[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
19 มิถุนายน 2561 13:32:37 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก เวบบอร์ด ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

  แสดงกระทู้
หน้า:  [1] 2 3 ... 156
1  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / เงินกับพระ เมื่อ: 4 ชั่วโมงที่แล้ว



เงินกับพระ

”ทางเลือก” ตอนนี้ พระจะจับเงิน หรือไม่จับเงิน

เรื่องของชาววัด คนรู้เรื่องวัดมีน้อย ปล่อยให้โยมไพบูลย์ ที่ยังไม่ผ่านหลักสูตร “บัณฑิต” ก็ “ทิด” พระสึกใหม่น่ะครับ เสียงดังอยู่คนเดียว คงไม่ไหว

ประเด็นพระควรจับเงินหรือไม่...ควรทำความเข้าใจขนบพระไทยไว้ก่อน

ตามพระวินัย พระจับเงิน (หรือทอง) เป็นอาบัติปาจิตตีย์ (อาบัติเบา ปลงได้)  อาบัติข้อนี้ อยู่ในพระปาติโมกข์ พระท่านสวดตรวจทานของท่านให้ถูกต้องครบถ้วน ทุกวันพระ ๑๕ ค่ำ

พระไทย เดิมทีมีนิกายเดียว จนเมื่อรัชกาลที่ ๔ ท่านตั้งนิกายธรรมยุต พระส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เข้าด้วยก็ถูกเรียก “มหานิกาย” พระไทยจึงมีสองนิกายมานับแต่นั้น

พระสองนิกาย สวดปาติโมกข์ฉบับเดียวกัน แต่มีmวัตรปฏิบัติตึงหย่อนกว่ากัน เช่น ธรรมยุตฉันกาแฟไม่ใส่นม ในเวลาวิกาล (หลังเที่ยง) มหานิกายฉันกาแฟใส่นม

ข้อที่กำลังถกกันวันนี้ พระธรรมยุตไม่จับเงิน มหานิกายจับเงิน

ญาติโยมคงเห็นเจนตา เวลาเอาซองใส่เงินถวายพระ ถ้าธรรมยุตก็ต้องเอาไปให้ลูกศิษย์รับแทน ถ้าพระมหานิกาย ท่านก็รับซองใส่ย่ามด้วยมือของท่านเลย

ย้อนไปอ่านพระวินัย พระไม่จับเงิน ตีความคำว่า “จับ” ไว้  แล้วเอาไปดูวิธีปฏิบัติของพระไทย พระธรรมยุตท่านไม่ “จับ” พระมหานิกาย “จับ”

พระสองนิกายมีนัยตรงกันคือท่าน “รับเงิน”

และเงินที่พระท่านรับ พระธรรมยุตเวลาจะใช้ ท่านก็ให้ลูกศิษย์ไปใช้ พระมหานิกาย ท่านมีเงินอยู่ในย่ามของท่านไว้แล้ว เวลาจะใช้ท่านก็ควักจากย่าม

บทสรุปข้อแรก “พระสองนิกายรับเงิน” นำไปสู่บทสรุปข้อที่สอง พระสองนิกาย ในวิถีความเป็นไปในโลกวันนี้ ต้องเดินทาง ต้องไปเรียนหนังสือ ไปกิจนิมนต์ บิณฑบาตไม่พอ ต้องซื้ออาหารมาฉัน ฯลฯ พระท่านจำเป็นต้องใช้เงิน

ยังไม่รวมเหตุปัจจัยอีกหลายประการ อย่าลืมพระท่านก็เป็นมนุษย์ มีญาติโยมที่ต้องดูแล

สมัยพุทธกาล พระที่โยมแก่เฒ่า เลี้ยงตัวไม่ได้ พระท่านก็ไปรับมาดูแลในวัด

ในวินัยไม่มีบัญญัติ แต่ใน “ธรรมะ” เป็นข้อที่พระพุทธเจ้าย้ำ “ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดี”

ในความแตกต่างเรื่องวัตรปฏิบัติตึงหรือหย่อนกว่ากัน ข้อปฏิบัติของพระธรรมยุต เมื่อมีมหานิกายมาขออยู่ด้วย ก็ต้องเข้าโบสถ์ “บวชใหม่”

เรื่องนี้พระด้วยกันรู้ แต่กับคฤหัสถ์ผู้ใหญ่ เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ศรัทธาไปบวชพระถึงอินเดีย กลับมาไทยไปขอจำวัดอีกนิกาย ถูกนำเข้าโบสถ์บวชใหม่ ผู้ใหญ่ท่านนั้นออกอาการ “เหวอ” ไปเลย

ไม่คิดเลย พระห่มผ้าเหลืองเหมือนกัน แตกต่างกันถึงขั้นนี้

เด็กวัดเก่าอย่างผมขอวิจารณ์ พระที่ถือว่าเคร่งวินัย และใช้ความเคร่งครัดนั้นมาชี้ว่า ดีกว่า บริสุทธิ์กว่า ก็พร่องด้านธรรม ข้อ “อติมานะ” คือยกตนถือตัว

                  ฯลฯ  


“เงินกับพระ” คอลัมน์ ชักธงรบ โดย กิเลน ประลองเชิง น.๓ นสพ.ไทยรัฐ ฉบับวันพุธที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๑



2  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ห้องสมุด / Re: คนดังในความทรงจำ เมื่อ: 20 ชั่วโมงที่แล้ว


พระนางเอเลนอร์แห่งอากีแตน
Eleanor of Aquitaine
Eleanor of Aquitaine, Queen of France and Queen of England

พระนางเอเลนอร์แห่งอากีแตน (Eleanor of Aquitaine) เป็นพระราชินีประเทศฝรั่งเศส ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ ๑๒ จึงออกเสียงพระนามและชื่อแคว้นของพระนางอย่างภาษาฝรั่งเศส ชื่อแคว้นของพระนางในภาษาฝรั่งเศส บางครั้งก็ออกเสียงว่ากุแยน (Guyenne) แต่ชื่อหลังนี้ปัจจุบันไม่ใคร่พบที่ใช้แล้ว

พระนางเอเลนอร์แห่งอากีแตน ได้อภิเษกสมรสกับเจ้าชายหลุยส์ พระรัชทายาทแห่งราชบัลลังก์ฝรั่งเศส ต่อมาพระรัชทายาทได้สืบราชสมบัติต่อจากพระราชบิดา แล้วทรงพระนามว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ ๗ (ในระหว่าง ค.ศ.๑๑๓๗-๑๑๕๒) ต่อมาทรงหย่าร้างกันแล้วพระนางได้อภิเษกสมรสใหม่กับพระเจ้าเฮนรี่ที่ ๒ แห่งประเทศอังกฤษ (ระหว่าง ค.ศ.๑๑๕๒-๑๒๐๔) ต่อมา พระนางเอเลนอร์ได้เป็นพระราชชนนีของกษัตริย์แห่งประเทศอังกฤษสองพระองค์คือ พระเจ้าริชาร์ดใจสิงห์ (Richard I the Lion-Heart) และพระเจ้าจอห์นผู้ไร้แผ่นดิน (John Lackland) นักประวัติศาสตร์บางท่านคิดว่าพระนางเอเลนอร์ทรงเป็นสตรีผู้มีอิทธิพลที่สุดในศตวรรษที่ ๑๒

