[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
21 กุมภาพันธ์ 2561 05:59:13 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก เวบบอร์ด ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

  แสดงกระทู้
หน้า:  [1] 2 3 ... 152
1  สุขใจในธรรม / ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน / Re: ธรรมะบนเขา โดย พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต เมื่อ: 22 ชั่วโมงที่แล้ว


ต้องชนะตนไม่ใช่ชนะผู้อื่น

ถาม : ทำไมคนภาวนาจึงดูเหมือนไม่ค่อยสู้คน ไม่ตอบโต้ ยอมคนอื่นง่ายๆ ทำให้คนรอบข้างมองว่าเป็นคนไม่ทันคน เพราะเหตุใดเจ้าคะ

พระอาจารย์ : เพราะคนฉลาดไง เพราะว่าคนรอบข้างไม่ใช่ศัตรูของเขา ศัตรูของเขาคือกิเลสตัณหา ไอ้ตัวที่มักใหญ่ใฝ่สูง ตัวที่คิดว่าตัวเองเก่งตัวเองดีนี่แหละ ไอ้ตัวนี้แหละเป็นตัวที่สร้างปัญหาให้กับเรา คนรอบข้างเราไม่ใช่เป็นคนที่สร้างปัญหา สร้างความทุกข์ให้กับเรา พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าการชนะคนอื่นเป็นหมื่นเป็นแสนก็สู้ชนะตนไม่ได้ เพราะชนะคนอื่นก็เป็นเวรเป็นกรรมกัน เราชนะเขา เขาก็โกรธแค้นโกรธเคืองเรา เราแพ้เขาเราก็โกรธแค้นโกรธเคืองเขาอาฆาตพยาบาทจองเวรกันไป แต่ถ้าเราชนะความโกรธในตัวเราชนะความโลภในตัวเรา ใจเราก็จะสงบ แล้วเราก็ไม่ต้องไปมีปัญหากับใคร อันนี้แหละคือการชนะที่แท้จริง ต้องชนะตน ไม่ใช่ชนะผู้อื่น คนฉลาดเขาจึงไม่ไปต่อกรกับคนอื่น ก็เลยลักษณะเหมือนกับว่าเป็นคนยอมแพ้ แต่ความจริงกำลังต่อสู้กับข้าศึกศัตรูที่สู้ยากที่สุดก็คือตัวเองนี่แหละ ไอ้ตัวที่จะเอาชนะตนเอง ตัวนี้มันสู้ยาก เอาชนะคนอื่นมันง่าย ทุบหัวเขาตีหัวเขา เขาก็ตายแล้ว แต่ไอ้ตัวนี้มันไม่ตายง่ายๆ ถึงต้องใช้สูตร ๓ ย. เข้าใจไหม ยอม หยุด แล้วก็เย็น ก็ยอมแพ้นั่นแหละ ไม่ยุ่งแล้ว ใครจะพูดอะไร ใครจะด่าอะไรก็ปล่อยเขาด่าไป เรายอมแพ้ ปล่อยให้เขาด่าไป เราจะได้หยุดความโกรธแค้นโกรธเคืองได้ พอเราหยุดได้แล้ว ใจเราก็จะเย็น มีความสุข ดีกว่าไปชนะเขา แล้วใจก็ร้อน หวาดกลัวว่าเขาจะต้องมาทำร้ายเราต่อไป ถ้าแพ้เขาก็ร้อนเพราะความเครียด พยาบาทเคียดแค้นอีก นั่นไม่ใช่วิธีที่ต่อสู้ที่แท้จริงของนักปราชญ์ นักปราชญ์ต่อสู้กับพี่ศัตรูที่แท้จริงก็คือกิเลสตัณหาที่มีอยู่ในใจนี่เอง คือความเคียดแค้นอาฆาตพยาบาทจองเวรจองกรรม ชนะตัวนี้แล้วใจเย็นใจสงบใจสบาย ไม่มีเวรมีกรรมกับใครอีกต่อไป.


               ธรรมะบนเขา วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑
               พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต


ทำไมเราต้องละความอยาก

ทำไมเราต้องละความอยาก เพราะความอยากจะนำเราไปสู่ความทุกข์ไม่ใช่ไปสู่ความสุข ความสุขที่ได้จากการทำตามความอยากเป็นความสุขปลอมเป็นความสุขเดี๋ยวเดียว เป็นเหมือนเหยื่อที่ติดอยู่ปลายเบ็ด เหยื่อนี่มันชิ้นเล็กๆ เท่านั้นเอง แต่พอเราไปฮุบเหยื่อแล้วทีนี้เป็นยังไง ถูกตะขอเบ็ดเกี่ยวปาก เสียชีวิตเลยไหมปลา ปลาโง่ไม่ฉลาด เหมือนเหยื่อที่ติดอยู่ปลายเบ็ดคิดว่าเป็นอาหารอันโอชะ พอไปฮุบเหยื่อเข้าก็ถูกตะขอเบ็ดเกี่ยวปาก ถูกเขาดึงไปจับไปฆ่าลงหม้อแกง แต่ถ้าปลาฉลาดเห็นว่าโอยมันมีตะขอเบ็ดซ่อนอยู่นะ อย่าไปฮุบมันดีกว่า ถอยดีกว่า ก็จะปลอดภัย

จิตที่ฉลาดมีปัญญาก็จะเห็นว่าความสุขที่จะได้จากการทำตามความอยากนี้เป็นเหมือนกับเหยื่อที่ติดอยู่ปลายเบ็ด เพราะถ้าไปฮุบแล้วมันจะติด มันจะต้องอยากได้อยู่เรื่อยๆ ได้มาปั๊บเดี๋ยวมันก็หมดแล้ว เที่ยวมาปั๊บเดี๋ยวกลับมาบ้านเดี๋ยวมันก็หายไปแล้ว พรุ่งนี้ก็อยากไปเที่ยวใหม่แล้ว ถ้าไม่ได้ไปเที่ยวก็ทุกข์หล่ะสิ ทรมานใจแล้ว นี่คือปัญญา ทำไมเราต้องไม่ทำตามความอยาก ทำไมเราต้องละความอยาก เพราะความอยากเป็นผู้ที่จะดึงให้เราต้องไปทุกข์ ไม่มีวันจบไม่มีวันสิ้น เป็นผู้ที่จะดึงให้เราต้องไปเวียนว่ายตายเกิดอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

ถ้าเรารู้ด้วยปัญญาทุกครั้งเกิดความอยากเราก็จะสู้กับมันด้วยสติ มีสติมีปัญญาแล้วก็ต้องมีสติ สติปัญญานี้เป็นอาวุธเหมือนมือซ้ายมือขวาช่วยกันสนับสนุนกัน ปัญญาจะเป็นผู้สอนว่าทำไมไม่ควรทำตามความอยาก สติเป็นผู้หยุดความอยาก พออยากเราก็พุทโธพุทโธพุทโธไป หยุดคิดถึงเรื่องที่เราอยากเดี๋ยวมันก็หายไป หรือคิดในเรื่องที่ทำให้เราไม่อยาก เช่นคิดถึงแฟนก็คิดถึงศพเขา ก็คิดเขาเป็นซากศพคิดถึงอวัยวะต่างๆ ที่มีอยู่ในร่างกายเขา ก็ไม่อยากจะได้เขามาเป็นแฟน ถ้าเห็นโครงกระดูกเขาเห็นตับไตไส้พุงของเขา เห็นกระดูกเห็นอุจจาระเห็นปัสสาวะของเขา มันก็จะทำให้หายอยากได้ นี่ก็คือการใช้สติ ให้คิดไปในทางที่จะทำให้ไม่อยาก หรือไม่เช่นนั้นก็หยุดคิด ใช้พุทโธหยุดคิดไปได้ทั้งสองอย่าง ถ้าเห็นเป็นอสุภะได้ยิ่งดีใหญ่เพราะมันจะไม่อยากเลยต่อไป เห็นแฟนทีไรก็เห็นเป็นโครงกระดูกเห็นเป็นซากศพไป เห็นอาหารก็เห็นว่ากลายเป็นอุจจาระไป อาหารที่เรากินมันจะกลายเป็นอะไร มันไม่เป็นอุจจาระมันจะเป็นอะไร มันก็ไปเสริมอาการ ๓๒ บางส่วนก็ไปเสริมผมขนเล็บฟันหนัง ส่วนที่ไม่ไปเสริมก็กลายเป็นอุจจาระไป กินอาหารก็เหมือนกับกินอุจจาระนี่เอง ถ้าทุกครั้งที่เราอยากจะกินอาหาร เช่นเราถือศีล ๘ แล้วตอนเย็นนึกอยากจะกินอาหารก็คิดว่ากำลังจะกินอุจจาระ พอคิดอย่างนี้มันก็หายหิวเลย ไม่อยากกิน

นี่คือวิธีการใช้ปัญญาเพื่อหยุดความอยากต่างๆ ต้องมองมุมกลับอย่าไปมองมุมที่มันกิเลสชอบมอง กิเลสชอบมองมุมสวยเราก็ต้องมองมุมที่มันไม่สวย กิเลสชอบมองมุมที่อร่อยเราก็ต้องมองมุมที่ไม่อร่อย แล้วความอยากกินก็ไม่มี ความอยากจะนอนกับแฟนก็ไม่มี นี่คือปัญญาที่จะทำให้เราละความอยากต่างๆ ได้ เมื่อเราละความอยากต่างๆ ได้ การที่จะไปเกิดต่อไปก็ไม่มี เพราะเหตุที่จะดึงไปเกิดมันไม่มี เหมือนน้ำมันที่หมดถ้าเราไม่เติมน้ำมันพอน้ำมันหมดเราไม่เติม รถมันก็วิ่งไม่ได้ น้ำมันที่พาให้จิตเราไปเวียนว่ายตายเกิดก็คือความอยากนั่นเอง แต่ทุกครั้งที่มันอยากเราก็ไม่ไปเติมมัน เราไม่ไปทำตามความอยาก ต่อไปความอยากมันก็หมด หมดแล้วมันก็จะไม่มีอะไรมาดึงให้เราไปเกิดแก่เจ็บตายอีกต่อไป.


               ธรรมะบนเขา วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑
               พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต





2  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ห้องสมุด / Re: โขน นาฏศิลป์ประจำชาติ และ “รามเกียรติ์” จากวรรณคดีอมตะสู่ นาฏกรรมไทย เมื่อ: วานนี้
โขนเป็นนาฏศิลป์ชั้นสูงที่เก่าแก่ของไทย มีมานานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ตามหลักฐานจากจดหมายเหตุของลา ลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้กล่าวถึงการเล่นโขนว่า เป็นการเต้นออกท่าทางเข้ากับเสียงซอและเครื่องดนตรีอื่นๆ ผู้เต้นสวมหน้ากากและถืออาวุธ  โขนเป็นที่รวมของศิลปะหลายแขนงคือ โขนนำวิธีเล่นและวิธีแต่งตัวบางอย่างมาจากการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์  โขนนำท่าต่อสู้โลดโผน ท่ารำท่าเต้นมาจากกระบี่กระบอง  และนำศิลปะการพากย์การเจรจา หน้าพาทย์เพลงดนตรี   การแสดงโขน ผู้แสดงสวมศีรษะคือหัวโขน ปิดหน้าหมด ยกเว้น เทวดา มนุษย์ และมเหสี ธิดาพระยายักษ์  มีต้นเสียงและลูกคู่ร้องบทให้และมีคนพากย์และเจรจาให้ด้วย เรื่องที่แสดงนิยมแสดงได้แก่ เรื่องรามเกียรติ์และอุณรุฑ  ดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงโขนใช้วงปี่พาทย์

ประเภทของโขนแบ่งออกเป็น ๕ ประเภท คือ
๑.โขนกลางแปลง
๒.โขนโรงนอก หรือโขนนั่งราว
๓.โขนหน้าจอ
๔.โขนโรงใน
๕.โขนฉาก

๑.โขนกลางแปลง คือ การเล่นโขนบนพื้นดิน ณ กลางสนาม ไม่ต้องสร้างโรงให้เล่น นิยมแสดงตอนยกทัพรบกัน โขนกลางแปลงได้วิวัฒนาการมาจากการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ เรื่องกวนน้ำอมฤต เรื่องมีอยู่ว่า เทวดาและอสูรใคร่จะเป็นอมตะ จึงไปทูลพระนารายณ์ พระนารายณ์จึงแนะนำให้กวนน้ำอมฤต โดยใช้เขามนทคิรีเป็นไม้กวน เอาพระยาวาสุกรีเป็นเชือกพันรอบเขา เทวดาชักทางหาง หมุนเขาไปมา พระยาวาสุกรีพ่นพิษออกมา  พระนารายณ์เชิญให้พระอิศวรดื่มพิษนั้นเสีย พระอิศวรจึงมีศอสีนิลเพราะพิษไหม้  ครั้นกวนต่อไป เขามนทคิรีทะลุลงไปใต้โลก พระนารายณ์จึงอวตารเป็นเต่า ไปรองรับเขามนทคิรีไว้  ครั้นได้น้ำอมฤตแล้ว เทวดาและอสูรแย่งชิงน้ำอมฤตกันจนเกิดสงคราม พระนารายณ์จึงนำน้ำอมฤตไปเสีย พวกอสูรไม่ได้ดื่มน้ำอมฤตก็ตายในที่รบเป็นอันมาก เทวดาจึงเป็นใหญ่ในสวรรค์  พระนารายณ์เมื่อได้น้ำอมฤตไปแล้ว ก็แบ่งน้ำอมฤตให้เทวดาและอสูรดื่ม พระนารายณ์แปลงเป็นนางงามรินน้ำอมฤตให้เทวดา แต่รินน้ำธรรมดาให้อสูร  ฝ่ายราหูเป็นพี่น้องกับพระอาทิตย์และพระจันทร์แต่ราหูเป็อสูร  ราหู เห็นเทวดาสดชื่นแข็งแรงเมื่อได้ดื่มน้ำอมฤต แต่อสูรยังคงอ่อนเพลียอยู่ เห็นผิดสังเกต จึงแปลงเป็นเทวดาไปปะปนอยู่ในหมู่เทวดา จึงพลอยได้ดื่มน้ำอมฤตด้วย  พระอาทิตย์และพระจันทร์ จึงแอบบอกพระนารายณ์ พระนารายณ์โกรธมากที่ราหูตบตาพระองค์ จึงขว้างจักรไปตัดกลางตัวราหู ร่างกายท่อนบนได้รับน้ำอมฤตก็เป็นอมตะ แต่ร่างกายท่อนล่างตายไป ราหูจึงเป็นยักษ์มีกายครึ่งท่อน ราหูโกรธและอาฆาตพระอาทิตย์และพระจันทร์มาก พบที่ไหนก็อมทันที เกิดเป็นราหูอมจันทร์หรือจันทรคราสและสุริยคราส ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้ามาเทศนาให้ราหูเลิกพยาบาทจองเวร ราหูจึงได้คลายพระอาทิตย์หรือพระจันทร์ออก  

การเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ เล่นในพิธีอินทราภิเษก มีปรากฏในกฎมณเฑียรบาลสมัยกรุงศรีอยุธยา  โขนกลางแปลงนำวิธีการแสดงคือการจัดกระบวนทัพ การเต้นประกอบหน้าพาทย์ มาจากการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ แต่เปลี่ยนมาเล่นเรื่องรามเกียรติ์ และเล่นตอนฝ่ายยักษ์และฝ่ายพระรามยกทัพรบกัน  จึงมีการเต้นประกอบหน้าพาทย์ และอาจมีบทพาทย์และเจรจาบ้างแต่ไม่มีบทร้อง

๒.โขนโรงนอก หรือโขนนั่งราว เป็นการแสดงบนโรงมีหลังคา ไม่มีเตียงสำหรับตัวโขนนั่ง แต่มีราวพาดตามส่วนยาวของโรงตรงหน้าฉาก (ม่าน)  มีช่องทางให้ผู้แสดงเดินได้รอบราวแทนเตียง มีการพากย์และเจรจา แต่ไม่มีการร้อง ปี่พาทย์บรรเลงเพลงหน้าพาทย์ มีปี่พาทย์ ๒ วง เพราะต้องบรรเลงมาก ตั้งหัวโรงท้ายโรง จึงเรียกว่าวงหัวและวงท้ายหรือวงซ้ายและวงขวา วันก่อนแสดงโขนนั่งราวจะมีการโหมโรง และให้พวกโขนออกมากระทุ้งเส้าตามจังหวะเพลง  พอจบโหมโรงก็แสดงตอนพิราพออกเที่ยวป่า จับสัตว์กินเป็นอาหาร พระรามหลงเข้าสวนพวาทองของพราพ แล้วก็หยุดแสดง พักนอนค้างคืนที่โรงโขน รุ่งขึ้นจึงแสดงตามเรื่องที่เตรียมไว้ จึงเรียกว่า "โขนนอนโรง"

๓.โขนหน้าจอ  คือ โขนที่เล่นตรงหน้าจอ ซึ่งเดิมเขาขึงไว้สำหรับเล่นหนังใหญ่ ในการเล่นหนังใหญ่นั้น มีการเชิดหนังใหญ่อยู่หน้าจอผ้าขาว การแสดงหนังใหญ่มีศิลปะสำคัญ คือการพากย์และเจรจา มีดนตรีปี่พาทย์ประกอบการแสดง  ผู้เชิดตัวหนังต้อง เต้นตามลีลาและจังหวะดนตรี นิยมแสดงเรื่องรามเกียรติ์ ต่อมามีการปล่อยตัวแสดงออกมาแสดงหนังจอ แทนการเชิดหนังในบางตอน เรียกว่า "หนังติดตัวโขน" มีผู้นิยมมากขึ้น เลยปล่อยตัวโขนออกมาแสดงหน้าจอตลอด ไม่มีการเชิดหนังเลย จึงกลายเป็นโขนหน้าจอ และต้องแขวะจอเป็นประตูออก ๒ ข้าง เรียกว่า "จอแขวะ"

๔.โขนโรงใน คือโขนที่นำศิลปะของละครในเข้ามาผสม โขนโรงในมีปี่พาทย์บรรเลง ๒ วงผลัดกัน  การแสดงก็มีทั้งออกท่ารำเต้น ทีพากย์และเจรจาตามแบบโขน กับนำเพลงขับร้องและเพลงประกอบกิริยาอาการของดนตรีแบบละครใน และมีการนำระบำรำฟ้อนผสมเข้าด้วย เป็นการปรับปรุงให้วิวัฒนาการขึ้นอีก การผสมผสานระหว่างโขนกับละครในสมัยรัชกาลที่ ๑ รัชกาลที่ ๒  ทั้งมีราชกวีภายในราชสำนักช่วยปรับปรุงขัดเกลา และประพันธ์บทพากย์บทเจรจาให้ไพเราะสละสลวยขึ้นอีก  โขนที่กรมศิลปากรนำออกแสดงในปัจจุบันนี้ ก็ใช้ศิลปะการแสดงแบบโขนโรงใน ไม่ว่าจะแสดงกลางแจ้งหรือแสดงหน้าจอก็ตาม

๕.โขนฉาก เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อมีผู้คิดสร้างฉากประกอบเรื่องเมื่อแสดงโขนบนเวที คล้ายกับละครดึกดำบรรพ์ ส่วนวิธีแสดงดำเนินเช่นเดียวกับโขนโรงใน แต่มีการแบ่งเป็นชุดเป็นตอน เป็นฉาก และจัดฉากประกอบตามท้องเรื่อง จึงมีการตัดต่อเรื่องใหม่ไม่ให้ย้อนไปย้อนมา เพื่อสะดวกในการจัดฉาก กรมศิลปากรได้ทำบทเป็นชุดๆ ไว้หลายชุด เช่น ชุดปราบกากนาสูร ชุดมัยราพณ์สะกดทัพ ชุดชุดนางลอย ชุดนาคบาศ ชุดพรหมาสตร์ ชุดศึกวิรุญจำบัง ชุดทำลายพิธีหุงน้ำทิพย์ ชุดสีดาลุยไฟและปราบบรรลัยกัลป์ ชุดหนุมานอาสา ชุดพระรามเดินดง ชุดพระรามครองเมือง

การแสดงโขน โดยทั่วไปนิยมแสดงเรื่อง "รามเกียรติ์" กรมศิลปากรเคยจัดแสดงเรื่องอุณรุฑ แต่ไม่เป็นที่นิยมเท่าเรื่องรามเกียรติ์  เรื่องรามเกียรติ์ที่นำมาแสดงโขนนั้นมีหลายสำนวน ทั้งที่ประพันธ์ขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์  โดยเฉพาะบทในสมัยรัตนโกสินทร์ นิยมแสดงตามสำนวนของรัชกาลที่ ๒ ที่กรมศิลปากรปรับปรุงเป็นชุดเป็นตอน เพื่อแสดงโขนฉาก ก็เดินเรื่องตามสำนวนของรัชกาลที่ ๒  รัชกาลที่ ๖ ก็เคยทรงพระราชนิพนธ์บทร้องและบทพากย์ไว้ถึง ๖ ชุด คือ ชุดสีดาหาย ชุดเผาลงกา ชุดพิเภกถูกขับ ชุดจองถนน ชุดประเดิมศึกลงกา และชุดนาคบาศ

การแต่งกายโขน แบ่งออกเป็น ๓ ฝ่าย คือ ฝ่ายมนุษย์เทวดา(พระ นาง) ฝ่ายยักษ์ ฝ่ายลิง
ขอขอบคุณที่มาของข้อมูล...เว็บไซต์ กรมศิลปากร



สุดยอดศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทย
โขน
งานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ ณ พระนารายณ์ราชนิเวศน์ อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี
๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑
ถ่ายภาพ : Mckaforce แอ็ดมิน สุขใจดอทคอม
















3  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ใต้เงาไม้ / Re: สำนวน-โวหาร-สุภาษิต และคำพังเพย เมื่อ: วานนี้


เริ่มเรียนให้เร่งรู้         ทั้งสี่องค์ประมาณหมาย
หนึ่งฟังอย่าฟังดาย ให้ตั้งจิตกำหนดจำ
หนึ่งให้อุตสาหะ        เอาจิตคิดพินิจคำ
หนึ่งห้ามอย่าเอื้อมอำ ฉงนใดให้เร่งถาม
หนึ่งให้พินิจคิด         ลิขิตข้อสุขุมความ
พร้อมองค์จึงทรงนาม ว่าศิษย์แท้ที่ศึกษา

คำฉันท์ หลักหัวใจนักปราชญ์ ใน หนังสือสอนอ่าน "ประถมมาลา"

นักศึกษา-ผู้ที่ต้องการเรียนรู้ ที่เรียกว่า "นักปราชญ์" จะต้องประพฤติตาม สุ.จิ.ปุ.ลิ (หัวใจนักปราชญ์)
๔ ข้อนี้ ให้เป็นจริยาวัตรของตนทีเดียว   ในสมัยโบราณ การบันทึกข้อความ (ลิขิต) นับว่าสำคัญมาก
เพราะผู้รู้มีน้อย ท่านจึงตั้งไว้เป็นหัวใจตัวสุดท้าย เพราะสำคัญที่สุดของนักปราชญ์ การบันทึกความรู้ไว้
เป็นลายลักษณ์อักษร มีประโยชน์แก่ผู้ศึกษารุ่นหลังจะได้ดำเนินรอยตามและใช้ประโยชน์ในการค้นคว้า
นั้นๆ ต่อไป ตัวอย่างบันทึกในอดีต เช่น จดหมายเหตุของหลวงจีนฟาเหียน ที่ไปสืบพุทธศาสนาในอินเดีย
หลักศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกมหาราชในอินเดีย หลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง กรุงสุโขทัย เป็นต้น
 

400-22
4  สุขใจในธรรม / ห้องวิปัสสนา - มหาสติปัฏฐาน 4 / Re: คำพระสอน เมื่อ: วานนี้


พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป ที่วัดอรัญญวิเวก (บ้านปง) ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

“คนเรา มีภูมิจิตภูมิธรรมต่างกัน ฝึกปฏิบัติมาไม่เท่ากัน
จะให้ทุกคนรู้เหมือนเรา เข้าใจเราทุกอย่างไม่ได้
เมื่อเขาทำพลาดไป เราควรให้อภัย วันหนึ่งเขาจะรู้เอง ทำได้ถูกต้องเอง”


วาทะธรรม พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป  
5  สุขใจในธรรม / เกร็ดศาสนา / Re: พระวินัย ๒๒๗ พุทธบัญญัติจากพระไตรปิฎก (ปาราชิก ๔ สิกขาบท) เมื่อ: วานนี้

ปาจิตตีย์ ภูตคามวรรคที่ ๒ สิกขาบทที่ ๕
(พระวินัยข้อที่ ๖๔)
ภิกษุเอาที่นอนของสงฆ์ปูนอนในกุฏิสงฆ์แล้ว
เมื่อหลีกไปจากที่นั้น ไม่เก็บเอง ไม่ใช้ให้ผู้อื่นเก็บ ต้องปาจิตตีย์

       พระสัตตรสวัคคีย์ (มีพวก ๑๗ รูป) เป็นสหายกัน เมื่ออยู่ก็อยู่พร้อมกัน เมื่อหลีกไปก็ไปพร้อมกัน พวกเธอปูที่นอนไว้ในวิหารของสงฆ์แห่งหนึ่งแล้ว เมื่อหลีกไป ไม่เก็บเอง ไม่ให้คนอื่นเก็บ ไม่ได้บอกมอบหมาย หลีกไป เสนาสนะถูกปลวกกัดเสียหาย…..
     ภิกษุผู้มักน้อยต่างพากันติเตียน แล้วกราบทูล... ทรงมีพระบัญญัติว่า
      อนึ่ง ภิกษุใด ปูแล้วก็ดี ให้ปูแล้วก็ดี ซึ่งที่นอนในวิหารเป็นของสงฆ์ เมื่อหลีกไป ไม่เก็บเองก็ดี ไม่ให้ผู้อื่นเก็บก็ดี ซึ่งที่นอนอันปูไว้นั้น หรือไม่บอกมอบหมาย ไปเสีย เป็นปาจิตตีย์”
     
 
อรรถาธิบาย
      - ที่ชื่อว่า เป็นของสงฆ์ ได้แก่ วิหารที่เขาถวายแล้ว สละแล้ว แก่สงฆ์
     - ที่ชื่อว่า ที่นอน ได้แก่ ฟูก เครื่องลาดรักษาผิวพื้น เครื่องลาดเตียง เครื่องลาดพื้น เสื่ออ่อน ท่อนหนัง ผ้าปูนั่ง ผ้าปูนอน เครื่องลาดทำด้วยหญ้า เครื่องลาดทำด้วยใบไม้
     - ไม่เก็บเอง ไม่ให้คนอื่นเก็บ ไม่มอบหมายแก่ภิกษุสามเณร หรือคนทำการวัด เดินเลยเครื่องล้อมแห่งอารามที่เขาล้อม ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เดินเลยอุปจารแห่งอารามที่เขาไม่ได้ล้อม ต้องอาบัติปาจิตตีย์

อาบัติ
      ๑.วิหารเป็นของสงฆ์ ภิกษุรู้ว่าเป็นของสงฆ์ ปูเองก็ดี ให้คนอื่นปูก็ดี ซึ่งที่นอน เมื่อหลีกไป ไม่เก็บเองก็ดี ไม่ให้คนอื่นเก็บก็ดี ซึ่งที่นอนอันปูไว้นั้น หรือไม่บอกมอบหมาย ไปเสีย ต้องอาบัติปาจิตตีย์
     ๒.วิหารเป็นของสงฆ์ ภิกษุสงสัย...ต้องอาบัติปาจิตตีย์
     ๓.วิหารเป็นของสงฆ์ ภิกษุสำคัญว่าเป็นของบุคคล... ต้องอาบัติปาจิตตีย์
     ๔.ภิกษุปูเองก็ดี ให้คนอื่นปูก็ดี ซึ่งที่นอน ในอุปจารวิหารก็ดี ในโรงฉัน ในมณฑปก็ดี...ต้องอาบัติทุกกฏ
     ๕.ภิกษุตั้งไว้เองก็ดี ให้คนอื่นตั้งไว้ก็ดี ซึ่งเตียงก็ดี ตั่งก็ดี ในวิหารก็ดี ในอุปจารวิหาร ในโรงฉันก็ดี...ต้องอาบัติทุกกฏ
     ๖.วิหารของบุคคล ภิกษุสำคัญว่าเป็นของสงฆ์...ต้องอาบัติทุกกฏ
     ๗.วิหารของบุคคล ภิกษุสงสัย...ต้องอาบัติทุกกฏ
     ๘.วิหารของบุคคล ภิกษุรู้ว่าเป็นของบุคคล...ต้องอาบัติทุกกฏ
     ๙.วิหารเป็นของส่วนตัวของตน...ไม่ต้องอาบัติ

