[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
15 ธันวาคม 2562 10:10:39 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ภาพเก็บตก "ขนมโบร่ำโบราณ" ในงานวัด  (อ่าน 17123 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 14
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3529


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
MS Internet Explorer 7.0 MS Internet Explorer 7.0


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 12 สิงหาคม 2556 16:51:48 »

.


แป้งสด สำหรับทำขนมต่างๆ
ในสมัยโบราณใช้วิธีการโม่แป้ง โดยนำข้าวสารเจ้าหรือข้าวสารเหนียวแช่น้ำอย่างน้อยห้าชั่วโมงหรือข้ามคืน
นำมาโม่เพื่อให้ได้แป้งสดสำหรับนำไปทำขนมหวานชนิดต่างๆ



ขนมและของว่างไทยโบราณในงานวัด
ได้มีโอกาสเดินทางไปตามวัดต่างๆ  ไปพบเห็นของว่างและขนมโบร่ำโบราณ
ที่ค่อนข้างจะหารับประทานยากในยุคสมัยนี้ เยาวชนรุ่นหลังอาจจะไม่รู้จักหรือเคยได้ยินชื่อขนม
และของว่างดังต่อไปนี้มาก่อนก็อาจเป็นได้  จึงนำภาพมาฝากให้ได้เรียนรู้ ถึงรูปลักษณ์และชื่อของ
ขนมและของว่าง เพื่อจักได้ช่วยกันอนุรักษ์กันต่อไป







ขนมเบื้องญวน
ใช้แป้งข้าวจ้าว (อาจผสมไข่ไก่) ใส่น้ำปูนใส ตัดเกลือเล็กน้อย กรอกในกระทะเป็นแผ่นบางๆ
ใส่ถั่วงอก มะพร้าวขูดกวนกับน้ำตาลปีบใส่สีผสมอาหารสีส้มหรือสีเหลือง  ใส่ถั่วลิสงคั่วบดหยาบ หัวไขโป๊วเค็มสับหยาบ อาจมีกุ้งแห้ง
ผักชีฝรั่งซอย  แล้วพับให้เป็นรูปสี่เหลี่ยม รับประทานกับอาจาดที่ทำจากน้ำส้มสายชูผสมกับน้ำตาลทรายเคี่ยวจนเหนียวหนึบผสมแตงกวาหั่นบางๆ
*゚¨゚✎-·´¯`·.¸¸.·´¯`·._.·¯`·.¸> <((((º> ♫♫♫~*







กล้วยแขก
ใช้กล้วยน้ำว้าห่าม (สุกๆ ดิบๆ - ไม่สุกงอม) ฝานบาง คลุกกับแป้งข้าวเจ้า ผสมไข่ไก่ น้ำปูนใส เกลือป่น
น้ำตาลปีบ งาขาว และกลอยผสมไปด้วย จึงจะกรอบหอม
*゚¨゚✎-·´¯`·.¸¸.·´¯`·._.·¯`·.¸> <((((º> ♫♫♫~*



ถุงทอง
ทำจากแผ่นเกี๊ยว ซึ่งในสมัยโบราณมีหรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่เอาเป็นว่าทำจากแป้งสาลี
นวดให้เหนียวปั้นเป็นก้อนกลม แล้วแผ่ให้เป็นแผ่นบาง
ใส่ใส้หมูสับผัดกับรากผักชี กระเทียม พริกไทย ปรุงรสเค็มเล็กน้อย
นำมาห่อรวบแล้วมัดด้วยใบกุยช่าย(ลวกก่อน)  นำไปทอดให้สุกเหลือง
จิ้มน้ำจิ้ม (น้ำตาลทราย เกลือ ส้มสายชูเคี่ยวจนเหนียว ใส่พริกชี้ฟ้าสดแกะเมล็ดโขลกหยาบเคี่ยวต่ออีกเล็กน้อย)
*゚¨゚✎-·´¯`·.¸¸.·´¯`·._.·¯`·.¸> <((((º> ♫♫♫~*



ขนมไส้พระจันทร์ สีหลืองนวลอ่อนๆ
กรรมวิธีคงนัยเดียวกับ "ถุงทอง" แต่ของว่างชนิดนี้ใช้แผ่นแป้งปอเปี๊ยะแทนแผ่นเกี๊ยว
ส่วนไส้เปลี่ยนจากหมู เป็นใช้เนื้อไก่แทน
*゚¨゚✎-·´¯`·.¸¸.·´¯`·._.·¯`·.¸> <((((º> ♫♫♫~*







ขนมกง (ลักษณะคล้ายล้อเกวียน)
วิธีทำค่อนข้างยุ่งยาก ใช้ถั่วเขียวแช่น้ำค้างคืน นำไปนึ่งให้สุก บดให้ละเอียด
นำไปกวนกับกะทิ น้ำตาล และเกลือ จนเหนียว  จึงนำมาปั้นให้เหมือนรูปล้อเกวียน
(ปั้นเป็นรูปวงกลม แล้วคลึงแป้งเป็นเส้นยาว จัดทแยงในวงกลม บีบให้สนิทติดกัน)
นำไปชุบแป้งข้าวเจ้าผสมไข่ไก่และน้ำปูนใส ความข้นของแป้งคะเนให้แป้งชุบขนมติด
ทอดแล้วฟู กรอบ
*゚¨゚✎-·´¯`·.¸¸.·´¯`·._.·¯`·.¸> <((((º> ♫♫♫~*