อิทธิพลของพระนางเอเลนอร์ส่วนหนึ่งมาจากการที่พระองค์ทรงมีที่ดินขนาดมหาศาล ในศตวรรษที่ ๑๒ ที่ดินถือเป็นสิ่งที่ทำให้เจ้า (Suzerain) มีข้า (Vassals) เป็นจำนวนมาก การที่มีที่ดินและมีข้าจำนวนมากทำให้มีทรัพย์สมบัติมาก และสามารถเกณฑ์แรงข้าไปรบในสงครามที่เจ้าทำกับเจ้าอื่นๆ เมื่อได้ชัยชนะก็ทำให้เจ้ายิ่งมีอิทธิพลยิ่งขึ้น

ที่ดินขนาดกว้างใหญ่ไพศาลที่พระนางเอเลนอร์ทรงมีนั้น เป็นพระราชมรดกของพระราชบิดาที่ทรงพระนามว่าวิลเลียมที่ ๑๐ พระราชบิดาทรงมีพระยศเป็นดยุคแห่งอากีแตน และทรงเป็นเคานต์แห่งปัวติเอร์ส์ (Duke of Aquitaine and Count of Poitiers) ที่ดินของพระราชบิดาของพระนางเอเลนอร์ในที่ต่างๆ รวมกันแล้วนับว่ากว้างใหญ่กว่าที่ดินในพระราชสมบัติของกษัตริย์แห่งฝรั่งเศสในเวลานั้นเสียอีก เมื่อพระราชบิดาสิ้นพระชนม์ พระนางเอเลนอร์ได้รับมรดกที่ดินนั้นๆ ใน ค.ศ.๑๑๓๗ แล้ว ได้อภิเษกสมรสกับพระเจ้าหลุยส์ที่ ๗ แห่งประเทศฝรั่งเศสดังกล่าวแล้ว พระนางเอเลนอร์ทรงดำรงตำแหน่งพระราชินีแห่งประเทศฝรั่งเศสเป็นเวลา ๑๕ ปี ในเวลา ๑๕ ปีนั้น พระนางทรงมีโอกาสทำกิจกรรมหลายอย่างที่สตรีในสมัยของพระองค์ไม่มีโอกาส เช่น พระนางได้ตามเสด็จพระเจ้าหลุยส์ที่ ๗ ไปในสงครามครูเสดครั้งที่ ๒ (the Second Crusade) ในระหว่าง ค.ศ.๑๑๔๗ ถึง ๑๑๔๙

เรื่องของสงครามครูเสดนี้ เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ดังที่มีผู้ดัดแปลงเอาไปเขียนเป็นหนังสือการ์ตูนที่เยาวชนสมัยนี้ได้อ่าน เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อฝรั่งหลายชาติรวมกันเป็นกองทัพไปรบกับแขกคือกองทัพของกษัตริย์คริสเตียนหลายกองทัพ ร่วมมือกันไปตีเอากรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งเวลานั้นกษัตริย์ที่นับถือศาสนาอิสลามยึดครองไว้ พวกคริสเตียนเห็นว่าบริเวณกรุงเยรูซาเล็มเป็นสถานที่ประสูติของพระเยซูคริสต์เจ้า ไม่สมควรที่พวกอิสลามจะยึดครอง ในสงครามครูเสดครั้งที่ ๑ เมื่อ ๕๐ ปีก่อนหน้านั้น กองทัพคริสเตียนได้ยึดครองราชอาณาจักรละตินแห่งเยรูซาเล็ม แล้วพวกตุรกีซึ่งนับถือศาสนาอิสลามมาโจมตี

ในระหว่างสงครามครูเสดครั้งที่ ๒ นี้ กองทัพของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๗ ได้ไปพักที่เมืองอันติออค (Antioch) ซึ่งเป็นเมืองของพระเจ้าอาของพระนางเอเลนอร์ พระเจ้าอาองค์นี้มีพระนามว่าเรมองด์แห่งปัวติเอร์ (Reymond of Poitiers)

ธรรมเนียมของเจ้านายฝ่ายสตรีในสมัยนั้นมักเป็นขวัญกำลังใจของอัศวิน หรือถ้าจะคิดอย่างไทยจะเรียกว่าแม่ย่านางประจำใจของอัศวินก็ได้ แต่เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับกามารมณ์

ก่อนออกรบอัศวินจะมาทำวันทยาวุธแม่ย่านางในท่ามกลางสนามสำหรับประลองยุทธ์ และแม่ย่านางมักจะประทานของที่ไม่มีราคามากแต่มีค่าทางจิตใจ เช่น แพรพันพระศอ หรือดอกไม้ โดยโยนลงไปจากอัฒจันทร์ที่นั่งดูอัศวินอยู่ อัศวินจะรับสิ่งของนั้น นำไปจุมพิต ทำท่าทางยินดี แล้วเอาสอดไว้ในเกราะบังอกของตน แม่ย่านางไม่จำเป็นต้องรักกับอัศวิน และอัศวินก็ไม่จำเป็นต้องคิดในทางชู้สาวกับแม่ย่านาง การทำความเคารพและการโยนผ้าแพรหรือดอกไม้ ถือเป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกันทั้งสองฝ่าย นี่เป็นธรรมเนียมที่สตรีสูงศักดิ์และอัศวินในสมัยนั้นย่อมรู้

ในการสงครามครูเสดครั้งที่ ๒ นี้ เมื่อกองทัพครูเสด เข้าไปพักในเมืองอันติออค กิจกรรมทำนองการให้เกียรติระหว่างสตรีสูงศักดิ์ (แม่ย่านาง) กับอัศวินคงเกิดขึ้น

พระนางเอเลนอร์เมื่อยังไม่ทรงมีพระชนมายุมาก เป็นผู้ทรงสิริโฉมโสภาค พระจริตกิริยาจับตาจับใจชวนมองไม่รู้เบื่อ เป็นที่สนิทเสน่หาของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๗ ยิ่งนัก พระเจ้าหลุยส์คงจะทรงหึงหวงจนนักประวัติศาสตร์บันทึกไว้ การสะเทือนอารมณ์ที่เมืองอันติออคเป็นการเริ่มต้นการร้างราระหว่างสองพระองค์ เมื่อกลับมาถึงประเทศฝรั่งเศสแล้วทรงพยายามคืนดีกัน แต่ชีวิตคู่หลังสงครามครูเสดก็ต้องอับปางลง สองพระองค์ทรงหย่าร้างกันในเดือนมีนาคม ค.ศ.๑๑๕๒

ตามกฏเกณฑ์ของสังคมสมัยกลางในยุโรปที่เรียกว่าสมัยฟิวดัล (Feudal) พระนางเอเลนอร์ได้ที่ดินในแคว้นอากีแตนกลับคืนเป็นของพระองค์ เพราะเป็นพระราชมรดกจากพระบิดาของพระองค์