อนาบัติ
      ภิกษุเก็บเองแล้วไป ๑  ภิกษุให้คนอื่นเก็บแล้วไป ๑  ภิกษุมอบหมายแล้วไป ๑  เสนาสนะมีเหตุบางอย่างขัดขวาง ๑  ภิกษุยังห่วงอยู่ไปถึงยังที่ใดแล้วมอบหมายมา ๑  ภิกษุมีเหตุบางอย่างขัดขวาง ๑  ภิกษุมีอันตราย ๑  วิกลจริต ๑  อาทิกัมมิกะ ๑

สมนฺตปาสาทิกาอรรถกถา วินย.มหาวิ.๒/๓๒๑-๓๒๕
      ๑.เมื่อภิกษุจะไปจากเสนาสนะพึงบอกลาภิกษุ เมื่อภิกษุนั้นไม่มี พึงบอกลาสามเณร เมื่อสามเณรไม่มี พึงบอกลาคนทำการวัด เมื่อคนทำการวัดไม่มี พึงบอกลาเจ้าของวิหาร ผู้สร้างวัด หรือผู้ใดผู้หนึ่งในวงศ์ตระกูลของเขา แม้เมื่อเจ้าของวิหารหรือผู้เกิดในวงศ์ตระกูลของเขาไม่มี ภิกษุพึงวางเตียงลงบนหิน ๔ ก้อน และยกเตียง ตั่ง ที่เหลือวางบนเตียงนั้นรวมที่นอนทั้ง ๑๐ อย่าง มีฟูกเป็นต้น กองไว้ข้างบน แล้วเก็บงำภัณฑะไม้ ภัณฑะดิน ปิดประตูและหน้าต่าง บำเพ็ญคมิยวัตร (วัตรของผู้จะไป) แล้วจึงไป
      - ก็ถ้าเสนาสนะฝนรั่วได้ และหญ้า หรืออิฐที่เขานำมาเพื่อมุงหลังคาก็มีอยู่, ถ้าอาจก็พึงมุง, ถ้าไม่อาจพึงเก็บเตียงและตั่งไว้ในที่ฝนจะไม่รั่วรดแล้วจึงไป, ถ้าเสนาสนะฝนรั่วทั้งหมด เมื่อสามารถพึงเก็บไว้ในเรือนของพวกอุบาสก ถ้าแม้พวกอุบาสกเหล่านั้นไม่ยอมรับ กล่าวว่า ท่านขอรับ! ธรรมดาของสงฆ์เป็นของหนัก พวกกระผมกลัวภัย มีไฟไหม้เป็นต้น ดังนี้ ภิกษุจะวางเตียงลงบนหิน แม้ในที่กลางแจ้ง แล้วเก็บเตียงตั่งเป็นต้นที่เหลือโดยนัยดังกล่าวแล้ว เอาหญ้าและใบไม้ปิดแล้วจึงไป ก็ควร, ของเหล่านี้จักเป็นอุปการะแก่ภิกษุเหล่าอื่นผู้มาในที่นี้
      ๒.บริเวณ ชื่อว่า อุปจารแห่งวิหาร, โรงฉันที่เขาสร้างไว้ในบริเวณ ชื่อว่า อุปัฏฐานศาลา, ปะรำที่เขาสร้างไว้ในบริเวณ ชื่อว่ามณฑป, โคนไม้ในบริเวณ ชื่อว่า รุกขมูล, ห้องภายในก็ดี เสนาสนะที่คุ้มกันได้ บังทั้งหมด อย่างอื่นก็ดี พึงทราบว่าเป็นวิหาร
      -เมื่อภิกษุปูลาดที่นอน ๑๐ อย่าง ดังกล่าวแล้วในภายในห้องเป็นต้น และในที่คุ้มกัน (แดดฝน) ได้ แล้วไปเสีย ที่นอนก็ดี เสนาสนะก็ดี ย่อมเสียหายเพราะปลวกเป็นต้น จะกลายเป็นจอมปลวกไปทีเดียว ฉะนั้นท่านจึงปรับเป็นปาจิตตีย์, แต่สำหรับภิกษุผู้ปูไว้ในที่มีอุปัฏฐากศาลาเป็นต้น ในภายนอกแล้วไป เพียงแต่ที่นอนเท่านั้นเสียหายไป เพราะสถานที่คุ้มกันไม่ได้ เสนาสนะไม่เสียหาย เพราะฉะนั้นท่านจึงปรับเป็นทุกกฎในอุปัฏฐากศาลาเป็นต้น
      -ก็เพราะตัวปลวกทั้งหลายไม่อาจเพื่อจะกัดเตียงและตั่งทันที  ฉะนั้นภิกษุวางเตียงตั่งนั้นไว้ แม้ในวิหาร แล้วไป ท่านก็ปรับเป็นทุกกฎ, ส่วนในอุปจารแห่งวิหาร พวกภิกษุแม้เมื่อเที่ยวตรวจดูวิหาร เห็นเตียงและตั่งนั้นแล้ว จักเก็บ
      -ภิกษุเมื่อจะเก็บเอาแล้วไป พึงรื้อเอาเครื่องถักร้อยเตียงและตั่งออกหมดแล้ว ม้วนแขวนไว้ที่วางจีวรแล้ว จึงไป ถึงภิกษุผู้มาอยู่ภายหลัง ถักเตียงและตั่งใหม่ เมื่อจะไปก็พึงกระทำอย่างนั้นเหมือนกัน, ภิกษุผู้ปูที่นอนจากภายในฝาไปถึงภายนอกฝาแล้วอยู่ ในเวลาจะไปพึงเก็บไว้ในที่ที่ตนถือเอามาแล้วๆ นั่นเทียว, แม้ภิกษุผู้ยกลงมาจากชั้นบนแห่งปราสาทแล้วอยู่ภายใต้ปราสาท ก็นัยนี้นั่นแล, แม้ภิกษุจะตั้งเตียงและตั่งไว้ในที่พักกลางวัน และที่พักกลางคืนแล้ว ในเวลาจะไปพึงเก็บไว้ตามเดิม ในที่ซึ่งตนถือเอามานั่นแล
      ๓.”สถานที่ควรบอกลา และไม่ควรบอกลา ศาลาใด เป็นศาลายาวก็ดี เป็นศาลาใบไม้ก็ดี อยู่บนพื้นดิน หรือว่าเรือนที่เขาสร้างบนเสาไม้ทั้งหลาย หลังใดเป็นที่ปลวกขึ้นได้ก่อน ภิกษุเมื่อจะหลีกไปจากศาลายาวเป็นต้นนั้น พึงบอกลาก่อน แล้วจึงหลีกไป เพราะว่าเมื่อสถานที่นั้นไม่มีใครปฏิบัติเพียง ๒-๓ วัน ตัวปลวกทั้งหลายย่อมตั้งขึ้น
      ส่วนเสนาสนะใด เป็นเสนาสนะที่เขาสร้างไว้บนหินดาด หรือบนเสาก็ดี ถ้ำที่ภูเขาหินก็ดี เสนาสนะที่ฉาบโบกปูนขาวก็ดี ในเสนาสนะใดไม่มีความสงสัยในเรื่องปลวก (จะขึ้น); เมื่อภิกษุจะหลีกไปจากที่นั่น จะบอกลาก็ตาม ไม่บอกลาก็ตาม ไปเสีย ก็ควร, แต่การบอกลาก่อนเป็นธรรมเนียม (ของผู้เตรียมจะไป) ถ้าตัวปลวกทั้งหลายจะขึ้นทางข้างหนึ่งในเสนาสนะ แม้เช่นนั้น ควรบอกลาก่อนแล้วจึงไป
      ฝ่ายภิกษุอาคันตุกะใดประพฤติตามภิกษุผู้ถือเสนาสนะของสงฆ์อยู่ ไม่ถือเสนาสนะสำหรับตนอยู่ เสนาสนะนั้นเป็นธุระของภิกษุรูปก่อน นั้นแล ตราบเท่าที่ภิกษุนั้นยังไม่ถือ (เสนาสนะสำหรับตน) ก็จำเดิมแต่ภิกษุนั้นถือเอาเสนาสนะ แล้วอยู่โดยอิสระของตน เป็นธุระของภิกษุอาคันตุกะนั่นเอง ถ้าแม้ทั้ง ๒ รูป แจกกันแล้วถือเอา เป็นธุระของท่านทั้ง ๒ รูป
      แต่ในมหาปัจจรีกล่าวว่า ถ้าภิกษุ ๒-๓ รูป ร่วมกันจัดตั้ง ในเวลาจะไปควรบอกลาทุกรูป ถ้าบรรดาภิกษุเหล่านั้น รูปหนึ่งไปก่อน ทำความผูกใจว่ารูปหลังจักปฏิบัติ แล้วไป ย่อมสมควร, ความพ้น (จากอาบัติ) ย่อมไม่มีแก่รูปหลัง เพราะความผูกใจ, ภิกษุมากรูปส่งภิกษุรูปหนึ่งให้ไปปู ในเวลาจะไปภิกษุทั้งหลายพึงบอกลา หรือพึงส่งภิกษุรูปหนึ่งไปบอกลา, ภิกษุนำเอาเตียงและตั่งเป็นต้นมาจากที่อื่น แม้อยู่ในที่อื่น ในเวลาจะไปพึงนำไปไว้ในที่เดิมนั้นนั่นแหละ ถ้าเมื่อภิกษุนำมาจากที่อื่นแล้วใช้อยู่ ภิกษุอื่นผู้แก่กว่ามา อย่าพึงห้ามท่าน พึงเรียนว่า ท่านขอรับ เตียง ตั่ง กระผมนำมาจากอาวาสอื่น ท่านพึงทำให้เป็นปกติเดิม เมื่อภิกษุผู้แก่กว่านั้นรับรองว่า เราจักทำอย่างนั้น ดังนี้ ภิกษุนอกนี้จะไป ก็ควร, จริงอยู่ เมื่อภิกษุแม้นำไปในที่อื่นอย่างนี้ ใช้สอยอย่างใช้สอยเป็นของสงฆ์ เตียงและตั่งนั่นจะเสียหายไปก็ตาม เก่าชำรุดไปก็ตาม ถูกพวกโจรลักไปก็ตาม ไม่เป็นสินใช้, แต่เมื่อภิกษุใช้สอยอย่างใช้สอยเป็นของบุคคล ย่อมเป็นสินใช้,  อนึ่ง ภิกษุใช้สอยเตียงตั่งของผู้อื่น อย่างใช้สอยเป็นของสงฆ์ก็ตาม อย่างใช้สอยเป็นของบุคคลก็ตาม เตียงตั่งเสียหายไป เป็นสินใช้เหมือนกัน
      ๔. เสนาสนะมีเหตุบางอย่างขัดขวาง มีภิกษุผู้แก่กว่า อิสรชน (ชนผู้เป็นใหญ่) ยักษ์ สีหะ เนื้อร้ายและงูเห่าเป็นต้นขัดขวาง
-ภิกษุยังมีห่วงใยอย่างนี้ว่า เราจักกลับมาปฏิบัติในวันนี้นั่นแหละ แล้วไปยังฝั่งแม่น้ำ หรือละแวกบ้าน ยืนอยู่ในที่ที่เธอเกิดความคิดที่จะไปนั้นนั่นเอง ส่งใครๆ ไปบอกลา หรือมีเหตุบางอย่าง บรรดาเหตุมีแม่น้ำเต็มฝั่ง พระราชาและโจรเป็นต้น ขัดขวาง, ภิกษุถูกอันตรายขัดขวาง ไม่อาจจะกลับมาได้ ย่อมไม่เป็นอาบัติ ดังนี้
      ๕.สิกขาบทนี้มีสมุฏฐานเป็นต้น เหมือนสิกขาบทที่ ๔ (ปรมเสนาสนะ...) ที่กล่าวแล้ว 




ปาจิตตีย์ ภูตคามวรรคที่ ๒ สิกขาบทที่ ๖
(พระวินัยข้อที่ ๖๕)
ภิกษุแกล้งนอนเบียดภิกษุอื่นผู้นอนในกุฏิอยู่ก่อน
ด้วยหวังจะให้หลีกไป ต้องปาจิตตีย์

       พระฉัพพัคคีย์กีดกันที่นอนดีๆ ไว้ ทำให้พระเถระทั้งหลายต้องย้ายไปเสีย พวกท่านคิดว่าพวกเราจักอยู่จำพรรษาที่นี้แหละ แล้วเข้าไปนอนแทรกแซงพระเถระทั้งหลาย ด้วยหมายใจว่า ผู้ใดมีความคับใจผู้นั้นจักหลีกไปเอง ภิกษุผู้มักน้อยทั้งหลายพากันตำหนิติเตียน แล้วกราบทูล... ทรงมีพระบัญญัติว่า
       ”อนึ่ง ภิกษุใด รู้อยู่ สำเร็จการนอนแทรกแซงภิกษุผู้เข้าไปก่อนในวิหารของสงฆ์ ด้วยหมายว่าผู้ใดมีความคับใจ ผู้นั้นจักหลีกไปเอง ทำความหมายอย่างนี้เท่านั้นให้เป็นปัจจัย หาใช่อย่างอื่นไม่ เป็นปาจิตตีย์ 

อรรถาธิบาย
      -วิหารที่ชื่อว่าของสงฆ์ ได้แก่ วิหารที่เขาถวายแล้ว สละแล้วแก่สงฆ์
      -ที่ชื่อว่า รู้ คือ รู้ว่าเป็นพระผู้เฒ่า เป็นพระอาพาธ รู้ว่าเป็นพระสงฆ์ที่มอบวิหารให้
      -บทว่า แทรกแซง คือ เข้าไปเบียดเสียด
      -บทว่า สำเร็จการนอน ความว่า ภิกษุปูไว้เองก็ดี ให้คนอื่นปูไว้ก็ดี ซึ่งที่นอน ในสถานที่ใกล้เตียงก็ดี ตั่งก็ดี ทางเข้าออกก็ดี ต้องอาบัติทุกกฎ เมื่อนั่งทับก็ดี นอนทับก็ดี ต้องอาบัติปาจิตตีย์
      -คำว่า ทำความหมายอย่างนี้เท่านั้นให้เป็นปัจจัย หาใช่อย่างอื่นไม่ ความว่า ไม่มีอะไรอื่นเป็นปัจจัยเพื่อสำเร็จการนอนแทรกแซง (ด้วยหมายว่า ผู้ใดมีความคับใจ จักหลีกไปเอง)

อาบัติ
       ๑.วิหารของสงฆ์ ภิกษุรู้ว่าเป็นของสงฆ์ สำเร็จการนอนแทรกแซง ต้องอาบัติปาจิตตีย์
      ๒.วิหารของสงฆ์ ภิกษุสงสัย... ต้องอาบัติปาจิตตีย์
      ๓.วิหารของสงฆ์ ภิกษุคิดว่าเป็นของบุคคล... ต้องอาบัติปาจิตตีย์
      ๔.เว้นอุปจาร เตียง ตั่ง หรือทางเข้าออกไว้ ภิกษุปูเอง ให้คนอื่นปู ซึ่งที่นอน ต้องอาบัติทุกกฎ นั่งทับก็ดี นอนทับก็ดี ต้องอาบัติทุกกฎ
      ๕.ภิกษุปูเอง ให้คนอื่นปูก็ดี ซึ่งที่นอน ในอุปจารวิหารก็ดี ในโรงฉันก็ดี ในมณฑปก็ดี ใต้ต้นไม้ก็ดี ในที่แจ้งก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏ นั่งทับ นอนทับ ต้องอาบัติทุกกฏ
๖.วิหารของบุคคล ภิกษุคิดว่าเป็นของสงฆ์...ต้องอาบัติทุกกฎ
๗.วิหารของบุคคล ภิกษุสงสัย... ต้องอาบัติทุกกฎ
๘.วิหารของบุคคล ภิกษุรู้ว่าเป็นของบุคคล... ต้องอาบัติทุกกฎ
๙.วิหารเป็นส่วนตัวของตน... ไม่ต้องอาบัติ

อนาบัติ
      ภิกษุอาพาธเข้าอยู่ ๑ ภิกษุถูกความหนาวหรือความร้อนเบียดเบียนแล้วเข้าไปอยู่ ๑  ภิกษุมีอันตราย ๑  วิกลจริต ๑  อาทิกัมมิกะ ๑

สมนฺตปาสาทิกาอรรถกถา วินย.มหาวิ. ๒/๓๒๙-๓๓๑
      ๑.พวกภิกษุฉัพพัคคีย์เข้าไปถึงก่อน ขนบาตรและจีวรไปยืนกั้นอยู่ แล้วกล่าวว่า ท่านผู้มีอายุ ที่นี่ถึงแก่พวกเรา ดังนี้แล้ว ให้ย้ายออกไป, กล่าวกับภิกษุเถระว่า ท่านขอรับ เฉพาะที่เตียงเท่านั้นถึงแก่พวกท่าน ไม่ใช่วิหารทั้งหมด  บัดนี้ ที่นี้ถึงแก่พวกกระผม แล้วจัดแจงวางเตียงและตั่ง แล้วนั่งบ้าง นอนบ้าง กระทำการสาธยายบ้าง
      ๒.ภิกษุที่ไม่ควรให้ย้ายออกไป ได้แก่ ภิกษุผู้เฒ่า, ภิกษุผู้อาพาธ, ภิกษุที่สงฆ์กำหนดว่าเป็นผู้ที่มีอุปการะ และความเป็นผู้มีคุณพิเศษ เช่น ภิกษุภัณฑาคาริก (ภิกษุผู้ได้รับสมมติ คือ แต่งตั้งจากสงฆ์ให้เป็นผู้มีหน้าที่รักษาเรือนคลัง เก็บพัสดุของสงฆ์, ผู้รักษาคลังสิ่งของ) ภิกษุผู้เป็นธรรมกถึกและพระวินัยธร เป็นต้น ภิกษุผู้เป็นอาจารย์สอนคณะก็ดี สงฆ์จึงสมมติวิหารให้เพื่อให้อยู่เป็นประจำ เพราะเหตุนั้นสงฆ์ให้วิหารแก่ภิกษุใด ภิกษุแม้นั้นชื่อว่า เป็นผู้ไม่ควรให้ย้าย
      ๓.ในคำว่า อุปจาร พึงทราบวินิจฉัยดังนี้
      -หนึ่งศอกคืบโดยรอบในวิหารใหญ่ ชื่ออุปจารแห่งเตียงและตั่งก่อน, ในวิหารเล็กหนึ่งศอกคืบจากที่พอจะตั้งเตียง ตั่ง ได้ (ชื่อว่า อุปจารแห่งเตียง ตั่ง), ทางกว้างศอกคืบชั่วระยะถึงเตียงและตั่ง จากที่วางก้อนหินสำหรับล้างเท้า ซึ่งวางไว้ที่ประตูและที่ถ่ายปัสสาวะ สำหรับภิกษุผู้ล้างเท้าแล้วเข้าไป และภิกษุผู้ออกไปเพื่อต้องการถ่ายปัสสาวะ ชื่อ อุปจาร, ภิกษุใดใคร่จะสำเร็จการนอนแทรกแซง ปูลาดเองก็ดี ให้ปูลาดก็ดี ซึ่งที่นอน ในอุปจารแห่งภิกษุผู้ยืนอยู่ที่อุปจารแห่งเตียงหรือตั่งนั้นก็ดี ผู้เข้าหรือออกอยู่ก็ดี ภิกษุนั้นต้องอาบัติทุกกฎ
      -เป็นปาจิตตีย์เพราะเหตุสักว่านั่งทับบ้าง เพราะเหตุสักว่านอนทับบ้าง, แต่ถ้าภิกษุทำการนั่งและทำการนอน ทั้ง ๒ อย่าง เป็นปาจิตตีย์ ๒ ตัว เมื่อผุดลุกผุดนั่ง หรือผุดลุกผุดนอน เป็นปาจิตตีย์ทุกๆ ประโยค
      ๔.เสนาสนะส่วนตัวของบุคคลผู้คุ้นเคยกัน เช่นเดียวกับของส่วนตัวของตนเหมือนกัน ไม่เป็นอาบัติในเสนาสนะส่วนตัวบุคคลของผู้คุ้นเคยกันนั้น, ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้เข้าไปในเพราะมีอันตรายแห่งชีวิตและพรหมจรรย์, และภิกษุผู้หลบหนาวร้อนเข้าไป
      ๕.สิกขาบทนี้มีสมุฏฐานดุปฐมปาราชิก เป็นสจิตตกะ เป็นโลกวัชชะ, กายกรรม อกุศลจิต (โทสมูลจิต, มีจิตที่ประกอบด้วยความโกรธ ความไม่ชอบใจ จึงใช้กายเบียดเบียนแทรกแซง)




อปฺปมฺปิ เจ สํหิตํ ภาสมาโน   ธมฺมสฺส โหติ อนุธมฺมจารี
ราคญฺจ โทสญฺจ ปหาย โมหํ    สมฺมปฺปชาโน สุวิมุตฺตจิตฺโต
อนุปาทิยาโน อิธ วา หุรํ วา    ส ภาควา สามญฺญสฺส โหติ ฯ ๒๐ ฯ 

ถึงจะท่องจำตำราได้น้อย แต่ประพฤติชอบธรรม
ละราคะ โทสะ และโมหะได้ รู้แจ้งเห็นจริง มีจิตหลุดพ้น
ไม่ยึดมั่น ถือมั่น ทั้งปัจจุบันและอนาคต เขาย่อมได้รับผลที่พึงได้จากการบวช

Though little he recites the Sacred Texts, But puts the precepts into practice,
Forsaking lust, hatred and delusion, With rigth knowledge, with mind well freed,
Cling to nothing here or hereafter, He has a share in religious life.
.
 ... ศาสตราจารย์ เสฐียรพงษ์ วรรณปก

คัดจาก คัดจาก พระวินัย ๒๒๗ พุทธบัญญัติจากพระไตรปิฎก,
          ธรรมสภา และ สถาบันบันลือธรรม จัดพิมพ์เพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนา
          (ฉลองพุทธชยันตี ๒,๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า)

6  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ห้องสมุด / Re: 'วาทะ' บุคคลสำคัญ เมื่อ: 18 กุมภาพันธ์ 2561 17:23:21
รวม 'วาทะ' บุคคลสำคัญ


พล.อ.สุจินดา คราประยูร

“…ผมจำเป็นต้องเสียสัตย์…”
“…ผมจำเป็นต้องเสียสัตย์ที่เคยกล่าวไว้ว่า ‘จะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี’ ทั้งนี้ก็ด้วยเหตุผลเดียวว่า
เพราะความเป็นทหารที่เรามีคติประจำใจว่า เรายอมเสียสละได้แม้ชีวิตเพื่อประเทศชาติ เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดความจำเป็น
ที่เราจะต้องทำงานเพื่อประเทศชาติ เพราะฉะนั้นการเสียชื่อเสียง เสียสัจจะวาจาก็อาจจะเป็นความจำเป็น…”

พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงสาเหตุที่จำเป็นต้องยอมผิดคำพูด นำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่
ก่อนลงเอยด้วยการเสียเลือดเสียเนื้อของประชาชนจนถูกขนานนามเหตุการณ์ดังกล่าวว่า “พฤษภาทมิฬ”
(จากศิลปวัฒนธรรม เผยแพร่วันอังคารที่ ๑๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๙)



วัดไชยวัฒนาราม พระนครศรีอยุธยา

ฝรั่งมองไทย
การสืบสันตติวงศ์ของกษัตริย์สมัยอยุธยา “แปลกประหลาด”
“กฎหมายและธรรมเนียมของประเทศนี้ ได้กำหนดการสืบสันตติวงศ์ไว้อย่างแปลกประหลาด แต่ทว่าก็เป็นการกำหนดตายตัว
คือเมื่อพระมหากษัตริย์สิ้นพระชนม์ลง พระอนุชารองลงมาของพระองค์จะได้รับราชสมบัติแต่ถ้าพระองค์ไม่มีพระอนุชา
พระราชโอรสพระองค์ใหญ่จึงจะได้ราชสมบัติ เมื่อราชสมบัติตกแก่ราชโอรสเช่นนี้ พระอนุชาองค์ถัดๆไปก็จะได้สืบสันตติวงศ์
จนสิ้นจำนวนพระอนุชานั้น พระราชธิดาของพระมหากษัตริย์ไม่อยู่ในข่ายที่จะได้ราชสมบัติโดยเด็ดขาด ด้วยการ
สืบสันตติวงศ์เช่นนี้ สายของกษัตริย์องค์ปฐมจะสุดสิ้นไปนั้นเป็นการยาก

แต่กฎการสืบสันตติวงศ์นี้ มีการปฏิบัติให้เป็นไปอย่างเฉียบขาดไม่บ่อยครั้งนัก เจ้านายซึ่งได้ราชสมบัติมักจะเป็นเจ้านายที่มี
อำนาจมากที่สุด หรือมิฉะนั้นก็เป็นเจ้านายที่กษัตริย์องค์ก่อนทรงโปรดปราน ตัวอย่างจะเห็นได้จากพระเจ้าแผ่นดินองค์ปัจจุบัน
(พระเจ้าปราสาททอง) พระองค์ได้ทรงประหารรัชทายาทที่ชอบธรรมและเจ้านายอื่นๆ รวมทั้งข้าราชบริพารเป็นอันมาก ทั้งนี้
เพื่อจะไม่ให้มีเจ้านายคนใดขัดขวางการขึ้นครองประเทศของพระองค์ และเพื่อที่พระองค์จะได้ทรงมอบราชบัลลังก์ให้แด่
พระอนุชาหรือพระโอรสต่อไปโดยปราศจากการคัดค้าน”
(จากศิลปวัฒนธรรม เผยแพร่ วันพุธที่ ๘ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๙)




ฝรั่งยกย่อง “พระเจ้าตาก”
ทรงพระปรีชา ไม่กลัวเสื่อมพระราชอำนาจเพียงเพราะการออกพบราษฎร
“…บรรดาคนทั้งหลายเรียกพระเจ้าตากว่าพระเจ้าแผ่นดินแต่พระเจ้าตากเองว่าเป็นแต่เพียงผู้รักษากรุงเท่านั้น พระเจ้าตาก
หาได้ทรงประพฤติเหมือนอย่างพระเจ้าแผ่นดินก่อนๆ ไม่ และในธรรมเนียมของเจ้าแผ่นดินฝ่ายทิศตะวันออกที่ไม่เสด็จออก
ให้ราษฎรเห็นพระองค์ ด้วยกลัวจะเสื่อมเสียพระเกียรติยศนั้น พระเจ้าตากไม่ทรงเห็นชอบด้วยเลย

พระเจ้าตากทรงพระปรีชาสามารถยิ่งกว่าคนธรรมดา เพราะฉะนั้นจึงไม่ทรงเกรงว่าถ้าเสด็จออกให้ราษฎรพลเมืองเห็นพระองค์
และถ้าจะทรงมีรับสั่งด้วยแล้ว จะทำให้เสียพระราชอำนาจลงแต่อย่างใด พระองค์มีพระประสงค์จะทอดพระเนตรการทั้งปวงด้วย
พระเนตรของพระองค์เองทั้งสิ้น พระองค์ทรงทนทานแก่ความเหน็ดเหนื่อย ทั้งทรงกล้าหาญและพระปัญญาก็เฉียบแหลม
มีพระนิสัยกล้าได้กล้าเสียและพระทัยเร็ว ถ้าจะว่าก็เป็นทหารอันกล้าหาญคน ๑ ตั้งแต่ได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ ได้เสด็จ
ยกทัพไปปราบเมืองนครศรีธรรมราช และเมือไทรบุรีก็มายอมอ่อนน้อมสวามิภักดิ์ต่อพระองค์แล้ว เมื่อเร็วๆนี้พระเจ้าตากได้เสด็จ
ไปตีเมืองคันเคาและเมืองป่าสักมาได้ และทางฝ่ายเขมรนั้นไม่มีใครคิดสู้พระองค์เลย…”

คัดมาจาก จดหมายเหตุมองเซนเยอร์เลอบอง ถึงผู้อำนวยการคณะการต่างประเทศ ลงวันที่ ๑ เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. ๑๗๗๒
(พ.ศ.๒๓๑๕) ในประชุมพงศาวดาร เล่มที่ ๒๓ จดหมายเหตุคณะบาทหลวงฝรั่งเศสในแผ่นดินพระเจ้าเอกทัศ กรุงธนบุรี และ
กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น
 (จากศิลปวัฒนธรรม เผยแพร่วันพฤหัสบดีที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๙)



ลายเส้นรูปพระสงฆ์สมัยอยุธยา จากบันทึกของนิโกลาส์ แชร์เวส นิโกลาส์ แชร์เวส
ชาวฝรั่งเศสผู้อยู่ในคณะทูตของเชอวาลิเอร์ เดอ โชมองต์

