักไม่ลำบากด้วยบิณฑบาต ท่านจึงเก็บงำเสนาสนะ ถือบาตรและจีวรหลีกไปสู่พระนครเวลาสีโดยลำดับ ถึงแล้วท่านพำนัก ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เขตพระนครเวสาลี

พวกญาติได้ทราบข่าวการมาของท่าน จึงนำภัตตาหารมีประมาณ ๖๐ หม้อ ไปถวาย ท่านพระสุทินน์ท่านสละภัตตาหารประมาณ ๖๐ หม้อนั้นแก่ภิกษุทั้งหลายแล้ว เช้าวันนั้นท่านเข้าไปบิณฑบาตยังกลันทคามใกล้จะถึงเรือนบิดาของตน ก็พอดีนางทาสีกำลังจะทิ้งขนมสดที่ค้างคืน ท่านพระสุทินน์จึงกล่าวว่า “น้องหญิง ถ้าของนั้นมีอันจะต้องทิ้ง ขอท่านจงเกลี่ยลงในบาตรของเราเถิด” นางทาสีกำลังเกลี่ยขนมสดลงในบาตร นางจำเค้ามือ เท้า และเสียงของท่านได้ จึงรีบเข้าไปหามารดาของท่านกล่าวว่า “คุณนายเจ้าขาโปรดทราบ พระสุทินน์บุตรคุณนายกลับมาแล้ว เจ้าค่ะ” มารดาพระสุทินน์ได้กล่าวว่า หากพูดไม่จริง เราจะปลดเจ้ามิให้เป็นทาสี

ขณะที่พระสุทินน์กำลังฉันขนมสดอยู่นั้น พอดีบิดาของท่านเดินกลับมาจากที่ทำงานได้แลเห็น จึงเข้าไปกล่าวว่า “พ่อควรไปเรือนของตนมิใช่หรือ” ท่านพระสุทินน์กล่าวว่า “ไปมาแล้ว ก็ขนมนี้ได้มาจากเรือนของคุณโยม” บิดาของท่านได้จับที่แขนกล่าวว่า “มาเถิด เราจักไปเรือนกัน” ท่านได้เดินตามเข้าไปสู่เรือน นั่งบนอาสนะที่เขาจัดถวาย บิดานิมนต์ให้ฉัน ท่านปฏิเสธว่า ภัตตาหารวันนี้เรียบร้อยแล้ว บิดาจึงนิมนต์ให้มาฉันในวันรุ่งขึ้น ท่านรับนิมนต์แล้วหลีกไป

ครั้งนั้น มารดาของท่านสั่งให้ไล้ทาพื้นแผ่นดินด้วยโคมัยสด ให้จัดทำกองทรัพย์ไว้ ๒ กอง คือ เงินกองหนึ่ง ทองกองหนึ่ง เป็นกองใหญ่ ไม่สามารถแลเห็นกันและกันได้ ให้ปิดกองทรัพย์ด้วยลำแพน จัดอาสนะไว้ตรงกลาง แวดล้อมด้วยม่าน แล้วสั่งให้อดีตภรรยาท่านพระสุทินน์ตกแต่งกายด้วยเครื่องประดับ อันจะเป็นเหตุให้ลูกสุทินน์เกิดความรักใคร่

เวลาเช้า ท่านพระสุทินน์เข้ามาสู่เรือน นั่งบนอาสนะ บิดาให้คนเปิดกองทรัพย์เหล่านั้นออก แล้วกล่าวว่า พ่อสุทินน์ ทรัพย์นี้ของมารดาพ่อ ซึ่งเป็นสินเดิมฝ่ายหญิงที่ได้มาทางฝ่ายมารดา ส่วนของบิดาต่างหาก ส่วนของปู่ต่างหาก พ่อจงกลับมาเป็นคฤหัสถ์ใช้สอยบำเพ็ญบุญเถิด แต่ท่านได้ปฏิเสธว่ายังยินดีประพฤติพรหมจรรย์อยู่ แล้วขอโอกาสกล่าวอีกว่า คุณโยมจงให้เขาทำกระสอบป่านใหญ่ๆ บรรจุเงินและทองให้เต็ม บรรทุกเกวียนไป แล้วให้จมลงในกระแสน้ำท่ามกลางแม่น้ำคงคา ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะความกลัวก็ดี ความหวาดเสียวก็ดี ความขนพองสยองเกล้าก็ดี การเฝ้ารักษาก็ดี อันมีทรัพย์เป็นเหตุให้จักเกิดแก่คุณโยม จักไม่มีแก่คุณโยมเลย

เมื่อท่านกล่าวเช่นนี้ บิดาของท่านได้มีความไม่พอใจ ได้เรียกอดีตภรรยาของท่านออกมา คิดว่าเป็นที่รักที่พอใจของท่านสุทินน์ บางทีลูกสุทินน์จะพึงทำตามคำของเจ้าบ้าง นางได้ออกมาจับเท้า กล่าวว่า “ข้าแต่ลูกนาย นางอัปสรผู้เป็นเหตุให้ท่านประพฤติพรหมจรรย์นั้นชื่ออะไร” พระสุทินน์ตอบว่า “น้องหญิง ฉันไม่ได้ประพฤติพรหมจรรย์เพราะเหตุแห่งนางอัปสรเลย” นางน้อยใจที่ถูกเรียกว่าน้องหญิง ได้สลบล้มลงในที่นั้นเอง พระสุทินน์กล่าวว่า “ถ้าโภชนะที่จะพึงให้มี ก็จงให้เถิด อย่ารบกวนอาตมภาพเลย


 พระสุทินน์เสพเมถุนกับภรรยาเก่า

บิดามารดาได้ถวายของเคี้ยวของฉันอันประณีตด้วยมือของตน จนท่านเสร็จภัตกิจแล้ว มารดาของท่านได้อ้อนวอนให้ท่านสึก เพื่อเห็นแก่ทรัพย์สมบัติมากมายด้วยเถิด แต่ท่านก็ยังคงปฏิเสธ มารดาจึงกล่าวว่า “ทรัพย์สมบัติของเรามีมาก ดังนี้พ่อจงให้พืชพันธุ์ไว้บ้าง พวกเจ้าลิจฉวีจะได้ไม่ริบทรัพย์สมบัติของเรา เพราะหาบุตรผู้สืบสกุลมิได้” ท่านตอบว่า “คุณโยม เฉพาะเรื่องนี้อาจทำได้” มารดาถามว่า “ก็เวลานี้พ่อพำนักอยู่ที่ไหน?” “ที่ป่าหิมวัน” ท่านตอบแล้วลุกจากอาสนะหลีกไป

หลังจากนั้น มารดาของท่านได้สั่งอดีตภรรยาว่า เมื่อใดที่เจ้ามีระดู ต่อมโลหิตเกิดมีแก่เจ้า เมื่อนั้นเจ้าจงบอกแก่แม่ นางรับคำ ต่อมาไม่ช้านัก นางได้มีระดู ต่อมโลหิตได้เกิดขึ้นแก่นาง จึงได้แจ้งให้มารดาพระสุทินน์ ทราบ มารดาสั่งให้แต่งตัวพร้อมด้วยเครื่องประดับ แล้วพานางไปหาพระสุทินน์ที่ป่ามหาวัน รำพันอ้อนวอนให้สึก ท่านตอบปฏิเสธ จึงกล่าวว่าขอพืชพันธุ์ไว้ ท่านตอบว่าอาจทำได้  แล้วจูงแขนอดีตภรรยาเข้าป่าหิมวันต์ ท่านคิดว่าไม่มีโทษ เพราะสิขาบทยังมิได้ทรงบัญญัติห้ามไว้ จึงเสพเมถุนในปุราณทุติยิกา (ภรรยาเก่า) ๓ ครั้ง นางได้ตั้งครรภ์เพราะความประพฤตินี้

เหล่าภุมเทวดากระจายเสียงว่า ท่านผู้เจริญ โอ ภิกษุสงฆ์ ไม่มีเสนียด ไม่มีโทษ พระสุทินกลันทบุตรก่อเสนียดขึ้นแล้ว ก่อโทษขึ้นแล้ว, เทพชั้นจาตุมหาราชิกาได้สดับเสียงเหล่าภุมเทวดาแล้วกระจายเสียงต่อไป, เทวดาชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี เทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหมได้สดับเสียงแล้วกระจายเสียงกันต่อๆ ไปอย่างนี้

(สมัยต่อมา อดีตภรรยาของท่านพระสุทินน์ได้คลอดบุตร พวกสหายของท่านตั้งชื่อทารกนั้นว่า พีชกะ ตั้งชื่ออดีตภรรยาว่า พีชกมารดา ตั้งชื่อพระสินทินน์ว่า พิชกปิตา ภายหลังทั้งอดีตภรรยาและบุตรต่างออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัตแล้ว)

ครั้งนั้น ความรำคาญใจ ความเดือดร้อนใจ ได้เกิดแก่ท่านพระสุทินน์ว่า มิใช่ลาภของเราหนอ ลาภของเราไม่มีหนอ เราได้ชั่วแล้วหนอ เราไม่ดีแล้วหนอ เพราะเราบวชในพระธรรมวินัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีอย่างนี้แล้ว ยังไม่สามารถประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้ตลอดชีวิต เพราะความรำคาญและความเดือดร้อนใจนั้น ท่านได้ซูบผม เศร้าหมอง ผิวพรรณทราม มีผิวเหลืองขึ้นๆ มีเนื้อตัวสะพรั่งด้วยเอ็น มีเรื่องในใจ มีใจหดหู่ มีทุกข์โทมนัส มีวิปฏิสารซบเซาแล้ว

บรรดาภิกษุสหายของท่านพระสุทินน์เห็นความผิดปกตินั้น ได้สอบถามท่านสุทินน์ว่า “คุณไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์หรือ?” พระสุทินน์ตอบว่า “มิใช่ว่าผมจะไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ แต่เพราะบาปกรรมที่ผมทำไว้มีอยู่ ผมได้เสพเมถุนในภรรยา ผมจึงได้มีความรำคาญ ความเดือดร้อนใจ เพราะผมบวชในพระธรรมวินัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว แต่ไม่อาจประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้ตลอดชีวิต”