หลังจากการหย่าร้างกันเพียงสองเดือน พระนางเอเลนอร์ได้อภิเษกสมรสกับเจ้าชายเฮนรี แห่งราชวงศ์พลันตาเจเนต (Plantagenet) ซึ่งมียศศักดิ์อัครฐานเสมอกับพระนางเหมือนกัน คือเจ้าชายเฮนรีพลันตาเจเนต เป็นเคานต์แห่งอ็องจู (Anjou) ซึ่งเป็นแคว้นที่อุดมสมบูรณ์ มีทั้งพืชผลการเกษตรและเป็นที่ผลิตไวน์ที่มีชื่อเสียง ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าชายเฮนรีพลันตาเจเนต ยังเป็นดยุคแห่งนอร์มองดี (Normandy) ด้วย

สองปีหลังการอภิเษกสมรส เจ้าชายเฮนรีพลันตาเจเนต ได้ขึ้นครองราชย์สมบัติเป็นพระเจ้าเฮนรีที่ ๒ แห่งประเทศอังกฤษ ที่ดินในพระคลังมหาสมบัติของพระเจ้าเฮนรีที่ ๒ จึงมีทั้งในประเทศอังกฤษและประเทศฝรั่งเศส คือมีที่แคว้นนอร์มองดีในประเทศฝรั่งเศสด้วย

ในคราวที่อภิเษกสมรสกับพระเจ้าหลุยส์ที่ ๗ แห่งฝรั่งเศส พระราชินีเอเลนอร์ทรงมีพระราชธิดา ๒ องค์ ในครั้งที่อภิเษกสมรสกับพระเจ้าเฮนรีที่ ๒ นั้น พระองค์ทรงมีพระราชโอรส ๕ องค์ พระราชธิดา ๓ องค์ ดูจากจำนวนพระโอรสและพระธิดาแล้ว ไม่น่าสงสัยเลยว่า ทำไมพระนางเอเลนอร์จึงทรงมีอิทธิพลมากนัก เพราะพระโอรสก็แยกย้ายกันไปเป็นพระราชินีและดัชเชสในดินแดนต่างๆ ส่วนมากพระโอรสธิดามักปรึกษาหารือกับพระองค์ พระองค์จึงได้รับสมัญญานามว่า “คุณยายและคุณย่า แห่งทวีปยุโรป” (Grand Mother of Europe)

พระโอรสและพระธิดาของพระนางเอเลนอร์ที่เป็นที่รู้จักกันดีมี เช่น พระโอรสองค์ที่ ๓ คือ เจ้าชายริชาร์ด ซึ่งต่อมาได้ครองราชบัลลังก์อังกฤษ และได้รับพระสมัญญานามว่า พระเจ้าริชาร์ดใจสิงห์ (Richard I the Lion-Heart) องค์ผู้นำในสงครามครูเสดครั้งต่อมา

อีกพระองค์หนึ่งคือ เจ้าชายจอฟฟรีย์ ผู้ได้รับพระราชมรดกจากพระราชมารดา คือได้เป็นดยุคแห่งอากีแตน

ส่วนโอรสองค์สุดท้าย คือพระองค์ที่ ๕ ประสูติมาทีหลังเมื่อพระเชษฐาได้รับดินแดนต่างๆ ไปหมดแล้ว พระองค์จึงมีพระสมัญญานามว่า พระเจ้าจอห์นผู้ไร้แผ่นดิน (John Lackland ภาษาฝรั่งเศสใช้ว่า Jean Sans Terre)

ส่วนพระราชธิดามีพระนามว่า มาธิลดา (Matilda) อภิเษกกับดยุคแห่งแซกโซนีและบาวาเรีย (Duke of Saxony and Bavaria) ดินแดนนี้ในปัจจุบันอยู่ในประเทศเยอรมนี พระราชธิดาองค์ที่ ๒ พระนามว่าเอเลนอร์เหมือนพระชนนี ได้อภิเษกกับพระเจ้าอังฟองโซที่ ๘ แห่งคาสตีล์ (Alfonso VIII, King of Castile) ซึ่งปัจจุบันนี้อยู่ในประเทศสเปน พระราชธิดาอีกพระองค์หนึ่ง พระนามว่าโจน (Joan) อภิเษกสองครั้ง ครั้งแรกกับพระเจ้าวิลเลี่ยมที่ ๒ แห่งซิซิลี (Sicily) และครั้งที่ ๒ กับเคานต์เรม็องที่ ๖ แห่งแคว้นตูลูส (Raymond VI, Count of Toulouse) ซึ่งปัจจุบันนี้อยู่ในประเทศฝรั่งเศส

ระยะเวลาที่พระนางเอเลนอร์คงมีความสุขที่สุด คงจะเป็นในตอนที่ทรงเป็นราชินีแห่งประเทศอังกฤษ พระองค์ทรงเป็นคู่คิดคู่ปรึกษาของพระเจ้าเฮนรีที่ ๒ ทรงมีความสามารถในการปกครองและยังทรงปกครองดินแดนของพระองค์เองในประเทศฝรั่งเศสเป็นอย่างดีด้วย  ราชสำนักของพระองค์ที่ปัวติเอร์ส์ มีชื่อเสียงในการส่งเสริมศิลปะวิทยาการ เป็นศูนย์กลางแห่งการแต่งกวีนิพนธ์ เป็นที่เรียนขนบธรรมเนียมประเพณีการฝึกกิริยามารยาทในราชสำนัก

ในตอนปลายพระชนมชีพ ทรงประสบเรื่องสะเทือนพระทัยหลายเรื่อง พระโอรสกระด้างกระเดื่องกับพระราชบิดา พระนางเอเลนอร์ทรงเข้าข้างพระโอรส เมื่อพระเจ้าเฮนรีที่ ๒ สวรรคต พระนางเป็นพระหัตถ์ที่สำคัญที่ผลักดินให้พระเจ้าริชาร์ดใจสิงห์ได้เข้าพิธีราชาภิเษก และทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินเมื่อพระเจ้าริชาร์ดเสด็จไปสงครามครูเสด

พระนางเอเลนอร์ พระชนมายุยืนมาก ทรงพระชันษาเลยแปดสิบปี ทรงเบื่อหน่ายกิจกรรมการเมืองและเสด็จเข้าจำศีลภาวนาที่วัดฟรองเตอโวล์ท์ (Frontevrault) ในแคว้นอ็องจู ทรงเป็นที่รักและนับถือของบรรดาแม่ชีที่ฟรองเตอโวล์ท์  เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๑ เมษายน ค.ศ.๑๒๐๔
 

3  สุขใจในธรรม / พุทธวัจนะ - ภาษิตธรรม / Re: พระสูตรน่าสนใจ : ข้อคิดจากคอลัมน์ "ฟ้าสางเมื่อใกล้ค่ำ เมื่อ: 21 ชั่วโมงที่แล้ว



]แปลสามชั้น

เวลาแปลบาลี ท่านจะให้แปลโดยพยัญชนะ คือแปลรักษาศัพท์ รักษาโครงสร้างของภาษาอย่างเคร่งครัด

เช่นประโยคว่า สถิโร วิธายกคนฺถโสธโก สาธุกํ หตฺถเลขนํ โสเธติ แปลโดยพยัญชนะก็ต้องแปลว่า "อันว่าผู้ชำระซึ่งคัมภีร์ ผู้จัดแจงทั้งหมดชื่อเสถียร ย่อมชำระ ซึ่ง สิ่งที่เขียนด้วยมืออย่างดี"