ซาลาเปา (ซาลาเปาไทยโบราณ)
ใช้แป้งข้าวเหนียวแช่น้ำค้างคืน  นำไปโม่แล้วทับน้ำ
(ใส่แป้งโม่ในถุงผ้าดิบมัดปากถุงให้แน่น ใช้ของหนักๆ ทับให้น้ำซึมออกให้หมด เหลือแต่แป้งล้วนๆ)
นำมาปั้นเป็นก้อนกลม แผ่แป้งให้บาง ใส่ใส้ถั่วเขียวกวน (ไส้ชนิดเดียวกับขนมกง)
บีบขอบแป้งให้สนิท นำด้านที่ไม่มีตะเข็บแป้ง ชุบงาดำหรืองาขาวบางๆ นำไปทอดให้สุกเหลือง
*゚¨゚✎-·´¯`·.¸¸.·´¯`·._.·¯`·.¸> <((((º> ♫♫♫~*





ข้าวเม่าพอก
วิธีทำข้าวเม่าพอก
ขั้นตอนที่ 1 ผสมข้าวเม่านวดกับน้ำตาลปีบ มะพร้าวขาวขูด นำไปกวนจนเหนียวพอปั้นได้
นำส่วนผสมข้าวเม่าไปหุ้มกล้วยไข่ (สุก) ให้มิด  แล้วชุบแป้ง (แป้งข้าวเจ้าผสมน้ำปูนใส เกลือ ไข่ไก่)
ทอดในน้ำมันปานกลาง ใช้ปลายไม้เขี่ยให้กล้วยไข่เรียงติดกันเป็นแพในกระทะ 3 ชิ้น
ทอดจนขนมสุกเหลืองดีแล้ว ตักใส่ตะแกรงพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน  จัดวางในถาดหรือภาชนะ

ขั้นตอนที่ 2 ใช้แป้งดังกล่าวข้างต้น (แป้งข้าวเจ้าผสมน้ำปูนใส เกลือ ไข่ไก่) โรยในกระทะให้เป็นฝอยๆ
ใช้ไม้ยาวเขี่ยแป้งในกระทะให้ซ้อนกันสูงๆ ตามขนาดที่ต้องการ ทอดจนแป้งกรอบได้ที่
นำไปวางเทินบนกล้วยที่ทอดเป็นแพ

กรรมวิธีการทำข้าวเม่า :
ใช้ข้าวเปลือกเก็บเกี่ยวใหม่ๆ และข้าวยังไม่แก่จัดเต็มที่ พอที่จะนำไปสีเป็นข้าวสาร
นำไปโขลกให้เปลือกข้าวหลุดหล่อนออกจากเมล็ดข้าว ฝัดเปลือกข้าวออกทิ้งไป
และไม่ต้องขัดข้าวให้ขาว จึงเหลือแต่เมล็ดข้าวสีเขียวอ่อนๆ นิ่มๆ และมีกลิ่นหอมๆ ของข้าวใหม่
เรียกว่า "ข้าวเม่า"
*゚¨゚✎-·´¯`·.¸¸.·´¯`·._.·¯`·.¸> <((((º> ♫♫♫~*



ขนมถ้วยจีน
สมัยก่อนคนขายเป็นแป๊ะหรือซิ้มแก่ๆ เดินใส่หมวกสานแบบจีนปลายแหลมๆ  
หาบคอนใส่กระจาดมานั่งขายในโรงเรียนตอนพักเที่ยง
เวลาสั่งซื้อ ซิ้มจะใช้พายไม้อันเล็กๆ ตัดขนมในถ้วยเป็นรูปกากบาทแบ่งให้ได้ 4 ชิ้น
จัดใส่กระทงใบตอง ราดน้ำตาลเชื่อมเหนียวๆ ใส่หัวไชเท้าเค็มสับ และกระเทียมเจียวหอมๆ

ตัวแป้งทำจากแป้งข้าวจ้าว ผสมกับน้ำปูนใส  
ทำโดยนึ่งถ้วยเปล่าด้วยไฟแรงจัดประมาณ 3-4 นาที  จึงใส่ตัวแป้งลงในถ้วย แล้วนึ่งต่อจนแป้งสุก
เวลาจะรับประทาน ราดน้ำตาลปีบเคี่ยวจนเหนียวใส ใส่หัวไชโป๊วเค็มสับหยาบ กระเทียมเจียว
ตามด้วยน้ำส้มพริกดองสีแดง

