[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
01 มิถุนายน 2563 20:29:11 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ประสบการณ์เรื่องผีๆ สำหรับผู้ชื่นชอบเรื่องผีๆ สางๆ  (อ่าน 1986 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 14
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3718


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 9.0 MS Internet Explorer 9.0


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 02 กรกฎาคม 2556 13:32:45 »

.
 เขินเรื่องผีๆ สางๆ ...  




'คนเก่า' เล่าประสบการณ์ขนหัวลุกเมื่อไปกู้ลอบดักปลา

ผมเป็นคนหนองเสือ ธัญบุรีนี่เองครับ เคยเล่าเรื่องสยองขวัญตอนน้ำท่วมใหญ่เมื่อปีกลาย แม้ว่าไม่โดนหนักเหมือนอีกหลายๆ แห่ง แต่ก็เล่นเอามะม่วงน้ำดอกไม้ทนไม่ไหว ถึงกับล้มตายไปสิบกว่าต้น

พวกคนงานชาวลาวที่มารับจ้างทำไร่หญ้าหลายสิบคน ล้วนแต่คุ้นเคยและสนิทสนมกับผมทั้งนั้น ตกเย็นเลิกงานมักมาชวนให้ไปล้อมวงซดเหล้าเป็นประจำ

อ้อ! คำว่า'ทำไร่หญ้า' อาจจะฟังแปลกๆ สำหรับบางท่าน แต่ถ้าบอกว่า'ทำไร่หญ้าเพื่อแซะเอาไปขายเพื่อปูสนามต่างๆ โดยเฉพาะสนามบ้านจัดสรร' คงจะชัดแจ้งเป็นอันดี ไม่มีอะไรสลับซับซ้อน

มาว่ากันถึงการดื่มดวดน้ำเมาของบรรดาคนงาน ส่วนใหญ่ก็คือพี่น้องชาวลาวของผม มีพม่าปะปน 3-4 คน ถือว่าเป็นกระสายยาแล้วกัน

คนสูงอายุชอบเหล้าขาว แต่หนุ่มๆ นิยมดวดเบียร์ตามแฟชั่น กับแกล้มหากินกันเองไม่ว่าปู ปลา หอย แม้แต่ตัวตะกวดหรือวรนุชทั้งย่างและยำ พวกโปรดปรานเป็นพิเศษขนาดหายากขึ้นทุกที ไอ้ที่จะวิ่งไล่เอาไม้ฟาดให้มันดิ้นกระแด่วๆ เหมือนสมัยก่อนน่ะไม่มีแล้วครับ

ต้องลงทุนลงแรงซื้อข่ายซื้อลอบมาดักปลา สำหรับเอาไปให้แม่ไอ้หนูช่วยทำกับแกล้มแซบๆ มาทำให้วงเหล้าครึกครื้น มีสีสันขึ้นมา...ขืนล่อเหล้าไร้แกล้มมีหวังเมาตายห่...จริงมั้ยคุณ?

ตอนน้ำท่วมนึกว่าตะกวดมาติดข่าย เฮโลมาช่วยกันยกด้วยความดีอกดีใจ ที่ไหนได้ล่ะกลายเป็นจระเข้ปีศาจ ดิ้นโผงผางจนผงะหน้า ร้องเอะอะโวยวาย บ้างถึงกับก้นจ้ำเบ้า บ้างก็วิ่งตะโพงเหมือนจะเผ่นกลับเวียงจันทน์ท่าเดียว
เลยต้นปีมาหลายเดือน พรรคพวกชักจะลืมเลือนเรื่องผีหลอกกลางวันแสกๆ คราวนั้นไปแล้ว เริ่มวางลอบ (นอน) ตามชายน้ำ หวังว่าจะได้ปลาใหญ่ๆ หรือวรนุชเคราะห์ร้ายมาติดจนกลายเป็นเนื้อย่างจิ้มแจ่ว แกล้มเหล้ากันให้อร่อยปากลิ้น...แหม! นึกถึงแล้วหลายคนบอกว่าน้ำลายข้อยสิไหลแหล่วเด้อ...