ภิกษุสหายเหล่านั้นติเตียนท่านพระสุทินน์เป็นอันมาก ที่บวชแล้วไม่อาจจะคลายความกำหนัดและความยึดมั่นเป็นต้นได้ ได้กราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า


ทรงประชุมแล้วติเตียน
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นมูลเค้านั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามท่านพระสุทินน์ว่า “ดูก่อนสุทินน์ ข่าวว่าเธอเสพเมถุนธรรม ในปุราณทุติยิกา จริงหรือ?" พระสุทินน์ทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั้น ไม่เหมาะ ไม่สมควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ เธอบวชเรียนในธรรมวินัยที่เรากล่าวไว้ดีอย่างนี้แล้ว ไฉนจึงไม่สามารถประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์บริสุทธิ์ได้ตลอดชีวิตเล่า

ดูก่อนโมฆบุรุษ (คำว่า โมฆบุรุษนี้ ทรงใช้กับภิกษุที่มิได้เป็นพระอริยะ) ธรรมอันเราแสดงแล้ว โดยอเนกปริยาย เพื่อคลายความกำหนัด ไม่ใช่เพื่อมีความกำหนด เพื่อความพราก ไม่ใช่เพื่อความประกอบ เพื่อความไม่ถือมั่น ไม่ใช่เพื่อความถือมั่น มิใช่หรือ? เมื่อธรรมชื่อนั้นอันเราแสดงแล้ว เพื่อคลายความกำหนัด เธอยังจักคิดเพื่อมีความกำหนัด เราแสดงเพื่อความพราก เธอยังจักคิดเพื่อความประกอบ เราแสดงความไม่ถือมั่น เธอยังจักคิดเพื่อความถือมั่น

ดูก่อน โมฆบุรุษ ธรรรมอันเราแสดงแล้วโดยอเนกปริยาย เพื่อเป็นที่สำรอกแห่งราคะ เพื่อเป็นที่สร่างความเมา เพื่อเป็นที่ดับสูญแห่งความกระหาย เพื่อเป็นที่ถอนอาลัย เพื่อเป็นที่เข้าไปตัดวัฏฏะ เพื่อเป็นที่ดับแห่งตัณหา เพื่อออกไปจากตัณหาเครื่องร้อยรัด มิใช่หรือ

ดูก่อนโมฆบุรุษ การละกาม การกำหนดรู้ความหมายในกาม การกำจัดความกระหายในกาม การเพิกถอนความตรึกอันเกี่ยวด้วยกาม การระงับความกลัดกลุ้มเพราะกาม เราได้บอกไว้แล้วโดยอเนกปริยาย มิใช่หรือ

ดูก่อนโมฆบุรุษ องค์กำเนิดอันเธอสอดเข้าไปในปากงูเห่ายังดีกว่า องค์กำเนิดที่เธอสอดเข้าในหลุมถ่านที่ไฟติดลุกโชนยังดีกว่า...ข้อที่เราว่าดีนั้น เพราะเหตุไร?

เพราะบุคคลผู้สอดองค์กำเนิดเข้าไปในปากอสรพิษเป็นต้นนั้น พึงถึงความตายหรือความทุกข์ เพียงแค่ตายซึ่งมีการกระทำนั้นเป็นเหตุ และเพราะการกระทำนั้นเป็นปัจจัย เบื้องหน้าแต่แตกกายตายไป จักไม่พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนบุคคลผู้ทำการสอดองค์กำเนิดเข้าไปในองค์กำเนิดของมาตุคามนั้น เบื้องหน้าแตกกายตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ซึ่งมีการทำนี้เป็นเหตุ

ดูก่อนโมฆบุรุษ เมื่อการกระทำนั้นมีอยู่ เธอยังชื่อว่าได้ต้องอสัทธรรม อันเป็นเรื่องของชาวบ้าน เป็นมารยาทของคนชั้นต่ำอันชั่วหยาบมีน้ำเป็นที่สุด มีในที่ลับ เป็นของคนคู่ อันคนคู่พึงร่วมกันเป็นไป เธอเป็นคนแรกที่กระทำอกุศลกรรม เป็นหัวหน้าของคนเป็นอันมาก การกระทำของเธอนั้นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้การกระทำของเธอนั้นเป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนท่านพระสุทินน์เป็นอันมากดังนี้แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร ทรงแสดงหลักธรรมที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า



เหตุผลที่ทรงบัญญัติสิกขาบท ๑๐ ประการ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยอาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่อความอยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดขึ้นในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่อถือตามพระวินัย ๑


ปฐมบัญญัติ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า “ภิกษุใด เสพเมถุนธรรม เป็นปาราชิกหาสังวาสมิได้” นี้เป็นพระปฐมบัญญัติ


อนุบัญญัติ ๑
สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งเอาเหยื่อล่อลิงตัวเมียในป่ามหาวัน พระนครเวสาลี แล้วเสพเมถุนในลิงตัวเมียนั้นเสมอ ครั้งนั้นภิกษุหลายรูปสังเกตความผิดปกติของลิง ที่เห็นภิกษุเหล่านั้นแล้วยกสะเอวบ้าง โก่งหางบ้าง แอ่นตะโพกบ้าง  สันนิษฐานว่า ภิกษุเจ้าถิ่นนี้คงเสพเมถุนกับลิงตัวเมียอย่างไม่ต้องสงสัย จึงพากันคอยแอบดู ภิกษุนั้นได้เสพเมถุนอีก เมื่อภิกษุเหล่านั้นถามว่า ทำไมทำเช่นนั้น ทรงมีบัญญัติห้ามแล้วมิใช่หรือ? เธอนั้นตอบว่า พระบัญญัตินั้นห้ามเฉพาะหญิงมนุษย์ ไม่เกี่ยวถึงสัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย ภิกษุเหล่านั้นต่างพากันติเตียน แล้วกราบทูลให้ทรงทราบ รับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ตรัสถามภิกษุนั้น ทรงติเตียนเป็นอันมาก แล้วมีอนุบัญญัติว่า “อนึ่ง ภิกษุใด เสพเมถุนธรรมโดยที่สุดแม้ในสัตว์เดรัจฉานตัวเมีย เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้”


ผู้ต้องปาราชิกแล้วปรารถนาการบวชอีก
สมัยต่อมา ภิกษุวัชชีบุตรชาวพระนครเวสาลีหลายรูปไม่ได้บอกลาสิกขาบท ได้เสพเมถุนธรรม สมัยถัดมา พวกเขาถูกความพินาศแห่งญาติกระทบแล้ว ถูกความวอดวายแห่งโภคะกระทบแล้ว ถูกโรคภัยเบียดเบียนแล้ว จึงเข้าไปหาพระอานนท์ กล่าววิงวอนให้ช่วยกราบทูลขอบรรพชาอุปสมบทอีกครั้ง โดยให้สัญญาว่าจะหมั่นประกอบความเพียรในการเจริญโพธิปักขิยธรรม

พระอานนท์รับคำของวัชชีบุตรเหล่านั้นแล้ว เข้าเฝ้ากราบทูลให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ การที่ตถาคตจะพึงถอนปาราชิกสิกขาบทที่บัญญัติแล้วแก่สาวกทั้งหลาย เพราะเหตุแห่งพวกวัชชีบุตรนั้น ไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาส

ครั้งนั้น พระองค์รับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดแลเป็นภิกษุ ไม่บอกคืนสิกขา ไม่ทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง เสพเมถุนธรรม ผู้นั้นมาแล้วสงฆ์ไม่พึงอุปสมบทให้ ส่วนผู้ใดแลเป็นภิกษุบอกคืนสิกขา ทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง แล้วเสพเมถุนธรรม ผู้นั้นมาแล้วสงฆ์ก็พึงอุปสมบทให้ ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทแสดงอย่างนี้ว่า :


พระอนุบัญญัติ ๒
“อนึ่ง ภิกษุใดถึงพร้อมซึ่งสิกขาและสาชีพของภิกษุทั้งหลายแล้ว ไม่บอกคืนสิกขา ไม่ทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง เสพเมถุนธรรมโดยที่สุดแม้ในสัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย เป็นปาราชิกหาสังวาสมิได้”

     อรรถาธิบาย
- บทว่า ภิกษุที่ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้ขอ, ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า ประพฤติภิกขาจริยาวัตร, ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นเอหิภิกขุ, ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้อุปสมบทแล้วด้วยไตรสรณคมน์, ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้เจริญ, ชื่อว่า ภิกษุ เพราะมีสารธรรม, ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นพระเสขะ, ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นพระอเสขะ,  ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้อันสงฆ์พร้อมเพรียงกันอุปสมบทให้ด้วยญัติติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ   บรรดาภิกษุที่กล่าวมานี้ ภิกษุที่สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันให้อุปสมบทให้ด้วยญัตติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะนี้ ชื่อว่า ภิกษุที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้
- บทว่า สิกขา ได้แก่ สิกขา ๓ ประการ คือ อธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา บรรดาสิกขา ๓ ประการนี้ อธิศีลสิกขา ชื่อว่า สิกขาที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้ (ถึงพร้อมซึ่งสิกขา คือ ถึงพร้อมด้วยศีล)


