[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
29 มกราคม 2566 23:58:33 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า:  [1] 2   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: กรรมฐาน ๔๐  (อ่าน 11784 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Maintenence
ผู้ดูแลระบบ
นักโพสท์ระดับ 10
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Thailand Thailand

กระทู้: 891


[• บำรุงรักษา •]

ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Chrome 42.0.2311.90 Chrome 42.0.2311.90


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 30 เมษายน 2558 12:09:24 »

.


กรรมฐาน ๔๐
โดย พระราชพรหมยาน (ฤๅษีลิงดำ)
ตอนที่ ๑ ตัดกังวล


โอกาสนี้บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายได้พากันสมาทานศีล และสมาทานพระกรรมฐานแล้ว การเจริญพระกรรมฐานสำหรับวันนี้มีภาวะไม่เสมอกัน เพราะคนเก่าบ้างคนใหม่บ้าง ฉะนั้นวันนี้จะขอพูดในเรื่องกิจเบื้องต้นของพระกรรมฐาน ตอนสุดท้ายอาจจะพูดในตอนจบ

การเจริญพระกรรมฐานมีอยู่ ๒ แบบ แบบที่ ๑ คือ สมถภาวนา แบบที่ ๒ ได้แก่ วิปัสสนาภาวนา สำหรับสมถภาวนานี้ เรามีความต้องการอย่างเดียวคือ ทรงสติสัมปชัญญะให้สมบูรณ์ ที่เรียกกันว่าจิตมีสมาธิ สำหรับวิปัสสนาภาวนานั้นใช้ปัญญาเป็นเครื่องภาวนา ตามความเป็นจริงของขันธ์ห้า เรียกว่า พยายามยอมรับนับถือกฎของความเป็นจริง นั่นเป็นบทของวิปัสสนาภาวนา
 
การเจริญกรรมฐานเบื้องต้นก็จำต้องใช้สมถภาวนา คือควบคุมอารมณ์จิตให้ทรงอยู่ ถ้าสมถภาวนาของเราไม่ทรงตัว เราจะเห็นว่าวิปัสสนาภาวนาก็ไม่มีผล ถ้าหากว่าเราทรงจิตทรงสมถะทรงสมาธิได้มั่นคง ได้ถึงฌาน ๔ การเจริญวิปัสสนาภาวนาก็แสนง่าย การที่จะบรรลุมรรคผลก็กำหนดเวลาได้ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้ามีบารมีแก่กล้าก็จะได้สำเร็จอรหัตผลภายใน ๗ วัน ถ้ามีบารมีอย่างกลางก็จะได้สำเร็จอรหัตผลภายใน ๗ เดือน ถ้ามีบารมีอย่างทรามที่สุดก็จะได้บรรลุอรหัตผลภายใน ๗ ปี
 
คำว่าบารมีในที่นี้ก็ได้แก่กำลังใจ ถ้าเรามีกำลังใจครบถ้วนก็ได้ชื่อว่ามีบารมีเต็ม

การที่จะใช้ศัพท์ว่า เรามีบารมีอ่อน อันนี้ไม่เป็นความจริง เดิมทีก่อนจะเกิดมาถ้าจะมีบารมีอ่อนอาจจะเป็นไปได้ แต่ว่าบารมีนี่เราสร้างใหม่กันได้ ถ้าเกิดมาแล้วพบพระพุทธศาสนายังบอกว่าอ่อนอีกก็แสดงว่าขี้เกียจมากเกินไป ไม่รู้จักควบคุมกำลังใจ ปล่อยไปตามสภาวะของกิเลสมันจะมีผลอะไร แล้วมานั่งบ่นมันก็ไม่เกิดประโยชน์ ชาวบ้านเขาทำได้ เราทำไม่ได้ จะมานั่งบ่นว่าทำไม่ได้ก็เพราะว่าเรามันดีไม่พอ ใช้กำลังใจเป็นสำคัญ การจดจำถ้อยคำ คำแนะนำสั่งสอน

การมีวิริยะ อุตสาหะมีสติปัญญาควบคุม อันนี้เป็นของสำคัญ การเจริญสมถภาวนาในตอนต้น ตอนต้นหรือตอนปลายมีสภาวะเหมือนกัน นั่นก็คือ  

อันดับแรก จงอย่าสนใจกับอารมณ์ภายนอกทั้งหมด เรื่องราวของชาวบ้านต่างๆ ยกประโยชน์ไป เราไม่สนใจ เรื่องราวของเราก็เหมือนกัน ตัดความกังวลเสียให้หมด ที่เรียกว่าปลิโพธ

พระพุทธเจ้าบอกว่าอันดับแรก จงตัดความกังวลทิ้งเสียให้หมด ดำริไว้อย่างเดียว คือกำหนดจิตจับเฉพาะอารมณ์สมถภาวนาที่เราต้องการ อารมณ์อย่างอื่นเราไม่ต้องการทั้งหมด นี่ต้องทำอย่างนี้มันถึงจะมีผล ไม่ใช่สักแต่ว่าทำ สักแต่ว่าภาวนา สักแต่ว่าพิจารณา อย่างนี้ทำเท่าไรมันก็ไม่มีผล จงจำให้ดีอันดับแรกจงตัดความกังวลเสียให้หมด กังวลภายนอกและกังวลภายใน คือกังวลเรื่องของคนอื่น มีบุตร ภรรยา สามี ญาติ พี่ น้อง มิตรสหาย ยกยอดทิ้งประโยชน์ไป ไม่สนใจ ใครจะเป็นอย่างไรก็ช่างมัน ตัวใครตัวมัน ตายแล้วก็ไม่ใช่ชวนกันไปตกนรกขึ้นสวรรค์ได้ นี่พูดถึงว่าอารมณ์ที่เราใช้ในการทรงสมาธิจิต และอารมณ์กังวลของเราก็เหมือนกัน มันจะเป็นจะตายก็ช่างมัน เราต้องการอย่างเดียว คือความบริสุทธิ์และความตั้งมั่นของจิต ไม่ใช่มีสัญลักษณ์อะไรอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นมาทางกายก็ระแวงโน่นระแวงนี่ กลัวจะเป็นอย่างนั้น กลัวจะเป็นอย่างนี้ อารมณ์จิตเป็นอย่างนี้จะเจริญสักกี่โกฏิชาติมันก็ไม่มีผล
 