ระหว่างนั้นก็หาปู งมหอย แทงปลา สุ่มปลามาแกล้มเหล้า จะได้ไม่ต้องเปลืองเงินไปซื้อเนื้อมาย่างมายำ หรือเข้าร้านสะดวกซื้อ ได้ข้าวเกรียบกุ้งกับถั่วอบเกลือมาแก้ขัดไปพลางๆ

ทำไปทำมาก็เลยพานลืมลอบที่วางไว้ราวสิบวันโดยสิ้นเชิง!

เย็นนั้น บุญจัน-หนุ่มวัยสามสิบนึกขึ้นได้ หมอนี่มาจากท่าเดื่อ เป็นนักเสาะหาของแกล้มตัวยง ร้องว่าป่านนี้คงมีเหยื่อมาติดลอบแน่ๆ เผลอๆ อาจจะอดตายอยู่ในลอบก็เป็นได้...ว่าแล้วก็จ้ำอ้าวออกหน้า พรรคพวกตามหลังกันเป็นพรวน

เมื่อถึงจุดหมาย บุญจันแหวกกอหญ้าบุกสวบๆ ลงไปดูก็ถึงกับยืนตะลึงพรึงเพริด ผมกับพวกที่ตามมา 5-6 คนก็อ้าปากค้างไปตามๆ กัน

ตะกวดหรือวรนุชติดอยู่ในนั้นจริงๆ แต่มันเหลือแต่ซากแล้วครับ ส่งกลิ่นเหม็นสาบสางอวลซ่านอยู่รอบๆ ตัวเรา คิดว่าคงจะตายปุ๊บก็โดนพวกเดียวกันตัวอื่นๆ มารุมทึ้งจนเหลือแต่ซากแบบนี้...พวกเรานึกได้ตอนที่ช้าเกินไปเสียแล้ว

ทันใดนั้นเอง...เหมือนคำสาปนรกจกเปรตบันดาลให้เป็นไป!

ตะกวดที่เหลือแต่ซากกลับโดดดิ้นโผงผางอยู่ในลอบ ท่ามกลางเสียงร้องเฮ้ยๆ กับโฮ้ย...ฮ้าย! ดังระงมไปหมด แดดเหลืองๆ หายลับเข้าไปในกลุ่มเมฆหนาทึบ พวกเรายืนตะลึงพรึงเพริดแข้งขาหนักอึ้งเหมือนถูกถ่วงด้วยท่อนเหล็กจนขยับไม่ขึ้น

อยากจะวิ่งอ้าวไม่คิดชีวิตจากภาพอุบาทว์ แสนจะน่าสยดสยองสุดขีดที่อุบัติขึ้นต่อหน้าต่อตา แต่ก็ก้าวขาไม่ไหวจริงๆ ครับ

โครม! โครม!

เสียงลอบหักกระเจิง ดังบาดลึกเข้าไปถึงหัวอกหัวใจ ตะกวดจากอเวจีใช้สี่ตีนของมันทั้งกระชากและสะบัดเศษไม้ไผ่กระเด็นไปคนละทิศละทาง ยืดร่างสูงตระหง่านโดยปักหลักด้วยท่อนหาง นัยน์ตาแดงจ้า ลุกโพลงคล้ายเปลวไฟจ้องมองพวกเราเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ

'แฮ่! จะกินซากผีของกูเรอะ? แฮ่...'

สิ้นเสียงคำรามจากปากอ้ากว้าง กลิ่นเหม็นเน่าพวยพุ่งมาปะทะหน้า ทำให้ผมแผดร้องสุดเสียง หันกลับได้ก็เผ่นกระเจิง ล้มลุกคลุกคลานโดยมีคนอื่นๆ ตามหลังมาเป็นพรวน สองหูอื้ออึงแต่ยังได้ยินเสียงร้องร่ำคร่ำครวญ...รอด้วย! รอข้อยด้วย...

