[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
21 ตุลาคม 2560 19:25:42 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก เวบบอร์ด ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

  แสดงกระทู้
หน้า:  [1] 2 3 ... 148
1  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ไปเที่ยว / วัดสุวรรณดารารามฯ พระนครศรีอยุธยา นมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ชมจิตรกรรมฝาผนัง เมื่อ: 1 ชั่วโมงที่แล้ว

ภาพใหญ่เต็มฝาผนังพระวิหารวัดสุวรรณดาราราม
ผลงานชิ้นเอกบอกเล่าเรื่องราวพระราชพงศาวดารสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราช แห่งพม่า


พระวิหารวัดสุวรรณดารารามราชวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา
ภายในมีภาพเขียนด้วยสีน้ำมัน โดย พระมหาเสวกตรี พระยาอนุศาสน์จิตรกร (จันทร์ จิตรกร)
จิตรกรเอกและช่างภาพประจำพระองค์ ในราชสำนักพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖  

นมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ชมจิตรกรรมฝาผนัง
วัดสุวรรณดารารามราชวรวิหาร
ตำบลหอรัตนไชย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา


วัดสุวรรณดารารามราชวรวิหาร เป็นวัดเก่าที่มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ตั้งอยู่ในเกาะเมืองเขตพระนคร ด้านทิศตะวันออกค่อนลงมาทางใต้ ใกล้ป้อมเพชร ตำบลหอรัตนไชย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สถาปนาขึ้นโดยพระสุนทรอักษร (ทองดี) พระชนกในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ณ บริเวณอันเป็นนิวาสถานเดิมของตระกูล วัดแห่งนี้เดิมมีชื่อว่า “วัดทอง

ต่อมาเมื่อ พ.ศ.๒๓๑๐ พม่าได้ยกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาแตก วัดทองก็ถูกพม่าทำลายกลายเป็นวัดร้างมานานถึง ๑๘ ปี

ปี พ.ศ.๒๓๒๕ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงปราบดาภิเษกและสร้างกรุงเทพมหานครเป็นราชธานีแล้ว ต่อมาใน พ.ศ.๒๓๒๘ ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์วัดทองที่ถูกทิ้งร้างมาตั้งแต่กรุงแตกใหม่หมดทั้งอาราม ในการปฏิสังขรณ์และการก่อสร้างครั้งนี้ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท หรือ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท พระอนุชาได้ทรงร่วมปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้ด้วย เมื่อการบูรณะปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จ ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามใหม่ตามชื่อของพระราชบิดา (ทองดี) และพระราชมารดา (ดาวเรือง)ว่า “วัดสุวรรณดาราราม


พระวิหาร
พระวิหาร สร้างมาแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แต่มาแล้วเสร็จในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ งอยู่ทางด้านทิศเหนือของพระอุโบสถ  มีลักษณะเป็นอาคารเครื่องก่อ หน้าบันและซุ้มประตูมีตราพระมหาพิชัยมงกุฎ ศิราภรณ์สำคัญของพระมหากษัตริย์ อันเป็นพระราชสัญลักษณ์ของพระบรมนามาภิไธย ว่า “มงกุฎ” ซึ่งเป็นตราประจำรัชกาลที่ ๔ อยู่ในเครื่องเบญจราชกุธภัณฑ์ มีฉัตรบริวารตั้งขนาบทั้งสองข้าง

ลักษณะตัวอาคารก่อสร้างเลียนแบบจากพระอุโบสถ ไม่มีคันทวย ภายในพระวิหารประดิษฐานพระพุทธปฏิมากรโลหะลงรักปิดทอง ประทับนั่งสมาธิราบ ปางมารวิชัย บนฐานชุกชี ภายใต้ซุ้มเรือนแก้วประดับลวดลายงดงาม คล้ายคลึงพระพุทธชินราช ด้านหลังพระวิหารมีเจดีย์ใหญ่ (เจดีย์ประธาน) บรรจุพุทธสารีริกธาตุ "เจดีย์ประธาน" (The Principal Stupa) เป็นเจดีย์ทรงระฆัง มีมาลัยเถา ๓ ชั้นรองรับองค์ระฆัง ตั้งอยู่บนลานประทักษิณ ซึ่งเป็นแบบที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ ๔ รายล้อมด้วยเจดีย์ทรงเครื่ององค์ระฆังริ้ว ซึ่งเป็นการสร้างเลียนแบบเจดีย์ในสมัยอยุธยา

จิตรกรรมฝาผนังวิหารของวัดสุวรรณดาราม
ภายในฝาผนังพระวิหารมีภาพเขียนด้วยสีน้ำมัน เขียนโดยพระมหาเสวกตรี พระยาอนุศาสน์จิตรกร (จันทร์ จิตรกร) ผู้มีฝีมือทางด้านศิลปะ โดยเฉพาะด้านจิตรกรรมและการถ่ายภาพ จนได้เป็นจิตรกรเอกและช่างภาพประจำพระองค์ ในราชสำนักพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  

จิตรกรรมในฝาผนังพระวิหาร เล่าเรื่องราวพระราชพงศาวดารของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  ผลงานชิ้นเอกที่คนไทยรู้จักมากที่สุด คือ ภาพเขียนการสงครามยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับพระมหาอุปราชมังกะยอชวา  “พระมหาอุปราชา” แห่งพม่า  ซึ่งเป็นสงครามที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ.๒๑๓๕ เนื้อหาของภาพสะท้อนเรื่องราวประวัติศาสตร์เมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงฟันพระแสงของ้าวถูกพระมหาอุปราชาเข้าที่อังสะขวา จนสิ้นพระชนม์อยู่บนคอช้าง และภาพเล่าพระราชประวัติของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเขียนตามช่องว่างระหว่างประตูและหน้าต่างช่องละตอน มีคำบรรยายประกอบอยู่ใต้ภาพ รวมทั้งสิ้น ๒๐ ตอน ลำดับภาพเริ่มจากทางด้านซ้ายมือของพระประธาน วนไปตามเข็มนาฬิกา เขียนเล่าเรื่องตั้งแต่ตอนพระอิศวรแบ่งภาคลงมาประสูติเป็นสมเด็จพระนเรศวร จนถึงเรื่องราวตอนที่สมเด็จพระนเรศวรสวรรคต และอัญเชิญพระบรมศพกลับมาสู่พระนครศรีอยุธยา เป็นภาพเขียนที่มีความเหมือนจริง มีอิทธิพลมาจากตะวันตกและได้นำมาประยุกต์ใช้ในจิตรกรรมไทย ซึ่งเชื่อว่าเป็นจิตรกรรมสีน้ำมันบนฝาผนังปูนแห่งแรกในประเทศไทย

พระอุโบสถ
พระอุโบสถ เป็นสถาปัตยกรรมในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น สังเกตได้จากที่ผนังด้านหน้ามีการเจาะช่องประตู ๓ ช่อง

อาคารหลังนี้มีฐานเป็นท้องสำเภา คือมีลักษณะโค้งแอ่นกลาง ซึ่งเป็นแบบอย่างของฐานรากอาคารที่นิยมในสมัยอยุธยาตอนปลายสืบเนื่องมาจนถึงสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้างประมาณ ๑.๕ เมตร สูง ๒ เมตร

ฝาผนังด้านในพระอุโบสถเขียนภาพจิตรกรรม อายุมากกว่า ๒๐๐ ปี โดยฝีมือของช่างหลวงสมัยรัชกาลที่ ๑ ในปี พ.ศ.๒๓๒๘  ต่อมาได้รับการบูรณะเขียนซ่อมแซมในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๓ ราวปี พ.ศ.๒๓๙๓ โดยเค้าโครงของภาพยังคงไว้ในรูปแบบเดิม  

ภาพจิตรกรรมแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ได้แก่ ส่วนบนเหนือของผนังหน้าต่างขึ้นไปจรดเพดาน เขียนภาพเทพชุมนุมนั่งประนมมือหันหน้าไปที่พระประธาน ส่วนด้านล่างระหว่างช่องหน้าต่างซึ่งมี ๘ ช่อง เขียนภาพเล่าเรื่องพระเจ้าสิบชาติ หรือทศชาติชาดก เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติที่ล่วงมาแล้วของพระพุทธเจ้า แต่เป็นชาติที่ใกล้จะเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว เพราะต่อจากสิบชาติแล้วก็มาป็นสิทธัตถกุมาร แล้วออกบวชเป็นพระพุทธเจ้า  มี เตมียชาดก มหาชนกชาดก สุวรณสามชาดก เนมีราชชาดก มโหสถชาดก ภูริทัตชาดก จันทกุมารชาดก พรหมนารทชาดก วิธูรบัณฑิตชาดก เวสสันดรชาดก (๑๓ กัณฑ์)  ด้านหลังพระประธานเขียนภาพจิตรกรรมเล่าเรื่องไตรภูมิ ผนังด้านหน้าพระประธานเขียนเล่าเรื่องพุทธประวัติ ตอนมารวิชัย




พระพุทธปฏิมากรประธานในพระวิหาร ประทับนั่งสมาธิราบ ปางมารวิชัย บนฐานชุกชี
มีซุ้มเรือนแก้วประดับด้วยลวดลายประณีตอ่อนช้อยงดงาม


พระวิหารวัดสุวรรณดารารามวรวิหาร ด้านหลังมีเจดีย์ใหญ่ (เจดีย์ประธาน)


เจดีย์ใหญ่ (เจดีย์ประธาน) ทรงระฆัง บรรจุพุทธสารีริกธาตุพระสัมมาสัมพุทธเจ้า




สืบมาแต่ครั้งพุทธกาล พระอานนท์กราบทูลขอต่อพระพุทธองค์ ในการนำต้นโพธิ์มาปลูกไว้ภายในวัดพระเชตวัน
วัดที่พระพุทธองค์ทรงจำพรรษานานที่สุด ณ กรุงสาวัตถี ประเทศอินเดีย    เพื่อให้ชาวเมืองสาวัตถีได้นำเครื่อง
สักการะบูชาน้อมจิตระลึกนึกถึงพระพุทธองค์ ในระหว่างที่พระพุทธองค์เสด็จจาริกไปในที่ห่างไกล พระพุทธองค์
ทรงตรัสว่า ดีแล้วอานนท์  พระเชตวันก็จักเสมือนตถาคตประทับอยู่เป็นนิตย์  ต้นโพธิ์เสมือนบริโภคเจดีย์ เป็น
ต้นไม้ตรัสรู้ของบรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย  ก็ควรค่าแก่การน้อมระลึกนึกถึงพระคุณอันหาประมาณมิได้ของ
พระพุทธองค์ เมื่อมหาชนยังความเลื่อมใสในพระคุณของพระพุทธองค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้า
ถึงสุคติโลกสวรรค์


มีต่อ
2  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ตลาดสด / Re: แกลเลอรี 'ปักษี' ในดินสอดำบนกระดาน เมื่อ: วานนี้


นกจาบปีกอ่อนสีแดง
Searlet Finch
Haematospiza sipahi 

นกจาบปีกอ่อนสีแดง ตัวผู้ หัวและลำตัวสีแดงสดใส ขนคลุมปีกกลาง
สีดำ หางสีคล้ำ ปากอวบหนา ขาสีเนื้อ  ตัวเมีย ลำตัวสีเขียวแกมเหลือง
มีลายเป็นจุดสีน้ำตาล ตะโพกสีเหลืองเข้ม หางสีน้ำตาล ชอบอยู่ตามลำพัง
บางครั้งรวมฝูงเฉพาะเพศ เป็นฝูงตัวผู้หรือฝูงตัวเมีย  หากินลูกไม้ เมล็ดพืช
ตามกิ่งก้านหรือพุ่มไม้ เป็นนกอพยพเข้ามาทางภาคเหนือ พบได้ตามเทือกเขา
ดอยผ้าห่มปก ดอยลาง ดอยอ่างขาง ดอยอินทนนท์
 
มติชนสุดสัปดาห์



นกตีนเทียน
Black-winged Stilt
Himantopus himantopus

นกตีนเทียน นกชายเลนขนาดกลาง รูปร่างสูงโปร่ง เพรียวบาง หัวเล็ก
คอยาว ปากแหลมยาวตรงสีดำ ขายาวมากสีชมพู ตัวผู้ หลังและปีก
สีดำเข้มเป็นมัน ลำตัวสีขาวสะอาด ตัวเมีย หลังและปีกสีดำเทา หากิน
ตามแหล่งน้ำ ทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ทุ่งน้ำขัง หนอง บึง บ่อปลา บ่อกุ้ง
หาดโคลนชายทะเล  ขาวที่ยาวมาก ทำให้มีโอกาสหากินได้พื้นที่มากกว่านก
ชายเลนชนิดอื่น จากที่แห้ง แอ่งน้ำ จนลุยน้ำได้ค่อนข้างลึก  เป็นนกประจำถิ่น
พบได้บ่อยและมีเพื่อนต่างแดนอพยพเข้ามาเยี่ยมเยียน
มติชนสุดสัปดาห์



นกเขนทะเลทรายคอดำ
Desert Wheatear
Oenanthe deserti

นกเขนทะเลทรายคอดำ นกพบใหม่ของไทย เมื่อกันยายน ๒๕๕๗
ที่แม่ริม เชียงใหม่   หัวและท้ายทอยสีเทาอ่อน หลังและปีกสีเทาเข้ม
คิ้วเหนือตาสีน้ำตาลอ่อน มีแถบดำหัวตาถึงหู ใต้คอสีดำ อกสีเหลือง
อ่อน  ท้องถึงโคนหางสีขาว  เป็นนกอพยพย้ายถิ่นนอกฤดูผสมพันธ์
ที่ยังไม่เคยมีรายงานในไทยและเอเชียอาคเนย์มาก่อน หายากมาก
 
มติชนสุดสัปดาห์



นกกระเบื้องผา
Blue rock-Thrush
Monticola solitarius

นกกระเบื้องผา ลำตัวด้านบนและอกสีฟ้าแกมเทา ท้องด้านล่าง
ขนคลุมหางสีน้ำตาลแดง มีลายเกร็ดสีขาวและดำกระจาย จะเด่นชัด
มากในฤดูผสมพันธุ์  ชอบอยู่โดดเดี่ยว เกาะตามกิ่งไม้ โขดหิน หลังคา
อาคาร หากินหนอน แมลงและผลไม้  อาศัยตามท้องทุ่ง ป่าโปร่ง หน้าผา
เขาหินปูน  เป็นนกอพยพนอกฤดูผสมพันธุ์ มักกลับมาหากินถิ่นเดิมทุกปี
พบได้ทุกภาคทั่วประเทศ
 
  มติชนสุดสัปดาห์

แกลเลอรี
ดินสอดำบนกระดาน
โดย คุณกรินทร์ จิรัจฉริยกุล
(พิมพ์ในหนังสือมติชนสุดสัปดาห์)

3  สุขใจในธรรม / ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน / บาปกรรม !...ล้างไม่ได้ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต เมื่อ: วานนี้




บาปกรรม !...ล้างไม่ได้
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
บทสัมภาษณ์ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๗

ชีวิตสังคมในเมืองใหญ่ยังคงต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด บางคนต้องการอำนาจหน้าที่ในทางสังคม  แต่สำหรับ พระจุลนายก หรือ พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดญาณสังวราราม อายุ ๕๗ ปี พรรษา ๓๐ ได้ออกค้นหาสัจธรรมชีวิตในป่าดงพงไพรบนเขาชีโอน อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ด้วยการแสวงหาจากหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อนำมาสอนให้กับบุคคลที่ต้องการเรียนรู้ความเป็นไปของโลกในพระพุทธศาสนา

ในวันนี้ พระอาจารย์สุชาติ เป็นผู้ดูแลพระสงฆ์ในวัดญาณสังวรารามฯ แทน สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ไม่ว่าใครจะมาบวชที่วัดแห่งนี้ ท่านจะเป็นผู้ดูแล พร้อมทั้งให้แนวทางการเรียนรู้หลักธรรมกับผู้ที่สนใจ เช่นเดียวกับ นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ก็ได้มาบวชเพื่อทบทวนชีวิต ณ วัดแห่งนี้ โดยท่านจะเน้นย้ำไม่ให้พระรูปใดไปยึดติดกับวัตถุสิ่งของนอกกาย

ธรรมะข้อหนึ่งที่พระอาจารย์สุชาติมักพูดกับญาติโยมเสมอๆว่า "ทำบุญเท่าไรก็ไม่สามารถลบล้างบาปได้ บุญอยู่ส่วนบุญ บาปอยู่ส่วนบาป" และต่อไปนี้คือบทสัมภาษณ์พระอาจารย์สุชาติแบบ "คม ชัด ลึก"

ทำไมพระอาจารย์จึงบอกว่าบาปล้างไม่ได้ครับ?
อาตมาอยากบอกว่า การทำบุญทำทาน รักษาศีล ฟังเทศน์ฟังธรรม ไหว้พระสวดมนต์ ไม่ใช่เป็นการล้างบาป บาปเป็นสิ่งที่ล้างไม่ได้ บาปที่ได้ทำไปแล้วย่อมมีผลตามมาไม่ช้าก็เร็ว การทำบุญทำทาน การรักษาศีล ไม่ใช่เป็นการชำระบาป แต่เป็นการชำระจิตใจให้สะอาดหมดจด จิตใจที่สกปรกเต็มไปด้วยกิเลสตัณหาคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ความอยากในกาม ความอยากมีอยากเป็น ความอยากไม่มีอยากไม่เป็น เป็นสิ่งที่สร้างความเศร้าหมองให้กับชีวิต

การทำบาปไว้มากๆ ผลที่จะตามมาเป็นอย่างไรครับ?
ผลที่จะตามมามีอยู่ ๓ ลักษณะ คือ

๑.ผลที่ปรากฏขึ้นในใจ เมื่อทำไปแล้วก็จะเกิดความไม่สบายอกไม่สบายใจ

๒.ผลที่เกิดจากภายนอก เกิดจากบุคคลอื่นที่จะตอบแทนสิ่งที่เราทำกับเขา เราสร้างความทุกข์ สร้างความเดือดร้อน ให้กับเขา ย่อมสร้างความอาฆาตพยาบาท สร้างเวรสร้างกรรมไว้ เมื่อเขามีโอกาส เขาย่อมตอบแทนบาปกรรมที่เราทำไว้กับเขา การตอบแทนนี้ อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว หรือช้า ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับเหตุและปัจจัย บางอย่างอาจจะไม่เกิดขึ้นในชาตินี้เลย แต่จะตามไปในภพหน้าชาติหน้า บาปที่เคยทำไว้แล้วในอดีต แต่ยังไม่ได้มีโอกาสแสดงผล ก็อาจจะตามมาปรากฏผลขึ้นในชาตินี้ก็เป็นได้  และ

 ๓.จะเป็นนิสัยไม่ดีติดตัวไป เวลาพูดโกหก ลักขโมย ฯลฯ ก็จะติดนิสัยไป ทำให้ง่ายต่อการกระทำบาปครั้งต่อไป จึงยากต่อการเลิกกระทำ เช่นเดียวกับการกระทำความดีหรือทำบุญ ก็มีผลแบบเดียวกับบาป เพียงแต่ว่าเป็นไปในทางตรงกันข้าม คือเป็นผลดี เวลาทำดีในใจเราก็มีความสุข เวลาทำดีต่อผู้อื่น ผู้อื่นย่อมมีความชื่นชมยินดีในตัวเรา เวลาเห็นเราเดือดร้อน มีความจำเป็นที่จะต้องช่วยเหลือ เขาก็ยินดีที่จะช่วยเหลือ มันก็จะติดตัวไป ทำให้ทำความชั่วได้ยาก

จริงๆ แล้วชาติหน้าหรือนรกสวรรค์มีจริงไหมครับ?
จากที่อาตมาได้ศึกษาแล้วรู้ว่าสิ่งเหล่านี้มันมีจริง แต่บางคนที่ไม่เชื่อว่ามีจริง ก็เพราะว่าไม่ได้ศึกษาหลักธรรมของพระพุทธเจ้า อาตมาจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจน เมื่อคนเราทำบุญทำทานจิตใจก็เบิกบานผ่องใส มีความสุข นั่นก็เป็นสวรรค์ ส่วนคนที่ใจคิดร้ายไปฆ่าคนอื่นได้ พวกนี้ก็เหมือนกับตกนรกแล้ว แม้ตัวเราตายไปสิ่งที่เหลืออยู่คือจิตวิญญาณที่จะล่องลอยไป ถ้าทำบุญมาดีก็จะได้ไปเกิดเป็นคนหรือไม่ก็ไปเกิดเป็นเทพเทวดา ส่วนคนที่ฆ่าคน ทำบาปเป็นประจำ ก็จะต้องเกิดไปเป็นสัตว์เดียรัจฉาน หรือเป็นพวกเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์นรก

เมื่อบาปล้างไม่ได้แล้วคนเราควรทำอย่างไรกับบาปที่มีอยู่ครับ?
เราต้องเชื่อพระพุทธเจ้า ต้องเชื่อในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่สอนให้ทำแต่ความดี ละเว้นจากการกระทำชั่ว ละความอยากมีอยากเป็น จิตใจเราก็จะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ถ้าอยากจะชำระก็ขอให้ชำระกิเลสตัณหาที่มีอยู่ในใจของเรา อย่าไปชำระบาป บาปนั้นชำระไม่ได้ ถ้าไม่อยากจะรับผลของบาป ก็อย่าไปทำเสียตั้งแต่วันนี้

ส่วนผลของบาปในอดีต ก็จะค่อยๆ แสดงออกมาแล้วจะค่อยๆ หมดไป เหมือนกับการใช้หนี้ เรามีหนี้ ถ้าเราไม่ไปสร้างหนี้ใหม่ หนี้เก่าเราก็ทยอยใช้คืนไปเรื่อยๆ ผ่อนไปทีละเดือน เดี๋ยวหนี้เก่ามันก็หมดไปเอง เช่นเดียวกับการทำบาปทำกรรมอยู่ หนี้สินใหม่ก็จะเพิ่มขึ้นมาอีก เวรใหม่ก็จะเกิดขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ ก็ไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าไม่ต้องการรับผลบาปต่อไป ก็ต้องละเว้นจากการกระทำบาป

ในส่วนของการทำบุญ ทำทานมีผลต่อชีวิตคนเราอย่างไรบ้างครับ?
เวลาที่เราทำบุญด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ว่าจะทำกับใคร แล้วเขาจะเอาไปทำอะไรต่อ มันก็ยังเป็นบุญอยู่นั่นเอง เพราะบุญคือการชนะใจเรา ชนะสิ่งที่ต่ำ สิ่งที่คอยฉุดลากให้ไปสู่ความทุกข์ สู่ความไม่สบายใจ คือ ความตระหนี่ ความโลภ ความเห็นแก่ตัว เวลาที่ได้ให้ทาน แสดงว่าได้ชนะความโลภ ได้ชนะความตระหนี่  ได้ชนะความเห็นแก่ตัวแล้ว นี่แหละคือผลที่เราได้ เป็นบุญแล้ว บุญนั้นเกิดขึ้นในใจของเรา เราได้ชนะสิ่งที่ไม่ดี ได้ชำระขัดเกลาใจของเราให้สะอาดขึ้น เมื่อได้ชำระขัดเกลาสิ่งเหล่านี้ให้เบาบางลงไป ก็ทำให้ใจของเรามีความสุขมากขึ้น

แล้วใจจะมีผลต่อการดำเนินชีวิตของคนเราอย่างไรครับ?
ใจของเราบางครั้งก็เสียใจ บางครั้งก็ดีใจ บางครั้งจิตใจเราก็โมโหด้วยอารมณ์โกรธ นั่นแสดงว่าใจของเราไม่ยอมหยุด ใจเรามันก็เหมือนกับรถที่ไม่ยอมเบรก ดังนั้น ถ้าเรารู้จักการฝึกใจให้รู้จักหยุด ในทางพระพุทธศาสนา จึงถือใจเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เป็นสิ่งที่จะต้องได้รับการดูแลอบรม เพราะว่าใจที่ได้รับการอบรมดีแล้ว จะนำความสุขมาให้ แต่ใจที่ไม่ได้รับการอบรม ก็จะนำมาแต่ความทุกข์ ความวุ่นวายใจ เพราะใจเปรียบเหมือนกับเด็กๆ เวลาเกิดมาใหม่ๆ ต้องให้พ่อแม่คอยอบรมสั่งสอน เพราะยังไม่รู้เรื่องผิดถูกดีชั่ว ไม่รู้ว่าอะไรควรไม่ควร เมื่อคนเราไม่ได้เข้าวัด ฟังเทศน์ ฟังธรรม ก็จะทำสิ่งต่างๆ ที่เป็นไปตามความอยากของตน

นอกจากการทำบุญให้จิตใจสบายแล้วอย่างอื่นที่ชาวพุทธควรทำคืออะไรครับ?
อาตมาคิดว่าการทำบุญไม่ควรทำเพียงแต่ให้ทานอย่างเดียว ควรทำอย่างอื่นด้วย เช่น ควรรักษาศีล มีความกตัญญูกตเวที ขยันหมั่นเพียร มีสัมมาคารวะ ฟังเทศน์ ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม ไหว้พระ สวดมนต์ นั่งทำสมาธิ เจริญปัญญา เจริญวิปัสสนา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้เห็นว่าสภาวธรรมต่างๆ สิ่งต่างๆ ที่มาเกี่ยวข้องกับชีวิตจิตใจของเรานั้น ล้วนเป็นของไม่เที่ยงทั้งสิ้น

มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วต้องดับไป มีการมาและมีการไปเป็นธรรมดา แม้กระทั่งร่างกายของเรา ก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน มีการเกิดขึ้น ก็ต้องมีการแก่ มีการเจ็บไข้ได้ป่วย มีการตายไปในที่สุด แต่ใจผู้รู้เรื่องเหล่านี้ ไม่ต้องไปตกใจ เพราะใจเป็นสิ่งที่ไม่ตาย ส่วนกายก็ประกอบขึ้นจากธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่มารวมตัวกัน ในที่สุดก็ต้องแยกสลายจากกัน

ทำไมพระอาจารย์ถึงได้ตัดสินใจบวชไม่สึกครับ?
อาตมาสนใจธรรมะมาตั้งแต่สมัยที่เรียนอยู่ โรงเรียนนานาชาติ (Ekamai International School) เอกมัย กรุงเทพฯ เมื่อเรียนจบเกรด ๑๒ (ม.๖) ก็ได้ไปเรียนต่อด้านวิศวกรรมฯ ที่มหาวิทยาลัยในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อเรียนจบ กลับมายังเมืองไทย ได้ทำงานเป็นผู้จัดการร้านขายไอศกรีมอยู่ระยะหนึ่ง กระทั่งคิดว่าหนทางสงบที่แท้จริงก็คือการบวช ครั้งนั้นตัดสินใจบวชเมื่ออายุได้ ๒๗ ปี (พ.ศ.๒๕๑๘) ณ วัดบวรนิเวศฯ โดยมีสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นพระอุปัชฌาย์

โยมพ่อโยมแม่ก็ไม่ได้ว่าอะไร ท่านคงเข้าใจว่าเป็นการตัดสินใจของอาตมาเอง จากนั้นก็ได้ไปจำพรรษาอยู่กับหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี เป็นเวลา ๙ ปี หลังจากนั้นก็กลับมาจำพรรษาที่วัดโพธิสัมพันธ์ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี  อยู่อีก ๑ ปี ก่อนจะเดินทางมาจำพรรษาที่วัดญาณสังวรารามฯ ตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ จนถึงปัจจุบัน และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสในการดูแลการปฏิบัติธรรมของพระสงฆ์ รวมทั้งการรักษาพื้นที่ของวัดทั้งหมด

ด้วยเหตุใดพระสงฆ์ที่วัดถึงเคร่งครัดในเรื่องของพระวินัยสงฆ์ครับ?
ปัจจุบันเราจะเห็นว่า คนที่มีทุกข์ก็จะเข้าหาวัดเป็นที่พึ่ง ที่วัดจะมีผู้หญิงมานุ่งขาวห่มขาว มาถือศีลเป็นระยะเวลา ๕ วัน ๗ วัน อาตมาคิดว่ามันก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะอย่างน้อยวัดก็ยังเป็นที่พึ่งทางใจให้กับญาติโยม  ส่วนที่ทางวัดมีกฎระเบียบเคร่งครัดต่อพระวินัยสงฆ์ ก็เพื่อเป็นการฝึกให้ลดละในเรื่องของรูป รส กลิ่น เสียง ต่างๆ แม้กระทั่งการฉันอาหารเมื่อบิณฑบาตมาแล้ว พอเวลาฉันก็ต้องให้เทอาหารทุกอย่างรวมกันในบาตร เพื่อเป็นการฝึกไม่ให้ยึดติดในเรื่องของรสชาติของอาหารทั้งปวง

พระที่มาบวชในวัดจะต้องตื่นทำวัตรด้วยการนั่งสมาธิตั้งแต่ตี ๔ จนถึงตี ๕ ก็จะเป็นเวลาร่วมกันไหว้พระสวดมนต์ แล้วก็ออกบิณฑบาต หลังจากฉันอาหารเสร็จก็จะอนุโมทนาให้พร บ่ายๆ ก็ให้ปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ เดินจงกรม เมื่อถึงตอนเย็นก็สรงน้ำเตรียมลงไปทำวัตรเย็น จนกระทั่งถึง ๑ ทุ่มครึ่ง ก็แยกย้ายกลับกุฏิปฏิบัติธรรมหรือพักผ่อนตามอัธยาศัย ประมาณตี ๔ ก็เริ่มปฏิบัติกิจต่อไป

พระอาจารย์หากประชาชนอยากฝึกปฏิบัติธรรมด้วยตนเอง จะต้องเริ่มอย่างไรครับ?
สิ่งแรกที่ควรกระทำคือ การกำหนดบริกรรมคำว่า พุทโธๆ ๆ หรือกำหนดลมหายใจเข้าออกโดยมีสติควบคุมจิต ไม่ให้จิตลอยไปที่อื่น ให้รู้อยู่กับงานที่จิตกำลังทำอยู่ แล้วจิตก็จะค่อยๆ สงบตัวลงเข้าสู่ความสงบ เมื่อสงบแล้วจิตก็สบาย มีความสุข มีความอิ่ม มีความปีติ เป็นความสุขที่มหัศจรรย์ เป็นความสุขที่เลิศกว่าความสุขทั้งหลาย ที่เราเคยได้สัมผัสกัน ไม่ว่าจะเป็นความสุขจากการเที่ยวเตร่ จากการรับประทานอาหารอันเลิศหรู หรือมีความสุขกับเพื่อนๆ เมื่อเทียบกับความสุขที่เกิดจากความสงบสุขของจิตใจแล้ว ไม่สามารถที่จะเปรียบเทียบกันได้

พระพุทธองค์ทรงยกย่องว่า ไม่มีความสุขอันใดในโลกนี้ จะเสมอเท่ากับความสุขอันเกิดจากความสงบของใจ คือความสุขที่เกิดจากการไหว้พระสวดมนต์ นั่งทำสมาธิ จนกระทั่งจิตนิ่ง ไม่คิด ไม่ปรุงอะไร จะนิ่งอยู่ได้นานสักแค่ไหนก็สุดแท้แต่เหตุปัจจัยคือ การปฏิบัติของจิตแต่ละดวง หลังจากที่จิตออกจากความสงบแล้ว ท่านทรงสอนให้เจริญวิปัสสนา เจริญปัญญาเป็นลำดับต่อไป คือ พิจารณาให้เห็นสภาพความเป็นจริงของ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราไปเกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่าจะเป็นวัตถุ ข้าวของ เงินทอง ลาภ ยศ สรรเสริญ กามสุขทั้งหลาย รวมทั้งบุคคลรอบข้างที่เราเกี่ยวข้อง ที่มีการเจริญขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ต้องดับไปเป็นเรื่องธรรมดา

มาถึงวันนี้สัจธรรมชีวิตที่แท้จริงของคนเราคืออะไรครับ?
สัจธรรมความจริงนั้น ได้แสดงไว้แล้วโดยพระพุทธเจ้าว่า ความสุขที่แท้จริงนั้น อยู่ที่ใจที่มีความพอ ใจที่ชนะความโลภ ความโกรธ ความหลง ใจที่ชนะกิเลสตัณหาความอยากทั้งหลาย นี่แหละคือความสุขที่แท้จริง เวลาไม่อยาก ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลงแล้ว ใจจะสบาย อย่างในขณะนี้เรานั่งอยู่ที่นี่ เรามีความรู้สึกสบายใจ เพราะขณะนี้ความโลภ ความโกรธ ความหลง ไม่แสดงตัวขึ้นมา ความอยากไม่ได้แสดงตัวขึ้นมา เราจึงอยู่เป็นสุข

พระอาจารย์มีหลักธรรมอะไรถึงผู้อ่านบ้างครับ?
ไม่ว่าจะทำอะไรเช่น ทาน ศีล ภาวนา สมาธิ ปัญญา วิมุตติหลุดพ้น ต้องมีสติเป็นผู้นำ ไม่มีธรรมอันใดที่จะมีความสำคัญเท่ากับสติ ถ้าไม่มีสติแล้ว จะทำอะไรย่อมเป็นไปไม่ได้ อย่างคนที่เสียสติ ไม่รู้จักผิดถูกดีชั่ว ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ เราเรียกว่า คนบ้า ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของคนที่มีสติ ที่ต้องคอยเลี้ยง คอยอาบน้ำให้ ดูแลเหมือนเป็นเด็กทารก เพราะไม่มีสติ ไม่มีความสามารถที่จะทำอะไรด้วยตนเอง

ถ้าปราศจากสติแล้ว ย่อมไม่สามารถเจริญคุณธรรมความดีทั้งหลายได้ จึงควรให้ความสำคัญกับสติ ควรเจริญสติอยู่ทุกเมื่อทุกกรณี ดังในพระบาลีที่ทรงแสดงไว้ว่า สติมีความสำคัญในทุกกรณี ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม จะคิดก็ดี จะพูดก็ดี จะทำอะไรก็ดี ล้วนต้องมีสติเป็นผู้กำกับ เป็นผู้ดูแล เป็นผู้นำ ถ้าไม่เช่นนั้นก็จะทำอะไรไปในทิศทางที่ไม่ดี อย่างเวลาที่เสพสุรายาเมา ก็จะขาดสติ ไม่มีสติควบคุม ความคิด การพูด การกระทำ ดังนั้น ถ้าต้องการความสุข ความเจริญ ก็ต้องเจริญสติอย่างสม่ำเสมอ และควรฝึกอย่างต่อเนื่อง

ประวัติวัดญาณสังวรารามฯ
วัดญาณสังวรารามฯ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร สร้างขึ้นเมื่อปี ๒๕๑๙ โดย นายแพทย์ขจร และ คุณหญิงนิธิวดี อันตระการ พร้อมด้วยบุตรธิดา มีจิตศรัทธาบริจาคที่ดินจำนวน ๑๐๐ ไร่ ๑ งาน ๙๒ ตารางวา แด่สมเด็จพระญาณสังวร เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร (ปัจจุบันทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๓๒ ถึงปัจจุบัน) เพื่อสร้างวัดในพระพุทธศาสนา และปรารถนาให้มีนามตามทินนามสมณศักดิ์ของสมเด็จฯ วัดนี้จึงมีชื่อว่า "วัดญาณสังวราราม" ระยะแรก วัดนี้มีฐานะเป็นสำนักสงฆ์ และได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๓ และรับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๒๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ รับไว้เป็นวัดในพระบรมราชูปถัมภ์ และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกวัดญาณสังวราราม เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิดวรมหาวิหาร ตั้งแต่วันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๓๑ ปัจจุบันอาณาเขตของวัดมีพื้นที่ ๓๖๖ ไร่ ๒ งาน ๑๑ ตารางวา นอกจากนี้ยังมีเนื้อที่ในเขตโครงการพระราชดำริประมาณ ๒,๕๐๐ ไร่เศษที่ติดต่อกับอาณาเขตวัด วัดญาณสังวรารามฯ อาจถือเป็นวัดประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องจากคณะผู้สร้างวัดได้พร้อมใจกันสร้างขึ้นเพื่อน้อมเกล้า




ที่มาภาพ : เฟชบุ๊ก พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
4  สุขใจในธรรม / ประวัติพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ในยุคปัจจุบัน / Re: ประวัติ ปฏิปทา พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต (พระจุลนายก) เมื่อ: วานนี้










/500-/
5  นั่งเล่นหลังสวน / สยาม ในอดีต / 'เขาดินวนา' เคยเป็นสวนพฤกษศาสตร์ ก่อนที่จะเป็นสวนสัตว์เขาดิน เมื่อ: 19 ตุลาคม 2560 15:53:18


ภาพเมื่อคราวที่รัชกาลที่ ๕ ทรงปลูกต้นสักทอง ขึ้นในบริเวณเขาดินวนา ร่วมกับเจ้าชายวังติมา
แห่งเดนมาร์ก เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๓ เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างสยามกับเดนมาร์ก
(ภาพจาก http://www.trueplookpanya.com)

'เขาดินวนา'
เคยเป็นสวนพฤกษศาสตร์ ก่อนที่จะเป็นสวนสัตว์เขาดิน

“เขาดินวนา” ตั้งอยู่ในเขตพระราชวังสวนดุสิตเดิม อันเป็นพระราชวังที่สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕

เรื่องของเรื่องเริ่มมาจาก หมอหลวงประจำพระองค์ได้กราบบังคมทูลว่า พระบรมมหาราชวัง อันเป็นพระราชนิเวศน์ที่ประทับมาแต่เดิมนั้นปลูกสร้างไม่ถูกสุขลักษณะ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีตึกบังอยู่โดยรอบ จึงขวางทางลม และในฤดูร้อนจะมีอากาศร้อนจัด ซ้ำยังอับชื้น ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ทรงพระประชวรกันอยู่เสมอ

แน่นอนว่า ในบรรดาพระมหากษัตริย์ที่ทรงเคยประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวัง และทรงพระประชวรด้วยเหตุดังกล่าว ย่อมหมายรวมถึงรัชกาลที่ ๕ ด้วย

จึงทำให้พระองค์ทรงวางเมกะโปรเจ็กต์ในการสร้างพระราชวังใหม่ให้ถูกสุขลักษณะ พระราชวังที่ว่าคือ “พระราชวังสวนดุสิต

พ.ศ.๒๔๔๑ รัชกาลที่ ๕ ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดระเนตรพื้นที่ “สวน” และ “ทุ่งนา” บริเวณทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพระบรมมหาราชวัง ซึ่งก็ทรงพอพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ซื้อที่ดินระหว่างคลองผดุงกรุงเกษมจนถึงคลองสามเสน ด้วยเงินพระคลังข้างที่ ซึ่งเป็นพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์

แล้วพระราชทานชื่อตำบลแห่งนี้ว่า “สวนดุสิต” พร้อมๆ กับที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพลับพลาขึ้นสำหรับใช้เป็นที่เสด็จประทับแรมชั่วคราว และให้เรียกที่ประทับแรมแห่งนี้ว่า “วังสวนดุสิต”