แล้วต่อมาประการที่สองงง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รักษาศีลให้บริสุทธิ์ ศีลห้าก็ดี ศีลแปดก็ดีที่เราสมาทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอันดับต้นศีลห้าเป็นของสำคัญที่สุด จะใช้คำว่าไม่สามารถไม่ได้ เราต้องเป็นผู้สามารถเสมอในการทรงศีล จะมาเอาสาเหตุใดมาอ้างว่ามันจำเป็นอย่างนั้นจำเป็นอย่างนี้ อันนี้ไม่ใช่ เพราะทางการเจริญพระกรรมฐานมองไม่เห็นความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องละเมิดศีล ประการที่สองนี้ พระพุทธเจ้าทรงให้ทรงศีลให้บริสุทธิ์ คือ
   ๑. เราจะไม่ละเมิดศีลด้วยตัวเอง หรือว่าทำลายศีลด้วยตนเอง
   ๒. เราไม่ยุให้ชาวบ้านทำลายศีล
   ๓. เราจะไม่ยินดีเมื่อบุคคลอื่นทำลายศีลแล้ว
 
นี่เป็นหลักใหญ่ ต้องทำให้ได้ ไม่ใช่ฟังแล้วก็ลืม ต้องทำให้ได้ด้วย จำให้ได้ด้วย และทำให้ได้ด้วยจึงจะมีผล เพียงแค่นี้ยังมีผลแค่สะเก็ดเท่านั้น

เมื่อทรงศีลให้บริสุทธิ์แล้ว พร้อมกันนั้นจิตก็ต้องระงับนิวรณ์ห้าประการ นิวรณ์ห้าประการคือ ความต้องการในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสตามความประสงค์ และอารมณ์หมกมุ่นอยู่ในกามารมณ์คือ พอใจอยู่ในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข อารมณ์ประเภทนี้ต้องทิ้งไปไม่เอา
- แล้วประการที่สอง ต้องระงับความโกรธ ความพยาบาท
- ประการที่สาม ระงับความง่วงเหงาหาวนอน
- ประการที่สี่ ควบคุมกำลังจิตให้คิดเฉพาะอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่เราต้องการ ไม่ปล่อยให้อารมณ์ฟุ้งซ่านและรำคาญในเสียง
- ประการที่ห้า ไม่สงสัยในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ยอมรับคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า นี่เป็นหลักอันหนึ่ง ยังไม่จบ
 
แล้วประการต่อไป พระพุทธเจ้าให้ทรงจิตให้อยู่ในพรหมวิหาร ๔ คือแผ่เมตตาไปในจักรวาลทั้งหมด เราจะไม่ไปเป็นศัตรูกับใคร เราจะเป็นมิตรกับสัตว์และบุคคลทั้งหมด จิตใจเราจะมีความชุ่มชื่นมองไม่เห็นว่าใครเป็นศัตรูของเรา ผลของเมตตา แปลว่าความรัก เรามีความรักในเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย เสมอด้วยตัวเรา
 
ประการที่สอง กรุณาความสงสารปรารถนาจะให้มีความสุข เรามีอารมณ์จิตคิดอยู่เสมอว่า เรามีความต้องการจะเกื้อกูลบุคคลอื่นและสัตว์อื่นที่มีความทุกข์ให้มีความสุข ตามความสามารถที่เราจะพึงทำได้ ถ้าแนะนำเองไม่ได้ สงเคราะห์เองไม่ได้ ก็แนะนำให้ไปหาบุคคลที่มีความสามารถที่เขาจะช่วยได้สงเคราะห์ได้
 
ประการที่สาม มุทิตา มีจิตอ่อนโยน คือระงับความอิจฉาริษยาเสีย ตัดโยนทิ้งไป เมื่อใครได้ดีก็พลอยยินดีกับความดีนั้นด้วย
 
สี่ อุเบกขา ความวางเฉย กฎของกรรมใดๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกายหรือหมู่คณะ มันเป็นเหตุที่เราปฏิเสธไม่ได้ อย่างความแก่ ความเจ็บ ความตาย กับการพลัดพรากจากของรักของชอบใจอย่างนี้เป็นต้น มันเป็นของธรรมดา ในเมื่อมันเกิดขึ้นมากับตัวเรา กับหมู่คณะก็ตามวางเฉย ถือว่าเป็นเรื่องปกติไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้
 
ในเมื่อท่านทั้งหลายทรงคุณธรรมตามที่กล่าวมา คือ
   ๑. ตัดปลิโพธทั้งหมด
   ๒. ทรงศีลบริสุทธิ์
   ๓. ระงับนิวรณ์ห้าประการได้เด็ดขาดในขณะที่ทรงสมาธิ
   ๔. ทรงพรหมวิหารสี่ได้
 
อย่างนี้องค์สมเด็จพระศาสดาทรงตรัสว่า ท่านทรงความดีแค่เปลือกของพระศาสนา วัดตัวเราให้ดี วัดใจให้ดีว่าเวลานี้เราทรงความดีเข้าถึงเปลือกของพระศาสนาแล้วหรือยัง จุดนี้จุดเปลือกนี่เป็นจุดที่สำคัญที่สุด ต้องระมัดระวังให้มาก ต้องให้ทรงตัวอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทรงศีลหรือทรงพรหมวิหารสี่ ไม่ใช่จะมาทรงอยู่เฉพาะสมาทานพระกรรมฐานเท่านั้น สำหรับศีล พรหมวิหารสี่กับการตัดปลิโพธ ความกังวล จะต้องทรงอยู่ตลอด ๒๔ ชั่วโมง พูดกันง่ายๆ ว่าทรงอยู่ตลอดชีวิต ทุกเวลาทุกนาทีและทุกวินาที นี่ต้องคุมจิตแบบนี้

สำหรับนิวรณ์ห้าประการนี้เป็นของธรรมดา เดี๋ยวเราก็ชนะมัน เดี๋ยวมันก็ชนะเรา แต่ก็พยายามควบคุม เข้าไม่ช้ามันก็จะเป็นลูกไล่สำหรับเรา คือเราชนะมัน คือเป็นผู้ทรงฌาน ถ้าท่านไม่สามารถจะระงับนิวรณ์ห้าได้ เรื่องสมาธิก็ไม่ต้องพูดถึง ไม่มีอะไรเป็นประโยชน์ เราจะมีสมาธิเข้าถึงปฐมฌานได้ เพราะเราระงับนิวรณ์ห้าประการได้ การระงับได้วันหนึ่งชั่วขณะหนึ่งก็ใช้ได้ แต่ก็ยังไม่ดี ทางที่ดีแล้วจะต้องระงับนิวรณ์ได้ตลอดวัน นี่มันถึงจะดี
 