*゚¨゚✎-·´¯`·.¸¸.·´¯`·._.·¯`·.¸> <((((º> ♫♫♫~*















เมี่ยงคำ ของว่างที่มากด้วยคุณค่าของสมุนไพรไทยหลายชนิด
ส่วนผสม : ใบชะพลูสด ถั่วลิสงคั่ว, มะพร้าวหั่นชิ้นเล็กๆ นำไปคั่วจนเหลือง, กุ้งแห้ง, มะนาวติดผิวหั่นชิ้นเล็ก,
หอมแดงหั่นชิ้นเล็ก  ราดด้วยน้ำตาลปีบเคี่ยวกับกะปิจนหนืดเหนียวใส  
วิธีรับประทาน : นำส่วนผสมอย่างละเล็กละน้อย กะขนาดพอดีคำวางบนใบชะพลู ห่อรวบเข้าปาก หรือเสียบไม้ขายเป็นไม้ๆ
*゚¨゚✎-·´¯`·.¸¸.·´¯`·._.·¯`·.¸> <((((º> ♫♫♫~*







ขณะทอดต้องใช้ตะแกรงโปร่ง กดคลึงไปมาให้แป้งฟูกรอบทั่วกัน

ไข่นกกระทา
ทำจากมันเทศต้มหรือนึ่งจนสุก เอาแต่เนื้อนวดกับแป้งมัน น้ำเชื่อมจากน้ำตาลทราย และกะทิ
จนเหนียวได้ที่ ปั้นเป็นก้อนกลมๆ นำไปทอดจนสุกเหลือง
*゚¨゚✎-·´¯`·.¸¸.·´¯`·._.·¯`·.¸> <((((º> ♫♫♫~*





ข้าวเกรียบงา
ส่วนผสม แป้งข้าวเจ้า (ชนิดโม่ - ไม่ใช้แป้งผง) น้ำตาลทราย งาดำ มะพร้าวขูดขาว
ผสมได้ที่แล้ว นำไปนึ่งในถาดเล็กๆ ทาน้ำมันเสียก่อน
จึงตักส่วนผสมแป้งใส่ถาด 1 กระบวย/1แผ่น  เมื่อสุกจึงลอกขนมจากถาด
แล้วนำไปตากแดดบนแฝกที่ปูลาดไว้ เมื่อจะรับประทานจึงนำไปปิ้งในเตาถ่านให้เหลืองหอม
หากถ้ารับประทานเลยเรียกว่า ข้าวเกรียบงาสด
*゚¨゚✎-·´¯`·.¸¸.·´¯`·._.·¯`·.¸> <((((º> ♫♫♫~*



มันสำปะหลังปิ้ง
ส่วนผสม :  มันสำปะหลังต้มสุกบดละเอียดผสมกับมะพร้าวขูดและน้ำตาลทราย
ผสมได้รสชาติดีแล้ว ปั้นก้อนกลมๆ นำไปปิ้งบนเตาถ่านจนสุก (ไหม้นิดๆ)  
(ถ้ารองเตาด้วยใบตองจะหอมมาก)

*゚¨゚✎-·´¯`·.¸¸.·´¯`·._.·¯`·.¸> <((((º> ♫♫♫~*









ลูกชุบ
ทำจากถั่วเขียวนึ่ง แล้วบดละเอียด นำไปกวนผสมกับกะทิ และน้ำตาลทราย
จนเหนียวปั้นได้ ปล่อยทิ้งไว้ให้เย็นสนิท จึงนำไปอบควันเทียน ดอกมะลิ และดอกไม้หอมอื่นๆ
(ควรระมัดระวัง ดอกไม้ที่จำหน่ายตามท้องตลาดด้วย เพราะมีสารเคมีจากยาฆ่าแมลงปนเปื้อนอยู่มาก)
สูตรและวิธีทำ กดอ่านที่
http://www.sookjai.com/external/lookchub/DSC01328.JPG
*゚¨゚✎-·´¯`·.¸¸.·´¯`·._.·¯`·.¸> <((((º> ♫♫♫~*



ข้าวยาคู ขนมในเทศกาลงานบุญสารท ผู้ขายเล่าว่าผสมน้ำใบเตยให้มีกลิ่นหอมค่ะ
ข้าวยาคูทำจากข้าวอ่อนที่เรียกว่า ข้าวกำลังตั้งท้อง คือมีเนื้อข้าวอยู่ภายในเมล็ด แต่ยังไม่แก่เต็มที่
นำข้าวทั้งรวงมาตำจะได้น้ำข้าวสีขาวและหอม นำมากวนให้สุกเติมน้ำตาลเล็กน้อย
ก็จะได้ข้าวยาคูสีเขียวอ่อนใส ที่มีรสหวานและหอมน่ากิน
*゚¨゚✎-·´¯`·.¸¸.·´¯`·._.·¯`·.¸> <((((º> ♫♫♫~*


          


         
          ขนมบ้าบิ่น
          ทำจากแป้งข้าวเหนียวขาวหรือดำ แช่น้ำค้างคืน โม่ให้ละเอียด  
          ผสมกับน้ำตาลทราย และมะพร้าวขูดขาว
          ใช้พิมพ์วงกลมวางบนกระทะแบน ทาน้ำมันมะพร้าวที่พิมพ์และกระทะเสียก่อน
          (สมัยก่อนนิยมน้ำมันมะพร้าวทำขนม) แล้วทอดหรือจี่จนสุกหอม
*゚¨゚✎-·´¯`·.¸¸.·´¯`·._.·¯`·.¸> <((((º> ♫♫♫~*


 