พระราชวังสวนดุสิตจึงถือกำเนิดขึ้นนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญคือการสร้างพระราชวังในที่ถูกสุขลักษณะ ตามหลักการแพทย์และสุขอนามัยแบบตะวันตกสมัยใหม่ ซึ่งต้องมีอากาศถ่ายเทสะดวก และโปร่งโล่งสบาย

ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรเลยที่นอกจากพระราชวังแห่งนี้จะมีคำว่า “สวน” นำอยู่ข้างหน้าชื่อของสถานที่แล้ว ภายในเขตพระราชวังแห่งนี้จะมีสวนโน่นนั่นนี่อยู่เต็มไปหมด

แต่ก็ไม่ใช่ว่านึกจะสร้างสวน ก็สร้างกันอย่างตามมีตามเกิด ยิ่งเมื่อเป็นสวนหรืออุทยานภายในพระราชวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “สวน” ของพระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงมีภูมิประสบการณ์เสด็จเที่ยวชมสวน หรืออุทยานชั้นนำหลากหลายแห่งของโลก อย่างรัชกาลที่ ๕ ด้วยแล้ว

สวนที่ถูกจัดสร้างขึ้นในพระราชวังแห่งใหม่ของพระองค์ ก็ย่อมต้องไม่ธรรมดาแน่

“เขาดินวนา” ก็เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขและภูมิหลังอย่างนี้นี่เอง การก่อสร้างพระราชวังและสวนต่างๆ ภายในพระราชวังใหม่แห่งนี้ ทำให้ต้องมีการขุดสระน้ำขนาดใหญ่ ประกอบคูคลองระบายน้ำและถนน แล้วนำดินที่ขุดทำสระน้ำคูคลองต่างๆ ขึ้นมาถมเป็นเนินเขาขึ้นที่กลางน้ำ จนเกิดเป็นเกาะกลางน้ำ

และก็เป็นเจ้าเกาะกลางน้ำที่ก่อขึ้นจากดินที่ถูกขุดขึ้นมานี่แหละครับ ที่คนในยุคโน้นเรียกกันว่า “เขาดิน

ที่น่าสนใจก็คือ รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เพาะปลูกพรรณไม้นานาชนิดขึ้น เพื่อทำเป็นสวนพฤกษชาติ ขึ้นในบริเวณเขาดินและปริมณฑลรายรอบ โดยเรียกว่า “วนา” และทรงโปรดเรียกอาณาบริเวณนี้รวมๆ กันว่า “เขาดินวนา” อย่างที่เราคุ้นหูกันในปัจจุบันนั่นเอง

การสร้างสวนพฤกษชาติดังกล่าว รัชกาลที่ ๕ ทรงได้รับแรงบันดาลใจสำคัญมาจากบรรดาสวนพฤกษศาสตร์ในอารยประเทศ ที่ทรงเคยเสด็จทอดพระเนตรกิจการ “สวนพฤกษศาสตร์” หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “Botanic Garden” จากที่ต่างๆ มา

โดยการเสด็จทอดพระเนตรกิจการสวนพฤกษชาติแต่ละครั้ง ทำให้พระองค์ทรงค้นพบว่า นอกจากที่ “สวนพฤกษศาสตร์” เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและให้ความเพลิดเพลินในการเสด็จเยี่ยมชมแล้ว ก็ยังมีประโยชน์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือเป็นสถานที่รวบรวมความรู้เกี่ยวกับพืชพันธุ์ต่างๆ อีกด้วย

มากไปกว่านั้น รัชกาลที่ ๕ ยังทรงใช้สวนพฤกษศาสตร์ของพระองค์คือ เขาดินวนาแห่งนี้ ในการผูกมิตรกับนานาอารยประเทศ โดยมีกรณีตัวอย่างสำคัญก็คือ การที่พระองค์ทรงปลูกต้นสักทองขึ้นในบริเวณเขาดินวนาร่วมกับเจ้าชายวัลดิมา พระราชโอรสของพระเจ้าคริสเตียนที่ ๘ แห่งเดนมาร์ก เมื่อวันที่ ๓ มกราคม พ.ศ.๒๔๔๓ เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างสยามกับเดนมาร์ก เป็นต้น (ต้นสักทองอายุร้อยกว่าปีต้นนี้ ปัจจุบันยังสามารถชมดูได้ เพราะปลูกอยู่ที่บริเวณเขาน้ำตก ภายในสวนสัตว์ดุสิตปัจจุบัน)
 
ไม่แปลกอะไรเลยที่รัชกาลที่ ๕ จะทรงเห็นซึ้งถึงคุณประโยชน์ของสวนพฤกษศาสตร์ ในแง่ของวิชาความรู้ต่างๆ เพราะว่าบรรดาสวนพฤกษศาสตร์ต่างๆ ในอารยประเทศนั้น มักจะถูกใช้เพื่อการศึกษาทางพฤกษศาสตร์ ควบคู่ไปกับการใช้สำหรับพักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งอันที่จริงแล้วก็นับได้ว่าเป็นเพียงผลพลอยได้อีกด้วย

และจึงไม่แปลกอะไรเลยอีกเช่นกันที่ “สวนพฤกษศาสตร์” มักจะถูกนับเป็น “มิวเซียม” หรือ “พิพิธภัณฑ์” ประเภทหนึ่ง โดยถือเป็นสถานที่จัดแสดง และจัดการความรู้เกี่ยวกับพืชพันธุ์ต่างๆ นั่นเอง

ในบรรดาสวนพฤกษศาสตร์ที่รัชกาลที่ ๕ ทรงเคยเสด็จทอดพระเนตรทั้งหมดนั้น สวนพฤกษศาสตร์โบตันนิเกล ที่เมืองบุยเต็นซอร์ก ไม่ห่างจากบัตตาเวีย เมืองหลวงเก่าบนเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย ที่พระองค์เสด็จประพาสถึง ๒ ครั้งในช่วงต้นเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๔๓๙ คือวันที่ ๑ และวันที่ ๔ ดูจะมีอิทธิพลต่อการสร้างสวนพฤกษชาติเขาดินวนา ในพระราชวังสวนดุสิตมากที่สุด โดยส่วนหนึ่งอาจจะเป็นสภาพของพืชพรรณ และภูมิอากาศที่ใกล้เคียงกับสยามมากกว่ากลุ่มประเทศยุโรป

อย่างไรก็ตาม เขาดินวนา แต่แรกเริ่มนั้นก็เป็นเพียงสวนพฤกษชาติส่วนพระองค์ และข้าราชบริพารฝ่ายในเท่านั้น ด้วยแน่นอนว่าไพร่ที่ไหน ก็คงไม่อาจจะล่วงล้ำเข้าไปเที่ยวชมสวนในพระราชวังของพระเจ้าแผ่นดินกันได้ง่ายๆ?

ต้องรอมาจนกระทั่งถึงในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ที่ทรงมีพระราชดำริในการทำนุบำรุงเขาดินวนาให้ดี และกว้างขวางกว่าที่เป็นอยู่ จึงค่อยมีการเปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจกันได้ด้วย

ต่อมาหลังเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ รัฐบาลของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้กราบบังคมทูลขอสวนดุสิต มาจัดทำเป็นสวนสาธารณะ เพื่อใช้ในการพักผ่อนหย่อนใจของประชาชน

ซึ่งพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในสมัยนั้นก็ได้ลงนามพระราชทาน ในนามของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ ให้เทศบาลกรุงเทพมหานครรับเอาพื้นที่บริเวณเขาดินวนา สนามเสือป่า และสวนอัมพร มาจัดเป็นสวนสาธารณะได้

เมื่อได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้ว ทางเทศบาลกรุงเทพมหานครจึงได้ทำการย้ายกวางดาว และสัตว์ชนิดต่างๆ มาจากสวนอัมพร ลิง และจระเข้ มาจากสวนสราญรมย์ เพื่อมาจัดแสดงที่เขาดินวนา

พร้อมกันกับที่ขอให้ทางสำนักพระราชวังจัดส่งช้างหลวงมาให้ประชาชนได้ชมกันในทุกวันอาทิตย์ จนกระทั่งมีการเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เที่ยวชม และพักผ่อนหย่อนใจโดยสมบูรณ์ ภายใต้ชื่อ “สวนสัตว์ดุสิต” เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ.๒๔๘๑ หรือเมื่อเฉียดๆ ๘๐ ปีที่แล้ว เป็นครั้งแรก

จนนับได้ว่าเป็นสวนสัตว์แห่งแรกของประเทศไทย

น่าเสียดายนะครับที่ตั้งแต่มีการเปิดเขาดินวนาให้เป็นสวนสาธารณะ เรื่อยมาจนกระทั่งเปลี่ยนกลายไปเป็นสวนสัตว์ ก็ไม่ได้มีการให้ความสำคัญกับสถานที่แห่งนี้ในฐานะของ “มิวเซียมต้นไม้” หรือ “สวนพฤกษศาสตร์” แห่งแรกของสยามประเทศไทย เหมือนอย่างวัตถุประสงค์เมื่อแรกสร้าง

เรียกได้ว่า เราได้ “สวนสัตว์” แห่งแรกของประเทศมาก็จริง

แต่ในขณะเดียวกันเราก็จำใจต้องสูญเสีย “สวนพฤกษศาสตร์” แห่งแรกของประเทศไปพร้อมๆ กัน



ที่มา : “เขาดินวนา” ก่อนที่จะเป็นสวนสัตว์ เคยเป็น “มิวเซียมพันธุ์ไม้” สวนพฤกษศาสตร์ โดย ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ หนังสือมติชน สุดสัปดาห์ หน้า ๘๒ ฉบับที่ ๑๙๓๙ ประจำวันที่ ๑๓-๑๙ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๐
6  สุขใจในธรรม / พุทธประวัติ แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า / Re: บางแง่มุมเกี่ยวกับพระพุทธองค์ จากพุทธคยาถึงสารนาถ เมื่อ: 19 ตุลาคม 2560 15:34:14


บางแง่มุมเกี่ยวกับพระพุทธองค์ (๑๐)
เหตุผลที่รงเลือกภาษาปรากฤตประกาศพระศาสนา


เคยตั้งคำถามเล่นๆ ว่าทำไมพระพุทธเจ้าทรงเลือกใช้ภาษาตระกูลปรากฤตสั่งสอนพระพุทธศาสนา ไม่ทรงใช้ภาษาพระเวท (เวทิกะ-ไวทิกะ) ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นภาษาสันสฤต

และเคยตั้งคำถาม (เล่นๆ อีกเช่นกันว่า) การที่เจ้าชายสิทธัตถะอภิเษกสมรส และมีโอรสก่อนเสด็จออกผนวชก็ดี

การที่พระองค์ประสูติในวรรณะกษัตริย์ก็ดี เอื้อต่อการประกาศคำสอนต่างๆ ให้แพร่หลายเร็วขึ้นหรือไม่

ผมก็ตอบในใจเงียบๆ มานานแล้ว วันนี้จึงขอนำคำตอบเงียบๆ ของผมมาตอบดังๆ ให้อ่านกันเพลิน (อ่านธรรมะก็เพลินได้) ก่อน

ต่อคำถามแรก ทำไมพระพุทธเจ้าจึงเลือก ภาษาปรากฤต ประกาศพระศาสนาแทน ภาษาเวทิกะ ต้องเท้าความเล็กน้อย

สมัยพุทธกาลมีภาษาที่สื่อกันอยู่ ๒ ตระกูลใหญ่ คือ ภาษาเวทิกะ (ไวทิกะ) หรือที่คนไทยเรียกว่าภาษาพระเวท ซึ่งต่อมากลายเป็นภาษาสันสกฤต กับ ภาษาตระกูลปรากฤต (ภาษาตามปกติ ภาษาตลาด ซึ่งมีหลายภาษาถิ่น หรือหลาย Dialect)

ความจริงทั้งสองภาษานี้ก็ ภาษาตระกูล อินโดยุโรป ด้วยกัน นับเป็นตระกูลเดียว แต่เพื่อเข้าใจง่าย จึงแบ่งว่าเป็นตระกูลเวทิกะ กับตระกูลปรากฤต

พระไตรปิฎก (พระสูตร) เล่าเหตุการณ์ครั้งหนึ่งว่า สามเณรสองรูปเป็นบุตรพราหมณ์ มาบวชเป็นสาวกของพระพุทธองค์ พระองค์ทรงรับสั่งถามว่า สบายดีหรือ ที่เธอทั้งสองมาบวชเป็นสาวกเรา ถูกพวกพราหมณ์ต่อว่าเอาไหม

ทั้งสองกราบทูลว่า ถูกพวกเขาต่อว่าหนัก หาว่าเกิดในวรรณะพราหมณ์สูงส่งอยู่แล้ว ไปเป็นศิษย์พระสมณโคดม วรรณะต่ำ วรรณะไม่บริสุทธิ์ทำไม

พระพุทธองค์จึงตรัสความเป็นมาของวรรณะทั้งหลายว่า เกิดขึ้นเพราะอาชีพที่มนุษย์ประกอบแตกต่างกันออกไป มิใช่เกิดจากอวัยวะส่วนต่างๆ ของพรหมอย่างที่พวกพรหมณ์เข้าใจ

และท้ายสุดตรัสว่า คนเราจะเกิดจากวรรณะไหนก็ตาม มีความเป็นมนุษย์ทัดเทียมกัน วรรณะมิได้เป็นตัวกำหนดดีชั่ว การกระทำของคนนั้นที่เป็นตัวแบ่งว่า ใครเป็นคนดี ใครเป็นคนชั่ว

หลักฐานอีกแห่งหนึ่งในพระวินัยปิฎกเล่าว่า สาวกสองรูปซึ่งเป็นบุตรพราหมณ์เหมือนกัน กราบทูลขอให้พระพุทธองค์อนุญาตให้เรียนพระพุทธวจนะ ด้วยภาษาฉันท์ (ฉันทสะ) (สองรูปนี้จะเป็นอดีตสามเณรทั้งสองข้างต้นหรือไม่ ไม่แน่ใจ)

พระพุทธองค์ไม่ทรงอนุญาต ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลายเราไม่อนุญาตให้ยกพุทธวจนะ ขึ้นสู่ภาษาฉันท์ ภิกษุรูปใดขืนทำ ปรับอาบัติทุกกฎแก่ภิกษุนั้น ภิกษุทั้งหลายเราอนุญาตให้เรียนพุทธวจนะด้วย “สกานิรุตติ”

ภาษาฉันท์ในที่นี้ท่านว่า ได้แก่ ภาษาพระเวท ซึ่งต่อมา คือ สักกฏภาษา (ภาษาสันสกฤต)

ส่วน สกานิรุต แปลว่า ภาษาของตน (ของพระพุทธเจ้า อันได้แก่ภาษามคธ ที่ทรงใช้สอนพระศาสนา พระพุทธโฆษาจารย์ผู้แต่งอรรถกถาท่านอธิบายไว้อย่างนั้น)
 
แต่ปราชญ์หลายท่านแปลว่า ภาษาของตน (ของผู้เรียน) สกานิรุต นี้เข้าใจตรงกันเป็นส่วนมากว่า ได้แก่ ภาษาตระกูลปรากฤต คือภาษามาคธี (มคธ) ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นภาษาบาลี (ตันติภาษา) ดังที่ทราบอยู่ในปัจจุบัน

พูดให้รวบรัดก็ว่า สกานิรุตติที่ทรงอนุญาตให้ใช้เรียนพุทธวจนะนั้น ได้แก่ภาษาบาลีในปัจจุบันนั้นแล

ถามต่อว่า ทำไมพระพุทธองค์ทรงเลือกภาษาปรากฤต (คือบาลี ในปัจจุบัน) ไม่เลือกภาษาเวทิกะ (ภาษาสันสกฤต)

คำตอบน่าจะเป็นดังต่อไปนี้

๑.ภาษาพระเวทใช้กันอยู่ในวงแคบ และเป็นภาษาที่ยาก

ดังที่ทราบกันแล้ว ภาษาพระเวทนั้นเล่าเรียนกันอยู่ในหมู่พราหมณ์ชั้นนำ ไม่อนุญาตให้คนวรรณะอื่นได้ศึกษา แม้วรรณะพราหมณ์ที่เป็นสตรีก็ไม่มีโอกาสได้ศึกษาพระเวท อีกทั้งเป็นภาษาชั้นสูง ยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้ ถ้าพระพุทธองค์ทรงใช้ภาษานี้สั่งสอนพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาของพระองค์คงจะอยู่ในวงแคบ ไม่แพร่หลายเป็นประโยชน์แก่ “พหูชน” ดังที่ทรงพระประสงค์ นี้เป็นมุมมองหนึ่ง

อีกมุมมองหนึ่งก็คือ คำสอนของพระพุทธองค์คัดค้านความคิดความเชื่อของพวกพราหมณ์ ชนิดที่เรียกว่า หน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวรรณะ เรื่องแนวทางเข้าถึงพรหมัน ค่านิยมเรื่องดีชั่ว ตลอดจนพิธีกรรมต่างๆ ที่พวกพราหมณ์ยึดถือปฏิบัติอยู่ พระพุทธองค์ทรงคัดค้าน บางเรื่องทรงตำหนิอย่างรุนแรงอีกด้วย

ก็ในเมื่อทรงคัดค้านความคิดความเชื่อของพวกเขาแล้ว จะเอาภาษาคำสอนของพวกเขามาสอนคำสอนของพระองค์ก็ดูกระไรอยู่ เดี๋ยวจะถูกหาว่าไม่มีอะไรเป็นของตน ไม่มีอะไรใหม่ แล้วยังประกาศว่าพระองค์มีแนวทางใหม่ อะไรทำนองนั้น

๒.เหตุที่สองคล้ายข้อแรก คือ ภาษาตระกูลปรากฤตเป็นภาษาที่พูดกันทั่วไป อันเรียกว่า ภาษาชาวบ้าน ภาษาตลาด ไม่ซับซ้อน เข้าใจง่าย ตรงไปตรงมา

พระพุทธองค์ทรงมีพุทธปณิธานว่า จะประกาศ “พรหมจรรย์” (วิถีดำเนินชีวิตอันประเสริฐ) ให้แพร่หลาย ดังพระพุทธดำรัสตรัสตอนสั่งพระสาวกอรหันต์ 60 รูป ไปประกาศพระศาสนาครั้งแรกว่า

“ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงจาริกไปเพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มากเพื่อความสุขแก่คนหมู่มาก เพื่อสงเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย จงประกาศพรหมจรรย์อันงามในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์โดยสิ้นเชิง พร้อมทั้งอรรถะและพยัญชนะ”

พระปณิธานนี้จะสำเร็จก็ต้องเข้าถึงคนหมู่มากด้วยภาษาที่คนหมู่มากใช้กันอยู่และเข้าใจได้ง่าย

และภาษาตระกูลปรากฤตโดยเฉพาะแขนงมาคธิกโวหาร (มาคธี มคธ หรือต่อมาคือบาลี) ใช้กันมากในถิ่นที่พระพุทธองค์ทรงประกาศพระศาสนาในระยะต้นๆ พระพุทธองค์จึงทรงเลือกใช้ภาษานี้

แน่นอนพระองค์คงทรงใช้ภาษาถิ่น แขนงอื่นด้วยตามผู้ฟัง คือ ถ้าผู้ฟังใช้ภาษาใด ก็ทรงใช้ภาษานั้นสื่อสารธรรม แต่ภาษาถิ่นต่างๆ ที่ทรงใช้ก็อยู่ในตระกูลปรากฤตทั้งนั้น เพราะเหตุนี้เองคำสอนของพระพุทธองค์จึงแพร่หลายในหมู่ประชาชน ชั่วระยะไม่นานที่ออกประกาศพระศาสนา ดังที่ทราบกันแล้ว

ทั้งหมดเป็นการเดาการหาคำตอบ ฟังดูก็เป็นคำตอบแบบขยะๆ ไม่แหลมคม ไม่ประเทืองปัญญามากนัก แต่ก็คงไม่ไร้สาระจนเกินไปกระมังครับ


ที่มา : บางแง่มุมเกี่ยวกับพระพุทธองค์ (๑๐) เหตุผลที่ทรงเลือกภาษาปรากฤตกระกาศพระศาสนา โดย ศาสตราจารย์พิเศษ เสฐีรยรพงษ์ วรรณปก หนังสือมติชนสุดสัปดาห์ น.๖๗ ฉบับที่ ๑๙๓๙ ประจำวันที่ ๑๓-๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๐
7  สุขใจในธรรม / ประวัติพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ในยุคปัจจุบัน / Re: ประวัติ ปฏิปทา พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต (พระจุลนายก) เมื่อ: 19 ตุลาคม 2560 14:11:07



สมเด็จฯ จำไม่ได้
เราบวชที่วัดบวรฯ บวชกับสมเด็จพระญาณสังวรฯ สมเด็จพระสังฆราช อยู่วัดบวรฯ ได้ ๖ อาทิตย์ ก็ขอสมเด็จฯ ไปศึกษากับหลวงตามหาบัว ที่วัดป่าบ้านตาด ท่านก็อนุญาต หลังจากออกมาแล้ว ก็ไม่ได้กลับไปหาสมเด็จฯ อีกเลย จนมาอยู่ที่วัดญาณฯ นี้ ถึงได้มาพบท่าน ท่านก็จำไม่ได้

ท่านก็ถามว่า ใครบวชให้ พอดีพระเลขาสมเด็จฯ ที่ท่านนั่งอยู่ด้วยท่านก็บอกว่า พระองค์ท่านแหละเป็นผู้บวชให้ เพราะพระเลขาท่านเป็นพระพี่เลี้ยงตอนที่เราบวช ท่านจำเราได้


ตอบแทนคุณพระอุปัชฌาย์
ฐานานุกรม คือ ชื่อเรียกลำดับตำแหน่งสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ไทยnซึ่งภิกษุผู้มีตำแหน่งทางการปกครองหรือมีสมณศักดิ์สูงบางตำแหน่งมีสิทธิ์ตั้งพระรูปอื่นให้เป็นฐานานุกรมได้ตามศักดิ์ที่ได้รับพระบรมราชานุญาต

ตำแหน่ง พระจุลนายก (พระราชาคณะปลัดซ้าย) เป็นฐานานุกรมชั้นพระราชาคณะ ตำแหน่งนี้มีเฉพาะฐานานุกรมในสมเด็จพระสังฆราชเท่านั้น เป็นตำแหน่งพิเศษ เพราะการได้สมณศักดิ์พิเศษนี้ หมายถึงงานพิเศษที่ต้องรับผิดชอบ และจากคุณสมบัติที่ผ่านการพิจารณากลั่นกรองแล้วจากสายตาของสมเด็จพระสังฆราช

สมเด็จพระญาณสังวรฯ สมเด็จพระสังฆราช ทรงแต่งตั้งฐานานุกรมให้พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต ที่พระจุลนายก และเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดญาณสังวราราม เพื่อรับผิดชอบดูแลพระสงฆ์และกิจการภายในวัดญาณสังวรารามแทนพระองค์ ขณะเดียวกันพระอาจารย์สุชาติก็จะได้สนองพระคุณของสมเด็จฯ ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ด้วย

ฉะนั้นไม่ว่าใครจะมาบวชที่วัดแห่งนี้ ท่านพระอาจารย์สุชาติจะเป็นผู้ดูแล พร้อมทั้งเผยแผ่ธรรมะแก่ผู้สนใจปฏิบัติธรรมทั่วไป


สถานที่ปฏิบัติธรรมบนเขาชีโอน
สถานที่ปฏิบัติธรรมบนเขานี้ ไม่ค่อยมีคนรู้กัน ก็เลยไม่ค่อยมีใครขึ้นมารบกวน แล้วก็มีด่านคอยกั้นไว้ด้วย คนที่มาทำบุญที่วัดตอนเช้าก็ไม่รู้ มาทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์เสร็จแล้วก็กลับ ไม่ค่อยได้ปล่อยให้ใครขึ้นมา เพราะกลัวจะมารบกวน มาสร้างความวุ่นวาย สถานที่ไม่กว้างใหญ่ จึงต้องระมัดระวังหน่อย

เนื้อที่ทั้งหมดของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาชีโอนก็ประมาณ ๒,๐๐๐ ไร่ มีถนนวิ่งรอบเกือบ ๘ กิโลฯ ส่วนบริเวณที่ปฏิบัติธรรมของพระก็ประมาณสัก ๑๐๐ ไร่ได้มั้ง หรือ ๘๐ ไร่ มีทางเดินเป็นวงกลม แล้วก็มีทางแยกไปสู่แต่ละกุฏิ อยู่ได้ประมาณสักสิบกว่ารูป แต่ก็อยู่กันไม่มาก ส่วนใหญ่จะอยู่แค่ ๕–๖ รูป

ผู้ที่มาบวชที่วัดญาณฯ ถ้าอยากจะปฏิบัติ ก็มักจะไปอยู่ศึกษากับครูบาอาจารย์กัน ส่วนพวกที่บวชชั่วคราว ก็ไม่ได้ตั้งใจจะปฏิบัติ ก็ไม่ค่อยชอบขึ้นมา เพราะข้างบนนี้มันกันดารพอสมควร ไฟฟ้าก็ไม่มี น้ำก็ต้องอาศัยน้ำฝน รองใส่แท้งก์ ต้องใช้อย่างประหยัดเพราะมีไม่มาก มีแท้งก์อยู่ ๒–๓ ลูกต่อหนึ่งกุฏิ ถ้าต้องการสรงน้ำให้จุใจ ช่วงตอนเช้าเวลาลงไปข้างล่างก่อนจะออกบิณฑบาต ก็สรงที่ข้างล่างก็ได้ เพราะมีน้ำประปา มีไฟฟ้า ที่ข้างบนนี้สมัยก่อนเวลาสรงน้ำก็ต้องประหยัดๆ หน่อยสัก ๔–๕ ขัน พอทำความสะอาดร่างกายก็พอแล้ว เพราะไม่มีที่เก็บน้ำเยอะ

แต่พอมีความจำเป็นต้องการอะไร มันก็มาเอง ตอนแรกทางเดินไม่ได้เป็นปูนซิเมนต์ เป็นทางดิน ตอนหน้าฝนดินมันเหนียว เวลาเดินดินจะติดกับรองเท้าหนาปึ้กเลย แล้วก็ลื่นด้วย ก็เลยปรารภอยู่ในใจว่า น่าจะทำทางเดินปูนซิเมนต์ ไม่นานก็มีคนมาถามว่าต้องการอะไรไหม กุฏิมีพอใช้ไหม ก็บอกเขาไปว่ามีกุฏิพอเพียงอยู่ แต่สิ่งที่ขาดก็คือทางเดิน เพราะช่วงหน้าฝนมันลำบาก ทางเดินจะกลายเป็นร่องน้ำ เป็นเหมือนลำธารเลย เวลาฝนตกจะเดินลำบาก พระเณรต้องลงแต่เช้ามืด เดินลำบากมาก ก็เลยอยากจะทำทางเดินเป็นปูนซิเมนต์ เขาก็เลยบอกให้พิจารณาดูว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่พอบอกเขาไปก็เขียนเช็คมาให้เลย

อย่างพวกแท้งค์น้ำก็เหมือนกัน เวลาที่สร้างกุฏินี่ คนสร้างไม่รู้ว่าแท้งค์น้ำมีความจำเป็นมาก ก็จะมีแท้งค์น้ำให้ลูกเดียว น้ำก็จะไม่พอใช้ก็ปรารภอยู่ในใจว่าน่าจะมีสัก ๓ ใบต่อหนึ่งหลัง ไม่นานก็มีคนเอาแท้งค์น้ำมาถวาย จนมีเกือบทุกกุฏิ


ข้อวัตรปฏิบัติของพระวัดญาณฯ
ถ้าพักอยู่ข้างล่างก็ใกล้ศาลา ไม่ต้องเดินไกล น้ำไฟก็มีพร้อม ถ้าอยู่บนนี้ก็ต้องเดินไกลหน่อย ประมาณ๓ กิโลฯ ครึ่ง เดินลงไปตั้งแต่เช้ามืด ยังไม่สว่าง ต้องลงไปให้ทันเวลาที่จะออกไปบิณฑบาต ทุกวันนี้ออกบิณฑบาตประมาณตี ๕.๔๕ น. ก็จะลงประมาณตี ๔ ครึ่ง เวลามีฝนตกก็ไป ถ้าเป็นพายุก็ต้องรอให้หยุดก่อน ถ้าตกแบบธรรมดาพอกางร่มเดินไปได้ก็กางไป ใช้เวลาประมาณสัก ๔๕ นาที

การที่ไม่มีรถมารับบนเขา ส่วนหนึ่งเพราะคนขับรถยังไม่ตื่น อีกส่วนหนึ่งก็เป็นอุบายให้ได้ภาวนาไปในตัว เดินไปก็พิจารณาความตายไปเรื่อยๆ ก็เป็นปัญญาขึ้นมา จนจิตยอมรับความจริงว่า เวลาจะไปเมื่อไรก็ไม่มีใครรู้ เมื่อพร้อมแล้วก็ไม่เดือดร้อนอะไรก็สบายใจ ต้องใช้การเดินลงเขาไปบิณฑบาตเป็นเครื่องช่วยภาวนาให้เกิดปัญญา ถ้าอยู่ที่สุขที่สบายที่ปลอดภัย ก็จะไม่เห็นความไม่เที่ยงที่ซ่อนเร้นอยู่ ถ้าอยู่อย่างนี้ก็ต้องปลงอยู่ตลอดเวลา เดินไปไม่รู้จะไปเจออะไรข้างหน้า บางทีก็มีงูบ้าง มีสัตว์อื่นบ้างก็ดี เป็นการทดสอบใจ

ลงไปถึงก็ประมาณตี ๕ ครึ่ง นั่งพักอยู่สัก ๑๕ นาที ก็มีรถมารับไปบิณฑบาต โดยจะบิณฑบาตทั้งข้างนอกและรับอาหารข้างในวัด ที่นี่ไม่ได้ถือธุดงควัตรที่ไม่รับอาหารอื่นนอกจากบิณฑบาต เพราะไม่ได้ทำมาตั้งแต่เริ่มตั้งวัด ก็เลยไม่มีธรรมเนียมปฏิบัติกันมา

พระที่วัดญาณฯ จะไม่ได้อดอาหารกัน เพราะไม่มีใครทำเป็นตัวอย่างให้ดู พระที่ปฏิบัติจริงๆ จังๆ จะไม่ได้อยู่ที่นี่กัน จะเป็นพระที่บวช ๓ เดือนตอนเข้าพรรษา บวชตามประเพณี บางท่านบวชไปแล้วชอบชีวิตแบบนี้ก็อยู่ต่อ แต่ไม่ได้ปฏิบัติกรรมฐาน ได้แต่ลงโบสถ์ ไหว้พระสวดมนต์ บิณฑบาต ทำกิจกรรมต่างๆ ก็พอใจแล้ว

กลับมาจากบิณฑบาตถึงวัดก็ประมาณเจ็ดโมงครึ่ง ก็มีญาติโยมที่มารอที่ศาลามาถวายอาหาร ใส่บาตรที่ศาลาฉันอีก กว่าจะเสร็จก็ประมาณแปดโมงเช้า จากนั้นก็พูดธรรมะสักครึ่งชั่วโมง ที่นี่จะเทศน์ให้ฟังก่อนฉัน เสร็จแล้วก็รับประทานอาหารพร้อมๆ กับพระไปเลย พระที่อยู่บนเขาและข้างล่าง ก็จะฉันที่ศาลาฉันร่วมกัน เสร็จแล้วก็แยกย้ายกันไป ถ้าเป็นวันเสาร์วันอาทิตย์ หรือวันพระ ก็จะช่วงเวลานี้ แต่ถ้าเป็นวันธรรมดาก็จะเร็วกว่านี้ เพราะไม่มีคนมามาก กลับจากบิณฑบาต ๗ โมง จัดอาหารเสร็จก็ประมาณ ๗ โมงครึ่ง ก็ฉันกันแล้ว

หลังจากที่พระเสร็จกิจจากการฉันแล้ว พระที่อยู่ข้างบนก็จะกลับกุฏิ ท่านจะไม่นั่งสมาธิ ส่วนใหญ่จะเข้าทางจงกรมกัน เดินให้มันหายง่วง เมื่อหายง่วงแล้วค่อยกลับมานั่งสมาธิ ถ้าจำเป็นก็อาจจะพักจำวัด ส่วนมากท่านจะพักตอนกลางวันประมาณชั่วโมงหนึ่ง พอตื่นขึ้นมาปั๊บก็รีบลุกขึ้นมาเดินจงกรมต่อ นั่งสมาธิต่อ หรือถ้ามีกิจที่จะต้องทำ เช่น ปัดกวาด ก็ปัดกวาดด้วยการมีสติ

การปัดกวาดของพระนี้ก็เป็นการภาวนาไปในตัว เพราะว่าจิตของท่านไม่ไปอยู่ที่อื่น จิตจะอยู่กับไม้กวาด กวาดซ้ายกวาดขวา จิตก็จะอยู่กับการสัมผัสของไม้กวาดนั้น ไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้น คิดถึงเรื่องนี้ การภาวนานี้ต้องให้จิตอยู่ในปัจจุบันอยู่เสมอ ให้อยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้ อย่าส่งไปในอดีต อย่าส่งไปในอนาคต จิตจะนิ่งได้ก็ต่อเมื่อมันอยู่ในปัจจุบัน ถ้าไปในอดีตมันก็แกว่งไปแล้ว เหมือนลูกตุ้มนาฬิกา ถ้าอยากจะให้ลูกตุ้มนาฬิกาอยู่ตรงกลาง ก็ต้องไม่ให้ขยับไปทางซ้ายหรือไปทางขวา


ที่พักภาวนาสำหรับฆราวาส
ที่นี่มีที่พักให้ฆราวาสมาปฏิบัติได้ แต่ไม่มีครูบาอาจารย์คอยสั่งสอน พักกันตามอัธยาศัย ใครถนัดที่จะภาวนาแบบไหนก็ทำกันไป

จะมีให้ลงโบสถ์เช้าเย็น ไหว้พระสวดมนต์ ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น แล้วก็นั่งสมาธิในโบสถ์สักครึ่งชั่วโมงพร้อมๆ กัน ตอนเช้าก็ประมาณตีห้า ตอนเย็นก็ประมาณ ๖ โมงเย็น หลังจากนั้นก็กลับไปที่พักของใครของมัน ที่พักก็จะเป็นเรือนใหญ่เป็นห้องๆ เหมือนกับโรงแรม มีห้องน้ำอยู่ในตัว ให้อยู่ครั้งหนึ่งได้ไม่เกิน ๗ วัน อย่างต่ำ ๓ วัน และไม่เกิน ๗ วันต่อครั้ง ที่ให้อย่างน้อย ๓ วัน เพราะกลัวพวกที่มาเที่ยวกันแล้วไม่มีที่พักจะอาศัยวัดนอน

ส่วนที่ข้างบนเขา โดยปกติจะไม่ให้ใครขึ้นมาอยู่ นอกจากคนที่เคยบวชอยู่ที่นี่มาก่อน แล้วอยากจะมาขอพักสักคืนสองคืน ถ้ามีกุฏิว่างก็อยู่ได้ แต่ไม่ได้เปิดกว้างให้คนทั่วไปขึ้นมาอยู่ แล้วก็ไม่อยากจะให้มากันมากเพราะที่มันแคบ ไม่กว้างนัก ข้างบนนี้น้ำก็ไม่สะดวก ต้องอาศัยน้ำฝนที่รองใส่แท้งก์ไว้ก็มีจำนวนจำกัด ใช้มากก็จะหมด ไม่พอใช้ ไฟฟ้าก็ไม่มี คนที่ไม่รักการภาวนาจริงๆ จะไม่ชอบที่อย่างนี้ แต่คนที่ชอบภาวนากลับจะชอบที่อย่างนี้ ลำบากเรื่องน้ำ เรื่องไฟ อดอยากขาดแคลนไม่เป็นไร ขอให้ที่สงบสงัด ไม่มีอะไรมารบกวนจิตใจก็แล้วกัน จะเป็นประโยชน์ในการภาวนา

ถ้ามาอยากจะให้มาเดี่ยวๆ มากกว่า ถ้ามา ๒ คนก็มักจะจับคู่กัน การภาวนาต้องเน้นความวิเวก ไม่จับกลุ่มกันได้ก็จะดี ถ้าจับกลุ่มกันแล้วก็อดที่จะคุยกันไม่ได้ เวลามาคนเดียวรู้สึกว่าโล่งไปหมด ไม่ต้องกังวลห่วงกัน ถ้ามา ๒ คน ก็ต้องห่วงหน้าห่วงหลังกัน มาคนเดียวก็เข้าประจำที่ภาวนาได้เลย

ข้างบนเขานี้แม้แต่พระบวชใหม่ก็ไม่ได้ให้ขึ้นมาทันที พระบวชใหม่ยังไม่รู้จักการภาวนา ถ้าปล่อยให้ขึ้นมาเดี๋ยวก็มาสร้างความวุ่นวายให้กับพระรูปอื่น เพราะจะไม่ภาวนานั่นเอง จะไปรบกวนพระกุฏินั้นกุฏินี้ ไปคุยกับเขา ไปทำอะไรต่างๆ ก็เลยต้องให้อยู่ข้างล่างไปสักพักก่อน ดูสภาพจิตใจว่ารักความสงบหรือไม่ ชอบภาวนาหรือไม่ ถ้าไม่ชอบความสงบก็ไม่ให้ขึ้นมาไม่เกิดประโยชน์อะไร


สังเกตตัวเอง
ตอนบวชใหม่ๆ นี่จะฉันน้ำตาลเยอะเพราะฉันมื้อเดียว ตอนบ่ายจะรู้สึกหิว ก็จะฉันพวกโกโก้ใส่น้ำตาลเป็นช้อนๆ ลงไป ก็ไม่เห็นเป็นอะไร แต่เมื่อมีอายุมากขึ้นๆ สังเกตดูว่าจะเริ่มแพ้น้ำตาล ฉันอะไรหวานๆ แล้วจะเกิดอาการร้อนในขึ้นมา จะมีแผลในปาก ตอนต้นก็ไม่ทราบว่าแผลในปากนี้เกิดเพราะเหตุใด คนส่วนใหญ่เวลาเป็นแผลในปากก็จะไปหายามาทาหายามารับประทาน โดยไม่คิดถึงเหตุของอาการว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

อาตมาก็พยายามสังเกตดูอยู่เรื่อยๆ ลองลดสิ่งนั้นลดสิ่งนี้ลงไป จนในที่สุดก็มาเจอคำตอบที่ตัวน้ำตาลว่าต้องลดลง พอลดลงเพียง ๒-๓ วัน มันก็หายไป ถ้าวันไหนฉันน้ำตาลมากกว่าปกติที่ร่างกายจะรับได้ มันก็จะเป็นขึ้นมา ก็รู้ว่าน้ำตาลนี่เป็นเหตุที่ทำให้เจ็บไข้ได้ป่วย รู้ว่าร่างกายจะมีสัญญาณคอยเตือน เช่น อาการร้อนใน มีแผลในปาก เดี๋ยวนี้ไม่เป็นแล้วแผลในปาก เพราะคอยควบคุมปริมาณน้ำตาลไม่ให้มากเกินกว่าร่างกายจะรับได้ พออายุมากขึ้นรู้สึกว่าความต้องการน้ำตาลจะลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ เคยฉันของหวานๆ ได้ เดี๋ยวนี้ต้องลด เดี๋ยวนี้แทบจะไม่ได้ฉันของหวานเลย ฉันเท่าที่จะฉันได้ มันอยู่ที่ตัวเรา