แปลแล้วฟังยังไม่รู้เรื่อง แต่สำหรับผู้เรียนภาษาบาลีแปลอย่างนี้ได้ประโยชน์ คือทำให้มองเห็นว่าคำนั้นๆ ทำหน้าที่อะไรในประโยค มาจากธาตุ วิภัติ ปัจจัยอะไร เมื่อแปลตามตัวอักษรเช่นนี้แล้ว ท่านจะให้แปลเอาความ (แปลโดยอรรถ) อีกที ให้เป็นภาษาที่คนอื่นฟังเข้าใจ

อย่างประโยคนี้ ถ้าแปลโดยอรรถ หรือแปลเอาความก็จะได้ดังนี้ "ท่านบรรณาธิการบริหาร ชื่อเสถียร ตรวจตราต้นฉบับลายมือ อย่างพินิจพิเคราะห์" คราวนี้ผู้ไม่ได้เรียนบาลีก็ฟังเข้าใจ

ที่ว่ามานี้เป็นการแปลสองชั้น คือ ชั้นที่หนึ่งแปลโดยพยัญชนะหรือแปลตามตัวอักษร ชั้นที่สองแปลโดยอรรถ หรือแปลเอาความ

แต่ถ้าจะให้ "ลึก" กว่านั้น ต้องแปลถึงสามชั้น จึงจะเรียกว่าผู้แตกฉานแท้จริง นั่นก็คือ คำที่เป็นนามที่ทับศัพท์จนกลายเป็นคำธรรมสามัญเผลอๆ คิดว่าเป็นคำไทยแท้เสียอีกนั่นแหละ เอามาแยกแยะดูว่ามันน่าจะมาจากธาตุ (root) อะไร แล้วหาทางแปลให้ฟังเข้าท่า

ยกตัวอย่างเช่น กุกฺกุฏ ที่แปลว่าไก่จนเป็นคำธรรมดานั้น แปลตามรากของคำจริงๆ ว่า "สัตว์ผู้เขี่ยแผ่นดิน" มาจาก กุ (แผ่นดิน) + กุฏ (เขี่ย) รวมเป็นกุกฺกุฏ ด้วยประการฉะนี้

สุนัข ที่แปลกันจนชินว่าหมานั้น ตามรากศัพท์แปลว่า "สัตว์ผู้ขุดดี ขุดเก่ง" (ก็ขุดดินนั่นแหละ) มาจาก สุ (ดี, เก่ง) + ขน (ขุด) รวมเป็น สุขน แล้วเขียนกลับกันว่า สุนข (เขียนเป็นไทยว่า สุนัข)

บุคคล ที่แปลว่าคนทั่วไป ตามรากศัพท์แปลได้สองนัย คือ

(๑) สัตว์ผู้กลืนกินของเน่าเหม็น (ก็กินศพหมูเห็ดเป็ดไก่ทุกวันนั่นแหละครับ) มาจาก ปุ (=ปูติ ของเน่าเหม็น) + คล (เคลื่อนไป) รวมเป็น ปุคฺคล (เขียนเป็นไทยว่า บุคคล)

(๒) สัตว์ผู้มักเคลื่อนไปสู่นรก (แนวโน้มคนส่วนใหญ่ตกนรกมากกว่าขึ้นสวรรค์) มาจาก ปุ (นิริย นรก) + คล (เคลื่อนไป) รวมเป็น ปุคฺคล (เขียนเป็นไทยว่า บุคคล)

เมื่อเจาะลึกลงไปถึงขั้นนี้ ช่วยให้เข้าใจคำลึกขึ้น และนำไปอธิบายได้ละเอียดแจ่มแจ้งขึ้น

เคยได้ยินพระเถระท่านหนึ่งเทศน์ว่า ทำไมคนเรานี้ภาษาพระเรียกว่า "บุคคล" รู้ไหม บุคคล แปลว่า ผู้กินศพ แล้วท่านก็สาธยายว่าวันๆ กินศพปูปลาเป็ดไก่ลงในกระเพาะน่ะกี่สิบศพ ปีหนึ่งกี่พันกี่หมื่นศพ อีกนัยหนึ่งบุคคลแปลว่าผู้ชอบลงนรก ขึ้นชื่อว่าคนมักไม่ชอบทำบุญกุศล ส่วนมากล้วนแต่ผิดศีลผิดธรรมกันทั้งนั้น พวกนี้ตายแล้วไม่ไปไหนดอก โน่น แออัดกันอยู่ในขุมนรกโน่น

ผู้ฟังก็นั่งตาปริบๆ เห็นด้วยว่าพระคุณเจ้าเทศน์แจ่มแจ้งดี

การจะสามารถแจกแจงละเอียดถึงรากถึงโคนอย่างนี้ ต้องเป็นผู้บรรลุวิทยายุทธ์แห่งการแปลถึงขั้นที่สามดังกล่าวข้างต้นขอรับ



"โดย" พระองค์วรรณฯ ว่าถูกต้อง
ในคอลัมน์เล็กๆ นี้ผมเคยนำคำว่า "โดย" มาเขียน โดยเล่าว่า (เล่าจากความจำ) สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงทักว่าผิด พระองค์ทรงเคยเข้าใจผิดมาแล้ว ภายหลังจึงรู้ว่าผิด แต่ก็สายเกินแก้แล้ว ปัจจุบันนี้จึงยังใช้โดย (เช่น แต่งโดย...) อยู่

นึกอยู่นานว่า ผมไปจำข้อความนี้มาจากไหน เพิ่งนึกออกว่า เคยอ่านในหนังสือรวมวิทยาการท่านวรรณ เอามาเปิดดู แม่นอีหลีครับ มีในนั้นจริงๆ

เพื่อให้ได้ความโดยสมบูรณ์ (และเพื่อประหยัดเวลาเขียนต้นฉบับ-แค่ยี่สิบสามสิบบรรทัดก็ขี้เกียจแล้วครับ) จึงขออนุญาตคัดลอกมาลงจนจบ ดังนี้ขอรับ

ในหนังสือพิมพ์ "ประชาชาติ" มีจ่าหน้าซองอยู่ตอนหนึ่งว่า "วิเทโศบายของสยาม โดยหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร วรวรรณ" มีบัณฑิตผู้คงแก่เรียนผู้หนึ่งแจ้งมาให้เราทราบว่า สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ เคยทรงท้วงว่า คำว่า "โดย" นี้ผิดหลักภาษาไทย การที่จะถือว่า "โดย" มาจาก "บาย" ของอังกฤษนั้นผิด เพราะว่า "บาย" ที่แท้ควรแปลว่า "ของ" ทรงอ้างว่า เคยเข้าใจผิดมาเมื่อ ๑๕ ปีก่อนโน้น

ภายหลังจึงทรงทราบความจริงว่า "บาย" นั้นจะนำมาใช้นำนามผู้แต่งว่า "โดย" เป็นผิดจากภาษาไทย เพราะคำว่า "โดย" ใช้ได้ในที่ใดแล้ว คำว่า "ตาม" ย่อมใช้ได้ใน ที่นั้น ทรงชักตัวอย่างเช่น "โดยเสด็จพระราชดำเนิน" มีค่าเท่ากับ "ตามเสด็จพระราชดำเนิน" ท่านบัณฑิตผู้กรุณาแจ้งความมาให้เราทราบนั้นได้ทูลเสนอไปว่า ความข้อนี้มีใช้กันแพร่หลายในภาษาไทย ทรงเห็นจริงด้วยแต่ก็ทรงยืนยันว่าผิดจากหลักของภาษาดังนี้