พระภิกษุทำตัว “ประดุจโคกระบือ”
จึงต้องตรากฎหมายควบคุมสงฆ์
“…พระภิกษุทุกวันนี้บวชเข้ามามิได้กระทำตามพระวินัย ปรนนิบัติเห็นแต่จะเลี้ยงชีวิตผิดธรรม ให้มีแต่เนื้อหนังบริบรรณ
ประดุจโคกระบือ มีแต่จะบริโภคอาหารให้จำเริญเนื้อหนัง จะได้จำเริญสติปัญญานั้นหามิได้…”

พระราชปรารภในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา.
ตำนานคณะสงฆ์ ในประชุมพระนิพนธ์เกี่ยวกับตำนานพระพุทธศาสนา. กรุงเทพฯ : รุ่งเรืองธรรม, ๒๕๑๔)
(จากศิลปวัฒนธรรม เผยแพร่วันพฤหัสบดีที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๙)



พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าไชเชษฐาธิราช หน้าพระธาตุหลวง นครเวียงจันทน์

เจ้าอนุวงศ์ตีกรุงเทพฯ หวังได้อังกฤษกวนสยาม
“… เรา(เจ้าอนุวงศ์) ได้ยินข่าวทัพเรืออังกฤษก็มารบกวนปากน้ำ…น่าที่เราจะยกกองทัพใหญ่ไปตีกรุงเทพฯ ก็เห็น
ได้โดยง่ายเพราะเราจะเป็นทัพกระหนาบ ทัพอังกฤษเป็นทัพหน้าอยู่ปากน้ำ ไทยก็จะพว้าพวังทั้งข้างหน้าข้างหลัง
 คงจะเสียทีเราเป็นมั่นคงไม่สงสัย…”

คัดจากบทความ ทำไมเจ้าอนุวงศ์จึงต้องปราชัย โดย สุวิทย์ ธีรศาศวัต ภาควิชาประวัติศาสตร์และโบราณคดี
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับ กันยายน ๒๕๔๙ ในส่วนที่อ้างถึง
จดหมายเหตุ ร.๓ จ.ศ.๑๑๘๗ เลขที่ ๕/ข
(จากศิลปวัฒนธรรม เผยแพร่วันพฤหัสบดีที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๙)



ภาพวาดของเชวาลิเอร์ เดอะ ฟอร์บังในเครื่องแต่งกายแบบขุนนางสยาม มาจากหนังสือ
บันทึกความทรงจำของฟอร์บังตีพิมพ์ในอัมส์เตอร์ดัมเมื่อปี ค.ศ.๑๗๒๙ (พ.ศ.๒๒๗๒)

ขุนนางฝรั่งเศสชี้
“คนไทยปัญญาทึบ เชื่อฟังแต่บิดา” เลยไม่รับคริสต์ศาสนา
“…ผู้หญิงไทยเป็นหญิงบริสุทธิ์ ผู้ชายไม่ดุร้าย และเด็กก็เชื่อฟังบิดาเพราะเหตุฉะนั้น ไม่มีหวังเลยที่จะเปลี่ยนใจคนไทย
ให้มาเลื่อมใสคริสต์ศาสนาได้ นอกจากคนไทยมีปัญญาทึบเกินที่จะสอนให้เข้าใจความลึกลับของคริสต์ศาสนาแล้ว
เขายังมีความเห็นว่า ธรรมจรรยาของเขาเลิศกว่าของเรามาก เขาหานับถือผู้สั่งสอนศาสนาของเราไม่ เพราะว่า
ผู้สั่งสอนศาสนาไม่เคร่งครัดเท่าพระภิกษุสงฆ์…”

คัดจากบางส่วนของ “จดหมายเหตุฟอร์บัง” แปลโดย หม่อมเจ้าดำรัสดำรง เทวกุล
จดหมายเหตุฉบับนี้เป็นบันทึกประวัติและเรื่องราวของเชวาลิเอร์ เดอะ ฟอร์บัง นายเรือโท ชาวฝรั่งเศสซึ่งเข้ามา
ยังกรุงศรีอยุธยาพร้อมคณะทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ เมื่อคณะทูตเดินทางกลับ พระนารายณ์ได้ตรัสขอฟอร์บัง
ไว้ช่วยราชการ ภายหลังจึงได้เป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่มีบรรดาศักดิ์เป็นออกพระศักดิสงคราม
(จากศิลปวัฒนธรรม เผยแพร่วันอังคารที่ ๑๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๙)
7  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ตลาดสด / Re: พรรณไม้มงคลประจำจังหวัด เมื่อ: 18 กุมภาพันธ์ 2561 16:49:27
พรรณไม้มงคลประจำจังหวัด


ต้นมะกล่ำต้น ต้นไม้มงคลประจำจังหวัดสิงห์บุรี
ขอขอบคุณภาพประกอบ จาก : bloggang.com
ภาคกลาง
๒๐ สิงห์บุรี : ต้นมะกล่ำต้น

ถิ่นวีรชนคนกล้า คู่หล้าพระนอน
นามกระฉ่อนช่อนแม่ลา เทศกาลกินปลาประจำปี

-----------------------------------------

สาระน่ารู้เกี่ยวกับจังหวัดสิงห์บุรี
               ชื่อไทย : สิงห์บุรี
               ชื่ออังกฤษ : Sing Buri
               อักษรย่อ : สห.
               ภาค : ภาคกลาง
               เนื้อที่ : ๘๒๒ ตารางกิโลเมตร

อาณาเขตติดต่อ
               ทิศเหนือ จังหวัดชัยนาทและจังหวัดนครสวรรค์
               ทิศตะวันออก จังหวัดลพบุรี
               ทิศใต้ จังหวัดอ่างทอง
               ทิศตะวันตก จังหวัดชัยนาทและจังหวัดสุพรรณบุรี



ต้นไม้ประจำจังหวัดสิงห์บุรี ต้นมะกล่ำต้น
               ชื่อทั่วไป มะกล่ำต้น
               ชื่อสามัญ Red Sandalwood Tree, Coralwood Tree
               ชื่อวิทยาศาสตร์ Adenanthera pavonina Linn.
               วงศ์ LEGUMINOSAE-MIMOSOIDEAE
               ชื่ออื่นๆ มะกล่ำตาช้าง, มะหัวแดง, มะโหดแดง, มะแค้ก, หมากแค้ก, บนซี, ไพเงินกล่ำ, มะกล่ำตาไก่
               ถิ่นกำเนิด ป่าเบญจพรรณและป่าดิบทั่วไป
               ประเภท ไม้ยืนต้น

รูปร่างลักษณะ
               ต้น : เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลาง สูงประมาณ ๕-๒๐ เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลม ยอดอ่อนมีขนนิ่มสีน้ำตาลปนเทา เปลือกต้นเรียบหรือแตกสะเก็ด
               ใบ : เป็นใบประกอบแบบขนนก ๒ ชั้น เรียงสลับ มีก้านแขนง ๒-๖ คู่ ก้านแขนงแต่ละก้านมีใบย่อย ๗-๑๕ คู่ แผ่นใบย่อยรูปรีแกมรูปขอบขนาน กว้าง ๐.๖-๑.๕ เซนติเมตร ยาว ๒-๓.๕ เซนติเมตร ปลายและโคนมน
               ดอก : ออกดอกเป็นช่อกลมยาว สีขาวนวลถึงเหลืองอ่อน มีก้านดอกสั้น กลิ่นหอมเย็น ออกดอกช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม
               ผล : เป็นฝักแบน บิดงอคล้ายฝักมะขามเทศ
               เมล็ด : เมล็ดสีแดงแบนกลม

การขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม ดินร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี แสงแดดจัด ขึ้นกระจัดกระจายในป่าเบญจพรรณและป่าดิบทั่วไป
ประโยชน์
               เนื้อไม้ : ไสกบตกแต่งค่อนข้างยาก ใช้ในการก่อสร้าง เช่น เกวียน
               ใบ : ต้มรับประทานแก้ปวดข้อ แก้ท้องร่วง และแก้บิด
               เมล็ด : บดเป็นผงดับพิษ รักษาแผลที่เกิดจากหนองและฝี
               ใบและเมล็ด : แก้ริดสีดวงทวารหนัก
               ราก : ใช้เป็นสลักแทนตะปูสำหรับติดกระดานกับโครงเรือ




ต้นมะเกลือ ต้นไม้มงคลประจำจังหวัดสุพรรณบุรี
ขอขอบคุณภาพประกอบ จาก : puechkaset.com

ภาคกลาง
๒๑ สุพรรณบุรี : ต้นมะกลือ

สุพรรณบุรี เมืองยุทธหัตถี วรรณคดีขึ้นชื่อ เลื่องลือพระเครื่อง
รุ่งเรืองเกษตรกรรม สูงล้ำประวัติศาสตร์ แหล่งปราชญ์ศิลปิน ภาษาถิ่นชวนฟัง

-----------------------------------------

สาระน่ารู้เกี่ยวกับจังหวัดสุพรรณบุรี
               ชื่อไทย : สุพรรณบุรี
               ชื่ออังกฤษ : Suphan Buri
               อักษรย่อ : สพ.
               ภาค : ภาคกลาง
               เนื้อที่ : ๕,๓๕๘ ตารางกิโลเมตร

อาณาเขตติดต่อ สุพรรณบุรีอยู่ติดกับจังหวัดต่างมากมาย ดังนี้ จังหวัดอุทัยธานี จังหวัดชัยนาท จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดอ่างทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดนครปฐม และจังหวัดกาญจนบุรี



ต้นไม้ประจำจังหวัดสุพรรณบุรี ต้นมะเกลือ
               ชื่อทั่วไป มะเกลือ
               ชื่อสามัญ Ebony Tree
               ชื่อวิทยาศาสตร์ Diospyros mollis Griff.
               วงศ์ EBENACEAE
               ชื่ออื่นๆ มักเกลือ, มะเกือ, ผีเผา, มะเกีย, เกลือ
               ถิ่นกำเนิด พม่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยพบตามป่าเบญจพรรณทั่วไป
               ประเภท ไม้ยืนต้น

รูปร่างลักษณะ
               ต้น : เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ สูง ๘-๒๕ เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลม กิ่งอ่อนย้อยลง มีขนนุ่มประปราย เปลือกแตกเป็นรอย
               ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่หรือรูปรี กว้าง ๑.๕-๔ เซนติเมตร ยาว ๓-๘ เซนติเมตร โคนใบมน ปลายใบเรียวสอบ ก้านใบยาวประมาณ ๑ เซนติเมตร ใบสีเขียวเข้ม ใบแห้งจะเป็นสีเขียวอมดำ
               ดอก : แยกเพศ แยกต้น ดอกเพศผู้เป็นช่อสั้นๆ ออกตามง่ามใบ มีดอกย่อยประมาณ ๓ ดอก กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปกรวย ปลายแยกเป็น ๔ แฉก ยาว ๖-๘ เซนติเมตร ดอกเพศเมีย เป็นดอกเดี่ยว ก้านดอกยาว ๑-๒ มิลลิเมตร กลีบดอกสีเหลือง มีกลีบเลี้ยงสีเขียวเข้ม ๔ กลีบ มีเกสรตัวผู้เทียม ๘-๑๐ อัน
               ผล : เป็นผลสด ลักษณะกลมเกลี้ยง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๒ เซนติเมตร มีกลีบเลี้ยงติดอยู่ที่ขั้วของผล สีเขียว เมื่อแก่จัดสีดำ เมื่อแห้งเปลืองผลจะเปราะ
               เมล็ด : รูปรีแบนด้านหนึ่งคล้ายสามเหลี่ยมฐานมน สีน้ำตาล ยาว ๑ เซนติเมตร จำนวน ๔-๖ เมล็ด

การขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม สภาพดินทุกชนิด พบตามป่าเบญจพรรณทั่วไปที่สูงจากระดับน้ำทะเล ๒๐๐-๕๐๐ เมตร
ประโยชน์
               เปลือกต้น : ใช้ผสมเครื่องดื่มพื้นเมืองเพื่อกันบูด     
               เนื้อไม้ : กระพี้ออกสีขาว ทิ้งไว้นานออกสีดำ แก่นสีดำ มีน้ำหนักมากที่สุดในบรรดาไม้ที่ขึ้นอยู่ในประเทศไทย แข็งแรงทนทานมาก ใช้ทำเครื่องดนตรี เครื่องเรือน เครื่องใช้อย่างดี     
               ผล : ให้สีดำสำหรับย้อมผ้า ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ ให้ผลดีมากที่สุดคือพยาธิปากขอ     
               ราก : ฝนผสมกับน้ำซาวข้าว ดื่มแก้อาเจียนและหน้ามืดเป็นลม     




ต้นมะพลับ ต้นไม้มงคลประจำจังหวัดอ่างทอง
ขอขอบคุณภาพประกอบ จาก : kasettambon.com

ภาคกลาง
๒๒ อ่างทอง : ต้นมะพลับ

พระสมเด็จเกษไชโย หลวงพ่อโตองค์ใหญ่ วีรไทยใจกล้า ตุ๊กตาชาววัง โด่งดังจักสาน ถิ่นฐานทำกลอง เมืองสองพระนอน
-----------------------------------------

สาระน่ารู้เกี่ยวกับจังหวัดอ่างทอง
               ชื่อไทย : อ่างทอง
               ชื่ออังกฤษ : Ang Thong
               อักษรย่อ : อท..
               ภาค : ภาคกลาง
               เนื้อที่ : ๙๖๘ ตารางกิโลเมตร

อาณาเขตติดต่อ
               ทิศเหนือ จังหวัดสิงห์บุรี และจังหวัดลพบุรี
               ทิศตะวันออก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
               ทิศใต้ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
               ทิศตะวันตก จังหวัดสุพรรณบุรี




ต้นไม้ประจำจังหวัดอ่างทอง ต้นมะพลับ
               ชื่อทั่วไป มะพลับ
               ชื่อสามัญ Bo Tree, Sacred Fig Tree, Pipal Tree, Peepul Tree
               ชื่อวิทยาศาสตร์ Diospyros malabarica (Desr.) Kostel.
               วงศ์ EBENACEAE
               ชื่ออื่นๆ พลับ. มะพลับใหญ่, มะกั๊บตอง, มะสู่ลั้ว, มะเขือเถื่อน, ตะโกสวน
               ถิ่นกำเนิด ป่าดงดิบ ประเทศไทย อินเดีย ชวา เกาะเซลีเบส
               ประเภท ไม้ยืนต้น

รูปร่างลักษณะ
               ต้น : เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง ๘-๑๕ เมตร ลำต้นเปลาตรง เปลือกสีเทาปนดำ เปลือกในสีน้ำตาลปนแดงอ่อน เรือนยอดรูปทรงกลม ทึบ
               ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนาน กว้าง ๒.๕-๘ เซนติเมตร ปลายแหลมทู่ โคนใบมน
               ดอก : ดอกเล็ก ช่อดอกออกตามซอกใบ ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน ดอกเพศผู้สีขาว กลีบดอกและกลีบเลี้ยงอย่างละ ๔-๕ กลีบ ดอกเพศเมียสีขาวหรือเหลืองอ่อน ขนาดใหญ่กว่าดอกเพศผู้ ออกเดี่ยวๆ ตามซอกใบ กลีบดอกและกลีบเลี้ยงอย่างละ ๔ กลีบ ออกดอกช่วงเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม
               ผล : ค่อนข้างกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง ๒.๕-๕ เซนติเมตร ผลแก่ชุ่มน้ำ เปลือกหนาแข็ง กลีบจุกผลมีขนสีน้ำตาลทั้งสองด้าน ภายในมีเมล็ดรูปยาวรี ๔-๕ เมล็ด สีน้ำตาลเข้ม เป็นผลประมาณเดือนพฤษภาคม-ธันวาคม

การขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม สภาพดินร่วนซุย แสงแดดจัด น้ำและความชื้นปานกลาง พบตามป่าดิบ ชอบขึ้นบริเวณแหล่งน้ำทั่วๆ ไป ที่สูงจากระดับน้ำทะเล ๕๐-๔๐๐ เมตร และพบตามชายป่ายละเมาะริมทะเล เรือกสวนทั่วไป
ประโยชน์
               เปลือกต้น : ให้น้ำฝาดสำหรับฟอกหนัง ต้มรับประทานแก้บิด แก้ท้องร่วง เป็นยาสมานแผลและห้ามเลือด
               เนื้อไม้ : ใช้ทำเครื่องมือทางการเกษตร เครื่องกลึง และแกะสลัก     
               ผลดิบ : ให้สีน้ำตาล ใช้ย้อมผ้า แห และอวน     
               ผลแก่ : รับประทานได้   




ต้นสะเดา ต้นไม้มงคลประจำจังหวัดอุทัยธานี
ขอขอบคุณภาพประกอบ จาก : 4.bp.blogspot.com

ภาคกลาง
๒๓ อุทัยธานี : ต้นสะเดา

อุทัยธานี เมืองพระชนกจักรี ปลาแรดรสดี ประเพณีเทโว ส้มโอบ้านน้ำตก มรดกโลกห้วยขาแข้ง แหล่งต้นน้ำสะแกกรัง ตลาดนัดดังโคกระบือ
-----------------------------------------

สาระน่ารู้เกี่ยวกับจังหวัดอุทัยธานี
               ชื่อไทย : อุทัยธานี
               ชื่ออังกฤษ : Uthai Thani
               อักษรย่อ : อน.
               ภาค : ภาคกลาง
               เนื้อที่ : ๖,๗๓๐ ตารางกิโลเมตร

อาณาเขตติดต่อ
               ทิศเหนือ จังหวัดนครสวรรค์
               ทิศตะวันออก จังหวัดนครสวรรค์และจังหวัดชัยนาท
               ทิศใต้ หวัดชัยนาท สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี
               ทิศตะวันตก จังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดตาก



ต้นไม้ประจำจังหวัดอุทัยธานี ต้นสะเดา
               ชื่อทั่วไป สะเดา
               ชื่อสามัญ Neem Tree
               ชื่อวิทยาศาสตร์ Azadirachta indica A. Juss. Var. siamensis Valeton
               วงศ์ MELIACEAE
               ชื่ออื่นๆ สะเลียม, กะเดา, จะตัง, สะเดาบ้าน
               ถิ่นกำเนิด ป่าเบญจพรรณค่อนข้างแล้งและป่าแดง
               ประเภท ไม้ยืนต้น

รูปร่างลักษณะ
               ต้น : เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ สูง ๘-๒๐ เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลมค่อนข้างทึบ เปลือกต้นสีเทาอมน้ำตาล แตกเป็นร่องลึก ยอดอ่อนที่แตกใหม่สีน้ำตาลแดง
               ใบ : เป็นใบประกอบแบบขนนก ปลายคู่ เรียงสลับ ใบย่อยมี ๗-๙ คู่ รูปไข่กว้าง ๓-๔ เซนติเมตร ยาว ๔-๗ เซนติเมตร ปลายเรียวแหลม ขอบใบหยักฟันเลื่อย แผ่นใบโค้ง เนื่องจากแผ่นใบ ๒ ด้านมีขนาดไม่เท่ากัน
               ดอก : ออกดอกเป็นช่อ แตกที่ปลายกิ่งพร้อมใบอ่อน กลีบดอก ๕ กลีบ ดอกมีขนาดเล็ก สีขาวนวล เกสรตัวผู้ ๑๐ กัน ออกดอกราวเดือนธันวาคม-มกราคม
               ผล : เป็นผลสด ทรงกลมรี ขนาด ๑-๒ เซนติเมตร เปลือกบาง เนื้อฉ่ำน้ำ เมื่อแก่มีสีเหลือง
               เมล็ด : มีเมล็ดเดียว แข็ง

การขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม ชอบดินทุกชนิด เป็นไม้กลางแจ้ง เป็นไม้เบิกน้ำในที่แล้งได้ดี ในประเทศพบขึ้นอยู่ตามธรรมชาติในป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง และป่าแดงทั่วประเทศ
ประโยชน์
               เนื้อไม้ : ใช้ในการก่อสร้างบ้านเรือน
               เปลือกต้น : ให้สีแดง
               ยาง : ให้สีเหลือง ใช้ย้อมผ้า
               เปลือกของราก : เป็นยาแก้ไข้ ทำให้อาเจียน
               ใบอ่อน : รับประทานได้ และใช้กำจัดแมลง พวกเห็บ หมัด ไร
               ดอกอ่อน : รับประทานได้ เป็นยาบำรุงธาตุ
               ผล : ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ ใช้ทำยากำจัดศัตรูพืชและเป็นยาฆ่าเชื้อ
               เมล็ด : สารสกัดจากเมล็ดใช้ทำเครื่องสำอาง และใช้กำจัด เห็บ หมัด ไร   



มีต่อ โปรดติดตาม
 
8  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ในครัว / ทอดมันใบเล็บครุฑกับกุ้งฝอย (สูตรปักษ์ใต้) เมื่อ: 17 กุมภาพันธ์ 2561 15:24:06

 




ทอดมันใบเล็บครุฑ

ส่วนผสม
- กุ้งฝอย     300 กรัม
- ใบเล็บครุฑ     3 ถ้วย
- แป้งทอดกรอบ     1 ถ้วย
- เกลือป่น    


เครื่องปรุงน้ำพริกแกง
- พริกขี้หนูสด หรือแห้ง     20-25 เม็ด
- กระเทียมไทย     1 หัว
- ข่าหั่นหยาบ     ½ ช้อนชา
- ตะไคร้หั่นหยาบ     1 ช้อนโต๊ะ
- เกลือป่น     ¼ ช้อนชา
- กะปิใต้     ¼ ช้อนชา
โขลกเครื่องแกงทุกอย่าง (ยกเว้นกะปิ) ให้ละเอียด ตามด้วยกะปิ โขลกพอเข้ากัน


วิธีทำ
1.เด็ดเอาแต่ใบเล็บครุฑ ล้างให้สะอาด ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ
2.ล้างกุ้งฝอยให้สะอาด ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ
3.ผสมแป้งทอดกรอบ น้ำพริกแกง เติมน้ำสะอาด คนให้ละลายเข้ากัน (อย่าให้ข้นมาก) ปรุงรสด้วยเกลือป่น
   นำไปทอดเล็กน้อย เพื่อทดลองชิมรสชาติ
4.ใส่ใบเล็บครุฑ และกุ้งฝอย คนให้เข้ากันกับพริกแกง
5.นำไปทอดด้วยไฟกลาง จนสุกเหลืองทั้งสองด้าน








 




 






เล็บครุฑ เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงราว 2 เมตร ลักษณะต้นเป็นข้อ ลำต้นอ่อนมีสีเขียวอ่อนแกมน้ำตาลอ่อน เมื่อลำต้นแก่เต็มที่ก็จะเปลี่ยนกลายเป็นสีน้ำตาลอ่อน ลำต้นจะมีรอยแผลของกาบใบ
   ใบเล็บครุฑ เป็นใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ใบย่อยมีรูปร่างและขนาดแตกต่างกัน ขอบใบหยักย่อยละเอียด ปลายใบเรียวแหลม
   ดอกเล็บครุฑ ช่อดอกแยกแขนง มีแกนกลางช่อยาว 60 ซม. ขนาดเล็ก ช่อดอกย่อยออกเป็นช่อซี่ร่ม กลีบดอก 5 กลีบ เกสรตัวผู้ 5 อัน
   ผลเล็บครุฑ ผลรูปเกือบกลม มีเนื้อผล

สรรพคุณเล็บครุฑ : ช่วยลดความดัน เบาหวาน น้ำตาลในเลือดสูง
ใบ รสหอมร้อน ตำพอกแก้ปวดบวมอักเสบ
ทั้งต้น รสฝาดหอม สมานแผล แก้ไข้
ราก รสร้อนหอม ต้มดื่ม ขับปัสสาวะ ระงับประสาท แก้ปวดข้อ

9  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ห้องสมุด / Re: คนดังรอบโลก เมื่อ: 16 กุมภาพันธ์ 2561 16:20:21


เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ในวัยทำงาน

เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี

“พวกเรา นักกีฬา ใจกล้าหาญ เชี่ยวชาญ ชิงชัย ไม่ย่นย่อ คราวชนะ รุกใหญ่ ไม่รีรอ คราวแพ้ ก็ไม่ท้อ กัดฟันทน” (สร้อย) อึม อึม อึม อึม กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ แก้กองกิเลศ ทำคนให้เป็นคน ผลของการฝึกตน เล่นกีฬาสากล"

คนไทยรู้จักเพลงนี้ดี คือ “เพลงกราวกีฬา” แต่จะมีกี่คนที่จำได้ว่าเพลงนี้ ผู้ประพันธ์คือ เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี  ในนามปากกาว่า “ครูเทพ” เพื่อจูงใจให้นักกีฬารู้จักการแพ้ชนะและรู้จักการให้อภัย

วันครูที่ผ่านมา หลายคนอาจนึกถึงครูเทพผู้ที่เป็นเหมือนครูของครูผู้นี้ หากแต่ในวันนี้เมื่อ ๗๕ ปีก่อน คือวันที่ท่านได้ลาโลกไปด้วยอาการหัวใจวาย รวมอายุได้ ๖๗ ปี  จึงขอรำลึกถึงเรื่องราวของท่านอีกครั้ง

เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เกิดเมื่อวันที่ ๑ ม.ค.๒๔๑๙ ที่บ้านหลังศาลหัวเม็ด ตำบลสะพานหัน กรุงเทพฯ  นามเดิม สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็นบุตรคนที่ ๑๘ ในจำนวนพี่น้อง ๓๒ คน ของพระยาไชยสุรินทร์ (เจียม เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เสนาบดีกระทรวงเกษตรและพระคลังในสมัยรัชการที่ ๕ แต่เป็นบุตรคนโตของมารดาชื่อยู่

ชีวิตพลิกผัน เพราะเมื่ออายุได้ ๘ ปี บิดาถึงแก่กรรม ส่งผลให้ฐานะครอบครัวตกต่ำลง  มารดาจึงหารายได้ทางเย็บปักถึกร้อย ขณะที่ท่านเองก็ช่วยมารดาเย็บรังกระดุมอีกแรง

เมื่ออายุ ๑๒ ปี ได้เรียนหนังสือด้วยวิธีต่อหนังสือที่โรงเรียนวัดบพิตรพิมุข  สอบได้ประโยคหนึ่ง ในปี พ.ศ.๒๔๓๑ แล้วเรียนที่โรงเรียนพระดำหนักสวนกุหลาบสอบไล่ได้ประโยคสอง  ต่อมาสอบไล่ได้ชั้น ๕ ภาษาอังกฤษตามหลักสูตรหลวง  ปี พ.ศ.๒๔๓๒ เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนผึกหัดอาจารย์ ปี พ.ศ.๒๔๓๕ จนได้รับประกาศนียบัตรครูสอบไล่ได้ที่ ๑ ของผู้สำเร็จวิชาครูรุ่นแรก ได้รับพระราขทานรางวัล เมื่อ พ.ศ.๒๔๓๗

ทางกระทรวงธรรมการได้คัดเลือกส่งไปศึกษาเพิ่มเติมที่ประเทศอังกฤษ  จนได้รับรางวัลประกาศนียบัตรวิชาครูของอังกฤษ จากโรงเรียนฝึกหัดครูเบอโรโรค ที่ตำบลไวสลเวิฟ ใกล้กับกรุงลอนดอน เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๑

จากนั้นท่าน เข้ารับราชการเมื่อปี พ.ศ.๒๔๓๕ ในกระทรวงธรรมการ เป็นนักเรียนสอบในโรงเรียนตัวอย่าง จนได้เป็นครูผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่โรงเรียนฝึกหัดครู เมื่อ พ.ศ.๒๔๓๗ เมื่อกลับมาจากประเทศอังกฤษก็ได้รับตำแหน่งเป็นเสนาบดีกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๙ โดยได้บรรดาศักดิ์ครั้งสุดท้ายเป็น เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๐

อย่างไรก็ดี ท่านยังมีความสามารถในด้านการงานประพันธ์ โดยนอกจากบรรดาแบบเรียนที่ท่านออกแบบแล้วเช่น – แบบเรียนอนุบาล, แบบเรียนวิชาครู, ตรรกวิทยา, เรขาคณิต, พีชคณิต, แบบสอนอ่านธรรมจริยา, สุขาภิบาลสำหรับครอบครัว, สมบัติผู้ดี

ท่านยังมีงานประพันธ์อีกมากมาย โดยครั้งแรก เมื่ออยู่โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ โดยออกหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์เขียนด้วยลายมือ  คือหนังสือ  “สัปดาหะการ”

ขณะเมื่อเป็นนักเรียนฝึกหัดอาจารย์ ได้ออกหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ชื่อ “วิทยาจารย์” โดยเป็นทั้งบรรณาธิการและทำทุกอย่างด้วยตัวเอง และจัดตั้งสามัคยาจารย์สมาคมหนังสือ  “วิทยาจารย์”  ได้โอนเป็นของสามัคยายาจารย์สมาคมและเจริญรุ่งเรืองมาจนปัจจุบัน