การออกกำลังกายก็ดี การหลับนอนก็ดี มันก็บอกเรา วันไหนถ้านอนไม่พอนี่ ร่างกายจะเริ่มแสดงอาการไม่ปกติขึ้นมา จะรู้สึกไม่มีกำลัง ง่วงเหงาหาวนอน เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าเรากำลังไม่ได้ดูแลรักษาร่างกายให้ถูกต้อง การออกกำลังกายก็มีส่วน ถ้านั่งๆ นอนๆ อยู่เรื่อยๆ เวลาลุกขึ้นมาเดินมาทำอะไร จะรู้สึกไม่มีเรี่ยวไม่มีแรง แต่ถ้าได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอได้เดิน ได้ทำอะไร จะมีกำลังวังชาดี

ถ้าสังเกตดูตัวเองแล้วจะรู้ทุกขณะเลยว่าร่างกายมีปัญหาในส่วนไหนบ้าง เวลาเป็นอะไรขึ้นมาก็สังเกตดู เช่น เวลาถ่ายท้องก็มีหลายสาเหตุ ของอาตมาส่วนใหญ่จะเป็นเพราะฉันนม ถ้าฉันทุกวันจะไม่เป็น แต่ถ้าวันไหนหยุดไปแล้วกลับมาฉันใหม่ก็จะถ่าย ก็คอยสังเกตดูอาการต่างๆ มาตลอด


โดนงูกัดที่วัดญาณฯ
เคยโดนงูกัด แต่เป็นเรื่องสุดวิสัย เพราะอยู่ในที่มืดไม่ได้ฉายไฟ เป็นตอนเช้ามืด เดินลงเขาจะไปบิณฑบาต พอออกจากแนวป่า เดินอยู่บนถนนโล่งๆ แล้วไม่คิดว่าจะมีงู ก็เลยไม่ได้ฉายไฟ อาศัยแสงดาวแสงเดือนพอเห็นลางๆ เดินมาตั้งหลายปีก็ไม่เคยเจออะไร

 วันนั้นเดินไปเจอก็ไม่ทราบว่าโดนงูกัด คิดว่าไปเตะหนามเข้า ก็เลยฉายไฟดู ก็เห็นงูกะปะตัวเล็กๆ ไม่ยาว รอยที่มันกัดก็เหมือนถูกเข็มเล็กๆ แทงมีเลือดออกมาเป็นจุดเล็กๆ ตอนนั้นอยู่ใกล้ๆ กับบ้านพักของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ในเบื้องต้นก็บีบเลือดออกมาก่อน แล้วก็เดินไปที่บ้านพักปลุกคนให้ช่วยพาไปโรงพยาบาล เพราะเริ่มเจ็บแล้ว เริ่มเดินไม่ค่อยได้ เขาก็เอามะนาวมาโปะที่แผลไว้ก่อนช่วยดูดพิษได้ แล้วรีบพาไปโรงพยาบาล

ตอนที่ไปถึงโรงพยาบาลก็เกือบจะ ๖ โมงเช้า ตอนต้นเอาเลือดไปตรวจดู เลือดก็ยังเป็นปกติอยู่ เพราะพิษงูเพิ่งเข้าไปได้ไม่นานได้เพียงครึ่งชั่วโมง ยังไม่กระจายไปทั่ว ต้องรออีก ๖ ชั่วโมงถึงจะตรวจเลือดอีกครั้งหนึ่ง เราก็คิดว่าหมอจะรีบเอายามาฉีด แต่กลับไม่ได้ฉีด ปล่อยให้นอนอยู่เฉยๆ เอาสายน้ำเกลือมาใส่ เลยถามว่า ไม่ทำอะไรหรือ พยาบาลบอกว่า เพียงแต่ตรวจเลือดดูก็พอ เพราะพิษงูนี้มันไม่ตายทันที ที่ยังไม่ให้ยาทันทีเพราะกลัวจะแพ้ยา พิษของงูชนิดนี้ไม่ได้ไปทำลายประสาท ไม่ได้ทำให้หัวใจหยุดเต้น แต่จะทำลายเลือด คือจะทำให้เลือดไม่แข็งตัว เลือดจะไหลไม่หยุดถ้ามีเลือดไหลออกมา เขาบอกว่าหมอสั่งให้เช็คดูก่อนว่าเลือดยังแข็งตัวอยู่หรือเปล่า ถ้าโดนงูพิษกัดตอนเช้ามืด พิษจะไม่แรงเพราะมันออกหากินทั้งคืนแล้วคงได้ไปกัดสัตว์อื่นบ้างแล้ว อาจจะมีพิษเหลืออยู่น้อยพอที่ร่างกายจะกำจัดมันได้เอง ตอนแรกเขาไม่ได้อธิบายแบบนี้ เราก็กระสับกระส่ายอยู่เหมือนกันว่าทำไมไม่ทำอะไร ใจหนึ่งก็ปลงว่าถึงคราวแล้วมั้ง อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด

พอใกล้ๆ เที่ยง เขาก็มาเจาะเลือดดูอีกที ตอนนั้นเลือดไม่แข็งตัวแล้ว ธรรมดาเลือดจะแข็งตัวประมาณ ๑๐ กว่านาที แต่นี่ ๓๐ กว่านาที ก็ยังไม่แข็งตัว ก็เลยต้องให้ยาเซรุ่ม ถ้าแพ้ยาก็อาจจะทำให้ช็อคได้ ก็เลยให้พยาบาลผู้ชายมาเฝ้าดูอาการตรวจชีพจรกับเช็คความดันอยู่ทุกชั่วโมง เราก็ไม่รู้สึกอะไร ยาที่ให้ขวดแรกก็ขนาดนมกล่องเล็กๆ ผ่านทางสายยาง ใช้เวลาประมาณสัก ๔๕ นาที พออีก ๖ ชั่วโมง ก็มาตรวจเลือดอีก ก็ยังไม่แข็งตัวต้องให้เพิ่มอีกหนึ่งขวด พออีก ๖ ชั่วโมงก็มาตรวจอีกที ตอนนี้เลือดแข็งตัวเป็นปกติแล้ว แต่แผลที่ถูกงูกัดเริ่มดำคล้ำ เส้นเลือดที่พิษงูวิ่งผ่านไปจะเป็นสีดำคล้ำไปหมด หมอบอกรอดูอีกวันสองวัน อาจจะต้องเฉือนเนื้อออกไปบ้างเพราะมันจะเน่า แต่สองวันต่อมาอาการก็ดีขึ้น เริ่มกลับเป็นสีชมพู ก็เลยไม่ต้องเฉือนออกไป อาจจะเป็นเพราะมะนาวที่ช่วยทำให้ไม่เน่าหรือการบีบเลือดออกตอนที่ถูกกัดใหม่ๆ ช่วยลดพิษงูให้น้อยลง

เราเกิดมาก็ไม่เคยคิดว่าจะถูกงูกัด ทำอย่างไรได้ในเมื่อมันเกิดเหตุการณ์ขึ้นมาแล้ว ก็คอยประคับประคองสติรักษาใจไว้เท่านั้นเอง ไม่ไปวุ่นวายจนเกินเหตุเกินผล ก็ไม่ได้ถึงกับปล่อยเลย ยอมตายล่ะ อย่างนี้ก็ไม่ใช่ ถ้าหาหมอได้ก็ไปหาหมอ


หลวงตาเมตตามาเยี่ยม
หลวงตาท่านก็เมตตามาอยู่เรื่อยๆ ใหม่ๆ ท่านจะมาเกือบทุกปี ตอนนั้นท่านยังไม่ได้ไปที่สวนแสงธรรม ท่านจะมาพักอยู่ที่สวนป่ากรรมฐานของวัดช่องลม ต.นาเกลือ วัดของหลวงพ่อบัวเกตุ โดยเถ้าแก่กิมก่ายได้มาสร้างกุฏิสร้างศาลาถวายหลวงตาไว้ที่วัดนี้ บางครั้งทราบว่าท่านจะมาพักที่สวนของวัดช่องลม ก็เคยไปรอรับท่านและกราบท่านที่นั่น

แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านมาพักบนเขาของวัดญาณฯ ตอนนั้นท่านมาปลีกวิเวกเพื่อรักษาอาการโรคหัวใจกำเริบ ท่านอยากจะหาที่สงบ ท่านมาถึงช่วงบ่ายๆ มาองค์เดียว พอลงจากรถท่านก็ชี้มาที่ศาลาหลังนี้และบอกว่าจะพักที่นี่ ก็เลยจัดให้ท่านพักบนศาลานี้ ท่านบอกว่า พรุ่งนี้ท่านจะไม่ฉัน ท่านต้องการความสงบอย่างเดียว วันรุ่งขึ้นก็มีญาติโยมมารับท่านกลับไป

พอสร้างสวนแสงธรรมแล้ว หลวงตาก็ไม่ค่อยได้แวะมาพักแถวนี้แต่บางทีถ้าท่านผ่านมาแถวนี้ก็จะแวะขึ้นมาบนนี้ ทุกครั้งที่ท่านมาไม่เคยบอกล่วงหน้าก่อน มาแบบจู่โจม เตรียมตัวรับไม่ทัน แต่มาทีไรก็ไม่เคยไม่เจอเราสักที เจอทุกครั้ง เพราะเราก็ไม่รู้จะไปไหน ไม่รู้เป็นอย่างไรตั้งแต่บวชและออกจากวัดป่าบ้านตาดแล้วไม่เคยคิดอยากจะไปไหนเลย

นับตั้งแต่ปลายปี ๒๕๒๖ มานี่ ยังไม่เคยกลับไปที่วัดป่าบ้านตาดเลย ความสำคัญของวัดป่าบ้านตาดอยู่ตรงที่เป็นสถานที่ที่สงบ มีครูบาอาจารย์คอยสอนคอยแก้ปัญหาต่างๆ ให้


งานศพครูบาอาจารย์
การไปหรือไม่ไปงานศพของครูบาอาจารย์นี้ ความจริงก็ทำได้ทั้ง ๒ อย่าง ไปก็ได้ ไม่ไปก็ได้ ถ้าเข้าใจว่าไม่ไปเพราะอะไร จะไม่ไปก็ได้ เพราะสามารถบูชาท่านได้ที่นี่ ไม่ต้องไปที่หน้าศพของท่าน

การบูชานี้ ท่านก็ได้สอนอยู่แล้วว่า การปฏิบัติบูชาเป็นการบูชาที่แท้จริง ถ้าเราปฏิบัติตามที่ท่านสอนให้เราปฏิบัติ คือ ทำบุญให้ทาน รักษาศีล ภาวนา ก็ถือว่าได้บูชาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์แล้ว เป็นการบูชาที่แท้จริง คือปฏิบัติบูชา จะบูชาต่อหน้าท่านก็ได้ บูชาข้างหลังก็ได้

อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า ถึงแม้จะได้เกาะชายผ้าเหลือง ถ้าไม่ได้ปฏิบัติก็ยังอยู่ห่างไกลจากพระพุทธเจ้าเป็นโยชน์ ถึงแม้จะอยู่ห่างไกลจากพระพุทธเจ้าเป็นโยชน์ ถ้าได้ปฏิบัติก็ถือว่าได้เกาะชายผ้าเหลือง ได้อยู่ใกล้พระพุทธเจ้าแล้ว เพราะผู้ปฏิบัติจะเป็นผู้เห็นธรรม ผู้บรรลุธรรม ถ้าปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ผลก็คือดวงตาเห็นธรรมก็จะปรากฏขึ้นมา เมื่อเห็นธรรมก็จะเห็นตถาคต ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นเห็นธรรม ก็คือผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นผู้ที่บูชาที่แท้จริง ข้อสำคัญอยู่ตรงนี้ อยู่ที่การปฏิบัติบูชา

พอเราได้ศึกษาได้ยินได้ฟังพระธรรมคำสอนไม่ว่าจากพระพุทธเจ้าเองหรือจากพระอริยสงฆ์สาวก แล้วนำมาปฏิบัติ เราก็ได้บูชาอย่างแท้จริง พระพุทธเจ้าก็ดี พระอริยสงฆ์ก็ดี ท่านสละเวลาอบรมสั่งสอนพวกเราก็เพื่อให้พวกเราได้มีดวงตาเห็นธรรม ได้บรรลุธรรม ได้หลุดพ้นจากความทุกข์กัน เป็นเป้าหมายของการสั่งสอนของครูบาอาจารย์ ตั้งแต่พระพุทธเจ้าลงมาจนถึงครูบาอาจารย์ในสมัยปัจจุบันนี้ ท่านไม่ปรารถนาอะไรจากเรายิ่งกว่าการที่จะเห็นพวกเราได้บรรลุธรรม ได้หลุดพ้นจากความทุกข์กัน เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของชีวิตเราของใจเรา


อาจารย์แทนหลวงตา
คำสอนของหลวงตานี้ ก็จะเป็นอาจารย์แทนหลวงตาต่อไป พวกเราจึงไม่ได้อยู่โดยปราศจากอาจารย์ คำสอนของท่านที่ได้ถูกบันทึกไว้ก็มีมาก ทั้งที่เป็นหนังสือ เป็นแผ่นซีดี และเป็นภาพวีดีโอ ที่พวกเราไม่ควรเก็บไว้ในลิ้นชักหรือตั้งไว้บนหิ้งไว้กราบเฉยๆ แต่ควรหมั่นเปิดดูเปิดฟังอย่างสม่ำเสมอ เพราะธรรมคำสอนนี้เป็นอกาลิโก ไม่ได้เสื่อมไปกับกาลเวลา กับการจากไปของครูบาอาจารย์

คำสอนของท่านที่สอนในขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่มีประสิทธิภาพอย่างไร คำสอนนั้นก็ยังมีประสิทธิภาพอยู่อย่างนั้น ถึงแม้ว่าสรีระของท่านได้จากไปแล้วก็ตาม แต่คำสอนของท่านไม่ได้จากพวกเราไป ถ้าน้อมเอาคำสอนของท่านมาสอนใจแล้วปฏิบัติตามก็จะได้รับประโยชน์เหมือนกับขณะที่ท่านสอนต่อหน้าเรา แต่อยู่ที่การน้อมเอาคำสอนของท่านให้เข้ามาสู่ใจ เพราะคำสอนที่ยังอยู่ในหนังสือหรืออยู่ในสื่อต่างๆ นั้น ยังไม่ใช่ความจริงสำหรับเรา จะเป็นความจริงก็ต่อเมื่อได้น้อมเข้ามาสู่ใจด้วยการปฏิบัติ เพื่อชำระความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นความจริงที่จะอยู่กับใจไปตลอด ไม่ว่าใจไปที่ไหน จะมีคำสอนคอยดูแลรักษาปกป้องใจไม่ให้ตกทุกข์ได้ยาก จะรักษาใจให้มีแต่ความสุขไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม


บทสรุปปิดท้าย
ชีวิตก็อยู่กับธรรมะตั้งแต่วันเริ่มต้นเลย ตั้งแต่วันที่เกิด ฉันทะได้อ่านหนังสือธรรมะเล่มแรก แล้วก็เกิดความพอใจที่จะปฏิบัติธรรม จึงมุ่งแต่ปฏิบัติ คิดแต่เรื่องปฏิบัติ จดจ่อกับการปฏิบัติ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอะไรเลย

ถ้าทำอย่างนี้ ผลจะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ไม่เกิน ๗ ปี ดังที่พระพุทธเจ้าได้ทรงพยากรณ์ไว้ ๗ ปีนี้จะนานเกินไปเสียด้วยซ้ำ แต่เวลาอ่านพยากรณ์นี้ก็ไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้คิดว่าเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ ตอนนั้นไม่สนใจ สนใจอยู่ที่การปฏิบัติเท่านั้น ขอให้ได้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ไม่สะดุด ไม่ล้มพับ ไม่ถอย กลัวอย่างเดียวคือกลัวจะไปไม่ตลอดรอดฝั่ง จะเสร็จเมื่อไหร่ไม่สำคัญ ถ้าทำอย่างไม่หยุดต้องถึงแน่ๆ เหมือนกับรับประทานอาหาร ถ้ารับประทานไม่หยุด ก็ต้องอิ่มแน่ๆ


ตารางเวลาพระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
เวลา ๐๕.๔๕-๐๖.๔๐ น. (โดยประมาณ) เดินบิณฑบาตพร้อมคณะสงฆ์วัดญาณฯ บริเวณบ้านอำเภอ
เวลา ๐๘.๐๐-๑๐.๐๐ น. ฉันเช้า ณ ศาลาฉัน วัดญาณสังวราราม หลังฉันสนทนากับญาติโยม
เวลา ๑๔.๐๐-๑๖.๐๐ น. แสดงธรรมในวันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ส่วนวันอื่นจะสนทนาธรรมกับญาติโยม ณ จุลธรรมศาลาเขตปฏิบัติธรรมบนเขา
ทุกวันพระ วันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ พระอาจารย์สุชาติจะแสดงธรรมประมาณ ๓๐ นาทีก่อนฉัน ณ ศาลาฉัน เวลา ๐๘.๐๐ น. โดยประมาณ

**ขอความกรุณางดเข้าพบนอกเวลาตามที่กำหนด**
**สุภาพสตรีงดใส่กระโปรงหรือกางเกงสั้นบริเวณวัดและเขตปฏิบัติธรรม
ยกเว้นแบบสามส่วน เมื่อเข้าพบหรือฟังธรรม**


**งดรับกิจนิมนต์ในทุกกรณี**




























ภาพจาก เฟชบุ๊กพระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

550/ p.
8  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ห้องสมุด / Re: ราชยาน ราชรถ และพระเมรุมาศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เมื่อ: 18 ตุลาคม 2560 17:37:05
.



               ขบวนแห่ศพทศกัณฐ์เข้ากรุงลงกา จิตรกรรมที่ระเบียง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม


               ขบวนแห่ศพทศกัณฐ์ไปสู่เมรุ จิตรกรรมที่ระเบียง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

เมรุมาศของบรรลัยจักร ตอนพระพรตยิงศรพรหมาสตร์ฆ่าบรรลัยจักรโอรสของท้าวจักรวรรดิตาย ท้าวจักรวรรดิทรงใช้ราชรถไปรับศพบรรลัยจักร งานพระเมรุมาศก็ทำตามประเพณีกษัตริย์และสมศักดิ์ศรีของโอรสกษัตริย์ดังบทพรรณนาโวหารซึ่งกล่าวถึงการบรรจุศพด้วยหีบแก้วและวางหีบแก้วไว้บนพระเมรุมาศ ความว่า

ครั้นถึงจึ่งให้เอาหีบแก้ว อันแล้วด้วยนพมาศฉายฉัน
ใส่ศพลูกรักกุมภัณฑ์ ประดับเครื่องสุวรรณรูจี
ตั้งไว้ในหน้าพระลาน เหนือแท่นสุรกานต์จำรัสศรี
ให้ประโคมดุริยางค์ดนตรี แล้วชวนองค์เทวีเข้าจุดไฟ
         บัดนั้น ฝ่ายว่าสุริย์วงศ์น้อยใหญ่
ทั้งฝูงองค์กำนัลใน อาลัยครวญคร่ำโศกา
บ้างถือธูปเทียนหิรัญมาศ สุมาลาศจุลจันทน์กฤษณา
สมาลาโทษอสุรา บูชาจุดเพลิงเข้าพร้อมกัน

สิ่งที่ปรากฏให้เห็นในการสร้างพระเมรุมาศสำหรับกษัตริย์ก็คือสิ่งที่ประกอบส่วนใหญ่จะเป็นทอง เช่น เครื่องทอง ฐานบัลลังก์ทอง ดอกไม้ และเครื่องหอม ได้แก่ ไม้จันทน์ และไม้กฤษณา

พระมรุมาศมีปรากฏใน บทละครเรื่องอิเหนา ตอนอิเหนาไปช่วยงานพระศพพระอัยกีที่เมืองหมันหยา ในงานพระราชพิธีกล่าวถึงสิ่งของที่ท้าวกุเรปันจัดเตรียมให้อิเหนานำใส่ราชรถไปก็คือ เครื่องไทยทาน เครื่องหอมเนื้อไม้กฤษณา อิเหนาประทับบนราชรถซึ่งเทียมด้วยม้าสลับสีเหลืองกะเลียวเขียวขาว เสด็จไปเมืองหมันหยา โดยเป็นตัวแทนของท้าวกุเรปันที่นับลำดับความเป็นใหญ่แล้วนับว่าเป็นอันดับหนึ่งในวงศ์เทวัญ ทางเมืองหมันหยาจึงต้องรอคอยให้ท้าวกุเรปันเสด็จไปถึงก่อนจึงจัดตั้งพระเมรุมาศ แต่ขณะเดียวกันก็จัดเตรียมไม้พร้อมเครื่องประกอบเอาไว้ตามธรรมเนียมประเพณีการจัดงานพระศพ เมื่ออิเหนาเสด็จไปเมืองหมันหยา ท้าวหมันหยาจึงสั่งให้โหรหาฤกษ์งามยามดี สำหรับตั้งพระเมรุมาศ ซึ่งได้วันดีตรงกับอังคาร สิบค่ำ เดือนสี่ ดังบทพรรณนาโวหาร ความว่า


         บัดนั้น ขุนโหรผู้ใหญ่คนขยัน
คลี่ตำราขับไล่ลัคน์จันทร์ ดูโฉลกโชคชั้นทันที
จึงนบนิ้วประนมบังคมทูล นเรนทร์สูรจงทราบบทศรี
กำหนดเชิญพระศพฤกษ์ดี เดือนสี่สิบค่ำวันอังคาร
         เมื่อนั้น ระตูหมันหยาได้ฟังสาร
จึงสั่งเสนีพนักงาน จงจัดการพระเมรุเกณฑ์กัน
นายมุลขุนหมื่นทุกหมู่หมวด สมทบสี่ตำรวจกวดขัน
เครื่องประดับพระศพครบครัน รีบทำให้ทันกำหนดไว้
สั่งพลางทางกล่าววาที ชวนระเด่นมนตรีศรีใส
ทั้งระเด่นดาหยันคลาไคล เสด็จไปไหว้ศพพระอัยกี

ข้อความอีกตอนหนึ่งกล่าวถึงการสร้างพระเมรุมาศของเหล่าเสนาในเมืองหมันหยาว่า

         บัดนั้น เสนีสี่นายทั้งซ้ายขวา
ให้จับการทุกด้านดังบัญชา ตรวจตราหน้าที่ทำพระเมรุ
บ้างเสาเข้าที่ทั้งสี่ต้น ผู้คนอึงอัดขัดเขมร
บ้างขุดหลุมลงลุยคุ้ยเลน บ้างกะเกณฑ์กันตั้งนั่งร้าน
เอาเชือกผูกแทงทบครบเสา ได้ฤกษ์เร่งคนเข้าขันกว้าน
ตัวไม้ใช้เดินรอกสะพาน คนประจำทำงานไม่เงือดงด
พวกทำเมรุทิศทั้งนั้น ก็พร้อมกันยกตั้งขึ้นทั้งหมด
ติดตะม่อสองชั้นเป็นหลั่นลด นายช่างกำหนดอำนวยการ
เจ้าหน้าที่สามสร้างต่างมาจับ ชักประดับปลายเสาเสมอสมาน
บ้างใส่สอดรอดพรึงตรึงกระดาน เสียงสิ่วเสียงขวานอึงอล

การเตรียมสร้างพระเมรุมาศนับว่าเป็นงานใหญ่และมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ดังบทพรรณนาโวหารว่า

         บัดนั้น เสนีสี่ตำรวจกวดขัน
นายด้านทำการพระเมรุนั้น ทั้งกลางคืนกลางวันเร่งรัด
ให้ยกดูกผูกเชือกแย่งระยาง ยอดปรางค์นพศูลสวมฉัตร
ตำรวจในไม้สูงสันทัด ขึ้นผูกแผงผัดจัดกระจัง
ติดชั้นเชิงบาตรบัวหงาย เรียงรายเทพนมยืนนั่ง
บัญชรชัชวาลบานบัง ฝาผนังหลังคากระยารงค์
พนักงานด้านทำพระเมรุทอง ก็ติดตัวลำยองหางหงส์
หน้ากระดาษฐานบัทม์ไม่ขัดทรง บรรจงตั้งเครื่องพระเบญจา
เพดานดาราระย้าย้อย ผูกห้อยพู่พวงบุปผา
ฉากกระจกยกตั้งบังตา แต่งที่เป็นข้างหน้าข้างใน
บ้างตั้งไม้กระถางวางรูปสัตว์ รอบจังหวัดบริเวณพระเมรุใหญ่
รูปกินนรอ้อนแอ้นเอาใจ วางไว้ริมมุขทุกทิศ
ซุ้มดอกไม้รุ่งรายซ้ายขวา โคมระย้าหลายลูกผูกติด
ราชวัติทึบตั้งบังมิด ฉัตรเงินทองปิดน้ำตะกู
บ้างยกฉัตรเบญจรงค์เรียงเรียบ เสาตะเกียบปักเคียงเป็นคู่คู่
ยักษ์โตตั้งวางข้างประตู ยืนอยู่หูตาหน้ากลัว
บ้างทำโรงหุ่นโขนช่องระทา ขึ้นหลังคาดาดแผงผูกจั่ว
ปลูกศาลาฉ้อทานทำครัว เสร็จทั่วทุกตำแหน่งแต่งไว้

ตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่าการเคลื่อนพระศพ ต้องใช้พิชัยราชรถเป็นรถใหญ่สำหรับทรงพระศพและก็มีพระราชรถน้อยนำหน้าและตามหลัง อันเป็นประเพณีสำหรับเคลื่อนพระศพของพระมหากษัตริย์ซึ่งปฏิบัติสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน บทพรรณนาโวหารตอนนี้สะท้อนภาพประเพณีดังกล่าว

         บัดนั้น ฝ่ายเจ้าพนักงานน้อยใหญ่
ครั้นจวนกำหนดไม่นอนใจ ก็ตระเตรียมเทียมพิชัยราชรถ
รถใหญ่สำหรับใส่พระโกศทอง เรืองรองรจนาปรากฏ
รถโยงปรายข้าวตอกเป็นหลั่นลด รถอ่านหนังสือรถใส่ท่อนจันทน์
เกณฑ์ไพร่ไว้สำหรับชักฉุด ใส่เสื้อเสนากุฎขบขัน
ที่บ่าวไพร่ใครช้ามาไม่ทัน ก็พากันวิ่งวุ่นทุกมูลนาย
บรรดาหมู่คู่แห่เข้ากระบวน ก็มาถ้วนตามบัญชีซึ่งมีหมาย
ล้วนใส่เสื้อครุยกรุยกราย สมปักลายลำพอกถือดอกบัว
คนชักรูปสัตว์จัดหนุ่มหนุ่ม ใส่ศีรษะโมงครุ่มครอบหัว
ทับทรวงสังวาลลอดสอดพันพัว แต่งตัวนุ่งตาโถงโจงกระเบน
กิดาหยันจัดกันตามตำแหน่ง เชิญพระแสงหอกดาบดั้งเขน
ตั้งตาริ้วรายไปใกล้พระเมรุ พรั่งพร้อมตามเกณฑ์ทั้งไพร่นาย

ตอนอิเหนาฆ่าระตูบุศสิหนาตาย และระตูปันจะรากัน ระตูปักมาหงัน ทำศพระตูบุศสิหนา บทพรรณนาโวหารตอนนี้ แสดงให้เห็นประเพณีเด่นชัดว่า ถึงแม้ว่าบุศสิหนาจะเป็นเพียงเจ้าเมืองน้อยและเสียชีวิตอยู่ในป่าก็ตาม แต่ประเพณีงานพระศพนั้น ก็ต้องจัดทำขึ้นโดยการสร้างพระเมรุให้สมพระเกียรติดังบทพรรณนาโวหารดังนี้

         เมื่อนั้น ทั้งสองกษัตริย์ได้ฟังสาร
ค่อยคลายวายทุกข์รำคาญ จึงบรรหารตรัสสั่งเสนี
อันศพพระอนุชาร่วมจิต เราจะฌาปนกิจเสียที่นี่
จงกะเกณฑ์รี้พลมนตรี เร่งถางที่ทำเมรุริมบรรพต
ท่านคิดทำให้งามตามของป่า เบญจาจงประดับดอกไม้สด
สืบต่อไปจะได้เป็นเกียรติยศ สั่งกำหนดให้เสร็จในสองวัน

อีกตอนหนึ่งที่แสดงว่าไม้จันทน์และไม้กฤษณาเป็นของมีค่าและใช้ในงานพระบรมศพพระมหากษัตริย์ ดังข้อความที่ว่า

นายงานทหารในระดมกัน ทำพระโกศด้วยจันทน์กฤษณา
พวกช่างทั้งปวงบรรดามา ให้ประดับเบญจาด้วยดอกไม้


               เมรุท้าวจักรวรรดิ
               จิตรกรรมที่ระเบียง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม


               พระรามออกอุบายเข้าโกศเพื่อคืนดีกับนางสีดา จิตรกรรมที่ระเบียง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม


พรรณนาโวหารอีกตอนหนึ่งได้แสดงให้เห็นราชประเพณีอย่างชัดเจนก็คือ บนพระเมรุมาศ ต้องมีบัลลังก์ บุษบก และเครื่องสูงตามยศของกษัตริย์ ความพรรณนาต่อไปนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของเหล่าเสนาและช่างก่อสร้าง ที่พยายามสร้างพระเมรุมาศให้งดงาม โดยเลือกสรรเอาสิ่งของที่หาได้จากธรรมชาติมาช่วยประดับตกแต่ง

เสนีสี่ตำรวจนายด้านเมรุ ก็กะเกณฑ์อุตลุดขุดหลุม
ชักระดับได้ที่ทั้งสี่มุม ผู้คนเกลื่อนกลุ้มรุมกัน
ยกเสาขึ้นตั้งทั้งสี่ต้น ต่างติดเครื่องบนขมีขมัน
พนักงานหอสวดสามสร้างนั้น ก็ยกขึ้นพร้อมกันทันที
บ้างดาดผนังหลังคาผ้าขาว เพดานดาวดอกไม้สลับสี
หุ้มเสาด้วยผ้าแดงโมรี เอาม่านที่พลับพลามากั้นกาง
กองพระเบญจามาประดับ ซ้อนสลับแม่ลายหลายอย่าง
บ้างลอกพลับพลึงกรึงพื้นพลาง เลือกบุปผาต่างๆ เป็นตัวซ้อน
บ้างร้อยราชวัติฉัตรชั้น พื้นพรรณบุปผชาติเกสร
บ้างประดับมาลาเป็นจามร รีบร้อนติดกระจังบัลลังก์ลด
บุษบกยกคนเข้ารุมกัน เห็นเหลือมือไม่ทันตามกำหนด
คิดแบ่งเบาเอาบุษบกรถ มาแต่งตั้งตามยศกษัตรา
เครื่องสูงห้าชั้นกั้นกลาง ตั้งหว่างชุมสายซ้ายขวา
จัดแจงแต่งตามพระบัญชา ไม่ช้าแล้วเสร็จทุกสิ่งอัน

อีกโวหารหนึ่งที่แสดงถึงราชประเพณีก็คือ การนำพระศพใส่โกศจันทน์และนำขึ้นราชรถทอง เข้ากระบวนแห่ไปที่พระเมรุ ดังข้อความพรรณนาโวหารดังนี้

ครั้นค่อยคลายวิโยคโศกเศร้า จึงสั่งเสนีขมีขมัน
ให้เชิญศพองค์พระน้องนั้น ใส่ในโกศจันทน์ทันใด
แล้วรีบขึ้นราชรถทอง ประโคมก้องหิมวาป่าใหญ่
แห่แหนดาษดาคลาไคล ตรงไปพระเมรุมิทันช้า

ในวรรณคดีเรื่อง ปฐมสมโพธิกถา กล่าวถึงพระเมรุมาศตอนพระพุทธเจ้าถวายพระเพลิงพระราชบิดา (พระเจ้าสุทโธทนะ) พระเมรุมาศสำหรับถวายพระเพลิงพระเจ้าสุทโธทนะนั้น พระพุทธเจ้าตรัสสั่งให้พระมหากัสสปเป็นผู้จัดสถานที่ แต่เทพยดาได้นำทิพยกุฎาคาร ซึ่งประดับด้วยยอดถึง ๕๐๐ ยอด และทิพยดอกไม้จันทน์มาตั้งไว้บนเชิงตะกอนที่พระมหากัสสปจัดทำขึ้น จึงมีความงามเหมือนพระเมรุมาศบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ดังบทพรรณนาโวหารว่า

“แล้วมีพระพุทธฎีกาตรัสสั่งพระมหากัสสปเถระว่า ตถาคตจะถวายพระบรมศพพระบิดา ท่านจงไปพิจารณาดูภูมิสถานอันสมควรจะกระทำฌาปนกิจนั้น พระมหากัสสปเถรเจ้าก็รับพุทธฎีกาว่าสาธุแล้วอุฎฐาการจากอาสน์แวดล้อมไปด้วยพระภิกษุสงฆ์อันทรงซึ่งธุดงค์ กับกษัตริย์สักยราชวงศ์ แลหมู่มหาชนเป็นอันมาก ไปสู่ที่อันจะกระทำการถวายพระเพลิง แล้วให้จัดแจงกระทำซึ่งเชิงตะกอน ในกาลนั้นหมู่อมรเทพยบรรษัททั้งหลายในหมื่นโลกธาตุ มีท้าววัชรินทราธิราชเป็นประธานก็มาสโมสรสันนิบาตในสถานที่นั้น นำมาซึ่งทิพยกุฎาคารอันประดับด้วยยอดถึงห้าร้อยยอด กับทั้งวัตถุต่างๆ มีทิพยจันทนสุคันธชาติเป็นต้น มากระทำจิตตกรรมกับพระมหากัสสปเถระ เมื่อการเชิงตะกอนสำเร็จแล้วพระมหากัสสปก็กลับมากราบทูลพระบรมครูพระสัพพัญญูจึงทรงยกพระอุตมังคศิโรตม์แห่งพระพุทธบิดาด้วยพระหัตถ์แล้วก็ทรงสิญจนาการด้วยสุคนธรสอุทกวารี  พระธรรมเสนาบดีก็ช่วยโสรจสรงหลั่งลงซึ่งสุคันโธทก  สมเด็จพระโลกนาถทรงพระปรามาสพระอุตมังค์ พลางตรัสแก่พระสาริบุตรมหาเถระว่า ท่านจงทัศนาการซึ่งพระพุทธบิดร ดูกรสาริบุตร บุคคลผู้ใดประพฤติในกุศลสุจริต แลมีจิตปรารถนาโพธิภูมิบารมีญาณใดๆ ก็จงอุตส่าห์อภิบาลบำรุงเลี้ยงซึ่งบิดามารดา อาจสำเร็จมโนรถปรารถนาทุกสิ่งทุกประการ เมื่อมีพุทธบริหารดังนี้แล้ว ก็ยกขึ้นซึ่งพระศพสริรกายแห่งพระบรมกษัตริย์ใส่ลงในมัญชุรตนามัยคือพระหีบแก้ว แล้วทรงยกพระหีบแก้วด้วยพระองค์เชิญไปสู่ที่อาฬาหนสถาน เถลิงบนทิพยกุฎาคารบุษบกเบื้องบนอลังกตจิตกาอาสน์   จึงสมเด็จอัมรินทราธิราชก็กระทำปทักษิณพระบรมศพ แล้วนำมาซึ่งดวงแก้วมณีอันชื่อว่าโชติรังสีปรารภจะถวายพระเพลิง จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสห้ามว่า ดูกรท้าวเทวราช อย่าเพ่อถวายพระเพลิงก่อน ตถาคตจะกระทำฌาปนกิจพระบิดาก่อนท่านทั้งปวง แล้วก็ทรงถือซึ่งแก้วมณีโชติรัตนจากหัตถ์ท้าวสุชัมบดี แล้วทรงจุดซึ่งอัคคีอันปรากฏจากดวงแก้ว  กระทำฌาปนกิจพระบรมศพกับทั้งเชิงตะกอนนั้น ลำดับนั้นเทพยดาทั้งหลายมีสมเด็จอัมรินทร์เป็นต้น ก็ถวายพระเพลิงในภายหลัง  ฝ่ายพระขัตติยวงศาสักยราชแลหมู่นางพระสนมทั้งปวงนั้นมีพระมหาปชาบดีโคตมีเป็นประธาน ก็พร้อมกันเซ็งแซ่เสียงปริเทวนาโกลาหลนี่สนั่น สมเด็จพระอนันตญาณมุนีก็มีพุทธฎีกาตรัสเล้าโลม ด้วยพระธรรมกถาอนิจจตาทิปฏิสังยุตต์ระงับโศกแห่งมหาชน อันว่าธรรมาภิสมัยมรรคผลก็บังเกิดมีแก่แปดหมื่นสี่พันบรรษัทในที่สมาคมอันนั้น”

ในวรรณกรรมเรื่อง สุวรรณหงส์ ได้กล่าวถึงพระเมรุมาศไว้ตอนหนึ่งดังนี้  


ตัวข้านี้นามพราหมณ์อัมพร
พี่ยาข้าชื่อกุมภณฑ์พราหมณ์ บอกตามจริงดอกไม่หลอกหลอน
สำนักในป่าระหงดงดอน พากันสันจรจากพงไพร
หวังจะเที่ยวทัศนาพาราเล่น ไม่เคยเห็นเลยข้าพึ่งมาใหม่
แต่พอพบพระศพองค์ทรงชัย จะชักไปสู่พระเมรุรจนา
ไม่หมายเอาทรัพย์สินสฤงคาร คิดสงสารทรงศักดิ์จึงรักษา
ให้พระองค์รอดฟื้นคืนชีวา จะขอลาพระองค์ไปพงพี

ตามที่ได้กล่าวถึง ราชรถ ราชยาน พระเมรุมาศ  ในวรรณคดี มาตามลำดับสมัย อาจจะสรุปได้ว่า ราชรถ มีปรากฏในวรรณคดีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน ส่วน ราชยาน และ พระเมรุมาศ ก็ปรากฏกล่าวไว้ในวรรณกรรมเช่นกัน ดังนั้นวรรณกรรมจึงเป็นหลักฐานสำคัญประการหนึ่งที่เชื่อถือได้ว่า ราชรถ ราชยาน และพระเมรุมาศเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทยมาตั้งแต่โบราณกาล เนื่องจากวรรณคดีเป็นสิ่งที่สะท้อนสภาพสังคม ประเพณี ความเชื่อ และวัฒนธรรมสมัยนั้น ในวรรณคดี วัฒนธรรมและประเพณีจะมีความเกี่ยวพันอยู่ด้วยเสมอ จนถึงกับมีคำกล่าวว่า ถ้าจะดูความเป็นอยู่และวิถีชีวิตของชนชาติใดก็ดูได้จากวรรณคดีของชนชาตินั้น” แสดงว่าวิถีชีวิตของคนในสังคมกับวรรณคดีมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ยากที่จะแยกจากกันได้