ความเช่นว่านี้เราก็เคยได้ยิน ทั้งเคยได้ยินท่านนักรู้ท่านเถียงกันด้วย แต่ความรู้สึกของเราออกจะเหมือนกับโอมาร์ คายาม ในเมื่อได้ยินปราชญ์ท่านเถียงกัน ดูท่านวนแล้วก็เวียน เวียนแล้วก็วน ในที่สุดเข้าประตูไหนแล้วก็ออกประตูเดียวกันนั้นเอง แต่เราพยายามจะขบปัญหา จะขบแตกหรือไม่ ขอท่านผู้อ่านได้มีขันติคุณพิจารณา

คำว่า "ของ" ในจ่าหน้าว่า "วิเทโศบาย ของสยาม" นั้น เป็นของหม่อมเจ้า วรรณไวทยากร ซึ่งทรงใช้จะให้รู้สึกว่าเป็นของสยาม, ของประชาชาติสยาม จริงๆ มิใช่ของรัฐบาลสยามในเฉพาะกาลเฉพาะสมัย ไม่ทรงใช้วิเทโศบาย เพราะ "สยาม" จะเป็นคุณศัพท์ไป ไม่ทรงใช้ว่า "แห่ง" เพราะว่า "แห่ง" ทำให้คิดถึง "ที่" แต่ถ้าใช้ว่า "ของสยาม" แล้ว สยามได้รับแต่งตั้งเป็นบุคคลขึ้น และบุคคลนั้นแลเป็นผู้ดำเนินวิเทโศบาย อันที่จริงก็ได้ทรงตั้งข่ายโครงไว้กว้าง เพื่อจะได้รวมทั้งประเทศสยาม หรืออีกนัยหนึ่งก็คือประชาชาติสยาม

ตามที่กล่าวมานี้ เราจะเห็นได้ว่า ในภาษาไทยเราถ้าใช้คำว่า "ของ" แล้ว ผู้สำเนียก ภาษาโดยละเอียดแล้วพึงเข้าใจว่าเป็นของ ในที่นี้วิเทโศบายก็เป็นของสยามและสยามเป็นเจ้าของวิเทโศบาย

ส่วนคำว่า "โดย" นั้น มิใช่ของหม่อมเจ้าวรรณไวทยากร เป็นคำซึ่งบรรณา ธิการเติมลงไปโดยหน้าที่บรรณาธิการเป็นนักประพันธ์ซึ่งท่านทั้งหลายย่อมรู้จักแล้วจะเขียนว่าวิเทโศบายของสยามของหม่อมเจ้าวรรณไวทยากรหาได้ไม่ เพราะคงจะรักโศตบรรณาธิการ

และขอให้ท่านสังเกตดูอีกทีหนึ่งท่านจะเห็นว่า อาจตีความไปได้ว่าสยามของหม่อมเจ้าวรรณไวทยากรซึ่งเป็นการสมควรแหละหรือ?

หรือชักตัวอย่างความฝันของหลวงวิจิตรวาทการ จะมิแปลว่า ความซึ่งหลวงวิจิตรฯ ฝันหรือ?

แต่ถ้าใช้ว่าความฝันโดยหลวงวิจิตรฯ แล้วเราเห็นว่าได้ความที่ถูกต้อง กล่าวคือ ความฝันตาม (ฉบับ) หลวงวิจิตรฯ และมิใช่หลวงวิจิตรฯ ฝัน

เมื่อการใช้คำว่า "โดย" ได้ทำความถูกต้องและการใช้คำว่า "ของ" อาจมีความผิดไปฉะนี้ ท่านว่าไหนผิดไหนถูกก็แล้วแต่ วิจารณปัญญาของท่านเถิด

และบัดนี้เรามีพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์แล้วเราจะไม่ควรลืมเสีย ท่านนักรู้เคยท้วงเราว่าต้องเข้าใจว่า "เรื่อง" เติมหน้าสิ เราก็เออ ด้วย แต่เมื่อเติมคำว่า "เรื่อง" เข้าแล้วก็หนีความจริงไม่พ้น เรื่องความฝันของหลวงวิจิตรฯ ก็แปลว่าเรื่อง...ของหลวงวิจิตรฯ หรืออีกนัยหนึ่งหลวงวิจิตรฯ เป็นเจ้าของเรื่อง แต่ไม่จำเป็นจะแปลว่า หลวงวิจิตรแต่ง

อีกประการหนึ่งหลวงวิจิตรฯ อาจขายเรื่องนั้นเป็นสิทธิแก่นักประกาศนาการ (ปับลิเชอร์) กล่าวคือ ขายลิขสิทธิ์ให้แก่นักประกาศนาการ ถ้าเช่นนั้นแล้วท่านนึกหรือว่า หลวงวิจิตรฯ เป็นเจ้าของเรื่องนั้น? ถ้าเป็นเจ้า ของต้องมีกรรมสิทธิ์ คือมีสิทธิ์ใช้ประโยชน์สิ่งของนั้นได้ แต่ถ้าขายลิขสิทธิ์แล้วท่านใช้ประโยชน์เรื่องที่ท่านเองแต่งหาได้ไม่

พระยาอินทรมนตรีแต่งเรื่องคล้องช้างลงหนังสือนิพนธ์ของสยามสมาคม ยังต้องถือว่าเป็นการของสมาคมหาใช่เป็นของตัวท่านเองไม่ หรือพระยานิติศาสตร์ไพศาลได้ให้ลิขสิทธิ์คำอธิบายธรรมนูญการปกครองแผ่นดินของท่านแก่สมาคมคณะราษฎร ถ้ามาบัดนี้ท่านจะใช้ประโยชน์ในเรื่องที่ท่านแต่งนั้นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากสมาคมนั้นแล้ว สมาคมอาจฟ้องเอาค่าเสียหายจากท่านได้ ท่านจะเป็นเจ้าของอย่างไรได้?