อย่าหวังเลยครับ ผมโกยอ้าวไม่คิดชีวิต คิดว่าจะเร็วกว่านักวิ่งเหรียญทอง 100 เมตรที่โอลิมปิกคราวนี้ซะด้วยซ้ำ...ผีมากินศพตะกวดแล้วยังสิงสู่อยู่ที่ซากนั้นเฉยเลย! บรื๋อออ....



ที่มา : http://www.khaosod.co.th จากคอลัมน์ ขนหัวลุก โดย ใบหนาด หนังสือพิมพ์ข่าวสด


Share this topic on AskShare this topic on DiggShare this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on LiveShare this topic on RedditShare this topic on TwitterShare this topic on YahooShare this topic on Google buzz

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02 กรกฎาคม 2556 14:46:28 โดย กิมเล้ง » บันทึกการเข้า

Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 14
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3718


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 9.0 MS Internet Explorer 9.0


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 02 กรกฎาคม 2556 13:42:37 »

.



"แจน" เล่าเรื่องขนหัวลุกจากสุโขทัยในอดีต


หนูชื่อแจน อายุ 23 แล้วล่ะค่ะ เรียนจบแล้วและได้งานทำในบริษัทแห่งหนึ่งแถวถนนพระราม 2 แจนเป็นคนชอบเรื่องผีมาก และติดตามอ่าน "ขนหัวลุก" มาตั้งแต่เด็กๆ แน่ะ

แจนสะสมหนังสือเรื่องผีไว้มากมายและยังชอบตัดข่าวเรื่องผีๆ ที่นานๆ จะมีสักครั้งเก็บไว้ด้วยค่ะ 

มีอยู่เรื่องหนึ่งแจนประทับใจมากเลย!  มันเป็นข่าวหน้าหนึ่งของน.ส.พ.ข่าวสดเมื่อเกือบ 10 ปีก่อน แจนอยากเขียนมาเล่าในคอลัมน์ขนหัวลุก...เป็นเรื่องแม่กับลูกที่ถูกฆ่าตายคาบ้านอย่างน่าสงสาร แล้ววิญญาณของทั้งคู่ก็เฮี้ยนมาก ถึงกับทำให้เพื่อนบ้านขวัญผวาขนาดอยู่ไม่ได้กันเลยค่ะ

เหตุเกิดเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2547 ที่จังหวัดสุโขทัย นางแวว อายุ 48 ปี ถูกผู้ร้ายบุกเข้าไปในบ้าน ฆ่าตายพร้อมกับลูกสาวอายุแค่ 8 ขวบเท่านั้นเอง! ตัวนางแววถูกอีโต้ฟันที่ใบหูและกลางศีรษะเป็นแผลฉกรรจ์ ส่วนลูกสาวก็ถูกฟันที่ศีรษะอย่างรุนแรงจนกะโหลกแยก มันสมองไหลปนกับเลือด  เด็กน้อยคงจะป้องกันตัวเองอย่างสุดฤทธิ์ เพราะที่ข้อมือและหลังมือก็ถูกคมอีโต้ฟาดฟันจนเหวอะ หวะ นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนางและนิ้วก้อยห้อยร่องแร่งเกือบหลุดขาด! ขณะเกิดเหตุเป็นตอนกลางคืนค่ะ...

พวกเพื่อนบ้านไม่มีใครสักคนที่ได้ยินเสียงร้อง แต่น่าแปลกมากๆ ที่ครูซึ่งพักอยู่ที่บ้านพักในโรงเรียนศรีอินทราทิตย์กลับได้ยิน ทั้งๆ ที่อยู่ไกลออกมาจากบ้านที่เกิดเหตุสยดสยอง จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่คนร้ายไม่ได้ทิ้งหลักฐานอะไรไว้เลย นอกจากเส้นผมสีดำและสีขาวที่นางแววกำไว้แน่นในมือขวา แสดงว่าเธอสู้จนผมคนร้ายหลุดติดมือออกมา ตำรวจบอกว่าฆาตกรไม่ได้ประสงค์ต่อทรัพย์สินของผู้ตาย และพบร่องรอยของการหลบหนีเพราะมีรอยเลือดหยดเป็นทาง  มันหนีออกทางหลังบ้านแล้วเดินเลาะกำแพงของโรงเรียนศรีอินทราทิตย์ออกมาถึงถนนในหมู่บ้าน รอยเลือดนั้นก็หายไป

ตำรวจสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นจุดที่คนร้ายจอดรถทิ้งไว้ และขับหนีไปเลยก็ได้!