อาบัติ
๑. ภิกษุเสพเมถุนในมรรค ๓ คือ วัจจมรรค ปัสสาวมรรค และมุขมรรค (มรรคใดมรรคหนึ่ง หรือทั้งสาม) ของมนุษย์ผู้หญิง...อมนุษย์ผู้หญิง...สัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย ต้องปาราชิก
๒. ภิกษุเสพเมถุนในมรรค ๓ คือ วัจจมรรค ปัสสาวมรรค และมุขมรรค ของมนุษย์อุภโต พยัญชนก...อมนุษย์อุภโตพยัญชนก...สัตว์ดิรัจฉานอุภโตพยัญชนก ต้องปาราชิก
๓. ภิกษุเสพเมถุนในมรรค ๓ คือ ของมนุษย์บัณเฑาะก์...อมนุษย์บัณเฑาะก์...ดิรัจฉานบัณเฑาะก์ ต้องปาราชิก
๔. ภิกษุเสพเมถุนในมรรค ๒ คือ วัจจมรรค มุขมรรค ของมนุษย์ผู้ชาย...อมนุษย์ผู้ชาย...สัตว์ดิรัจฉานตัวผู้ ต้องปาราชิก
๕. พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงมาในสำนักภิกษุ แล้วให้ทับองค์กำเนิด (ของภิกษุ) ด้วยวัจจมรรค...ปัสสาวมรรค...มุขมรรค ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ยินดีการหยุดอยู่ ยินดีการชักออก ต้องปาราชิก
๖. พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงมา แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค...ปัสสาวมรรค...มุขมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการชักออก ไม่ต้องอาบัติ
๗. พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงมา แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค...ปัสสาวมรรค...มุขมรรค ถ้าเธอไม่ยินดีการเข้าไป ไม่ยินดีการเข้าไปถึงที่แล้ว ไม่ยินดีการหยุดอยู่ ไม่ยินดีการชักออก ต้องปาราชิก
๘. พวกภิกษุเป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงตายแล้วถูกสัตว์กัดมา แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค...ปัสสาวมรรค...มุขมรรค ถ้าเธอยินดี ต้องถุลลัจจัย หากเธอไม่ยินดี ไม่ต้องอาบัติ
๙. พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงที่ตายแล้วยังไม่ถูกสัตว์กัดมา แล้วให้ทับองค์กำเนิดของภิกษุด้วยวัจจมรรค...ปัสสาวมรรค...มุขมรรค ถ้าเธอยินดี ต้องปาราชิก ถ้าไม่ยินดี ไม่ต้องอาบัติ
๑๐. พวกภิกษุผู้เป็นข้าศึก พามนุษย์ผู้หญิงมา แล้วให้ทับองค์กำเนิดด้วยวัจจมรรค...ปัสสาวมรรค...มุขมรรค คือ ของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุไม่มีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของภิกษุมีเครื่องลาด ๑ ของหญิงมีเครื่องลาด ของภิกษุมีเครื่องลาด ๑ ของหญิงไม่มีเครื่องลาด ของภิกษุไม่มีเครื่องลาด ๑ ถ้าเธอยินดีการเข้าไป ต้องปาราชิก ถ้าไม่ยินดี ไม่ต้องอาบัติ
๑๑. การเสพเมถุนธรรมในบุคคลที่เหลือ มีอมนุษย์ผู้หญิง สัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย หรือมนุษย์อุภโตพยัญชนก เป็นต้น พึงทราบคำอธิบายตามทำนองที่กล่าวมา
๑๒. ภิกษุสอดองค์กำเนิดเข้ามรรคทางมรรค ต้องปาราชิก
๑๓. สอดองค์กำเนิดเข้าอมรรคทางมรรค ต้องปาราชิก (ยังองค์กำเนิดให้เข้าไปทางปัสสาวมรรค เป็นต้น แล้วชักออกในทางแผลใกล้ต่อมรรคนั้น)
๑๔. สอดองค์กำเนิดเข้ามรรคทางอมรรค ต้องปาราชิก (ยังองค์กำเนิดให้เข้าทางแผล ใกล้ต่อมรรค แล้วชักออกทางมรรค)
๑๕. สอดองค์กำเนิดเข้าอมรรคออกทางอมรรค ต้องถุลลัจจัย
๑๖. ภิกษุปฏิบัติผิดในภิกษุผู้หลับ เธอตื่นขึ้นแล้วยินดี พระวินัยธรพึงนาสนะเสียทั้งสองรูป เธอตื่นขึ้นแล้วไม่ยินดี พระวินัยธรพึงนาสนะภิกษุผู้ประทุษร้าย
๑๗. ภิกษุผู้ปฏิบัติผิดในสามเณรผู้หลับ เธอตื่นขึ้นแล้วยินดี พระวินัยธรพึงนาสนะเสียทั้งสองรูป เธอตื่นขึ้นแล้วไม่ยินดี พระวินัยธรพึงนาสนะภิกษุผู้ประทุษร้าย
๑๘. สามเณรปฏิบัติผิดในภิกษุผู้หลับ และสามเณรปฏิบัติผิดในสามเณรผู้หลับ ก็มีอธิบายนัยเดียวกับข้อ ๑๖,๑๗

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23 เมษายน 2558 13:12:36 โดย กิมเล้ง » บันทึกการเข้า



กิมเล้ง @ สุขใจ ดอท คอม
สูตรอาหาร ทำกับข้าว เที่ยวไปทั่ว
 
Kimleng
'อกุศลธรรม' เป็นสิ่งเกิดขึ้นจากการตามใจคนทั้งนั้น อะไรที่ชอบก็บอกของนั้นดี
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 14
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 4922


'อกุศลธรรม' เป็นสิ่งเกิดขึ้นจากการตามใจคนทั้งนั้น

ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #61 เมื่อ: 24 สิงหาคม 2563 16:23:06 »


ปาจิตตีย์ รตนวรรคที่ ๙ สิกขาบทที่ ๑
(พระวินัยข้อที่ ๑๓๒)
ภิกษุเข้าไปในห้องที่พระเจ้าแผ่นดินเสด็จอยู่กับพระมเหสี
ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่ได้รับอนุญาตก่อน

       พระเจ้าปเสนทิโกศล เลื่อมใสอุบาสกคนหนึ่งที่ได้รับการยกย่องจากพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสเชิญให้อุบาสกกล่าวธรรมในฝ่ายในของพระองค์ แต่อุบาสกปฏิเสธว่า ตนเองรู้ธรรมจากพระคุณเจ้าทั้งหลาย ขอให้พระราชานิมนต์พระคุณเจ้าเถิด พระราชาจึงเข้าเฝ้ากราบทูลให้พระผู้มีพระภาคเจ้าประทานภิกษุรูปหนึ่งเพื่อสอนธรรม
      พระองค์ทรงแต่งตั้งพระอานนท์ให้เข้าไปสอนธรรม วันหนึ่งเวลาเช้า พระอานนท์เข้าสู่พระราชนิเวศน์เร็วไป ขณะนั้นพระราชาและพระนางมัลลิกาเทวียังบรรทมอยู่ พระนางทอดพระเนตรเห็นพระอานนท์มาแต่ไกล จึงผลีผลามลุกขึ้น พระภูษาทรงสีเหลืองได้เลื่อนหลุด พระอานนท์กลับจากที่นั้นทันที ถึงอารามได้แจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลายๆ ติเตียนว่า ไฉน ท่านพระอานนท์ยังไม่ได้รับบอกก่อน จึงได้เข้าไปสู่พระราชฐานชั้นในเล่า...แล้วกราบทูล... ทรงติเตียน แล้วแสดงโทษ ๑๐ อย่าง ในการเข้าสู่พระราชฐานชั้นใน มีความระแวงจากพระราชาเมื่อเห็นภิกษุและพระมเหสียิ้มให้กันเป็นต้น แล้วทรงบัญญัติว่า
      “อนึ่ง ภิกษุใด ไม่ได้รับบอกก่อน ก้าวล่วงธรณีเข้าไปในห้องของพระราชาผู้กษัตริย์ ได้รับมุรธาภิเษกแล้ว ที่พระราชายังไม่ได้เสด็จออก ที่รัตนะยังไม่ออก เป็นปาจิตตีย์”

อรรถาธิบาย
      - ที่ชื่อว่า ผู้กษัตริย์ คือ เป็นผู้เกิดดีแล้วทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งฝ่ายพระราชมารดาและพระราชบิดา เป็นผู้มีพระครรภ์เป็นที่ปฏิสนธิหมดจดดีแล้ว ตลอด ๗ ชั่วบุรพชนก ไม่มีใครคัดค้าน ติเตียน โดยกล่าวถึงชาติกำเนิดได้
      - ที่ชื่อว่า ได้รับมุรธาภิเษกแล้ว คือ ได้รับอภิเษกโดยสรงสนานให้เป็นกษัตริย์แล้ว
      - บทว่า ที่พระราชายังไม่เสด็จออก คือ พระเจ้าแผ่นดินยังไม่เสด็จออกจากตำหนักที่บรรทม
      - บทว่า ที่รัตนะยังไม่ออก คือ พระมเหสียังไม่เสด็จออกจากตำหนักที่บรรทม หรือทั้งสองยังไม่ได้เสด็จออก
      - บทว่า ยังไม่ได้รับบอกก่อน คือ ไม่มีใครนิมนต์ไว้ก่อน
      - ที่ชื่อว่า ธรณี ได้แก่ สถานที่ซึ่งเขาเรียกกันว่า ธรณีแห่งตำหนักที่บรรทม
      - ที่ชื่อว่า ตำหนักที่บรรทม ได้แก่ ที่บรรทมของพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งเจ้าพนักงานจัดแต่งไว้ในสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง โดยที่สุดแม้วงด้วยพระสูตร (ม่าน)
      - คำว่า ก้าวล่วงธรณีเข้าไป คือ ยกเท้าที่ ๑ ก้าวล่วงธรณีเข้าไป ต้องทุกกฏ ยกเท้าที่ ๒ ก้าวล่วงธรณีเข้าไป ต้องอาบัติปาจิตตีย์

อาบัติ
       ๑. ยังไม่ได้รับบอก ภิกษุรู้ว่ายังไม่ได้รับบอก ก้าวล่วงธรณีเข้าไป ต้องปาจิตตีย์
       ๒. ยังไม่ได้รับบอก ภิกษุสงสัย... ต้องปาจิตตีย์
       ๓. ยังไม่ได้รับบอก ภิกษุคิดว่าได้รับบอกแล้ว... ต้องปาจิตตีย์
       ๔. ได้รับบอกแล้ว ภิกษุคิดว่ายังไม่ได้รับบอก... ต้องทุกกฏ
       ๕. ได้รับบอกแล้ว ภิกษุสงสัย... ต้องทุกกฏ
       ๖. ได้รับบอกแล้ว ภิกษุรู้ว่าได้รับแล้ว... ไม่ต้องอาบัติ
     