ขนมไข่เหี้ย
ทำจากแป้งข้าวเหนียว (ขาวหรือดำ) โม่ทับน้ำจนแห้งสนิท
นำมาปั้นเป็นก้อนกลม แล้วแผ่บางๆ หุ้มไส้ถั่วเขียว นำไปทอดจนสุกเหลืองทั่วกัน
แล้วงฉาบด้วยน้ำตาลเคี่ยวให้เป็นเกร็ดๆ สีขาวเกาะติดที่ผิวขนม
ส่วนไส้ขนม ทำจากถั่วเขียวแช่น้ำค้างคืน นำไปนึ่งจนสุกนิ่มดีแล้ว
จึงผสมกับมะพร้าวขูดขาว เกลือ และรากผักชี กระเทียม พริกไทย โขลกละเอียด
แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน
 
*゚¨゚✎-·´¯`·.¸¸.·´¯`·._.·¯`·.¸> <((((º> ♫♫♫~*



ขนมขี้หนู
ทำจากแป้งข้าวเจ้าโม่ทับน้ำ เห็นคนทำเขาใช้ตะแกรงลวด (ขนาดความถี่เท่ากับมุ้งลวดตามบ้านเรือน)
ตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมประมาณ 1 x 1 ฟุต นำขอบทั้งสี่ด้านตรึงด้วยไม้ให้แน่นหนา
 
นำแป้งโม่ทับน้ำ (มีความชื้นในตัวอยู่แล้ว) ยีไปมาบนตะแกรง
ซึ่งจะทำให้แป้งร่วงลงชามหรือถาดรองนั้น เป็นเม็ดเล็กๆ ขนาดเท่าๆ กัน
นำแป้งไปนึ่งให้สุก พอแป้งสุกเปิดฝาลังถึงออกมา ใช้น้ำเชื่อมเข้มข้น
ซึ่งเคี่ยวจากน้ำตาลทรายกับน้ำลอยดอกมะลิ ผสมสี (ชมพู เขียว)
ราดลงในขนมที่นึ่งสุก ใช้พายไม้เคล้าให้เข้ากันดีแล้วปิดฝาให้ระอุ
พอขนมเย็นสนิทดีแล้ว มักใช้ดอกมะลิซึ่งปลูกไว้ตามบ้านเรือนโรยบนหน้าขนม
เพิ่มความน่าทานและความหอมให้ยิ่งๆ ขึ้น

ส่วนมากนิยมทำขนมชนิดนี้เป็น 3 สี คือ สีขาว สีชมพู และสีเขียว
เวลามีคนมาซื้อก็ตักใส่ใบตอง โรยหน้าด้วยมะพร้าวขูดเป็นเส้นๆ ห่อแบบขนมสอดไส้
เปิดห่อขนมออกมา จะได้กลิ่นหอมของใบตองห่อขนม
กลิ่นหอมของขนมซึ่งอบดอกมะลิ และกลิ่นมะพร้าวขูด...
*゚¨゚✎-·´¯`·.¸¸.·´¯`·._.·¯`·.¸> <((((º> ♫♫♫~*


            

            ปลาแนม
            ทำจากข้าวสารคั่วบดละเอียด โรยหน้าด้วยมะพร้าวขูด หอมแดงซอย และมะนาวหั่นแฉลบติดผิวบางๆ
*゚¨゚✎-·´¯`·.¸¸.·´¯`·._.·¯`·.¸> <((((º> ♫♫♫~*









ขนมถังแตก
โรยหน้าด้วยงา เกลือ น้ำตาลทราย ผสมให้เข้ากัน และมะพร้าวขูดเป็นเส้นๆ
เป็นขนมราคาถูก อร่อย อิ่มท้อง เป็นที่นิยมของเด็กนักเรียนในสมัยก่อนมาก
ตัวแป้ง ได้จากการหมักส่วนผสมของแป้งข้าวเจ้า แป้งสาลี  กะทิ น้ำตาลทราย และยีสต์
ให้ขึ้นฟูและมีกลิ่นฉุนๆ  เคยได้ทราบมาว่าต้องผสมแป้งเชื้อเข้าไปด้วย
จึงจะได้รสชาติที่อร่อยและโบราณจริงๆ (และสูตรโบราณจริงๆ ปัจจุบันก็หาทานยากจริงๆ)

 *゚¨゚✎-·´¯`·.¸¸.·´¯`·._.·¯`·.¸> <((((º> ♫♫♫~*












ขนมเบื้องไทย
ตัวแป้งทำจากแป้งข้าวเจ้าผสมกับแป้งถั่ว  ไข่ น้ำตาลทราย
หน้าขนมมีให้เลือกหลายชนิด
เช่น ฝอยทอง, หน้ามะพร้าวขูดกวนกับน้ำตาลปีบ,  หน้ากุ้ง (กุ้ง กระเทียม พริกไทย เกลือ) ฯลฯ
*゚¨゚✎-·´¯`·.¸¸.·´¯`·._.·¯`·.¸> <((((º> ♫♫♫~*