การจะระงับนิวรณ์จะทำอย่างไร ถ้าเราชอบใจในของสวยสดงดงาม เราก็เจริญอสุภกรรมฐานหรือกายคตานุสสติ ถ้าหากว่าเราจะปราบโทสะ คือความโกรธหรือความพยาบาทก็ใช้พรหมวิหารสี่ หรือใช้วรรณกสิณสี่ คือกสิณสีแดง สีเหลือง สีเขียว สีขาว อย่างใดอย่างหนึ่ง
 
เราระงับความง่วงด้วยการเดินบ้าง เปลี่ยนอิริยาบถบ้าง ลืมตาให้กว้างบ้าง เอาน้ำล้างหน้าบ้าง เอามือขยี้ตาบ้าง แหงนดูดาวบ้าง ถ้าหากอารมณ์จิตฟุ้งซ่านไม่ทรงตัวอยู่ให้นับลมหายใจเข้าออก
 
ถ้าความสงสัยในคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีขึ้น เราก็นั่งดูตัวเราว่า พระพุทธเจ้าทรงกล่าวว่า เมื่อมีความเกิดขึ้นมาแล้ว มันก็มีความเปลี่ยนแปลง แล้วก็มีความสลายไปในที่สุด มาดูตัวเราเวลานี้โตเท่าพ่อเท่าแม่ เวลาคลอดมาใหม่ๆ โตเท่านี้หรือเปล่า ถอยหลังไป ๑๐ ปี ๒๐ ปี เราแก่เท่านี้ไหม เท่านี้เราก็จะรู้ว่าพระพุทธเจ้าท่านเทศน์ถูก แล้วคนที่เกิดมาแล้วไม่ตายเราเห็นบ้างไหม สัตว์และคนเหมือนกัน ถ้าสิ่งนี้มันจริงเราก็เลิกสงสัยได้

พระพุทธเจ้าท่านสอนจริง นี่เป็นหลักใหญ่ในการเจริญวิปัสสนาภาวนาและสมถภาวนาด้วย
 
หลักทั้งหมดนี้บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหมดหลีกเลี่ยงไม่ได้ จะขอยกงดเว้นข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้เลย นี่พูดถึงว่าเราจะเอาดีกัน ถ้าเราไม่เอาดีกันก็ไม่เป็นไร แล้วก็อย่ามานั่งบ่นว่าการเจริญพระกรรมฐานทำมาตั้งสามปี สี่ปี ห้าปี ไม่มีอะไรเป็นผล ที่ไม่มีอะไรเป็นผลก็เพราะว่าเราไม่สามารถจะตัดกังวลได้ ไม่สามารถจะทรงศีลให้บริสุทธิ์ได้ ไม่สามารถจะระงับนิวรณ์ทั้งห้าได้ ไม่สามารถจะทรงพรหมวิหารสี่ได้ สำหรับท่านที่เจริญกันไม่ช้าประเดี๋ยวท่านก็ถึงโน่นถึงนี่ก็เพราะว่าคุณธรรมสี่อย่างนี่ท่านครบอยู่ตลอดเวลา
 
แล้วก็ขออย่าอ้างว่าเพราะบารมีท่านมาก ควรจะอ้างว่ากำลังใจท่านดี ท่านขยันหมั่นเพียรดี คนที่อ้างว่าบารมีไม่พอ แสดงว่าขี้เกียจมากกำลังใจไม่ดี นี่ไม่มีอะไร บารมีมันเป็นของสร้างใหม่ได้ ไม่ใช่จะต้องเป็นของสร้างมาแต่ชาติปางก่อนเสมอไป ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีใครบรรลุมรรคผล
 
การที่จะเจริญพระกรรมฐานอันดับต้นก่อนที่จะภาวนา สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนให้พิจารณาเอาง่ายๆ นึกถึงความตายกันก่อน เรานึกรู้อยู่เสมอว่าเราต้องตายแน่ ชีวิตนี้ไม่ใช่ของเรา ร่างกายไม่ใช่ของเรา ทั้งนี้เพราะเกิด แก่ เจ็บ แล้วก็ตายเหมือนกัน คำว่าแก่ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงว่าแก่หง่อม ไม่จำเป็นต้องแก่หง่อมเสมอไป การที่เราเกิดขึ้นมาแล้ววันหนึ่ง เคลื่อนไปหนึ่งนาทีสองนาที มันก็แก่ไปทุกที ทีแรกมันอ่อนปวกเปียก เมื่อเติบใหญ่ขึ้นมาทุกที

การที่เคลื่อนเข้ามาสู่ความเจริญ เขาเรียกว่าแก่ขึ้น พอถึงวัยยี่สิบห้าไปแล้ว ทีนี้ก็แก่ลง มันโค้งลง มันก็แก่ทั้งนั้น คำว่าแก่ของพระพุทธเจ้าไม่ได้หมายถึงต้องถือ ไม้เท้ายันเสมอไป เกิดมาวันสองวันสามวันก็ชื่อว่าแก่ นี่มีความเกิดขึ้นแล้ว ความแปรปรวนมันก็ปรากฏขึ้น คือความแก่มันปรากฏ ในที่สุดมันก็ตาย
 
ทีนี้ร่างกายของเรา เราไม่ต้องการความแก่ ไม่ต้องการความป่วย เราไม่ต้องการความลำบาก เราไม่ต้องการความตาย แต่เราต้องตายแน่ ทำอย่างไรๆ เราก็หลีกเลี่ยงความตายไม่ได้ คิดไว้เสมอว่าเราตายแน่ แล้วก็เมื่อไรจะตาย ก็คิดไว้ว่านี่เราหายใจเข้าถ้าไม่หายใจออกมันก็ตาย หายใจออกแล้วไม่หายใจเข้ามันก็ตาย จะไปรอตายกันเมื่อไร ต้องคิดไว้เสมอว่าความตายมีแก่เราทุกขณะจิต เราจะต้องเป็นผู้ไม่ประมาท
 