อนาบัติ
      ได้บอกแล้ว ๑  ไม่ใช่กษัตริย์ ๑  ไม่ได้รับอภิเษกโดยสรงสนานให้เป็นกษัตริย์ ๑  พระเจ้าแผ่นดินเสด็จออกแล้ว ๑  พระมเหสีเสด็จออกแล้ว ๑  ทั้งสองพระองค์เสด็จออกแล้ว ๑  ไม่ใช่ตำหนักที่บรรทม ๑  วิกลจริต ๑  อาทิกัมมิกะ ๑
 
สมนฺตปาสาทิกาอรรถกถา วินย.มหาวิ. ๒/๘๐๘-๘๐๙
      ๑. พระมเหสี พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า รัตนะ
      ๒. สิกขาบทนี้มีสมุฏฐานดุจกฐินสิกขาบท เกิดขึ้นทางกายกับวาจา ๑  ทางกายวาจากับจิต ๑  เป็นทั้งกิริยา ทั้งอกิริยา  เป็นอจิตตกะ ปัณณัตติวัชชะ,  กายกรรม วจีกรรม มีจิต ๓   



ปาจิตตีย์ รตนวรรคที่ ๙ สิกขาบทที่ ๒
(พระวินัยข้อที่๑๓๓)
ภิกษุเก็บของมีค่าที่ตกอยู่ ถือเอาเป็นของเก็บได้เอง ใช้ผู้อื่นเก็บก็ดี ต้องปาจิตตีย์
เว้นไว้แต่ตกอยู่ในวัด ต้องเก็บไว้ให้เจ้าของ

       พราหมณ์คนหนึ่งวางถุงเงินประมาณ ๕๐๐ กษาปณ์ ไว้บนบก แล้วลงอาบน้ำในแม่น้ำอจิรวดี เสร็จแล้วได้ลืมถุงทรัพย์นั้นไว้ ภิกษุรูปหนึ่งสรงน้ำขึ้นมาพบเข้า คิดว่านี้คงเป็นถุงทรัพย์ของพราหมณ์นั้น อย่าได้เสียหายเลย จึงได้เก็บไว้
      ฝ่ายพราหมณ์นึกขึ้นได้ รีบวิ่งมาถามภิกษุ ภิกษุนั้นคืนให้แล้ว พราหมณ์ฉุกคิดขึ้นว่าจะทำอย่างไรหนอ เราจึงจะไม่ต้องให้ค่าไถ่ร้อยละ ๕ แก่ภิกษุนี้ จึงพูดเชิงขู่ว่า ทรัพย์ของข้าพเจ้าไม่ใช่ ๕๐๐ กษาปณ์ แต่มี ๑,๐๐๐ กษาปณ์  ดังนั้น แล้วปล่อยภิกษุไป
      ภิกษุนั้นถึงอาราม ได้แจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลายๆ ติเตียนว่า ไฉน จึงได้เก็บเอารัตนะเล่า แล้วกราบทูล... ทรงมีพระบัญญัติว่า
      “อนึ่ง ภิกษุใด เก็บเอาก็ดี ให้เก็บเอาก็ดี ซึ่งรัตนะก็ดี ซึ่งของที่สมมติว่ารัตนะก็ดี เป็นปาจิตตีย์”
      ต่อมา นางทาสีของนางวิสาขามิคารมาตา ได้ลืมเครื่องประดับของนางวิสาขาไว้ในอาราม ภิกษุกราบทูล... ทรงมีพระอนุบัญญัติว่า...
      ต่อมา คนสนิทของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีถอดแหวนแล้ว อังคาสภิกษุทั้งหลายที่เข้าไปฉันยังโรงงานของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ที่กาสีชนบท คนสนิทนั้นได้ลืมแหวนไว้แล้วออกไปข้างนอก ภิกษุทั้งหลายกลัวหายจึงนั่งดูให้อยู่ จนคนสนิทกลับมา ภิกษุเหล่านั้นจึงกราบทูล... ทรงมีพระอนุบัญญัติว่า
      “อนึ่ง ภิกษุใด เก็บเอาก็ดี ให้เก็บเอาก็ดี ซึ่งรัตนะก็ดี ซึ่งของที่สมมติว่ารัตนะก็ดี เว้นไว้แต่ในวัดที่อยู่ก็ดี ในที่อยู่พักก็ดี เป็นปาจิตตีย์ และภิกษุเก็บเอาก็ดี ให้เก็บเอาก็ดี ซึ่งรัตนะก็ดี ซึ่งของที่สมมติว่ารัตนะก็ดี ในวัดที่อยู่ก็ดี ในที่อยู่พักก็ดี พึงเก็บไว้ด้วยหมายว่าของผู้ใด ผู้นั้นจะได้นำไป นี้เป็นสามีจิกรรมในเรื่องนั้น”

อรรถาธิบาย
      - ที่ชื่อว่า รัตนะ ได้แก่ แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ สังข์ศิลา แก้วประพาฬ เงิน ทอง แก้ว ทับทิม แก้วลาย นี้ชื่อว่ารัตนะ
      - ที่ชื่อว่า ของที่สมมติว่ารัตนะ ได้แก่ เครื่องอุปโภค เครื่องบริโภค ของมวลมนุษย์ นี้ชื่อว่า ของที่สมมติว่ารัตนะ
      - คำว่า เว้นไว้แต่ในวัดที่อยู่ก็ดี ในที่อยู่พักก็ดี
      - ที่ชื่อว่า ภายในวัดที่อยู่ คือ สำหรับวัดที่มีเครื่องล้อม กำหนดภายในวัด, สำหรับที่ไม่มีเครื่องล้อม กำหนดอุปจารวัด
      - ที่ชื่อว่า ภายในที่อยู่พัก คือ สำหรับที่อยู่พักที่มีเครื่องล้อม ได้แก่ ภายในที่อยู่พัก, สำหรับที่อยู่พักที่ไม่มีเครื่องล้อม ได้แก่ อุปจารที่อยู่พัก
      - บทว่า เก็บเอา คือ ถือเอาเอง ต้องอาบัติปาจิตตีย์, บทว่า ให้เก็บเอา คือ ให้คนอื่นถือเอา ต้องอาบัติปาจิตตีย์
      - คำว่า และภิกษุเก็บเอาก็ดี ในที่อยู่พักก็ดี พึงเก็บไว้นั้น ความว่า ภิกษุพึงทำเครื่องหมายตามรูป หรือตามนิมิต เก็บไว้ แล้วพึงประกาศว่า สิ่งของผู้ใดหาย ผู้นั้นจงมารับไป ถ้าเขามารับ พึงสอบถามเขาว่า สิ่งของของท่านเป็นเช่นไร ถ้าเขาบอกรูปพรรณหรือตำหนิถูกต้อง พึงให้ไป ถ้าบอกไม่ถูกต้อง พึงบอกเขาว่า จงค้นหาเอาเอง เมื่อจะหลีกไปจากอาวาสนี้พึงมอบไว้ในมือของภิกษุผู้สมควรที่อยู่ในวัดนั้น แล้วจึงหลีกไป ถ้าภิกษุผู้สมควรไม่มี พึงมอบไว้ในมือของคหบดีผู้สมควรที่อยู่ในตำบลนั้น แล้วจึงหลีกไป
      - คำว่า นี้เป็นสามีจิกรรมในเรื่องนั้น ความว่า นี้เป็นมารยาทที่ดียิ่งในเรื่องนี้

 อนาบัติ
      ภิกษุเก็บเอาก็ดี ให้เก็บเอาก็ดี ซึ่งรัตนะก็ดี ซึ่งของที่สมมติว่าเป็นรัตนะก็ดี ในวัดที่อยู่ก็ดี ในที่อยู่พักก็ดี แล้วเก็บไว้ด้วยหมายว่า ของผู้ใดผู้นั้นจะได้นำไป ดังนี้ ๑  ภิกษุถือวิสาสะของที่สมมติว่ารัตนะ ๑  ภิกษุถือเป็นของขอยืม ๑  ภิกษุเข้าใจว่าเป็นของบังสุกุล ๑ วิกลจริต ๑  อาทิกัมมิกะ ๑
 