นางแอเลค ทวีดี นักประพันธ์อังกฤษ ส่งหนังสือที่เขาแต่งมาให้เราอ่าน ยังกล่าวขวัญถึงความโอละพ่อของอารยโลกว่า ต้องซื้อหนังสือนั้นมาให้

หนังสือของนางแอเลค ทวีดี ซึ่งนาง แอเลค ทวีดี ต้องซื้อ ท่านฟังไม่ขัดหูบ้างหรือ? ถ้าท่านเปลี่ยนเป็น "โดย" ลองดูบ้างจะเป็นอย่างไร? หนังสือโดยนางแอเลค ทวีดี ซึ่งนางแอเลค ทวีดี ต้องซื้อหนังสือตาม (ฉบับ) ของนางแอเลค ทวีดี ซึ่งนางแอเลค ทวีดี ต้องซื้อ ดังนี้

ความจะไม่สนิทกว่ากันหรือ

บัดนี้เราวิจารณ์ตามหลักภาษาให้เห็นว่า "โดย" เป็นบุรพบทใช้นำหน้าชื่อ ผู้แต่งได้

พระคารมของสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ตามที่ท่านบัณฑิตแจ้งมาให้เราทราบนั้นมีอยู่ว่า (๑) ผิดหลักภาษาไทย, ถ้าทรงหมายความว่าผิดสำนวนไทยแต่ก่อนแล้วเราเห็นพ้องด้วยพระกระแส เพราะว่าไทยไม่ชอบกรรมวาจก (passive voice) เหมือนกับภาษาฝรั่งเศสเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเวลาแปลบทกรรมวาจกในภาษาบาลีมาเป็นไทยจึงใช้ "อัน" แล้วแปลเป็นกรรตุวาจก (active voice) ไป

ถ้าจะให้เป็นสำนวนไทยแล้วควรให้จ่าหน้าเรื่องแล้วว่า คนนั้นคนนี้แต่ง หรือเรียบเรียงหรือแปล ฯลฯ อย่างเช่น "มัทนะพาธา หรือตำนานแห่งดอกกุหลาบ ละครพูดคำฉันท์ ๕ องก์ สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ ทรงพระราชนิพนธ์"

แต่ถ้าจะใช้กรรมวาจก หรือจำเป็นจะใช้กรรมวาจกแล้ว จะต้องใช้บุรพบทว่า "โดย" (par)

ในภาษาไทยเราก็เช่นเดียวกัน เราขอสาธกตัวอย่าง ซึ่งเรานำมาจากพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๖ เพราะทรงรอบรู้หลายภาษา

"ผิดวินัย" ละครพูด ๓ องก์แปลงจากเรื่องภาษาอังกฤษชื่อ "เฟรนช์ลีฟว์" ของ เรจินัลด์บาร์กลีย์ โดยศรีอยุธยา คือ แปลง...โดย

หรืออีกอย่างหนึ่ง "โรเมโอและจูเลียต" เรื่องละครสลดใจของวิลเลียม เช็กสเปียร์ สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้า เจ้าแผ่นดินสยาม ทรงแปลและประพันธ์เป็นภาษาไทย ดังนี้ เป็นอันตรงกับหลักที่เราแสดงมาแล้ว ทีเดียว

(๒) ตามคำที่เราได้รับนั้นสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ รับสั่งว่า การที่จะถือว่า คำ "โดย" มาจากคำ "by" ในภาษาอังกฤษนั้นเป็นผิด ทำไม? รับสั่งว่า "by" นั้นที่แท้ควรแปลว่า "ของ" ใครบอก? ใครว่า? เราเรียนอังกฤษมานานนักแล้วไม่เคยได้ยินได้ฟังเช่นนี้เลย และอันที่จริงตามที่เราหัดแปลแต่ชั้นประถมว่า "by" แปลว่า "โดย" นั้นก็เป็นอันถูกต้องแล้ว ถ้าแปลไปเป็นอย่างอื่นความก็ไม่ตรงกันเท่านั้นเอง ทำไมจึงควรแปลว่า "ของ" ไม่เห็นมีปรากฏเลย ตรงกันข้ามตามเหตุผลที่เราแสดงมาแล้วเราก็เห็นสมควรอย่างยิ่งที่จะแปลว่า "โดย" หรือถ้าเลี่ยงบุรพบทเสียได้ แล้วใช้กรรตุวาจกก็ยิ่งดี เพราะจะได้เป็นสำนวนไทยยิ่งขึ้น ถ้าใช้ "โดย" สะดวก ก็ควรใช้ "โดย" ไม่เห็นมีหลักอะไรที่จะแสดงว่าผิด

เราเคยได้ยินว่า ในพระบรมโกศทรงชี้แจงว่าผิด แต่ตามตัวอย่างพระราชนิพนธ์ ซึ่งเราได้กล่าวมาแล้วเราเห็นว่าในพระบรมโกศทรงดำเนินตามหลักอย่างเดียวกับเรา หรือถ้าจะพูดให้ถูกต้องก็คือ เราเดินตามหลักเดียวกับพระองค์ท่าน

หรืออีกนัยหนึ่ง เราโดยเสด็จพระบรมครู

(๓) ตามข่าวที่เราได้รับ สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทรงอ้างว่าเคยเข้าใจผิดมาเมื่อ ๕๐ ปีก่อนโน้น ภายหลังจึงทรงทราบความจริงว่า "โดย" นั้นจะใช้นำหน้า ผู้แต่งว่า "โดย" เป็นผิดจากภาษาไทย เพราะคำว่า "โดย" ใช้ในที่ใดแล้วคำว่า "ตาม" ย่อมใช้ได้ในที่นั้น ทรงชักตัวอย่างเช่น "โดยเสด็จพระราชดำเนิน" มีค่าเท่ากับ "ตามเสด็จพระราชดำเนิน"

สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ย่อมทรงสันทัดในโบราณคดี ฉะนั้นที่ทรงเข้าพระทัย ๕๐ ปีก่อนโน้นเป็นอันถูกต้องแล้ว และความจริงซึ่งรับสั่งว่าเพิ่งทรงทราบนั้น ตามความเห็นของเรากลับตรงกันข้ามกับความเป็นจริงที่ถูกต้อง เพราะตามความเป็นจริง "by" ก็ยังคงเป็น "โดย" อยู่นั่นเอง

ซึ่งทรงเข้าพระทัยว่า "โดย" กับ "ตาม" ใช้แทนที่กันได้เสมอไปนั้น ยังหาตรงกับความเป็นจริงไม่ ท่านลองใช้ "ตามสาร" แทน "โดยสาร" ดูซิ จะได้ค่าได้ความเท่ากันไหม?

ตามหลักภาษาซึ่งข้าพเจ้าแสดงมาแล้ว คำ ๒ คำถ้าเสียงต่างกันแล้วย่อมมีความหมายต่างกัน อาจต่างกันอย่างละเอียด ผิดแผกกันแต่นิดหน่อยเท่านั้นก็ได้ แต่ก็ยังมีความหมายต่างกันอยู่ดี ในที่นี้ทั้ง "โดย" ทั้ง "ตาม" เป็นคำเขมร "ตาม" เป็นกริยา "โดย" เป็นบุรพบท เพราะฉะนั้นเมื่อนำมาใช้ในภาษาไทยความหมายย่อมจำแนกออกไปจากกัน เช่น "ตามที่..." ใช้แสดงความเป็นจริง และ "โดยที่..." ใช้แสดงเหตุ เป็นต้น เพราะฉะนั้นจะว่า "โดย" กับ "ตาม" แทนที่กันได้นั้นหาได้ไม่ ถึงแม้ว่า "โดยเสด็จ" กับ "ตามเสด็จ" ก็มีความหมายต่างกัน

เมื่อเราได้ทราบข่าวว่าเจ้านายจะเสด็จไหน ถ้าเราขอโดยเสด็จเราอาจหมายแต่เพียงว่าเราขอติดขบวนไปด้วย แต่ไม่ได้อยู่ในขบวน ส่วนผู้ที่อยู่ในขบวนนั้นตามเสด็จ หรือผู้โดยเสด็จอาจเป็นสักแต่ว่าไปด้วย แต่ไม่ได้ตามติดอยู่ก็เป็นได้