ในเรื่องนี้องค์สมเด็จพระบรมโลกนาถตรัสถามพระอานนท์ว่า อานันทะ ดูก่อน อานนท์ เธอนึกถึงความตายวันละกี่ครั้ง พระอานนท์ทูลตอบว่า ข้าพระพุทธเจ้านึกถึงความตายวันละ ๗ ครั้งพระเจ้าข้า พระพุทธเจ้าตรัสว่า อานันทะ ดูก่อน อานนท์ ยังห่างเกินไป ตถาคตเองนี่นึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก นี่เราเอาอย่างพระพุทธเจ้า ความตายนี่ต้องคิดไว้ทุกขณะว่าเราอาจจะตายเวลานี้ แล้วเราพร้อมหรือยัง พร้อมที่จะตายแล้วหรือยัง เมื่อเราพร้อมที่จะตายแล้ว เราเลือกทางที่จะไปแล้วหรือยัง ก่อนที่จะตายนี่เราพบ พระพุทธศาสนานี่เราควรจะเลือกไปได้แล้ว

ถ้าเราเป็นคนมีกำลังใจ ไม่ขี้เกียจ มีอารมณ์จิตมั่นคง เพราะยังไงๆ มันก็จะต้องตาย ก่อนจะตายร่างกายมันเหมือนกับบ้านที่เช่าอยู่ เมื่อถึงเวลาที่จะไล่ออกก็ต้องไป แต่ก่อนจะไปก็ควรจะหาบ้านไว้เสียก่อน เราจะไปหากระต๊อบหรือบ้านเท่าเดิมหรือว่าบ้านที่ดีกว่า หรือเราจะ ไปอยู่ในตำแหน่งมหาเศรษฐี นี่เราก็จะต้องสะสมทรัพย์สินของเข้าไว้เพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ ถ้าเราจะไปเลวก็ไม่เป็นไร มันเลวได้ตามอัธยาศัย
 
ถ้าเราจะไปดีกว่าเดิมนี่ต้องเลือกทางไป การที่จะไปดีกว่าเดิม สำหรับทานและศีลนี่จะไม่พูดละเพราะว่าปกติอยู่แล้ว เราจะพูดเฉพาะเวลาภาวนา

นี่เป็นเกณฑ์ภาวนา ถ้าหากว่าเราภาวนาในสมถภาวนาหรือวิปัสสนาภาวนาจิตตกอยู่ใน ภาวะขณิกสมาธิ ทรงอารมณ์สมาธิได้บ้างเล็กน้อยตามสมควรไม่นานนัก แล้วจิตมันกระโดดไปโน่นกระโดดไปนี่สอดส่าย ไปสู่อารมณ์อื่น พอจับได้พอรู้ตัวก็ดึงกลับเข้ามาใหม่ ภาวนาหรือจับลมหายใจเข้าออกไป ประเดี๋ยวหนึ่งมันก็กระโดดไปอีก เราก็ไม่ยอมแพ้ พอรู้ตัวก็ดึงกลับมาเล่นชักเขย้อกันอยู่แบบนี้ดึงกันไปดึงกันมา เวลาตายแล้วไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แบบสบาย นี่เรียกว่าเตรียมหาบ้านใหม่ รู้คุณสมบัติที่เราจะพึงได้จากการภาวนา  ถ้าจิตมีกำลังสูงขึ้นไป มีความเอิบอิ่ม มีความชุ่มชื่นทรงสมาธิได้ดีกว่า มีความสบายใจดีกว่า มีการสดใสทางจิตดีกว่า อย่างนี้ท่านเรียกว่าอุปจารสมาธิ ทีนี้ถึงแม้จิตใจจะมีความสดใสชุ่มชื่นเอิบอิ่มก็ตาม มันก็มีการโดดเหมือนกัน จิตมันก็มีการโดด ไม่ใช่ไม่โดด มันก็วิ่งไปโน่นวิ่งไปนี่ พอจับได้ก็ดึงเข้ามา พอดึงเข้ามามันก็ทรงตัว มีความชุ่มชื่น มีความสบายใจ มีความรื่นเริงหรรษา พร้อมที่จะเจริญพระกรรมฐานตลอดเวลา แล้วสมาธิก็ทรงได้ดี แต่นี่ก็ไม่แน่นักวันนี้ดีพรุ่งนี้อาจจะไม่ดีก็ได้ อย่างนี้เรียกว่า อุปจารสมาธิ ถ้าทรงได้อย่างนี้พอตายแล้วไปเกิด เป็นเทวดาชั้นยามา ตั้งใจไว้ดีนะจะเอาชั้นไหนก็เอา  ทีนี้ถ้าหากเราทรงฌาน การทรงฌานเบื้องต้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งปฐมฌาน วันนี้จะพูดเฉพาะปฐมฌาน เวลาพูดมันเลยมาแล้ว การที่จะรู้ว่าจิตเราเข้าถึงปฐมฌานหรือไม่ การเข้าถึงปฐมฌานนี่มันอาจจะถึงไม่ได้นาน สักสองนาทีสามนาทีมันก็พลัดจากฌาน

อารมณ์พลัดเข้าสู่ธรรมดาที่เราเรียกกันว่าภวังค์ ศัพท์ที่เรียกว่าภวังค์ พยายามใช้ให้มันถูกภวังค์นี่ไม่ใช่แปลว่าหลับสนิท หรือไม่ใช่แปลว่าลืมตัว ภวังค์แปลว่าอารมณ์ปกติ มีความรู้อยู่เป็นอยู่ตามสภาพเดิม เรียกว่าภวังค์ นี่เคยได้ยินบ่อยๆ แต่ใช้กันไม่ถูก อย่าไปใช้มันเลยภาษาบาลีถ้าใช้ไม่เป็น มันจะเสียเรื่อง คนรู้เขาจะหัวเราะเยาะเอา
 
ถ้าจิตจะเข้าสู่ปฐมฌานให้สังเกตแบบนี้ เมื่อจิตเข้าสู่ปฐมฌานนี่เราชนะนิวรณ์ นิวรณ์ห้าระงับ จิตเข้าสู่ปฐมฌานทันที หรือว่าขณะที่เราภาวนาอยู่ก็ตามหรือพิจารณาอยู่ก็ตาม หูได้ยินเสียงภายนอกชัดเจนแจ่มใส แต่ทว่าใจเราก็ทำงานได้เป็นปกติ ไม่ดิ้นรนไปในเสียง ไม่รำคาญในเสียง อย่างนี้เรียกว่า ปฐมฌาน ปฐมฌานก็ยังมีหยาบมีละเอียดจะอธิบายก็เวลาหมดแล้ว เราทรงปฐมฌานอย่างหยาบ วันหนึ่งได้สองนาที สามนาที ห้านาที สิบนาที เรียกว่าช่าง ไม่ต้องไปตั้งเวลามันทั้งวัน ไม่ถึงปฐมฌาน จิตมันก็สู่สมาธิเล็กน้อย เมื่อจิตหยั่งดีก็เข้าสู่ปฐมฌานอาจจะได้บ้างไม่ได้บ้าง ก็ดึงกันไปดึงกันมา อย่างนี้เรียกว่าปฐมฌานอย่างหยาบ ตายแล้วไปเกิดเป็นพรหมชั้นที่หนึ่ง
 