นอกจากนี้ หลังจากที่กลับมาจากประเทศอังกฤษ ได้ร่วมกับ น.ม.ส.แม่วัน และเพื่อนๆ ออกหนังสือรายเดือนชื่อ “ลักวิทยา” เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๘ เป็นหนังสือพิมพ์รายเดือนฉบับแรกที่เน้นสารบันเทิง โดยนำวิทยาการจากต่างประเทศมาเผยแพร่ ทำได้เพียง ๒ ปีเศษ  ต้องเลิกเพราะผู้จัดทำไม่สามารถปลีกเวลามาดูแลได้

๑ ก.พ.๒๔๘๖ รำลึก "ครูเทพ"




นายกองโท เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา)
ภาพจาก vajiravudh.ac.th
 
แต่ต่อมาก็มีหนังสือพิมพ์ “ทวีปัญญา” มีพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเล้าเจ้าอยู่หัวทรงริเริ่มและเป็นบรรณาธิการ ชาวคณะ  “ลักวิทยา”  แม้จะอยู่ได้ไม่นานนัก แต่เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีได้เขียนเรื่องประโลมโลก ส่วนบทประพันธ์ได้เขียนไว้ด้วยเหมือนกันโดยใช้นามปากกา “เขียวหวาน” ผลงานใน “ลักวิทยา” และ “ทวีปัญญา” มีความสำคัญต่อวรรณกรรมไทยปัจจุบัน เช่น เรื่องสั้น  “คุณย่าเพิ้ง” ได้รับยกย่องว่าเป็นเร่องสั้นไทยยุคบุกเบิกที่ดีที่สุด ในขณะที่รับราชการและเมื่พันราชการออกมาแล้วก็ยังได้เขียนบทประพันธ์ต่างๆ ไว้มากมาย  นามปากกาที่รู้จักกันทั่งไปคือ “ครูเทพ”  รวมทั้งยังเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้บุกเบิกร้อยกรองไทยปัจจุบันคนสำคัญ

อนึ่ง ความสามารถทางด้านการประพันธ์ ซึ่งถือว่าท่านเป็นคนสำคัญท่านหนึ่งของประเทศไทย หากแบ่งเป็นความเรียงร้อยแก้วและบทร้อยกรอง อาจแบ่งเป็นกลุ่มได้ดังนี้

๑.แบบเรียน มีตั้งแต่แบบเรียนอนุบาล แบบเรียนวิชาครู ตรรกวิทยา เรขาคณิต พีชคณิต แบบสอนอ่านธรรมจริยา สุขาภิบาลสำหรับครอบครัว สมบัติผู้ดี และอื่นๆ อีกมาก
๒.โคลง –กลอน แต่งไว้เป็นจำนวนมาก และไดรับการรวบรวมตีพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ “โคลงกลอนของครูเทพ”
๓.บทความ ว่าด้วยการศึกษา จรรยา การสมาคม เศรษฐกิจและการเมือง และปรัชญา โดยใช้นามปากกาว่า “ครูเทพ” บ้าง “เขียวหวาน” บ้าง
๔.ละครพูด แต่งขึ้นรวม ๔ เรื่อง ได้แก่ บ๋อยใหม่ แม่ศรีครัว หมั้นไว้ และตาเงาะ  
…..ที่มา - เว็บไซต์คมชัดลึก



ศพของซีอุยถูกเก็บรักษาไว้ที่โรงพยาบาลศิริราช โดยยังคงถูกเรียกชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า "พิพิธภัณฑ์ซีอุย"
ภาพจาก : img.tnews.co.th

ซีอุย แซ่อึ้ง"มนุษย์กินคน

“อย่าดื้อ อย่าซน ระวัง” ซีอุย “จะมากินตับ”คำขู่พ่อแม่กรอกหูลูกยุคเจนเอ๊กซ์ เขาเป็นมนุษย์กินคน ฆาตกรต่อเนื่อง เป็นคดีประวัติศาสตร์โด่งดังสร้างสความสยดสยองให้คนไทย

"ซีอุย"สร้างความสยดสยองให้สังคมไทยเมื่อ ๕๐ ปีก่อน ด้วยการฆ่าโหดถึง ๗ ศพ ในระยะเวลาต่อเนื่อง ๕ ปี คือระหว่างปี ๒๔๙๗ ถึงปี ๒๕๐๑ ซึ่งถูกจับขณะกำลังพยายามเผาทำลายศพรายสุดท้ายที่จังหวัดระยอง ทำให้มีการสืบสวนขยายผลย้อนหลังไปถึงพฤติกรรมโหด ในลักษณะเดียวกันอีก ๖ ราย ผลสุดท้ายคดีจบลงที่ศาลอุทธรณ์ ด้วยโทษประหารชีวิต

ซีอุย มีชื่อจริงว่าหลีอุย แซ่อึ้ง  แต่คนไทยเรียกเพี้ยนเป็นซีอุย เกิดเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๐ ที่เมืองซัวเถาโดยเป็นลูกคนที่ ๓ จากจำนวนพี่น้องทั้งหมด ๑๒ คน ของนายฮุนฮ้อกับนางไป๋ติ้ง แซ่อึ้ง ในครอบครัวยากจนที่ทำการเกษตร เมื่อยังเป็นเด็กและเป็นวัยรุ่นซีอุยมีส่วนสูง ๑๕๐ เซนติเมตรเท่านั้น จึงมักถูกรังแกอยู่เสมอ จนกระทั่งมีนักบวชรูปหนึ่งได้ให้คำแนะนำว่า ถ้าอยากจะมีร่างกายแข็งแรงต้องกินเนื้อหรืออวัยวะมนุษย์คำสอนนี้ได้ฝังอยู่ในใจซีอุยมาเสมอ

ซีอุยวัย ๑๘ ปีถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารรบในสงครามโลกครั้งที่สอง ประจำอยู่หน่วยรบทหารราบที่ ๘ ในขณะที่จีนและญี่ปุ่นทำสงครามกันอยู่ ซีอุยถูกส่งไปรบในสมรภูมิพม่าแนวสนามรบตามรอยต่อตะเข็บชายแดนของจีน เป็นเวลาถึงหนึ่งปีเต็มที่ซีอุยต้องเผชิญกับความลำบากและเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายตลอดอาหารก็ขาดแคลน ขณะที่เพื่อนทหารก็ทยอยตายไปเรื่อยๆ

ว่ากันว่า จากการสู้รบ ซีอุยจึงได้ลิ้มรสชาติเนื้อมนุษย์เป็นครั้งแรก เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสงบลง ซีอุยถูกปลดจากการเป็นทหาร ด้วยความแร้งแค้นยากจน ซีอุยถูกเพื่อนๆ ชักชวนให้เข้ามาหางานทำในประเทศไทย โดยหลบหนีเข้าเมืองมาด้วยการเป็นกรรมกรรับจ้างในเรือขนส่งสินค้าชื่อ “โคคิด” เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๔๘๙ ด้วยการหลบซ่อนมาเป็นเวลา ๓ สัปดาห์เต็ม ขึ้นฝั่งที่ท่าเรือคลองเตย กรุงเทพมหานคร

ซีอุย ต้องหลบซ่อนตัวในโรงแรมห้องแถวเล็กๆ แห่งหนึ่ง ต่อมาได้เดินทางไปยังอำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เพื่อไปหาญาติ ที่นั่น ซีอุยทำงานด้วยการรับจ้างทำสวนผักและรับจ้างทั่วไปเป็นเวลานานถึง ๘ ปีเต็ม ก่อนที่ซีอุยจะก่ออาชญากรรม

ตามคำบอกเล่า ซีอุยได้จับเด็กมาผ่าเอาตับมากินโดยเชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะ โดยได้ฆ่าเด็ก ๓ รายแรก ที่อำเภอทับสะแกจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ก่อนที่จะหลบหนีไปโดยรถไฟและก่อเหตุอีกที่งานฉลองตรุษจีนที่บริเวณองค์พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐมเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๐ สุดท้ายถูกจับได้หลังจากคดีฆาตกรรมในจังหวัดระยองซึ่งถูกพบ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๑ ซึ่งมีเพียงเหยื่อรายแรกและเป็นรายเดียวเท่านั้นที่รอดชีวิตมาได้ เป็นเด็กผู้หญิงอายุ ๘ ขวบ

วันนี้ในอดีต ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๑ เผยโฉมหน้ามนุษย์กินคน นายซีอุย แซ่อึ้ง ในหนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทย หลังถูกจับได้ที่จังหวัดระยอง  ซีอุยยอมรับสารภาพว่าเป็นคนลงมือ ๗ คดี และจิตแพทย์ลงความเห็นว่า ซีอุยไม่ได้เป็นบ้า เขาถูกพิพากษาให้ประหารชีวิต เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๐๒  ที่เรือนจำบางขวาง กรุงเทพมหานคร

ย้อนรอย คำสารภาพของซีอุยปรากฏอยู่ในบันทึกเท่าที่ปรากฏในปัจจุบันมีอยู่ ๓ ฉบับ คือ คำให้การวันที่ ๓๐ มกราคม, ๓๑ มกราคม และ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๑ สำเนาทั้งหมดนี้มีอยู่ที่พิพิธภัณฑ์อัยการไทย และปรากฏเป็นคำสัมภาษณ์ของหนังสือพิมพ์รายวันในสมัยนั้นตีพิมพ์กันต่อเนื่องหลายฉบับ

ตามตำนานซีอุยได้เล่าถึงเหตุการณ์ในคดีสุดท้ายก่อนถูกจับ ไว้ในบันทึกคำให้การวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๐๑ ว่า วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๐๑ เวลาประมาณบ่าย ๓-๔ โมงเย็น ขณะที่ซีอุยกำลังรดน้ำผักอยู่ในสวนของนายอิ๊ดเจี๊ยก ตำบลเนินพระ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง เด็กชายสมบุญ บุณยกาญจน์ เดินมาขอซื้อผักกับซีอุย ๑ บาท ซีอุยจึงออกอุบายให้ไปจับนกในสวนยางพารา ซึ่งเด็กชายสมบุญก็ยินยอมไปแต่โดยดี

ซีอุยพาเด็กเดินผ่านบ้าน แล้วแวะหยิบมีดด้ามเขาควายสำหรับตัดผัก ซึ่งเสียบไว้กับข้างฝาติดไปด้วย ทั้งคู่เดินเข้าไปในสวนยางพารา ห่างจากบ้านไปทางทิศตะวันออกประมาณ ๔๐ ก้าว เด็กชายสมบุญเริ่มมีอาการขัดขืนไม่ยอมไป ซีอุยจึงใช้มือทั้งสองโอบเด็ก อุ้มไปอีกราว ๔๐ ก้าว จึงปล่อยให้ยืน

ขณะนั้นเด็กชายสมบุญไม่ร้องหรือดิ้นรนขัดขืน ซีอุยจึงใช้มือกดหัว ให้ล้มนอนหงาย แล้วจึงใช้มือซ้ายปิดปากและจมูก แล้วใช้มีดแทงคอใต้ลูกกระเดือกจนหลอดลมขาดสิ้นใจตาย ซีอุยจึงเริ่มใช้มีดผ่าท้องตั้งแต่สะดือจนถึงหลอดลม แล้วตัดเอาหัวใจกับตับออกมากองไว้บนใบไม้ จากนั้นก็เคลื่อนย้ายศพเด็กมาซ่อนไว้ก่อน ส่วนหัวใจกับตับนั้น นำกลับมาล้างที่บ้าน ใส่กะละมังไว้ในตู้กับข้าว เพื่อจะเก็บไว้กิน

รอจนกระทั่งมืด ซีอุยจึงอุ้มศพเด็กมาวาง หาเศษไม้มาสุม เพื่อจะเผาทำลายหลักฐาน ระหว่างนี้เองที่นายนาวา บุณยกาญจน์ พ่อของเด็กชายสมบุญ ซึ่งออกมาตามหาลูกชายที่หายไปตั้งแต่ตอนบ่าย จนมาถึงที่เกิดเหตุ นายนาวาฉายไฟพบซีอุยกำลังเอากิ่งไม้แห้งทิ้งลงบนกองไม้ จึงแลเห็นศพของเด็กชายสมบุญอยู่ใต้กองไม้นั้นนั่นเอง นายนาวา กับนายเสงี่ยม ม่วงแสง จึงช่วยกันจับซีอุยมัด แล้วให้คนมาแจ้งความ

คำให้การระบุว่าระหว่างการจับกุม ไม่มีการต่อสู้ขัดขืน ซึ่งตรงกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น“ข้าฯ ไม่ได้ต่อสู้ และไม่มีอาวุธอะไร และมีดที่ข้าฯ ทำร้ายเด็ก ข้าฯ เอาไว้บนฝาตุ่มในบ้าน”(คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ : พยานโจทย์ติดตามมาแบบทันท่วงที จำเลยก็ยังชักมีดออก ทำกิริยาจะต่อสู้ จึงถูกตี และจับมัดไว้ได้)

เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึงที่เกิดเหตุ ก็พบศพมีสภาพถูกแทงที่คอ และรอยผ่าตั้งแต่สะดือแหวะอกขึ้นมาถึงคอ จากนั้นจึงพากันไปค้นบ้านของซีอุย พบหัวใจกับตับสดๆ ใส่กะละมังเก็บไว้ในตู้กับข้าว

การดำเนินการจับกุมเป็นไปอย่างเรียบร้อย ไม่มีการขัดขืน ซีอุยให้การว่าวางมีดไว้บนฝาตุ่มบ้าน เมื่อซีอุยถูกจับในลักษณะคาหนังคาเขา พร้อมพยานวัตถุ การดำเนินการสืบสวนคดี “มนุษย์กินคน” จึงเริ่มต้นตั้งแต่บัดนั้น

ที่น่าสังเกตก็คือการสอบปากคำและข่าวในหนังสือพิมพ์ มุ่งประเด็นที่จะ “สรุป” ให้ซีอุยเป็นผู้ต้องหาในทุกคดีก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการทางศาล ทั้งที่คำให้การและคำสัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์ที่ปรากฏนั้นมี “จุดสำคัญ” ที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงอย่างเห็นได้ชัด

เหนืออื่นใด ก็มีความเชื่อของคนร่วมสมัยในพื้นที่เกิดเหตุ รวมถึงคนทั่วไปบางส่วนที่เชื่อว่า ซีอุยมิได้เป็นฆาตกรตัวจริง แต่ฆาตกรตัวจริงเป็นลูกชายของบุคคลที่มีอิทธิพลสูงในท้องที่ ที่ซีอุยรับสารภาพไปอาจเป็นไปได้ว่าถูกเจ้าหน้าที่เกลี้ยกล่อมว่าให้รับสารภาพไปแล้วจะได้รับการลดหย่อนโทษ เนื่องจากซีอุยไม่มีญาติมิตรที่ให้การช่วยเหลือได้ รวมถึงการไม่เจนจัดในการสื่อสารภาษาไทย

ซีอุยถูกประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า วันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๐๒ ต่อมาวันที่ ๒๗ กันยายน ปีเดียวกัน ทางมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (ศิริราช) ได้ทำเรื่องขอซีอุยมาทำการศึกษา เพื่อหาเหตุแห่งความวิปริตผิดมนุษย์ โดยเก็บไว้ที่ตึกกายวิภาคร่างของซีอุยเป็นอาจารย์ใหญ่ให้กับนักศึกษาแพทย์ สอนศีลธรรมให้กับสังคม แต่กาลเวลาไม่เคยเอ่ยถึงความยุติธรรมแม้ซักครั้ง

ปัจจุบันร่างของซีอุยยังคงอยู่ภายในโรงพยาบาลศิริราช ที่พิพิธภัณฑ์นิติเวชศาสตร์ อาคารอดุลเดชวิกรม หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า “พิพิธภัณฑ์ซีอุย”
…..ที่มา - เว็บไซต์คมชัดลึก
10  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ห้องสมุด / 'วาทะ' บุคคลสำคัญ เมื่อ: 15 กุมภาพันธ์ 2561 19:16:12

รวม 'วาทะ' บุคคลสำคัญ


พระยามานวราชเสวี (ปลอด วิเชียร ณ สงขลา)

พระยามานวราชเสวี
ภาษีมรดกต้อง “ยุติธรรม"

“ร่างพระราชบัญญัติอากรมฤดก นอกจากตัวหนังสือแล้วยังต้องมีวิธีปฏิบัติการในเรื่องค่าใช้จ่ายและรายได้…
ถ้าได้ออกกฎหมายแล้ว เราต้องให้ยุตติธรรมและให้สมควร เราต้องเก็บให้เหมือนๆ กัน ต้องรักษาความเที่ยงธรรมว่าอย่างไรควรและไม่ควร
ที่จริงร่างพระราชบัญญัติอากรมฤดกนี้บางคนเห็นว่าน่ากลัว คนที่มีเงินตั้งแต่ล้านบาทขึ้นไปควรเก็บให้มาก เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ขอจงไว้ใจให้ทำ
แต่ถ้ามีโอกาสก็จะพยายามที่จะทำให้เร็วที่สุด เพราะคนที่มีเงินตั้งล้านที่แก่แล้วมีหลายคน ถ้ารอช้าเราก็จะขาดเงินไป”
พระยามานวราชเสวี
คำอภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ ๕๐/๒๔๗๕
วันศุกร์ที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๕*

* เวลานั้นนับปีใหม่ในเดือนเมษายน ในที่นี้หากนับตามปัจจุบันจะเป็นปี ๒๔๗๖ – หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในเดือนมิถุนายน ๒๔๗๕

(จากศิลปวัฒนธรรม ฉบับ กันยายน ๒๕๕๘)



หม่อมคัทริน พร้อมด้วยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์พระโอรส
และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ

ประเพณีมี “หลายเมีย” ของชายไทย
“…ประเพณีหลายเมียซึ่งเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจมากนั้น เป็นที่ประพฤติปฏิบัติกันอย่างกว้างขวางในสังคมไทย
ผู้ชายบางคนมีเมียถึงสิบคน บางคนก็มากกว่านี้ คนหนึ่งเป็นเมียหลวงส่วนที่เหลือก็เป็นเสมือนข้าช่วงใช้ในบ้าน…”

ข้อความตอนหนึ่งในจดหมายที่หม่อมคัทริน นามเดิมว่า เอกาเทรินา อิวาโนวา เดสนิตสกี หรือที่เรียกกันเป็นสามัญว่า แคทยา
ชายาชาวรัสเซียในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ เขียนถึงพี่ชายคนเดียวที่อยู่ในรัสเซีย

คัดจากตอนหนึ่งของหนังสือ วาทะเจ้านาย เล่าประวัติศาสตร์ โดย ศันสนี วีระศิลป์ชัย

(จากศิลปวัฒนธรรม เผยแพร่วันพุธที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๙)



ติช นัท ฮันห์ (Thich Nhat Hanh) พระสงฆ์ชาวเวียดนาม

สันติวิธีแบบ-ติช นัท ฮันห์
“ถึงต้องตายก็ไม่ยอมใช้ความรุนแรงโต้ตอบ”
ทหารผ่านศึกรายหนึ่งตั้งคำถามต่อ ติช นัท ฮันห์ พระสงฆ์นิกายเซนจากเวียดนามผู้ปฏิเสธการใช้กำลังโดยสิ้นเชิง ว่า
“คุณจะทำยังไงหากมีคนต้องการฆ่าชาวพุทธจนหมดโลกและเหลือคุณเป็นคนสุดท้าย คุณจะไม่พยายามฆ่าคนที่ต้องการจะฆ่าคุณ
ซึ่งจะเป็นการช่วยรักษาพุทธศาสนาไว้ด้วยหรอกหรือ”    ติช นัท ฮันห์ ได้ตอบกลับไปว่า “อาตมาคงยอมให้เขาฆ่าให้ตายดีกว่า
หากพุทธะและธรรมะคือสัจจธรรมอันเที่ยงแท้ย่อมไม่มีวันสูญสลายไปจากโลก แต่จะกลับคืนมา เมื่อผู้คนพร้อมที่จะแสวงหาสัจจธรรม
ให้ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง การฆ่าย่อมเป็นการทรยศและทอดทิ้งต่อทุกคำสอนของอาตมา ซึ่งอาตมาขอเลือกที่จะปกป้องมันเอาไว้
ดังนั้นมันคงดีกว่าที่จะให้เขาฆ่าอาตมาเสีย โดยที่อาตมาจะขอยึดมั่นต่อจิตวิญญาณแห่งธรรมะต่อไป”
(จากหนังสือ 50 Ideas You Really Need to Know โดย Peter Stanford)

(จากศิลปวัฒนธรรม เผยแพร่วันวันอาทิตย์ที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๙)



บรรยากาศตลาดสด และเขียงหมูในเยาวราชเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๐

จอมพล ป. เจ็บใจ
ตรุษจีนทีไร เจ๊กขายหมู และร้านขายกับข้าว พากันปิดร้านหมด
“—รู้สึกเจ็บใจที่ถึงตรุษจีนทีไร เจ๊กปิดร้านขายของหมด หมูก็ไม่มีกินกับข้าวก็ไม่มีขาย เป็นเพราะคนไทยชอบแต่สบาย ทำราชการ ไม่รู้จักหัดทำมาค้าขายกับเขาบ้าง—”
เป็นคำให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสภาพของสังคมในสมัยนั้น ว่าการค้าขายแทบทั้งหมดอยู่ในมือของชาวจีนเกือบทั้งสิ้น

ดังนั้น เมื่อถึงเทศกาลอันเป็นประเพณีสำคัญของชาวจีน ร้านค้าของชาวจีนทั้งหมดจะหยุดดำเนินกิจการ เป็นเหตุให้เกิดความลำบากโดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน*

และในอีกทางหนึ่งก็เป็นการแสดงความกังวลที่กิจการหลายๆ อย่างในเมืองไทยตกอยู่ในมือของคนจีน ซึ่งขณะนั้นสำนึกความเป็นไทยในหมู่คนจีนอพยพยังไม่มีเหมือนในปัจจุบัน

(จากศิลปวัฒนธรรม เผยแพร่วันพฤหัสบดีที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๑)

11  สุขใจในธรรม / ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน / Re: ธรรมะบนเขา โดย พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต เมื่อ: 15 กุมภาพันธ์ 2561 16:30:47


จะเชื่อใคร

วันนี้มีโยมมาถามเรื่องภาวนาเสร็จ เธอก็บ่นว่า บางทีภาวนาไปก็เบื่อๆ

พระอาจารย์ : พระพุทธเจ้า ครูบาอาจารย์ไม่เห็นท่านเบื่อเลย จะเชื่อใคร เชื่อกิเลสหรือเชื่อครูบาอาจารย์ เชื่อพระพุทธเจ้า

มันส์จะตาย ภาวนานี้สนุกนะ ท่านภาวนาทุกวันทั้งวันทั้งคืน ท่านสงบของท่าน เรากลับเบื่อ ไปเชื่อมันทำไมกิเลส เราต้องนึกถึงพระพุทธเจ้ามั่งซิ

นึกถึงครูบาอาจารย์ ทำไมชอบนึกถึงแต่กิเลสอยู่เรื่อยๆ เวลากิเลสโผล่ขึ้นมาก็ต้องเอาพระพุทธเจ้าขึ้นมาสู้มัน เราเป็นศิษย์พระพุทธเจ้าไม่ใช่ศิษย์กิเลส เราไม่ฟังกิเลส เดี๋ยวไม่ชนะมันนะ ถ้าเชื่อมันก็จบ เชื่อมัน มันก็เอาไปเลย ทีเวลาดูทีวีนี้มันส์เหลือเกิน ต้องฝืนมันอย่าไปทำตามมัน ต้องสู้มัน ต้องเห็นว่ามันเป็นข้าศึกของเรา ทำตามกิเลสก็เท่ากับให้มันมาฆ่าเรา เปิดประตูให้ข้าศึกเข้าเมือง.


               ธรรมะบนเขา วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘
               พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต


เจริญสติ

การปฏิบัติจึงมองข้ามเรื่องของการเจริญสติไปไม่ได้ เจริญสติเพื่อให้เกิดสมาธิ เพื่อให้ใจสงบ เมื่อใจสงบแล้ว ก็จะสามารถพิจารณาสภาวธรรมทั้งหลายว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ว่าไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ของเรา ว่าไม่สวยไม่งามได้ ถ้าไม่มีความสงบก็จะไม่สามารถพิจารณาได้ เพราะจะไม่มีกำลังที่จะพิจารณา จะถูกกำลังของกิเลสตัณหาดึงไปให้เห็นว่าเที่ยง ให้เห็นว่าสวยงาม ให้เห็นว่าสุข ให้เห็นว่าเป็นของเรา เป็นตัวเรานั่นเอง

ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงในสติปัฏฐาน ๔ นี้ ก็คือการเจริญสติ การเจริญสมาธิ และการเจริญปัญญานี่เอง ผู้ที่ศึกษาอ่านพระสูตรนี้ จึงต้องรู้จักแยกแยะว่า ทรงแสดงหลักธรรมนี้ในส่วนไหน.


               ธรรมะบนเขา วันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๖
               พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต


จิตไม่เที่ยง อารมณ์ของจิตไม่เที่ยง

ถาม : ขอถามพระอาจารย์ค่ะ คือที่เขาบอกว่านิพพานนี้สูญ คือแสดงว่าจิตของคนเรานี้มีเกิดมีดับตลอดเวลา แต่ว่าไปเวียนว่ายในภพภูมิต่างๆ อยู่ใช่ไหมคะ หนูเข้าใจถูกไหมคะ

พระอาจารย์: ใช่ จิตไม่สูญ แต่จิตมีเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เดี๋ยวดีใจเดี๋ยวเสียใจ เกิดดับ คือ อารมณ์ในจิตมันเกิดดับ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา แต่ตัวจิตเองไม่ดับ เหมือนตัวหิ่งห้อยน่ะ หิ่งห้อยมันมีอยู่แต่แสงหิ่งห้อยมันเกิดดับๆ แต่จิตมันก็เป็นอย่างนั้นแหละ เดี๋ยวก็ดีใจเดี๋ยวก็เสียใจ เดี๋ยวก็วุ่นวายใจ เดี๋ยวก็สงบ เรียกว่าจิตไม่เที่ยง อารมณ์ของจิตไม่เที่ยง แต่ตัวจิตเองไม่ตาย พอร่างกายนี้ตายไป จิตก็ไปมีร่างกายอันใหม่ เหมือนคนใช้มือถือนี่ พอมือถือเสีย คนเสียไปกับมือถือหรือเปล่า คนใช้เสียไปกับมือถือหรือเปล่า ใช่ไหม มือถือเสียเราก็ไปซื้อมือถือเครื่องใหม่ อันนี้ก็เหมือนกัน พอร่างกายนี้เสียไป คนใช้ร่างกายนี้ก็ไปเอาร่างกายอันใหม่ เราเปลี่ยนร่างกายมาเหมือนเปลี่ยนมือถือเนี่ย เปลี่ยนมามากยิ่งกว่ามือถืออีก เพราะร่างกายที่เราเปลี่ยนนี้เป็นร้อยล้านพันล้านร่างกาย เชื่อไหม น้ำตาที่เราร้องไห้ในแต่ละภพแต่ละชาตินี้ ถ้าเอามารวมกัน พระพุทธเจ้าบอกมากยิ่งกว่าน้ำในมหาสมุทร คิดดูว่าจะต้องมีร่างกายกี่ร่างกาย มาร้องไห้กี่ครั้งถึงจะได้น้ำตามากยิ่งกว่าน้ำในมหาสมุทร นั่นคือจำนวนภพชาติที่พวกเราได้เกิดแก่เจ็บตายกันมา แล้วยังเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจิตของเราไปถึงนิพพาน ถึงนิพพานก็คือจิตหมดอยาก ไม่อยากจะไปมีร่างกายอีกต่อไป ก็จะไม่ต้องมาร้องห่มร้องไห้อีกต่อไป เข้าใจนะ

ฉะนั้นทุกอย่างที่เราทำนี้เราทำให้กับจิต ทำบุญรักษาศีลภาวนานี้เป็นเครื่องมือที่จะส่งให้จิตไปนิพพาน ถึงแม้ว่าร่างกายนี้ตายไป จิตยังไม่ถึงนิพพาน แต่บุญที่เราได้ทำไว้ มันเหมือนกับน้ำมันที่เราใส่รถไว้เนี่ย ถ้ารถพังเราก็เปลี่ยนรถใหม่ได้ ย้ายน้ำมันไปถ่ายน้ำมันไปใส่อีกคันได้ แต่จิตมันไม่ตาย ฉะนั้นบุญที่เราใส่น้ำมันที่เราให้กับจิตเพื่อส่งไปนิพพานมันก็ไม่หาย มันไม่ได้อยู่ที่ร่างกาย ฉะนั้นทำไป ทำไปเรื่อยๆ ยิ่งทำมากมันก็จะได้ไปถึงเร็ว ทำน้อยก็ไปถึงช้า.