สมนฺตปาสาทิกาอรรถกถา วินย.มหาวิ. ๒/๘๑๖-๘๑๘
      ๑. ๒ ชั่วขว้างก้อนดินตกแห่งวัดที่อยู่ ชื่อว่า อุปจาร, แต่ในมหาปัจจรีกล่าวว่า สำหรับที่อยู่พักชั่วเหวี่ยงกระด้งตก หรือชั่วเหวี่ยงสากตก (ชื่อว่าอุปจาร)
      ๒. ภิกษุรับเอาก็ดี ให้รับก็ดี ซึ่งทองและเงิน เพื่อประโยชน์แก่ตน เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์, รับเอาก็ดี ให้รับเอาก็ดี เพื่อประโยชน์แก่สงฆ์ คณะ บุคคล เจดีย์ และนวกรรม เป็นทุกกฏ, ภิกษุรับเอาก็ดี ให้รับก็ดี ซึ่งรัตนะมีมุกดาเป็นต้นที่เหลือ เพื่อประโยชน์แก่ตนหรือสงฆ์เป็นต้น เป็นทุกกฏ
      สิ่งที่เป็นกัปปิยวัตถุก็ดี เป็นอกัปปิยวัตถุก็ดี อันเป็นของคฤหัสถ์ ชั้นที่สุดแม้ใบตาล อันเป็นเครื่องประดับหูอันเป็นของมารดา เมื่อภิกษุรับเก็บโดยมุ่งวัตรแห่งภัณฑาคาริก (ผู้รักษาคลังสิ่งของ) เป็นใหญ่ เป็นปาจิตตีย์เหมือนกัน, แต่ถ้าของของมารดาบิดาเป็นกัปปิยภัณฑ์อันควรที่ภิกษุจะเก็บไว้ได้แน่นอน พึงรับเก็บไว้เพื่อประโยชน์ตน, แต่เมื่อเขากล่าวว่า ท่านโปรดเก็บของนี้ไว้ให้ด้วย พึงห้ามว่า ไม่ควร
      ถ้าพวกคฤหัสถ์โยนของทิ้งไว้กล่าวว่า นิมนต์ท่านเก็บไว้ให้ด้วย แล้วไปเสีย จัดว่าเป็นธุระ สมควรจะเก็บไว้, พวกคนงาน มีช่างไม้เป็นต้น ผู้กระทำการงานในวิหารก็ดี พวกราชวัลลภก็ดี ขอร้องให้ช่วยเก็บเครื่องมือ หรือเครื่องนอนของตนว่า นิมนต์ท่านช่วยเก็บไว้ให้ด้วย อย่าพึงกระทำเพราะชอบกันบ้าง เพราะกลัวบ้าง แต่จะแสดงที่เก็บให้ ควรอยู่,  ส่วนในเหล่าชนผู้โยนของทิ้งไว้โดยพลการ แล้วไปเสีย จะเก็บไว้ให้ก็ควร
      ๓. ถ้าอารามใหญ่เช่นกับมหาวิหาร, ภิกษุเก็บเองก็ดี ใช้ให้เก็บก็ดี ซึ่งของคฤหัสถ์ที่ตกในสถานที่ เช่นกับที่ซึ่งจะเกิดมีความระแวงสงสัยว่าจักถูกพวกภิกษุและสามเณรฉวยเอาไป แล้วพึงเก็บไว้ในบริเวณที่มีกำแพงกั้นในอารามใหญ่นั้น, แต่ที่ตกในสถานที่สัญจรของมหาชน เช่น ที่ซุ้มประตูแห่งมหาโพธิ์และสวนมะม่วง ไม่ควรเก็บ ไม่ใช่หน้าที่ของภิกษุ, แต่ในกุรุนทีกล่าวว่า ภิกษุรูปหนึ่งเดินทางไปเห็นภัณฑะบางอย่างในสถานที่ไม่มีคน แม้เมื่อเกิดมีคนพลุกพล่าน พวกชาวบ้านก็จะสงสัยภิกษุนั้นทีเดียว เพราะฉะนั้น พึงแวะออกจากทางแล้วนั่งพัก เมื่อพวกเจ้าของมา พึงบอกทรัพย์นั้น ถ้าไม่ทราบเจ้าของ เธอจักต้องทำให้เป็นของสมควร (มีการถือเอาเป็นของบังสุกุลเป็นต้น)
      ๔. เมื่อไม่พบเจ้าของ เมื่อจะหลีกไป ไม่ควรมอบไว้ในมือของพวกคนผู้มีนิสัยโลเล อย่าพึงทำให้เป็นมูลค่าแห่งจีวรเป็นต้น เพื่อตนเอง แต่พึงให้สร้างเสนาสนะ หรือเจดีย์ หรือสระโบกขรณี ที่เป็นของถาวร ถ้าว่าล่วงกาลไปนาน เจ้าของจึงมาทวง พึงบอกเขาว่า อุบาสก ของชื่อนี้เขาสร้างด้วยทรัพย์ของท่าน จงอนุโมทนาเถิด ถ้าว่าเขาอนุโมทนาด้วย ข้อนั้นเป็นการดี ถ้าเขาไม่อนุโมทนา กลับทวงว่า ขอทรัพย์ผมคืน พึงชักชวนคนอื่นคืนทรัพย์ให้เขาไป
      ๕. ในการถือวิสาสะ ตรัสหมายเอาอามาสวัตถุ (ของควรจับต้องได้) เท่านั้น ของอนามาส ไม่ควรเลย
      ๖.สิกขาบทนี้มีสมุฏฐาน ๖ เป็นกิริยา เป็นอจิตตกะ ปัณณัตติวัชชะ,  กายกรรม วจีกรรม มีจิต ๓



ทูรงฺคมํ เอกจรํ   อสรีรํ คุหาสยํ
เย จิตฺตํ สญฺญเมสฺสนฺติ   โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา ฯ ๓๗ ฯ 

จิตท่องเที่ยวไปไกล เที่ยวไปดวงเดียว ไม่มีรูปร่าง อาศัยอยู่ในร่างกายนี้
ใครควบคุมจิตนี้ได้  ย่อมพ้นจากบ่วงมาร

Faring afar, solitary, incorporeal  Lying in the body, is the mind.
Those who subdue it are freed  From the bond od Mara.
... ศาสตราจารย์ เสฐียรพงษ์ วรรณปก ....


บันทึกการเข้า



กิมเล้ง @ สุขใจ ดอท คอม
สูตรอาหาร ทำกับข้าว เที่ยวไปทั่ว
Kimleng
'อกุศลธรรม' เป็นสิ่งเกิดขึ้นจากการตามใจคนทั้งนั้น อะไรที่ชอบก็บอกของนั้นดี
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 14
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
Thailand Thailand

กระทู้: 4922


'อกุศลธรรม' เป็นสิ่งเกิดขึ้นจากการตามใจคนทั้งนั้น

ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #62 เมื่อ: 07 ตุลาคม 2563 16:37:05 »


ปาจิตตีย์ รตนวรรคที่ ๙ สิกขาบทที่ ๓
(พระวินัยข้อที่ ๑๓๔)
ภิกษุเข้าบ้านในเวลาวิกาล โดยไม่บอกลาภิกษุอื่นที่มีอยู่ในวัดก่อน
ต้องปาจิตตีย์ เว้นแต่มีกิจรีบด่วน

     พระฉัพพัคคีย์เข้าบ้านในเวลาวิกาลแล้ว นั่งในชุมนุมกล่าวเรื่องดิรัจฉานกถา มีเรื่องพระราชา เรื่องโจร เรื่องมหาอำมาตย์ เป็นต้น  ชาวบ้านต่างเพ่งโทษติเตียน ภิกษุทั้งหลายได้ยินต่างติเตียน แล้วกราบทูล... ทรงมีพระบัญญัติ... (ห้ามเข้าสู่บ้านในเวลาวิกาล)
      ต่อมา ภิกษุหลายรูปเดินทางมาถึงหมู่บ้านหนึ่งในเวลาเย็น ชาวบ้านอาราธนาให้เข้าพัก เธอทั้งหลายรังเกียจเพราะเห็นว่าพระพุทธเจ้าทรงห้ามแล้ว จึงไม่ได้เข้าไป จึงถูกพวกโจรแย่งชิงแล้ว ภิกษุทั้งหลายกราบทูล... ทรงอนุญาตให้อำลาแล้วเข้าสู่บ้านในเวลาวิกาลได้ แล้วทรงมีพระอนุบัญญัติ...
      ต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งเดินทางมาถึงหมู่บ้านในเวลาเย็น  ชาวบ้านนิมนต์ให้เข้าพัก เธอรังเกียจเพราะมารูปเดียว ไม่มีภิกษุอื่นเพื่ออำลา ได้ถูกโจรแย่งชิงแล้ว ภิกษุทั้งหลายกราบทูล... ทรงมีพระอนุบัญญัติให้อำลาภิกษุที่มีอยู่แล้วเข้าไปสู่บ้านในเวลาวิกาลได้
      ต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งถูกงูกัด ภิกษุอีกรูปจะเข้าบ้านเพื่อหาไฟมา แต่เธอรังเกียจจึงไม่ได้เข้าไป ภิกษุทั้งหลายกราบทูล... ทรงมีพระอนุบัญญัติว่า
      “อนึ่ง ภิกษุใด ไม่อำลาภิกษุที่มีอยู่แล้วเข้าไปอยู่ในบ้านในเวลาวิกาล เว้นไว้แต่กิจรีบด่วน มีอย่างนั้นเป็นรูป เป็นปาจิตตีย์”

อรรถาธิบาย
      - ภิกษุที่ชื่อว่า มีอยู่ คือ มีภิกษุที่ตนสามารถจะอำลาแล้วเข้าไปสู่บ้านได้, ภิกษุที่ชื่อว่า ไม่มีอยู่ คือ ไม่มีภิกษุที่ตนสามารถจะอำลาแล้วเข้าไปสู่บ้านได้
      - ที่ชื่อว่า เวลาวิกาล ได้แก่ เวลาเที่ยงวันไปแล้ว ตราบจนถึงอรุณขึ้นมาใหม่
      - คำว่า เข้าไปสู่บ้าน ความว่า เมื่อเดินล่วงเครื่องล้อมของบ้านที่มีเครื่องล้อม ต้องอาบัติปาจิตตีย์,  เดินล่วงอุปจารบ้านที่ไม่มีเครื่องล้อม ต้องอาบัติปาจิตตีย์
      - คำว่า เว้นไว้แต่กิจรีบด่วน มีอย่างนั้นเป็นรูป คือ เว้นไว้แต่มีกิจรีบด่วน มีอาพาธเป็นต้น
    
อาบัติ
       ๑. เวลาวิกาล ภิกษุรู้ว่าเป็นเวลาวิกาล ไม่อำลาภิกษุที่มีอยู่แล้ว เข้าไปสู่บ้าน เว้นไว้แต่มีกิจรีบด่วน เห็นปานนั้น ต้องปาจิตตีย์
       ๒. เวลาวิกาล ภิกษุสงสัย... ต้องปาจิตตีย์
       ๓. เวลาวิกาล ภิกษุคิดว่าเป็นในกาล... ต้องปาจิตตีย์
       ๔. ในกาล ภิกษุคิดว่าเป็นเวลาวิกาล... ต้องทุกกฏ
       ๕. ในกาล ภิกษุสงสัย... ต้องทุกกฏ
       ๖. ในกาล ภิกษุรู้ว่าในกาล... ไม่ต้องอาบัติ
      
อนาบัติ
      เข้าไปสู่บ้าน เพราะมีกิจรีบด่วนเห็นปานนั้น ๑  อำลาภิกษุที่มีอยู่แล้วเข้าไป ๑  ภิกษุไม่มี ไม่อำลาเข้าไป ๑  ไปสู่อารามอื่น ๑  ไปสู่สำนักภิกษุณี ๑  ไปสู่สำนักเดียรถีย์ ๑  ไปสู่โรงฉัน ๑  เดินไปตามทางผ่านบ้าน ๑  มีอันตราย ๑ วิกลจริต ๑  อาทิกัมมิกะ ๑
 