ถ้ามีอารมณ์ชุ่มชื่นทรงเวลาได้มากกว่านั้นครึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมง อย่างนี้เป็นพรหมชั้นที่สอง ถ้าทรงอาการดีอย่างนี้ตั้งเวลาได้เลย ว่าเราจะนั่งสักสองชั่วโมง ทรงปฐมฌานเข้าปั๊บทรงได้เลย ถึงเวลาสองชั่วโมงจิตมันตัดทันที อย่างนี้เป็นปฐมฌานละเอียดเป็นพรหมชั้นที่สาม ฌานแต่ละระดับก็เป็นชั้นสูงๆ ขึ้นไป นี่เราเลือกของเราได้นี่ก่อนที่เราจะตาย ก่อนที่เราจะตายเราก็ต้องเลือกเรา จะเอาอะไร ถ้าหากว่าเราตั้งใจไม่เอาละการเกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทวดาหรือเป็นพรหมไม่ดี เราต้องการไปนิพพาน ไม่อยากเกิดอีก ทำจิตใจให้สบายด้วยอำนาจของฌาน หวนกลับมาพิจารณาว่าร่างกายนี้มันไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา มันเป็นแต่เพียงธาตุสี่มาประชุมกันเป็นกายชั่วคราว ไม่ช้ามันก็พังลง มันเสื่อมตลอดเวลา

ขึ้นชื่อว่าขันธ์ห้าแล้วเรา ไม่ต้องการมันอีก ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายในการเกิดสำหรับเรา ความรักในรูป เสียง กลิ่น รส มีประโยชน์อะไร เมื่อร่างกายของเรามันไม่ดีแล้ว ร่างกายของชาวบ้านที่ไหนเขาจะดี ร่างกายเราสกปรก ร่างกายเขาก็สกปรก ในเมื่อเราต้องการสะอาด เราจะเอาร่างกายคนอื่นมาทำไมมันสกปรกนี่ แล้วก็ไม่มีการทรงตัว มีการสลายตัวไปในที่สุด เมื่อพิจารณากายของเราไม่ดี มันไม่ทรงตัวแล้ว มันจะต้องพัง

ความรักด้วยอำนาจของตัณหามันก็น้อยไป ดีไม่ดีมันก็หมดเลย เขาตัดตรงนี้ ความโลภจะตะเกียกตะกายไปเพื่อประโยชน์อะไร การหากินด้วยสัมมาอาชีวะ การหากินด้วยการเลี้ยงชีพอันชอบ พระพุทธเจ้าท่านไม่เคยเรียกว่าโลภ

คำว่าโลภนี่มันต้องโกงเขายื้อแย่งเขา ทำลาย ทรัพย์สินของเขาที่มีประโยชน์ให้มันพินาศไป คือได้มาด้วยอาการไม่สุจริตนั่นเอง

อย่างนี้เรียกว่าโลภ ถ้าเราทำมาค้าขายตามธรรมดา ทำไร่ทำนา รับราชการ เป็นลูกจ้าง รับเงินเดือน เงินดาวน์ตามความสามารถ อันนี้ไม่เป็นโลภ จะได้เงินเดือนมากเท่าไรก็ตาม ค้าขายได้กำไรมากเท่าไรก็ตาม ยังไม่ชื่อว่าโลภ เว้นไว้แต่ของเลวบอกว่าเป็นของดีนี่ซิโลภ โกงเขา ทีนี้ถ้าเราจะต้องตายนี่เราจะโกงเขา เพื่อประโยชน์อะไร หากินด้วยสัมมาอาชีวะ เราตายแล้วมันก็ไม่ไปกับเรา ใจมันก็สบาย ความ โลภมันก็ตัดได้
 
ทีนี้ความโกรธอยากจะฆ่าเขา เราจะต้องตาย เขาก็จะต้องตายเหมือนกัน จะไปฆ่ามันทำไม ไม่จำเป็นจะต้องฆ่า มันตายของมันเอง
 
ทีนี้ความหลงนั่นเป็นของกูนี่เป็นของกู ก็นั่งดูแม้แต่ร่างกายของเรามันยังไม่เป็นของกูเลย เพราะว่าร่างกาย ของเรามันยังพังนี่ แล้วร่างกายคนอื่น วัตถุอื่นมันจะเป็นของเราหรือ ทรัพย์สมบัติของโลกมันเป็นประโยชน์เมื่อมีร่างกายเท่านั้น ถ้าร่างกายสลายตัวแล้ว ทรัพย์สมบัติของโลกไม่มีอะไรมีประโยชน์เลย เราจะไปหลงใหลใฝ่ฝันว่านั่นเป็นเรา เป็นของเราเพื่อประโยชน์อะไร มันไม่มี มันไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา ตัดร่างกายทิ้งไปด้วยกำลังใจ ไม่ใช้เอามันมาเชือด เพราะร่างกายนี้มันเป็นโทษ มันเป็นทุกข์ ไม่มีประโยชน์

ขึ้นชื่อว่าขันธ์ห้าคือร่างกายอย่างนี้จะไม่มีสำหรับเราอีก ทำใจให้สบาย จิตมันจะเป็นสุข ยอมรับนับถือกฎของธรรมดา ความแก่ปรากฏก็สบายใจรู้ว่ามันจะแก่ ความป่วยไข้ปรากฎก็สบายใจรู้แล้วว่าเกิดมามันต้องป่วย ความตายปรากฎหรือการพลัดพรากจากของรักของชอบใจปรากฎไม่มีการร้องไห้ ไม่มีการเสียดายเพราะเป็นของธรรมดา ถ้าจิตของท่านยอมรับนับถือกฎของธรรมดาแบบนี้เขาเรียกว่าพระอรหันต์ อย่างนี้ก็ไปนิพพานได้ มีความสุขที่สุด
 