สาคูไส้หมู
วิธีทำ : ใช้สาคูเม็ดเล็ก ล้างน้ำแล้วเทใส่กระชอนกรองน้ำทิ้งให้สะเด็ดน้ำ จึงนำไปนวดจนเหนียว
วิธีทำไส้ : เจียวกระเทียม พริกไทย รากผักชี จนหอม ใส่หอมหัวใหญ่หั่นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าจิ๋วๆ
หมูสับ หัวไชโป๊วเค็มสับ น้ำตาลปีบ ถั่วลิสงคั่วโขลกหยาบ กวนจนกระทั่งแห้งเหนียว
จึงปั้นเป็นก้อนกลมเล็กๆ แล้วนำสาคูมาแผ่บางๆ หุ้มไส้ให้มิด
นำไปนึ่งในรังถึงรองด้วยใบตองจนสุก (ทิ้งระยะห่างไว้ด้วย กันสาคูติดกัน)
เมื่อสาคูสุกดีแล้ว พรมด้วยน้ำมันกระเทียมเจียว
รับประทานคู่กับผักชีฝรั่ง ผักกาดหอม และพริกขี้หนูสด
*゚¨゚✎-·´¯`·.¸¸.·´¯`·._.·¯`·.¸> <((((º> ♫♫♫~*





ขนมตาล
ทำจากลูกตาลสุกงอมที่หล่นลงมาจากต้น ปอกเปลือกออกแล้วนำไปยีในตะแกรงสานโปร่ง
จะได้เนื้อตาลเนียนละเอียด สีเหลืองปนส้มเข้ม มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว
นำเนื้อตาลที่ยีได้แล้วใส่ถุงผ้าดิบ ใช้เชือกมัดปากถุงให้แน่น
แล้วใช้ของแข็งหนักๆ ทับไว้ให้น้ำจากเนื้อตาลไหลซึมออกไปให้หมด
เหลือเพียงเนื้อตาลแห้งๆ ชื้นๆ  จึงนำไปผสมกับแป้งข้าวเจ้าโม่
ผสมน้ำตาลทราย นำไปตากแดดจัดๆ จนกว่าแป้งจะขึ้นฟู
แต่ปัจจุบันไม่ทราบเขาใส่ผงฟูลงไปด้วยหรือไม่ แต่สมัยก่อน เห็นเขานำไปตากแดดจัดๆ
จนกว่าแป้งจะขึ้นฟูเองตามธรรมชาติ (คงจะใกล้เน่า ซะมากกว่าน่ะแหละ)
จึงนำไปใส่กระทงใบตองใบเล็กๆ โรยหน้าด้วยมะพร้าวขูดเป็นเส้นๆ คลุกเกลือเล็กน้อย
นำไปนึ่งด้วยไฟแรงจนสุก (ก่อนทำขนม เคยชิมเนื้อตาลดูจะออกขมนิดๆ แต่พอทำขนมแล้วไม่มีรสขมติด)
*゚¨゚✎-·´¯`·.¸¸.·´¯`·._.·¯`·.¸> <((((º> ♫♫♫~*



ปั้นไส้ข้าวเกรียบปากหม้อ เป็นก้อนกลมๆ พักไว้




ละเลงแป้งบนผ้าเกลี่ยบางๆ


ไส่ไส้ขนมซึ่งปั้นเป็นก้อนกลมตรงกลางแป้ง นำฝาหม้อหรือภาชนะปิดสักครู่ จนแป้งสุก
จึงพับแป้งรวบเข้าหากัน ใช้พายแซะใส่จาน ราดด้วยกะทิสด


ข้าวเกรียบปากหม้อ
ตัวแป้ง ทำจากแป้งข้าวเจ้าผสมแป้งมันและแป้งท้าวยายม่อม ให้มีความเหนียวนุ่ม
หากใช้ข้าวเจ้าเพียงชนิดเดียว เมื่อขนมสุกแป้งจะขาด พับไม่ได้
ส่วนไส้ขนมใช้ไส้ชนิดเดียวกับไส้สาคูไส้หมู และมีเครื่องเคียงเช่นเดียวกันกับสาคูไส้หมู
ได้แก่ ใบผักกาดหอม ผักชีฝรั่ง พริกขี้หนูสวนสด
*゚¨゚✎-·´¯`·.¸¸.·´¯`·._.·¯`·.¸> <((((º> ♫♫♫~*





ข้าวเกรียบว่าว
ต้องจัดไว้เป็นอันดับสุดท้าย...ท่านเชื่อหรือไม่?  เถาตูดหมูตูดหมา ที่เราๆ ท่านๆ
ได้กลิ่นเมื่อไรต้องรีบเผ่นเมื่อนั้น! นั้น เป็นส่วนผสมสำคัญที่จะขาดเสียมิได้
ในการทำข้าวเกรียบว่าว ขนมคู่บุญงานวัดงานวามาแต่ครั้งโบราณกาล.
(สูตร : การทำข้าวเกรียบว่าว เข้าดูวิธีการทำได้ใน  
"สุขใจในครัว" www.sookjai.com

*゚¨゚✎-·´¯`·.¸¸.·´¯`·._.·¯`·.¸> <((((º> ♫♫♫~*



อ้อยควั่นโบราณแท้... หาดูไม่ได้มานานนักหนา
เสียบไม้เป็นพวงๆ เดินขายตามงานวัดสมัยก่อน





Share this topic on AskShare this topic on DiggShare this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on LiveShare this topic on RedditShare this topic on TwitterShare this topic on YahooShare this topic on Google buzz