สมนฺตปาสาทิกาอรรถกถา วินย.มหาวิ. ๒/๘๒๕-๘๒๖
      ๑. บทว่า ติรจฺฉานากถํ ได้แก่ ถ้อยคำเป็นเหตุขัดขวางต่ออริยมรรค
      ๒. ถ้าว่า ภิกษุมากรูปด้วยกัน จะเข้าไปยังบ้านด้วยการงานบางอย่าง เธอทุกรูปพึงบอกลากันและกันว่า วิกาเล คามปฺปเวสนํ แปลว่ พวกเราบอกลาการเข้าบ้านในเวลาวิกาล, การงานนั้นในบ้านนั้นยังไม่เสร็จ เหตุนั้นภิกษุจะไปสู่บ้านอื่น แม้ตั้งร้อยบ้านก็ตามที ไม่มีกิจจะต้องบอกลาอีก
           ก็ถ้าว่า ภิกษุระงับความตั้งใจแล้ว กำลังกลับไปวิหาร ใคร่จะไปสู่บ้านอื่นในระหว่างทาง ต้องบอกลาเหมือนกัน ทำภัตกิจในเรือนแห่งสกุลก็ดี โรงฉันก็ดี แล้วใคร่จะเที่ยวภิกษาน้ำมัน หรือภิกษาเนยใส ก็ถ้ามีภิกษุอยู่ใกล้ๆ พึงบอกลาก่อนแล้วจึงไป, เมื่อไม่พึงไปด้วยใส่ใจว่า ภิกษุไม่มี ย่างลงสู่ทางแล้ว จึงเห็นภิกษุ ไม่มีกิจจะต้องบอกลา, แม้ไม่บอกลาก็ควรเที่ยวไปได้เหมือนกัน
           มีทางผ่านไปท่ามกลางบ้าน เมื่อภิกษุเดินไปตามทางนั้นเกิดมีความคิดขึ้นว่า เราจักเที่ยวภิกษาน้ำมันเป็นต้น ถ้ามีภิกษุอยู่ใกล้ๆ พึงบอกลาก่อนจึงไป แต่เมื่อไม่แวะออกจากทางเดินไป ไม่มีกิจจำเป็นต้องบอกลา
      ๓. สีหะก็ดี เสือก็ดี กำลังมา เมฆตั้งเค้าขึ้นก็ดี อุปัทวะอย่างอื่นเกิดขึ้นก็ดี ไม่เป็นอาบัติในอันตรายเห็นปานนี้ จะไปยังภายในบ้านจากภายนอกบ้าน ควรอยู่
      ๔. สิกขาบทนี้มีสมุฏฐานดุจกฐินสิกขาบท เกิดขึ้นทางกายกับวาจา ๑  ทางกายวาจากับจิต ๑  เป็นทั้งกิริยา ทั้งอกิริยา เป็นอจิตตกะ  ปัณณัตติวัชชะ,  กายกรรม วจีกรรม  มีจิต ๓  



ปาจิตตีย์ รตนวรรคที่ ๙ สิกขาบทที่ ๔
(พระวินัยข้อที่ ๑๓๕)
ภิกษุทำกล่องเข็มด้วยกระดูก งา เขาสัตว์ ต้องปาจิตตีย์

      ครั้งนั้น ช่างงาคนหนึ่งปวารณาต่อภิกษุทั้งหลายไว้ว่า พระคุณเจ้าเหล่าใด ต้องการกล่องเข็ม กระผมจะจัดกล่องเข็มมาถวาย ภิกษุทั้งหลายจึงขอกล่องเข็มเขาเป็นจำนวนมาก ภิกษุที่มีกล่องเข็มขนาดย่อมก็ขอขนาดเขื่อง ที่มีขนาดเขื่องก็ขอขนาดย่อม  ช่างงามัวทำกล่องเข็มเป็นจำนวนมากถวายอยู่ ไม่สามารถทำของอย่างอื่นไว้สำหรับขายได้ แม้ตนเองจะประกอบอาชีพก็ไม่สะดวก แม้บุตรภรรยาของเขาก็ลำบาก
      ชาวบ้านเพ่งโทษติเตียน ภิกษุได้ยินต่างติเตียน แล้วกราบทูล,,, ทรงติเตียนความเป็นผู้ไม่รู้ประมาณของภิกษุเหล่านั้น แล้วมีพระบัญญัติว่า
      “อนึ่ง ภิกษุใด ให้ทำกล่องเข็มแล้ว ด้วยกระดูกก็ดี ด้วยงาก็ดี ด้วยเขาก็ดี เป็นปาจิตตีย์ ที่ให้ต่อยเสีย”

อรรถาธิบาย
      - ที่ชื่อว่า กระดูก ได้แก่ กระดูกสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่ง
      - ที่ชื่อว่า งา ได้แก่ สิ่งที่เรียกกันว่างาช้าง
      - ที่ชื่อว่า เขา ได้แก่ เขาสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่ง
      - บทว่า ให้ทำ คือ ทำเองก็ดี ใช้ผู้อื่นให้ทำก็ดี เป็นทุกกฏในขณะทำ, เป็นปาจิตตีย์เมื่อได้กล่องเข็มมา ต้องต่อยให้แตกก่อนจึงแสดงอาบัติตก

อาบัติ
     - กล่องเข็ม ตนทำค้างไว้ แล้วทำต่อจนเสร็จ ต้องปาจิตตีย์
     - กล่องเข็ม ตนทำค้างไว้ แล้วใช้ผู้อื่นทำต่อจนเสร็จ ต้องปาจิตตีย์
     - กล่องเข็ม ผู้อื่นทำค้างไว้ ใช้ผู้อื่นให้ทำต่อจนเสร็จ ต้องปาจิตตีย์
     - ภิกษุทำเองก็ดี ใช้ผู้อื่นทำก็ดี เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ต้องทุกกฏ
     - ภิกษุได้กล่องเข็มอันคนอื่นทำไว้มาใช้สอย ต้องทุกกฏ
 
อนาบัติ
      ทำลูกดุม ๑  ทำตะบันไฟ ๑  ทำถูกถวิล ๑  ทำกลักยาตา ๑  ทำไม้ป้ายยาตา ๑  ทำฝักมีด ๑  ทำธมกรก ๑  วิกลจริต ๑  อาทิกัมมิกะ ๑
 
สมนฺตปาสาทิกาอรรถกถา วินย.มหาวิ. ๒/๘๓๐
      ๑. การทำต่อยนั่นแหละ ชื่อ เภทนกะ,  เภทนกะนั้นมีอยู่แก่ปาจิตตีย์นั้น เพราะเหตุนั้นปาจิตตีย์นั้นจึงชื่อว่า เภทนกะ
      ๒.  สิกขาบทนี้มีสมุฏฐาน ๖ (ดูเทียบเคียงจากสังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๕)  เป็นกิริยา เป็นอจิตตกะ  ปัณณัตติวัชชะ กายกรรม วจีกรรม  มีจิต ๓  



ปาจิตตีย์ รตนวรรคที่ ๙ สิกขาบทที่ ๕
(พระวินัยข้อที่ ๑๓๖)
ภิกษุทำเตียง ตั่ง มีเท้าสูงกว่า ๘ นิ้วพระสุคต ต้องปาจิตตีย์

      ท่านพระอุปนันทศากยบุตรกำลังนอนอยู่บนเตียงนอนอันสูง พอดีกับที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาตามเสนาสนะ พร้อมด้วยภิกษุเป็นอันมาก ผ่านมาทางที่อยู่ของท่านอุปนันท์ๆ แลเห็น ได้กราบทูลให้พระองค์ทอดพระเนตรเตียงนอนของตน
      พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จกลับจากที่นั่น แล้วรับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า พวกเธอพึงทราบ โมฆบุรุษเพราะที่อยู่อาศัย ทรงติเตียนพระอุปนันท์เป็นอย่างมาก แล้วทรงมีพระบัญญัติว่า
      “อนึ่ง ภิกษุผู้ทำให้เตียงก็ดี ตั่งก็ดี ใหม่  พึงทำให้เท้าเพียง ๘ นิ้ว ด้วยนิ้วสุคต เว้นไว้แต่แม่แคร่เบื้องต่ำ เธอทำให้ล่วงประมาณนั้นไป เป็นปาจิตตีย์ ที่ให้ตัดเสีย”

อรรถาธิบาย
       - ที่ชื่อว่า ใหม่ ตรัสหมายถึงการทำขึ้น
       - ที่ชื่อว่า เตียง ได้แก่ เตียง ๔ ชนิด คือ เตียงมีแม่แคร่สอดเข้าในขา ๑  เตียงมีแม่แคร่ติดเนื่องเป็นอันเดียวกันกับขา ๑  เตียงมีขาดังก้ามปู ๑  เตียงมีขาจรดแม่แคร่ ๑
       - บทว่า ผู้ให้ทำ คือ ทำเองก็ดี ใช้คนอื่นทำก็ดี
       - คำว่า พึงทำให้มีเท้าเพียง ๘ นิ้ว ด้วยนิ้วพระสุคต คือ ยกเว้นแม่แคร่เบื้องต่ำ
       - ทำเองก็ดี ใช้คนอื่นทำก็ดี เกินประมาณนั้น เป็นทุกกฏในทุกขณะกำลังทำ, เป็นปาจิตตีย์ เมื่อได้เตียง ตั่ง นั้นมา  ต้องตัดให้ได้ประมาณก่อนจึงแสดงอาบัติตก
      

อาบัติ
       ๑. เตียง ตั่ง ตนทำค้างไว้ แล้วทำต่อจนเสร็จ ต้องปาจิตตีย์
       ๒. เตียง ตั่ง ตนทำค้างไว้ แล้วใช้ผู้อื่นทำต่อจนเสร็จ ต้องปาจิตตีย์
       ๓. เตียง ตั่ง ผู้อื่นทำค้างไว้ ตนทำต่อจนเสร็จ ต้องปาจิตตีย์
       ๔. เตียง ตั่ง ผู้อื่นทำค้างไว้ ใช้คนอื่นทำต่อจนเสร็จ ต้องปาจิตตีย์
       ๕. ทำเองก็ดี ใช้คนอื่นทำก็ดี เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ต้องทุกกฏ
       ๖. ได้เตียง ตั่ง ที่คนอื่นทำเสร็จแล้วมาใช้สอย  ต้องทุกกฏ