               สนทนาธรรมบนเขา วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑
               พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต


การพิจารณาอสุภะ

การพิจารณาอสุภะนี้ มีเป้าหมายอยู่ที่การดับกามารมณ์ที่คอยมารบกวนใจของเรา ทำให้เราอยู่ในความสงบ อยู่ตามลำพังไม่ได้ เวลาเกิดกามารมณ์แล้วเราจะรู้สึกว้าเหว่ เศร้าสร้อยหงอยเหงา อยากจะมีแฟน อยากจะมีเพื่อน อยากจะมีคู่หลับนอน

แต่การมีกามารมณ์นี้ จะทำให้เราไม่สามารถมีความสุขที่ได้จากความสงบอยู่ตามลำพังได้ ดังนั้น ผู้ที่แสวงหาความสุขจากการทำใจให้สงบนี้ จำเป็นต้องพิจารณาอสุภะเพื่อมาดับกามารมณ์ที่จะทำให้ไม่สามารถตั้งอยู่ในความสงบได้

เป้าหมายของอสุภะนี้ อยู่ที่การดับของกามารมณ์ ไม่ได้อยู่ที่การดับของ อสุภะ อสุภะนี้เป็นเหมือนยา ที่จะมารักษาโรคใจก็คือ กามารมณ์ ความทุกข์ที่เกิดจากการเวลามีกามารมณ์ขึ้นมา ถ้าพิจารณาเห็นอสุภะ กามารมณ์ก็จะดับไป

ฉะนั้น ตราบใดที่ยังมีกามารมณ์อยู่ การพิจารณาอสุภะจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เหมือนกับการรักษาโรคภัยไข้เจ็บที่จำเป็นต้องรับประทานยาไปเรื่อยๆ จนกว่าโรคจะหาย ถ้าโรคไม่หายก็ต้องกินยาไปเรื่อยๆ รับประทานยาไปเรื่อยๆ

ฉันใดถ้ายังมีกามารมณ์อยู่ ยังอยากเสพกามอยู่ ก็ยังต้องพิจารณาอสุภะไปเรื่อยๆ จนกว่าความอยากเสพกามนี้หมดไปเท่านั้น การพิจารณาอสุภะก็จะหมดไป ไม่มีความจำเป็นต่อไป.


               สนทนาธรรมบนเขา วันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๖
               พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต


ปฏิจจสมุปบาท

ถาม : ถ้าจะขอความเมตตาจากท่านพระอาจารย์ ได้โปรดช่วยแสดงธรรมเกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาทให้ผมมีโอกาสได้ฟังเป็นบุญสักครั้ง จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งที่สุดเลยครับ

พระอาจารย์ : ก็เคยแสดงอยู่เรื่อยๆ ปฏิจจสมุปบาท คือการแสดงการเดินทางของความอยากเราเนี่ยแหละ ของกิเลสเรา เริ่มด้วยอวิชชา อวิชชาก็คือความหลงความไม่รู้ว่าความสุขอยู่ที่ไหน ไปหลงไปคิดว่าความสุขอยู่ที่ข้างนอกใจ ก็เลยต้องไปหาตาหูจมูกลิ้นกาย ก่อนจะไปหาตาหูจมูกลิ้นกายก็ต้องคิด พอคิดแล้วก็จะส่งวิญญาณไปเกาะที่ตาหูจมูกลิ้นกาย พอวิญญาณไปเกาะที่ตาหูจมูกลิ้นกาย ก็จะได้สัมผัสกับรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ พอได้สัมผัสกับรูปเสียงกลิ่นรสก็เกิดเวทนาความรู้สึกความสุขความทุกข์ความไม่สุขไม่ทุกข์ขึ้นมา พอเกิดความเวทนา เกิดความรู้สึกก็เกิดตัณหาความอยากขึ้นมา ถ้าเจอความสุขก็อยากจะให้

สุขนานๆ ถ้าเจอความทุกข์ก็อยากจะให้มันหายไปเร็วๆ มันก็เลยทำให้เกิดอุปาทานยึดติดกับสิ่งที่เราได้สัมผัสรับรู้ เลยทำให้เราต้องไปมี ภว ไปเกิดใหม่ เวลาสิ่งที่เราสัมผัสรับรู้หมดไป เราก็ไปหาใหม่ ไปหารูปเสียงกลิ่นรสใหม่ พอรูปเสียงกลิ่นรสอันนี้หมดก็ไปหาใหม่ เช่นไปเที่ยวกลับมา ภาพรูปเสียงกลิ่นรสที่เราได้รับจากการไปเที่ยวแล้วมันก็หมดไป เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ไปใหม่ ไปอยู่เรื่อยๆ พอไม่มีร่างกายก็ไปมีร่างกายอันใหม่ ไปเกิดใหม่ อันนี้เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท เริ่มต้นที่อวิชชาความหลงความไม่รู้ว่าความสุขที่แท้จริงอยู่ในใจ ถ้ารู้ว่าความสุขอยู่ในใจก็หยุด หยุดความคิดปรุงแต่งส่งใจไปหารูปเสียงกลิ่นรส ใจอยู่ในความสงบก็จบ ไม่มีความอยากตามมา.


               ธรรมะบนเขา  วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐
               พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต


ให้คิดไปในทางปัญญา

ความวุ่นวายใจกับความไม่วุ่นวายใจอันไหนจะดีกว่ากัน ตอนนี้ใจเราไม่วุ่นวายใจเราสบาย ทำไมเราไม่รักษามันไว้ให้มันเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เพราะเราไม่รู้จักวิธีรักษามันนั่นเอง เดี๋ยวพอร่างกายไปหิวพอร่างกายไปอะไรก็วุ่นวายขึ้นมา ถ้าไม่ได้กินไม่ได้อะไรเดี๋ยวร่างกายเจ็บ ถ้าไม่ได้ขยับก็วุ่นวายขึ้นมาแล้ว ต้องขยับแข้งขยับขาถึงจะหายวุ่นวาย แต่ถ้ารู้จักฝึก ถ้าจำเป็นจะต้องให้มันนั่งอยู่อย่างนั้นให้มันเจ็บอยู่อย่างนั้นก็ยังสามารถรักษาใจไม่ให้วุ่นวายได้ ถ้ามีสติ มีสมาธิ มีปัญญา อันนี้จะสามารถสอนใจให้ไม่วุ่นวายกับความเจ็บของร่างกายต่างๆ ได้ นี่แหละประโยชน์ที่เราจะได้รับจากการที่เรามาฟังเทศน์ฟังธรรม แล้วเราเอาไปปฏิบัติตามต่อ อันนี้รู้แล้วว่าเราต้องปฏิบัติอะไรกันบ้าง ถ้าเราอยากจะรักษาใจของเราไม่ให้มันวุ่นวายไปกับเหตุการณ์ต่างๆ ก็คือเราต้องมีศีล มีสมาธิ มีปัญญา

สมาธิก็คือความนิ่งแบบตอนนี้แหละ ตอนนี้เราก็มีสมาธิกันแล้ว แต่ยังไม่เต็มร้อย ถ้าสมาธิเต็มร้อยนี่มันจะเข้าไปข้างใน ร่างกายจะหายไปจะเหลือแต่ตัวใจตัวเดียว ใจจะกลับเข้าไปสู่ตัวใจ ตอนนี้ยังไม่ได้กลับเข้าไป ตอนนี้เพียงแต่หยุดคิดนึก เพราะตอนนี้เอาความคิดมาฟังเทศน์แทน เพราะเอาใจมาฟังเทศน์ เลยไม่ได้ไปคิดเรื่องอื่น ก็เลยนั่งเฉยๆ ได้ อยู่ในความสงบได้ สมมุติว่าลืมปิดเตาไม่ได้ปิดเตาแก๊สอยู่ที่บ้าน ถ้าคิดถึงปั๊บนี่ เดี๋ยวมันจะนั่งอยู่ไม่ได้แล้ว เดี๋ยวกลัวบ้านไหม้ต้องรีบกลับบ้านไปปิด แต่ถ้าลืมคิดถึงมัน มันจะไหม้เราก็ไม่รู้ เราก็สงบของเราสบายไป อันนี้คือสมาธิ อย่างไรมันก็ต้องไหม้อยู่ดี ไม่ไหม้มันก็ต้องพังอยู่ดี บ้านสร้างมันไปห้าสิบปีร้อยปีก็ต้องทุบทิ้งอยู่ดี มีอะไรอยู่คงเส้นคงวาบ้าง ดูกรุงศรีอยุธยาสิ มโหฬารใหญ่โตขนาดไหน เดี๋ยวนี้ก็กลายเป็นซากปรักหักพัง

ถ้าจะคิดก็ให้คิดไปในทางปัญญา คิดไปในทางความเป็นจริงว่าทุกอย่างมันจะต้องมีวันจบวันหมด ร่างกายของเราดูแลรักษามันดีขนาดไหน เดี๋ยวมันก็ตาย จะใหญ่โตร่ำรวยขนาดไหน ก็ห้ามมันไม่ได้ ถ้าไปกังวลกับมัน กังวลไปทำไม ห่วงมันทำไม แล้วเราไปเปลี่ยนมันได้หรือเปล่า เปลี่ยนแปลงมันได้หรือ ห้ามมันได้หรือ ก็ไม่ได้อยู่ดี ไปวุ่นวายไปทำไม ไปทุกข์กับมันทำไม พอมันเห็นด้วยปัญญา มันก็ไม่ทุกข์ มันก็เฉยๆ ไป.


               สนทนาธรรมบนเขา วันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐
               พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต


การภาวนามี ๒ ขั้น

ถาม : การภาวนาคือการนั่งสมาธิท่องพุทโธพุทโธใช่ไหมคะ

พระอาจารย์ : ใช่ การภาวนามี ๒ ขั้น ขั้นแรกเรียกว่าสมาธิสมถะภาวนา ก็คอยใช้สติ คอยหยุดความคิด เช่น การท่องพุทโธๆ ไป พอจิตสงบมีสมาธิแล้ว ขั้นต่อไปเวลาออกจากสมาธิ เราก็ใช้ให้ใจคิดทางปัญญาเรียกว่าวิปัสสนา ให้คิดว่าร่างกายของเราเกิดแล้วต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย ทำไมให้คิดทั้งๆ ที่คิดว่าเรารู้แล้ว แต่เราลืม พอเราไม่คิดปั๊บเราก็ลืม เราก็จะลืมแก่ลืมเจ็บลืมตายได้

ฉะนั้นต้องคิดบ่อยๆ คิดทุกลมหายใจเข้าออก อย่างเมื่อกี้ฝรั่งเขาถามว่าท่านคิดถึงอนาคตใน ๕ ปีข้างหน้าอย่างไร ก็คิดแค่อนาคตแต่ข้างหน้านี่คือหายใจเข้ากับหายใจออกยังงี้ ถ้าหายใจเข้าแล้วไม่หายใจออกก็ตาย หายใจออกแล้วไม่หายใจเข้าก็ตาย คิดแค่นี้ก็จะทำให้ใจเราหายหลง หายวุ่นวาย หายกังวลกับสิ่งต่างๆ อันนี้คือปัญญา

ขั้นที่ ๒ เรียกว่าวิปัสสนาภาวนา ต้องใช้ความคิด คิดแต่เรื่องความเป็นจริง คิดจนกระทั่งเราไม่หลงไม่ลืม คิดว่าเราจำได้ เราพร้อมที่จะตายทุกเวลานาที พร้อมหรือยัง ตอนนี้ถามตัวเองว่า ตอนนี้เราพร้อมที่จะตายหรือยัง ตอนนี้ถ้ายังไม่พร้อมก็แสดงว่าเรายังไม่เห็นความจริงว่าร่างกายนี้ต้องตาย แล้วจะตายได้ทุกเวลานาที ไม่มีใครไปกำหนดได้.


               สนทนาธรรมบนเขา วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑
               พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต






700
12  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ใต้เงาไม้ / Re: โคลงโลกนิติ : คาถาสุภาษิตจากคัมภีร์โบราณ กับคำอธิบายความ เมื่อ: 15 กุมภาพันธ์ 2561 15:51:08


แพ้ศึกหลบหลีกได้รอดตน
แพ้คดีทุกข์ทน       . ทรัพย์ผ้าย
แพ้เบี้ยค่นจนจน ตัวยาก ก็ดี
แพ้แม่เรือนทำร้าย ยากเท้าบรรลัย ฯ

         อธิบายความ
          - ผู้ประสบความพ่ายแพ้ในศึกสงคราม แต่เอาชีวิตรอดกลับมาได้ถือว่าโชคดี เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ แต่ชะตากรรมของผู้แพ้คดีนอกจากได้รับความทุกข์กายทุกข์ใจแล้วยังต้องสูญเสียทรัพย์ในการต่อสู้คดี เข้าทำนองเคราะห์ซ้ำกรรมซัด    
         - ผู้ที่สูญเสียเงินทองจนมีฐานะยากจน ยังมีโอกาสสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาใหม่ได้ แต่ผู้มีภรรยาเสมอด้วยเพชฌฆาต คือภรรยาที่มีใจคิดล้างผลาญชีวิตสามี หากอยู่ชิดใกล้จะมีแต่ความบรรลัยอย่างเดียว ไม่มีความเจริญ
  

      ภาพวาดครูเหม เวชกร

สงครามแสวงท่วยแกล้ว   อาสา
กลคดีพึงหา       . ท่านรู้
ยามกินรสโอชา ชวนเพื่อน กินนา
หาปราชญ์ล้ำเลิศผู้ เมื่อแก้ปริศนา ฯ

         อธิบายความ
          - เมื่อเข้าสู่ภาวะสงคราม จำเป็นต้องแสวงหาไพร่พลอาสาที่มีความกล้าหาญไว้เป็นกำลังการสู้รบ  ยามเมื่อมีคดีความให้เข้าหาผู้รู้กฎหมาย เพื่อสู้คดี  
         - เมื่อใดที่เราสุขสบาย อยู่ดีกินดี ให้พาเพื่อนไปกินข้าว เพื่อมิตรภาพที่จะคงอยู่ยาวนาน  และถึงคราวมีปัญหาชีวิต แก้ไม่ตก หาทางแก้ไม่ได้จริงๆ  ให้ขอคำปรึกษาผู้มีปัญญา
 
ขอเชิญร่วมอธิบายความตามโคลงโลกนิติ เพื่อเพิ่มพูนสติปัญญา
และแก้ไขสิ่งที่ผู้โพสท์อาจตีความคลาดเคลื่อน  เผยแพร่แก่ผู้สนใจต่อไป (b)


400-al22
13  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ห้องสมุด / Re: คนดังรอบโลก เมื่อ: 15 กุมภาพันธ์ 2561 13:32:27


สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร
๑๕ ก.พ.๒๔๘๑ น้อมรำลึกทูลกระหม่อมหญิงแหม่ม เจ้าฟ้าหญิงผู้นำสมัย

ชาววังออกพระนามว่า "ทูลกระหม่อมฟ้าหญิง" แต่บ้างก็ออกพระนามว่า "ทูลกระหม่อมหญิงแหม่ม" มีพระพักตร์คล้ายกับชาวตะวันตก และโปรดฉลองพระองค์อย่างสตรีตะวันตก

วันนี้ของ ๘๐ ก่อน คือวันที่ชาวไทยโศกสลด เมื่อต้องสูญเสียเจ้าฟ้าหญิงผู้นำสมัย นายพันเอกหญิง สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ไปด้วยโรคพระวักกะพิการเรื้อรัง ยังความโศกเศร้าแก่คนไทยทั้งประเทศ

วันนี้ในอดีตจึงขอร่วมน้อมรำลึกถึงพระองค์อีกครั้ง สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ประสูติเมื่อวันที่  ๑๖ เมษายน พ.ศ.๒๔๒๗ เป็นพระราชธิดาลำดับที่ ๔๓ ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งประสูติแต่สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า
 
และยังเป็นพระขนิษฐาร่วมพระมารดาของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร มกุฎราชกุมารพระองค์แรกของสยาม และเป็นเชษฐภคินีของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระราชบิดาของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

เมื่อพระชนม์ครบหนึ่งเดือน ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ พระราชบิดา พระราชทานพระนามว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ นรินทรเทพยกุมารี” หากชาววังออกพระนามว่า "ทูลกระหม่อมฟ้าหญิง"

แต่บ้างก็ออกพระนามว่า "ทูลกระหม่อมหญิงแหม่ม" เนื่องจากทรงไว้พระเกศายาวประบ่าตั้งแต่ทรงพระเยาว์ กับมีพระพักตร์คล้ายกับชาวตะวันตก และโปรดฉลองพระองค์อย่างสตรีตะวันตก เรียกได้ว่าทรงนำสมัยมาตั้งแต่วัยเยาว์




เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ฉลองพระองค์อย่างชาวตะวันตั้งแต่ทรงพระเยาว์




(จากซ้ายไปขวา) เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร,
สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา และกรมหลวงสงขลานครินทร์ พระอนุชา


แต่เนื่องจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถทรงสูญเสียพระราชธิดาทั้งสองพระองค์ใน พ.ศ.๒๔๓๐ พระองค์ทรงปรารภจะมีพระราชธิดา จึงทรงขอประทานสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ นรินทรเทพยกุมารี (ขณะพระชนมายุเพียง ๔ ชันษา) จากสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวีให้เป็นพระราชธิดาในปลายปี พ.ศ.๒๔๓๑ โดยมีนางจันทร์ ชูโต เป็นพระพี่เลี้ยง

พระองค์จึงเรียกสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถว่า "เสด็จแม่" และเรียกสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวีว่า "สมเด็จป้า"

ช่วงปี ๒๔๓๖ ทรงได้รับการศึกษาจากโรงเรียนราชกุมารีที่ตั้งอยู่ในพระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย ร้ำเรียนการวิชามากมาย ขณะเดียวกันก็ยังได้รับการกวดขันจากสมเด็จพระบรมราชินีนาถอย่างสมัยใหม่ ทั้งการศึกษา, การแต่งกาย, แนวคิด และการปฏิบัติพระองค์

จนทูลกระหม่อมหญิงแหม่ม มีพระชนม์ ๑๒ พระชันษา พระราชบิดาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีโสกันต์ พระราชทานพระสุพรรณบัฏเฉลิมพระนาม สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ นรินทรเทพยกุมารี

ต่อมาในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ พระองค์ได้การสถาปนาเป็น สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ นรินทรเทพยกุมารี กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร

ในรัชกาลนี้ พระองค์ได้รับพระราชทานพระยศทางทหาร ซึ่งล้นเกล้ารัชการลที่ ๖ โปรดเกล้าฯ พระราชทานตำแหน่งผู้บังคับการพิเศษกรมทหารม้าที่สอง มีพระยศเป็นนายพันเอก ซึ่งเจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์เองก็เคยรับสั่งกับเจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิตว่า เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ให้จัดงานแบบทหารด้วย โดยรับสั่งว่า "ฉันเป็นทหาร"

อย่างไรก็ดีในทางหนึ่ง สิ่งที่พระองค์ทรงสนพระทัยเป็นพิเศษ พระองค์โปรดปรานฉลองพระองค์กระโปรง และตัดพระเกศาอย่างชาวตะวันตก ทั้งยังทรงเป็นผู้ริเริ่มการนุ่งผ้าถุงเป็นพระองค์แรก โดยการดัดแปลงผ้าซิ่นธรรมดาให้เป็นผ้าถุงสำเร็จเพื่อความสะดวกสบายในการนุ่ง

นอกจากนี้ พระองค์ถือเป็นเจ้านายพระองค์หนึ่งที่ทรงนำสมัยในเรื่องการแต่งกาย ฉลองพระองค์ของเจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ ถือเป็นฉลองพระองค์เจ้านายที่ทันสมัยและเก๋ไก๋ที่สุดในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ครั้งหนึ่ง พระพี่เลี้ยงหวน หงสกุล ได้บันทึกเกี่ยวกับเรื่องนี้ ความว่า "...ท่านโปรดทรงหนังสือฝรั่ง ทรงรับแมคคาซีนนอก แม้แต่แบบเสื้อก็สั่งนอก แม่ (พระพี่เลี้ยงหวน) ก็เป็นผู้เย็บให้ทรงคนเดียว บางครั้งก็ทรงเลือกแบบเอง แล้วให้ฝรั่งห้างยอนแซมสันตัด แต่เป็นชื่อของแม่ และวัดตัวแม่เอง ไม่ต้องลอง นำไปถวายก็ทรงพอดีเลย ถ้าเป็นเสื้อแม่ ฝรั่งเรียกราคาตัวละ ๘๐ บาท ถ้าเป็นฉลองพระองค์เขาก็เรียกราคาแพงกว่านั้น ต่อมาเมื่อเย็บได้เก่งแล้ว ภายหลังก็ไม่ต้องจ้างฝรั่งเย็บ"

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์ ก็ทรงกล่าวถึงพระองค์ใน เกิดวังปารุสก์ ความว่า "...ทูลหม่อมอาหญิงท่านทั้งงามทั้งเก๋ ข้าพเจ้าชอบไปเฝ้าท่านบ่อย ๆ... "

พระองค์ไม่โปรดเครื่องประดับชิ้นใหญ่ แม้จะทรงมีเครื่องประดับจำนวนมากก็ตาม แต่โปรดเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ ที่เหมาะสมกับฉลองพระองค์ในแต่ละชุด ซึ่งเด็กๆ ในพระอุปถัมภ์ พระองค์ก็ไม่ทรงปล่อยให้เชย หม่อมเจ้าพิไลยเลขา ดิศกุลทรงเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า เมื่อโรงเรียนราชินีมีงานออกร้านขายของนั้น โปรดให้หม่อมเจ้าพิไลยเลขามาช่วยขายของให้เจ้านายต่างประเทศ รับสั่งให้ถอดเครื่องเพชรที่แต่งอยู่ออกให้หมด เหลือเพียงจี้เพชรอย่างเดียว แล้วตรัสว่า "เด็กฝรั่งเขาไม่แต่งเพชรมากๆ "

รวมทั้งนางข้าหลวงของพระองค์ถูกกล่าวถึงว่า "...ไม่มีข้าหลวงตำหนักใดจะสวยเก๋ทันสมัยเท่าข้าหลวงของสมเด็จเจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์..."

พระราชกรณีกิจที่สำคัญสำหรับประเทศไทย สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ทรงเล็งเห็นความสำคัญกับการศึกษาของสตรีไทย เช่น ทรงรับเป็นองค์อุปถัมภ์ของโรงเรียนราชินี การก่อสร้างโรงเรียนราชินีบน และทรงจัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ (ต่อมาคือ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์) เป็นต้น

และท้ายที่สุดในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระองค์ได้รับการสถาปนาเป็น สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพ็ชร์บุรีราชสิรินธร จนถึงรัชกาลปัจจุบัน

ช่างน่าเศร้าใจที่เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ ทรงมีพระโรคประจำพระองค์ คือ พระวักกะพิการเรื้อรัง (ไตพิการเรื้อรัง) เคยเสด็จไปทรงรับการผ่าตัดที่ต่างประเทศถึง ๒ ครั้ง และพระอาการของพระองค์กลับกำเริบขึ้น จนวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๘๑ มีพระอาการหนักมากจนน่าวิตก

ที่สุด พระองค์สิ้นพระชนม์ที่วังคันธวาส ถนนวิทยุ เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๘๑ เวลา ๒๓.๑๕ นาฬิกา ด้วยพระอาการสงบ ท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจของพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพารตลอดจนผู้ใกล้ชิด นับเป็นพระราชธิดาองค์สุดท้ายของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวีที่สิ้นพระชนม์

ในการนี้สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี เสด็จไปงานพระราชทานเพลิงพระศพด้วยพระองค์เอง ซึ่งก่อนหน้านี้สมเด็จพระศรีสวรินทิราฯ ไม่เคยเสด็จไปงานพระราชทานเพลิงพระศพพระราชโอรสธิดาพระองค์ใด เนื่องจากคติโบราณที่ห้ามบิดามารดาเผาศพบุตร มิฉะนั้นต้องเผาอีก

กระทั่ง พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพถูกจัดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๘๔ ณ ท้องสนามหลวง
ขอขอบคุณเว็บไซต์ คมชัดลึก - (ที่มาของเรื่อง)
14  สุขใจในธรรม / เกร็ดศาสนา / Re: ทวารบาล เทพพิทักษ์ศาสนสถาน ตามคติและศิลปพื้นบ้าน เมื่อ: 15 กุมภาพันธ์ 2561 10:56:28


ทวารบาล วัดไตรโลก ต.ท่าราบ อ.เมือง จ.เพชรบุรี
นายทวารบาลทำเป็นรูปทหารยืนถือปืนยาว ยืนเฝ้าประตูทางเข้าวัดไตรโลก


ทวารบาล วัดไตรโลก ต.ท่าราบ อ.เมือง จ.เพชรบุรี

700-28
15  สุขใจในธรรม / กฏแห่งกรรม - ท่องไตรภูมิ / Re: ชีวิตและเป้าหมายของชีวิต โดย ศาสตราจารย์พิเศษ เสฐียรพงษ์ วรรณปก เมื่อ: 14 กุมภาพันธ์ 2561 16:37:39


ชีวิตและเป้าหมายของชีวิต (๑)

เป้าหมายสูงสุดของชีวิต

ชีวิตมีเป้าหมายหรือไม่ เป้าหมายสูงสุดของชีวิตมนุษย์คืออะไร

คำตอบต่อปัญหานี้แน่นอนย่อมมีแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับคนตอบว่าสังกัดตนอยู่ในระบบความคิดความเชื่อแบบใด

นักวัตถุนิยมโบราณซึ่งคัมภีร์ พระไตรปิฎกเรียกว่า พวก “โลกายตะ” เชื่อเฉพาะสิ่งที่รู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสเท่านั้น ได้ประกาศว่าชีวิตไม่มีเป้าหมายแต่ประการใด

“คนประกอบด้วยธาตุ ๔ เมื่อตายลง ธาตุดินก็จะกลับคืนสู่ดิน ธาตุน้ำก็กลับคืนสู่น้ำ ธาตุไฟก็กลับคืนสู่ไฟ ธาตุลมก็กลับคืนสู่ลม ความรู้สึกทั้งหลายหายไปในอวกาศ คนเราไม่ว่าโง่หรือฉลาด เมื่อกายแตกสลาย ก็แตกดับหายสูญไม่คงอยู่อีกต่อไป ไม่มีโลกหน้า ความตายคือที่สุดของทุกสิ่งโลก ปัจจุบันนี้เท่านั้นเป็นความจริงสิ่งที่เรียกกันว่านรกและสวรรค์เป็นเพียงจินตนาการของคนโกง”

พวกโลกายตะมีปรัชญาที่สวนทางกับจริยธรรมของสังคมยุคสมัยนั้นชัดแจ้ง เชื่อว่าไม่เป็นที่พึงปรารถนาของบรรดาเจ้าลัทธิและนักสอนศาสนานัก พระพุทธศาสนาเองได้ตำหนิลัทธิเสพสุขทางเนื้อหนัง (โดยใช้ชื่อว่า “กามสุขัลลิกานุโยค”) ว่าเป็น “หนทางตัน” ที่ไม่สามารถนำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้

ศาสนาเทวนิยมทั้งหลายเชื่อกันว่า จุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิตมีมาตั้งแต่เกิดมีมนุษย์ขึ้นในโลกและถูกกำหนดไว้ให้โดยพระผู้สร้างว่าจะให้ชีวิตของเขาไปสู่จุดหมายใดอย่างไร

ตามหลักศาสนาพราหมณ์-ฮินดู จุดหมายสูงสุดของชีวิตคือความเป็นหนึ่งเดียวกับพรหมันหรือการถูกดูดหายเข้าไปในทิพยภาวระ ซึ่งเป็นที่มาของวิญญาณแต่ละดวง

ศาสนาคริสต์ ศาสนายิว และศาสนาอิสลามมีความเชื่อไม่แตกต่างกันนักคือเชื่อว่าจุดหมายสูงสุดของชีวิตคือ การรับใช้พระเจ้าและได้รับความสุขนิรันดรจากพระองค์

ส่วนพระพระพุทธศาสนาปฏิเสธการมีอยู่ของพระผู้สร้างและหน้าที่และเป้าหมายใดๆ ที่มีการกำหนดไว้ล่วงหน้าโดยพระผู้สร้าง และพระพุทธศาสนามิได้เชื่อในลัทธิชะตากรรมหรือพรหมลิขิตซึ่งควบคุมอนาคตของมนุษย์โดยไม่ขึ้นอยู่กับการกระทำอย่างอิสระของเขา