นอกจากวรรณคดีจะให้ความรู้เกี่ยวกับสภาพสังคม ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อและวัฒนธรรมแล้ว ยังให้ความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์อีกด้วย เนื่องจากวรรณคดีต้องนำเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์มารแทรกหรือเป็นเนื้อหาเค้าโครงเรื่อง หรือจำลองเรื่องราวจากประวัติศาสตร์มาเป็นเนื้อหาของวรรณคดีนั้นๆ การนำเนื้อหาในประวัติศาสตร์มาแต่งเป็นวรรณคดีนั้น มิได้เขียนตรงตามเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เสมอไป กวีมิสิทธิ์จะใช้จินตนาการสร้างความคิดขึ้น ทำให้เรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่แห้งแล้งกลายเป็นวรรณคดีที่มีรสชาติน่าอ่าน  ดังนั้น การที่ประวัติศาสตร์ต้องอาศัยวรรณคดีจึงมีส่วนเป็นไปได้มาก เพราะก่อนนักประวัติศาสตร์จะจดบันทึกนั้น ต้องค้นคว้าหาข้อมูลจากหลักฐานหลายๆ แหล่ง รวมทั้งเอกสารต่างๆ ที่มีผู้จารหรือบันทึกไว้ วรรณคดีก็เป็นเอกสารประเภทหนึ่งที่นักประวัติศาสตร์ต้องนำไปพิจารณาด้วย จึงสามารถศึกษาค้นคว้าเพื่อเพิ่มพูนความรู้ด้านประวัติศาสตร์เกี่ยวกับราชรถ ราชยาน และพระเมรุมาศในทุกยุคทุกสมัยได้จากวรรณคดีอีกแหล่งหนึ่ง


-----------------------
9  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ห้องสมุด / Re: ราชยาน ราชรถ และพระเมรุมาศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เมื่อ: 18 ตุลาคม 2560 17:34:14




ตอนโทณพราหมณ์ห้ามทัพแล้วแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ ได้กล่าวถึงราชรถดังสำนวนพรรณนาอันไพเราะ ดังนี้

“ในขณะนั้น กษัตริย์ในเมืองโมรีนคร อันสถิตอยู่ ณ ที่ใกล้ป่าปิปผลิวันได้ทราบว่าพระทศพลเข้าสู่พระปรินิพพาน จึงส่งราชทูตให้ถือพระราชสาส์นมาถึงกษัตริย์มัลลราช ณ เมืองกุสินาราย ขอส่วนพระบรมธาตุ แล้วเสด็จยกพยุหยาตราตามมาในภายหลัง ครั้งนั้น กษัตริย์กุสินารายจึงแจ้งเหตุว่า ส่วนพระสารีริกธาตุนั้นปันแจกกันสิ้นแล้ว ท่านจงนำเอาพระอังคารไปสักการบูชาเถิด แลกษัตริย์โมรีนครก็เชิญพระอังคารไปกระทำสักการบูชา ดำดับนั้น กรุงอชาตสัตตุราช เมื่อจะอัญเชิญพระบรมธาตุจากเมืองกุสินารายไปสู่กรุงราชคฤห์ แลในที่ระหว่างพระนครทั้งสองนั้นกำหนดมรรคาได้ ๑๒๕ โยชน์ แลทางในระหว่างนั้น พระองค์ให้ชนทั้งหลายปราบให้ลื่นราบเสมอเป็นอันดี มีประมาณโดยกว้างได้ ๘ อุศุภ แลตกแต่งอย่างมรรคาอันมาแต่งมกุฏพันธนเจดีย์ จนถึงที่สันฐาคารศาลาซึ่งพระยามัลลราชทั้งหลายในเมืองกุสินารายตกแต่งนั้น แล้วให้ตั้งร้านตลาดรายเรียงไปตามสองข้างมรรคาจนตลอด ๑๒๕ โยชน์ เพื่อจะยังรี้พลทั้งหลายมิให้เป็นทุกข์ลำบาก ด้วยจะอดอยากอาหารในหนทางแล้ว ให้อัญเชิญพระหีบทองซึ่งใส่พระบรมธาตุขึ้นประดิษฐานบนบัลลังก์ราชรถ แลให้สันนิบาตหมู่ชนทั้งหลายบรรดาอยู่ในปริมณฑลทั่วพระราชอาณาเขต แห่งกรุงราชคฤห์ทั้ง ๕๐๐ โยชน์นั้นมาพร้อมกันทั้งสิ้นแล้ว ให้ยาตรารถทรงพระบรมธาตุไปจากเมืองกุสินาราย ให้เล่นการสาธุกีฬนักขัตฤกษ์บูชาไปตามระยะทาง เบื้องว่าเห็นดอกไม้ป่าออกบานในที่ใด ก็ให้หยุดรถพระบรมธาตุอยู่กระทำสักการบูชาในที่นั้น กว่าจะสิ้นดอกไม้ที่บาน แล้วชักรถไปถึงที่ประมาณสุดแอก ก็ให้หยุดสมโภชอยู่เจ็ดวันๆ แต่กระทำโดยนิยมดังนี้ แลเชิญพระสารีริกธาตุมาถึง ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน ล่วงไป ก็ยังไม่ถึงเมืองราชคฤห์”


พระมหาชนก คัมภีร์ชาดก พระราชนิพนธ์แปลของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตอนพระมหาชนกกล่าวถึงราชยานเนรมิต ซึ่งท้าวสักกเทวราชเนรมิต สำหรับช่วยพระมเหสีอริฏฐชนกที่กำลังหลบหนีพระโปลชนกไปเมืองกาลจัมปากะ พระมเหสีเทวีเป็นพระมารดาพระโพธิสัตว์ จึงประกอบด้วยบุญบารมีอันสูงส่ง ราชยานที่ท้าวสักกเทวราชเนรมิตขึ้นมีตั้งเตียงสำหรับประทับนั่งจึงถูกต้องตามประเพณีวงศ์กษัตริย์ ดังบทพรรณนาโวหาร ความว่า

“พระนางเธอเสด็จออกทางพระทวารด้านทิศอุดรไม่รู้จักหนทางเพราะไม่เคยเสด็จไป ณ ที่ไหนเลย ทั้งไม่สามารถจะทรงกำหนดทิศทางได้ จึงประทับ ณ ศาลาแห่งหนึ่ง จะได้ตรัสถามด้วยทรงคิดว่า คนที่จะเดินทางไปเมืองกาลจัมปากะคงจะมีเพราะเคยได้ยินแต่ชื่อเมืองกาลจัมปากะว่ามีอยู่เท่านั้น แต่สัตว์ที่เกิดในพระครรภ์ของพระเทวีนั้น มิใช่สัตว์สามัญเป็นพระมหาสัตว์มีบารมีเต็มเปี่ยมแล้วมาบังเกิด ด้วยเดชานุภาพแห่งพระมหาสัตว์นั้น บันดาลให้ภพของท้าวสักกเทวราชสำแดงอาการร้อน ท้าวสักกเทวราชทรงอาวัชชนาการก็ทรงทราบเหตุนั้น ทรงดำริว่า สัตว์ผู้ทรงถือปฏิสนธิในพระคัพโภทรของพระนางเธอมีบุญญาธิการมาก จำอาตมะจะต้องไปยังสำนักพระเทวีนั้น จึงทรงนิมิตยานมีเครื่องปกปิดแล้วจัดตั้งเตียงไว้ในยานนั้น แล้วแปลงเพศเป็นคนแก่ ขับยานไปหยุดอยู่ที่ประตูศาลาที่พระนางเธอประทับอยู่ แล้วทูลถามพระเทวีว่า คนที่จะไปยังกาลจัมปากะนครมีอยู่หรือ พระเทวีได้ทรงสดับคำนั้นแล้ว ตรัสตอบว่า คุณพ่อเจ้าขา ดิฉันจะไปค่ะ ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า ถ้าเช่นนั้นก็เชิญแม่ขึ้นมาบนยานเถิด พระมหาเทวีเสด็จออกมาแล้วตรัสว่า
คุณพ่อเจ้าขา ดิฉันมีครรภ์แก่ไม่สามารถจะขึ้นยานได้ จะขอเดินตามคุณพ่อไปข้างหลัง แต่ขอฝากกระเช้าคุณพ่อไป ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า แม่พูดอะไรไม่มีใครจะรู้จักขับยานเช่นข้าพเจ้าเลย แม่อย่ากลัวไปเลย เชิญขึ้นมานั่งบนยานนี้เถิด ด้วยเดชานุภาพแห่งพระโอรสของพระนางเธอ ในขณะที่พระนางจะเสด็จขึ้นยาน แผ่นดินก็นูนขึ้นดุจลูกหนังอัดลมแน่น ฉะนั้นจากที่สุดยาน พระนางเธอก็เสด็จขึ้นบรรทม ณ พระแท่นบรรทมมีศิริ”

อีกตอนหนึ่งกล่าวถึงการปล่อยปุสราชรถหลังจากพระเจ้าโปลชนกแห่งกรุงมิถิลาเสด็จทิวงคตแล้วว่า

“ลำดับนั้น ท่านปุโรหิตาจารย์ จึงกล่าวกะเสนาอมาตย์ราชบริพารว่าท่านทั้งหลายอย่าวิตกเลย เราควรเสี่ยงปล่อยบุศยราชรถไป เพราะพระราชาที่เชิญเสด็จมาด้วยบุศยราชรถ เป็นผู้สามารถจะครองราชย์สมบัติในชมพูทวีปได้ทั้งสิ้น เสนามาตย์ราชบริพารทั้งฝ่ายหน้าฝ่ายในต่างเห็นพร้อมกัน จึงให้ตกแต่งพระนครแล้วเทียมม้าสี่มีสีดุจดอกโกมุทที่ราชรถอันเป็นมงคล ลาดเครื่องลาดอันวิจิตรเบื้องบน ให้ประดิษฐานเครื่องราชกกุธภัณฑ์ห้าประการแวดล้อมด้วยจาตุรงคินีเสนา ชนทั้งหลายประโคมเครื่องดนตรี ข้างหน้าราชรถที่พระราชาเป็นเจ้าของ ประโคมเบื้องหลังราชรถที่ไม่มีเจ้าของ เพราะฉะนั้น ท่านปุโรหิตาจารย์จึงกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงประโคมดนตรีทั้งปวงหลังราชรถ แล้วประพรมสายหนังเชือก แอก ประตัก ด้วยพระเต้าทองคำซึ่งใส่น้ำมงคลเต็มเปี่ยมแล้วสั่งราชรถว่า การครองราชย์สมบัติเป็นบุญแห่งผู้ใด จงไปสู่สำนักแห่งผู้นั้น แล้วเสี่ยงปล่อยราชรถนั้นไปฯ

ลำดับนั้น ราชรถทำประทักษิณพระราชมณเฑียรสถานแล้วขึ้นไปสู่ทางใหญ่แล่นไปโดยเร็ว ชนทั้งหลายมีเสนาบดีเป็นต้น พากันคิดว่าขอบุศยราชรถจงแล่นมายังสำนักเราเถิด ราชรถแล่นล่วงเคหสถานทั้งปวงไป ทำประทักษิณพระนครแล้วแล่นออกไปทางประตูทิศบูรพาบ่ายหน้าตรงไปยังพระราชอุทยาน ครั้งนั้นชนทั้งหลายเห็นราชรถแล่นไปโดยเร็ว จึงกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงยังราชรถให้กลับ ท่านปุโรหิตาจารย์จึงห้ามว่า อย่าให้กลับเลย ถึงแล่นไปตั้งร้อยโยชน์ก็อย่าให้กลับเลย ราชรถแล่นเข้าไปยังพระราชอุทยาน ทำประทักษิณแผ่นศิลามงคล แล้วหยุดอยู่เป็นดังคอยเตรียมรับเสด็จให้ขึ้น

ปุโรหิตาจารย์ เห็นพระโพธิสัตว์เจ้าบรรทมอยู่ จึงเรียกเหล่าอำมาตย์มากล่าวว่า ท่านทั้งหลายมีท่านผู้หนึ่งนอนอยู่บนแผ่นศิลาเป็นมงคลปรากฏอยู่ แต่ว่าเราทั้งหลายยังไม่รู้ว่า ท่านผู้นี้จะมีปัญญาสมควรแก่พระมหาเศวตฉัตร์หรือไม่ ถ้าว่าท่านผู้นี้มีปัญญาก็จักไม่ลุกขึ้นและจักไม่แลดู ถ้าเป็นคนกาลกรรณีจักกลัวจักตกใจ ลุกขึ้นสะทกสะท้านแลดูแล้วจักหนีไป ขอท่านทั้งหลายจงประโคมดนตรีขึ้นพร้อมกันโดยเร็ว คนทั้งหลวงทั้งปวง ก็ประโคมดนตรีขึ้นพร้อมกันทั้งร้อย ในขณะนั้นแล เสียงดนตรีเหล่านั้น ประหนึ่งเสียงกึกก้องทั่วไปในท้องสมุทรสาคร พระมหาสัตว์ตื่นบรรทมด้วยเสียงดนตรีนั้น เปิดพระเศียรทอดพระเนตรเห็นมหาชนแล้วทรงจินตนาการว่า เศวตฉัตร์มาถึงเราแน่แล้ว คลุมพระเศียรเสียอีก พลิกพระองค์บรรทมโดยข้างเบื้องซ้าย ฝ่ายท่านปุโรหิตาจารย์เปิดผ้าคลุมพระบาทตรวจดูลักษณะแล้วกล่าวว่า อย่าว่าแต่เพียงทวีปเดียวเท่านี้เลย ท่านผู้นี้สามารถครองราชสมบัติในมหาทวีปทั้งสี่ได้ กล่าวฉะนี้แล้วให้ประโคมดนตรีอีก  ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เปิดผ้าคลุมพระพักตร์อีก พลิกพระองค์บรรทมเบื้องขวา ทอดพระเนตรมหาชน ท่านปุโรหิตาจารย์ให้มหาชนหลีกห่างออกไปแล้ว ประคองอัญชลีก้มหน้ากราบทูลว่า ขอเดชะ ขอใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทได้เสด็จลุกขึ้นเถิด ราชสมบัติมาถึงใต้ฝ่าพระบาทแล้ว พระเจ้าข้าฯ

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงถามท่านปุโรหิตาจารย์ว่า พระเจ้าอยู่หัวของท่านไปไหนเสียเล่า เมื่อปุโรหิตาจารย์กราบทูลว่า เสด็จทิวงคตเสียแล้ว จึงตรัสถามว่า พระราชโอรสหรือพระราชภาดาของพระเจ้าอยู่หัวไม่มีหรือ ปุโรหิตกราบทูลว่า ขอเดชะ พระราชโอรสไม่มี มีแต่พระราชธิดาอยู่องค์หนึ่ง เมื่อพระโพธิสัตว์ได้สดับคำของท่านปุโรหิตาจารย์ดังนั้นแล้ว จึงรับสั่งว่า ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว เราจักครองราชสมบัติ  จึงเสด็จลุกขึ้นประทับนั่ง ณ แผ่นศิลาเป็นมงคล แต่นั้นชนทั้งหลายมีเสนามาตย์ราชปุโรหิตาจารย์เป็นต้น ก็ถวายอภิเษกพระมหาสัตว์เจ้า ณ สถานที่นั้น พระโพธิสัตว์เจ้าทรงพระนามว่า มหาชนกราชา ท้าวเธอประทับ ณ ราชรถอันประเสริฐ เสด็จเข้าพระนครด้วยสิริโสภาคอันใหญ่หลวง เสด็จขึ้นยังพระราชนิเวศน์ ทรงพิจารณาว่า เสนาบดีเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหลายเหล่านั้น แล้วเสด็จถึงข้างฝ่ายใน

 
มหาเวสสันดรชาดก ในมหาเวสสันดรชาดกกัณฑ์ทานกัณฑ์ กล่าวถึงการบริจาคสัตสดกมหาทาน และการยกราชรถให้พวกเหล่าพราหมณ์ เป็นบทพรรณนาโวหารที่มีความไพเราะ และบรรยายให้เห็นภาพพจน์อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน ดังนี้ ”โสณฺฑานํ เทถ วารุณี กลัวว่านักเลงสุราบานจะติฉัน เธอก็ให้พระราชทานสิ่งทุกประการ แล้วให้จ่ายแจกสัตตสดกมหาทาน เป็นต้นว่า คชสารเจ็ดร้อย  สพฺพาลงฺการภูสิเต ประดับอาภรณ์พู่ห้อยหูดูเฉิดฉาย ดารารายรัตคนทอง ตาข่ายกรองปกกระพองหัตถี คามณีเยหิ มีนายหัตถาจารย์ขี่ประจำคอ มือถือขอคร่ำสุวรรณ คชสารแต่ละตัวนั้นเรี่ยวแรงร้ายคำรณ มาตงฺเค เกิดในป่าต้นหางปกส้นสมตระกูลหัตถี สตฺต อสฺสสเต ทตฺวา ให้จ่ายแจกอัสดรราชพาชี เลือกที่ตัวดีเรืองณรงค์องอาจ สินฺธเว สีฆวาหเน เกิดแต่ชาติสินธพควบขี่ตีตลบตะลุยไล่ อยู่ปืนไฟไม่ถอยถด ลางตัวก็ย่างพยศย่ำซ้ำรอยอยู่กับที่ ล้วนแต่ชาติพาชีระวางใน เครื่องอานใส่ประไพพร้อมย่อมเจริญตา คามณีเยหิ มีนายม้าถือไม้แส้ทุกคนหมด สตฺต รถสเต ทตฺวา ให้จ่ายแจกราชรถอันบรรจงพร้อมไปด้วยดุมกำกงอลงกรณ์ งอนแอกแปรกบัลลังก์สุวรรณฉลุฉลักเป็นชั้นช่อห้อย  สพฺพาลงฺการภูสิเต ประดับด้วยเพชรพลอยย้อยระยับสลับสี เทียมด้วยสินธพพาชีทั้งคู่ นายสารถีถือธนูดูสง่าตากรอกกลมในราชรถนั้นนางสนมนั่งเสงี่ยม ยุคลถันนั้นก็ทัดเทียมปทุมทอง วิมลพักตร์ก็ผุดผ่องละอองนวล ดูน่าจะเชยชวนยวนวิญญาณ์ นิกฺขรชฺชูหิ อลงฺกตา ประดับด้วยเครื่องอาภรณ์พรายพรรณ ดังสุรางค์นางสวรรค์ในชั้นฟ้า สตฺตา เธนุสเต ทตฺวา ให้จ่ายแจกโคนมอีกเจ็ดร้อยมิได้ขาดทั้งทาสทาสีก็สิ้นเสร็จ”  

อนึ่ง ในทานกัณฑ์ยังได้กล่าวถึงตอนพระเวสสันดร มัทรี กัณหาและชาลี ต้องถูกเนรเทศออกจากพระนคร พระองค์เสด็จโดยราชรถแก้วอันงดงาม พรั่งพร้อมด้วยแก้วแหวนอันงดงามบรรทุกใส่ในราชรถ ลักษณะที่กล่าวถึงเช่นนี้ จึงทำให้เห็นประเพณีเด่นชัดยิ่งขึ้นว่า ราชรถ คือพาหนะของพระราชาหรือใช้สำหรับผู้ที่เป็นวงศ์กษัตริย์ หรือวงศ์เทพเท่านั้น ดังบทพรรณนาโวหารความว่า

จตฺตาโร ขตฺติยา ปางเมื่อกษัตริย์ทั้งสี่พระองค์ทรงพระโศกาตั้งแต่เวลาประถมยามเสวยความเวทนา จนเวลาอรุณรังสีทิพากร ฝ่ายพระเวสสันดรจอมกษัตริย์ จึงตรัสสั่งชาวพนักงาน ให้เบิกอลังการแก้วแหวานอันสุกสด บรรทุกใส่ในราชรถแก้ว แล้วให้ประทับกับเกยมาศ”

หรืออีกบทหนึ่งกล่าวว่าพระเวสสันดรทรงราชรถทองซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับราชรถของพระอาทิตย์ ความว่า

“สั่งแล้วกษัตริย์ทั้งสี่พระองค์ขึ้นทรงราชรถทอง ฝ่ายสินธพเรืองรองผยองย่างอย่างพยศ ชักราชรถออกจากทวารวัง เสียงกงกำก็กึงกังดังก้อง ดังจะเลื่อนลอยล่องด้วยกำลังม้า ฝูงสหชาตโยธาถวายบังคมบรมจักราธิราช มนตรีสี่อำมาตย์ราชนิกูลส่งเสด็จทุกกระทรวง เหล่ายาจกนั่งตามถนนหลวงเนืองแน่น ท้าวเธอโปรยแก้วแหวนให้เป็นทานทุกถ้วนหน้า จึงสั่งสหชาตโยธาให้กลับคืนพระนคร”

การกล่าวถึงราชรถจะพบว่าถ้าเป็นราชาผู้ครองนครหรือเป็นรัชทายาทที่จะสืบราชบัลลังก์ต่อมักจะใช้ พิชัยราชรถ ดังพรรณนาโวหารข้อความว่า  ”ท้าวเธอตรัสแล้วก็ชักพิชัยราชรถแก้วหันกลับมากลางทาง”

พระเวสสันดรตั้งพระทัยไว้ว่าพระองค์จะบริจาคทุกสิ่งเป็นทาน เมื่อพระองค์ถูกเนรเทศไปอยู่เขาวงกต พระนางมัทรี กัณหา ชาลี ซึ่งเป็นที่สนิทเสน่หาก็เสด็จตามไปด้วย ทุกพระองค์ทรงราชรถเทียมม้าตามอิสริยศักดิ์ แต่ก็มีพราหมณ์มาขอม้าไป เทพเจ้าต้องเนรมิตละมั่งทองรองรับแอกแบกราชรถไว้ แต่ในที่สุดพระองค์ก็ทรงยกราชรถให้พราหมณ์ชราที่ทูลขอ ดังบทพรรณนาโวหารความว่า

”จตฺตาโร พฺราหฺมณา ยังมีพราหมณ์ชราร่างสี่คนวิ่งตามมาร้องทูลขออัสสวราม้ามรกต    ท้าวเธอก็เปลื้องจากราชรถให้เป็นทาน  งอนแอกรถก็บันดาลไม่ตกลง ฝ่ายเทพเจ้าทั้งสี่พระองค์ทรงกำลังนฤมิตเป็นละมั่งทองเข้ารองแอกแบกราชรถไว้

ยังมีพราหมณ์เข็ญใจผู้หนึ่ง ครั้นมาทูลขอรถ ท้าวเธอก็มอบให้หมดทุกสิ่งของ เทพเจ้าละมั่งทองก็อันตรธาน”

นครกัณฑ์ยังได้กล่าวถึงขบวนราชรถซึ่งพระเจ้ากรุงสัญชัยจัดไปเชิญเสด็จพระเวสสันดรและพระนางมัทรีกลับเมือง พรรณนาโวหารตอนนี้แสดงให้เห็นประเพณีการจัดขบวนรถ

            ”รถิกา พลรถงอนงามเยียระยง เสนารถขึ้นดำรงบนบัลลังก์
            เป็นสองกับสารถีนั่งเบื้องหน้า ขับอาชาเยื้องย่าง อีกทหารสองข้างสอง
            คนพลรักษารถ  เป็นสี่สิ้นทั้งหมดรถหนึ่งมี   สามารถทวาทสโยธีโดย
            ขบวน  จัดเป็นรถานีก ถ้วนกระบวนหนึ่งซึ่งตกแต่ง ตามตำแหน่งรถ
            พยุหยาตรา

            ปตฺติกา หนึ่งพลโยธาเดินเท้า ไต่เต้าตามกันชั้นละสี่ จัดเป็นองค์
            ปัตตานีกโยธีหมู่หนึ่งพึงคณนา นับพลหัยรถคชโยธาเดินเท้า สิ้นทั้งสี่
            เหล่าเข้าขบวน คิดเป็นทวยหาญหกสิบถ้วน กระบวนหนึ่งซึ่งไตร่ตรวจ
            เป็นหมู่หมวดโดยนิยมดังนี้    สิริดุรงครถคชหัตถี สิ่งละหมื่นสี่สี่พรรณ
            ปันออกเป็นสามกระบวน คิดเป็นทวยทหารหกหมื่นหกพันหกร้อยหก
            สิบหกจำนวนจำแนกกอง เศษเหลือสิ่งละสองสิ้นทั้งสามเหล่า”





               พระวอสีวิการ จิตรกรรมฝาผนังวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

เสลี่ยง วอ สีวิกา
เสลี่ยง คือคานหาม เป็นเครื่องประกอบอิสริยยศ วอ เป็นยานที่มีลักษณะเป็นรูปเรือนหลังคาจั่ว สำหรับเจ้านายหรือข้าราชการฝ่ายในนั่ง มีคานรับอยู่ข้างใต้คู่หนึ่ง ใช้คนหาม ส่วน สีวิกา หมายถึง วอ  ดังนั้น เสลี่ยง วอ และสีวิกา จึงเป็นยานประเภทที่ต้องใช้คนหามเช่นเดียวกัน  

บทละครเรื่องรามเกียรติ์ ได้กล่าวถึงวอ และสีวิกา ไว้หลายตอน เช่น
ตอนทศกัณฐ์ได้ประทานราชธิดานาค


พระบิตุรงค์ขึ้นทรงราชรถ งามศักดิ์งามยศงามสง่า
พระบุตรีนั้นทรงสีวิกา งามดั่งนางฟ้าสุราลัย
พร้อมฝูงอนงค์นาคี โยธีเพียบพื้นแผ่นดินไหว
ออกจากบาดาลกรุงไกร ไปโดยวิธีทางจร

ตอนพระพรตแผลงศรอัคนิวาต พระพรตได้แผลงศรอัคนิวาตเป็นลมกรดถูกกองทัพยักษ์และพิชัยรถของท้าวจักรวรรดิพังพินาศ พระพรตให้พิเภกส่งศพท้าวจักรวรรดิเข้าเมืองมลิวัน นางวัชนีสูรผู้เป็นมเหสีนั่งวอแก้วอันงดงามเสด็จไปเฝ้าพระพรตพร้อมพระธิดา

         เมื่อนั้น นางวัชนีสูรเสน่หา
ได้ฟังเสนีผู้ปรีชา ก็พาพระธิดาผู้ยาใจ
ลงจากวอแก้วแพรวพรรณพร้อมฝูงกำนัลน้อยใหญ่
ตามกันย่างเยื้องคลาไคล เข้าไปพลับพลารูจี

การที่นางวัชนีสูรนั่งวอแก้วนี้ เป็นการแสดงความอ่อนน้อมต่อพระพรต และเป็นประเพณีที่ปรากฏให้เห็นว่าศักดิ์ของขัตติยนารี เมื่อเสด็จไปที่ใดจะใช้วอ และติดตามด้วยขบวนของนางสนมกำนัล ดังตัวอย่างอีกตอนหนึ่งว่า

ขึ้นทรงวอแก้วแกมสุวรรณ พร้อมหมู่กำนัลซ้ายขวา
ฝ่ายสุพิณสันเสนา  นำเสด็จกัลยารีบจร

ปฐมสมโพธิกถา กล่าวถึงตอนพระนางสิริมหามายาเสด็จไปกรุงเทวทหะว่า พระนางทรงสุวรรณสีวิกาพระวอทอง แวดล้อมด้วยข้าทาสบริวารตามเสด็จอย่างสมพระเกียรติ แต่เมื่อเสด็จถึงสวนลุมพินีวันซึ่งอยู่ระหว่างกรุงเทวทหะกับกรุงกบิลพัสดุ์ พระนางก็รู้สึกประชวรพระครรภ์ขณะประพาสป่านั้น ในสำนวนพรรณนาโวหารตอนนี้กล่าวถึงสุวรรณสีวิกา พระวอทอง และบางตอนใช้คำว่าสีวิกายาน

“อนึ่ง พระครรภ์อันเป็นที่สถิตแห่งพระมหาบุรุษเหมือนกุฏิอันใส่ไว้ซึ่งพระเจดีย์ บมิควรที่สัตว์อื่นจะมาบังเกิดร่วมในที่นั้นสืบไป  อนึ่ง พระพุทธมารดาก็ไม่ควรจะตั้งอยู่ในที่พระอัครมเหสีจะร่วมรสสังวาสกับบุรุษสืบไป เหตุดังนั้นจึงทิวงคต และสิริมหามายาทรงครรภ์พระโพธิสัตว์อยู่ถ้วนทศมาส ครุวราดุจบาตรอันรองไว้ซึ่งน้ำมันมิได้มีพระกายลำบาก ครั้นพระครรภ์บริบูรณ์แล้ว มีพระทัยปรารถนาจะเสด็จขึ้นไปสู่เมืองเทวทหนคร อันเป็นชาติภูมิแห่งพระองค์ จึงกราบทูลพระราชสามี พระราชสามีก็ทรงพระอนุญาต จึงดำรัสสั่งให้ตกแต่งมรรควิถีที่จะเสด็จตั้งแต่กรุงกบิลพัสดุ์ไปตราบเท่าถึงเมืองเทวทหนคร  ครั้นเพลาบุพพัณหสมัยในวันวิสาขบุรณมีเพ็ญเดือน ๖ พระราชเทวีก็กราบถวายบังคมลามาทรงสุวรรณสีวิกาพระวอทอง แวดล้อมด้วยมหันตบริวารยศอันกอปรด้วยสิริโสภาคย์ออกจากพระนคร ไปโดยมัคคมรรคาอันประดับถึงป่าไม้รัง อันชื่อว่าลุมพินีวันอันมีอยู่แทบหนทางในระหว่างพระนครทั้งสอง แต่ใกล้ไปข้างเมืองเทวทหนคร เป็นที่รมณียฐานพิศาลสรรพแสนสนุก บริบูรณ์ด้วยสรรพรุกขบุปผาผลาชาติมีประการต่างๆ  บ้างเผด็ดดอกออกผลเผยสุคนธรสหอมฟุ้งขจรจบบริเวณจังหวัดพนัสประเทศฐาน และหมู่ไม้ทั้งหลายเป็นบริวารแวดล้อมดงรังต้นอันสูงสะพรั่งพื้นผลิช่อแลผลทรงเสาวคนธรสมาลี อาเกียรณ์ด้วยนานาคณะปักษีมีมยุระโกกิลาเป็นอาทิ ร้องแข่งขานบรรสานเสนาะมธุรศัพท์จับใจ มีทั้งห้วยธารละหานห้องอุทกอาจิณสินธุสระน้อยใหญ่อเนกนานา กาลเมื่อมันทวาตาพานพัดพฤกษ์สาขาก็แกว่งกวัดดุจกรอันกวักทักถามว่า พระราชเทพีจะเสด็จไปสู่ประเทศที่แห่งใด เชิญเสด็จมาเสวยสิริสุขาภิรมย์หฤทัย ในพนสณฑ์นี้ เป็นที่รมณียฐานสำราญยิ่งนัก เมื่อพระราชเทพีได้ทัศนาการสาลวันก็มีพระทัยปรารถนาจะเที่ยวประพาสในป่านั้น อมาตย์ทั้งหลายก็เชิญเสด็จแวะออกจากมรรคาเข้าสู่ป่ารัง ก็เสด็จลงจากสุวรรณสีวิกายาน แวดล้อมด้วยนางพระพี่เลี้ยงแลนารีราชบริวารทั้งหลายดำเนินไปถึงใต้ต้นมงคลสาลพฤกษ์ พระกมลปรารถนาจะทรงจับซึ่งกิ่งรังก็มิอาจเอื้อมพระหัตถ์ขึ้นไปถึง  ขณะนั้นกิ่งรังเหมือนมีจิตกรุณาก็บันดาลอ่อนน้อมค้อมลงมาดุจยอดหวายอันต้องเพลิง พอถึงพระหัตถ์พระราชเทวีก็ทรงจับเอากิ่งรัง พอเกิดลมกรรมชวาตหวั่นไหวประชวรพระครรภ์”

ที่กล่าวถึงคำว่า เสลี่ยง มีปรากฏในวรรณคดีเรื่อง สุวรรณหงส์ ตอนนางเกศสุริยงอาสาชุบชีวิตสุวรรณหงส์ กล่าวถึงท้าวสุทัณฑ์นุราชสั่งให้เสนานำเสลี่ยงใส่โกศหามมาให้นางเกศสุริยงทำพิธี ดังความว่า


อย่าช้าจงทำตามคำพราหมณ์
โกศศพลูกกูอยู่ที่ไหน เอาเสลี่ยงออกไปใส่หาม
ผูกม่านมุขลดให้งดงาม ทำตามพราหมณ์สั่งเดี๋ยวนี้



              เมรุท้าวทศรถ จิตรกรรมที่ระเบียง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม


               เมรุนกสดายุ จิตรกรรมที่ระเบียง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

พระเมรุมาศ
ความงามของพระเมรุมาศมีกล่าวถึงใน บทละครเรื่องรามเกียรติ์ หลายตอน อาทิเช่น เมรุท้าวทศรถ กล่าวถึงการจัดพระบรมศพดังนี้
ครั้นรู้ว่าพระองค์สวรรคต ต่างตนกำสรดสะอื้นไห้
ก็ตามพระสิทธาขึ้นไป ยังไพชยนต์รัตน์รูจี
ครั้นถึงห้องแก้วสุรกานต์ องค์พระอาจารย์ทั้งสองศรี
ให้เอาสุคนธวารี อันมีกลิ่นตลบโอฬาร์
ใส่สาครรัตน์โสรจสรง ชำระศพองค์บรมนาถา
ประดับเครื่องทรงอลงการ์ โดยศพมหาจักรพรรดิ
ครั้นเสร็จเชิญเข้าพระโกศแก้ว แล้วตั้งภายใต้เศวตฉัตร
เหนือแท่นพรายพรรณสุวรรณรัตน์ เครื่องสูงเป็นขนัดรูจี
นางสนมหกหมื่นสี่พัน โศกาจาบัลย์อึงมี่
ชาวประโคมก็ประโคมทุกนาที       มิได้เว้นว่างเวลา


เมรุมาศของอินทรชิต ทศกัณฐ์ให้นำศพของพระราชโอรสคืออินทรชิตไปไว้ที่เขานิลกาลา และให้นำพิชัยราชรถมาใช้เคลื่อนศพ แต่การจุดไฟเผาศพนั้นทศกัณฐ์ใช้อิทธิฤทธิ์ของหอกแก้วกวัดแกว่งไปมาให้มีรัศมีไฟเกิดขึ้น และใช้จุดไฟเผาศพ ดังบทพรรณนาโวหารว่า

         บัดนั้น จึ่งมโหทรมารยักษา
ก้มเกล้ารับราชบัญชา ก็เอาโกศรัตนาพรายพรรณ
เข้ามาแล้วเชิญพระศพ ลูกเจ้าจอมภพไอสวรรย์
ใส่ลงกับสุคนธ์จุณจันทน์ ตามบัญชาการอสุรี
แล้วเชิญขึ้นยังพิชัยรถ อลงกตจำรัสรัศมี
ประโคมด้วยดุริยางคดนตรี นำไปยังที่บรรพตา
         เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษา
กับนางมณโฑกัลยา ทั้งสุวรรณกันยุมายุพาพาล
สามกษัตริย์เสด็จยุรยาตร ลงจากปราสาทฉายฉาน
อันนางพระสนมบริวาร ตามเสด็จขุนมารออกไป
ครั้นถึงซึ่งนิลกาลา มหาบรรพตเขาใหญ่
จึ่งให้ยกศพลงตั้งไว้ ที่ในเชิงตะกอนรูจี
         บัดนั้น ฝ่ายเจ้าพนักงานยักษี
ก้มเกล้ารับราชวาที อสุรีทำตามพระบัญชา
         เมื่อนั้น ท้าวยี่สิบกรยักษา
พระหัตถ์จับหอกแก้วกาลา อันมีเดชาดั่งเพลิงกัลป์
กวัดแกว่งสำแดงแผลงฤทธิ์ รัศมีชวลิตฉายฉัน
เข้ายังเชิงตะกอนพรายพรรณ กุมภัณฑ์ก็จุดเข้าทันที


             ขบวนศพอินทรชิต มีรถฤๅษีนำ
             จิตรกรรมที่ระเบียบ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

เมรุมาศของทศกัณฐ์ เป็นพระเมรุมาศที่ถูกต้องตามประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา และจากบทพรรณนาโวหารที่บรรยายถึงความงามของพระเมรุมาศ อาจสรุปได้ว่าเมรุมาศของทศกัณฐ์มีลักษณะเหมือนกับพระเมรุมาศในสมัยรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และการเชิญพระศพได้กล่าวถึงมหาพิชัยราชรถและราชรถน้อย ซึ่งมีปรากฏในสมัยรัชกาลที่ ๑ เช่นเดียวกัน

จึ่งให้ตั้งมหาเมรุมาศ อันโอภาสพรรณรายฉายฉาน
สี่มุขห้ายอดดั่งวิมาน สูงตระหง่านเงื้อมง้ำอัมพร
ทั้งเมรุทิศเมรุแทรกรายเรียง ดูเพียงสัตภัณฑ์สิงขร
มีชั้นอินทร์พรหมประนมกร รายรูปกินนรคนธรรพ์
ประดับด้วยราชวัติฉัตรธง พนมแก้วแถวองค์สลับคั่น
ชั้นในพระเมรุทองนั้น มีบัลลังก์รัตน์รูจี
เพดานปักทองเป็นเดือนดาว แสงวาวด้วยแก้วมณีศรี
ทั้งระย้าพู่พวงดวงมาลี ก็เสร็จตามมีพระบัญชา
         บัดนั้น พระยาพิเภกยักษา
จึ่งให้เชิญพระศพเจ้าลงกา ขึ้นมหาพิชัยราชรถ
ประดับด้วยเครื่องสูงเศวตฉัตร กรรชิงรัตน์พัดโบกอลงกต
ขนัดพลเกณฑ์แห่เป็นหลั่นลด รถโยงรถนำเรียบเรียง
กลองชนะปี่ฆ้องก้องกึก พันลึกครึกครั่นสนั่นเสียง
แตรงอนแตรฝรั่งเป็นคู่เคียง สำเนียงเอิกเกริกเป็นโกลา
จึ่งให้เคลื่อนรถทรงบรมศพ พระจอมภพธิราชยักษา
โดยกระบวนไปตามรัถยา ยังมหาเมรุมาศรูจี
ครั้นถึงจึ่งให้เชิญพระโกศแก้ว อันเพริศแพรวจำรัสรัศมี
ขึ้นเบญจารัตน์มณี ในที่พระเมรุอลงการ
10  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / Re: กลอนดอกสร้อย "รำพึงในป่าช้า" เมื่อ: 16 ตุลาคม 2560 14:49:55


กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า

เรื่องนี้ท่านผู้ประพันธ์ (พระยาอุปกิตศิลปสาร) ได้บอกไว้ดังนี้ “...ท่านเสฐียรโกเศศแปลให้ ข้าพเจ้าได้แต่งตัดแปลงให้เข้ากับธรรมเนียมไทยบ้าง”  เมื่อท่านผู้ประพันธ์บอกไว้ดังนี้ เราคงใคร่จะทราบว่าเรื่องเดิมคือเรื่องอะไร เรื่องเดิมเป็นโคลงภาษาอังกฤษชื่อ Elegy Written in a Country Churchyard ผู้แต่งเป็นกวีชื่อ โธมาส เกรย์ (Thomas Gray)

การอ่านกลอนดอกสร้อยเรื่องนี้ ไม่จำเป็นต้องรู้ไปถึงต้นเรื่องเดิมในภาษาอังกฤษ รู้เฉพาะเรื่องเป็นดอกสร้อยนี้ ก็เป็นการเพียงพอแล้ว

กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้านี้ เป็นที่ติดอกติดใจของผู้อ่าน เป็นกลอนดอกสร้อยดีที่สุดเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะบทแรกที่ว่า “วังเอ๋ยวังเวง หง่างเหง่งย่ำค่ำระฆังขาน” นั้น เพียงแต่อ่านครั้งเดียว เราก็อาจจำได้ทันที เพราะข้อความสั้นๆ นั้นจับความรู้สึก ถ้อยคำที่ใช้ก็เป็นคำสามัญๆ ที่ทำให้เราอ่านแล้วรู้สึกนึกเห็นภาพและได้ยินเสียง ในกถามุข คือคำนำของเรื่องนี้ ผู้ประพันธ์ได้บอกให้เรารู้ว่า มีใครคนหนึ่งไปนั่งอยู่ที่เงียบในป่าช้าในวัดชนบทแห่งหนึ่ง ที่ป่าช้านั้นแม้จะมีหลุมศพอยู่มาก แต่เป็นที่ร่มรื่นน่าสบาย ขณะนั้นเป็นเวลาพลบ ชาวนานำวัวควายกลับบ้าน คนๆ นั้นได้นั่งอยู่จนพระจันทร์ขึ้น เมื่อได้อยู่ในที่สงบสงัด ได้เห็นชาวนาและวัวควายของเขาเดินกลับบ้านอย่างเหนื่อยอ่อน ได้เห็นตะวันลับไป พระจันทร์ขึ้น เห็นนกกลับเข้ารัง เห็นหลุมศพอันเยือกเย็นเงียบเหงา คนผู้นั้นก็เกิดความรู้สึกนึกคิดขึ้นในใจ แล้วเขียนความรู้สึกในใจนั้นออกมาสู่กันฟัง ตามเรื่องเดิม นายโธมาส เกรย์ ได้เขียนโคลงภาษาอังกฤษเรื่องนี้ขึ้นตามความรู้สึกตอนที่เขาได้ไปนั่งโดดเดียวในป่าช้า เวลาจวนพลบจริงๆ

เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องแสดงอารมณ์ความรู้สึก เมื่อเราได้พบปะเหตุการณ์อะไรที่ประทับใจ เช่นเมื่อเห็นอะไรที่น่าเกลียดน่ากลัว น่าสงสารเวทนา หรือไปอยู่ในสถานที่สงบสงัด ก็ต้องมีความนึกคิดอะไรเกิดขึ้นในใจ ความนึกคิดนั้นบางทีก็ลึกซึ้งหรือเกิดเป็นคติธรรมขึ้น ทำให้ตนเองแลเห็นข้อเท็จจริงของชีวิต บางคนโดยเฉพาะกวี เมื่อเกิดความรู้สึกดังนี้ ก็มักจะแสดงออกมาให้ผู้อื่นรู้ โดยแต่งเป็นกาพย์กลอน คนอื่นที่อ่านกาพย์กลอนนั้น ก็พลอยเกิดความรู้สึกตามไปด้วย ถ้าความรู้สึกนึกคิดและกาพย์กลอนที่กวีแต่งนั้นดี ลึกซึ้งไพเราะ เป็นที่นิยมของผู้อ่าน กาพย์กลอนนั้นก็นับว่าเป็นวรรณคดี เช่นเรื่องกลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า นี้




ลักษณะของดอกสร้อย
กลอนดอกสร้อยเดิมเป็นกลอนขับร้องเช่นเดียวกับกลอนสักวา แต่งเป็นเรื่องโต้ตอบระหว่างหญิงชาย แต่ก่อนเป็นการเล่นที่นิยมกันมาก ในเวลาที่มีการรื่นเริงสนุกสนานกัน จะเป็นที่บ้าน ตามวัดหรือตามลำน้ำ เวลามีการทอดกฐินก็มักมีการเล่นสักวาหรือดอกสร้อย ลักษณะการเล่นดอกสร้อยนั้น มักเป็นการว่าโต้ตอบกันระหว่างฝ่ายชายกับฝ่ายหญิง เช่นตัวอย่างต่อไปนี้

                              ชาย
         นอนเอ๋ยนอนกลางวัน ใฝ่ฝันว่าได้พบมารศรี
         เจ้าสาวสวัสดิ์กษัตรีย์ อยู่ดีหรือไข้เจ้าแน่งน้อย
         เรียมรักเจ้าสุดแสนทวี ตัวพี่ไม่ไข้แต่ใจสร้อย
         ดังหนึ่งเลือดตาจะหยดย้อย เพราะเพื่อน้องน้อยเจ้านานมา
                              หญิง
         น้ำเอ๋ยน้ำคำ หวานฉ่ำก็ล้ำโอชา
         นอนวันว่าฝันใฝ่หา ว่าได้มาพบเจ้าทุกราตรี
         ถามข่าวเจ้ากล่าวเกลี้ยงถึง     แสนคะนึงก็สุดชีวีพี่
         เหตุว่าลิ้นลมคารมดี เพียงเท่านี้ก็พอรู้เท่าทัน

จะเห็นว่าต้องยกหัวข้อขึ้นว่าก่อน เช่น นอนเอ๋ยนอนวัน – น้ำเอ๋ยน้ำคำ หรือ มดเอ๋ยมดแดง – โรงเอ๋ยโรงเรียน ฯลฯ แล้วแต่งต่อไปให้ได้ ๔ คำกลอนเป็นจบบท ไม่ต้องลง เอย ส่วนฝ่ายที่จะแต่งตอบต้องหาคำมารับสัมผัสกับบทก่อน อย่างเช่นตัวอย่างนั้น บทแรกส่งด้วยคำว่า “มา” บทตอบคือบทหญิง ก็ต้องแต่งหาคำมารับสัมผัสกับ “มา” คือ “โอชา

มาในปัจจุบันการแต่งบทดอกสร้อยมีระเบียบเช่นเดียวกับสักวา คือว่า แต่งบทหนึ่งสี่คำกลอน แล้วลงท้ายด้วยคำว่า “เอย” แบบสัมผัสเหมือนกับกลอนสุภาพ ดังนี้


      กองเอ๋ยกองข้าว กองสูงราวโรงนายิ่งน่าใคร่
เกิดเพราะการเก็บเกี่ยวด้วยเคียวใคร       ใครเล่าไถคราดพื้นพื้นแผ่นดิน
เช้าก็ขับโคกระบือถือคันไถ สำราญใจตามเขตประเทศถิ่น
ยึดหางยามยักไปตามใจจินต์ หางยามผินตามใจเพราะใครเอย


๐ = หนึ่งคำหนึ่งพยางค์ เช่น อย่า ใจ ให้ ครอบ ครอง  นับเป็นหนึ่งพยางค์ หนึ่งคำ แต่ สกุล ปวัตติ์ กษัตริย์ ประเสริฐ สมัย ถึงแม้จะเป็นสองพยางค์ คือออกเสียงสองครั้ง ก็อนุโลมเป็นคำเดียวได้

จะเห็นว่าดอกสร้อยบทหนึ่งบรรจุคำประมาณ ๖๐ คำ ถ้าไม่นับคำขึ้นต้นก็มี ๕๖ คำ  กวีต้องบรรจุความลงให้รัดกุมใน ๕๖ คำนี้ ต้องมีแง่คิดและคารมดี บทดอกสร้อยจึงจะจับใจชวนฟัง การแต่งอย่างดาดๆ เช่น จะแต่งว่า ดอกเอ๋ยดอกบัว แล้วพูดว่าดอกบัวสีอะไร ใช้ทำอะไร ดังนี้ก็ไม่มีอะไรชวนคิด  บทดอกสร้อยที่นับว่าดีนั้น ควรจะประกอบด้วยคำที่ใช้ที่ให้ความหมายดี สัมผัสดี คารมและแง่คิดดี บทดอกสร้อยรำพึงในป่าช้านี้ นับว่าถึงพร้อมด้วยคุณลักษณะทั้งสามประการนั้น


ประวัติพระยาอุปกิตศิลปสาร
อำมาตย์เอก พระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) เป็นอาจารย์ภาษาไทยผู้แต่งตำราไวยากรณ์ไทย ๔ เล่ม คือ อักขรวิธี วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ ฉันทลักษณ์  อันเป็นตำราไวยากรณ์ไทยบริบูรณ์ที่สุดเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๒๒ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๘๔  ท่านได้แต่งเรื่องที่เป็นคำประพันธ์ไว้หลายเรื่อง เช่น คำฉันท์ยอเกียรติชาวนครราชสีมา และสงครามภารตะคำกลอน เป็นต้น โดยที่ท่านเป็นอาจารย์ภาษาไทย เป็นมหาเปรียญ เรื่องที่ท่านแต่งจึงมีระเบียบถูกต้องตามหลักภาษา ควรถือเป็นแบบฉบับได้
11  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / Re: กลอนดอกสร้อย "รำพึงในป่าช้า" เมื่อ: 16 ตุลาคม 2560 13:13:37


พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย
ทุ่งมะขามหย่อง ตำบลบ้านใหม่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

๑๖. คุณเอ๋ยคุณเหลือ ผู้เอื้อเฟื้อเกื้อชาติซึ่งอาจหาญ
แน่วนับถือซื่อสัตย์ต่อรัฐบาล ไม่เห็นการส่วนตัวไม่กลัวตาย
แสวงชอบกอบคุณอุดหนุนชาติ กษัตริย์ศาสน์แม้นชีวิตปลิดถวาย
ไว้ปวัตติ์แก่ชาติญาตินิกาย ได้อ่านภายหลังลือระบือเอย
๑๗. ชาวเอ๋ยชาวนา วาสนากั้นไว้ไม่วิตถาร
ไม่ชั่วล้นดีล้นพ้นประมาณ สองประการนี้แหละขวางทางคระไล
คือไม่ลุยเลือดนั่งบัลลังก์ราช นำพินาศนรชนพ้นพิสัย
แต่ปิดทางกรุณาอันพาไป ยังคุณใหญ่ยิ่งเลิศประเสริฐเอย
๑๘. มักเอ๋ยมักใหญ่ ก่นแต่ใฝ่ฝันฟุ้งตามมุ่งหมาย
อำพรางความจริงใจไม่พร่างพราย ไม่ควรอายก็ต้องอายหมายปิดบัง
มุ่งแต่โปรยเครื่องปรุงจรุงกลิ่น คือความฟูมฟายสินลิ้นโอหัง
ลงในเพลิงเกียรติศักดิ์ประจักษ์ดัง เปลวเพลิงปลั่งหอมกลบตระหลบเอย
๑๙. ห่างเอ๋ยห่างไกล ห่างจากพวกมักใหญ่ฝักใฝ่หา
แต่สิ่งซึ่งเหลวไหลใส่อาตมา ความมักน้อยชาวนาไม่น้อมไป
เพื่อนรักษาความสราญฐานวิเวก ร่มชื้นเฉกหุบเขาลำเนาไศล
สันโดษดับฟุ้งซ่านทะยานใจ ตามวิสัยชาวนาเย็นกว่าเอย
๒๐.ศพเอ๋ยศพไพร่ ไม่มีใครขึ้นชื่อระบือขาน
ไม่เกรงใครนินทาว่าประจาน ไม่มีการจารึกบันทึกคุณ
ถึงบางทีมีบ้างเป็นอย่างเลิศ ก็ไม่ฉูดฉาดเชิดประเสริฐสุนทร์
พอเตือนใจได้บ้างในทางบุณย์ เป็นเครื่องหนุนนำเหตุสังเวชเอย
๒๑. ศพเอ๋ยศพสูง เป็นเครื่องจูงจิตให้เลื่อมใสศานติ์
จารึกคำสำนวนชวนสักการ ผิดกับฐานชาวนาคนสามัญ
ซึ่งอย่างดีก็มีกวีเถื่อน จารึกชื่อปีเดือนวันดับขันธ์
อุทิศสิ่งซึ่งสร้างตามทางธรรม์ ของผู้นั้นผู้นี้แก่ผีเอย
๒๒. ห่วงเอ๋ยห่วงอะไร ไม่ยิ่งใหญ่เท่าห่วงดวงชีวิต
แม้คนลืมสิ่งใดได้สนิท ก็ยังคิดขึ้นได้เมื่อใกล้ตาย
ใครจะยอมละทิ้งซึ่งสิ่งสุข เคยเป็นทุกข์ห่วงใยเสียได้ง่าย
ใครจะยอมละแดนแสนสบาย โดยไม่ชายตาใฝ่อาลัยเอย
๒๓. ดวงเอ๋ยดวงจิต ลืมสนิทกิจการงานทั้งหลาย
ย่อมละชีพเคยสุขสนุกสบาย เคยเสียดายเคยวิตกเคยปกครอง
ละถิ่นที่สำราญเบิกบานจิต ซึ่งเคยคิดใฝ่เฝ้าเป็นเจ้าของ
หมดวิตกหมดเสียดายหมดหมายปอง ไม่ผินหลังเหลียวมองด้วยซ้ำเอย
๒๔. ดวงเอ๋ยดวงวิญญาณ เมื่อยามลาญละพรากไปจากขันธ์
ปองแต่ให้ญาติมิตรสนิทกัน คล่าวน้ำตาต่างบรรณาการไป
ธรรมดาพาคะนึงไปถึงหลุม หรือที่ชุมเพลิงเผาเฝ้าร้องไห้
คิดถึงกาลก่อนเก่ายิ่งเศร้าใจ ตามวิสัยธรรมดาเกิดมาเอย
๒๕. ท่านเอ๋ยท่านสุภาพ ผู้ใคร่ทราบสนใจศพไร้ศักดิ์
รู้เรื่องราวจากป้ายจดลายลักษณ์ บางทีจักรำพึงคิดถึงตน
มาม้วยมรณ์นอนคู้อยู่อย่างนี้ คงจะมีผู้สังเกตในเหตุผล
ปลงสังเวชวาบเสียวเหี่ยวกมล เหมือนกับตนท่านบ้างกระมัง เอย.
๒๖. บางเอ๋ยบางที อาจจะมีผู้เฒ่าเล่าขยาย
รำพันความเป็นไปเมื่อใกล้ตาย จนตราบวายชีวาตม์อนาถใจ
"อนิจจา! เห็นเขาเมื่อเช้าตรู่ ออกจากหมู่บ้านเดินสู่เนินใหญ่
ฝ่าน้ำค้างกลางนามุ่งคลาไคล ผิงแดดในยามเช้าหน้าหนาวเอย
๒๗. ต้นเอ๋ยต้นกร่าง   อยู่ที่ข้างเนินใหญ่พุ่มใบหนา
มีรากเขินเผินพ้นพสุธา กลางวันเขาเคยมาผ่อนอารมณ์
นอนเหยียดหยัดดัดกายภายใต้ต้น           ฟังคำรนวารีมี่ขรม
กระแสชลไหลเชี่ยวเป็นเกลียวกลม เขาเคยชมลำธารสำราญเอย
๒๘. ป่าเอ๋ยป่าละเมาะ ยังอยู่เยาะเย้ยให้ถัดไปนั่น
เขาเดินป่ามานี้ไม่กี่วัน ปากรำพันจิตรำพึงคะนึงใน
บัดเดี๋ยวดูสลดระทดจิต เหมือนสิ้นคิดขัดหาที่อาศัย
หรือคล้ายคนทุกข์ถมระทมใจ หรือคู่รักร้างไม่อาลัยเอย
๒๙. ต่อเอ๋ยต่อมา ณเวลาวันใหม่มิได้เห็น
ทั้งกลางนากลางเนินเผอิญเป็น ใต้ต้นกร่างว่างเว้นเช่นเมื่อวาน
เห็นคนหนึ่งเดินไปใจว่าเขา แต่ไม่เข้ากลางนามาสถาน
ที่เขาเคยพักผ่อนแต่ก่อนกาล ทั้งไม่ผ่านป่าเล่าผิดเขาเอย
๓๐. ถัดเอ๋ยถัดมา เห็นเขาพาศพไปใจสลด
เสียงประโคมครื้นครั่นน่ารันทด ญาติทั้งหมดตามมาโศกาลัย
ทำการศพตบแต่งที่ระลึก มีบันทึกถ้อยคำประจำไว้
อยู่ที่ดงหนามนั้นถัดนั่นไป ความอย่างไรเชิญท่านไปอ่านเอย





                   คำจารึก
๓๑. ที่เอ๋ยที่นี้ อนุสาวรีย์ศรีสถาน
แห่งชายไม่ประจักษ์ศักดิ์ศฤงคาร แม้สกุลคุณสารต่ำปานไร
ขอจงอย่าขึ้งเคียดรังเกียจเขา ขอจงเคารพงามตามวิสัย
มัจจุราชรับพาเขาคลาไคล ทิ้งร่างไว้ทวงเคารพผู้พบเอย
๓๒. น้ำเอ๋ยน้ำใจ ซึ่งเนาในร่างกายผู้ตายนี้
ล้วนสุภาพผ่องใสด้วยไมตรี อีกโอบอ้อมอารีมีในคน
คุณนี้นำชำร่วยอวยสนอง บำเหน็จมองมูลมากวิบากผล
คือห่วงใยยั่วหยัดอัสสุชล จากฝูงคนผู้ใฝ่อาลัยเอย
๓๓. แต่เอ๋ยแต่นี้ เป็นหมดที่ใฝ่จิตริษยา
เป็นหมดที่อุปถัมภ์คิดนำพา เป็นนับว่า "อโหสิกรรม" กัน
เขาจะมีดีชั่วติดตัวไป เป็นวิสัยกรรมแต่งและแสร้งสรร
เรารู้ได้แต่ปวัตติ์ปัจจุบัน ซึ่งทิ้งอยู่คู่กันกับนามเอย.

----------------------------
12  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / Re: ตีความเรื่องราวจาก "จิตรกรรมฝาผนัง" โบสถ์ วิหาร ฯลฯ เมื่อ: 15 ตุลาคม 2560 19:21:36


มาตุลีเทพบุตรขับไพชยนต์ ราชรถทรงของท้าวสักกะเทวราชมารับพระเจ้าเนมิราชขึ้นสู่สวรรค์
ภาพชาดกเรื่องพระเจ้าสิบชาติ จิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถ วัดสุวรรณดารารามราชวรวิหาร  อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา


มาตุลีเทพบุตรขับไพชยนต์ ราชรถทรงของท้าวสักกะเทวราชมารับพระเจ้าเนมิราชขึ้นสู่สวรรค์
ภาพชาดกเรื่องพระเจ้าสิบชาติ จิตรกรรมฝาผนังวัดโอกาส ถ.สุนทรวิจิตร ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครพนม

เนมิราช
ท้าวสักกะ หรือพระอินทร์ ให้มาตุลีเทพบุตรเป็นสารถี นำไพชยนต์ราชรถ รถทรงของท้าวเธอ
ลงไปเชื้อเชิญพระเจ้าเนมิราช ให้ขึ้นมาบนสรวงสวรรค์ แล้วเทวดาพร้อมทั้งท้าวสักกะเทวราชก็เชื้อเชิญ
ให้พระเจ้าเนมิราชอยู่เสวยสมบัติบนสวรรค์  แต่พระเนมิราชไม่มีความประสงค์ เพราะได้ตั้งมโนปณิธาน
จะสั่งสอนให้สัตว์ทั้งหลายประพฤติดีประพฤติชอบมากขึ้น เพื่อจะได้ไปเกิดในสวรรค์ จึงได้ลาท้าวสักกะ
ลงมายังเมืองมนุษย์ และได้ทำการสั่งสอนสัตว์ทั้งหลายให้ประกอบแต่กรรมดี ตราบเท่าสิ้นอายุพระองค์
13  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ในครัว / ยำปูนิ่ม สูตรโบราณ สูตร/วิธีทำ เมื่อ: 15 ตุลาคม 2560 17:43:07




ยำปูนิ่ม สูตรโบราณ

ส่วนผสม
- ปูนิ่ม     2 ตัว
- ผักบุ้งจีน      100 กรัม
- หัวกะทิ      ½ ถ้วย
- ถั่วลิสงคั่วโขลกหยาบ      ¼ ถ้วย
- หอมแดงเจียวกรอบ      3 หัว
- พริกแห้งทอดกรอบ      5 เม็ด
- น้ำตาลปีบ      3 ช้อนโต๊ะ
- น้ำพริกเผา      1 ช้อนชา
- พริกคั่วป่น      ½ ช้อนชา
- น้ำมะนาว     
- น้ำปลาดี     


วิธีทำ
1.คั่วถั่วลิสงด้วยไฟอ่อนจนสุก เลาะเปลือกหุ้มเมล็ดทิ้ง นำไปโขลกหยาบ
2.ล้างปูนิ่มให้สะอาด ใช้กรรไกรตัดกลางลำตัว แล้วตัดแบ่งข้างละ 3-4 ชิ้น
  โรยด้วยแป้งมัน คลุกเบาๆ ให้แป้งติดทั่วชิ้นปู นำไปทอดด้วยไฟกลางจนกรอบเหลือง ตักใส่ตะแกรงพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน
3.ล้างผักบุ้งให้สะอาด เด็ดส่วนที่ยังอ่อนเป็นท่อนยาวประมาณ 2 นิ้ว คลุกแป้งทอดกรอบให้ทั่ว นำไปทอดด้วยไฟกลางจนกรอบ ตักใส่ตะแกรงพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน
4.นำน้ำตาลปีบใส่ภาชนะตั้งไฟอ่อนๆ (ใส่น้ำเล็กน้อย) เคี่ยวจนน้ำตาลละลาย เหนียวใส
5.จัดผักบุ้งทอดกรอบ (แบ่งเป็นสองส่วน อีกส่วนหนึ่งไว้โรยบนปูทอด) รองจานเสิร์ฟ จัดวางปูทอดบนผักบุ้ง
6.ปรุงน้ำยำ : ผสมน้ำปลาดี 1 ช้อนโต๊ะ ใส่พริกคั่วป่น น้ำตาลปีบ น้ำมะนาว น้ำพริกเผา และหัวกะทิ (ตักแบ่ง 2-3 ช้อนโต๊ะ)
   คนให้ส่วนผสมเข้ากัน ชิมให้ได้รสตามชอบ ใส่ถั่วลิสงคั่วป่น คนให้เข้ากัน นำไปราดบนจานปู นำผักบุ้งทอดกรอบส่วนที่เหลือเรียงทับด้านบน
7.โรยหน้าด้วยหอมเจียวทอดกรอบ พริกทอดกรอบ
8.ราดด้วยหัวกะทิ (ส่วนที่เหลือ) ให้ทั่ว
   (ผสมหัวกะทิกับแป้งข้าวโพด ½ ช้อนชา คนให้ละลาย ยกขึ้นตั้งไฟกวนพอข้นเล็กน้อย) 




ส่วนผสมน้ำยำ สูตรโบราณ


ผู้โพสท์คั่วถั่วเอง เพราะได้ถั่วที่สด ไม่มีกลิ่นหืน




ล้างปูนิ่มให้สะอาด ใช้กรรไกรตัดกลางลำตัว แล้วตัดแบ่งข้างละ 3-4 ชิ้น


โรยด้วยแป้งมัน คลุกเบาๆ ให้แป้งติดทั่วชิ้นปู นำไปทอดด้วยไฟกลางจนกรอบเหลือง




การปรุงน้ำยำ : ผสมน้ำปลาดี พริกคั่วป่น


ใส่น้ำตาลปีบที่เคี่ยวจนเหนียวใส น้ำพริกเผา น้ำมะนาว หัวกะทิ คนให้เข้ากัน
ชิมให้ได้รสที่ต้องการ ใส่ถั่วลิสงคั่วป่น คนให้เข้ากัน


จัดผักบุ้งทอดกรอบ (แบ่งเป็นสองส่วน อีกส่วนหนึ่งไว้โรยบนปูทอด) รองจานเสิร์ฟ วางปูทอดบนผักบุ้ง


ราดด้วยน้ำยำ ปิดทับด้านบนด้วยผักบุ้งทอดกรอบส่วนที่เหลือ


โรยหน้าด้วยหอมเจียวทอดกรอบ พริกทอดกรอบ ราดด้วยหัวกะทิ
 

จัดเสิร์ฟเป็นของว่าง สุดยอดแห่งความอร่อย
14  สุขใจในธรรม / ธรรมะทั่วไป ธารธรรม - ธรรมทาน / Re: ธรรมะบนเขา โดย พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต เมื่อ: 15 ตุลาคม 2560 16:42:21



“ชาตินี้เป็นชาติที่วิเศษของพวกเรา”
ให้เราเห็นโทษของความอยากทั้ง ๓ และหยุดมันฝืนมันไม่ทำตามมัน ถ้าเราฝืนมันหยุดมันทุกครั้งที่มันอยาก เราก็ไม่ทำตามความอยาก ความอยากมันก็จะหมดกำลังไป และมันก็จะไม่มีวันที่จะโผล่ขึ้นมาใหม่ได้อีก มันก็จะไม่ดึงให้ใจเรากลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่อีกต่อไป อันนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้มาประกาศพระธรรมคำสอน มามีพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ มีพระพุทธศาสนา พวกเราถึงจะสามารถที่จะกำจัดความอยากต่างๆ ที่เป็นเหตุที่ทำให้ใจของเรายังต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดกันอยู่ได้ ชาตินี้จึงเป็นชาติวิเศษของพวกเรา ที่นานๆ จะเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง โอกาสอย่างนี้นานๆ จะเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง โอกาสที่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์และได้มาพบกับพระพุทธศาสนา

จึงขอให้พวกเราพยายามปฏิบัติให้ถึงธรรมขั้นสูงสุดให้ได้เถิด คือนอกจากการทำบุญทำทานแล้วรักษาศีล ๕ แล้ว ก็ขอให้เรามาหัดรักษาศีล ๘ กัน รักษาศีล ๘ แล้วเราก็จะได้มีเวลามานั่งสมาธิทำใจให้สงบกัน ถ้าเรานั่งสมาธิทำใจให้สงบได้ ใจเราจะมีกำลังที่จะสู้กับความอยากได้ ลดตัณหาความอยากได้ หยุดความอยากได้ ถ้าเรามีปัญญาเห็นว่าการทำตามความอยากจะนำไปสู่ความทุกข์ นำไปสู่การเกิดแก่เจ็บตายอย่างไม่มีวันสิ้นสุด ถ้าเราไม่อยากจะกลับมาเกิดมาแก่มาเจ็บมาตายอีกต่อไป เราก็หยุดความอยากทั้ง ๓ นี้เท่านั้นเอง หยุดกามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา นี่เป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนสามารถปฏิบัติได้ อย่าไปมองในขณะที่เราเริ่มต้นว่ามันยากเย็น อย่าไปมองธรรมที่สูงกว่าที่เราทำได้ ปฏิบัติธรรมที่อยู่ในความสามารถของเราไปก่อน เราทำทานได้ทำไปก่อน รักษาศีล ๕ รักษาได้รักษาไปก่อน แล้วค่อยขยับขึ้นไป ถ้ารักษาศีล ๕ ได้ ต่อไปก็จะขยับไปรักษาศีล ๘ ได้ ก็จะมีเวลามาฝึกมาทำสมาธิได้ พอทำสมาธิก็จะมีกำลังที่จะหยุดความอยากต่างๆ ได้ด้วยปัญญา

ดังนั้นขอให้พวกเราจงใช้โอกาสอันดีงามของภพนี้ชาตินี้ที่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์ ได้มาเกิดมาพบกับพระพุทธศาสนา ให้พวกเรามาพัฒนาจิตใจของพวกเราแบบยั่งยืนกันดีกว่า หยุดการพัฒนาแบบชั่วคราวทางร่างกายกันเถิด เพราะมันเป็นการพัฒนาที่ไม่มีวันสิ้นสุด ที่จะต้องพัฒนาอยู่เรื่อยๆ ตายไปแล้วก็ต้องกลับมาพัฒนาใหม่ กลับมาพัฒนาได้มากได้น้อย ตายไปก็หายไปหมด แล้วก็ต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่ แต่ถ้าเรามาพัฒนาทางจิตใจ ทางที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พัฒนา เราก็จะได้ไม่ต้องกลับมาพัฒนากันซ้ำแล้วซ้ำอีก พัฒนาการหนเดียว พัฒนาจนจิตขึ้นสู่ขั้นที่ไม่มีวันเสื่อมอีกต่อไป นี่คือประโยชน์ที่เราจะได้รับจากการที่ได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ และได้มาเกิดในพระพุทธศาสนา ขอย่าให้ปล่อยประโยชน์อันล้ำค่านี้หลุดจากมือของพวกเราไปโดยที่เราไม่ได้ปฏิบัติตามคำสอนเลย การแสดงก็พอสมควรแก่เวลา จึงขอยุติไว้เพียงเท่านี้ ขออนุโมทนาให้พร.


                    ธรรมะบนเขา
                    วันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๐
                    “การพัฒนาชีวิต”
                    พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต



ขอให้เราทำตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอน
ขอให้พวกเราพยายามเดินตามขั้นตามตอน ที่พระพุทธเจ้าและครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านสอนกัน อย่าไปฟังพวกที่ไม่ได้ปฏิบัติอย่างจริงจัง พวกที่ศึกษาแล้วก็มาสอน พวกนี้มักจะสอนไปตามความอยากของกิเลสตัณหา กิเลสตัณหาไม่ชอบนั่งสมาธิ ไม่ชอบทำใจให้สงบ เขาก็จะสอนว่าไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธิ ไม่ต้องทำใจให้สงบ เจริญปัญญาได้เลย ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วพระพุทธเจ้าจะสอนสัมมาสมาธิไว้ทำไม เราจะเชื่อใครดี เราจะเชื่อพระพุทธเจ้าเชื่อครูบาอาจารย์ หรือเราจะเชื่อพวกที่สอนว่าไม่ต้องเจริญสมาธิกัน อันนี้เป็นเรื่องที่เราต้องใคร่ครวญต้องพิจารณา หรือถ้าเราเชื่อพวกที่สอนไม่ให้นั่งสมาธิ แล้วเราดูการปฏิบัติของเราว่าเป็นอย่างไร ผลมันเป็นอย่างไร ตัดกิเลสตัณหาได้บ้างหรือยัง พวกที่ชอบใช้ปัญญาโดยที่ไม่ต้องนั่งสมาธินี้ ต้องพิจารณาให้รอบคอบ ความจริงใครเขาพูดอะไรก็ไม่ปฏิเสธหรือไม่รับ ไม่ควรจะปฏิเสธหรือไม่รับ ควรที่จะนำเอาไปพิสูจน์ดู เขาบอกว่าไม่ต้องนั่งสมาธิ เจริญปัญญาได้เลย เราก็ลองไปเจริญปัญญาดู ลองไปพิจารณาไตรลักษณ์ดู สัพเพ ธัมมา อนัตตาดู ธรรมทั้งหลายไม่มีตัวไม่มีตน พิจารณาแล้วเราตัดกิเลสตัณหาได้หรือเปล่า แล้วเราลองไปทำตามแบบที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน แบบที่ครูบาอาจารย์สั่งสอนดูว่าเป็นอย่างไรบ้าง

อย่างหลวงตาตอนที่ไปศึกษากับหลวงปู่มั่น ครั้งแรกเลยที่หลวงปู่มั่นสอนหลวงตา ท่านก็สอนว่า ท่านมหาท่านเป็นผู้มีความรู้มากแล้ว ท่านเป็นมหา ๓ ประโยค ได้เรียนรู้ธรรมของพระพุทธเจ้ามาอย่างโชกโชน แต่ธรรมของพระพุทธเจ้าตอนนี้มันไม่เป็นประโยชน์ในการที่จะมาฆ่ากิเลสตัณหา มาดับความทุกข์ใจ ตอนนี้สิ่งที่ท่านควรจะทำก็คือทำใจให้สงบก่อน เตรียมภาชนะรองรับพระธรรมของพระพุทธเจ้าก่อน ตอนนี้ภาชนะของท่านนี้ ยังไม่พร้อมที่จะรองรับพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่สามารถเข้าไปถึงใจได้ เพราะใจไม่สงบ ใจไม่สงบใจไม่สามารถพิจารณาธรรมได้อย่างต่อเนื่อง ธรรมที่ได้ยินได้ศึกษาจากพระคัมภีร์นี้ เป็นสัญญาความจำ ไม่ใช่เป็นความจริง ก็คือศึกษาแล้วก็ท่องจำไว้ แล้วถ้าไม่ได้เอามาใช้เดี๋ยวก็ลืมได้ พอถึงเวลาจะใช้จริงๆ ก็ใช้ไม่ได้ นี่แหละคือสิ่งที่หลวงปู่มั่นสอนหลวงตา หลวงตาท่านเอามาเล่าให้ฟัง ตอนที่ท่านได้ไปขออยู่ปฏิบัติกับหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นสอนเลยว่า ตอนนี้อย่าพึ่งเอาปัญญามาใช้ ตอนนี้มาทำใจให้สงบก่อน ทำใจให้สงบแล้วค่อยพิจารณา ธรรมทั้งหลายที่ได้ศึกษาที่ได้ยินได้ฟังมาแล้วมันจะเข้าไปสู่ในใจ มันจะเป็นอาวุธที่ไว้ต่อสู้กับกิเลสตัณหาได้ แต่ถ้าใจไม่สงบนี้ธรรมที่ได้ศึกษามานี้ยังไม่อยู่ในใจ ไม่สามารถที่จะไปฆ่ากิเลสตัณหาที่มีอยู่ภายในใจได้

ดังนั้นก็ขอให้ท่านทั้งหลาย จงพยายามศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า และพยายามปฏิบัติอย่างเคร่งครัด อย่าข้ามขั้นตอน อย่าใจร้อน ปฏิบัติต้องใจเย็นๆ อย่าปฏิบัติด้วยความอยาก ปฏิบัติด้วยเหตุด้วยผล เหตุก็คือต้องทำอะไรก็ทำไป ส่วนผลนี้เดี๋ยวมันตามมาเอง ไม่ต้องไปอยากให้มันเกิด ถ้าอยากให้มันเกิดเร็วก็ให้เหตุมันเร็วให้เหตุมันมากไว้ สร้างเหตุให้มาก แล้วผลมันก็จะเกิดขึ้นมาเอง ดังนั้นก็ขอให้เราทำตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอน ทำทาน รักษาศีล ศีล ๕ ศีล ๘ แล้วก็สมถภาวนา เจริญสติ นั่งสมาธิทำใจให้สงบ ออกจากความสงบก็เจริญวิปัสสนาเจริญปัญญา ก่อนจะเจริญปัญญาก็ขอให้จิตมันสงบ ให้มันมีความสงบแบบต่อเนื่อง คือสงบได้ทั้งวันก่อนยิ่งจะดีใหญ่ ตอนที่ยังไม่สงบอย่างต่อเนื่อง เวลาออกจากสมาธิมา ก็เจริญสติต่อ คอยรักษาใจรักษาความสงบไว้ แล้วพอนั่งได้ก็กลับไปนั่งใหม่ ให้จิตสงบใหม่ เอาเรื่องของสมาธินี้ให้มันแน่นก่อน ให้มันชำนาญก่อน พอสมาธิมันแน่นมันชำนาญแล้ว จนเหมือนกับว่าเริ่มติดสมาธิแล้ว ตอนนั้นค่อยมาออกทางวิปัสสนาออกทางปัญญาต่อไป แล้วการเจริญปัญญามันก็จะได้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง เวลาเหนื่อยหรือว่าเวลากำลังของความสงบหมด ก็หยุดพักเข้าไปในสมาธิสลับกันไป เบื้องต้นก็เอาสมาธิอย่างเดียวก่อน เอาให้มันชำนาญเอาให้มันแน่น เข้าได้ตลอดเวลาทุกเวลา แล้วก็อยู่ได้นาน แล้วค่อยออกมาทางปัญญา สลับกับการเข้าไปพักในสมาธิ ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แล้ว ธรรมก็จะเข้าไปอยู่ในใจ แล้วก็จะเข้าไปทำลายกิเลสตัณหาที่อยู่ภายในใจให้หมดไปได้.