อนาบัติ
      ทำสายรัดเข่า ๑  ทำประคดเอว ๑  ทำสายโยกบาตร ๑  ทำถุงบาตร ๑  ทำผ้ากรอง ๑  ทำหมอน ๑  ได้เตียง ตั่ง ที่ผู้อื่นทำเสร็จแล้วมาทำลายก่อนใช้สอย ๑  วิกลจริต ๑  อาทิกัมมิกะ ๑
 
สมนฺตปาสาทิกาอรรถกถา วินย.มหาวิ. ๒/๘๓๖
      ๑. เตียงและตั่งที่ชื่อว่า หุ้มนุ่น เพราะความว่าเป็นที่มีนุ่นถูกหุ้มไว้,  ภิกษุยัดนุ่นแล้วหุ้มด้วยผ้าลาดพื้นข้างบน
      ๒. สิกขาบทนี้มีสมุฏฐาน ๖ (เหมือนสิกขาบทก่อน)



ปาจิตตีย์ รตนวรรคที่ ๙ สิกขาบทที่ ๗
(พระวินัยข้อที่ ๑๓๘)
ภิกษุพึงทำผ้าปูนั่งให้ได้ประมาณ ยาว ๒ คืบพระสุคต กว้างคืบหนึ่ง ชายคืบหนึ่ง
ถ้าทำให้เกินกว่ากำหนดนี้ ต้องปาจิตตีย์

      พระฉัพพัคคีย์ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตผ้าสำหรับนั่งแล้ว จึงใช้ผ้าสำหรับนั่งไม่มีประมาณให้ห้อยลงข้างหน้าบ้าง ข้างหลังบ้าง แห่งเตียงบ้าง แห่งตั่งบ้าง ภิกษุทั้งหลายต่างเพ่งโทษติเตียน แล้วกราบทูล...ทรงมีพระบัญญัติว่า (ให้ทำได้โดยยาว ๒ คืบ กว้างคืบครึ่ง ด้วยคืบสุคต)
      ต่อมา พระอุทายีเป็นผู้มีร่างกายใหญ่ ท่านปูผ้าสำหรับนั่งลงตรงเบื้องพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่งดึงออกอยู่โดยรอบ  ตรัสถาม... พระอุทายีกราบทูลว่า ทรงอนุญาตผ้าสำหรับนั่งแก่ภิกษุทั้งหลายเล็กเกินไป  ตรัสว่า เราอนุญาตชายแห่งผ้าสำหรับนั่งเพิ่มอีกคืบหนึ่ง แล้วมีพระอนุบัญญัติว่า
      “อนึ่ง ภิกษุผู้ให้ทำผ้าสำหรับนั่ง พึงทำให้ได้ประมาณ นี้ประมาณในคำนั้นโดยยาว ๒ คืบ  โดยกว้างคืบครึ่ง  ชายคืบหนึ่ง ด้วยคืบสุคต เธอทำให้ล่วงประมาณนั้นไปเป็นปาจิตตีย์ ที่ให้ตัดเสีย”

อรรถาธิบาย
      - ที่ชื่อว่า ผ้าสำหรับนั่ง ได้แก่ ผ้าที่เขาเรียกกันว่า ผ้ามีชาย
      - บทว่า ผู้ให้ทำ คือ ทำเองก็ดี ให้ผู้อื่นทำก็ดี ต้องทำให้ได้ประมาณ นี้ประมาณในคำนั้นคือ โดยยาว ๒ คืบ กว้างคืบครึ่ง ชายคืบหนึ่ง ด้วยคืบสุคต  ทำเองก็ดี ให้ผู้อื่นทำก็ดี ให้เกินประมาณนั้นไปเป็นทุกกฏในขณะที่ทำ, เป็นปาจิตตีย์เมื่อได้ผ้าสำหรับนั่งมา พึงตัดก่อนจึงแสดงอาบัติตก
    
อาบัติ
       ๑. ผ้าสำหรับนั่ง ตนทำค้างไว้ ตนทำต่อจนเสร็จ ต้องปาจิตตีย์
       ๒. ผ้าสำหรับนั่ง ตนทำค้างไว้ ผู้อื่นทำต่อจนเสร็จ ต้องปาจิตตีย์
       ๓. ผ้าสำหรับนั่ง ผู้อื่นทำค้างไว้ ตนทำต่อจนเสร็จ ต้องปาจิตตีย์
       ๔. ผ้าสำหรับนั่ง ผู้อื่นทำค้างไว้ ให้ผู้อื่นทำต่อจนเสร็จ ต้องปาจิตตีย์
       ๕. ทำเองก็ดี ให้ผู้อื่นทำก็ดี เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ต้องทุกกฏ
       ๖. ได้ผ้าสำหรับนั่งที่ผู้อื่นทำเสร็จแล้วมาใช้สอย ต้องทุกกฏ
      
อนาบัติ
      ภิกษุทำผ้าสำหรับนั่งได้ประมาณ ๑  ทำผ้าสำหรับนั่งหย่อนกว่าประมาณ ๑  ได้ผ้าสำหรับนั่งที่ผู้อื่นทำเสร็จแล้วเกินประมาณมาตัดเสีย แล้วใช้สอย ๑  ทำเป็นผ้าขึงเพดานก็ดี ทำเป็นผ้าปูพื้นก็ดี ทำเป็นม่านก็ดี ทำเป็นปลอกหมอนก็ดี ๑  วิกลจริต ๑  อาทิกัมมิกะ ๑
 
สมนฺตปาสาทิกาอรรถกถา วินย.มหาวิ. ๒/๘๔๐-๘๔๑
      ๑. ผ้านิสีทนะนี้ ทรงอนุญาตไว้ในเรื่องปณีตโภชนะ ในจีวรขันธกะ สมจริงดังที่ตรัสไว้ (ใน วินย. มหาวคฺค) ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตผ้านิสีทนะ เพื่อรักษากาย เพื่อรักษาจีวร เพื่อรักษาเสนาสนะ” ดังนี้
      ๒. ภิกษุปูผ้าเช่นกับสันถัตลงแล้ว ผ่าที่ ๒ แห่ง ในเนื้อที่ประมาณคืบ ๑  โดยคืบพระสุคต ที่ชายด้านหนึ่งให้เป็น ๓ ชาย นิสีทนะนั้นเรียกว่า ผ้ามีชายด้วยชายเหล่านั้น
      ๓. สิกขาบทนี้มีสมุฏฐาน ๖ (เหมือนสิกขาบทก่อน)  



ปาจิตตีย์ รตนวรรคที่ ๙ สิกขาบทที่ ๘
(พระวินัยข้อที่ ๑๓๙)
ภิกษุพึงทำผ้าปูนั่งให้ได้ประมาณ ยาว ๔ คืบพระสุคต กว้าง ๒ คืบพระสุคต
ถ้าทำให้เกินกว่ากำหนด ต้องปาจิตตีย์

      พระฉัพพัคคีย์ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตผ้าปิดฝีแล้ว จึงใช้ผ้าปิดฝีไม่มีประมาณ ปล่อยเลื้อยไปข้างหน้าบ้าง ข้างหลังบ้าง เที่ยวไป ภิกษุทั้งหลายติเตียน แล้วกราบทูล... ทรงมีพระบัญญัติว่า
      “อนึ่ง ภิกษุผู้ให้ทำผ้าปิดฝี พึงทำให้ได้ประมาณ ประมาณในคำนั้น โดยยาว ๔ คืบ โดยกว้าง ๒ คืบ ด้วยคืบสุคต เธอให้ล่วงประมาณนั้นไป เป็นปาจิตตีย์ ที่ให้ตัดเสีย”

อรรถาธิบาย
      - ที่ชื่อว่า ผ้าปิดฝี ได้แก่ ผ้าที่ทรงอนุญาตแก่ภิกษุอาพาธ เป็นฝี เป็นสุกใส เป็นโรคอันมีน้ำหนอง น้ำเหลือง เปรอะเปื้อน หรือเป็นฝีดาษ ที่ใต้สะดือลงไปเหนือหัวเข่าขึ้นมา เพื่อจะได้ใช้ปิดแผล
      - บทว่า ผู้ให้ทำ คือ ทำเองก็ดี ให้ผู้อื่นทำก็ดี ต้องให้ทำให้ได้ประมาณ นี้ประมาณในคำนั้น คือ โดยยาว ๔ คืบ โดยกว้าง ๒ คืบ ด้วยคืบสุคต
      - ทำเองก็ดี ให้ผู้อื่นทำก็ดี ล่วงประมาณนั้นไป เป็นทุกกฎในขณะที่ทำ, เป็นปาจิตตีย์เมื่อได้ผ้านั้นมา พึงตัดเสียแล้วจึงแสดงอาบัติตก

อาบัติ
        ๑. ผ้าปิดฝี ตนทำค้างไว้ แล้วทำต่อจนเสร็จ ต้องปาจิตตีย์
        ๒. ผ้าปิดฝี ตนทำค้างไว้ แล้วใช้ผู้อื่นทำต่อจนเสร็จ ต้องปาจิตตีย์
        ๓. ผ้าปิดฝี ผู้อื่นทำค้างไว้ ตนทำต่อจนเสร็จ ต้องปาจิตตีย์
        ๔. ผ้าปิดฝี ผู้อื่นทำค้างไว้ ภิกษุใช้คนอื่นทำต่อจนเสร็จ ต้องปาจิตตีย์
        ๕. ทำเองก็ดี ให้ผู้อื่นทำก็ดี เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ต้องทุกกฏ
        ๖. ภิกษุได้ผ้าปิดฝีที่ผู้อื่นทำไว้มาใช้สอย ต้องทุกกฏ
  
อนาบัติ
       ทำผ้าปิดฝีได้ประมาณ ๑  ทำผ้าปิดฝีให้หย่อนกว่าประมาณ ๑  ได้ผ้าปิดฝีที่ผู้อื่นทำไว้เกินประมาณมาตัด แล้วใช้สอย ๑  ทำเป็นผ้าขึงเพดานก็ดี ทำเป็นผ้าปูพื้นก็ดี ทำเป็นผ้าม่านก็ดี ทำเป็นเปลือกฟูกก็ดี ทำเป็นปลอกหมอนก็ดี ๑ วิกลจริต ๑  อาทิกัมมิกะ ๑
 