เอาละบรรดาท่านพุทธบริษัทเวลาตั้งไว้สองระยะมันก็หมดทั้งสองจุดแล้ว ต่อแต่นี้ขอทุกท่านอันดับแรก จับลมหายใจเข้าออก เวลาหายใจเข้ารู้อยู่ว่าหายใจเข้า เวลาหายใจออกรู้อยู่ว่าหายใจออก เวลาหายใจเข้านึกว่า พุท เวลาหายใจออกนึกว่า โธ จนกว่าจะได้ยินสัญญาณบอกหมดเวลา

Share this topic on AskShare this topic on DiggShare this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on LiveShare this topic on RedditShare this topic on TwitterShare this topic on YahooShare this topic on Google buzz

บันทึกการเข้า

[• สุขใจ บำรุงรักษาระบบ •]
Maintenence
ผู้ดูแลระบบ
นักโพสท์ระดับ 10
*

คะแนนความดี: +0/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Thailand Thailand

กระทู้: 891


[• บำรุงรักษา •]

ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Chrome 42.0.2311.90 Chrome 42.0.2311.90


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 01 พฤษภาคม 2558 10:38:44 »

.


กรรมฐาน ๔๐
โดย พระราชพรหมยาน (ฤๅษีลิงดำ)
ตอนที่ ๒ ตัดนิวรณ์

การอธิบายพระกรรมฐานคืนนี้ ก็ขอต่อเมื่อคืนนี้ เมื่อคืนนี้เราได้ย้ำกันถึงว่า จุดของการเจริญพระกรรมฐานที่จะพึงให้ได้ดีก็คือ
๑. ตัดกังวลเสียให้หมด ขึ้นชื่อว่ากังวลภายนอกได้แก่บุคคลอื่น นอกจากตัวเราหรือว่าวัตถุ กังวลภายในได้แก่ร่างกายของเรา ตัดทิ้งไปเสียเลย ถือว่าภาระอันนี้เราไม่มีอีก เรามีแต่เฉพาะอย่างเดียวคือ คุมจิตให้เป็นสมาธิ หรือว่าใช้ปัญญาพิจารณารับรองความรู้ตามความเป็นจริง
๒. เราเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์
๓. ระงับนิวรณ์ห้าประการ และ
๔. ทรงพรหมวิหารสี่


นี่เป็นหลักใหญ่ในการควบคุมกำลังใจ ถ้าหากว่าเราไม่สามารถจะควบคุมกำลังใจได้ตามนี้ การเจริญพระกรรมฐานก็ไม่มีผล กฎสี่ประการนี้ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททุกคนจะต้องรักษาไว้ให้ได้จะต้องทรงไว้ให้ได้ด้วย ไม่ใช่สักแต่ว่าทำ ถ้ากฎสี่ประการนี้ประจำจิตของท่านบรรดาพุทธบริษัททุกขณะจิต จนเป็นเอกัคตารมณ์คือมีอารมณ์ทรงตัว ขึ้นชื่อว่ากังวลไม่มี มีศีลบริสุทธิ์ ระงับนิวรณ์ห้าได้ตามกำลังใจที่เราต้องการ จิตทรงพรหมวิหาร ๔ ตลอดวัน อย่างนี้พระพุทธเจ้าตรัสว่า เข้าถึงเปลือกของความดีของพระพุทธศาสนา นี่เราได้แค่เปลือกเท่านั้น ๔ ประการนี่ทีนี้การทรงความดีระดับเปลือก วันนี้ก็ขอพูดต่อ

การทรงความดีระดับเปลือก ความจริงระดับเปลือกนี่เป็นฌาน ๔ ถ้าเราไม่สามารถจะทรงฌาน ๔ ได้ เราก็ยังไม่ถึงเปลือก เว้นไว้แต่เพียงว่า ถ้าจิตเราเข้าถึงปฐมฌานแล้วก็ทรงวิปัสสนาญาณได้ นี่เข้าถึงแก่น ถ้าแม้ว่าอารมณ์จิตจะไม่เข้าถึงฌาน ๔ แต่เป็นแต่เพียงปฐมฌาน แต่ว่าจิตทรงวิปัสสนาญาณได้ตัดสังโยชน์ตั้งแต่สังโยชน์สามขึ้นไป อย่างนี้ชื่อว่าถึงแก่นเป็นสาระเป็นแก่นสารอย่างยอดเยี่ยมที่พระพุทธเจ้าต้องการ

การจะทรงอารมณ์ได้ เราจะไม่พูดกันถึงพวกศีล พวกอะไรต่อไปอีก อันดับแรก เราต้องการทรงสมถภาวนา สมถภาวนานี่แปลว่า อุบายเป็นเครื่องสงบใจ เป็นกำลังสำคัญใหญ่สำหรับนักปฏิบัติเพื่อความดี ถ้าจิตใจของเราไม่สงบเสียแล้ว ความกังวลมันก็เกิดศีลมันก็ไม่ทรงตัว การจะทรงพรหมวิหาร ๔ มันก็ไม่เป็นไปตามความมุ่งหมาย จะเจริญวิปัสสนาญาณก็ไม่ได้ผล ความสงบนี่จึงชื่อว่าเป็นตัวทรงไว้ทั้งศีลทั้งสมาธิและปัญญา มีความสำคัญมากจัดว่าเป็นกำลังใหญ่

การที่เราจะสงบจิตทำยังไง? ก็มองดูหน้าของนิวรณ์ ตอนนี้เราศึกษากันด้านนิวรณ์ ถ้าอารมณ์ใจของเราที่พอใจในรูปสวย รสอร่อย กลิ่นหอม หรือว่าเสียงเพราะอย่างนี้เป็นต้น เรียกว่าพอใจในเรื่องสวยสดงดงามก็แล้วกัน ของสวย คนสวย สัตว์สวยใช้ได้หมด คือว่าสวย เราข้องใจอยู่ในสวย เราสวยคนอื่นสวย มันก็เหมือนกัน รวมความว่าจิตพอใจในความสวยสดงดงาม พระพุทธเจ้าให้ระงับอารมณ์นี้ด้วยกายคตานุสสติและอสุภกรรมฐาน ต้องใช้อารมณ์ถูก นี่เราว่ากันถึงนิวรณ์ ถ้าเราปราบนิวรณ์ได้จิตเราก็เข้าถึงปฐมฌานได้ การเจริญพระกรรมฐานไม่จำเป็นเฉพาะใช้อย่างใดอย่างหนึ่งตลอดกาลตลอดสมัย ให้เป็นไปตามอารมณ์ที่เกิด แต่สิ่งที่ใช้โดยเฉพาะก็มีอยู่ ประเดี๋ยวจะกล่าวให้ฟัง 