                    วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๗
                    (จุลธรรมนำใจ ๔๑)
                    พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต



เรื่องของธรรม
การฟังธรรมกับการแสดงธรรมก็ต้องอาศัยสถานที่สงบ ถ้ามีเสียงอึกทึกครึกโครม มันก็รบกวนทั้งผู้แสดงทั้งผู้ฟัง เพราะฟังธรรม แสดงธรรมก็ต้องมีใจที่สงบ ถ้าใจไม่สงบแล้ว มันสับสน แสดงด้วยเหตุด้วยผลไม่ได้ แทนที่จะเห็นเหตุผลรู้เหตุผล ต้องมีใจที่สงบ ถ้าใจไม่สงบมันจะมองไม่เห็นเหตุมองไม่เห็นผล

นี่พอเสียงเข้ามา มันก็ดึงใจไปจากเรื่องที่ว่ากำลังจะพูด เสียงมามันก็ดึงออกไป เดี๋ยวคนเดินเข้ามาอีก บางทีต้องปิดตาหลับตา แล้วไม่รับรู้ไม่เห็น เห็นแล้วใจมันไปแล้ว มันรับรู้เรื่องนั้นเรื่องนี้ขึ้นมา มันก็เลยไม่ได้อยู่กับเรื่องที่กำลังพูดอยู่การฟังธรรม เพื่อให้เกิดประโยชน์ เกิดอานิสงส์ เกิดผล ก็จำเป็นจะต้องฟังในที่ที่สงบ ถึงจะได้ผลเต็มร้อย ผลที่เกิดจากการฟังธรรมก็มีอยู่ห้าประการด้วยกันคือ หนึ่งจะได้ยินได้ฟังธรรมที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน สองธรรมที่เราเคยได้ยินได้ฟังมาแล้วถ้าได้ฟังซ้ำอีกก็จะเกิดความเข้าใจดีขึ้นไปตามลำดับ สามจะกำจัดความลังเลสงสัยต่างๆ ความขัดข้องใจสิ่งที่ขัดข้องใจต่างๆให้หมดไปได้ สี่จะทำให้มีความเห็นที่ถูกต้อง ห้าจะทำให้จิตใจผ่องใส สงบ มีความสุข

ถ้าจะฟังให้ได้ผลนี่ ต้องนั่งเฉยๆ กายวาจาใจต้องสงบ นอกจากสถานที่ต้องสงบแล้ว กายวาจาใจของผู้ฟังก็ต้องสงบ กายก็คือร่างกายไม่เคลื่อนไหวนั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไร วาจาก็ไม่พูดคุยกัน ใจก็ไม่คิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ คิดอยู่กับเสียงธรรม คิดอยู่กับเรื่องธรรมที่กำลังฟังอยู่ ถ้ามีกายวาจาใจที่สงบ ฟังแล้วก็จะได้ผลดี กายวาจาที่สงบก็เรียกว่าศีล คือตอนนี้ผู้ฟังได้เฉยๆ นี้ถือว่ามีศีลแล้ว ร่างกายไม่ได้ทำบาป ไม่ได้ฆ่าสัตว์ ไม่ได้ลักทรัพย์ ไม่ได้ประพฤติผิดประเวณี ไม่ได้พูดปด วาจาก็ไม่ได้พูดอะไร ไม่ได้ดื่มสุรายาเมา

มีกายวาจาที่สงบ เรียกว่าศีล ใจถ้าไม่ไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ มีความตั้งใจที่จะฟังธรรม ก็เรียกว่ามีสมาธิใจตั้งมั่น คำว่าสมาธิก็คือใจที่ตั้งมั่นอยู่ในความสงบ ไม่คิดปรุงแต่ง ถ้าฟังธรรมด้วยศีลหรือสมาธิ ผลก็คือปัญญาก็จะเกิด ปัญญาก็คือสัมมาทิฏฐิ ความเห็นที่ถูกต้อง เห็นว่าบุญมีจริง บาปมีจริง ผลของบุญคือสวรรค์มีจริง ผลของบาปคือนรก อบายมีจริง ตายแล้วไม่สูญ ตายแล้วไปเกิดใหม่ ถ้าได้ปฏิบัติได้ชำระ ได้กำจัดกิเลสตัณหาให้หมดไปจากใจ ใจก็ไม่ต้องไปเกิดใหม่ ใจก็ไปสู่นิพพาน นี่คือสัมมาทิฏฐิ ความเห็นที่ถูกต้อง

โดยปกติแล้ว ถ้าไม่ได้ฟังเทศน์ฟังธรรม จะไม่รู้เรื่องบุญเรื่องบาป เรื่องผลของบุญผลของบาป ไม่รู้ว่าตายแล้วไม่สูญ ตายแล้วต้องไปรับผลบุญผลบาปต่อ ต้องไปเวียนว่ายตายเกิดต่อถ้ายังมีกิเลสตัณหาอยู่ภายในใจ ถ้าชำระกิเลสตันหาให้หมดไปจากใจได้ ตายไปก็ไม่ต้องไปเกิด ไม่ต้องไปรับผลบุญผลบาป นี่คือความเห็นที่ถูกต้องที่จะได้จากการฟังเทศน์ฟังธรรม เพราะเวลาแสดงธรรมก็จะแสดงเรื่องราวเหล่านี้ เรื่องบุญเรื่องบาป อธิบายว่าบุญเป็นอย่างไรบาปเป็นอย่างไร ผลของบุญเป็นอย่างไรผลของบาปเป็นอย่างไร ใครเป็นผู้รับผลของบุญผลของบาป ใครไปเกิดใหม่ นี่คือเรื่องของธรรม ธรรมที่จะแสดงเรื่องของบุญของบาป เรื่องของผู้ไปรับผลบุญผลบาป เรื่องของผู้ไปเกิดแก่เจ็บตายใหม่ เรื่องของผู้ไปที่นิพพาน.


                    สนทนาธรรมบนเขา
                    วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๐
                    พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต



“ธรรม ๔ ประการ ของชีวิตคู่”

ถาม : กรรมอันใดที่ทำให้ชีวิตคู่ต้องล้มเหลว เพราะผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย

พระอาจารย์ : ชีวิตคู่ล้มเหลวมันอยู่ที่คนสองคนนั่นแหละ มันไม่อยู่ที่ใครหรอก ถ้าคนสองคนมีความจริงใจต่อกัน ต่อให้ฟ้าดินถล่มมันก็ไม่เลิกกันหรอก แต่ถ้าไม่จริงใจต่อกันมีใครมายุมาแย่หน่อยเดี๋ยวก็เลิกกันได้ ฉะนั้นตัวการสำคัญนี้อยู่ที่ใจของคนทั้งสองคน พระพุทธเจ้าบอกว่าถ้ามีธรรม ๔ ประการแล้วจะอยู่ด้วยกันไปได้อย่างถาวร คือหนึ่งต้องมีจาคะ มีการเสียสละให้ต่อกันและกัน เอาใจกันและกัน ไม่ใช่เอาใจของตัวเอง จาคะ แล้วก็มีสัจจะมีความจริงใจมีความซื่อสัตย์ต่อกัน ไม่ไปมีนอกใจไปมีคนอื่น แล้วก็มีขันติความอดทน เวลาเจอความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็ฟันฝ่ากันไปอยู่ด้วยกันไปไม่ทอดทิ้งกัน แล้วก็มีธรรมะความอดกลั้น เวลามีอารมณ์ไม่ดีเวลาเห็นเขาทำอะไรไม่ถูกใจก็ต้องอดกลั้นไว้อย่าระบายออกมา ต้องมีความเมตตาสูงให้อภัยกัน ถ้าอย่างนี้แล้วต่อให้ใครมายุยงมาสั่งมาห้ามอะไรก็ไม่มีวันที่จะไม่วันให้สองคนนี้แยกกันได้

แต่ถ้าไม่มีธรรมทั้ง ๔ ประการนี้ไม่ต้องมีใครมายุยงมาแหย่ไม่ต้องมีเหตุการณ์หรอก เดี๋ยวมันก็แยกกันไปเอง พอต่างคนต่างไม่เอาใจกันไม่เสียสละให้กันและกัน เดี๋ยวก็อยู่ด้วยกันไม่ได้แล้ว ต่างคนต่างจะเอาใจตัวเอง ก็อยู่ด้วยกันไม่ได้ อยู่ด้วยกันมันต้องมีการเสียสละให้ต่อกันและกัน แบ่งรับแบ่งสู้กัน ให้เขาให้เรา เขาให้เราเราให้เขา ไม่ใช่เราจะเอาอย่างเดียว ถ้าเอาอย่างเดียวก็เดี๋ยวก็คนที่ให้เขาก็ให้ไม่ไหว เขาว่าไปดีกว่าอยู่แล้วขาดทุน อยู่ไปทำไม (หัวเราะ)

ถาม : อาจารย์ครับที่ว่าคู่สามีภรรยาที่จะอยู่ด้วยกันได้ต้องศีลเสมอกัน

พระอาจารย์ : ไม่หรอก ธรรมะเสมอกันเนี่ย เนี่ยธรรมะก็คือศีลเนี่ย สัจจะก็คือศีลเนี่ย ซื่อสัตย์ต่อกันไม่ประพฤติผิดประเวณี ไม่หลอกลวงกัน ไม่โกหกต่อกัน ก็ศีลไง ก็มีสัจจะ แต่ต้องมีนอกจากศีลแล้วต้องมีอย่างอื่น มีจาคะมีการเสียสละแบ่งปันกัน ไม่ใช่เอาแต่เอา เอาแต่ได้อย่างเดียว แล้วต้องมีความอดทนเพราะชีวิตเรามันเหมือนเดินทาง มีขึ้นมีลง เวลาขึ้นมันเหนื่อยใช่ไหม ก็ต้องช่วยกัน ดันกันไป ไม่ใช่พอเหนื่อยยากก็ทิ้งกันเลย แล้วก็ธรรมะก็อดกลั้น เพราะบางทีมีอารมณ์ไม่ดีก็อย่าระบายออกมา อารมณ์ไม่ดีก็เก็บไว้ ใช้พุทโธๆ หยุดมัน ระบายไปก็จะทำให้คู่ครองอยู่กับเราไม่ได้จะรำคาญไอ้นี่ขี้บ่นเหลือเกิน บ่นนู่นบนนี่จู้จี้จุกจิกงี้ พวกนี้ไม่มีธรรมะไม่มีความอดทนกลั้น อย่างนี้ก็จะทำให้อยู่ด้วยกันไม่ได้.


                    ธรรมะบนเขา
                    วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๐
                    พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
15  สุขใจในธรรม / ประวัติพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ในยุคปัจจุบัน / Re: ประวัติ ปฏิปทา พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต (พระจุลนายก) เมื่อ: 15 ตุลาคม 2560 16:15:51

เรื่องที่ไม่มีแสดงในพระไตรปิฎก  
ในประวัติท่านพระอาจารย์มั่นได้เขียนไว้ว่า มีพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์มาแสดงธรรม มาสนทนาธรรมกับท่านอยู่เป็นประจำ แต่นี่ก็เป็นกรณีพิเศษเฉพาะบุคคลที่ติดต่อกับจิตของผู้อื่นได้ ถ้าไม่มีความสามารถทางด้านนี้ก็จะติดต่อไม่ได้ ก็เหมือนกับคนที่มีโทรศัพท์มือถือกับคนที่ไม่มี คนที่มีก็สามารถติดต่อกับผู้ที่มีได้ ถึงแม้จะอยู่ต่างประเทศก็ยังติดต่อกันได้ แต่เรื่องนี้ไม่มีแสดงไว้ในพระไตรปิฎก

คนที่ศึกษาพระไตรปิฎกจนเป็นหนอนก็จะค้านหัวชนฝาหาว่าหลวงปู่มั่นอุตริ อย่างที่ปรากฏอยู่ในท้ายหนังสือประวัติหลวงปู่มั่น เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ของ ม.ร.ว.คึกฤทธ์ ปราโมช ที่วิจารณ์หลวงปู่มั่นว่าเป็นหลวงตาเพ้อเจ้อหรือเปล่า พูดในสิ่งที่ไม่มีในพระไตรปิฎก

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ถือว่าตนเป็นเอกในด้านพระไตรปิฎก ยืนยันว่าสิ่งที่หลวงปู่มั่นพูดไม่มีในพระไตรปิฎก หลวงตาท่านก็ตอบไปว่า ความรู้ในพระไตรปิฎกเป็นเหมือนน้ำในตุ่มในไห แต่ความรู้ที่ปรากฏขึ้นในจิตของผู้ปฏิบัติ เป็นเหมือนน้ำในมหาสมุทรกว้างใหญ่ไพศาลมาก ความรู้ของพระพุทธเจ้าที่ไม่ได้บรรจุไว้ในพระไตรปิฎก เป็นเหมือนน้ำในมหาสมุทร เหมือนใบไม้ในกำมือกับใบไม้ในป่า พระพุทธเจ้าทรงถามภิกษุว่าส่วนไหนจะมากกว่ากัน พระภิกษุก็ตอบว่า ใบไม้ในกำมือมีไม่กี่ใบ นับได้เลย แต่ใบไม้ในป่านับไม่ถ้วน

พระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสว่า ความรู้ที่ตถาคตรู้อยู่ในใจเหมือนกับใบไม้ในป่า แต่ความรู้ที่ตถาคตสอนพวกเธอเป็นเหมือนใบไม้ในกำมือ สอนเท่าที่จำเป็นเพื่อให้พวกเธอเอาไปปฏิบัติแล้วจะได้เห็นความรู้ที่ตถาคตไม่ได้เอามาสอน ถ้าพวกเธอเพียงแต่ศึกษาพระไตรปิฎกก็จงอย่าไปอุตริว่ารู้มาก จะกลายเป็นใบลานเปล่าไป ต้องไปปฏิบัติก่อน แล้วความรู้ต่างๆ ที่ปรากฏขึ้นมาในจิต จะมีมากมายก่ายกอง แล้วจะไม่ปฏิเสธความรู้ที่ไม่มีอยู่ในพระไตรปิฎก


 

พิธีเผาศพภาคอีสาน
อาตมาตอนไปอยู่บ้านตาดใหม่ๆ ก็ไปสวดงานศพ ชาวบ้านทางอีสานเวลาเผาศพจะไม่มีโลงไม้ปิดมิดชิด จะเป็นโลงกระดาษแปะโครงไม้ ไม่มีฝา เวลาเผาก็ตั้งบนกองฟืน เอาไม้ ๒ ท่อนทับโลงไว้ เวลาไฟเผาร่างกายจะดีดขึ้นมา ก็ไปพิจารณาดูคนตายอยู่เรื่อยๆ ถ้านึกภาพไม่ออกก็ต้องไปดูของจริง ดูของจริงแล้วก็เอามาคิดเอามาเจริญอยู่เรื่อยๆ อยู่ในใจ ว่าสักวันหนึ่งร่างกายเราก็ต้องเป็นอย่างนี้

งานเผาศพของโยมแม่หลวงตา ตอนนั้นเผาตอนบ่ายที่หน้าศาลาภายในวัด ไม่ได้ก่อเมรุ เอาฟืนมากอง แล้วก็เอาโลงศพไปตั้ง พอถึงเวลาก็จุดไฟเผา ตอนดึกพอไฟไหม้หมดแล้ว ก็เก็บเศษกระดูกขี้เถ้าไปโรยใต้ต้นโพธิ์ในวัด จากดินก็กลับคืนสู่ดิน

ตอนเช้าที่หน้าศาลาไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย ไม่มีซากเหลืออยู่เลย เก็บเรียบร้อยหมด ตอนต้นท่านจะให้เผาวันที่เสียเลย เสียตอนเช้าท่านจะให้เผาตอนบ่าย ญาติพี่น้องขออนุญาตเก็บไว้คืนหนึ่ง จะได้บอกญาติพี่น้องที่อยู่ไกลจะได้มาร่วมงาน ก็เลยเก็บไว้คืนหนึ่ง ไม่มีการสวด ตั้งศพไว้เฉยๆ ใครอยากจะไหว้ก็ไหว้ไป แต่ไม่มีพระสวดกุสลาฯ เวลาก่อนจะเผาก็นิมนต์ครูบาอาจารย์ ๑๐ รูปมาบังสุกุล ไม่ได้สวดกุสลาฯ

กุสลา แปลว่า ความฉลาด ก็คือการพิจารณาว่าเป็นเพียงตุ๊กตาตัวหนึ่ง เป็นดินน้ำลมไฟ ที่จะต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย ต้องกุสลาตอนที่ยังไม่ตาย ตายไปแล้วจะกุสลาหาอะไร ต้องกุสลากับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ คนที่มีชีวิตอยู่นี้ต้องกุสลาเอง ไปนิมนต์พระมากุสลาทำไม พระต้องกุสลาร่างกายของท่านเอง พวกเราก็ต้องกุสลาร่างกายของพวกเรา ต้องสร้างความฉลาดให้แก่ใจ ให้รู้ทันธรรมชาติของร่างกายว่าเป็นเพียงดินน้ำลมไฟ มีอายุขัย ต้องแก่ เจ็บ ตาย


ฝึกปฏิบัติภาวนาไม่ท้อถอย
ตอนอยู่ที่บ้านตาด ก็ไม่ได้ทำความเพียรอย่างอุกฤษฏ์อะไร ก็ทำตามกำลังของเรา พูดคำว่าอุกฤษฏ์แล้ว เดี๋ยวมันกลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะคนที่เขาอุกฤษฏ์กว่าอาตมายังมีอยู่เยอะ เพราะมัชฌิมาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน คือเราทำเต็มที่ของเราก็แล้วกัน

ถ้าเป็นรถยนต์ก็เหยียบสุดคันเร่งนะ แต่จะเร็วกว่าคันอื่นหรือไม่ หรือช้ากว่าคันอื่น ก็อีกเรื่องหนึ่ง เพราะรถแต่ละคันมีซีซีไม่เท่ากัน รถเรา ๑๕๐ ซีซี ไปเจอรถ ๒๕๐ ซีซี มันก็สุดคันเร่งด้วยกัน แต่เขาต้องไปเร็วกว่าเรา แต่เร็วหรือช้าก็ถึงที่หมายเหมือนกัน ถ้าไม่ยอมแพ้ก็มาถึงจนได้ ถ้าเกิดท้อแท้โอ๊ย ไปไม่ถึงหรอก

การปฏิบัติจึงต้องไม่ท้อแท้ แต่จะต้องเจออุปสรรค ต้องเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายท้อแท้บ้าง แต่ก็อย่าหยุด พักบ้าง วันนี้เบาหน่อย วันนี้ภาวนาไม่ค่อยได้เรื่องก็เบาหน่อย อ่านหนังสือแทน ถ้าไปบีบมากๆ ไปกดดันมากๆ จะยิ่งเครียดใหญ่ จะเกิดการต่อต้าน จะทำให้มีปัญหาตามมาเวลาที่จะปฏิบัติคราวต่อไป ดังนั้น บางวันถ้ารู้สึกว่านั่งไม่ได้จริงๆ ฝืนเต็มที่แล้วยังไม่ได้ก็พักสักหน่อย แต่อย่าพักนาน พักเฉพาะวันนี้ พรุ่งนี้มีกำลังก็เริ่มใหม่ ทำไปเรื่อยๆ การปฏิบัติบางวันก็ดีไปสะดวกรวดเร็ว จิตเป็นอารมณ์ บางวันก็ไปทางมรรคก็ดี บางวันไปทางสมุทัยก็ยาก เหมือนเดินทวนลมกับเดินตามลม วันไหนถ้าไปตามลมก็จะง่าย นั่งสมาธิจิตสงบง่าย ไม่ฟุ้งซ่าน บางวันนั่งแล้วก็คิดแต่เรื่องนั้นคิดแต่เรื่องนี้ มีแต่อารมณ์ฉุนเฉียวอยู่ตลอดเวลา นั่งยังไงก็ไม่สงบ จึงต้องสังเกตจิตเรา ถ้านั่งไม่ได้จริงๆ ก็เปลี่ยนไปทำอย่างอื่น ถ้าฟุ้งซ่าน ก็ลองเปิดหนังสือธรรมะอ่านดู อยากจะคิดไม่อยากจะสงบ ก็เจริญทางปัญญาแทน พิจารณาดูอาการ ๓๒ ของร่างกายไปก็ได้ พิจารณาเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไป บางทีไม่อยากจะอยู่นิ่งๆ ก็เอามาพิจารณาให้เกิดปัญญา บางวันไม่อยากจะคิด อยากอยู่นิ่งๆ ทำจิตให้สงบก็ง่าย จึงต้องคอยสังเกตดูจิตของเราอยู่เรื่อยๆ

เวลาเกิดความท้อแท้ก็ให้ระลึกถึงครูบาอาจารย์ ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ท่านก็เหมือนเรา เป็นปุถุชนคนธรรมดาสามัญมาก่อน ท่านก็ต้องต่อสู้ฝืนจิตเหมือนกัน ศึกษาวิธีของท่านว่าท่านทำอย่างไรท่านจึงไปได้ ท่านไม่ถอยท่านสู้ไปเรื่อยๆ ครูบาอาจารย์ทุกรูปทุกองค์ก็สู้ไปเรื่อยๆ ท่านไม่ถอย ไม่หยุด อาจจะพักบ้าง ไม่ได้ปฏิบัติอย่างอุกฤษฏ์ทุกวันหรอก บางครั้งก็ต้องพักบ้าง แต่ไม่พักแบบเถลไถลเลยเถิดไปทำเรื่องอื่น


ไม่สนใจใครมุ่งแต่ธรรม
ช่วงเวลาที่อยู่บ้านตาดก็ไม่ได้ไปไหน อยู่ที่นั่น ๙ ปีก็ไม่ได้ออกไปไหนเลย ตั้งแต่บวชมานี้ก็ไม่ค่อยได้สนิทสนมกับใคร ทั้งๆ ที่อยู่ในวัดเดียวกัน รู้จักชื่อ รู้จักหน้าค่าตา แต่ไม่ได้ทำความสนิทสนมกับใคร เพราะต่างคนก็มีหน้าที่ของตน

อยู่ที่นั่นก็เหมือนกับอยู่ที่นี่ เช้าก็ไปที่ศาลาเตรียมตัวออกบิณฑบาต กลับมาจากบิณฑบาต ฉันเสร็จ ทำความสะอาดเสร็จ ก็กลับกุฏิใครกุฏิมัน บ่ายก็ออกมาปัดกวาด ฉันน้ำร้อนน้ำชา เสร็จแล้วก็กลับไปสรงน้ำ เข้าที่ภาวนา ชีวิตของพระปฏิบัติก็มีแค่นั้น

อยู่ที่นั่นก็ไม่ค่อยได้ไปหาใคร ไม่ได้ไปคุยกับใคร รู้จักว่าเป็นใครเท่านั้น แต่ก็ไม่รู้ว่ามีความรู้สึกนึกคิดอย่างไร ไม่ค่อยคุยกับใคร อาจจะแปลกไปหน่อย


ลาแล้ว...บ้านตาด
เราก็ไม่เคยไปวัดบวรฯ ไม่รู้จักใครที่นั่น บุญก็พาเราไปพบสมเด็จฯ ท่านก็เมตตาบวชให้ บุญก็พาให้รู้จักวัดป่าต่างๆ เพราะที่วัดบวรฯ มีชาวต่างประเทศที่บวชแล้วจะไปอยู่ตามวัดป่าของครูบาอาจารย์กัน เช่น วัดของหลวงปู่ขาว หลวงปู่เทสก์ หลวงปู่ฝั้น หลวงตามหาบัว เราก็เลือกไปวัดหลวงตาก่อน กะว่าจะแวะไปเรื่อยๆ ไปดูหลายๆ วัด พอไปถึงวัดหลวงตาก็ไม่ได้ไปไหนเลย อยู่ประมาณเกือบ ๙ ปี อยู่ ๙ พรรษา ๘ ปีกว่า

ตั้งแต่บวชจากวัดบวรฯ วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๘ พอต้นเดือนเมษาฯ ๒๕๑๘ ก็ได้ไปอยู่ที่วัดป่าบ้านตาด อยู่ที่นั่น ๘ ปี ๘ เดือน ออกมาตอนธันวาฯ ๒๕๒๖ อยู่ได้ ๙ พรรษา ก็ไม่ได้ไปไหน อยู่ที่นั่นตลอด อยู่ที่นั่นก็เคยเข้าไปในเมืองอุดรเพียง ๔-๕ ครั้ง ไปกิจนิมนต์ครั้งสองครั้ง ซึ่งนานๆ จะมีสักครั้งหนึ่ง แล้วก็ไปหาหมอสองสามครั้งเพราะเป็นไข้ป่าไปให้หมอฉีดยาให้ และเคยขึ้นไปเชียงใหม่อยู่ครั้งหนึ่ง มีคนไปทอดกฐินเขาชวนไปนั่งรถเที่ยว เขาเห็นไม่เคยไปไหนก็เลยชวนไป ก็มีอยู่ครั้งเดียวเท่านั้นเองที่เดินทางไกล

อยู่อุดรฯ ก็ไม่เคยได้ไปกราบครูบาอาจารย์องค์อื่นเลย ไม่เคยมีความรู้สึกว่าจะต้องไป เพราะรู้ว่าไปก็เท่านั้น เวลาไปกราบท่านก็สอนให้กลับมานั่งภาวนาอยู่ดี ไปหาครูบาอาจารย์กี่ร้อยรูปก็เหมือนกันทั้งนั้น ท่านก็สอนเรื่องทาน ศีล ภาวนา หาให้เจอเถอะ ถ้าได้เจออาจารย์ภายในใจเราแล้วก็ไม่ต้องไปหาอาจารย์ข้างนอก

ส่วนธุดงค์ก็ไม่ได้ไป อยู่ในวัดก็สามารถบำเพ็ญได้ เพราะการไปธุดงค์ก็เพื่อให้อยู่ห่างไกลจากภารกิจการงานต่างๆ ที่ไม่ใช่งานภาวนา หลวงตาท่านส่งเสริมเรื่องภาวนาอยู่แล้ว ถ้าพระเณรที่ต้องการภาวนา ท่านก็จะไม่ให้ไปยุ่งเกี่ยวกับการงานต่างๆ ท่านส่งเสริมเต็มที่

พออยู่ได้ ๕ พรรษาก็ขอกราบลาท่านมาเยี่ยมบ้าน ท่านก็อนุญาตให้กลับมา พักได้ประมาณ ๒ อาทิตย์ก็กลับ ขากลับก็แวะไปภาวนาที่เขื่อนจุฬาภรณ์ ตอนนั้นเป็นเดือนเมษายน ๒๕๒๓ อยู่ภาวนาได้ประมาณ๑ อาทิตย์ ก็ได้ข่าวเครื่องบินตก เครื่องบินที่ครูบาอาจารย์ ๕ รูปโดยสาร ท่านมรณภาพ ก็เลยอยากจะกลับไปวัด ไม่ทราบว่าต้องช่วยทำอะไรบ้าง พอไปถึงวัดก็ทราบว่าหลวงตาไม่ให้พระเณรไปช่วยทำอะไร ท่านต้องการให้พระเณรภาวนา เพราะงานข้างนอกเป็นงานหยาบ งานข้างในเป็นงานละเอียด ถ้ากำลังทำงานข้างในแล้วออกไปทำงานข้างนอก ก็จะทำให้งานข้างในเสียได้ท่านเลยไม่ให้พระเณรไป มีแต่ท่านกับพระเถระรูปสองรูปไปดูแลงานของครูบาอาจารย์ที่มรณภาพไป

พอออกพรรษา ๘ ก็ขอลาออกมาภาวนาแล้วก็มาเยี่ยมบ้านด้วยเป็นปลายปี ๒๕๒๕ มาแวะเยี่ยมบ้านก่อน แล้วก็มาที่วัดญาณฯ เป็นครั้งแรกได้ยินว่าสมเด็จพระญาณสังวรฯ เป็นผู้สร้างวัดนี้ หลวงปู่เจี๊ยะเคยมาอยู่เป็นเจ้าอาวาส ก็เลยมาดูว่าเป็นอย่างไร พักอยู่ได้ประมาณ ๒ อาทิตย์ แล้วก็กลับไปพักอยู่ที่สวนของวัดช่องลมประมาณ ๓ เดือน แล้วก็เดินทางกลับไปวัดป่าบ้านตาด กลับไปจำพรรษาปี ๒๕๒๖ เป็นพรรษาที่ ๙

พอออกพรรษาปี ๒๕๒๖ หลังจากรับกฐินเสร็จแล้ว ทางบ้านก็ส่งข่าวมาว่าโยมพ่อไม่ค่อยสบาย ท่านเป็นโรคมะเร็งที่ก้านคอ ก็เลยขอลาท่านออกมาเพื่อจะมาอยู่ใกล้และดูแลพ่อ โดยมาพักอยู่ที่วัดโพธิสัมพันธ์ในเมืองพัทยา โยมพ่อก็รักษาตัวจนถึงเดือนมิถุนาฯ ปี ๒๕๒๗ ท่านก็เสีย เสียแล้วก็เผา เสร็จงานศพก็ใกล้ๆ เข้าพรรษาก็เลยไม่ได้กลับไปบ้านตาด

ตอนที่มาก็ไม่ได้คิดว่าจะมาแบบไม่กลับ พอเสร็จงานเผาศพก็ใกล้จะเข้าพรรษา ก็เห็นว่าที่บ้านตาดมีพระอยากจะเข้าไปอยู่กันเยอะ ถ้ากลับไปก็ทำให้คนอื่นไม่ได้อยู่ ก็เลยคิดว่า ได้อยู่มานานพอสมควรแล้ว คือ ๙ พรรษา ไปอยู่ตั้งแต่พรรษาหนึ่งถึงพรรษา ๙ ไม่ครบ ๙ ปี ประมาณ๘ ปีกว่า ไปเดือนเมษาฯ ๒๕๑๘ พอธันวาฯ หรือพฤศจิกาฯ ๒๕๒๖ ก็ออกมาแล้วก็ไม่ได้กลับไปอีกเลย


อยู่ประจำที่วัดญาณฯ
พรรษา ๑ ถึง ๙ จำพรรษาอยู่ที่วัดป่าบ้านตาด พรรษาที่ ๑๐ จำพรรษาอยู่ที่วัดโพธิสัมพันธ์ในเมืองพัทยา พรรษา ๑๑ ถึงปัจจุบัน อยู่ที่วัดญาณฯ มาอยู่ที่วัดญาณฯ ตั้งแต่ปลายปี ๒๕๒๗ ออกจากวัดป่าบ้านตาดมาแล้ว ก็มาอยู่ที่วัดโพธิสัมพันธ์ที่เมืองพัทยา อยู่พรรษาหนึ่ง พอออกพรรษาและรับกฐินเรียบร้อยแล้ว ก็มาอยู่ที่วัดญาณฯ ในปลายปี ๒๕๒๗ เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยมาพักที่นี่อยู่ชั่วคราว แต่ตอนนั้นพักอยู่ข้างล่าง ข้างบนยังไม่ได้บุกเบิก ยังเป็นป่าเป็นเขาอยู่

อาตมามาวัดญาณฯ ปลายปี ๒๕๒๗ ก็พักอยู่ข้างล่างก่อนประมาณ๒ ปีกว่า พอปี ๒๕๓๐ เดือนมีนาฯ ก็ขึ้นมาอยู่บนนี้ ก็อยู่มาจนถึงทุกวันนี้ อยู่มาได้เกือบ ๓๐ ปี ทำกิจกรรมร่วมกับพระที่อยู่ข้างล่าง บิณฑบาตก็ร่วมกัน ฉันอาหารก็ฉันที่ศาลาเดียวกัน เพียงแต่เวลาอยู่ก็แยกกันอยู่ ถ้าต้องการความสงบก็ขึ้นมาอยู่บนเขา ถ้ายังไม่ถนัดยังไม่พร้อมที่จะอยู่บนเขาก็อยู่ข้างล่างไปก่อน

อาตมาอยู่ที่นี่ก็อยู่ไปตามอัธยาศัย เคยปฏิบัติอย่างไรตอนที่อยู่กับครูบาอาจารย์ ก็ปฏิบัติของเราไป ไม่ได้ไปสอนใคร แต่ถ้าใครสนใจอยากจะสนทนาธรรมด้วย ก็สนทนากันไป ทำหน้าที่ของเรา เช้าก็เดินลงไปบิณฑบาต ฉันเสร็จก็กลับมาที่พัก แล้วก็ไม่ยุ่งกับใคร อยู่ตามลำพัง ใครสนใจจะมาฟังเทศน์ฟังธรรมก็มา ก็พูดไปตามความรู้ความสามารถเท่าที่จะพูดที่จะสอนได้ไม่ได้หวังอะไร ไม่ได้คิดอะไร ก็อยู่ไปอย่างนี้ จนหมดเวลาของเราเท่านั้นเอง ถ้าทำแล้วสบายใจ ไม่วุ่นวายใจ ไม่ทำลายความสงบ ก็ทำไป ถ้ารบกวนความสงบ ก็อาจจะต้องหาที่อยู่ใหม่ ขยับขยายไป เพราะงานหลักคือดูแลจิตใจ รักษาจิตใจให้สงบ ไม่ให้ฟุ้งซ่าน ไม่ให้วุ่นวายกับเรื่องราวต่างๆ ถ้ามีเรื่องมาบีบมากจนรู้สึกว่าอยู่ไม่ได้ก็ต้องไป ถ้าไม่มีอะไรมาบีบก็อยู่ต่อไปแต่ก็ยังไม่รู้จะไปทางไหน เพราะไม่ได้ไปที่ไหนเลย ไม่ได้สมาคมกับใครที่ไหน


ประวัติวัดญาณสังวราราม
สมเด็จพระสังฆราชอยากจะให้เป็นวัดกรรมฐาน ให้เป็นวัดที่มีการปฏิบัติ นั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรม ปฏิบัติธุดงควัตรกัน แต่ก็อยากจะให้เป็นวัดที่สวยงาม จึงสร้างให้สวยงาม ก็เลยกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวไป มีคนมาเที่ยวชมตลอดเวลา แล้วก็อยากจะให้เป็นเหมือนวัดบวรฯ อยากให้มีขนบธรรมเนียมประเพณีของวัดบวรฯ ด้วย ก็เลยปนกันไปปนกันมา เป็นทั้งลูกทุ่ง เป็นทั้งลูกกรุง

วัดญาณสังวราราม เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร สังกัดธรรมยุติกนิกาย ตั้งอยู่ที่ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี มีสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) เป็นองค์ประธานจัดสร้างวัด

เมื่อปี ๒๕๑๙ นายแพทย์ขจร และคุณหญิงนิธิวดี อันตระการ พร้อมด้วยบุตรธิดา ได้ถวายที่ดินแด่สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ที่ตำบลห้วยใหญ่ อำเภทบางละมุง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ประมาณ ๓๐๐ ไร่เศษ

ต่อมาคณะผู้ริเริ่มสร้างวัดได้ร่วมกันจัดซื้อที่ดินที่ติดต่อเขตวัดถวายเพิ่มเติมอีกประมาณ ๖๐ ไร่เศษ รวมเป็นที่ดินทั้งหมด ๓๖๖ ไร่ ๒ งาน ๑๑ ตารางวา เพื่อขอให้สร้างวัด และขอใช้ชื่อว่า "วัดญาณสังวราราม"

การสร้างวัดได้ดำเนินการมาโดยลำดับ วัดญาณสังวราราม ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ตามพระราชกฤษฎีกา ลงวันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๒๕ (ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๙๙ ตอนที่ ๔๓) ในปัจจุบันวัดญาณสังวราราม มีเนื้อที่รวมทั้งหมด ๓๖๖ ไร่ ๒ งาน ๑๑ ตารางวา ไม่รวมถึงพื้นที่โครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ประมาณ ๒,๕๐๐ ไร่ โดยมีสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก รักษาการเจ้าอาวาส

การสร้างวัดญาณสังวราราม มีจุดมุ่งหมายให้เป็นสำนักปฏิบัติ คือเน้นทางด้านสมถะและวิปัสสนา และเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่บรรพชิตและคฤหัสถ์ในทางการศึกษาอบรมพระธรรมวินัย รวมทั้งเพื่อให้เป็นที่ยังประโยชน์ในการบำเพ็ญอเนกกุศลต่างๆ ด้วย


สิ่งก่อสร้างภายในวัดญาณฯ
วัดญาณฯ นี้สร้างอะไรแต่ละอย่างก็มีเจตนาถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งนั้น อย่างเช่น

          พระอุโบสถของวัด ก็สร้างถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ สร้างเป็นทรงจีน เอาแบบมาจากวัดบวรฯ
          พระประธานในพระอุโบสถ พระนามว่า “สมเด็จพระพุทธญาณนเรศวร์” ก็สร้างถวายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
          พระเจดีย์ ก็สร้างถวายพระเจ้าแผ่นดินทั้ง ๙ พระองค์ในพระราชวงศ์จักรี
          พระมณฑปที่อยู่บนยอดเขา ก็สร้างถวายในหลวงและพระราชินี
          ศาลาสวดมนต์ ก็สร้างถวายสมเด็จพระเทพฯ และพระบรมฯ
          ศาลาฉันอาหาร ก็สร้างถวายพระพี่นางฯ และสมเด็จย่าฯ

วัดนี้สร้างเพื่อเทิดทูนพระมหากษัตริย์ทุกๆ พระองค์ที่ปกป้องรักษาเอกราชให้ประเทศไทยได้อยู่มาจนถึงทุกวันนี้


ประวัติที่พักภาวนาบนเขาชีโอน
พระที่วัดนี้เป็นเหมือนลูกกำพร้า สมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงสร้างวัดนี้ขึ้นมา แต่ไม่ได้ควบคุมดูแลพระเณรเอง ทรงฝากให้พระองค์นั้นดูแลบ้าง พระองค์นี้ดูแลบ้าง ตอนหลังนี้ก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ดูแลกันเอง

ตอนนั้นที่วัดญาณฯ ยังไม่มีพระหัวหน้าอยู่ประจำ สมเด็จฯ อยากจะให้เป็นวัดป่าเป็นวัดกรรมฐาน เจ้าคุณที่วัดบวรฯ ก็ไม่ถนัดเรื่องกรรมฐานกันก็เลยไม่ได้มาอยู่ สมเด็จฯ จึงต้องไปขอพระจากครูบาอาจารย์ทางภาคอีสานให้มาอยู่ ท่านเคยนิมนต์หลวงปู่เจี๊ยะมาอยู่สักพรรษาหรือสองพรรษา แล้วหลวงปู่เจี๊ยะก็ไป หลังจากนั้นก็นิมนต์องค์นั้นองค์นี้มาสลับกันไป จนปี พ.ศ.๒๕๒๖ ได้นิมนต์พระอาจารย์หวัน จุลปัณฑิโต ลูกศิษย์หลวงปู่ขาว อนาลโย จากวัดถ้ำกลองเพลให้มาอยู่ ท่านก็อยู่เป็นหัวหน้าสงฆ์ที่วัดญาณฯ นี้หลายพรรษา

ช่วงที่ท่านมาอยู่เห็นว่าที่บนเขาเป็นที่สงบสงัดวิเวกดี ก็เลยปรารถนาขึ้นมาทำสถานที่ปฏิบัติ ก็เลยขออนุญาตสมเด็จฯ ขึ้นมาพัฒนา พอดีมีญาติโยมรื้อบ้านแล้วเอาไม้มาถวายวัด ท่านก็เลยชวนญาติโยมแบกไม้ขึ้นมาสร้างศาลาและกุฏิ สมัยนั้นไม่มีถนนขึ้นมา เป็นทางเดินป่า ก็ต้องแบกไม้ขึ้นมาอย่างลำบากลำบนเพื่อมาสร้างกุฏิและศาลาหลังนี้

พอสร้างเสร็จได้ไม่กี่เดือน สมเด็จพระสังฆราชฯ ก็รับเสด็จในหลวงบนศาลาหลังนี้ ทรงสนทนาธรรมกัน พวกคุณหญิงคุณนายที่ติดตามมา ก็เห็นว่าศาลาหลังนี้ไม่เหมาะไม่สมพระเกียรติเลย ก็เลยอยากจะรื้อแล้วสร้างใหม่ พอพวกชาวบ้านที่ช่วยสร้างรู้เข้าก็ขู่ว่า ถ้ารื้อก็จะไม่ใส่บาตรพระ พอสมเด็จฯ ทราบก็เลยห้ามไม่ให้รื้อ ก็เลยเก็บรักษามาจนถึงปัจจุบันนี้

ศาลาหลังนี้มีทั้งในหลวง มีสมเด็จพระสังฆราช มีหลวงตา ได้มาใช้แล้ว เป็นศาลาที่มีความเป็นมงคลอยู่มาก มีบุคคลสำคัญทั้งทางโลกและทางธรรมได้มาเยี่ยมเยียนก็เลยรักษามา มีคนมาขอสร้างให้ใหม่หลายคน แต่สร้างใหม่ไม่ได้ เดี๋ยวพระไม่มีข้าวกิน ตอนหลังชาวบ้านก็บอกไม่เป็นไร จะรื้อก็รื้อได้เขาไม่ว่าอะไรแล้ว แต่ตอนนั้นมันเสียความรู้สึก เพราะอุตส่าห์แบกไม้กันขึ้นมาอย่างลำบากลำบน สร้างได้เพียงไม่กี่เดือนก็จะไปรื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่