พระพุทธศาสนาเน้นว่ามนุษย์เป็นผู้กำหนดเป้าหมายชีวิตด้วยตัวเขาเองและเขาสามารถลุถึงเป้าหมายนั้นด้วยสติปัญญาด้วยความพากเพียรอันเป็นของมนุษย์เอง มิได้ขึ้นอยู่กับอำนาจภายนอกใดๆ

พูดอีกนัยหนึ่งว่า เขาจะบรรลุเป้าหมายสูงสุดแห่งชีวิตได้เพราะ “กรรม” (การกระทำ) ของเขาเอง และความเชื่อในพลังแห่งกรรมนี้ ก็มิใช่ในแง่ “กรรมลิขิต” ซึ่งวิถีชีวิตได้ถูกกำหนดให้เดินไว้ตายตัว ด้วยกรรมเก่า  หากแต่เชื่อในแง่ “อัตตลิขิต” (กำหนดวิธีชีวิตด้วยตนเอง) มากกว่า

ขอให้พิจารณาพุทธวจนะเกี่ยวกับเรื่องนี้ดังต่อไปนี้
ภิกษุทั้งหลาย ลัทธิเดียรถีย์ ๓ ลัทธิเหล่านี้ถูกบัณฑิตไต่ถาม ซักไซ้ไล่เลียงเข้า ย่อมอ้างการถือสืบๆ กันมา จัดเข้าในฝ่ายอกิริยทิฐิคือ

(๑) สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะ ทิฐิอย่างนี้ว่าสุขหรือทุกข์ หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่คนเราได้เสวย ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะกรรมที่ทำไว้แต่ปางก่อน (ปุพฺเพกตเหตุ)

(๒) สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะ มีทิฐิอย่างนี้ว่าสุขหรือทุกข์ หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่คนเราได้เสวย ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะการบันดาลของพระผู้เป็นเจ้า (อิสฺสรนิมฺมานเหตุ)
 
(๓) สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะ มีทิฐิอย่างนี้ว่าสุขหรือทุกข์ หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่คนเราได้เสวย ทั้งหมดล้วนหาเหตุหาปัจจัยมิได้ (อเหตุอปจฺจย)

ภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์ ๓ จำพวกนี้ เราเข้าไปหาพวกที่ ๑ ถามว่า ท่านทั้งหลายมีวาทะอย่างนี้… จริงหรือ สมณพราหมณ์เหล่านั้นถูกเราถามอย่างนี้แล้วรับว่าจริง

เรากล่าวกะเขาว่า ถ้าเช่นนั้นท่านจักต้องฆ่าสัตว์เพราะกรรมที่ทำไว้ปางก่อนเป็นเหตุ จักต้องลักทรัพย์เพราะกรรมที่ทำไว้ปางก่อน เป็นเหตุ… เป็นผู้มีมิจฉาทิฐิ เพราะกรรมที่ทำไว้ปางก่อนเป็นสาระ ฉันทะก็ดี ความพยายามก็ดี ว่าสิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำ ก็ย่อมไม่มี เมื่อไม่กำหนดถือเอาสิ่งที่ควรทำและสิ่งที่ไม่ควรทำโดยจริงจังมั่นคงดังนี้ สมณพราหมณ์พวกนี้ก็เท่ากับอยู่อย่างหลงสติ ไร้เครื่องรักษา จะมีวาทะที่ชอบธรรม เฉพาะตนไม่ได้

นี้แลเป็นนิคคหะอันชอบธรรมอย่างแรกของเราต่อสมณพราหมณ์ ผู้มีวาทะ มีทิฐิอย่างนี้

ภิกษุทั้งหลายบรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น เราเข้าไปหาพวกที่ ๒… กล่าวกะเขาว่าท่านจักฆ่าสัตว์ เพราะการบันดาลของพระผู้เป็นเจ้าเป็นเหตุ… เป็นผู้มีมิจฉาทิฐิเพราะการบันดาลของพระผู้เป็นเจ้าเป็นเหตุน่ะสิ

ภิกษุทั้งหลาย เมื่อยึดเอาการดลบันดาล ของพระผู้เป็นเจ้าเป็นสาระฉันทะก็ดี ความพยายามก็ดี ว่าสิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำก็ย่อมไม่มี

ภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น เราเข้าไปหาพวกที่ ๓… กล่าวกะเขาว่า ท่านจักฆ่าสัตว์โดยไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย… เป็นผู้มีมิจฉาทิฐิโดยไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยน่ะสิ

ภิกษุทั้งหลาย เมื่อนึกเอาความไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยเป็นสาระ ฉันทะก็ดี ความพยายามก็ดี ว่าสิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำ ย่อมไม่มี…

เฉพาะลัทธิที่หนึ่ง น่าจะเป็นแนวความเชื่อของชาวพุทธเพราะถือว่าคนเราจะได้รับสุขหรือทุกข์ ก็เพราะกรรมที่ทำมาเป็นเหตุ แต่เมื่อพระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธ ก็แสดงว่าแม้ลัทธินี้จะเชื่อกรรม แต่เป็นความเชื่อแบบ “กฎตายตัว” ว่าชาติก่อนทำกรรมอย่างนั้นไว้ มาชาตินี้จึงต้องได้รับผลอย่างนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความเชื่อแบบนี้ไม่เปิดช่องให้มีอิสระเคลื่อนไหวในปัจจุบันแม้แต่น้อย

มนุษย์ที่เชื่ออย่างนี้ จะไม่คิดว่าตนเองแก้ไขปรับปรุงอะไรได้ มองเห็นกรรมแต่ในแง่กรรมเก่า กลายเป็นคนนั่งรอนอนรอผลกรรมเก่า สุดแต่จะบันดาลให้เป็นไป ไม่คิดแก้ไขปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้น ทั้งๆ ที่มีความสามารถจะทำได้ก็จะไม่คิดทำเพราะเข้าใจว่าทุกอย่างถูกกรรมเก่ากำหนดไว้อย่างนั้น

พระพุทธศาสนามิได้ปฏิเสธกรรมเก่า แต่ปฏิเสธท่าทีที่ผิดพลาดที่บุคคลมีต่อกรรมเก่า

ถ้าเชื่อว่าทุกอย่างเป็นผลของกรรมเก่าอย่างเดียวแก้ไขไม่ได้แล้ว ก็ย่อมท้อถอย งอมือ งอเท้า ไม่คิดทำอะไรอีกต่อไป ก็เป็นท่าทีที่ไม่ถูกต้อง

พระพุทธศาสนาถือกรรมเก่าว่าเป็นเหตุปัจจัยอย่างหนึ่ง และย่อมมีผลต่อปัจจุบันสมกับชื่อที่ว่าเป็นเหตุปัจจัยด้วยเหมือนกัน แต่มันก็เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยอยู่นั้นเอง ไม่ใช่อำนาจนอกเหนือธรรมชาติอะไรที่จะไปยึดไปถือมั่น ฝากโชคชะตาไว้เพียงอย่างเดียว

ผู้ที่เข้าใจหลักปฏิจจสมุปบาท รู้กระบวนการแห่งเหตุปัจจัยดีย่อมถือกรรมเก่าเป็นเพียงเหตุปัจจัยหนึ่งในกระบวนการแห่งเหตุปัจจัยสัมพันธ์ ถือกรรมเก่าในแง่เป็นบทเรียน เป็นความหนักแน่นในเหตุผล เป็นความเข้าใจตนเองและสถานการณ์ และที่สำคัญเป็นพื้นฐานและกำลังใจเพื่อประกอบการวางแผนทำกรรมปัจจุบัน และหาทางแก้ไขปรับปรุงต่อไป

สรุปในตอนนี้คือ มนุษย์เป็นผู้กำหนดเป้าหมายแห่งชีวิตของตนเอง เป็นผู้กำหนดทางเดินของตนเอง และสามารถบรรลุถึงจุดหมายปลายทางที่กำหนด ด้วยความพากเพียรพยายาม และด้วยสติปัญญาของตนเอง ผู้อื่นทำแทนให้ไม่ได้

แม้แต่พระบรมศาสดาก็เป็นเพียงผู้คอยชี้แนะแนวทางให้เท่านั้น หาใช้ผู้ดลบันดาลหรือ “ช่วยให้รอด” ดังในศาสนาเทวนิยมไม่


ที่มา : ชีวิตและเป้าหมายของชีวิต (๒) โดย ศาสตราจารย์พิเศษ เสฐียรพงษ์ วรรณปก หนังสือมติชนสุดสัปดาห์ น.๗๑ ฉบับที่ ๑๙๕๖ ประจำวันที่ ๙-๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑
16  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ห้องสมุด / Re: ประวัติวัดอรุณราชวราราม เมื่อ: 14 กุมภาพันธ์ 2561 16:10:53

พระบรมรูปหล่อ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ประดิษฐานที่วัดอรุณราชวราราม บางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร

อัตลักษณ์ของวัด


วัดอรุณราชวรารามหรือวัดแจ้ง มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เริ่มตั้งแต่เป็นวัดที่อยู่ในเขตพระบรมมหาราชวัง และเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ คือ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) ครั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี แม้พระบรมราชวงศ์จักรีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์จะได้ทรงย้ายราชธานีมาฝั่งตรงข้าม และสถาปนากรุงเทพพระมหานครขึ้นแล้ว ก็หาได้ทรงละทิ้งวัดนี้ไม่ คงอุปถัมภ์ทะนุบำรุงด้วยดีตลอดมานับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกองค์ปฐมบรมกษัตริย์แห่งพระราชวงศ์จักรีเป็นต้นมา วัดอรุณราชวรารามจึงเป็นวัดที่เจริญรุ่งเรืองทุกกาลทุกสมัย มีปูชนียวัตถุสถานใหญ่น้อยที่ล้วนแล้วแต่เป็นของที่สร้างขึ้นอย่างประณีตบรรจง เช่น องค์พระปรางค์ซึ่งเป็นศิลปะอันสำคัญหาค่ามิได้ของไทยในขณะนี้ นอกจากนี้ ประชาชนชาวไทยทั้งปวงตลอดจนชาวต่างชาติที่เป็นพุทธมามกชน และผู้มีจิตศรัทธายังได้ร่วมใจกันช่วยทำนุบำรุงรักษาเพื่อให้วัดนี้เป็นศรีสง่ายั่งยืนสืบไปตลอดชั่วกาลนาน

วัดอรุณราชวราราม ตามพระราชประเพณีที่เป็นมา ปรากฏว่า พระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชวงศ์จักรีแทบทุกพระองค์ ได้เสด็จมาทรงเป็นประธานในงานพระราชพิธีที่สำคัญของวัดเสมอมา ตลอดจนเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานผ้าพระกฐินทางชลมารค ซึ่งถือว่าเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญที่ต้องทรงปฏิบัติเป็นประจำ แม้ประเทศไทยจะได้เปลี่ยนการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตยแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชอุตสาหะ เสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนพยุหยาตราบ้าง และขบวนเรือยนต์บ้าง ซึ่งแล้วแต่โอกาสที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

ในปี พ.ศ.๒๕๑๑ ทางราชการได้ปฏิสังขรณ์พระปรางค์เป็นการใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งได้ใช้เงินงบประมาณ ๑๕ ล้านบาท และใช้เวลา ๓ ปีเศษจึงเสร็จ จึงทำให้วัดอรุณราชวรารามอันเป็นที่ตั้งแห่งปูชนียวัตถุสถานสำคัญดุจเพชรน้ำหนึ่งของชาติไทย จะยั่งยืนมั่นคงและจำเริญรุ่งเรืองต่อไปอีกชั่วกาลนาน ชาวต่างประเทศทั่วโลกเมื่อได้เห็นภาพพระปรางค์วัดอรุณฯ จะต้องเข้าใจได้ทันทีว่า นี่คือสัญลักษณ์ของ “ประเทศไทย”

ในปีที่ฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี มีการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเต็มขบวน โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินมาถวายผ้าพระกฐิน และในปี พ.ศ.๒๕๔๙ ก็ได้จัดขบวนแห่เรือเป็นขบวนพยุหยาตราให้ชาวประชาได้ชื่นชมอีกด้วย

จากความสำคัญของวัดและพระปรางค์ ทำให้ทางราชการได้ใช้รูปพระปรางค์เป็นตราสัญลักษณ์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้เป็นรูปด้านหลังเหรียญ ๑๐ บาท และเคยใช้รูปซุ้มประตูยอดมงกุฎเป็นตราในธนบัตรใบละ ๑๐ บาท และ ๑๐๐ บาท ของไทย

นอกจากนี้ องค์กรเอกชนหลายองค์กรได้ใช้รูปพระปรางค์เป็นตราสัญลักษณ์ เช่น หนังสือพิมพ์ศรีกรุง (ได้ปิดตัวไปแล้ว) บริษัท อาคเนย์ประกันภัย (๒๐๐๐) ทำปกหนังสือสอนภาษาต่างประเทศ มาถึงปัจจุบัน  พระปรางค์วัดอรุณฯ เป็นสถานทีท่องเที่ยวประจำประเทศไทยที่ชาวต่างประเทศซึ่งมาแล้วจะต้องมาชมความงามและลักษณะเฉพาะของพระปรางค์และสถานที่ต่างๆ ในวัด

ทางวัดยังมีโครงการเด่นที่เป็นประโยชน์ในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาอีกอย่าง คือ การตั้งศูนย์วิปัสสนากัมมัฏฐานนานาชาติ ณ คณะ ๖ เปิดบริการให้ชาวต่างชาติมาเข้ารับการฝึกอบรมปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน มีที่พักและวิปัสสนาจารย์แนะนำที่เหมาะสม และยังมีการรับอาสาสมัครมารับการฝึกอบรมการให้บริหารชุมชนตามแนวทางแห่งพระพุทธศาสนาในรูปแบบของยุวพุทธอุบาสกยุวพุทธอุบาสิกาที่มีรูปแบบเฉพาะตน



ปูชนียวัตถุสถานและถาวรวัตถุในวัด
พระอุโบสถ

พระอุโบสถ ตั้งอยู่ทางด้านเหนือของวัด เป็นสถาปัตยกรรมชิ้นสำคัญและสวยงามชิ้นหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ ๒ เสด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงชมไว้ว่า “ในรัชกาลที่ ๒ การก่อสร้างซึ่งประกอบด้วยฝีมือช่างอย่างวิจิตรอยู่ข้างจะมีน้อย ด้วยสิ่งใดที่ควรจะทำก็ทำเสียแล้ว เสร็จแล้วแต่รัชกาลก่อน ถึงกระนั้นสิ่งที่ดีก็ยังมีชี้ให้เห็นได้อยู่บ้างดังนี้

ที่ ๑ วัดอรุณราชวราราม มีสิ่งที่พึงสังเกต แลพึงชมคือ

ก.พระอุโบสถ ทำทรงคล้ายรัชกาลที่ ๑ แต่แฉล้มขึ้นกว่าสักหน่อยยังมีเหลืออยู่ดูได้ แต่สิ่งที่ทำด้วยอิฐปูน เครื่องไม้นั้นเพลิงไหม้เสียหมดแล้ว

ลักษณะของพระอุโบสถ เป็นพระอุโบสถยกพื้นสูง หลังคาลด ๒ ชั้น มุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีเหลืองและเขียวใบไม้ ช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ลงรักประดับกระจก หน้าบันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เป็นรูปเทวดายืนถือพระขรรค์ อยู่ในปราสาท เป็นไม้แกะมีสังข์และคนโทน้ำวางอยู่บนพานข้างละพาน ประดับลายกระหนก ตามลายกระหนกลงรักปิดทองมีมุขยื่นทั้งด้านหน้าด้านหลัง มีเสาใหญ่รับเชิงชายทั้งด้านเหนือด้านใต้มีชานเดินได้ พื้นหน้ามุขและชานเดินรอบพระอุโบสถปูด้วยหินอ่อน บันไดและเสาบันไดเป็นหินทราย ระหว่างเสารอบพระอุโบสถถึงหน้ามุขทั้งสองด้านมีกำแพงเตี้ยๆ ประดับด้วยหินสลักเป็นรูปดอกไม้ใบไม้ ที่หุ้มกลองด้านหน้า ระหว่างประตูมีบุษบกยอดปรางค์ประดิษฐานพระพุทธนฤมิตร เป็นพระพุทธรูปฉลองพระองค์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้หล่อขึ้นรัชกาลที่ ๔ จำลองพระพุทธรูปฉลองพระองค์ในรัชกาลที่ ๒ ซึ่งประดิษฐานอยู่ในหอพระสุราลัยพิมาน และได้นำมาประดิษฐานในรัชกาลที่ ๕ ที่หุ้มกลองด้านหลังระหว่างประตูเหมือนกัน ก็เป็นบุษบกยอดปรางค์ มีพาน ๒ ชั้น ลงรักปิดทอง และมีพุ่มเทียนตั้งอยู่ เดิมพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริที่จะหล่อพระพุทธรูปฉลองพระองค์รัชกาลที่ ๓ และของพระองค์เองประดิษฐานไว้ แต่ค้างมามิได้ทำ ที่ซุ้มประตูพระอุโบสถ ๒ ประตูด้านหน้าเป็นซุ้มยอดปรางค์ แต่ด้านหลังเป็นซุ้มไม่มียอดทั้ง ๒ ประตู และด้านนอกของบานประตูเป็นของซ่อมใหม่ลายเทพพนมพุ่มข้าวบิณฑ์ ลงรักปิดทองทั้ง ๘ บาน มีชื่อผู้ซ่อมอยู่เฉพาะด้านหน้าว่า คุณหญิงเมนูเวทย์วิมลนาท (แฉล้ม สุมาวงศ์) เป็นผู้ออกทุน ผู้เขียนคือ นายจรินทร เลี่ยมหิรัญ เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๙๙  เสาและผนังพระอุโบสถด้านนอกถือปูนประดับกระเบื้องจีนลายดอกไม้ร่วงซึ่งทรงปฏิสังขรณ์ไว้ในรัชกาลที่ ๔ บัวหัวเสาและบัวเชิงเสา ลงรักปิดทอง หน้าต่างมีทั้งหมด ๑๔ ช่อง คือ ด้านเหนือ ๗ ช่อง และด้านใต้ ๗ ช่อง ด้านนอกของหน้าต่างเป็นลายรดน้ำซ่อมใหม่

ด้านในพระอุโบสถ มีภาพจิตรกรรมฝาผนังทั้ง ๔ ด้าน ฝีมืองามมาก บนผนังตอนเหนือหน้าต่างกับผนังด้านหน้าพระประธานและหลังพระประธาน เป็นภาพพุทธประวัติ มีข้อน่าสังเกตว่า เฉพาะหุ้มกลองด้านหน้าพระประธานนั้น ตามปกตินิยมเขียนเป็นภาพมารผจญทั้งผนัง แต่ที่พระอุโบสถวัดอรุณฯ นี้ กลับเขียนภาพมารผจญขึ้นไว้สูงสุดเหนือภาพพุทธประวัติ มีขนาดไม่สู้จะใหญ่นัก ผนังด้านใต้เหนือบานหน้าต่างเป็นภาพเวสสันดรชาดก ตามช่องระหว่างหน้าต่างทุกช่องเป็นภาพชาดกในเรื่องทศชาติ บานหน้าต่างด้านในเป็นภาพต้นไม้และสัตว์ทุกบาน และด้านในประตูพระอุโบสถทั้ง ๘ บาน เป็นภาพต้นมักกลีผลหรือนารีผล ตามรักแร้ประตูและหน้าต่างเป็นภาพในเมืองนรกและภาพเกี่ยวกับสุภาษิตโบราณ เช่น นิ้วด้วนได้แหวน เป็นต้น

ภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถดังกล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นภาพฝีมือเก่าครั้งรัชกาลที่ ๓ ก็มี เป็นภาพฝีมือจิตรกรในรัชกาลที่ ๕ เขียนซ่อมเมื่อภายหลังเกิดไฟไหม้พระอุโบสถดังกล่าวมาแล้วในตอนต้น ก็มีความเสียหายเกี่ยวกับภาพจิตรกรรมฝาผนังครั้งนี้ และมีภาพใดที่เขียนขึ้นใหม่บ้างนั้น  สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้กราบบังคมทูลถวายความเห็นไว้ ดังนี้



ความเห็นซ่อมการเขียนวัดอรุณราชวราราม
ของ
สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

การซ่อมงานเขียนทั้งปวงในพระอุโบสถวัดอรุณราชวรารามนั้น การเขียนอื่นๆ ก็ตามธรรมดา สำคัญอยู่แต่การเขียนผนังเท่านั้น เพราะว่าของเก่าทำไว้เป็นอย่างสุดฝีมือของช่างอย่างเอกในเวลานั้น ในการที่เพลิงไหม้ครั้งนี้ก็ไม่ได้ทำให้เสียไปหมด ผนังเขียนทั้งหมดคิดเป็นตารางเมเตอได้ ๓๖๖ เสียไปน้อยกว่าที่ยังคงดีคือ

ปูนไม่แตกสีไม่เสีย ๒๒๕ ตารางเมเตอ
ปูนไม่แตกสีเสีย ๓ ตารางเมเตอ
ปูนแตกสีไม่เสีย ๖๑ ตารางเมเตอ
ปูนแตกสีเสีย ๑๙ ตารางเมเตอ
ปูนกะเทาะหาย       ๕๘ ตารางเมเตอ

ที่ปูนไม่แตกสีไม่เสีย ควรคงเก่าไว้ให้กุลบุตรภายหน้าได้ดูต่อไป ดีกว่าลบเขียนใหม่หมด ส่วนที่บุบสลายเสียไปนั้น จะทำได้เป็นสองอย่าง อย่างหนึ่งเขียนเลียนให้เหมือนเก่า อย่างหนึ่งเขียนให้ดีอย่างใหม่ตามฝีมือช่างอย่างทุกวันนี้ เมื่อพิจารณาในสองอย่างนี้ว่าอย่างใดจะดีกว่ากัน ก็เห็นว่าอย่างเขียนเลียนให้เหมือนเก่าดีกว่า เพราะว่าจะได้เข้ากันกับของเดิมที่ยังเหลืออยู่ แลทั้งเป็นกระบวนไทยแท้น่าชมกว่าวิธีเขียนอย่างใหม่ ซึ่งทำพื้นที่เอาอย่างรูปเขียนเลวๆ ที่ทำมาขายแต่ประเทศยุโรป อันไม่เป็นภูมิภาคแห่งเมืองไทย แลยังสู้ที่เขาเขียนมาก็ไม่ได้อีกซ้ำหนึ่งด้วย แลไม่เข้ากันกับรูปภาพอย่างไทยที่เป็นวิธีเขียนแบนๆ แลจะเป็นที่ชาวยุโรปหัวเราะเล่นเมื่อได้มาเห็น เหตุดังนี้จึงเป็นการสมควรแท้ที่จะต้องเขียนอย่างเก่า ส่วนที่ปูนแตกสีไม่เสียนั้น จะต้องเอากระดาษบางทับลอกเอาของเก่าไว้ก่อน แล้วทำพื้นใหม่ ถ่ายรูปเดิมเขียนลง ส่วนที่ปูนไม่แตกแต่สีเสีย แลที่ปูนแตกสีเสีย แลปูนกระเทาะหายนั้นไม่มีอย่างอื่นนอกจากที่จะนึกเขียนเอาใหม่แต่ว่าต้องสังเกตเลียนเค้าเก่าเขียนให้เป็นอย่างเดียวกัน ถ้าทำเช่นนี้การที่จะต้องทำก็น้อย จะคงไว้ตามเดิมได้ถึง ๒๒๕ ตารางเมเตอ จะต้องเขียนใหม่ ๑๔๑ ตารางเมเตอเท่านั้น แลในส่วนที่เขียนใหม่นี้ จะได้ตามสำเนาเก่า ๖๑ ตารางเมเตอ จะเป็นใหม่แท้ ๘๐ ตารางเมเตอ

ตามจำนวนประมาณว่าจะคงไว้ตามเดิมได้ ๒๒๕ ตารางเมเตอนี้ บางที่จะต้องลดลงเสียอีก ๓๕ ตารางเมเตอ เพราะว่าผนังด้านหน้าแลด้านหลัง ตั้งแต่ขื่อชักลงมาถึงขื่อตะพานนั้น ก่อผนังตั้งไว้บนขื่อตะพาน ถ้าย้ายกองทำหลังคาเปลี่ยน ตาหม้อคงจะดำรงอยู่ไม่ได้ ต้องรื้อก่อใหม่เขียนใหม่

ในการที่จะเขียนนี้ ในส่วนที่จะทำตามสำเนาเก่าก็ดี ในส่วนที่จะนึกขึ้นใหม่ให้คล้ายเก่าก็ดี ต้องใช้ช่างที่เข้าใจเขียนอย่างโบราณช่างเขียนทุกวันนี้ที่จะเข้าใจวิธีโบราณนั้นมีน้อยนัก จะต้องเลือกคัดเอาแต่คนที่ชำนาญการอย่างนั้นจริง อีกประการหนึ่ง งานเขียนนั้นไม่เหมือนงานอื่นตรวจตราเอาดียาก เพราะเป็นสิ่งซึ่งเกิดมาแต่ในใจ ไม่มีหลักตรวจ ถ้าจะจ้างเหมาห้องก็จะเป็นค่าแรงสัก ๑๕ ชั่ง ก็จะสำเร็จ แต่จะไม่ได้ดี แม้ถึงจะให้เงินมาสักเท่าใดก็ดีก็จะไม่ได้รูปที่งามพอใจ ด้วยช่างมุ่งหมายแต่จะได้เงินเร็วเป็นที่ตั้ง ก็ทำแต่พอแล้วเท่านั้น เหตุฉะนี้ ถ้าจะให้ได้งานดีจะใช้วิธีจ้างเหมาห้องไม่ได้ จะต้องทำด้วยวิธีแข่งฝีมือกัน เป็นมีพระบรมราชโองการให้เกณฑ์ช่างที่เข้าใจการเขียนอย่างโบราณ ไปเขียนพระราชทานเบี้ยเลี้ยงรายวันตามสมควร เมื่อแล้วเสร็จฝีมือใครดีมากแลน้อยก็จะพระราชทานรางวัลตามฝีมือ ถ้าใช้วิธีนี้ที่ตั้งอยู่ที่การเขียนดีจึงจะได้เงิน ช่างคงจะตั้งใจเขียนให้ได้รางวัลชั้นสูงเป็นชื่อเสียงแข่งกันเอง เงินเบี้ยเลี้ยงรายวันที่จะจ่ายกว่างานจะแล้วทั้งรางวัลด้วยนั้นก็เห็นจะไม่เกิน ๔๐ ชั่ง

ก่อนที่จะลงมือทำการ รูปเขียนตรงที่บุบสลายจะต้องกะเทาะเขียนใหม่นั้น ต้องเอากระดาษบางลอกสำเนาไว้ สำหรับลงแบบเขียนให้เหมือนเก่า แล้วกะเทาะสีออกเป็นอย่างเบาเอาประดับลงบนแผ่นกระดานเก็บไว้ในมิวเซียม ส่วนรูปที่ไม่บุบสลายยังจะคงอยู่ได้นานนั้น จะต้องปกคลุมไว้ไม่ให้สีแลน้ำมันอันจะทาเพดานหยดรดเสียไปได้

สำหรับจิตรกรผู้วาดภาพผนังพระอุโบสถนี้ รุ่นเก่าเท่าที่ค้นชื่อได้มีเพชรวกรรม์ หลวงวิจิตรเจษฎา (ครูทองอยู่) คงแป๊ะ ตามี สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเล่าประวัติของจิตรกรเอกเหล่านี้ไว้ว่า