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 สิงหาคม 2561 15:11:21 โดย Kimleng » บันทึกการเข้า

Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 14
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3529


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 14 มีนาคม 2561 16:24:23 »






น้ำตาลปั้น
ขนมหวานโบราณที่นับวันสาบสูญ หาผู้สืบสานทำยาก
รูปลักษณ์สวยงาม สีสันสดใส ทำจากน้ำตาลทราย ผสมน้ำ และแบะแซ
เคี่ยวจนข้นเหนียวปั้นได้ นำมาใส่สีหลากหลายสี แล้วปั้นเป็นรูปสัตว์ต่างๆ
และผลไม้นานาชนิด เสียบไม้ปักบนกาบกล้วย มีสตางค์เพียงหนึ่งสลึง
ก็ซื้อได้ ในสมัยเมื่อห้าสิบปีที่ผ่านมา  
*゚¨゚✎-•´¯`•.¸¸.•´¯`•._.•¯`•.¸> <((((º> ♫♫♫~*













ขนมบุหลันดั้นเมฆ
ขนมไทยโบราณ เนื้อเหนียวนุ่ม หวาน หอม ใส่ไส้สังขยา สีเหลืองสดของสังขยาตรงกลาง
มีความงามเหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ ที่ล่องลอยอยู่ในปุยเมฆสีขาวบนท้องฟ้า  
ส่วนผสม: แป้งข้าวเจ้าโม่สด ผสมแป้งท้าวยายม่อมให้นุ่มเหนียว ใส่น้ำตาลทราย หัวกะทิ เกลือป่นเล็กน้อย  
วิธีทำ : นึ่งถ้วยตะไลเปล่าพอถ้วยร้อนจด ตักแป้งใส่ ปิดลังถึงนึ่งพอแป้งสุกใส แป้งจะมีรอยบุ๋มตรงกลาง
ตักสังขยาใส่เกือบเต็มแล้วนึ่งต่อจนสังขยาสุก
*゚¨゚✎-•´¯`•.¸¸.•´¯`•._.•¯`•.¸> <((((º> ♫♫♫~*





ข้าวต้มหัวหงอก
เป็นขนมนิยมทำในงานบุญ ทำมาจากข้าวต้มมัด หรือ ข้าวต้มผัด
ทำด้วยข้าวเหนียวแช่น้ำค้างคืนหรืออย่างน้อยห้าชั่วโมง ผัดกับหัวกะทิ ผสมเกลือเล็กน้อย
ผัดให้กึ่งสุกกึ่งดิบ แล้วนำไปห่อด้วยใบตองหรือใบมะพร้าวอ่อน ใส่ไส้กล้วยน้ำว้า ห่อและมัด
ด้วยเชือกให้แน่น นำไปนึ่งจนสุก เวลาจะรับประทานนำมาคลุกมะพร้าวขูดเพิ่มความมัน

600-28
บันทึกการเข้า

Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 14
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3529


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 16 สิงหาคม 2561 15:40:16 »



ข้าวหมาก

1. ข้าวเหนียวเขี้ยวงู 4 ขีด
2. ลูกแป้งข้าวหมาก ครึ่งลูก
3. น้ำสะอาด (อย่าไปใช้น้ำคลองนะ น้ำคลองเดี๋ยวนี้สกปรก)
4. สารส้ม เอาไว้ล้างข้าวเหนียว

** ข้าวเหนียวให้ใช้ข้าวเหนียวเขี้ยวงู ถ้าใช้ข้าวเหนียวเขี้ยวกู ก็ตัวใครตัวมันละพี่น้อง




ขั้นตอนการทำ
ก่อนอื่นก็ตวงข้าวเหนียว โดยทั่วไปการทำข้าวหมากนี่ ลูกแป้งหนึ่งลูก
จะใช้ข้าวเหนียว 1 กก. ถ้าทำครึ่ง กก. ก็ใช้ครึ่งลูก
แต่สูตรนี้เราจะลดปริมาณข้าวเหนียวลงมา เหลือใช้แค่สี่ขีด ต่อแป้งลูกหมากครึ่งลูก
เพื่อเวลาหมักแล้วข้าวหมากออกมาจะได้มีรสชาติออกมาหวานฉ่ำ

จากนั้นให้แช่ข้าวเหนียวค้างคืน ขั้นตอนก็คือล้างข้าวเหนียว แล้วใส่น้ำให้ท่วม
ที่ว่าใส่ให้ท่วมนี่เอาให้พอท่วมข้าวเหนียวนะ ไม่ต้องใส่เยอะจนท่วมบ้าน...
บางคนอาจจะคิด เอ๊ะ ! ถ้าเราใส่น้ำท่วมแล้วข้าวเหนียวจะจมน้ำตายไม๊นะ ?
ไม่ต้องห่วงจ้ะ มีผลวิจัยแล้วว่าเม็ดข้าวเหนียวจมน้ำตายไม่ได้ เพราะฉะนั้นข้าวเหนียวไม่จมน้ำตายแน่นอน