นี่ก็เป็นเรื่องของศาลาหลังนี้ พอมีใครไปยึดติดแล้วก็จะเป็นปัญหาขึ้นมาทันที แต่ถ้าไม่ยึดติด ก็ไม่เป็น ใครจะรื้อก็รื้อไป สร้างใหม่ก็ดี ถ้าพูดตามความจริงจะสร้างให้อย่างถาวรเลยก็น่าจะดีกว่า ถ้าเป็นวัดอื่นก็คงจะดีใจกันมารื้อกระต๊อบแล้วสร้างเป็นตึกให้ใหม่ แต่ที่นี่ชาวบ้านเขายึดติดที่ต้องลำบากลำบนขนไม้ขึ้นมาสร้างกัน ตอนนั้นยังไม่มีอะไรเลยเป็นป่าล้วนๆ

คืนแรกพระอาจารย์หวันมาปักกลดอยู่คนเดียวก่อน มาเปิดทางก่อน ท่านก็เล่าว่าพอนั่งสมาธิ ก็มีชายร่างใหญ่ๆ ดำๆ โผล่มา ถือไม้กระบองจะไล่ท่านไป ท่านก็บอกว่าท่านไม่ได้มาขับไล่ไสส่งใคร ไม่ได้มามีเรื่องมีราวกับใคร มาบำเพ็ญสมณธรรมหาความสงบตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เขาก็เดินหนีไป พอคืนที่สองก็มาอีก ทีนี้เขามาแบบมีไมตรีจิตบอกท่านว่าถ้ามาอยู่แบบนี้ก็มาได้ แล้วเขาก็กลับไป พระเณรจึงได้ขึ้นมาอยู่กัน

ข้างบนเขานี้เป็นที่ปลีกวิเวก ไม่ทำกิจร่วมกัน ไม่ได้ไหว้พระสวดมนต์ร่วมกัน ให้ถือการภาวนาเป็นการบูชา เป็นปฏิบัติบูชา เป็นการทำวัตร แต่ก็แปลกนะ มีบางคนมาอยู่แล้วอยู่ไม่ได้ มาอยู่แล้วบอกเจออะไรไม่ทราบมาอยู่คืนหนึ่งแล้วเปิดเลยก็มี

เมื่อวันปีใหม่ก็มีฆราวาสมาขออยู่ อยู่ได้คืนหนึ่งก็เจอเหมือนกัน มาปรึกษาว่าจะทำอย่างไร เลยบอกว่า แผ่เมตตาให้เขาไป ขออนุญาตเขา เขาเป็นเจ้าที่เจ้าทาง ไม่ทำอะไรหรอก ก็จะลองอยู่อีกคืนหนึ่ง แต่พอตกเย็นก็ไม่กล้าอยู่ กลับไปก่อน ถ้าขึ้นมาแล้วตั้งใจปฏิบัติ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ถ้ามาแล้วจิตใจไม่สงบ คิดมาก อาจจะเป็นอุปาทานก็ได้

แต่กับเราไม่เห็นมีอะไร เหมือนคนหูหนวกตาบอด มาอยู่เกือบ ๓๐ ปีแล้วไม่เคยเห็นอะไร ไม่เคยมีใครมาขับมาไล่เลย อาจจะเป็นเพราะไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้ก่อสร้างอะไรที่ไม่จำเป็นเลย

16  สุขใจในธรรม / ประวัติพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ในยุคปัจจุบัน / Re: ประวัติพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล วัดดอนธาตุ จ.อุบลราชธานี เมื่อ: 15 ตุลาคม 2560 13:05:45

พระครูกมลภาวนากร เจ้าอาวาสวัดภูหล่น

• ศิษย์เอก
ศิษย์เอกของพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล คือ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตฺโต เมื่อกล่าวถึงองค์ใดองค์หนึ่งจะขาดเสียอีกองค์ใดองค์หนึ่งไปมิได้

ท่านหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน กล่าวไว้ในหนังสือประวัติท่านอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ว่า

พระอาจารย์และศิษย์ทั้งสององค์นี้รักและเคารพกันมาก ไปที่ไหนท่านชอบไปด้วยกันทั้งในพรรษาและนอกพรรษา จนหลายๆ ปีต่อมากระทั่งลุล่วงถึงมัชฌิมวัย จึงแยกห่างกันอยู่ ช่วงเวลาพักจำพรรษา แต่ก็ไม่ห่างไกลกันมากนัก พักอยู่พอไปมาหากันได้สะดวก มีน้อยครั้งที่จำพรรษาอยู่ร่วมกันในวัยกลาง ระยะนี้อาจเกี่ยวกับบรรดาลูกศิษย์ลูกหาซึ่งต่างก็มีมากและเพิ่มขึ้นมากด้วยกัน ถ้าจำพรรษาอยู่ร่วมกัน ถ้ารวมศิษย์พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และ ศิษย์พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต จะเป็นการยากลำบากในการจัดที่พักอาศัย จึงต้องแยกกันอยู่จำพรรษา เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระในการจัดที่พักอาศัยไปได้บ้าง กอปรกับพระอาจารย์เสาร์และท่านพระอาจารย์มั่นขณะที่แยกกันอยู่จำพรรษาหรือนอกพรรษาก็ตาม จะรู้สึกคิดถึงกันมากและเป็นห่วงกันมาก เวลามีพระที่เป็นลูกศิษย์ของแต่ละฝ่ายมากราบนมัสการ ต่างจะต้องถามถึงความสุขทุกข์ของกันและกันก่อนเรื่องอื่นๆ จากนั้นก็ฝากบอกข่าวคราวและความเคารพคิดถึงไปกับพระลูกศิษย์ที่มากราบเยี่ยมตามสมควรแก่ “อาวุโสภันเต” ในทุกๆ ครั้งไป

พระอาจารย์ทั้งสององค์ท่านมีความเคารพคุณธรรมของกันและกันมาก ไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือห่างไกลกัน เวลาท่านพระอาจารย์ทั้งสอง องค์ใดองค์หนึ่งพูดปรารภถึงกันและกันให้บรรดาลูกศิษย์ฟังนั้น จะมีแต่คำที่เต็มไปด้วยความเคารพยกย่องสรรเสริญ โดยสุดหัวจิต หมดหัวใจ ความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์และศิษย์สายนี้ นับวันยิ่งผูกพันแน่นแฟ้นเป็นที่น่าเคารพยิ่ง เป็นแบบอย่างให้ศิษยานุศิษย์ได้ยึดถือสืบทอดปฏิบัติกันต่อๆ มา

ความผูกพันอันล้ำลึกนี้ สุดที่จะพรรณนาให้หมดสิ้นได้ มีบันทึกเกร็ดประวัติที่หาได้ยากยิ่งกล่าวถึงความสัมพันธ์แต่ครั้งดั้งเดิมของท่านทั้งสองไว้ในหนังสือภูหล่น ที่รวบรวมบันทึกไว้โดย พระครูกมลภาวนากร (สีทน กมโล) วัดภูหล่น อ.ศรีเมืองใหม่ จ.อุบลราชธานี ดังนี้


• พระบูรพาจารย์ทั้งสองท่าน
หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต (ประวัติก่อนที่ท่านจะอุปสมบท)

ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อท่านอายุได้ ๑๕ ปี ตรงกับปีระกา พ.ศ.๒๔๒๘ ที่โบสถ์วัดบ้านคำบง โดยมีญาท่านโคตร บ้านตุงลุงกลางเป็นบรรพชาจารย์ (บ้านตุงลุงกลาง ตั้งอยู่ห่างจากบ้านคำบงประมาณ ๓ กิโลเมตร) ท่านได้ลาสิกขาตามคำร้องขอของบิดาเพื่อออกไปช่วยงานทางบ้าน เมื่อท่านอายุได้ ๑๗ ปี

• พระอาจารย์เสาร์ธุดงค์ถึงกุดเม็ก
ประมาณปี พ.ศ.๒๔๓๔-๒๔๓๕ พระอาจารย์เสาร์ได้เดินธุดงค์มาพักที่กุดเม็ก* ซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านคำบง (ระยะทางราว ๒ กิโลเมตร) ที่นี่เป็นป่าร่มรื่นติดกับลำห้วยยางที่ไหลลงมาจากภูหล่น มีน้ำตลอดทั้งปี แม้จนปัจจุบันนี้ชาวบ้านคำบงและหมู่บ้านใกล้เคียง ยังได้อาศัยดื่มกินเมื่อยามขาดแคลนในหน้าแล้ง กุดเม็กนี้เป็นป่าร่มรื่นดีอยู่ในปัจจุบัน เพราะชาวบ้านคำบงได้เห็นความสำคัญของสถานที่ธุดงค์พระบูรพาจารย์ เมื่อครั้งสมัยที่พระอาจารย์เสาร์ท่านได้มาพักบำเพ็ญเพียรอยู่นั้น กุดเม็กยังเป็นป่าที่รกชัฏไปตลอดแนวของลำห้วยยาง ผู้เฒ่าที่เล่าประวัติได้เล่าให้ฟังว่า พอถึงตอนกลางคืนนั้นแสนเปลี่ยวยิ่งนัก ยากที่จะมีใครกล้าออกไปหาท่านพระอาจารย์เสาร์คนเดียว
* กุด คือลำน้ำที่ปลายขาดห้วง (ปลายกุด)
* เม็ก คือต้นสะเม็ก


• หลวงปู่ทั้งสองพบกันครั้งแรก
หลวงปู่มั่น (ตอนท่านเป็นฆราวาสอยู่) ไปพบกับพระอาจารย์เสาร์ครั้งแรกที่กุดเม็กและได้มอบตัวเป็นศิษย์ พระอาจารย์เสาร์ได้ขอเอาหลวงปู่มั่นไปบวชจากโยมพ่อ โยมแม่ของท่านในสถานที่กุดเม็กนี้เอง  ผู้เล่าประวัติเล่าว่า หลวงปู่มั่นเทียวเข้าเทียวออกประจำ บางคืนก็ไม่กลับเข้าไปนอนที่บ้าน อยู่ฝึกสมาธิและเพื่ออุปัฏฐากท่านอาจารย์เสาร์ คำพื้นบ้านจากผู้เล่าประวัติ “เผิ่นนั่นแหล่ว เทียวเข้าเทียวออกดู๋กว่าหมู่ ล้างบาตร เช็ดบาตร ต้มน้ำฮ้อน น้ำอุ่น รับเคนของเผิ่นประจำ ลางเทื่อกะอยู่จนเหมิดมื้อเหมิดคืนกับอาจารย์เผิ่น ฮอดบ่เข้าเมือนอนเฮือน เผิ่นว่าอยู่หัดกรรมฐานกับหลวงปู่เสาร์นั่นแหล่ว ผู้ซวนเอาเผิ่นไปบวชนำ เผิ่นว่าโตไปบวชกับเฮาน้อ”  และอีกตอนหนึ่งเล่าว่า ท่านอาจารย์ใหญ่ที่อยู่เมืองอุบลฯ สั่งลงมาว่า ให้นำเอาผู้ที่ชื่อมั่นขึ้นไปบวช ท่านจึงได้ขึ้นไปบวชพร้อมกับคณะญาติพี่น้องของท่าน (พระครูกมลภาวนากรถามว่า อาจารย์ใหญ่ท่านนั้นจะใช่พระอาจารย์เสาร์หรือไม่ ตอบมาว่า “หั่งสิแม่นตั๊ว ของเป็นอาจารย์ของเผิ่น เผิ่นถือเป็นอาจารย์ เผิ่นยังสั่งมาอีกว่า ให้นำผู้ลำหม่วนๆ นั่นเด้อ ขึ้นมาบวช” และในคืนก่อนที่จะอุปสมบทของท่าน ด้วยสาเหตุที่หมอลำฝ่ายชายไม่มา อีกทั้งทนการรบเร้าจากผู้เฒ่า ผู้แก่ ญาติ และเพื่อนไม่ได้ ท่านจึงได้ขึ้นไปลำแทน เล่ากันว่า ท่านลำเดินนิทานพื้นเมืองอีสานได้ไพเราะและจับใจผู้ฟังมากถึงกับมีผู้เฒ่าผู้แก่นั่งฟังน้ำตาซึมคลอเบ้าไปด้วย

ผู้เล่าประวัติเล่าว่า ท่านถูกพระอุปัชฌาย์ดุเอา จนจะไม่ยอมทำการอุปสมบทให้ และยังดุพวกญาติโยมที่ยุให้ท่านขึ้นไปลำด้วย จนพระอาจารย์ของท่านต้องได้เข้าไปขอขมาโทษแทน พระอุปัชฌาย์จึงได้ยอมทำการอุปสมบทให้

คำที่เล่าว่า “พระอาจารย์ของท่านได้เข้าไปขอขมาโทษแทน” กับ “ท่านอาจารย์ใหญ่ที่อยู่เมืองอุบลสั่งลงมาให้นำเอาผู้ที่ชื่อมั่นขึ้นไปบวช” และ “ให้นำเอาผู้ที่ลำเก่งๆ นั่นแหละขึ้นมาบวช” จะเป็นท่านพระอาจารย์เสาหรือไม่ พระครูกมลภาวนากร เล่าว่า เกรงว่าจะเป็นการล่วงเกินพระบูรพาจารย์ เพราะผู้เล่าประวัติก็ไม่ได้ยืนยันชัดเจน เล่าเพียงว่าเป็นพระอาจารย์ของท่านเท่านั้น จึงขอผ่านข้อความบางตอนไป และขอให้ท่านผู้รู้พิจารณาในถ้อยคำบอกเล่าที่ได้เขียนมาแล้วนั้นอีกครั้งหนึ่ง เพราะเป็นภาษาพื้นๆ ซื่อๆ ของผู้เล่าประวัติที่จำเหตุการณ์ได้ในสมัยนั้น ซึ่งแต่ละท่านล้วนสูงด้วยวัยวุฒิ คือ ๙๐ ถึง ๑๐๐ ปีเศษก็มี


• พ.ศ.๒๔๓๖ ปฏิบัติธรรมที่ภูหล่น
ตอนนั้นปี พ.ศ.๒๔๓๖ หลังจากพระอาจารย์เสาร์บวชได้ ๑๔ พรรษา ก็ได้นำศิษย์เอกจากบ้านคำบงผู้มีชื่อว่า มั่น แก่นแก้ว เข้ารับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ในคณะธรรมยุติกา ณ วัดศรีทอง (วัดศรีอุบลรัตนาราม) อำเภอเมืองอุบลราชธานี โดยมีพระอริยกวี (อ่อน) เป็นพระอุปัชฌาย์  พระครูสีทา ชยเสโน เป็นพระกรรมวาจาจารย์  พระครูประจักษ์อุบลคุณ (สุ่ย) เป็นพระอนุศาสนาจารย์ เมื่อวันที่๑๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๓๖   พระอุปัชฌาย์ ให้ฉายานามว่า “ภูริทตฺโต” หลังจากอุปสมบทแล้วพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ได้กลับมาพำนักฝึกอบรมอยู่ในสำนักวิปัสสนาวัดเลียบของพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ซึ่งต่อมาศิษย์ท่านนี้เป็นศิษย์เอกที่มีชื่อเสียง เป็นเพชรน้ำเอกที่ไม่มีความด่างพร้อยเลย มีประวัติงดงามยิ่ง เป็นอาจารย์ทางวิปัสสนาชั้นเยี่ยมที่มีศิษยานุศิษย์มากมาย มีคนเคารพนับถือมาก ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ในภาคต่างๆ เกือบทั่วประเทศไทยจวบจนทุกวันนี้

ในช่วงเวลานั้น พระอาจารย์มั่นที่พึ่งบวชใหม่เข้าปฏิบัติใหม่ ได้เกิดความฟุ้งซ่านจิตไม่สงบชวนลาสิกขา เหมือนกับพระหนุ่มๆ ทั้งหลาย จิตใจยังไม่กล้าแข็ง แฝงอยู่ในโลกีย์ ท่านได้เข้าไปกราบลาพระอาจารย์เสาร์ เพื่อกลับมาเยี่ยมโยมมารดาของท่านที่บ้านเกิด แต่ด้วยบุญญาบารมีที่ท่านได้สั่งสมมาแต่อดีตชาติ จนทำให้พระอาจารย์มั่นเป็นพุทธสาวกผู้ทำหน้าที่เผยแพร่สัจธรรมแทนพระพุทธองค์อย่างกว้างขวางในยุคปัจจุบัน กอปรกับอาจจะเพราะพระอาจารย์เสาร์ ท่านกำหนดรู้ดวงจิตบุญบารมีของท่านพระอาจารย์มั่น คงเล็งเห็นแล้วว่า หากอนุญาตให้กลับไปโดยลำพังนั้นอาจเกิดผลร้ายอย่างมหันต์ต่อสถานภาพความเป็นสงฆ์ของศิษย์รัก ท่านจึงตัดสินใจออกเดินธุดงค์พาพระอาจารย์มั่นกลับสู่มาตุภูมิด้วยกัน

เมื่อพระอาจารย์มั่นกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดเมืองนอน พักอยู่บ้านคำบงได้ระยะเวลาหนึ่ง พระอาจารย์เสาร์เล็งเห็นว่า เพื่อนฝูงญาติพี่น้องชาวบ้านที่ทราบข่าวพากันมากราบเยี่ยมเยียนทักทายโอภาปราศรัยด้วย ยิ่งจะทำให้ศิษย์ท่านฟุ้งซ่านหนัก แล้วท่านจึงหาอุบายให้ญาติโยมช่วยนำทางไปยังที่สัปปายะบ้านภูหล่น ตามที่มีผู้เล่าประวัติระบุอยู่ในช่วงราวปี พ.ศ.๒๔๔๐ ชาวบ้านคำบงได้ติดตามมาส่งท่านทั้งสองจนถึงเขตหมู่บ้านภูหล่น  ท่านได้มาสำรวจดูภูเขาหลายลูกในเขตภูหล่น จนในที่สุดได้กำหนดเอาสถานที่บนหลังภูหล่นเป็นที่พักเพื่อบำเพ็ญเพียร ท่านเล่าว่า ภูหล่นเป็นภูเขาที่ไม่สูงนัก ขึ้นลงก็พอดี ไม่ถึงกับลำบาก ที่โคจรบิณฑบาตก็อยู่ไม่ไกล อีกทั้งบริเวณหลังภูหล่นนั้นอากาศดี เหมาะแก่การทำความเพียร อบรมสมาธิภาวนา


• เกิดปีติ
มีผู้เล่าประวัติเล่าว่า หลวงปู่มั่นท่านชอบอากาศบริเวณหลังเขา ท่านนั่งสมาธิได้รับความสงบติดต่อกันทั้งกลางวันและกลางคืน จนได้เกิดนิมิตและอุคคหนิมิตหลายสิ่งหลายอย่าง ทำให้เกิดปิติดื่มด่ำเปี่ยมล้นท้นจิตใจ อย่างที่ไม่เคยประสบความสุขสงบอันลึกล้ำเช่นครั้งนี้จากที่ไหนมาก่อน จิตใจค่อยถ่ายถอนจากความฟุ้งซ่าน  ผู้เล่าประวัติเล่าว่า ท่านได้เข้าไปเรียนเรื่องนี้ให้กับพระอาจารย์เสาร์ทราบถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติ ที่ได้รับความรู้แปลกๆ ใหม่ๆ เกิดขึ้น ท่านพระอาจารย์เสาร์กล่าวว่า “ดีแล้วท่านมั่น ท่านมาบำเพ็ญ อบรมสมาธิบนสถานที่แห่งนี้เพียงเวลาไม่นาน ท่านก็ได้กำลังจิตกำลังใจที่ตั้งมั่นเป็นสมาธิ และได้รับผลคือเกิดปีติ ความเย็นอกเย็นใจในสถานที่แห่งนี้ จงให้ท่านพยายามรักษาความบริสุทธิ์ และกำลังสมาธิที่เกิดขึ้นนั้นอย่าให้เสื่อม เรื่องต่างๆ เกี่ยวกับญาติโยมผมจะรับหน้าที่แทน”



• ภูหล่นสมัยที่ท่านอยู่
เล่าต่อมาว่า ภูหล่นสมัยนั้นมีสัตว์ชุกชุมมาก ตอนรุ่งเช้าเสียงนกร้องแข่งกับเสียงไก่ป่าขันกันเซ็งแซ่ พอตกตอนกลางคืน บางคืนเดือนมืดครึ้มฟ้าครึ้มฝนได้ยินเสียงสัตว์ป่านานาชนิดและเสียงเสือร้องคำราม บางคืนเงียบสงัดน่ากลัวมากต้องเข้าที่ภาวนาทั้งคืนไม่ได้หลับนอนเลย

หลวงปู่ผู้เล่าประวัติเล่าว่า “ตอนกลางคืนหมีมันไล่กัดกันขึ้นมาที่บนหลังภูหล่น กัดกันเอาเป็นเอาตายไม่ยอมไปที่อื่น และคืนหนึ่งเสือมันขึ้นมาหมอบอยู่ข้างๆ ต้นกระบก หัวทางเดินจงกรมของท่านอาจารย์ใหญ่ (หมายถึงท่านพระอาจารย์เสาร์) แต่ตอนกลางคืนที่มันมาไม่เห็นมันนะ พอตอนเช้าแล้วจึงได้เห็นรอยของมันหมอบซุ่มอยู่ใกล้ๆ ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้เล่าเรื่องนี้ให้โยมชาวบ้านที่ขึ้นมาในตอนเช้าฟัง และให้ชาวบ้านขึ้นมาช่วยขนหินขนดินก่อเป็นถ้ำมีประตูเข้าออกปิดเปิดได้ (เอาดินโคลนผสมกับเศษหินเล็กๆ และฟางข้าวฉาบทา) ทำอยู่หลายวันจึงแล้วเสร็จ” (พระครูกมลภาวนากร เรียนถามว่า หลวงปู่ทั้งสองท่านได้ทำด้วยหรือถ้ำนี้) ตอบว่า “ก็ท่านนั่นแหละ เป็นผู้บอกแนะวิธีทำ ยกหินเฝือดิน (ฉาบดินโคลน) ทำช่วยกันทั้งพระทั้งโยมนั่นแหละ ทำเสร็จยังไม่นาน ดินโคลนที่ฉาบทาผนังบางแห่งยังไม่แห้งสนิทดีด้วยซ้ำ เสือมันขึ้นมาตอนกลางคืน คืนนั้นครึ้มฟ้าครึ้มฝนและลมด้วย มันมาเดินเลาะรอบๆ ถ้ำ” (พระครูกมลภาวนากร ได้เรียนถามว่า มีผู้อยู่ในถ้ำนั้นไหม) ท่านเล่าว่า “ก็ท่านอาจารย์ใหญ่ท่านอยู่ข้างใน มันเดินวนเวียนไปมาเหมือนจะหาทางเข้า และมันได้เอาเท้าตะปบที่ข้างประตูทางด้านซ้าย” (ซึ่งยังปรากฏให้เห็นเป็นรอยติดอยู่ที่ข้างประตูถ้ำมาจนถึงทุกวันนี้)

“ภูเขาในบริเวณแถวๆ นี้หลายลูก ท่านหลวงปู่มั่นท่านเทียวขึ้นไปบำเพ็ญสมาธิภาวนาเกือบทุกลูก ท่านเป็นคนกล้ามาก และท่านเล่าว่า ถ้าได้ไปอยู่ที่เปลี่ยวๆ รู้สึกได้กำลังจิตดีมากในการทำสมาธิ”

ท่านผู้เล่าประวัติเกี่ยวกับสถานที่ภูหล่น ตลอดถึงความสัมพันธ์ของท่านพระอาจารย์เสาร์และหลวงปู่มั่นตอนนี้คือ หลวงปู่โทน กนฺตสีโล  ท่านอายุได้ ๙๓ ปี ท่านขึ้นมาที่ภูหล่นเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๒ ท่านขึ้นมาทำวัตร ณ สถานที่ของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ซึ่งท่านได้เคยมาปฏิบัติธรรมอยู่กับท่าน และหลังจากท่านกลับลงไปจากภูหล่นประมาณ ๕-๖ เดือน ก็เกิดอาพาธ และได้มรณภาพลง ก่อนที่จะออกพรรษาเพียง ๑๐ วัน ที่วัดบูรพา บ้านสะพือ


พระอาจารย์มั่น  ภูริทตฺโต
นามเดิม  มั่น แก่นแก้ว
บิดา  นายคำด้วง  แก่นแก้ว (เพียแก่นท้าวเป็นปู่)
มารดา  นางจันทร์
เกิด วันพฤหัสบดี เดือนยี่ ปีมะแม ๒๐ มกราคม พ.ศ.๒๔๑๓ ณ บ้านคำบง อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี
การบรรพชาและอุปสมบท  ได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดบ้านคำบง เมื่ออายุได้ ๑๕ ปี และได้อุปสมบทเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา ณ วัดสีทอง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีพระอริยกวี (อ่อน) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสีทา ชยเสโน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูประจักษ์ อุบลคุณ (สุ่ย) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๓๕ นามมคธที่พระอุปัชฌาย์ตั้งให้ ชื่อ ภูริทตฺโต เมื่ออายุ ๒๒ ปี ได้เข้าศึกษาในสำนักท่านอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ณ วัดเลียบ เมืองอุบล จังหวัดอุบลราชธานี

การจาริกเพื่อศึกษาธรรมปฏิบัติ เมื่อท่านอุปสมบทแล้วก็ได้บำเพ็ญสมณธรรมกับพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล เป็นเวลาหลายปี พระอาจารย์เสาร์ฯ ได้พาท่านไปเที่ยวศึกษาธรรมปฏิบัติในสถานที่ต่างๆ และไปทางฝั่งซ้ายเมืองหลวงพระบางและที่อื่น ๆ ซึ่งท่านเล่าว่าเคยพากันป่วยแทบกลับมาไม่รอด เพราะป่วยทั้งตัวท่านเองและพระอาจารย์เสาร์ด้วย ท่านเลยมาระลึกถึงธรรมปฏิบัติโดยไปในที่สงัดแห่งหนึ่งพิจารณาความตาย จิตเลยลงสู่ภวังค์ขจัดโรคาพาธไปได้ขณะนั้น

ภายหลังท่านได้ออกไปโดยเฉพาะ แสวงหาความวิเวกตามสถานที่ต่างๆ อาศัยพุทธพจน์เป็นหลักเร่งกระทำความเพียรบำเพ็ญสมณธรรมโดยมิได้คิดเห็นแก่อันตรายใดๆ ที่จะเกิดขึ้นในชีวิต ท่านได้อยู่บำเพ็ญสมณธรรมไปจนได้ความรู้ความฉลาดในทางดำเนิน แล้วท่านก็มาระลึกถึงหมู่คณะที่เป็นสหธรรมิกภาคอีสานที่พอจะช่วยแนะการปฏิบัติได้

ท่านจึงได้เดินจากภาคกลางไปทางอุบลราชธานี เที่ยวจาริกไปในสถานที่ต่างๆ อันเป็นสถานที่พอจะพาคณะเจริญสมณธรรมได้ ภายหลังครั้นเมื่อพระภิกษุสามเณรได้ยินว่าท่านมาทางนี้ ก็ได้เข้ามาศึกษาธรรมปฏิบัติ แต่ครั้งแรกมีน้อย ที่เป็นพระภิกษุสามเณรถือนิกายอื่นแต่ได้เข้ามาปฏิบัติก็มีอยู่บ้าง โดยที่ท่านมิได้เรียกร้องหรือชักชวนแต่ประการใด ต่างก็น้อมตัวเข้ามาศึกษาปฏิบัติ เมื่อได้รับโอวาทและอบรมก็เกิดความรู้ความฉลาดเลื่อมใสเกิดขึ้นในจิตใจ บางท่านก็ยอมเปลี่ยนจากนิกายเดิมกลับเข้ามาเป็นนิกายเดียวกับท่าน บางท่านก็มิได้เปลี่ยนนิกาย ท่านเองมิได้บังคับแต่ประการใด และเป็นจำนวนมากที่ยอมเปลี่ยนจากนิกายเดิม

ท่านพระเถระทั้งหลายนี้แหละเมื่ออบรมได้รับความเลื่อมใสในธรรมแล้ว ก็นำไปเล่าสู่กันฟังโดยลำดับ อาศัยเหตุนี้จึงทำให้ผู้ต้องการพ้นจากกองทุกข์ ซึ่งอุปนิสัยวาสนาได้อบรมเป็นทุนดังที่ว่ามาแล้วแต่หนหลังก็ได้พยายามออกติดตามขอปฏิบัติด้วยเป็นจำนวนมากขึ้นเป็นลำดับ

ด้วยความที่ท่านหวังเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก เหตุนั้นท่านจึงไม่อยู่เป็นที่เป็นทางหลักแหล่งเฉพาะแห่งเดียว เที่ยวไปเพื่อประโยชน์แก่ชนในสถานที่นั้นๆ ดังนี้
๑. แต่เดิมพระอาจารย์มั่นได้จำพรรษาอยู่ที่วัดเลียบเป็นเวลานาน ต่อมาจึงได้เข้าไปจำพรรษาที่กรุงเทพฯ และทางเขาพระงามจังหวัดลพบุรี จนถึง พ.ศ.๒๔๕๗
๒. พ.ศ.๒๔๕๙ ท่านได้มาหาสหธรรมิกทางอุบลราชธานี และได้จำพรรษาที่วัดบูรพา
     ขณะนั้น ท่านมีพรรษาได้ ๒๕ พรรษา


๓. พ.ศ.๒๔๕๙   จำพรรษาที่     ภูผากูต บ้านหนองสูง อำเภอคำชะอี จังหวัดนครพนม      
๔. พ.ศ.๒๔๖๐   จำพรรษาที่     บ้านดงปอ ห้วยหลวง อำเภอเพ็ญ    
๕. พ.ศ.๒๔๖๐ จำพรรษาที่     ถ้ำผาบิ้ง จังหวัดเลย    
๖. พ.ศ.๒๔๖๒   จำพรรษาที่     บ้านค้อ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี    
๗. พ.ศ.๒๔๖๓   จำพรรษาที่     อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย    
๘. พ.ศ.๒๔๖๔   จำพรรษาที่     บ้านห้วยทราย อำเภอมุกดาหาร จังหวัดนครพนม    
๙. พ.ศ.๒๔๖๕   จำพรรษาที่     ตำบลหนองลาด อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร    
๑๐. พ.ศ.๒๔๖๖ จำพรรษาที่     วัดมหาชัย อำเภอหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี    
๑๑. พ.ศ.๒๔๖๗   จำพรรษาที่     บ้านค้อ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี    
๑๒. พ.ศ.๒๔๖๘   จำพรรษาที่     อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย    
๑๓. พ.ศ.๒๔๖๙   จำพรรษาที่     บ้านสามผง อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม    
๑๔. พ.ศ.๒๔๗๐   จำพรรษาที่     บ้านหนองขอน อำเภอบุ่ง (ปัจจุบัน อำเภอหัวตะพาน) จังหวัดอุบลราชธานี    
๑๕. พ.ศ.๒๔๗๑   จำพรรษาที่     วัดปทุมวนาราม อำเภอปทุมวัน กรุงเทพฯ    
๑๖. พ.ศ.๒๔๗๒-๒๔๘๒   จำพรรษาที่     จังหวัดเชียงใหม่    
๑๗. พ.ศ.๒๔๘๓-๒๔๘๔   จำพรรษาที่     วัดโนนนิเวศน์ จังหวัดอุดรธานี      
๑๘. พ.ศ.๒๔๘๕ จำพรรษาที่     เสนาสนะป่าบ้านโคก จังหวัดสกลนคร    
๑๙. พ.ศ.๒๔๘๖   จำพรรษาที่     เสนาสนะป่าบ้านนามน จังหวัดสกลนคร    
๒๐. พ.ศ.๒๔๘๗   จำพรรษาที่     เสนาสนะป่าบ้านโคก จังหวัดสกลนคร    
๒๑. พ.ศ.๒๔๘๘-๒๔๙๒   จำพรรษาที่     เสนาสนะป่าบ้านนามน จังหวัดสกลนคร    
๒๐. พ.ศ.๒๔๘๗   จำพรรษาที่     บ้านหนองผือ ตำบลนาใน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร    

มรณภาพ ณ ที่วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๒ เวลา ๐๒.๒๓ น. สิริชนมายุรวมได้ ๘๐ ปี

โปรดติดตามตอนต่อไป
17  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / Re: ตีความเรื่องราวจาก "จิตรกรรมฝาผนัง" โบสถ์ วิหาร ฯลฯ เมื่อ: 14 ตุลาคม 2560 17:44:51

สมเด็จท้าวอมรินทร์เห็นว่าได้เวลาที่พระนางจะจุติลงไปเกิดในมนุษย์โลก จึงพาพระนางไปยังสวนนันทวัน
เพื่อให้รื่นเริง ไม่ระลึกถึงอะไรพอได้โอกาสก็ตรัสว่า เจ้าจะลงไปเกิดในมนุษย์โลกแล้ว เราจะให้พร ๑๐ ประการ
จงรับเอาพร ๑๐ ประการเถิด
ภาพชาดกเรื่องพระเจ้าสิบชาติ จิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถ วัดสุวรรณดารารามราชวรวิหาร  อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา


สมเด็จท้าวอมรินทร์ไปทูลเชิญอาราธนาพระโพธิสัตว์จากดุสิตให้จุติลงสู่พระครรภ์ของพระนางผุสดี
ภาพชาดกเรื่องพระเจ้าสิบชาติ จิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถ วัดสุวรรณดารารามราชวรวิหาร  อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา


ภาพชาดกเรื่องพระเจ้าสิบชาติ จิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถ วัดสุวรรณดารารามราชวรวิหาร  อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

เมื่อพระวิปัสสีพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกแล้ว พระเจ้าพันธุมราชเสวยราชสมบัติอยู่ในพันธุมดีนคร มีพระราชธิดาสองพระองค์ ราชธิดาทั้งสองนั้นเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา เมื่อมีเมืองขึ้นส่งดอกไม้ทองและแก่นจันทน์แดงมาถวายเป็นเครื่องบรรณาการ พระองค์ก็พระราชทานดอกไม้ทองแก่ราชธิดาผู้น้อง ส่วนแก่นจันทน์แดงให้แก่ราชธิดาผู้พี่

ผู้น้องก็เอาดอกไม้ทองให้ช่างทำเป็นเครื่องประดับอก แล้วนำไปถวายพระวิปัสสีพุทธเจ้า พร้อมตั้งความปรารถนาว่า "เกิดชาติหน้าฉันใดขอให้ดอกไม้ทองนี้จงบังเกิดแก่ข้าพเจ้าทุกชาติ"  

ส่วนราชธิดาผู้พี่นั้นให้บดจันทน์แดงเป็นผง แล้วนำไปถวายพระปัสสีพุทธเจ้า พร้อมกับโปรยปรายไปรอบพระกุฎีที่อาศัยของพระพุทธเจ้าพร้อมกับตั้งความปรารถนาว่า "หากข้าฯ ได้เกิดในชาติใด ขอให้ได้เป็นพระมารดาของพระพุทธเจ้าในอนาคตเถิด"

ทั้งสองได้จุติจากชาตินั้น ผู้น้องได้ไปเกิดเป็นราชธิดาของพระเจ้ากิงกิสราช มีเครื่องประดับอกเกิดพร้อมกับปฏิสนธิ เมื่อเจริญวัยได้ฟังธรรมของพระกัสสปพุทธเจ้า ก็สำเร็จอรหันต์นิพพานในสมัยกาลนั้น

ส่วนนางราชธิดาผู้พี่ จุติจากชาตินั้นแล้วก็ได้ไปบังเกิดในดาวดึงส์สวรรค์ เป็นมเหสีของท้าวอมรินทราธิราช ทรงพระนามว่าผุสสดี

อยู่มาจนกระทั่งท้าวอมริทน์เห็นว่าได้เวลาที่พระนางจะจุติลงไปเกิดในมนุษย์โลก จึงพาพระนางไปยังสวนนันทวันเพื่อให้รื่นเริง ไม่ระลึกถึงอะไร พอได้โอกาสก็ตรัสว่า เจ้าจะลงไปเกิดในมนุษย์โลกแล้ว เราจะให้พร ๑๐ ประการ จงรับเอาพร ๑๐ ประการเถิด

พระนางก็ได้ทูลขอพร ๑๐ ประการ คือ
๑.ขอให้ไปเกิดในปราสาทพระเจ้าสีวิราช
๒.ขอให้ตาดำขลับดุจตาเนื้อทราย
๓.ขอให้ขนคิ้วดำสนิทดุจสร้อยคอนกยูง
๔.ขอให้ได้นามว่า "ผุสสดี" เช่นเดิม
๕.ขอให้มีโอรสที่ยิ่งใหญ่กว่าพระยาทั้งหลายในสกลชมพูทวีป
๖.เมื่อทรงครรภ์ขอให้ครรภ์ราบเรียบ ไม่โหนกนูนเหมือนครรภ์หญิงทั่วไป
๗.เมื่อยามมีโอรส อย่าให้ถันเลื่อนลดและสีดำผิดไปจากเดิม
๘.ขอให้เกสาดำขลับไม่รู้จักหงอก
๙.ขอให้ผิวกายบริสุทธิ์สะอาด ละเอียดอ่อนนุ่ม ผงธุลีหรือฝุ่นละอองไม่สามารถติดผิวกาย
๑๐.ขอให้เป็นผู้ได้ช่วยชีวิตผู้ที่ต้องพระราชอาญาได้

ซึ่งท้าวเธอก็ประสาทพรให้ดังประสงค์ พระนางก็จุติลงมาบังเกิดในปราสาทกษัตริย์มัททราช เมื่อประสูติออกมาแล้วพรทั้งปวงก็ปรากฏแก่พระนาง ยังขาดแต่บางข้อซึ่งพระนางยังไม่เจริญวัยพอที่จะสมปรารถนาในพรนั้นได้

ครั้นพระนางพระชนม์ได้ ๑๖ ปี ก็ได้เป็นมเหสีของพระเจ้าสญชัย กรุงสีพีราช

สมเด็จท้าวอมรินทร์รู้ว่าพระผุสสดีอภิเศกแล้ว และเห็นว่าพรทั้ง ๑๐ ประการยังไม่สมบูรณ์แก่พระนาง จำจะต้องสงเคราะห์พระนางให้ได้พรบริบูรณ์ จึงพร้อมด้วยเทพยดาอารักษ์ทั้งหลายพากันไปทูลเชิญอาราธนาพระโพธิสัตว์จากดุสิตให้จุติลงสู่พระครรภ์ของพระนาง






ภาพชาดกเรื่องพระเจ้าสิบชาติ จิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถ วัดสุวรรณดารารามราชวรวิหาร  อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

เมื่อพระเวสสันดรมีชนมายุได้ ๑๖ ปี ก็ให้เสวยราชสมบัติและสู่ขอพระมัทรี ตระกูลมาตุลราชวงศ์
มาอภิเษกให้เป็นมเหสีของท้าวเธอ  พระองค์ยินดีในการให้ทานอยู่เป็นเนืองนิตย์ ได้ตั้งโรงทาน
ถึง ๖ แห่ง ในพระนคร  คือที่ประตูเมืองทั้ง ๔ และกลางเมือง และอีกแห่งหนึ่งคือที่หน้าประตูพระราชวัง