เมื่อจิตมีความรักสวยรักงามเกิดขึ้นก็ให้ใช้พิจารณาในด้านอสุภกรรมฐานเป็นสำคัญ

อสุภะแปลว่าความไม่สวยไม่งาม นี่พระพุทธเจ้าให้มองตามความเป็นจริง ไอ้สิ่งที่เราเห็นว่าสวยนี่ มันสวยจริงๆ หรืออย่างไร ถ้าเราเห็นคนสวย คนสวยถ้าสวยจริงๆ มันต้องไม่สกปรก ถ้าลงสกปรกแล้วจะให้มันสวยยังไงก็ใช้ไม่ได้ แม้คนก็ดี สัตว์ก็ดีเราเห็นว่าสวย เราก็มองดูหาความจริง ถ้ามันสวยจริงๆ ดีจริงๆ สะอาดจริงๆ ละก็ไม่ต้องอาบน้ำ ไม่ต้องชำระร่างกายปล่อยมันเป็นอย่างนั้นร่างกายจะทรงความดีอยู่ตลอดเวลา นี้คนก็ดีสัตว์ก็ดีที่เราว่าสวยนะ ต้องชำระร่างกายหรือเปล่า นี่ดูกันแบบผิวเผินที่เราจะเห็นกันได้ง่ายๆ คราวนี้ถ้าหากว่าจะไม่อาบน้ำสัก ๗ วัน นี่มันก็ทนไม่ไหว เจ้าตัวเองมันก็ทนไม่ไหว มันเกรอะกรังไปด้วยเหงื่อไคลเต็มไปด้วยความโสโครก จะมาเอาสวยอะไรกันตรงนี้ นี่ใจของเรามันหลอกตัวเอง ไอ้ของที่มันไม่ดีไปหาว่ามันดี มันก็ลงนรกกัน ที่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะเป็นเทวดาบ้าง เป็นพรหมบ้าง เป็นคนบ้าง เป็นสัตว์บ้าง เป็นสัตว์นรกบ้าง เป็นเปรตบ้าง เป็นอสุรกายบ้าง นี่หมุนกันไปหมุนกันมาอย่างนี้ ก็เพราะไอ้ความโง่ของจิตของเลวหาว่าเป็นของดี

คราวนี้มองเข้าไปอีกที ทั้งคนและสัตว์ ทะลุหน้าเข้าไปหาเนื้อ ถ้าเราลอกหนังกำพร้าออกหมดจะมีสภาพเป็นอย่างไร สิ่งที่เราคิดว่าสวย สิ่งที่เราคิดว่าดี นี่มันติดอยู่ที่หนังกำพร้านิดเดียวนี่เท่านั้น ถ้าลอกเข้าไปแล้วมันจะพบกันเลือด น้ำเลือดน้ำเหลืองน้ำหนองปรากฏอยู่ภายใน เลิกเนื้อขึ้นไปมีโครงกระดูก เหลือแต่ตับไตไส้ปอดอาหารใหม่อาหารเก่ามี เครื่องจักรกลทั้งหลายภายใน นี่หาจุดนี้ให้มันพบหาความจริง เราเจริญพระกรรมฐานนี่เราค้นคว้าต้องการหาความจริง แล้วลองคิดดูซิว่า ถ้าสภาวะมันเป็นอย่างนั้นนะ ความจริงมันเป็นอย่างนั้น ร่างกายมันสกปรกหรือมันสะอาด ถ้าสภาวะมันเป็นอย่างนั้นนะ ความจริงมันเป็นอย่างนั้น ร่างกายมันสกปรกหรือมันสะอาด ถ้าเราไม่สามารถจะมองเห็นภายในได้ จิตมันดื้อ ก็สิ่งที่มันหลั่งไหลจากภายในดูมันก็แล้วกัน น้ำลายที่เราอมอยู่ในปากได้ เวลาบ้วนออกมาแล้วหยิบได้ไหม น้ำลายอยู่ในปากเรา เราอมได้เรากลืนได้พอบ้วนออกมาแล้วกลืนไปอีกได้ไหม เอ้าไม่กลืนละ เอาเข้าไปอมได้ไหม ถ้าไม่อมเราเอามือแตะแล้วมาละเลงหน้าทำได้ไหม เราก็จะบอกว่ามันสกปรก แล้วไอ้ของที่มันสกปรกเหล่านี้มันอยู่ที่ไหน มันอยู่ในกายเราใช่ไหม อุจจาระปัสสาวะก็เหมือนกัน เรารังเกียจว่ามันสกปรกแล้วมันมาจากไหน อุจจาระมาจากอาหารที่เราเลือกแล้วด้วยดี ของอย่างนี้ดี ของอย่างนี้อร่อย ของอย่างนี้สะอาดแก่การกิน ถ้ามันสกปรกเราก็ไม่กิน เราคิดว่ามันสะอาด แต่ความจริงมันสกปรก กินเข้าไปแล้ว เลือกแล้วด้วยประการทั้งปวง พอเวลามันเป็นกากถ่ายออกมา เอามือหยิบได้ไหมออกมาจากกายเราใช่ไหม นี่พูดถึงร่างกาย สิ่งที่สกปรกพูดกันสักสิบวันมันก็ไม่จบ พิจารณากันแต่นี้ใช้ปัญญาพิจารณาหาความจริง ตัดความรู้สึกในคำว่า เห็นว่าสวยสดงดงามสะอาดสะอ้านตามที่เราต้องการ