เช่น ผู้โดยเสด็จในพระบรมโกศไปสิงคโปร์บางคน เป็นแต่โดยเสด็จไม่ได้ ตามเสด็จ จึงได้เกิดเหตุลำบากขึ้นดังนี้ เป็นอัน พูดได้ และได้ความละเอียดด้วยสำหรับผู้ที่รู้กรณี

(๔) ท่านผู้ที่มาเขียนถึงเราได้ทูลเสนอว่า ความข้อนี้มีใช้กันแพร่หลายทรงเห็นจริงด้วย แต่ก็ทรงยืนยันว่าผิดจากหลักของภาษา

การที่ใช้กันแพร่หลายก็เป็นปัจจัยอันหนึ่งแห่งหลักของภาษา แต่ถ้าได้แสดงว่าการที่ใช้นั้นไม่ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ก็ควรแก้เสียใหม่ให้ถูกต้องด้วยเหตุผล

ในที่นี้เราเห็นว่า "โดย" เป็นบุรพบทที่ถูกต้องแล้วสำหรับใช้กับกรรมวาจก เราเคยได้ยินว่า หมอแบรดเลย์เป็นคนคิดขึ้น จะเท็จจริงอย่างไรไม่ทราบ แต่บัดนี้เราใช้กันเช่นนั้น และเป็นการชอบด้วยเหตุผลด้วย ตรงกับคำอังกฤษว่า "by" หรือฝรั่งเศสว่า "par" เพราะทั้ง ๒ คำนั้นแสดงหนทางที่เดิน เหมือนกับคำว่า "โดย" เหมือนกัน แล้วก็ขยายออกใช้แสดงเหตุแล้วจึงใช้สำหรับการกผู้บันดาลให้เกิดการกระทำในกรณีกรรมวาจก

เฉพาะเท่าที่ใช้นำหน้านามผู้แต่งเราเห็นว่าเหมาะแก่ความหมายด้วย คือ โดย (ตาม) (ที่)...(แต่งหรือแปล ฯลฯ) หรือตามที่เราใช้ในวันก่อนว่า "ตาม (ฉบับ)..."



มรรคนายก-มรรคทายก
สองสามวันก่อนเขียนต้นฉบับนี้ พบรองศาสตราจารย์ด๊อกเตอร์ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ ท่านบ่นว่าเบอร์โทรศัพท์ที่ให้ไว้กี่เบอร์ติดต่อไม่ได้ จ.ส.๑๐๐ ตามตัวอยู่

ผมถามว่าตามตัวผมเรื่องอะไร มรรคนายก หรือมรรคทายก ถูกกันแน่ เขาต้องการคำยืนยัน ว่าอย่างนั้น ผมไม่ค่อยได้เปิด จ.ส.๑๐๐ ฟังเหมือนเมื่อก่อน จึงไม่รู้ว่าเขาถกเถียงเรื่องอะไรกันบ้าง

มรรคนายก แปลตามศัพท์ว่า "ผู้นำทาง" พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลศัพท์ ของท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก ให้คำจำกัดความและคำอธิบายไว้ว่า

"ผู้นำทาง" ผู้แนะนำจัดแจงในเรื่องทางบุญทางกุศล และเป็นหัวหน้านำชุมชนฝ่ายคฤหัสถ์ในศาสนพิธีตามปกติทำหน้าที่อยู่ประจำกับวัดใดวันหนึ่ง เรียกว่าเป็นมรรคนายกวัดนั้นๆ ผู้นำทางบุญของเหล่าสัตบุรุษ

คงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม เพราะที่ท่านอธิบายไว้ก็ชัดเจนแล้ว มรรคนายกส่วนมากประจำอยู่วัดใดวัดหนึ่ง เรียกว่า มรรคนายกวัด เช่น ขรรค์ชัย บุนปาน มรรคนายกวัดหนัง บางขุนเทียน เสฐียรพงษ์ วรรณปก มรรคนายกวัดทองนพคุณ

ตำแหน่งนี้ไม่มีเงินเดือนกินครับ

ส่วน "มรรคทายก" แปลตามศัพท์ว่า ผู้ให้ทาง, ผู้ชี้ทาง ส่วนมากใช้เรียกสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้ชี้แนะทางพ้นทุกข์ให้เหล่าเวไนยนิกรทั้งหลาย ดังพุทธวจนะตรัสไว้ว่า (ขอเขียนแบบไทย) "อัชเชวะ กิจจะมาตัปปัง อักขาตาโร ตะถาคะตา = พึงรีบเร่งทำความเพียรเสียแต่วันนี้ พระตถาคต ทั้งหลายเป็นเพียงผู้ชี้บอกหนทางเท่านั้น"

สรุป คนที่ทำหน้าที่แนะนำคนให้ทำบุญทำกุศล จัดแจงทุกอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้เรียกว่า "มรรคนายก" ไม่ใช่ "มรรคทายก"

ที่คนส่วนมากเรียกติดปากว่า มรรคทายก เพราะไปสับสนกับคำว่า "ทายก" (ผู้ให้, ผู้ถวายทาน) คำนี้ใช้คู่กันกับ "ปฏิคาหก" (ผู้รับทาน คือภิกษุสงฆ์)

สรุป (อีกที) ผู้ถวายทานแก่พระสงฆ์เรียกว่า "ทายก" ผู้เป็นผู้นำในการทำบุญทำกุศลเรียกว่า "มรรคนายก" ไม่ใช่มรรคทายก



ธนาคารอารมณ์
คําว่า ธนาคาร มาจาก ธน (ทรัพย์) - อาคาร (ตึก, บ้าน, เรือน, โรง, สถานที่)

รวมกันแล้วธนาคารก็แปลว่า อาคารที่เก็บทรัพย์ ธน ในที่นี้เดิมก็หมายถึงเงินตราเพียงอย่างเดียว แต่เมื่อแปลธนว่าทรัพย์ ความหมายก็ขยายออกไป เพราะทรัพย์ (สันสกฤต = ทรพฺย) หมายถึง สมบัติ หรือสิ่งของที่มีค่าอื่นๆ ด้วย มิใช่เพียงเงินตราอย่างเดียว

เพราะฉะนั้นธนาคารจึงควรแปลว่า สถานที่เก็บเงินตรานี้เป็นความหมายเดิม

แต่คำศัพท์บางคำบางครั้งก็ขยายขอบเขตและความหมายให้กว้างออกไปตามความนิยมของผู้ใช้ บางคำซ้ำร้ายความหมายเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือก็มี เช่นคำว่า สงสาร (เดิมแปลว่าท่องเที่ยว, เวียนเกิดเวียนตายในภพชาติต่างๆ) อาวุโส (เดิมแปลว่า ผู้มีอายุ (น้อย) เป็นคำผู้ใหญ่เรียกผู้อายุน้อยกว่า) ความหมายที่เราใช้กันในปัจจุบันเป็นคนละเรื่องกับความหมายเดิม

ปัจจุบันนี้อะไรก็ตามที่เก็บรวมกันไว้มากๆ เพื่อใช้ประโยชน์ (แก่ตนและสังคม) ก็อนุโลมให้เรียกธนาคารได้ เมื่อใช้อย่างนี้คำว่าธนาคารไม่ได้แปลว่า "สถานที่เก็บเงินตรา" หากแปลว่า "สถานที่เก็บ" เฉยๆ เช่น