จากภาพค่ะ ใส่น้ำให้พอท่วม แล้วแช่ทิ้งไว้ 1 คืน
ตื่นเช้ามาก็ให้นำสารส้มไปแกว่งในน้ำที่แช่ข้าวเหนียว (ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำ) แล้วทิ้งไว้สัก 5 นาที
ขั้นตอนนี้เป็นเทคนิค นำไปใช้เวลานึ่งข้าวเหนียวกินก็ได้ ซึ่งการนำสารส้มไปแกว่งแล้วทิ้งไว้
จะทำให้ข้าวเหนียวมีเม็ดใสน่ารับประทาน

ขั้นตอนต่อมา หลังจากแกว่งสารส้มทิ้งไว้ห้านาที เราก็นำข้าวเหนียวไปนึ่ง
นึ่งจนข้าวเหนียวสุกนิ่ม ก็ยกข้าวเหนียวออกจากลังถึง หาภาชนะใส่แล้วนำข้าวเหนียวมาผึ่งไว้จนเย็น
ต้องให้ข้าวเหนียวเย็นสนิทจริงๆ ขั้นตอนนี้ ใจเย็นๆ เพราะไม่อย่างนั้นข้าวหมากที่ทำออกมาจะมีรสเปรี้ยว
สำหรับการผึ่งห้ามนำไปตากแดดนะ ให้ผึ่งให้แห้งไว้ในร่ม

เมื่อเย็นสนิทดีแล้ว จึงนำมาล้างน้ำ ขั้นตอนนี้แนะนำว่าน้ำสารส้มจะดีกว่าน้ำเปล่า เพราะจะทำให้ข้าวเหนียวใส อยู่ตัว
เม็ดข้าวจะกระจ่าง จากนั้นจึงนำมาล้างน้ำสะอาดอีก 1-2 ครั้ง โดยให้ล้างจนข้าวเหนียวหมดยาง

จากนั้นนำไปผึ่งให้แห้งสนิทอีกครั้ง แต่อย่าให้ถึงกับแข็ง และเหมือนเดิมค่ะห้ามผึ่งแดด
ไม่งั้นแทนที่เราจะได้กินข้าวหมาก มันจะกลายไปเป็นข้าวตูซะก่อน

เอาลูกแป้งข้าวหมาก ครึ่งลูก ใส่ถุงพลาสติก แล้วนำขวดมาบดจนป่น (หรือทำให้ละเอียด)
ที่ใช้ครึ่งลูกเพราะสูตรนี้ที่เกริ่นไว้ข้างต้น เราจะใช้ข้าวเหนียว 4 ขีด กับแป้งครึ่งลูก




เอาแป้งที่ละเอียดแล้ว ไปโรยข้าวหมาก เคล้าให้ทั่วจนเข้ากัน
เก็บไว้สองวันก็รับประทานได้แล้ว
หลังจากสอง - สามวัน ถ้าทานไม่หมดสามารถนำไปแช่ตู้เย็นได้
ข้าวหมากจะไม่เสีย และสามารถเก็บไว้กินได้นานค่ะ
ยิ่งแช่ตู้เย็นไว้นาน จะยิ่งหวานฉ่ำ ชื่นใจ

ชื่นใจชนิดที่ถ้ายายทวดยังอยู่คงอุทานออกมาว่า "มันอร่อยจริงๆ ไอ้หลานเอ้ย !"

ปล.กล่องที่ใส่ในรูปเป็นกล่องข้าวของเชสเตอร์กริลนะ ปิดสนิท สวยงามน่ากิน ที่บ้านชอบเก็บของพวกนี้  
ใครจะไปรู้ ว่าวันนึงเราก็ได้เอามันมาใช้เข้าจริงๆ


เป็นอันเสร็จสิ้น กับข้าวหมากสูตรร้อยปี

ไม่อยากจะบอก เมื่อก่อนอยู่บ้านนอก ยายทำขาย แป๊บๆ หมด

ยายทำขนมไทยเก่ง แถมทำหวานเจี๊ยบบบบ... ชื่นใจ

คือมันไม่ถึงกับเลี่ยน แต่มันหวานกว่าปกติ 5555+

ว่าแล้วก็คิดถึงขนมเปียกปูนที่ยายเคยทำ ยังช่วยยายตำกาบมะพร้าวเผาไฟอยู่เลยตอนเด็ก

คิดถึงยายจัง
บันทึกการเข้า

Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 14
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3529


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 19 มกราคม 2562 12:32:43 »





ขนมทองม้วนสด
ส่วนผสม : แป้งมัน แป้งข้าวเจ้า แป้งท้าวยายม่อม เกลือป่น กะทิ ไข่ไก่ เนื้อมะพร้าวอ่อน งาขาวหรืองาดำคั่ว
น้ำตาลมะพร้าว น้ำใบเตย หรือน้ำอัญชัน (บางท่านใส่ฟักทองนึ่งหรือเผือกนึ่งผสมไปด้วย)
วิธีทำ ผสมแป้งเข้าด้วยกัน ใส่เกลือ นวดด้วยน้ำกะทิทีละน้อยจนนุ่มเหนียว ใส่ไข่ไก่  เนื้อมะพร้าวอ่อน คนให้
เข้ากัน ใส่งาดำและงาขาว ตั้งกระทะเปิดไฟอ่อนถึงปานกลาง หยอดแป้งลง เมื่อแป้งเริ่มสุกก็พลิกกลับอีกด้านแล้วรอให้สุก
ทั้งสองด้าน จากนั้นก็ม้วนขนมแล้วตักขึ้นมาเรียงใส่จานไว้พร้อมเสิร์ฟ