๑.เพชรวกรรม์ ในรัชกาลที่ ๓ ได้ยินฦๅชื่อคนหนึ่ง ซึ่งเขียนห้องพระวิธูร ในพระอุโบสถวัดอรุณ ซึ่งไฟไหม้เสียแล้ว ฝีมือดี สมควรยกเป็นครูได้ เพชรวกรรม์คนนั้นได้ ทราบว่าชื่อ สีเปีย ชะรอยเมื่อเล็กๆ จะไว้เปีย.....
๒. .......................................................................................
๓. .......................................................................................
๔. .......................................................................................
๕. หลวงวิจิตรเจษฎา ผู้ที่ปรากฏฟุตโน้ตว่าชื่อทองอยู่นี้ ไม่มีที่สงสัย พวกช่างเรียกกันว่าครูทองอยู่ เป็นมือคู่ขันกับคงแป๊ะ เขียนประชันกันร่ำไป เช่นที่ในพระอุโบสถวัดอรุณ ซึ่งเพลิงไหม้เสียแล้ว เขียนห้องเคียงกันเรื่องมโหสธด้วยกัน คงแป๊ะเขียนห้องอุมงค์ ครูทองอยู่เขียนห้องชักรอกเตี้ยค่อม แล้วไปเขียนประชันกันที่วัดสุวรรณารามอีก ครูทองอยู่เขียนเนมิราช คงแป๊ะเขียนมโหสธ  ยังคงอยู่ดูได้ดีจนทุกวันนี้ คนทั้งสองนี้ล่ำฦๅด้วยกัน บางพวกถือว่าคงแป๊ะดีกว่า บางพวกถือว่าครูทองอยู่ดีกว่า... แต่ที่จริงควรจะไหว้ (ครู) ด้วยเพราะฝีมือดีทัดเทียมกันไม่มีเสมอสามในรัชกาลที่ ๓ ที่ไม่ไหว้จะเป็นด้วยคงแป๊ะอายุอ่อน ฦๅมิฉะนั้นก็รังเกียจความชั่ว ได้ทราบว่ากระทำผิดฆ่าคนตาย แต่เห็นจะไม่โดยสัญเจตนา ลูกขุนพิพากษาลงโทษให้จำคุก แต่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดยกโทษพระราชทาน ตรัสว่าช่างฝีมือดีหาใช้ยาก
๖.ตามี ได้ยินเรียกกันว่า ตามีบ้านบุ เขียนห้องภูริทัต ในพระอุโบสถวัดอรุณ ซึ่งไฟไหม้เสียแล้ว ยังมีชิ้นปูนแตกภาพติดดูได้อยู่ในวังสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทรงเก็บมารักษาไว้ชั้นหนึ่งเป็นฝีมือดีในรัชกาลที่ ๓ เหมือนกันแต่ไม่เอก

ประวัติของจิตรกรที่วาดไว้แต่ครั้งรัชกาลที่ ๓ ค้นพบเพียงเท่านี้

ส่วนจิตรกรที่ซ่อมใหม่นั้น มีชื่ออยู่ตามบานหน้าต่างด้านในดังนี้ คือ
๑.หมื่นเทพนิมิต (ทองอยู่)
๒.นายศุกร (ขึ้นในกรมหมื่นสรรพศาสตร์)
๓.หลวงพินิจสรรพกร (ช่างฝ่ายพระราชวังบวร)
๔.หลวงพิศณุกรม (เล็ก)
๕.หลวงพรหมพิจิตร (เงียบ)
๖.หลวงนิมิตเวศุกรรม (เล็ก ฝ่ายพระราชวังบวร)

แต่การซ่อมภาพในพระอุโบสถต่อมา สืบได้ความว่า พระครูอรุณธรรมธาดา (เวศ) เป็นผู้คอยซ่อม เพราะท่านผู้นี้เป็นจิตรกรฝีมือดี เคยเขียนภาพในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามมาเหมือนกัน ปัจจุบันมรณภาพแล้ว

ตอนเหนือกรอบบนบานหน้าต่างและประตู มีภาพเครื่องโต๊ะหมู่บูชาแบบจีนติดกระจกใส่กรอบ รวมทั้งหมด ๑๘ ภาพ 



โปรดติดตามตอนต่อไป
p 58
17  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ไขตำนาน - ประวัติศาสตร์ - การค้นพบ อารยธรรม / ตำนานตรุษจีน เมื่อ: 13 กุมภาพันธ์ 2561 14:39:34



ตำนานตรุษจีน

กลางอาทิตย์นี้ ก็จะถึงเทศกาลสำคัญ “ตรุษจีน” เทศกาลปีใหม่ของจีนตามปฏิทินจีน เช่นเดียวกับ “วันสงกรานต์” ของไทย ซึ่งมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะในเมืองไทยนั้นมีชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนอาศัยอยู่มากมายทั่วทั้งประเทศ

เชื่อกันว่า ประเพณีตรุษจีน มีมานานกว่าสี่พันปีแล้ว บ้างเรียกว่า “วันชุงเจ๋” ซึ่งหมายถึง เทศกาลฤดูใบไม้ผลิ เนื่องจากช่วงก่อนถึงเทศกาลประเทศจีนจะปกคลุมไปด้วยหิมะ ไม่สามารถทำการเกษตรได้ เมื่อเข้าถึงฤดูใบไม้ผลิ จึงจะสามารถเพาะปลูกพืชผักได้ตามปกติ ชาวจีนจึงกำหนดให้วันแรกของฤดูใบไม้ผลิในแต่ละปีเป็นวันสำคัญและจัดงานเฉลิมฉลองขึ้น

นอกจากนี้ยังมีชื่อเรียกต่างกันไป เช่น “ซุ่ย” หมายถึง การโคจรครบหนึ่งรอบของดาวจูปิเตอร์ หรือ “เหนียน” หมายถึง การเก็บเกี่ยวได้ผลอุดมสมบูรณ์ เป็นต้น โดยการกำหนด “วันตรุษจีน” ตามประเพณี จะเริ่มตั้งแต่วันที่ ๒๓ เดือน ๑๒ ไปจนถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนอ้าย ตามปฏิทินจันทรคติของจีน และถือว่าคืนวันที่ ๓๐ เดือน ๑๒ เป็นวันส่งท้ายปีเก่า

การเตรียมงานฉลองนั้น ส่วนใหญ่จะเริ่มตั้งแต่ ๑ เดือนก่อนวันตรุษจีน คล้าย “วันคริสต์มาส” มีการจัดเตรียมซื้อของขวัญ-การ์ดอวยพร, ของประดับบ้านเรือน เสื้อผ้าใหม่ ฯลฯ ทำความสะอาดบ้านเรือน ครั้งใหญ่ โดยเชื่อว่าเป็นการกวาดเอาโชคร้ายออกไป จากนั้นประดับประดาประตูหน้าต่างด้วยกระดาษแดงและโคมไฟที่มีคำอวยพรต่างๆ อันเป็นสิริมงคล

การฉลองเทศกาลตรุษจีนตามประเพณีจริงๆ แล้ว จะเป็นการเฉลิมฉลองที่ยาวนานถึง ๑๕ วัน วันแรกของปีใหม่เป็นการต้อนรับเทวดาแห่งสวรรค์และโลก หลายคนงดทานเนื้อด้วยเชื่อว่าเป็นการต่ออายุ วันที่ ๒ เซ่นไหว้เทวดาและบรรพชนทั้งหลาย



ทั้งยังเชื่อว่า “เป็นวันที่สุนัขเกิด” ต้องทำดีเป็นพิเศษกับสุนัขเพื่อความเป็นมงคล วันที่ ๓-๔ เป็นวันที่บุตรเขยต้องทำความเคารพแก่พ่อตาแม่ยาย วันที่ ๕ เรียก “พูวู” ทุกคนจะอยู่บ้าน เพื่อต้อนรับการมาเยือนของเทพเจ้าแห่งความร่ำรวย จะไม่มีใครไปเยี่ยมใครเพราะถือว่าเป็นการนำโชคร้ายมาสู่ วันที่ ๖-๑๐ เป็นวันเดินทางไปเยี่ยมญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง และไปวัดสวดมนต์ขอพร เพื่อความสุขความเจริญ

วันที่ ๗ สมัยก่อนชาวนาจะนำผลผลิตของตนออกมา และทำน้ำจากผัก ๗ ชนิดเพื่อเฉลิมฉลอง วันนี้ยังถือ “เป็นวันเกิดของมนุษย์” ดังนั้น อาหารจะเป็น “หมี่ซั่ว” เพื่อชีวิตยืนยาว และ “ปลาดิบ” เพื่อความสำเร็จ

วันที่ ๘ ครอบครัวจะรับประทานอาหารร่วมกัน และตอนเที่ยงคืนร่วมกันสวดมนต์ขอพร “เทียนกง เทพแห่งสวรรค์” วันที่ ๙ เซ่นไหว้ขอพร “เง็กเซียนฮ่องเต้” วันที่ ๑๐-๑๒ เป็นวันเพื่อนฝูงและญาติมิตร ที่จะเชิญกันมารับประทานอาหารเย็น

วันที่ ๑๓ เป็นวันที่รับประทานข้าวกับผักดองกิมจิ เพื่อชำระล้างร่างกายจากที่ทานอาหารมามากมาย วันที่ ๑๔ เตรียมงานฉลองโคมไฟ วันที่ ๑๕ งานฉลองโคมไฟ ปิดท้ายเทศกาลอย่างมีความสุข ความสามัคคี ความมุ่งมั่นในชีวิตและสุขภาพ

สำหรับประเทศไทย ชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนจะถือประเพณีปฏิบัติเพียง ๓ วันหลัก คือ วันจ่าย วันไหว้ และ วันเที่ยว หรือ วันถือ ซึ่ง “ตรุษจีนปี ๒๕๖๑” นี้ “วันจ่าย” คือ วันที่ ๑๔ ก.พ. “วันไหว้” คือวันที่ ๑๕ ก.พ. และ “วันเที่ยว หรือวันถือ” คือวันที่ ๑๖ ก.พ.

หลายๆ ท่านก็คงเตรียมการกันไว้แล้วทั้งการจับจ่าย และวางแผนการเที่ยวใน “วันถือ” ซึ่งเป็นวันหยุดยาวอีกช่วงหนึ่งของปีครับผม




ในประเทศไทยเรา ชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนจะถือประเพณีปฏิบัติหลักของ “วันตรุษจีน” อยู่ ๓ วัน คือ วันจ่าย วันไหว้ และวันเที่ยว หรือวันถือ “วันจ่าย”

ซึ่งตรุษจีนปี ๒๕๖๑ “วันจ่าย” คือ วันก่อนวันสิ้นปี วันที่ ๑๔ ก.พ. เป็นวันที่ออกมาจับจ่ายข้าวปลาอาหาร เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับค่ำคืนของครอบครัวและการเซ่นไหว้ในวันรุ่งขึ้น ในตอนค่ำจะมีการจุดธูปอัญเชิญเจ้าที่ หรือ “ตี่จู่เอี๊ย” ให้ลงมาจากสวรรค์เพื่อรับการสักการะ หลังจากที่ได้ไหว้อัญเชิญขึ้นสวรรค์เมื่อ ๔ วันที่แล้ว

“วันไหว้” คือ วันสิ้นปี วันที่ ๑๕ ก.พ. จะมีพิธีไหว้ ๓ ครั้งช่วงกลางวัน คือ ตอนเช้าไหว้เทพเจ้า ตอนสายไหว้บรรพบุรุษ พ่อแม่ และญาติพี่น้องที่ถึงแก่กรรมไปแล้ว (ไม่เกินเที่ยง) ตอนบ่ายไหว้ผีไม่มีญาติ พร้อมทั้งมีการจุดประทัดเพื่อความเป็นสิริมงคลและ ขับไล่สิ่งชั่วร้าย

จากนั้น ในช่วงค่ำประมาณ ๒๓.๐๐-๐๐.๕๙ น. เป็นพิธี “ไหว้รับองค์ไฉ่ซิงเอี๊ย หรือเทพเจ้าแห่งโชคลาภ” ซึ่งปีนี้มาทางทิศเหนือ มงคลฤกษ์ ๒๓.๑๔-๒๓.๓๙ น. ขึ้นธูปคนแรก (ใช้ธูป ๑๒ ดอก) ขอพรให้กิจการเจริญรุ่งเรือง การงานราบรื่น มั่งมีศรีสุข โชคลาภไม่ขาดสาย

อาหารไหว้เจ้า หรือของไหว้ตรุษจีนนั้น มักจัดเตรียมประมาณ ๕-๑๐ อย่าง ตามสถานภาพของเจ้าบ้าน การไหว้ตามประเพณีโบราณที่ต้องจัดเนื้อสัตว์ ๓ ชนิด ผลไม้ ๓ อย่าง ขนม ฯลฯ ซึ่งล้วนมีความหมายที่เป็นมงคลทั้งสิ้น อย่างของคาว มี “ไก่” หมายถึง ความสง่างาม ความขยันขันแข็ง ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และที่ต้องเป็นไก่เต็มตัว เพราะมีความหมายถึง ความสมบูรณ์ “เป็ด” หมายถึง ความบริสุทธิ์สะอาด ความสามารถหลากหลาย “หมู” หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ มีกินมีใช้ “ปลาและปลาหมึก” หมายถึง เหลือกินเหลือใช้ อุดมสมบูรณ์

ส่วน “บะหมี่ยาวหรือหมี่ซั่ว” หมายถึง อายุยืนยาว แต่สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงคือ “เต้าหู้ขาว” เนื่องจากชาวจีนถือว่าสีขาว เป็นสีสำหรับงานโศกเศร้า

ผลไม้ “กล้วย” หมายถึง กวักโชคลาภมาสู่ มีลูกมีหลานเต็มบ้าน “แอปเปิ้ล” หมายถึง ความสุขและสันติภาพ “สาลี่” หมายถึง โชคลาภมาสู่เช่นกัน แต่ไม่นิยมไหว้บรรพบุรุษและวิญญาณไร้ญาติ “ส้มสีทอง” หมายถึง ความสวัสดิมงคล “องุ่น” หมายถึง ความเพิ่มพูน “สับปะรด” หมายถึง มีโชคลาภมาหา

“ขนมเข่ง” คือ ความหวานชื่น ราบรื่นในชีวิต ถ้าเป็น “ขนมเข่งที่ใส่ในชะลอม” หมายถึง ความหวานชื่นอันสมบูรณ์ “ขนมเทียน” คือ ความหวานชื่น ราบรื่น รูปลักษณ์เป็นกรวยแหลมมีลักษณะเป็นมงคลเหมือนเจดีย์ “ขนมไข่” คือ ความเจริญเติบโต “ขนมถ้วยฟู” คือ ความเพิ่มพูนรุ่งเรือง เฟื่องฟู “ขนมสาลี่” คือ รุ่งเรือง เฟื่องฟู ฯลฯ หรือแม้แต่เครื่องปรุง เช่น “เม็ดบัว” หมายถึง การมีลูกหลานที่เป็นชาย “เกาลัด” หมายถึง เงิน “ถั่วตัด” หมายถึง แท่งเงิน และ “สาหร่ายดำ” ซึ่งออกเสียงแล้วคล้ายความร่ำรวย เป็นต้น นอกจากนี้ จะมีกระดาษเงินกระดาษทอง ประการสำคัญคือ การตั้งใจไหว้ สักการะและขอพรด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์ย่อมสร้างมหามงคลยิ่ง

ส่วน “วันเที่ยว” หรือ “วันถือ” เป็นวันที่ชาวจีนถือเป็นสิริมงคล จะพากันไปไหว้พระขอพรตามศาสนสถานต่างๆ จากนั้นไหว้ ขอพรและอวยพรญาติมิตร ผู้หลักผู้ใหญ่ และผู้ที่เคารพรัก โดยนำ “ส้มสีทอง” ไปมอบให้กันและกัน ทุกคนจะพูดแต่สิ่งดีๆ ที่เป็นมงคล โดยส่วนใหญ่คำอวยพรวันปีใหม่จะพูดว่า “ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้” หรือ “ซินเจิ้งหรูอี้ ซินเหนียนฟาไฉ” แปลความว่า คิดหวังสิ่งใดขอให้สมหวังสมปรารถนาในปีใหม่นี้ มีแต่ความสุขมั่งคั่ง โชคดีร่ำรวยตลอดปี

สัญลักษณ์อย่างหนึ่งของตรุษจีนที่ขาดไม่ได้ นั่นคือ การแจกและรับ “อั่งเปา” กันอย่างมีความสุข อั่งเปา ซึ่งหมายถึง กระเป๋าแดง หรือเรียกว่า “แต๊ะเอีย” ซึ่งผู้ใหญ่จะมอบให้ผู้น้อย ในสมัยก่อนเป็นเงินรูก็จะร้อยด้วยเชือกสีแดงเป็นพวงๆ และนำมามอบให้เด็กๆ ซึ่งจะนำมาผูกเก็บไว้ที่เอว

นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อถือในเรื่องโชคลางต่างๆ เพื่อให้การขอพร คำอวยพร และความเป็นมงคล คงอยู่ตลอดปี อาทิ ต้องแต่งกายด้วยเสื้อผ้าใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น “สีแดง” ถือเป็นสีมงคล งดทำบาป ไม่พูดจาไม่ดี ไม่ทวงหนี้ ไม่ให้ยืมของ ไม่จับไม้กวาด ไม่ซักผ้า ไม่สระผม หรือไม่ร้องไห้ เป็นต้น

ยิ่งปีนี้ ใน “วันถือ” ที่ ๑๖ ก.พ. ยังตรงกับ “วันขอเงินจากพระจันทร์” ซึ่งมีหลายๆ ท่านเคยสมปรารถนากันมาแล้ว จึงเรียกได้ว่า “เฮง ๒ ต่อ” กันทีเดียวครับผม
.... ทีมา ข่าวสดออนไลน์

18  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ในครัว / ผัดกระเพราไข่เยี่ยวม้า สูตร/วิธีทำ เมื่อ: 10 กุมภาพันธ์ 2561 20:04:03



ผัดกระเพราไข่เยี่ยวม้า

ส่วนผสม
- หมูสับ     300 กรัม
- ไข่เยี่ยวม้า     3 ฟอง
- กระเพราเด็ดใบ     1 ถ้วย
- พริกจินดาแดง     5-7 เม็ด
- กระเทียมไทย     1+ ½ หัว
- ซอสหอยนางรม     1 ช้อนโต๊ะ
- ผงปรุงรส     1 ช้อนชา
- น้ำตาลทราย     ½ ช้อนชา
- ซีอิ๊วดำหวาน     ½ ช้อนชา
- ซีอิ๊วขาว     1 ช้อนชา
- ซอสปรุงรส     ½ ช้อนชา


วิธีทำ
1.โขลกพริกกับกระเทียมพอหยาบ
2.ปอกเปลือกไข่เยี่ยวม้า ผ่า 4 นำไปทอดจนเหลือง  พักไว้
3.แบ่งกระเพราครึ่งหนึ่ง นำไปทอดด้วยไฟกลางจนกรอบ ตักใส่ตะแกรงพักให้สะเด็ดน้ำมัน
4.ตั้งกระทะใส่น้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะ ใส่เครื่องที่โขลก ใส่ซอสหอยนางรม คนให้เข้ากัน
5.ใส่หมูสับ ผัดให้หมูกระจาย ใส่ผงปรุงรส น้ำตาลทราย ซีอิ๊วดำหวาน ซีอิ๊วขาว ซอสปรุงรส
   หมูสุกดีแล้ว ปิดแก๊ส ใส่ใบกระเพราสด ผัดให้เข้ากัน ใส่ไข่เยี่ยวม้า
   ตักใส่จานเสิร์ฟ โรยพริกไทยป่น

ขั้นตอนการปรุง






















19  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ไปเที่ยว / เปิดตำนาน "เอ็งกอ"ผู้กล้าแห่งเหลียงซันโป๋ เมื่อ: 10 กุมภาพันธ์ 2561 17:28:25







































เอ็งกอ เอกลักษณ์วัฒนธรรมจีน

เอ็งกอ เป็นศิลปะการแสดงของชาวจีน มาพร้อมกับชาวจีนอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองไทย และได้อนุรักษ์ศิลปะนี้มาตลอดหลายช่วงอายุบรรพบุรุษ  

ต้นกำเนิดของ เอ็งกอ ผู้กล้าแห่งเหลียงซันโป๋ ๑๐๘ คน มีเรื่องราวตำนานที่เล่าขานกันมานานของชาวจีน เป็นเรื่องราวของชุมโจรเหลียงซันโป๋ มณฑลซานตง ในสมัยราชวงศ์เป่ยซ่ง รัชกาลซ่งฮุยจงฮ่องเต้ (ค.ศ.๑๑๐๐-๑๑๒๕) ในเมืองนี้มีเขาเหลียงซัน ที่มีภูมิประเทศเป็นหน้าผา ง่ายต่อการตั้งรับและยากต่อการบุกโจมตี เวลากล่าวถึงเอ็งกอ จึงเรียกกันติดปากว่าผู้กล้าแห่งเขาเหลียงซัน

โจรเหลียนซันโป๋ ๑๐๘ คน  มีอาชีพและฐานะทางสังคมต่างกัน มีทั้งชาวนา ชาวประมง คนลากรถ พ่อค้า นายพราน นายช่าง แพทย์ ครู นักบวช เศรษฐี ข้าราชการชั้นผู้น้อย ทหาร และเชื้อพระวงศ์ โจรเหล่านี้รักใคร่สามัคคีกันดุจพี่น้อง สร้างพลังที่จะต่อต้านความอยุติธรรมที่เกิดในสังคมยุคนั้น เรียกว่าเป็นโจรคุณธรรมปล้นคนโกงชาติโกงแผ่นดินเอารัดเอาเปรียบประชาชน ได้ทรัพย์สินมาก็แบ่งให้คนยากจน เวลาออกทำการโจรทั้ง ๑๐๘ คนจะเขียนหน้าต่างกันเป็นเอกลักษณ์ของใครของมัน เป็นการคิดหาวิธีการต่างๆ ที่จะเข้าเมืองโดยไม่ถูกพวกกบฏจับได้ และที่สำคัญคือต้องจำหน้าไม่ได้ นี่คือความพิเศษที่โดดเด่นของเอ็งกอ

และวันสำคัญก็มาถึง เหล่าคนกล้าได้แต่งกายเป็นชุดรัดกุมเหมือนทหารที่ออกศึก ในรูปแบบการแสดงด้วยการเต้นตีไม้ สร้างความเร้าใจให้ผู้คนสนใจ ทำให้ทหารฝ่ายกบฏแม้กระทั่งขุนนางกังฉินก็ไม่สามารถจำหน้าคนเหล่านี้ได้ เนื่องจากมีการวาดหน้าทั้งใบหน้า แต่งเติมสีสันที่ฉูดฉาด ประชาชนที่อยู่ในเมืองที่ทราบข่าวและเป็นพวกเดียวกันได้เตรียมซ่อนมีด ซ่อนดาบ ไว้ให้พวก “เอ็งกอ” เมื่อการแสดงเริ่มต้น ทุกคนต่างสนใจที่จะชม แม้ขุนนางกังฉินบรรดาพวกกบฏต่างก็ชื่นชม เมื่อการแสดงได้ล่วงเลยมาพอสมควรก็ถึงเวลาที่ผู้กล้าทั้งหลายที่แสดง “เอ็งกอ” ได้เปลี่ยนมาเป็นคณะกู้เมือง และสามารถจับพวกกบฏ ขุนนางกังฉินได้ ที่สำคัญคือได้เมืองกลับคืนมาสำเร็จ

ตามประวัตินั้น คล้ายกับวีรบุรุษเขาเหลี่ยงซาน ซึ่งถ้าได้ศึกษาอย่างละเอียด จะมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยแทรกอยู่อย่างมาก เช่น นักแสดงเอ็งกอได้แต่งหน้าและท่าทางให้เหมือน บู้ซ้ง, พระจีน และการแสดงแต่ละครั้งถ้าเป็นชุดสมบูรณ์ ต้องใช้ผู้แสดงจำนวน ๑๐๘ คน แต่ในปัจจุบันเรามักจะเห็นไม่ครบ เนื่องจากความยุ่งยากในการเตรียมความพร้อมทั้งทางร่างกาย จิตใจ และเสื้อผ้า  อีกสาเหตุก็คือการแสดงเอ็งกอครบจำนวน ๑๐๘ คนนี้มักจะมีเหตุการณ์สูญเสียชีวิตของนักแสดงเอ็งกอเกิดขึ้น จึงทำให้ผู้แสดงมีจำนวนไม่ครบจนทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ที่แสดงโชว์หรือออกงานประเพณีต่างๆ มักจะมีผู้แสดงอย่างต่ำ ๔๐ คนขึ้นไปเสมอ ซึ่งไม่รวมพวกตีล้อ เป่าเขาควาย ตีกลองใหญ่ ฉาบเล็ก ฯลฯ

ก่อนการแสดง นักแสดงต้องนำขนมไหว้ของชาวจีน ที่เรียกว่า ง่วนก้วย มาไหว้และเต้นแสดงบูชาเทพเจ้า หลังจากนั้นนำขนมไหว้ให้ผู้แสดงรับประทานคนละเล็กละน้อย ทั้งนี้เพื่อเป็นสิริมงคลในการแสดงไม่ให้เกิดอุปสรรคใดๆ เป็นการสร้างขวัญกำลังใจ และทุกครั้งที่กระทำตามนี้ไม่เคยบังเกิดเหตุการณ์ใดๆ ที่ไม่ดีเลย

อีกตำนานหนึ่งของ "เอ็งกอ - พ๊ะบู๊" กล่าวว่าเมื่อแปดร้อยปีมาแล้ว ราชอาณาจักรจีน ในรัชสมัยพระเจ้าซ้องยินจงฮ่องเต้เกิดโรคระบาดพรากชีวิตผู้คนไปเป็นอันมาก พระเจ้าซ้องยินหยินจงฮ่องเต้ทรงโปรดให้อังซินขุนนางตำแหน่งไทอวยเดินทางไปอัญเชิญนักพรตวิเศษ เตียฮีเจ็งเชียนชือ ณ สำนักวัดเขาเกาเล่งซัวมาช่วย ระหว่างทางขากลับอังซิน ผ่านเก๋ง แห่งหนึ่ง สลักชื่อไว้ว่า ตำหนักขังปิศาจ ด้วยความกระหายใคร่รู้ จึงแกะยันต์ที่ติดอยู่หน้าเก๋งทิ้งและ เปิดเข้าไปโดยพลการ ทันใดนั้นเองก็มีควันดำพวยพุ่งออกมาทางประตูลอยขึ้นไปอยู่บนอากาศแล้วแตกกระจายแปดทิศ ที่แท้ในเก๋งขังดวงจิตดาวทหารที่ดุร้ายถึงร้อยแปดคนชื่อดาว"เทียมกังแซ" ๓๖ ดวง  ชื่อดาว "ตีลัว" ๗๒ ดวง รวม ๑๐๘ ดวง ถูกขังมิให้ไปเกิด จากความกลัวว่าจะรบกวนไพร่ฟ้าประชาชนพลเมืองให้ได้รับความเดือดร้อน วิญญาณดุร้ายทั้งร้อยแปดดวงจึงได้โอกาสไปจุติ เป็น"ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเขาเหลียงซาน" หลังจากพระเจ้าซ้องยินจงสวรรคตแล้ว การเมืองการปกครองเริ่มเสื่อมทรามลงทุกที ในราชสำนักและวงขุนนางมีแต่ขุนนางฉ้ออำมาตย์มารกดขี่ข่มเหงราษฎร สังคมก็ปั่นป่วนวุ่นวายมือใครยาวสาวได้สาวเอา เหล่านักบู๊เทอดทูนคุณธรรมยิ่งชีวิตต่างถูกบีบคั้นถูกกลั่นแกล้งเหลืออดเหลือทน ในที่สุดจึงรวมตัวกันรวบรวมเอาเหล่านักบู๊ผู้เลิศวิทยายุทธแห่งเขาเหลียงซาน ทั้ง ๑๐๘ คน ทำการก่อกบฏปล้นขุนนางขี้ฉ้อปล้นคหบดีนำมาแจกจ่ายคนจนคนตกทุกข์ได้ยาก ความขัดแย้งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนขยายตัวเป็นสงครามระหว่างกองโจรกับกองทหารหลวง  อนึ่ง ตำนาน "ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเขาเหลียงซาน" นี้ ใช้เค้าโครงจากวรรณคดีจีนเรื่อง"ซ้องกั๋ง" ซึ่งเป็นวรรณคดีร้อยแก้วมีลักษณะเป็นการเล่า ซือไน่อานได้เรียบเรียงขึ้นเป็นเรื่องราวยืดยาวมีรสมีชาติยิ่งนัก ซือไน่อานเขียนไว้เพียงเจ็ดสิบบท ต่อมา "หลังกว้านจง" ลูกศิษย์ของซือไน่อานจึงเขียนต่อจนจบสมบูรณ์ (หลังกว้านจงคือผู้รจนานิยายเรื่องสามก๊กอันลือชื่อนั่นเอง ซ้องกั๋งเรื่องนี้จึงถือว่าเป็นฝีมือครูเป็นแบบอย่างของสามก๊กอีกทีหนึ่ง)