ถ้าเราว่ากันถึงด้านวัตถุ เราเห็นว่าสวย ก็ต้องดู วัตถุนี่ที่มันใหม่แล้วมันเก่าได้ไหม ก่อนที่มันจะเก่าถ้าเราปล่อยไว้ไม่มีอะไรปิดบัง ไม่คอยขัดสีฉวีวรรณ สักไม่กี่วันฝุ่นละอองเข้ามาจับ ความเศร้าหมองมันก็จะเกิด นี่เกิดจากอาการภายนอกเข้ามายุ่งกับมัน นี่ถ้าอาการภายนอกไม่มายุ่งกับมันปล่อยไว้นานความเศร้าหมองก็จะเกิดขึ้นเอง เพราะมันเก่ามันเสื่อมลง แล้วในที่สุดมันก็สลายตัว นี่ถ้าเราใช้ปัญญาพิจารณาอย่างนี้เป็นปกติ อารมณ์ที่รักในความสวยสดงดงามก็จะระงับไป ความดิ้นรนในความสวยงดงามก็หมดไป ถ้าความดิ้นรนอย่างนี้หมดไปก็ชื่อว่าเราชนะนิวรณ์ตัวที่หนึ่ง เรากำลังจะก้าวเข้าไปสู่ปฐมฌานซึ่งเป็นหลักชัยที่จะเจริญวิปัสสนาญาณให้ได้พระอริยเจ้า


นิวรณ์ตัวที่ ๒ ได้แก่โทสะ ความโกรธ หรือความพยาบาท ความคิดประทุษร้ายผู้อื่นที่มีในใจ อันนี้องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาตรัสบอกว่า ให้ใช้เมตตากับกรุณาทั้งสองประการเข้าประหัตประหาร เมตตาความรัก กรุณาความสงสาร ให้คิดเสียว่าเขากับเรามีสภาวะเช่นเดียวกัน เกิด แก่ เจ็บ ตาย มีความทุกข์เหมือนกัน ถ้าเขามีความผิดขึ้นมาบ้างก็จงนึกถึงจิตใจของเราว่าบุคคลทุกคนนี่ที่กระทำไปแล้วทั้งหมด ถ้าเขามีความผิดขึ้นมาบ้างก็จงนึกถึงจิตใจของเราว่าบุคคลทุกคนนี่ที่กระทำไปแล้วทั้งหมด จะพูดก็ดี จะทำก็ดี ก็คิดว่ามันดีจึงทำ ถ้าหากว่าเขารู้ว่ามันเลว มันจะเป็นเหตุความเดือดร้อน ก็ไม่ทำแต่ทำไมถึงได้ทำความชั่ว ทั้งนี้ก็เพราะว่าจิตที่เป็นอกุศล อกุศลจิตคือความเลวมันเข้ามาสิงใจ คล้ายกับผีสิง มันย้อมใจให้มัวเมาเข้าใจว่าความเลวเป็นความดี คนที่ถูกผีสิงหรือผีคือกิเลสสิงแบบนี้ ก็เป็นการสมควรแก่การให้อภัย เห็นเขาทำผิดไม่ผิดระเบียบวินัยก็ชื่อว่าเราให้อภัยได้

สำหรับส่วนตัว ถ้าผิดกฎหมายผิดวินัยผิดระเบียบอันนี้ต้องลงโทษตามวินัยตามระเบียบ ไม่ใช่ถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัว เพราะว่าระเบียบและวินัยทั้งหมดเขาวางไว้เพื่อให้บุคคลทำความดี นี่ถ้าไปละเมิดเข้าก็แสดงว่าชั่ว ถ้าเราไม่ลงโทษก็แสดงว่า เราปล่อยให้เขาชั่วตลอดไป อย่างนี้ก็ไม่ชื่อว่ามีจิตเมตตาความรัก กรุณาความสงสาร คนที่รักกันสงสารกันจะต้องระมัดระวังกันไว้ไม่ให้ใครชั่วไม่ให้ใครเลว การลงโทษตามระเบียบตามวินัยถือว่าเป็นการเมตตาปรานี เพื่อป้องกันไม่ให้เขาทำความชั่ว ในเมื่อเรามีความรักความสงสารแล้ว ไอ้ความโกรธความพยาบาทคิดประทุษร้ายมันก็ไม่มี

ถ้าอารมณ์รักอารมณ์สงสารประเภทนี้เราทรงใจไม่อยู่ องค์สมเด็จพระบรมครูก็มีวิธีแนะนำอีก ให้ใช้กสิณ ๔ อย่างคือกสิณสี เรียกว่าวรรณกสิณ คือกสิณสีแดง สีเหลือง สีขาว สีเขียว อย่างใดอย่างหนึ่งจับเข้าไว้ให้เป็นอารมณ์ ให้จิตทรงในภาพกสิณนั้นไว้ก็สามารถที่จะทำลายโทสะจริตได้ เมื่อจิตใจของเราทำลายโทสะจริตได้ ก็จะมีแต่อารมณ์เยือกเย็น เพราะโทสะเป็นอารมณ์เร่าร้อน ถ้าเราทำลายเสียได้ก็จะมีแต่ความเย็น จิตจะมีความสุข จะทรงสมาธิอยู่ได้นาน เรียกว่าเราก็ใกล้จะถึงนิพพานเต็มที่เข้าไปแล้ว แม้แต่จะเจริญสมถภาวนา

นิวรณ์ตัวที่ ๓ ความง่วงเหงาหาวนอน ตัวนี้แก้ไม่ยาก ให้ลืมตาให้กว้างบ้าง เอามือขยี้ตาบ้าง เอาน้ำล้างหน้าบ้าง แหงนดูดาวบ้าง เดินไปเดินมาบ้าง นี่ตามวิธีที่พระพุทธทรงแนะนำแก่พระมหาโมคคัลลานะ เพราะว่าพระมหาโมคคัลลานะไปปฏิบัติกับพระพุทธเจ้า ท่านนั่งหลับนั่งง่วง พระพุทธเจ้าท่านแนะนำให้ปฏิบัติตามนี้ นี่ถ้าอารมณ์อย่างนี้เกิดขึ้นก็แก้แบบนี้

นิวรณ์ตัวที่ ๔ คือ อุทธัจจะกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านและรำคาญ อันนี้องค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาทรงแนะนำให้ใช้อานาปานุสสติกรรมฐานโดยเฉพาะไม่ต้องภาวนาบทใด ๆ ทั้งหมด ถ้าขืนไปภาวนาหรือพิจารณาเข้าไปไอ้จิตมันซ่านอยู่แล้วก็จะช่วยกันซ่านใหญ่ ท่านให้กำหนดรู้ลมหายใจเข้า หายใจออก เวลาหายใจเข้ารู้อยู่ว่าหายใจเข้า เวลาหายใจออกรู้อยู่ว่าหายใจออกเอาเพียงเท่านี้ จับเฉพาะลมหายใจเข้าหายใจออก ถ้าจับอย่างนี้มันยังไม่อยู่ เอาละ ไม่เอาเฉยๆ เอานิมิตเข้าไปด้วย