การโพสท์ภาพพุทธประวัติ ไม่มีความต่อเนื่อง ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้
เนื่องจากภาพถ่ายเก็บมาจากสถานที่หลายแห่ง เปิดไฟล์ภาพพบภาพใดก็จะโพสท์ไปก่อน
เมือครบถ้วนแล้ว จึงจะขอนำมาเรียบเรียงตามลำดับเหตุการณ์ในพุทธประวัติอีกครั้งค่ะ


โปรดติดตามตอนต่อไป

600 al 26
18  สุขใจในธรรม / เกร็ดศาสนา / "บายศรี"พราหมณ์ทมิฬชาวอินเดียนำเข้าสุวรรณภูมิสมัยอาณาจักรฟูนัน เมื่อ: 11 ตุลาคม 2560 15:23:59



บายศรี
พราหมณ์ทมิฬชาวอินเดียนำเข้าสุวรรณภูมิสมัยอาณาจักรฟูนัน

ถ้าพูดถึง “บายศรี” ใครๆ ก็นึกเห็นทันทีว่าเป็นใบตองเย็บทำให้เป็นยอดแหลมใส่ชามบ้าง เย็บด้วยใบตองทั้งตัวเป็นรูปกระทงเจิมอย่างวิจิตรบรรจงบ้าง เย็บติดกับแป้นไม้ซ้อนกันเป็นชั้นๆ เหมือนฉัตรบ้าง ใช้เป็นเครื่องบวงสรวงสังเวยเทวดาในพิธีต่างๆ ร่วมกับของสังเวยอื่นๆ มีหัวหมู เป็ด ไก่ ขนมต้มขาว ขนมต้มแดง มะพร้าวอ่อน กล้วยน้ำว้า และเหล้า แต่บางทีก็มีของอื่นๆแปลกไปกว่านี้อีกบ้างในพิธีเล็กน้อย เช่น แก้สินบน ยกศาลพระภูมิ ฯลฯ ใช้บายศรีใส่ชามซึ่งเรียกกันว่าบายศรีปากชาม แต่พิธีใหญ่ๆ เช่น โกนจุก บวชนาค แต่งงาน ฯลฯ ใช้ใบศรีตองขนาดใหญ่ ๓ ชั้น ๕ ชั้น แล้วแต่จะทำงานใหญ่โตเพียงไร

บายศรี จะมีมาแต่ครั้งไรไม่รู้ พูดอย่างกำปั้นตีดินก็เห็นจะมีมาพร้อมกับพราหมณ์ทมิฬชาวอินเดียที่อพยพมาสู่สุวรรณภูมิในสมัยฟูนัน  เจนละ (เสียมรัฐ) ทวาราวดี เป็นอาณาจักรดึกดำบรรพ์โพ้น หนังสือเก่าที่ได้พบคำบายศรีก็เห็นจะเป็นกฎหมายลักษณะเบ็ดเสร็จ ซึ่งออกในแผ่นดินพระเจ้าอู่ทองปฐมกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา ประมาณเกือบ ๖๐๐ ปีมานี้

สำหรับตัวหนังสือนั้น นับตั้งแต่กฎหมายเก่าคร่ำคร่าโบราณมาจนปทานุกรมแปลไว้ว่า ข้าวอันเป็นสิริ ข้าวขวัญ อธิบายว่า บายเป็นภาษาเขมร แปลว่าข้าว จึงทำให้ต้องมาถามตัวเองต่อไปว่า ข้าวอันเป็นสิรินั้นคืออะไร ถ้าจะหมายความคร่าวๆ ก็ต้องเป็นข้าวที่หุงปรุงรสโอชาอย่างดีเหมาะสมที่จะเป็นเครื่องสังเวยให้เทวดาโปรด

ในพิธีเกี่ยวกับเทวดาของทมิฬ มีคตินิยายในเรื่องมีอยู่อย่างหนึ่ง เขาว่าสิ่งที่เป็นสีนั้นย่อมเป็นเครื่องล่อเทวดาภูตผีปีศาจต่างๆ หรือจะพูดอีดนัยหนึ่งก็ว่าสีเป็นของสะดุดตาเทวดา เทวดาชอบสี พิธีใดเป็นพิธีเทวดาโดยตรง หรือต้องการอัญเชิญเทวดามาเป็นประธานสำคัญ จึงต้องหาของดีเป็นสีต่างๆ สำหรับล่อให้สะดุดตาเทวดา เช่น พิธีเทวดาวิธานำ คือพิธีบูชาเทวดานพเคราะห์ของพระเจ้าแผ่นดิน ต้องปักธงสีต่างๆ ๙ คัน มีธงสีแดง สีขาวเหลือง สีชมพู สีเหลือง สีทอง สีขาว สีดำ สีควันไฟ เช่นอย่างพิธีสะเดาะเคราะห์ของชาวบ้าน ก็ทำบัตรหยวกกล้วย ก้านกล้วยปักธงเล็กๆ สีต่างๆ รอบ  เนื่องจากคตินิยมที่ถือว่า เทวดาภูตผีปีศาจชอบสีนี้ ทมิฬจึงมีเคล็ดลับความเชื่อในเรื่องใช้ข้าวย้อมสีตามสีประจำองค์เทวดาเป็นเครื่องสังเวยเทวดาฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งใช้สีล่อเทวดาร้ายหรือภูตผีปีศาจให้ไปรวมกันเสียต่างหากพวกหนึ่ง เพื่อจะได้ไม่มาทำอัปมงคลหรือให้โทษแก่บุคคลหรือมณฑลพิธี  สีล่อเทวดาร้ายนี้ เขาใช้ขมิ้นกับปูนมาผสมกันสาดหรือย้อมของอันใดเข้าให้เป็นสีแดงแล้วโยนรอบๆ เพื่อให้เทวดาร้ายหรือภูตผีปีศาจไปรวมกันเสียเป็นหมู่ต่างหากไม่ให้มารบกวนอันจะก่อให้เกิดโทษหรืออัปมงคลแก่พิธีหรืออัปมงคลแก่พิธีหรือบุคคลได้

เท่าที่พรรณนานามาเราจะเห็นว่าขนบธรรมเนียมประเพณีของไทยกับทมิฬได้เป็นมาอย่างเดียวกัน ทั้งนี้ก็เพราะทมิฬมาเป็นครูถ่ายทอดวัฒนธรรมทางขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ ให้ไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิธีบวงสรวงเทวดา มีขนมต้มขาว มะพร้าวอ่อน กล้วย เป็นเครื่องสังเวย  ข้าวย้อมสีก็ย่อมจะต้องติดมาด้วยไม่มีปัญหา  พิธีทิ้งข้าวแม่ซื้อใช้ข้าวปั้นก้อนย้อมขมิ้นกับปูน พิธีสะเดาะเคราะห์ใช้ข้าวปั้นก้อนย้อมสีต่างๆ ปรากฏเป็นพิธีของไทยชัดอยู่ อันนี้ทำให้คิดต่อไปว่าข้าวเหนียวเหลือง (หน้ากุ้ง) ข้าวเหนียวดำ (หน้ากะฉีก) ข้าวเหนียวแดง กระยาสารท ขนมถ้วยสีต่างๆ ขนมขี้หนูสีต่างๆ ฯลฯ ของเหล่านี้ อาจจะเป็นของสังเวยอะไรมาแต่เดิมก็ได้โดยไม่ต้องสงสัย และขอสันนิษฐานต่อไปว่า คำว่า “ขนม” ของเรานั้นไม่ใช่เป็นคำที่ถือกันว่ามาจาก “คนุม” ภาษามอญ  “ขนม” อาจเป็นข้าวเคล้านม ซึ่งเดิมจะเรียกกันว่า ข้าวนม เช่นเดียวกับข้าวมูลกะทิ ดังเรามีประโยคว่า “ขนมนมเนย” พูดกันเป็นสามัญติดปากอยู่ “ข้าวนมเนย” นี้ อาจจะเป็นข้าวปรุงนมเนยสังเวยเทวดา ทำนองเดียวกับข้าวปายาศมาแต่โบราณ ภายหลังเรียกเพี้ยนเข้าจนเลือน และไม่เข้าใจความหมายเดิมก็เลยกลายเป็น “ขนม” ไป



ที่พูดมานี้ พูดในแง่ที่ว่าบายศรีเป็นอาหาร ทีนี้ลองพูดในแง่เป็นภาชนะบ้าง มีพระบรมราชาธิบายในหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือนถึงเรื่องบายศรีว่า “เมื่อพิเคราะห์ ดูเครื่องที่ตั้งมาในการสมโภชทั้งปวงก็ล้วนแต่เป็นของบริโภคทั้งสิ้น บายศรีแก้ว บายศรีทอง บายศรีเงิน ก็เป็นภาชนะเครื่องรองอาหารเหมือนโต๊ะ หรือพาน บายศรีตองก็เป็นกระทงที่สำหรับบรรจุอาหาร แต่เป็นการออกหน้าประชุมคนพร้อมๆ กัน ก็คิดตบแต่งให้งดงามมากมาย ชะรอยบายศรีแต่เดิมจะใช้โต๊ะกับข้าวโต๊ะหนึ่ง จานเรียงซ้อนๆ กันขึ้นไปสูงๆ เหมือนแขกเขาเลี้ยงที่เมืองกะลันตัน ภายหลังเห็นว่าไม่เป็นของแน่นหนาและยังไม่สู้ใหญ่โตสมปรารถนาจึงเอาพานซ้อนกันขึ้นไปสามชั้นห้าชั้น แล้วเอาของตั้งรายตามปากพาน คนที่วาสนาน้อยก็ไม่มีโต๊ะไม่มีพาน ต้องเย็บเป็นกระทงตั้งซ้อนกันขึ้นไปสามชั้น ห้าชั้น เจ็ดชั้น แต่ถ้าจะใช้กระทงเกลี้ยงๆ ดูไม่งาม ก็เจิมปากให้เป็นกระทงเจิมให้เป็นกระทงงดงาม

ข้ามมาไทยศิลปศาสตร์เจริญขึ้น กระทงใบตองก็ถูกประดิดประดอยให้สวยงามเป็นกระทงเจิม คือประดับประดาตกแต่งปากกระทงให้งดงามด้วยประการต่างๆ มีกระจัง มียอดแหลมๆ ตามศิลปะไทย (ถ้าเป็นเขมรก็คงเป็นรูปอย่างปราสาทนครวัด หรือทมิฬก็อย่างเทวสถานในกาญจีปูรัม (Conjeevaram)  กระทงใบตองก็กลายเป็นของสำคัญเกี่ยวกับงานพิธี คือเป็นทั้งความศักดิ์สิทธิ์ศิริมงคลในตัวและเป็นศิลปะในฝีมือช่างพร้อมไว้ด้วยกัน  นำมาใช้เฉพาะใส่ข้าวสีหรือบายสีสังเวยเทวดา ส่วนของสังเวยอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น เช่น มะพร้าวอ่อน กล้วย ก็วางเรียงรายไว้รอบๆ ต่างหาก พูดให้เข้าใจง่ายก็คือเป็นอย่างที่เราจัดบายศรีปากชามบวงสรวงเทวดาในการแก้สินบนหรือยกศาลพระภูมิเดี๋ยวนี้แหละ

บายศรีปากชามนี้เราจะเห็นว่า บางทีก็ใช้ขันเงิน ขันทอง ขันถมแทนชามก็มี สุดแต่ว่าจะมีของดีอะไรที่เห็นว่าเทวดาจะโปรดมากขึ้น ก็นำมาใช้เป็นภาชนะ แต่ก็ยังคงเรียกว่า บายศรีปากชาม เป็นการรักษาประเพณีนิยมไว้อีก คำว่า บายศรีปากชามกลายเป็นชื่อชนิดของบายศรีเล็ก

ต่อมาศิลปศาสตร์เมืองไทยเจริญขึ้นก็เกิดความคิดพลิกแพลงเย็บกระทงตั้งให้ซ้อนกันขึ้นไปเป็นชั้นๆ ๓ ชั้นบ้าง ๕ ชั้นบ้าง เอากระทงข้าวสีคือ นายสี เดิมไว้ยอดเพราะเป็นของสำคัญ ของสังเวยอื่นๆ ไว้ล่างต่อๆ ลงมา แล้วก็เอาผลไม้เนื้อแน่นมาแกะเป็นรูปภาพเรื่องราวประดับประดากระทงทุกชั้นให้งดงาม จึงเกิดคำที่เรียกว่า “แกะบายศรีขึ้น

ความเป็นมาของบายศรีคงจะเป็นดังพรรณนาไว้นี้ คือเริ่มจากสังเวยข้าวสีใส่กระทงเจิมก่อน เครื่องสังเวยเรียกว่า “บายสี” ในที่สุดข้าวสี คือบายสีแท้ๆ ก็หายไปแต่ภาชนะคือกระทงเจิมอย่างวิจิตรบรรจงยังคงอยู่ ความเข้าใจก็เลยพลอยเลือนมา จนลงท้ายคือ กระทงใบตองเป็นสำคัญ แต่คงเรียก “บายสี” อยู่อย่างเดิม   บายสีจึงกลายเป็นเหมือนกระทงใบตอง ซึ่งเท่ากับเป็นภาชนะไปเลย จานใส่อาหารที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ เรียกว่า”จานเชิง” ก็น่าจะออกจากกระทงเจิมซ้อนกันนี่เอง คือคิดเปลี่ยนจากใบตองของเดิมให้เป็นของถาวรเสีย บายศรีแก้ว บายศรีทอง ก็น่าจะเป็นทำนองเดียวกัน  

บายสีจึงกลายเป็นเหมือนเป็นภาชนะจริงๆ ยิ่งมาเปลี่ยน “สี” เป็น “ศรี” อีกชั้นก็เลยไปกันใหญ่ คือเป็นอย่างที่พูดกันว่า “ไม่ได้ความ”


จาก นิตยสารสยามอารยะ (ในพระบรมราชูปถัมภ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช) ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๙ พุทธศักราช ๒๕๓๖

19  สุขใจในธรรม / ประวัติพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ในยุคปัจจุบัน / Re: ประวัติ ปฏิปทา พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต (พระจุลนายก) เมื่อ: 10 ตุลาคม 2560 18:20:38

อุบายความโกรธ
ความโกรธเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง ที่ครูบาอาจารย์จะใช้สอนลูกศิษย์ลูกหา ท่านจะยั่วยุแหย่โทสะลูกศิษย์อยู่เรื่อย ลูกศิษย์ก็รู้ว่าโกรธครูบาอาจารย์ไม่ได้ ก็โกรธอยู่ข้างในนั้นแหละ แต่ในที่สุดก็ดับได้ เพราะท่านช่วยคุ้ยเขี่ยให้เรา

บางคนพอได้สมาธิแล้ว ก็คิดว่าบรรลุแล้ว ไม่โกรธแล้ว บางคนฟังเทศน์ฟังธรรมจนซาบซึ้งจิตใจแล้ว ก็คิดว่าไม่มีความโกรธแล้ว เหมือนนิทานเรื่องคุณหญิงคุณนายที่ฟังเทศน์ฟังธรรมกับหลวงพ่อองค์หนึ่ง ฟังจนซาบซึ้งใจ จนจิตสงบ กิเลสสงบราบ ความโลภความโกรธไม่มีเหลืออยู่ในใจ ก็เลยดีใจไปเล่าให้หลวงพ่อฟังว่า

“ตั้งแต่หนูได้ฟังเทศน์ฟังธรรมหลวงพ่อแล้ว เดี๋ยวนี้จิตใจหนูเย็นสบาย ไม่โกรธไม่แค้นเลย” หลวงพ่อตอบไปว่า “อีตอแหล” เท่านั้น ความโกรธก็โผล่ขึ้นมาเลย

เหมือนเวลาไปกราบหลวงปู่เจี๊ยะ ต้องทำใจมากๆ พอไปถึงท่านจะถามว่า “มาทำไมวะ” เมื่อก่อน เวลาใครไปกราบหลวงตา ท่านจะพูดว่า “มายุ่งทำไม มาไม่ได้เรื่องได้ราว” ท่านจะไล่ใหญ่เลย

นั่นแหละอุบายของครูบาอาจารย์ สอนเราตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไปในวัด ท่านจะแย็บใส่เราก่อนเลย

ฉะนั้น สิ่งที่ต้องทำใจก็คือต้องโดนดุแน่ๆ จะได้ธรรมะจากการทำใจนี่แหละ โดยธรรมชาติกิเลสชอบการสรรเสริญ ชอบการต้อนรับขับสู้ พอถูกขับไล่ ทำใจไม่ค่อยได้ พอไปถึงแทนที่จะต้อนรับกลับถามว่า “มาวุ่นวายทำไม” เป็นเพียงการแย็บดูใจของเราว่าจะเป็นอย่างไร ถ้ารับไม่ได้ใจก็ล้มพับไปแล้ว

พวกที่รู้ทันก็จะเฉยๆ ท่านจะว่าอย่างไรก็ว่าไป มีหน้าที่ฟังก็ฟังไป เพราะไปก็เพื่อไปฟัง ไม่ได้ไปให้ท่านต้อนรับขับสู้ ลูบหน้าปะจมูกเรา ชมว่าดีอย่างนี้ดีอย่างนั้น ไปเพื่อฟังธรรมะ คนที่ต้องการธรรมะก็จะทำใจให้สงบ เป็นเหมือนผู้รักษาประตูฟุตบอล คอยรับลูกอย่างเดียว ไม่กำหนดกฎเกณฑ์ว่าจะต้องเตะแบบไหน ต้องรับได้ทุกรูปแบบ จะเตะมาแรงก็ได้ มาค่อยก็ได้ สมัยนั้นจึงไม่ค่อยมีคนไปวัดป่าบ้านตาดกัน เพราะกลัวหลวงตา แต่ก็ดีไปอย่าง สงบเงียบดี ข้าวของก็มีไม่มาก มีพอใช้ ไม่เดือดร้อนอะไร


ความเข้มงวดของหลวงตา
สมัยก่อนไม่ค่อยมีใครไปวัดป่าบ้านตาดกัน ส่วนใหญ่จะไปวัดครูบาอาจารย์ที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่กว่าหลวงตา วันเสาร์วันอาทิตย์อย่างมากก็มีรถแค่ ๒-๓ คันที่ไปจากอุดรฯ เท่านั้นเอง ไปใส่บาตรไปถวายอาหาร

ตอนนั้นวัดของหลวงตาเป็นวัดที่เขาไม่ค่อยกล้าเข้ากัน ท่านดุมากนะ และหลวงตาไม่ค่อยเปิดโอกาสให้มากัน ถ้าจะมาก็ต้องทำใจไว้ก่อนถึงจะมาได้ พวกที่ทำใจไม่ได้ก็จะไม่มา จะเลยไปวัดอื่นเลย ส่วนใหญ่จะมากันเยอะก็ช่วงกฐิน จะมีคณะจากกรุงเทพฯ เหมารถบัสกันไป ไปเดี๋ยวเดียว พอถวายของเสร็จ รับพรเสร็จก็กลับกันมา ไม่กล้าค้างกัน

ความที่ญาติโยมไม่ค่อยมากันเยอะ พอฉันเสร็จ ทำภารกิจต่างๆ เรียบร้อย พระก็รีบแยกกันกลับไปที่พักโดยเร็ว มุ่งไปที่การภาวนาอย่างเดียว เดินจงกรม นั่งสมาธิ เวลาพระออกมาเพ่นพ่านก็จะถูกหลวงตาไล่ไปภาวนา ถ้าออกมาเพ่นพ่านบ่อยๆ ก็จะโดนไล่ออกจากวัดเลย

หลวงตาท่านเข้มงวดกวดขันกับพระเณรมาก ท่านไม่ต้องการให้พระเณรเสียเวลากับเรื่องของกิเลส ส่วนใหญ่เรามักจะติดเรื่องของกิเลสกัน เช่น เรื่องขบเรื่องฉัน เรื่องคุยกันที่ไม่เกิดประโยชน์

ตอนอยู่ที่วัดป่าบ้านตาด จะรวมกันเฉพาะเวลาหลวงตาเรียกประชุมเท่านั้นเอง นอกจากนั้นแล้วพระจะไม่มารวมกัน ท่านต้องการให้แยกกัน ให้ปลีกวิเวก ต่างคนต่างภาวนา ต่างคนต่างบำเพ็ญ ท่านจะคอยไล่พระให้ภาวนา ให้เข้าทางจงกรม พระก็ชอบแอบออกมานั่งอยู่แถวโรงน้ำร้อนน้ำชาอยู่เรื่อยๆ ท่านก็ต้องคอยเดินตรวจอยู่ทุกๆ ครึ่งชั่วโมง เดินมาครั้งแรกเห็นหน้าไม่เป็นไร ท่านจะไม่พูดอะไร ถ้าเห็นครั้งที่ ๒ ต้องรีบกระโจนนะ ไม่งั้นเดี๋ยวโดน ท่านจะว่า “ยังอยู่ตรงนี้อีกหรือ จะฉันไปถึงไหนกัน ทำไมไม่ไปเข้าทางจงกรม ทำไมไม่ไปนั่งสมาธิกัน” หลวงตาจะคอยกำราบ ท่านไม่ค่อยให้คุยกัน ให้รีบฉันให้เสร็จแล้วก็แยกกันกลับไป เพราะคุยกันแล้วจิตมันฟุ้งซ่านดีไม่ดีก็ทะเลาะกัน เถียงกัน

ถ้าท่านเห็นกุฏิไหนมีรองเท้าอยู่ ๒ คู่ ๓ คู่ ก็จะโดนเลย เวลาจะเยี่ยมกันต้องซ่อนรองเท้าไว้ เวลาคุยกันก็ต้องไม่ให้มีเสียงเล็ดลอดออกมาจากกุฏิเลย เมื่อก่อนนี้ตอนกลางคืนหลวงตาจะเดินตรวจพระอยู่เป็นประจำ ท่านไม่ให้พระไปสุงสิง ไปคุยกันตามกุฏิ บางทีท่านก็ไม่ใส่รองเท้าเดิน จะเดินเงียบๆ จะไม่ได้ยินเสียงท่านเดิน ไม่ใช้ไฟด้วย สร้างความกลัวให้พระต้องคอยระวังตัวเองตลอด ถ้าองค์ไหนไม่ภาวนาก็จะโดนหลวงตาดุแน่นอน

ส่วนใหญ่เราจะไม่ไปคุยกับใคร เพราะติดภาวนา จะอยู่ตามลำพังที่กุฏิ นานๆ ถ้ามีธุระจำเป็นจริงๆ ก็ไปพูดไปคุยบ้าง ส่วนใหญ่จะพูดคุยกันตอนที่ยังไม่มืด ช่วงตอนปัดกวาด ตอนทำกิจวัตรร่วมกัน คุยกันนิดหน่อย เสร็จกิจแล้วก็แยกกัน แต่จะไม่ไปนั่งคุยที่กุฏิ ส่วนใหญ่จะไม่ไปไหน ไปทำกิจที่ศาลา เสร็จแล้วก็กลับมาอยู่ที่กุฏิ หรือไปภาวนาเดินจงกรมอยู่ในป่า อยู่คนเดียว แสนจะสุขแสนจะสบาย เวลาบำเพ็ญจนจิตสงบแล้วจะไม่อยากยุ่งกับใคร จิตสงบเป็นเหมือนกับน้ำนิ่ง พอไปพูดไปคุยกับใครก็ทำให้กระเพื่อม จิตก็จะไม่ใส ไม่สดชื่น ไม่สุข ทำให้เสียเวลาด้วย เพราะนอกจากการทำจิตให้สงบแล้วยังมีงานสำคัญกว่านั้นอีก คือการเจริญปัญญา พิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในขันธ์ ๕

ตั้งแต่บวชมานี่ เราไม่เคยไปงานไหนเลย งานผ้าป่า งานกฐิน งานฉลอง งานศพ ไม่เคยไปเลย ในช่วงเข้าพรรษาจะมีธรรมเนียมไปกราบครูบาอาจารย์ ทำวัตรขอขมา ท่านไปทำองค์เดียว จะไม่ให้พระเณรไปไหน หลวงตาจะไม่พาพระเณรไปกราบครูบาอาจารย์เลย

งานศพของครูบาอาจารย์ต่างๆ พระเณรในวัดก็ไม่ต้องไป เช่น งานศพของพระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านก็ให้พระเถระ ๒–๓ รูปไปกับท่าน พระเณรในวัดไม่ให้ออกไปข้างนอก ท่านว่าถ้ากำลังภาวนาอยู่ก็ไม่ควรเสียเวลา ท่านเห็นความสำคัญของการภาวนามากกว่าการไปช่วยงานศพที่เป็นงานระดับทาน ถ้าไปงานศพก็จะไม่ได้ภาวนา ถ้าออกไปข้างนอกวัดจะเสียการภาวนา ทำให้จิตหยาบลง ท่านหวงมาก ไม่อยากให้ออกไปสัมผัสรูป เสียง กลิ่น รส กลับมา จะมีสัญญาอารมณ์ตกค้างอยู่ในใจ เวลาเดินจงกรมก็จะคิดถึงภาพที่เห็นเป็นอันตรายมากต่อความสงบของจิตใจ

นี่ก็เป็นเหตุที่ทำให้เราไม่ค่อยได้ไปไหนเท่าไหร่ ตั้งแต่เริ่มปฏิบัติมานี้ ก็ไม่เคยไปเกี่ยวข้องกับงานต่างๆ ตั้งแต่ได้หนังสือธรรมะมาอ่าน หนังสือก็บอกให้เข้าข้างใน ปฏิบัติเข้าข้างในอยู่ตลอด ไม่มีเหตุดึงให้เราไปข้างนอก  


การอดนอน
การอดนอน ให้ถือ ๓ อิริยาบถ คือ ยืน เดิน นั่ง ไม่ให้นอน

ถ้าอยู่ใน ๓ อิริยาบถนี้ จะหลับได้ไม่นาน เวลาง่วงมากๆ ก็จะนั่งหลับไปสักชั่วโมง ๒ ชั่วโมง แล้วก็จะตื่นขึ้นมา จากนั้นก็ไปเดินจงกรมต่อ พอเดินจงกรมเมื่อยก็กลับมานั่งสมาธิต่อ จะได้ไม่เสียเวลากับการหลับนอน ถ้าจะหลับก็ให้หลับอยู่ในท่านั่ง ถ้านอนจะหลับนาน เวลาตื่นจะไม่อยากลุกขึ้น

การปฏิบัตินี้ขึ้นอยู่กับจริตแต่ละคน บางคนชอบอดนอน ๓ อิริยาบถ บางคนชอบอดอาหาร บางคนชอบไปอยู่ที่เปลี่ยวๆ ที่น่ากลัว นักปฏิบัติต้องเดนตาย นอนกับดินกินกับทรายได้ ไม่วิตกกับการอยู่การกินมากจนเกินไป ยอมตาย ต้องพิจารณาความตายอยู่เรื่อยๆ ว่าเกิดมาแล้วต้องตาย ไม่มีใครหนีพ้นความตายไปได้ ให้เอาความตายมากระตุ้นให้ปฏิบัติธรรม ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องตาย ขณะที่มีชีวิตอยู่มีโอกาสได้ปฏิบัติก็ต้องรีบทำ ถ้าไม่รีบปฏิบัติพอถึงเวลาตายก็จะหมดโอกาส


ความมักน้อยของหลวงตา
ได้ยินว่าสมัยก่อนหลวงตาท่านมากรุงเทพฯ ท่านจะนั่งรถไฟชั้น ๓ เก้าอี้ไม้ไม่มีเบาะ ท่านไม่นอน ท่านนั่งมาตลอดคืน ทั้งๆ ที่เขาอยากถวายตู้นอนให้ท่าน แต่ท่านไม่เอา ท่านทำเพื่อให้จิตใจเข้มแข็ง ให้กิเลสอ่อนกำลังลง จะได้ไม่มาสร้างความวุ่นวายให้กับใจ ขอให้ใช้ความมักน้อยเสมอ

กิริยาพระอรหันต์
หลวงตาท่านบอกว่า ท่านทำอะไรเป็นกิริยาหมด เวลาดุด่าท่าทางเหมือนโกรธแค้น โกรธเคือง แต่ในใจไม่มีอะไร เป็นเพียงกิริยา เป็นการแสดง เราแสดงอย่างนั้นได้หรือเปล่า ถึงเวลาวางแผน ก็วางแผนไป ถึงเวลาทำอะไรก็ทำไป พอไม่เป็นไปตามที่คาดไว้จะหงุดหงิดหรือเปล่า ถ้าหงุดหงิด มันก็เป็นโทษกับตัวเราเองที่ไปเอาจริงเอาจังมากจนเกินไป ลืมไปว่าเราเพียงเล่นละคร ที่เราไปเอาเป็นเอาตายกับมันเพราะยังติดกับกามสุขอยู่ ถ้าอยากจะกินอะไรแล้วไม่ได้กิน จะหงุดหงิด ทำไมไม่คิดว่าเราเพียงเล่นละคร


หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน(พระธรรมวิสุทธิมงคล)
วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี

การดูแลสุขภาพของหลวงตา
พระที่นั่งสมาธิประจำ ไม่ได้เป็นโรคเข่าเสื่อมก็มีตั้งเยอะแยะไป ครูบาอาจารย์อย่างหลวงตา ท่านอายุเก้าสิบกว่าแล้ว ทำไมท่านก็ยังไปไหนมาไหนได้อยู่ เพราะท่านรู้จักวิธีดูแลรักษาร่างกายของท่าน ทำโยคะอยู่เรื่อย ท่านก็มีท่าของท่าน เราก็เห็นท่าของท่าน ตอนเช้าที่มานั่งคุมพระกวาดถูศาลา ท่านก็ยืดเส้นยืดสายอะไรของท่านไป นอกจากนั้นก็มีพระคอยจับเส้นให้ เพราะเส้นมันตึงมันยึด บีบแล้วมันก็คลาย

เมื่อก่อนนี้หลวงตาเดินตรวจพระตอนกลางคืนอยู่เป็นประจำ ท่านใช้การเดินตรวจพระเป็นการเปลี่ยนอิริยาบถไปในตัว เพราะบางทีท่านไม่มีเวลาเดิน จึงใช้การเดินตรวจให้เกิดประโยชน์หลายอย่าง ได้ประโยชน์ทางกาย ได้ประโยชน์ในการดูแลพระเณร คนที่มีอายุถึงขนาดนี้ ยังเคลื่อนไหวขนาดนี้ได้ ต้องถือว่าเก่งมาก อายุเก้าสิบกว่าแล้ว ยังคล่องแคล่วว่องไว ยังทำอะไรได้ด้วยตัวเอง ถ้าเปรียบเทียบกับสมเด็จพระสังฆราชฯ นี่ต่างกัน สมเด็จฯ เป็นพระในเมือง ไม่มีโอกาสได้เดินมากนั่งรับแขกรับคนอยู่เรื่อยๆ มันก็จะชำรุดเร็วกว่า

จึงขอสรุปว่า สังขารเป็นของไม่เที่ยง จงพยายามทำประโยชน์ส่วนตนและส่วนท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท


ธรรมโอสถรักษาโรค
พระปฏิบัติพระป่าส่วนใหญ่จะไม่กังวลกับเรื่องหยูกยาเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะรับประทานยาสมุนไพร จะไม่ค่อยไปหาหมอไปโรงพยาบาล นอกจากเป็นโรคที่รักษาได้ผลจริงๆ ถ้าเป็นไข้ป่า ก็ใช้ธรรมโอสถ

ตั้งแต่บวชนี้ไม่เคยฉันยาแก้ปวดเลย เราไม่เคยมียาแก้ปวดอยู่ในกุฏิแม้แต่เม็ดเดียว แต่มีธรรมโอสถเป็นยาแก้ปวดอยู่ในใจ ปวดก็ปล่อยให้ปวดไป ร่างกายมันปวด แต่ใจไม่รู้สึกปวด ใจแยกออกจากร่างกายได้ ถ้าอดข้าวทีละ ๕ วัน ๗ วันได้นี้ ความเจ็บปวดอย่างอื่นจะไม่ทรมานเท่าไหร่ จึงอย่าเสียดายร่างกายเลย ให้พิจารณาความตายอยู่เรื่อยๆ จะได้รู้ว่ารักษาอย่างไรก็ต้องตาย เสียเวลาไปเปล่าๆ สู้รักษาใจดีกว่า จะสบายไปตลอด ร่างกายจะเป็นอย่างไรจะไม่เดือดร้อน จะรวยจะจนก็ไม่เดือดร้อน ถ้าไม่รักษาใจแล้วกิเลสจะหลอกให้อยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ อยากให้ร่ำให้รวยไปตลอด อยากให้สุขไปตลอด พอมีปัญหาทางเศรษฐกิจ ทางการเงินการทอง ก็จะวุ่นวายใจ อย่าไปให้ความสำคัญกับร่างกายมากเกินไป เรามีร่างกายมาหลายร่างแล้ว เหมือนมีเสื้อผ้ามาหลายชุดแล้ว มาให้ความสำคัญกับใจดีกว่า


พระอุปัฏฐากหลวงตา
ถ้าได้ปฏิบัติหลวงตาก็จะได้ธรรมะ หรือแก้ปัญหาธรรมได้มากเวลาอยู่รับใช้ท่าน เช่น พระอุปัฏฐากก็จะมีโอกาสเยอะ เพราะเวลาอยู่ใกล้ตัวท่าน ก็เหมือนกับขึ้นเวทีต่อยมวย คู่ต่อสู้ก็จะคอยต่อยเราอยู่เสมอใช่ไหม

เราก็ต้องคอยตั้งรับอยู่เสมอ ก็ทำให้เรามีสติสตัง มีปัญญาไว้คอยรับแต่ถ้าไม่ได้เข้าไปปฏิบัติใกล้ชิดกับท่าน ก็เป็นเหมือนคนดู นั่งดูเฉยๆ เท่านั้นเอง ก็จะไม่ได้ท่านคอยช่วยกระตุ้นธรรมะให้กับเรา ยกเว้นถ้าเราเป็นคนที่สามารถปฏิบัติของเราเองได้ ก็ไม่ต้องอาศัยท่านให้คอยกระตุ้น แต่ถ้าได้ไปรับใช้ใกล้ชิดก็เป็นโอกาสที่ดี

เหมือนกับพระอานนท์ที่ได้รับใช้พระพุทธเจ้าอย่างใกล้ชิด ก็จะได้เรียนรู้อะไรเยอะแยะ แต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ด้วยกันทุกคน เพราะท่านก็องค์เดียว แล้วท่านก็มีลูกศิษย์ตั้งเยอะแยะ ก็แล้วแต่ว่าท่านจะพิจารณาใคร แต่ก็ไม่จำเป็นที่ทุกคนจะต้องเข้าไปอยู่ใกล้ชิดอย่างนั้น คนอื่นที่ไม่ได้ใกล้ชิดพระพุทธเจ้าหรือกับครูบาอาจารย์ เขาก็บรรลุธรรมได้


ความจำกับความจริง
ส่วนใหญ่หนังสือพระพุทธศาสนาภาษาอังกฤษจะเกี่ยวกับปริยัติมากกว่าการปฏิบัติ จะเกี่ยวกับชื่อของกิเลส ชื่อของธรรม ไม่เกี่ยวกับอาการของกิเลสของธรรมว่าเป็นอย่างไร

หลวงตาท่านบอกว่า ความรู้ที่ได้จากการอ่านเป็นความจำ ไม่ได้เป็นความจริง เราอ่านแล้ว เราก็จำสิ่งที่เราอ่านแล้วก็คาดคะเนไป เพราะยังไม่ได้เห็นของจริง ก็ต้องวาดภาพไปภายในใจก่อน ใจของเราเป็นเหมือนแว่นตาที่ไม่ใสสะอาด หรือแว่นตาที่ไม่ได้ขนาดกับสายตา พอมองไปก็จะมองไปตามแว่นตา แว่นตาบอกเป็นสีแดง เราก็ว่าเป็นสีแดง แต่ความจริงเป็นสีม่วง แต่เนื่องจากแว่นตามีสีเคลือบไว้ ก็เลยทำให้เราเห็นเพี้ยนจากความจริงไป เห็นไปตามแว่นตา

ใจก็เห็นไปตามการคาดเดาของเรา ความรู้ที่ได้จากการศึกษาอย่างเดียวจึงยังไม่พอ ต้องปฏิบัติเทียบกับความจริงที่ใจเป็นผู้สัมผัสรับรู้ ถ้าเอามาเทียบมาสัมผัสแล้วก็จะรู้ทันทีว่าเป็นอย่างไร แต่การที่ใจจะสัมผัสรับรู้ได้ใจต้องสะอาดก่อน ถึงแม้จะไม่สะอาดถาวร ก็ต้องสะอาดชั่วคราว พอให้เห็นความจริงได้สักแวบหนึ่ง เหมือนกับแว่นตาที่เช็ดแล้วก็จะสะอาดอยู่ระยะหนึ่ง พอให้เห็นภาพจริงได้ ถ้าจะให้เห็นตามความเป็นจริง จิตต้องมีสมาธิก่อน ต้องรวมลง ต้องหลุดจากความครอบงำของกิเลส ความคิดของเราอยู่ภายใต้อำนาจของอวิชชาของกิเลส อวิชชาปัจจยาสังขารา ก็เลยคิดไปในทางอวิชชาคือความหลง เหมือนแว่นตาที่ไม่สะอาด จึงต้องเช็ดแว่นตาให้สะอาดก่อน แล้วจะเห็นตามความเป็นจริง สีเขียวก็เป็นสีเขียว สีแดงก็เป็นสีแดง จะไม่เป็นสีอื่น  

20  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / Re: พระอาทิตย์ทรงกลด ปรากฎการณ์อัศจรรย์ในพิธีบวงสรวงยกนพปฏลสุวรรณฉัตรพระเมรุมาศจ เมื่อ: 10 ตุลาคม 2560 17:51:50


เมรุท้าวจักรวรรดิ
จิตรกรรมที่ระเบียง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม


ขาตั้งทรายสำหรับยกเสาองค์พระเมรุมาศ


โครงถักไม้ไผ่ผูกอย่างแน่นหนาตามรูปทรงขนาดภายในองค์พระเมรุมาศ
เพื่อใช้ผูกรอกชักเชือกยกซุงพระเมรุขึ้นทาบตามทรงมุมละ ๓ ต้น เพื่อทำ
เสาย่อไม้่สิบสองของเสาพระเมรุทรงบุษบก


การยกซุงเสาพระเมรุมาศขึ้นประกอบทุกมุมๆ ละ ๓ ต้น


(บน) การประกอบยอดพระเมรุมาศและพื้นฐาน
(ล่าง) การตกแต่งพระเมรุมาศตามแบบที่กำหนด

จบ
เรื่อง : kimleng
ภาพ : By Mckaforce แอ็ดมิน สุขใจ ดอทคอม
        (พิธีบวงสรวงยกนพปฏลสุวรรณฉัตรพระเมรุมาศจำลอง งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในส่วนของจังหวัดนครสวรรค์)

หน้า:  [1] 2 3 ... 148
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.768 วินาที กับ 26 คำสั่ง

Google visited last this page วานนี้