สมนฺตปาสาทิกาอรรถกถา วินย.มหาวิ. ๒/๘๔๔-๘๔๕
      ๑. ผ้าปิดฝีทรงอนุญาตไว้ในเรื่องพระเวฬฏฐสีสะ จีวรขันธกะ สมจริงดังนี้ ตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตผ้าปิดฝีแก่ภิกษุมีอาพาธ เป็นฝีก็ดี เป็นสุกใสก็ดี เป็นโรคอันน้ำหนอง น้ำเหลืองเปรอะเปื้อนก็ดี เป็นลำลาบเพลิงก็ดี” ดังนี้
          ผ้าที่ทรงอนุญาตแก่ภิกษุผู้อาพาธที่ภายใต้สะดือลงไป เหนือมณฑลเข่าทั้ง ๒ ขึ้นมา, หิดเปื่อย ชื่อว่า กัณฑุ, ต่อมเล็กๆ มีเมล็ดโลหิต ชื่อว่า ปีฬกา,  น้ำเหลืองไม่สะอาดไหลออกด้วยอำนาจริดสีดวงทวารบานทะโรค และเบาหวานเป็นต้น ชื่อว่า โรคน้ำเหลืองเสีย, อาพาธเป็นเม็ดยอดใหญ่ ท่านเรียกว่า เป็นลำลาบเพลิง
       ๒. สิกขาบทนี้มีสมุฏฐาน ๖ (เหมือนสิกขาบทก่อน)



ปาจิตตีย์ รตนวรรคที่ ๙ สิกขาบทที่ ๙
(พระวินัยข้อที่ ๑๔๐)
ภิกษุพึงทำผ้าอาบน้ำฝนให้ได้ประมาณ ยาว ๖ คืบพระสุคต กว้าง ๒ คืบครึ่ง
ถ้าทำเกินกว่ากำหนด ต้องปาจิตตีย์

      พระฉัพพัคคีย์ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตผ้าอาบน้ำฝนแก่ภิกษุทั้งหลายแล้ว จึงใช้ผ้าอาบน้ำฝนไม่มีประมาณ ปล่อยเลื้อยลงข้างหน้าบ้าง ข้างหลังบ้าง เที่ยวไป ภิกษุทั้งหลายติเตียน แล้วกราบทูล... ทรงมีพระบัญญัติว่า
      “อนึ่ง ภิกษุผู้ให้ทำผ้าอาบน้ำฝน พึงให้ทำได้ประมาณ ประมาณในคำนั้น โดยยาว ๖ คืบ โดยกว้าง ๒ คืบครึ่ง ด้วยคืบสุคต เธอทำให้ล่วงประมาณนั้น เป็นปาจิตตีย์ มีอันให้ตัดเสีย”

อรรถาธิบาย
      - ที่ชื่อว่า ผ้าอาบน้ำฝน ได้แก่ ผ้าที่ทรงอนุญาตให้ใช้ได้สี่เดือนแห่งฤดูฝน
      - บทว่า ผู้ให้ทำ คือ ทำเองก็ดี ให้ผู้อื่นทำก็ดี ต้องให้ทำให้ได้ประมาณ คือ ยาว ๖ คืบ กว้าง ๒ คืบครึ่ง ด้วยคืบสุคต
      - ทำเองก็ดี ให้ผู้อื่นทำก็ดี ให้ล่วงประมาณนั้นไป เป็นทุกกฎในขณะที่ทำ, เป็นปาจิตตีย์เมื่อได้ผ้านั้นมา พึงตัดเสียแล้วจึงแสดงอาบัติตก

อาบัติ
       ๑. ผ้าอาบน้ำฝน ตนทำค้างไว้ แล้วทำต่อจนเสร็จ ต้องปาจิตตีย์
       ๒. ผ้าอาบน้ำฝน ผู้อื่นทำค้างไว้ ตนทำต่อจนเสร็จ ต้องปาจิตตีย์
       ๓. ผ้าอาบน้ำฝน ผู้อื่นทำค้างไว้ ใช้คนอื่นทำต่อจนเสร็จ ต้องปาจิตตีย์
       ๔. ทำเองก็ดี ให้ผู้อื่นทำก็ดี เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ต้องทุกกฏ
       ๕. ภิกษุได้ผ้าอาบน้ำฝนที่ผู้อื่นทำไว้มาใช้สอย ต้องทุกกฏ
      
อนาบัติ
      ทำผ้าอาบน้ำฝนได้ประมาณ ๑  ทำผ้าอาบน้ำฝนหย่อนกว่าประมาณ ๑  ได้ผ้าอาบน้ำฝนที่ผู้อื่นทำเกินประมาณมาตัด แล้วใช้สอย ๑ ทำเป็นผ้าขึงเพดานก็ดี ทำเป็นผ้าปูที่นอนก็ดี ทำเป็นผ้าม่านก็ดี ทำเป็นเปลือกฟูกก็ดี ทำเป็นปลอกหมอนก็ดี ๑ วิกลจริต ๑  อาทิกัมมิกะ ๑
 
สมนฺตปาสาทิกาอรรถกถา วินย.มหาวิ. ๒/๘๔๘
      ๑. ผ้าอาบน้ำฝนทรงอนุญาตไว้ในเรื่องนางวิสาขา ในจีวรขันธกะ
      ๒. สิกขาบทนี้มีสมุฏฐาน ๖ (เหมือนสิกขาบทก่อน)  



ปาจิตตีย์ รตนวรรคที่ ๙ สิกขาบทที่ ๑๐
(พระวินัยข้อที่ ๑๔๑)
ภิกษุทำจีวรเท่าพระสุคต หรือเกินกว่าก็ดี ต้องปาจิตตีย์

      ครั้งนั้น พระนันทะโอรสพระมาตุจฉาของพระผู้มีพระภาคเจ้า (โอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ กับพระนางปชาบดี ศักดิ์เป็นพระอนุชาของพระพุทธเจ้า) เป็นผู้ทรงโฉม เป็นที่ต้องตาต้องใจ มีความสูงต่ำกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า ๔ องคุลี ท่านทรงจีวรพระสุคต ภิกษุเถระได้เห็นพระนันทะมาแต่ไกล ครั้นแล้วลุกจากอาสนะ สำคัญว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมา ท่านพระนันทะเข้ามาใกล้จึงจำได้ ได้เพ่งโทษติเตียนว่า ไฉน ท่านพระนันทะจึงได้ทรงจีวรเท่าพระสุคตเล่า แล้วกราบทูล... ทรงติเตียน แล้วมีพระบัญญัติว่า
      “อนึ่ง ภิกษุใด ให้ทำจีวรมีประมาณเท่าสุคตจีวร หรือยิ่งกว่า เป็นปาจิตตีย์ มีอันให้ตัดเสีย นี้ประมาณแห่งสุคตจีวรของพระสุคตในคำนั้น โดยยาว ๙ คืบ โดยกว้าง ๖ คืบ ด้วยคืบสุคต นี้ประมาณแห่งพระสุคตจีวรของพระสุคต”

อรรถาธิบาย
      - ที่ชื่อว่า มีประมาณเท่าสุคตจีวร คือ ยาว ๙ คืบ กว้าง ๖ คืบ ด้วยคืบสุคต   
      - บทว่า ให้ทำ คือ ทำเองก็ดี ให้ผู้อื่นทำก็ดี เป็นทุกกฏในขณะที่ทำ, เป็นปาจิตตีย์เมื่อได้จีวรมา พึงตัดเสีย แล้วจึงแสดงอาบัติ    

อาบัติ
       ๑. จีวรตนทำค้างไว้ แล้วทำต่อจนเสร็จ ต้องปาจิตตีย์
       ๒. จีวรตนทำค้างไว้ แล้วใช้ผู้อื่นทำต่อจนเสร็จ ต้องปาจิตตีย์
       ๓. จีวรผู้อื่นทำค้างไว้ ตนทำต่อจนเสร็จ ต้องปาจิตตีย์
       ๔. จีวรผู้อื่นทำค้างไว้ ใช้คนอื่นทำต่อจนเสร็จ ต้องปาจิตตีย์
       ๕. ทำเองก็ดี ให้ผู้อื่นทำก็ดี เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ต้องทุกกฏ
       ๖. ได้จีวรผู้อื่นที่ทำเสร็จแล้วมาใช้สอย ต้องทุกกฏ
      
อนาบัติ
      ทำจีวรหย่อนกว่าประมาณ ๑  ได้จีวรที่ผู้อื่นทำเสร็จแล้วมาตัดเสียแล้วใช้สอย ๑  ทำเป็นผ้าขึงเพดานก็ดี ทำเป็นผ้าม่านก็ดี  ทำเป็นเปลือกฟูกก็ดี ทำเป็นปลอกหมอนก็ดี ๑  วิกลจริต ๑  อาทิกัมมิกะ ๑
 
สมนฺตปาสาทิกาอรรถกถา วินย.มหาวิ. ๒/๘๕๒
      ๑. บทว่า จตุรงฺคุโลมโก คือ มีขนาดต่ำกว่า ๔ นิ้ว (พระนันทะมีขนาดต่ำกว่าพระศาสดา ๔ นิ้ว)
      ๒. สิกขาบทนี้มีสมุฏฐาน ๖ (เหมือนสิกขาบทก่อน)  




ทูรงฺคมํ เอกจรํ   อสรีรํ คุหาสยํ
เย จิตฺตํ สญฺญเมสฺสนฺติ   โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา ฯ ๓๗ ฯ

Faring afar, solitary, incorporeal   Lying in the body, is the mind.
Those who subdue it are freed   From the bond od Mara.

... ศาสตราจารย์ เสฐียรพงษ์ วรรณปก ....
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 ตุลาคม 2563 16:38:46 โดย Kimleng » บันทึกการเข้า



กิมเล้ง @ สุขใจ ดอท คอม
สูตรอาหาร ทำกับข้าว เที่ยวไปทั่ว