การแสดง "เอ็งกอ - พะบู๊"
การละเล่นเอ็งกอ เป็นตอนที่ขบวนนักรบ ๑๐๘ คน ที่ต่างมีวิชาความสามารถเก่งกาจกันคนละอย่างสองอย่าง ทั้งการต่อสู้ด้วยมือเปล่า ไม้พลอง มีด การดำน้ำ การเดินป่าทางไกล การรักษาโรค ฯลฯ แต่งหน้าอำพลางตน เป็นนักแสดงขี่ม้าเข้าเมือง เพื่อไปช่วยซ้องกั๋งหัวหน้าของพวกตน การเขียนหน้าเพื่อปกปิดหน้าตาและทำให้ดูน่าเกรงขามของเอ็งกอมีการเขียนลวดลายเฉพาะคนเหมือนการสวมหน้ากาก เหมือนกับการสวมหัวโขนของคนไทย ในการแสดงไม่ว่าขบวนแห่เอ็งกอจะผ่านไปทางไหนจะสร้างความตื่นเต้นและความประทับใจในการแสดงนี้ไปทั่ว อันเกิดจากความเร้าใจจากเสียงตีไม้คู่ของขบวนผู้แสดงที่วิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ต้นกำเนิดเอ็งกอ-พะบู๊ เมืองปากน้ำโพ นครสวรรค์
ในงานเทศกาลประเพณีแห่เจ้าของชาวตลาดปากน้ำโพ ได้นำเอาเรื่องราวของเอ็งกอมาแสดงเรียกว่า เอ็งกอ-พะบู๊  มีการแสดงการต่อสู้รบด้วยวิธีที่แต่ละคนถนัด จากการบอกเล่าของนายพินิจ ชอบทางศิลป์ (เฮ่งต็กคู) อายุ ๗๗ ปี (พ.ศ.๒๕๔๙) เคยเป็นผู้แสดงในคณะเอ็งกอรุ่นแรก และเป็นผู้ช่วยสอนเอ็งกอของปากน้ำโพเล่าว่า “การเล่นเอ็งกอในปากน้ำโพเริ่มต้นมาในปี พ.ศ.๒๔๙๐ ปีเดียวกับการเกิดกบฏแมนฮัตตันที่กรุงเทพฯ  เริ่มมาจากนายคอซัว แซ่เตีย คนจีนที่มาจากหมู่บ้านโถ่วเกา อำเภอผวเล้ง จังหวัดแต้จิ๋ว ประเทศจีน  นายคอชัว เคยเล่นเอ็งกอที่หมู่บ้านในเมืองจีนมาก่อน เมื่อมาอยู่ปากน้ำโพท่านทำงานอยู่ที่เรือส่งสินค้า  ส่วนผมทำงานอยู่ในโรงย้อมผ้าเฮ่งช่วงหลี ที่ตลาดลาว  นายคอซัวและเพื่อนๆ มาชวนผมให้ไปเล่น แรกๆ ผมไม่ไป แต่พี่ชายผมคือนายเฮ่งเต็กเม้ย ปัจจุบันคือนายสุกิจ ชอบทางศิลป์ เจ้าของโรงน้ำแข็งกิจเจริญ ได้ไปเล่น ตอนหลังพี่ชายผมก็มาชวนผมไปเล่นด้วย ในยุคแรกเถ้าแก่เอ็งเช่งหมง เจ้าของโรงไม้เอ็งเช่งหมง (บิดาของคุณสุมนา อาชาไนย ที่สร้างศาลเจ้าแม่หน้าผาเป็นอาคารไม้หลังแรก) ได้ช่วยสนับสนุนตั้งคณะและทำไม้พลองให้ พร้อมทั้งให้ที่พักแก่นายคอซัว แซ่เตีย ที่มาจากเมืองจีนใหม่ๆ

เอ็งกอปีแรกของปากน้ำโพมี “จับหลักทุ้ยจับหลักโก้ว” คือมีผู้เล่นไม้พลอง ๑๖ คน ผู้ตีกลองขนาดเล็ก ๑๖ คน นอกนั้นเป็นผู้เล่นดนตรีมีกลอง ล้อ(ล่อ) แฉ(ดาบ) และมีการเล่นพะบู๊ต่อท้าย การแต่งกายเอ็งกอในยุคเริ่มแรก ใส่เสื้อคอกลมขาว เขียนชื่อผู้สนับสนุน มีผ้าโพกหัว เว้นครูฝึก ขอยืมหมวกและหนวดจากโรงงิ้วมาใช้  มีผ้าผูกคอเหมือนลูกเสือ นุ่งกางเกงแพรสีน้ำเงินมีแถบข้างขา ๓ แถบ มีผ้าผูกเอว สวมรองเท้าหุ้มข้อยี่ห้อนันยาง และมีผ้าพันแข้ง การเขียนหน้าคณะงิ้วจะเขียนให้เฉพาะตัวเอก ๕ ตัวคือหลีคุ้ย บู๋ซ้ง โล้วจุ้งหงี เตียสุง เป็นต้น และก่อนการแสดงทุกครั้งจะมีพิธีไหว้ครูไหว้เจ้าที่ ไหว้เหล่าเอี๊ยผู้เป็นใหญ่ในสถานที่นั้นทุกครั้ง ชาวเอ็งกอจะไหว้ฉั่งซือเอี้ยก่อน เพื่อสาบานเป็นพี่น้องกัน และเชือดไก่เอาเลือดผสมเหล้าให้ทุกคนดื่ม"
 
ส่วน "พ๊ะบู๊" เป็นการแสดงการต่อสู้ด้วยอาวุธจีนโบราณ มักจะเป็นขบวนคู่แฝดของเอ็งกอในการแห่เจ้า ขบวนเอ็งกอ-พ๊ะบู๊ของนครสวรรค์ริเริ่มเล่นโดยนาย คอซัวแซ่เตียเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๐และได้รับความนิยมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน


ขอขอบคุณข้อมูลจาก เว็บไซต์
- dek-d.com
- pantip.com
- lnews.in.th
20  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ตลาดสด / Re: พรรณไม้มงคลประจำจังหวัด เมื่อ: 10 กุมภาพันธ์ 2561 14:22:34

พรรณไม้มงคลประจำจังหวัด


ต้นพิกุล ต้นไม้มงคลประจำจังหวัดลพบุรี
ขอขอบคุณภาพประกอบ จาก : jkhealthworld.com

ภาคกลาง
๑๔ ลพบุรี : ต้นพิกุล

วังนารายณ์คู่บ้าน ศาลพระกาฬคู่เมือง ปรางค์สามยอดลือเลื่อง
เมืองแห่งดินสอพอง เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เกริกก้อง แผ่นดินทองสมเด็จพระนารายณ์

-----------------------------------------

สาระน่ารู้เกี่ยวกับจังหวัดลพบุรี
               ชื่อไทย : ประจวบลพบุรี
               ชื่ออังกฤษ : Lop Buri
               อักษรย่อ : ลบ.
               ภาค : ภาคกลาง
               เนื้อที่ : ๖,๒๐๐ ตารางกิโลเมตร

อาณาเขตติดต่อ
               ทิศเหนือ จังหวัดเพชรบูรณ์
               ทิศตะวันออก จังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดชัยภูมิ
               ทิศใต้ จังหวัดสระบุรี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดอ่างทอง
               ทิศตะวันตก จังหวัดนครสวรรค์และจังหวัดสิงห์บุรี




ต้นไม้ประจำจังหวัดลพบุรี ต้นเกด
               ชื่อทั่วไป พิกุล
               ชื่อสามัญ Bullet Wood
               ชื่อวิทยาศาสตร์ Mimusops elengi Linn.
               วงศ์ SAPOTACEAE
               ชื่ออื่นๆ แก้ว, ซางดง, กุน, พิกุลป่า, พิกุลเถื่อน
               ถิ่นกำเนิด ประเทศที่มีอากาศร้อน อินเดีย พม่า มาเลเซีย พบตามป่าทางภาคใต้และภาคตะวันออกของไทย
               ประเภท ไม้ยืนต้น

รูปร่างลักษณะ
               ต้น : เป็นไม้ยืนต้น สูง ๑๕-๒๕ เมตร ไม่ผลัดใบ เรือนยอดรูปเจดีย์ ขณะที่ต้นยังเล็ก โตขึ้นเป็นทรงกลมหนาทึบ เปลือกต้นสีน้ำตาลอมเทา มีรอยแตกตามยาวของลำต้น
               ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับกัน ใบมนรูปไข่ กว้าง ๒-๖ เซนติเมตร ยาว ๗-๑๕ เซนติเมตร ปลายใบแหลมเป็นติ่ง ขอบใบเป็นคลื่น
               ดอก : เป็นดอกเดี่ยว อยู่รวมกันเป็นกระจุกที่ปลายกิ่งหรือที่ซอกใบ กลีบเลี้ยง ๘ กลีบ เรียงซ้อนกัน ๒ ชั้น กลีบดอกประมาณ ๒๔ กลีบ เรียงซ้อนกัน โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเล็กน้อย ดอกสีขาว เมื่อใกล้โรยสีเหลืองอมน้ำตาล ดอกบานวันเดียวแล้วร่วง มีกลิ่นหอม ออกดอกตลอดปี
               ผล : รูปไข่ ยาว ๒-๓ เซนติเมตร สีเขียว เมื่อแก่จะมีสีแดงหรือสีแดงอมส้ม เนื้อในผลสีเหลือง รสหวานอมฝาด
               เมล็ด : แบนรี ขนาด ๑.๕ เซนติเมตร เปลือกแข็ง
การขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง หรือการปักชำกิ่ง
สภาพที่เหมาะสม เจริญได้ดีในดินทุกชนิด ชอบแดดจัด ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง ทนต่อสภาพต่างๆ ได้ดี ขึ้นประปรายในป่าดิบทางภาคใต้ ภาคกลาง และภาคตะวันออกของประเทศไทย
ประโยชน์  ปลูกเป็นไม้ประดับและให้ร่มเงา
               ลำต้น  : ใช้ในการก่อสร้าง ทำโครงเรือเดินทะเล เครื่องมือทางการเกษตร
               ใบ : ฆ่าเชื้อกามโรค แก้หืดหอบ
               เปลือกต้น : ต้มอมกลั้วคอ แก้เหงือกอักเสบ
               เนื้อไม้ : ที่ราลงมีสีน้ำตาลเข้มประขาว มีกลิ่นหอม เรียกว่า “ขอนดอก” ใช้บำรุงตับ ปอด หัวใจ และบำรุงครรภ์
               ดอก : มีกลิ่นหอมจัดอยู่ในพิกัดเกสรทั้งห้า ใช้ทำยาหอม บำรุงหัวใจ บำรุงไต แก้เจ็บคอ น้ำมันหอมระเหยจากดอกใช้ทาแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
               ผลสุก : ใช้รับประทานได้
               เมล็ด : ตำให้ละเอียด ทำเป็นยาเม็ดสำหรับสวนเวลาท้องผูก ขับปัสสาวะ 




ต้นโพทะเล ต้นไม้มงคลประจำจังหวัดสมุทรปราการ
ขอขอบคุณภาพประกอบ จาก : biolib.cz/IMG/GAL/54334.jpg

ภาคกลาง
๑๕. สมุทรปราการ : ต้นโพทะเล

ป้อมยุทธนาวี พระเจดีย์กลางน้ำ ฟาร์มจระเข้ใหญ่ งามวิไลเมืองโบราณ
สงกรานต์พระประแดง ปลาสลัดแห้งรสดี ประเพณีรับบัว ครบถ้วนทั่วอุตสาหกรรม

-----------------------------------------

สาระน่ารู้เกี่ยวกับจังหวัดสมุทรปราการ
               ชื่อไทย : สมุทรปราการ
               ชื่ออังกฤษ : Samut Prakan
               อักษรย่อ : สป.
               ภาค : ภาคกลาง
               เนื้อที่ : ๑,๐๐๔ ตารางกิโลเมตร

อาณาเขตติดต่อ
               ทิศเหนือ กรุงเทพมหานคร
               ทิศตะวันออก จังหวัดฉะเชิงเทราและอ่าวไทย
               ทิศใต้ อ่าวไทย
               ทิศตะวันตก กรุงเทพมหานครและอ่าวไทย



ต้นไม้ประจำจังหวัดสมุทรปราการ ต้นโพทะเล
               ชื่อทั่วไป โพทะเล
               ชื่อสามัญ Portia Tree, Cork Tree, Tulip Tree, Rosewood of Seychelles, Coast Cotton Tree, Yellow Mallow Tree
               ชื่อวิทยาศาสตร์ Thespesia populnea (L) Soland. Ex Correa
               วงศ์ MALVACEAE
               ชื่ออื่นๆ ปอกะหมัดไพร, ปอมัดไซ, บากู
               ถิ่นกำเนิด ตามป่าชายเลน พบมากทางภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศไทย
               ประเภท ไม้ยืนต้น

รูปร่างลักษณะ
               ต้น : เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูง ๑๐-๑๕  เมตร เปลือกสีน้ำตาลอ่อนอมชมพู ผิวขรุขระเป็นตุ่มเล็กๆ ตลอดลำต้น
               ใบ : เป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ แผ่นใบรูปหัวใจ กว้าง ๑๒ เซนติเมตร ยาว ๑๕ เซนติเมตร
               ดอก : ขนาดใหญ่ สีเหลือง ขนาด ๖-๑๐ เซนติเมตร ออกตามง่ามใบ ออกดอกช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน
               ผล : โต ขนาด ๔ เซนติเมตร ผิวแข็ง
               เมล็ด : เล็กยาว คล้ายเส้นไหม
การขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม สภาพดินทุกชนิด เป็นไม้กลางแจ้ง ชอบแสงแดดจัด ชอบความชุ่มชื้นสม่ำเสมอ ต้องการน้ำมาก ขึ้นหลังป่าชายเลน
ประโยชน์
               เนื้อไม้ : เหนียว แข็ง ทนทาน ไสกบตกแต่งง่าย ขัด ชักเงาได้ดี ใช้ทำเครื่องเรือน กระดานพื้น ด้ามเครื่องมือ พายแจว
               เปลือกต้น : ใช้ทำดอกหมันเรือ ทำเชือก และสายเบ็ด     
               ใบ : นำมาสกัดทำเป็นยาผงใส่แผลสด แผลเรื้อรัง     
               ผล : เป็นยาระบาย ทำยาชงหรือยาต้มแก้โรคหนองใน     
               ราก : เป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ ลดไข้ กินเป็นยาบำรุง     




ต้นจิกทะเล ต้นไม้มงคลประจำจังหวัดสมุทรสงคราม
ขอขอบคุณภาพประกอบ จาก : ankurnursery.com

ภาคกลาง
๑๖. สมุทรสงคราม : ต้นจิกทะเล

เมืองหอยหลอด ยอดลิ้นจี่ มีอุทยาน ร.๒
แม่กลองไหลผ่าน นมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม

-----------------------------------------

สาระน่ารู้เกี่ยวกับจังหวัดสมุทรสงคราม
               ชื่อไทย : สมุทรสงคราม
               ชื่ออังกฤษ : Samut Songkhram
               อักษรย่อ : สส.
               ภาค : ภาคกลาง
               เนื้อที่ : ๔๑๖ ตารางกิโลเมตร

อาณาเขตติดต่อ
               ทิศเหนือ จังหวัดราชบุรีและจังหวัดสมุทรสาคร
               ทิศตะวันออก อ่าวไทย
               ทิศใต้ จังหวัดเพชรบุรี
               ทิศตะวันตก จังหวัดราชบุรี




ต้นไม้ประจำจังหวัดสมุทรสงคราม ต้นจิกทะเล
               ชื่อทั่วไป จิกทะเล
               ชื่อสามัญ Putat, Sea Poison Tree
               ชื่อวิทยาศาสตร์ Barringtonia asiatica (Linn.) Kurz
               วงศ์ LECYTHIDACEAE
               ชื่ออื่นๆ โดนเล, อามุง, จิกเล
               ถิ่นกำเนิด หาดทรายชายทะเลทั่วไป
               ประเภท ไม้ยืนต้น

รูปร่างลักษณะ
               ต้น : เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ แผ่กิ่งก้านสาขาไปทั่วต้น กิ่งมีขนาดใหญ่ มีรอยแผลอยู่ทั่วไป เป็นรอยแผลที่เกิดจากใบที่ร่วงหล่นไป เปลือกต้นมีสีน้ำตาลหรือสีเทา
               ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับไปตามข้อต้น ผิวใบเกลี้ยงเป็นมัน ขอบใบเรียบ แผ่นใบหนา กว้างประมาณ ๑๕ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๓๕ เซนติเมตร สีเขียวเข้ม
               ดอก : ออกดอกเป็นช่อสั้นๆ อยู่ตามปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาว มีเกสรเพศผู้สีม่วงแซม บานเวลากลางคืน กลางวันดอกจะโรย เมื่อดอกตูม มีสีขาวคล้ายดอกยี่หุบ เวลาบานจะเห็นเกสรเพศผู้ชัดเจน ออกดอกช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม
               ผล : ขนาดใหญ่ โคนเป็นสี่เหลี่ยมป้าน ปลายสอบและแหลมคล้ายลูกดิ่ง

การขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม ดินร่วนปนทราย หรือดินทราย เป็นไม้กลางแจ้ง ชอบขึ้นตามริมชายหาดที่มีดินเลน และขึ้นได้ในที่มีดินเลนแข็ง
ประโยชน์ ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ
               เปลือกต้น : บรรเทาอาการปวดศีรษะ ต้มเป็นยาทาภายนอก
               ราก : ฝนผสมกับน้ำมะนาว ใช้ปิดปากแผลที่ถูกงูกัด     
               ผล : ชงน้ำดื่มแก้ไอ แก้หืด ท้องเสีย     
               เปลือกเมล็ด : ทุบให้แห้ง ตีกับน้ำใส่บ่อใช้เบื่อปลา   




ต้นสัตบรรณ ต้นไม้มงคลประจำจังหวัดสมุทรสาคร
ขอขอบคุณภาพประกอบ จาก : puechkaset.com

ภาคกลาง
๑๗ สมุทรสาคร : ต้นสัตบรรณ

เมืองประมง ดงโรงงาน ลานเกษตร เขตประวัติศาสตร์
-----------------------------------------

สาระน่ารู้เกี่ยวกับจังหวัดสมุทรสาคร
               ชื่อไทย : สมุทรสาคร
               ชื่ออังกฤษ : Samut Sakhon
               อักษรย่อ : สค.
               ภาค : ภาคกลาง
               เนื้อที่ : ๘๗๒ ตารางกิโลเมตร

อาณาเขตติดต่อ
               ทิศเหนือ จังหวัดนครปฐม
               ทิศตะวันออก กรุงเทพมหานคร
               ทิศใต้ อ่าวไทย
               ทิศตะวันตก จังหวัดสมุทรสงครามและจังหวัดราชบุรี




ต้นไม้ประจำจังหวัดสมุทรสาคร ต้นสัตบรรณ
               ชื่อทั่วไป สัตบรรณ
               ชื่อสามัญ White Cheesewood
               ชื่อวิทยาศาสตร์ Alstonia scholaris (L.) R. Br.
               วงศ์ APOCYNACEAE
               ชื่ออื่นๆ ตีนเป็ด, พญาสัตบรรณ, หัสบรรณ, กะโนะ, จะบัน, ชบา, ตีนเป็ดขาว, บะซา, ปูแล, ปูลา ยางขาว
               ถิ่นกำเนิด หมู่เกาะโซโลมอน มาเลเซีย ป่าดงดิบภาคใต้ ตะวันออกเฉียงใต้ และภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศไทย
               ประเภท ไม้ยืนต้น

รูปร่างลักษณะ
               ต้น : เป็นไม้ยืนต้น สูง ๑๕-๒๕ เมตร โคนต้นมักเป็นพูพอน เปลือกสีเทาอ่อนหรือสีเทาอมเหลือง ค่อนข้างหนา
               ใบ : เป็นใบเดี่ยว เรียงกันเป็นวง ๕-๗ ใบ แผ่นใบรูปมนแกมรูปไข่กลับ ปลายแหลมเป็นติ่งเล็กน้อย โคนสอบ ขอบใบเรียบ
               ดอก : มีขนาดเล็ก สีเขียวอมเหลืองหรืออมขาว ออกเป็นช่อตามปลายกิ่ง
               ผล : เป็นฝักเรียว ยาว ๑๐-๒๐ เซนติเมตร
               เมล็ด : มีเมล็ดจำนวนมาก ลักษณะเมล็ดเป็นรูปขนานแบนๆ มีขนยาวอ่อนนุ่มเป็นปุยติดอยู่ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง เมล็ดแก่ช่วงเดือนมีนาคม
               
การขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม สภาพดินร่วนซุย แสงแดดจัด ขึ้นกระจายอยู่ห่างๆ ในป่าดิบทางภาคใต้ และทุกภาคของประเทศไทย
 ประโยชน์
               เปลือกต้น : ใช้รักษาโรคบิด แก้หวัด หลอดลมอักเสบ เป็นยาสมานลำไส้
               เนื้อไม้ : เนื้อหยาบอ่อนแต่เหนียว ตกแต่งง่าย ใช้ทำหีบใส่ของ รองเท้าไม้ของเล่นสำหรับเด็ก หรือไม้จิ้มฟัน
               ใบ : ใช้พอกดับพิษต่างๆ     
               ยาง : ใช้ทำยารักษาแผลเน่าเปื่อย   




ต้นมะขามป้อม ต้นไม้มงคลประจำจังหวัดสระแก้ว
ขอขอบคุณภาพประกอบ จาก : zappnuar.com

ภาคกลาง
๑๘ สระแก้ว : ต้นมะขามป้อม

ชายแดนเบื้องบูรพา ป่างามน้ำตกสวย
มากด้วยรอยอารยธรรมโบราณ ย่านการค้าไทย-เขมร

-----------------------------------------

สาระน่ารู้เกี่ยวกับจังหวัดสระแก้ว
               ชื่อไทย : สระแก้ว
               ชื่ออังกฤษ : Sa Kaeo
               อักษรย่อ : สก.
               ภาค : ภาคกลาง
               เนื้อที่ : ๗,๑๙๕ ตารางกิโลเมตร

อาณาเขตติดต่อ
               ทิศเหนือ จังหวัดบุรีรัมย์และจังหวัดนครราชสีมา
               ทิศตะวันออก ประเทศกัมพูชา
               ทิศใต้ จังหวัดจันทบุรี
               ทิศตะวันตก จังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดฉะเชิงเทรา




ต้นไม้ประจำจังหวัดสระแก้ว ต้นมะขามป้อม
               ชื่อทั่วไป มะขามป้อม
               ชื่อสามัญ Malacca Tree
               ชื่อวิทยาศาสตร์ Phyllanthus emblica Linn.
               วงศ์ EUPHORBIACEAE
               ชื่ออื่นๆ กำทวด, กันโตด, มั่งลู่, สันยาส่า
               ถิ่นกำเนิด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และป่าเบญจพรรณแล้งหรือป่าแดง
               ประเภท ไม้ยืนต้น

รูปร่างลักษณะ
               ต้น : เป็นไม้ยืนต้น สูงประมาณ ๘-๑๒ เมตร ลำต้นและกิ่งเป็นปุ่มขรุขระเล็กน้อย มีสีน้ำตาลอมดำ เปลือกแตกเป็นร่องตามยาวของต้น
               ใบ : เป็นใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับ ขนาดเล็ก กว้าง ๐.๕ เซนติเมตร ยาว ๑-๑.๕ เซนติเมตร มีรูปไข่ ขอบขนานติดเป็นคู่
               ดอก : ออกดอกเป็นช่อกระจุกอยู่ตามซอกใบ ดอกมีขนาดเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลาง ๐.๕ เซนติเมตร มีสีขาวนวล ดอกแยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน ออกดอกในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน
               ผล : เป็นผลสด ทรงกลม ผิวเรียบเป็นมัน มีลายเส้นพาดตามยาวของผล ๖ เส้น มีสีเขียวอมเหลือง มีรสเปรี้ยวอมฝาด ออกผลช่วงเดือนมกราคม-เมษายน
               เมล็ด : มีรูปร่างค่อนข้างกลมและมีเสี้ยนเล็กน้อย สีเขียวเข้ม
การขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม ดินทุกชนิด ทนแล้งได้ ขึ้นในดินที่มีการระบายน้ำดีในป่าเบญจพรรณแล้งทั่วไป
ประโยชน์
               เนื้อไม้ : ใช้ทำเสาอาคารบ้านเรือน ทำเครื่องมือทางการเกษตร ทำฟืนเผาถ่าน
               เปลือกต้น : เปลือกและใบให้สีน้ำตาลแกมเหลือง ใช้ย้อมผ้า แก้บิด บาดแผลเลือดออก
               ใบ : แก้ผื่นคัน น้ำเหลือง
               ปมที่ก้าน : แก้ปวด แก้ไอ     
               ผล : มีรสเปรี้ยวๆ หวานๆ อมฝาด รับประทานแก้กระหายน้ำ ใช้เป็นยาขับพยาธิ แก้ไอ หรือคั้นเอาน้ำจากเนื้อผลทั้งแห้งและสด ใช้ขับเสมหะ ทำให้ชุ่มคอ ผลแห้งต้มน้ำดื่มแก้ไข้ น้ำคั้นผลสด แก้ท้องเสีย ขับปัสสาวะ แก้โรคเลือดออกตามไรฟันเพราะมีวิตามันซีมาก   




ต้นตะแบก ต้นไม้มงคลประจำจังหวัดสระบุรี
ขอขอบคุณภาพประกอบ จาก : images-na.ssl-images-amazon.com

ภาคกลาง
๑๙ สระบุรี : ต้นตะแบก

พระพุทธบาทสูงค่า เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ฐานผลิตอุตสาหกรรม
เกษตรนำล้ำแหล่งเที่ยว หนึ่งเดียวกะหรี่ปั๊มนมดี ประเพณีตักบาตรดอกไม้งาม
เหลืองอร่ามทุ่งทานตะวัน ลือลั่นเมืองชุมทาง

-----------------------------------------

สาระน่ารู้เกี่ยวกับจังหวัดสระบุรี
               ชื่อไทย : สระบุรี
               ชื่ออังกฤษ : Sara Buri
               อักษรย่อ : สบ.
               ภาค : ภาคกลาง
               เนื้อที่ : ๓,๕๗๖ ตารางกิโลเมตร

อาณาเขตติดต่อ
               ทิศเหนือ จังหวัดลพบุรี
               ทิศตะวันออก จังหวัดนครราชสีมา
               ทิศใต้ จังหวัดนครนายก
               ทิศตะวันตก จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดปทุมธานี




ต้นไม้ประจำจังหวัดสระบุรี ต้นตะแบก
               ชื่อทั่วไป ตะแบก
               ชื่อสามัญ Bungor.
               ชื่อวิทยาศาสตร์ Lagerstroemia floribunda Jack
               วงศ์ LYTHRACEAE
               ชื่ออื่นๆ เปื๋อยนา, กระแบก, ตะแบกไข่, เปื๋อยหางค่าง, ตะแบกนา, ตราแบกปรี้, บางอตะมะกอ, บางอยะมู, แบก, เปื๋อยต้อง
               ถิ่นกำเนิด ป่าเบญจพรรณชื้น ป่าดงดิบ ป่าน้ำท่วมตามท้องนา
               ประเภท ไม้ยืนต้น

รูปร่างลักษณะ
               ต้น : เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ สูง ๑๐-๒๕ เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลม เปลือกต้นเรียบมีสีนวลหรือสีเทา แตกล่อนเป็นหลุมตื้น ต้นแก่เปลือกจะล่อนเป็นแผ่น
               ใบ : เป็นใบเดี่ยว รูปหอก ยาว ๑๒-๒๐ เซนติเมตร ขอบใบห่อขึ้น ใบอ่อนสีแดง
               ดอก : ออกรวมกันเป็นช่อตามปลายกิ่ง มีขนาด ๒-๒.๕ เซนติเมตร กลีบดอกย่น มี ๖ กลีบ สีม่วงอมชมพู แล้วเปลือกเป็นสีชมพูซีดๆ ออกดอกช่วงเดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์
               ผล : รูปไข่ ผลแก่สีน้ำตาล แตกอ้าเป็น ๕-๖ กลีบ ผลแก่ช่วงเดือนมีนาคม
               เมล็ด : เป็นซีก เมล็ดเล็ก มีปีกโค้งทางด้านบน ๑ ปีก รูปแบนสีน้ำตาล

การขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม สภาพดินร่วนซุย เป็นไม้กลางแจ้ง ต้องการน้ำและความชื้นปานกลาง พบตามป่าเบญจพรรณชื้น ป่าดงดิบ ป่าน้ำท่วม ตามท้องนา
ประโยชน์ ปลูกเป็นไม้ประดับ
               ลำต้น : เนื้อไม้ละเอียด แข็ง ใจกลางมักเป็นโพรง ใช้ทำสิ่งปลูกสร้างที่รับน้ำหนัก และทำเครื่องมือทางการเกษตร
               เนื้อไม้ : ใช้เผาถ่าน ทำฟืน 

หน้า:  [1] 2 3 ... 152
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.506 วินาที กับ 26 คำสั่ง

Google visited last this page 13 ชั่วโมงที่แล้ว