*゚¨゚✎-•´¯`•.¸¸.•´¯`•._.•¯`•.¸> <((((º> ♫♫♫~*





ข้าวหลาม
อาหารว่างที่ชาวล้านนานิยมทำรับประทานกันในฤดูหนาว หรือเมื่อได้ข้าวใหม่ ใช้ไผ่ข้าวหลาม (ไผ่ที่มีเยื่อหนา) เป็นกระบอก
ใส่ข้าวหลาม ข้าวหลามแบบชาวบ้าน ใช้ข้าวสารเหนียวกับน้ำเปล่า และเกลือเท่านั้น สำหรับข้าวหลามที่ทำขายกันโดยทั่วไป
จะใส่น้ำกะทิ น้ำตาลทราย ถั่วดำต้มสุก
วิธีทำ : 1. ตัดไผ่ข้าวหลามให้ยาวประมาณ 1 ฟุต ล้างเฉพาะด้านนอกกระบอก ให้สะอาด คว่ำกระบอกลง พักไว้ให้แห้ง
2. ผสมกะทิ น้ำตาล และเกลือ รวมกันแล้วคนให้เข้ากันจนน้ำตาลละลาย
3. ล้างข้าวสารให้สะอาดจนกระทั่งน้ำใส นำข้าวใส่ตระกร้าเพื่อให้สะเด็ดน้ำ ใส่ถั่วดำต้มสุกลงในข้าว คลุกเคล้าให้เข้ากัน
4. นำข้าวที่ผสมถั่วดำแล้วใส่ลงในกระบอก 1 กำมือ กระแทกเบาๆ ทำสลับกันต่อไปเรื่อยๆ จนเต็มกระบอก เลือกด้าน
    บนกระบอกไว้ประมาณ 2 นิ้ว สำหรับปิดจุก
5. เทน้ำกะทิที่ผสมแล้ว ใส่ลงไปในกระบอกข้าวทีละน้อย จนกระทั่งน้ำกะทิท่วมข้าว
6. พับใบเตยเป็นรูปสี่เหลี่ยม ปิดกระบอกข้าวหลาม แล้วนำกาบมะพร้าวม้วนเป็นทรงกลมมาปิดอีกชั้นหนึ่ง
    ทิ้งไว้ประมาณ 5- 6 ชั่วโมง
7. เผาข้าวหลามกับถ่านไม้ พอกระบอกเหลืองให้หมุนกระบอกข้าวหลาม ใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที สังเกตกระบอก
    มีสีเหลืองทั่ว แสดงว่าข้าวหลามสุก
8. ทิ้งไว้ให้อุ่น ปอกเปลือก และเหลาให้เปลือกข้าวหลามบางลง เพื่อให้แกะรับประทานได้ง่าย
ขอขอบคุณเว็บไซต์ (ที่มาของข้อมูล) : ศูนย์สนเทศภาคเหนือ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

*゚¨゚✎-•´¯`•.¸¸.•´¯`•._.•¯`•.¸> <((((º> ♫♫♫~*



ขนมถ้วยฟู
ขนมที่มีมาแต่โบราณ และยุคนี้ก็ยังหารับประทานได้ไม่ยาก ด้วยการสืบสานภูมิปัญญาโบราณ
ขนมถ้วยฟูกลายเป็นของหวานที่นิยมรับประทานอย่างต่อเนื่อง
ส่วนผสม : แป้งข้าวเจ้า กะทิ น้ำตาลทราย ยีสต์ ผงฟู
วิธีทำ : ผสมแป้ง กับผงฟู ยีสต์ ใช้พายคนให้ส่วนผสมเข้ากันดี พักไว้สักครู่ จากนั้นค่อยๆ ใส่น้ำกะทิที่ละลาย
กับน้ำตาลทรายจนเข้ากันดีแล้ว ผสมให้เข้ากัน แล้วนำไปตั้งวางในที่มีแสงแดด ทิ้งไว้ประมาณ 3 ชั่วโมง รอให้แป้งขึ้นตัว
จะได้แป้งหมักที่เกิดจากการทำงานของยีสต์ซึ่งมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว (ห้ามเคลื่อนย้าย และไม่ให้เขย่าส่วนผสมของแป้ง)  
จากนั้นใช้ทัพพีคนแป้งเบาๆ ตักใส่ถ้วยจนเกือบเต็ม  (หมายเหตุ นึ่งถ้วยเปล่าก่อนประมาณ 10 นาที) นึ่งด้วยไฟแรง
ประมาณ 5 นาที แล้วลดไฟปานกลางต่ออีกประมาณ 10 นาที

*゚¨゚✎-•´¯`•.¸¸.•´¯`•._.•¯`•.¸> <((((º> ♫♫♫~*
บันทึกการเข้า

คำค้น:
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน


Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.661 วินาที กับ 32 คำสั่ง

Google visited last this page 13 ธันวาคม 2562 07:03:02