หลังจากนั้นไม่นาน สองแม่ลูกก็กลับมา...เพื่อนบ้านจะได้ยินเสียงนางแววและลูกสาวพูดคุยกันดังแว่วๆ ออกมาจากบ้านที่ไม่มีคนอยู่เลย เล่นเอาอกสั่นขวัญแขวน ขนลุกขนพองไปตามๆ กัน  ที่น่าสยองกว่านั้นก็คือ...ถ้าใครไม่รู้ก็นึกว่าทั้งสองยังไม่ตาย แถมกำลังมีความสุขอีกต่างหาก เพราะเป็นเสียงพูดคุยอย่างสนุกสนาน สลับกับเสียงหัวเราะ เสียงเข้าครัวทำอาหาร เสียงเก็บผ้า เสียงสลัดผ้าห่มพึ่บพั่บ... แต่พอตกกลางคืน กลับมีเสียงหวีดร้อง ขอความช่วยเหลือโหยหวน ดังบาดลึกลงไปถึงหัวใจของทุกคนที่ได้ยิน! พวกเพื่อนบ้านที่รายล้อมอยู่ทุกหลังคาเรือนต้องตกอยู่ในอาการสะดุ้งผวา กลัวผีกันแทบขาดใจ พอตกเย็นก็พากันปิดบ้าน เผ่นแน่บไปนอนที่อื่นกันหมด  ลูกชายของนางแววซึ่งตอนแม่และน้องถูกฆ่าตายนั้น ตัวเองนับว่าโชคดีมากเพราะไม่ได้อยู่บ้าน ไม่งั้นคงไม่รอดจากเงื้อมมือของฆาตกรไปได้หรอกค่ะ!

เขาบอกกับนักข่าวว่าถ้าคดีจบสิ้นลงเมื่อไรก็รื้อบ้านเอาไม้ไปถวายวัด หรืออาจจะขายแล้วเอาเงินมาทำบุญให้แม่กับน้อง...แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีข่าวคราวใดๆ ว่าเจ้าหน้าที่จะจับตัวนักฆ่าจอมโหดที่ทำได้แม้แต่กับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ มนุษย์เราไม่น่าจะโหดร้ายกับเพื่อนมนุษย์ตาดำๆ ด้วยกันถึงขนาดนี้เลยนะคะ เข้าตำราที่เขาว่า "รู้หน้าแต่ไม่รู้ใจ" จริงๆ ไม่ทราบว่าสองแม่ลูก ผู้เคราะห์ร้ายสุดขีดไปทำอะไรให้ ถึงได้ตามฆ่าฟันทารุณปานนั้น? เชื่อว่าบาปกรรมที่ทำกับสองแม่ลูกไว้ คงจะติดตามหลอกหลอนจิตสำนึกไปตลอดกาลแน่ๆ แจนทั้งหดหู่และประทับใจเรื่องนี้มากเลยค่ะ 

มีคนรู้เห็นในความเฮี้ยนกันหลายคน แสดงว่าวิญญาณมีจริง และแจนก็สงสารสองแม่ลูกคู่นี้มาก ขอให้พวกเธอไปสู่สุคติ และชาติต่อๆ ไปก็ไม่ต้องตายอย่างน่าสยดสยอง น่าสะเทือนใจเหมือนอย่างชาตินี้อีกนะคะ!



ที่มา : คอลัมน์ ขนหัวลุก โดย ใบหนาด หนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับประจำวันที่ 08 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
บันทึกการเข้า

คำค้น:
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน

Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.314 วินาที กับ 33 คำสั่ง

Google visited last this page 02 พฤษภาคม 2563 18:50:32