ธนาคารควาย ไม่ได้แปลว่าสถานที่เก็บเงินตราของควาย แต่แปลว่าสถานที่เก็บควาย

ธนาคารข้าว ไม่ได้แปลว่าสถานที่เก็บเงินตราของข้าว แต่แปลว่าสถานที่เก็บข้าว

ที่แล้วมาเท่าที่ทราบก็มีอยู่สองคำนี้เท่านั้น

เพิ่งจะได้ยินอีกธนาคารหนึ่งคือ ธนาคารอารมณ์ เป็นศัพท์บัญญัติของมาม่าซังอ้อย บีเอ็ม หรือนางจินตนา บุนนาค

เหตุเกิดเมื่อมีส.ส.ผู้ทรงเกียรติท่านหนึ่งระบุว่า ถ้าใครอยากรู้จักนายชิงชัย มงคลธรรม ผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ ต่อจากนายสุชวิช รังสิตพล ให้ไปถามอ้อย บีเอ็ม จึงให้สัมภาษณ์ว่า เธอรู้จักนักการเมืองในทำเนียบหลายคน เพราะหลายท่านก็เคยมาใช้ "ธนาคารอารมณ์" ของเธอบ่อยครั้ง แล้วก็ระบุนักการเมืองดังๆ จนสะดุ้งไปตามๆ กัน แต่นั่นก็ช่างเถิด มาว่าถึงความหมายของศัพท์นี้ดีกว่า

ตามบริบทที่มาม่าซังกล่าวถึงนั้น คำนี้น่าจะหมายถึง "สถานที่เก็บอารมณ์" หรือจะให้ตรงก็น่าจะเป็น "สถานที่ระบายอารมณ์" หรือจะให้ตรงก็น่าจะเป็น "สถานที่ระบายอารมณ์ใคร่" มากกว่า

ไม่น่าจะแปลเป็นอย่างอื่นได้


ที่มา คอลัมน์ "ฟ้าสางเมื่อใกล้ค่ำ"
โดย ศาสตราจารย์ เสฐียรพงษ์ วรรณปก
หนังสือพิมพ์รายวันข่าวสด

4  สุขใจในธรรม / เกร็ดศาสนา / Re: คติ-สัญลักษณ์สถาปัตยกรรมไทย เมื่อ: 22 ชั่วโมงที่แล้ว
.
             
คติ - สัญลักษณ์สถาปัตยกรรมไทย


ครุฑฝ่ายมหายาน

ครุฑในวัชรญาณ หรือตันตระยานของฝ่ายมหายาน

ครุฑในอินเดียเป็นครุฑที่เกี่ยวพันกับสัญลักษณ์ของพระนารายณ์ที่สืบต่อมาเป็นกษัตริย์ ผู้เป็นเจ้าในแผ่นดินต่าง

ส่วนครุฑที่มีอิทธิพลในทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายานหรือในนิกายวัชรญาณ ในทิเบต เนปาล ภูฏาน มีคติหรือสัญลักษณ์ที่ต่างกันออกไป

ครุฑของฝ่ายมหายานเหล่านี้จะมีคติ-สัญลักษณ์ดังต่อไปนี้

ครุฑเป็นพาหนะของพระพุทธเจ้า นาม อโมฆะสิทธิพุทธ ที่แปลว่าความสำเร็จไม่สูญเปล่า หรือความรู้ที่ทำให้สำเร็จ ทุกอย่าง

สัญลักษณ์ของครุฑในภูมิภาคนี้หมายถึง แสงทองแห่งรุ่งอรุณ เป็นสัญลักษณ์ที่ปรากฏอยู่ส่วนบนสุดของประตูทางเข้าศาสนสถาน หรือบัลลังก์ของพระพุทธเจ้า

กางปีกและหาง คาบนาคในปาก มงกุฎเป็นพระจันทร์ และดวงอาทิตย์หมายถึงรัศมีของดวงดาวทั้งสอง

เขาทั้งสองหมายถึงความจริง ๒ ประการ คือความจริงที่ปรากฏกับความจริงชั้นสูงสุด (conventional and ultimate)

ปีกทั้งสองหมายถึง การร่วมกันของแนวปฏิบัติและสติปัญญา เปลวไฟหมายถึงการเปลี่ยนพิษร้ายมาเป็นน้ำทิพย์ การเกิดจากไข่คือการเกิดครั้งที่สองของความรอบรู้





ครุฑอุษาคเนย์

ข้ามฟากทะเลจีนใต้มายังดินแดนอุษาคเนย์ เวียดนาม ชาวจาม ผู้มีเชื้อสายกลุ่มชาติพันธุ์อินโดนีเซีย มาเลเซีย ซึ่งเดิมนับถือศาสนาพราหมณ์ฮินดู ร่วมอารยธรรมซึ่งนับถือพระศิวะ โดยมีเรื่องคติ สัญลักษณ์ ของครุฑไปด้วย

การปรากฏเรื่องราวของครุฑในอาณาจักรจามนี้เกิดขึ้นในสมัยที่ชาวจามยังนับถือศาสนาฮินดูอยู่ก่อนเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม ในพุทธศตวรรษที่ ๒๒ แต่ก็ยังมีชาวจามบางกลุ่มที่ยังนับถือพราหมณ์ฮินดูอยู่ด้วย

ครุฑในดินแดนของอาณาจักรจาม ซึ่งอยู่ในตอนกลางของประเทศเวียดนาม มักจะเป็นครุฑจับนาค อันเป็นเรื่องในเทพปกรฌัมของศาสนาพราหมณ์ฮินดูที่กล่าวถึงความขัดแย้งกันในหมู่เทพเจ้า จนเป็นที่มาของครุฑจับนาค

ตามรูปครุฑของจามจึงเป็นรูปของครุฑคาบนาคล





ครุฑอินโดนีเซีย

จากดินแดนชมพูทวีป ครุฑจากศรัทธาและความเชื่อเรื่องครุฑของฮินดูได้ข้ามมามีอิทธิพลในบาหลี เกาะที่ชาวเกาะนับถือศาสนาฮินดู ซึ่งหมายรวมไปถึงการบูชาพระนารายณ์หรือ พระวิษณุด้วย

ครุฑของชาวบาหลีจึงเกี่ยวพันกับสัญลักษณ์ของพระนารายณ์

ปรากฏเป็นพาหนะของพระนารายณ์ และหมายถึงอำนาจ พลัง ความเป็นอมตะ และสัญลักษณ์ของ ผู้พิทักษ์โลกไปด้วย ในภาพเป็นรูปที่เรียกว่า นารายณ์ทรงสุบรรณ หรือครุฑแบกพระนารายณ์อยู่บนบ่า

ทางนาฏลักษณ์ลีลาแสดงถึงพลังและอำนาจของผู้พิทักษ์ที่งดงามมาก





ครุฑขอม ครุฑไทย

แม้ประเทศไทยไม่มีนกใหญ่ระดับนกอินทรี แต่ครุฑหรือนกใหญ่ของไทย แต่เรื่องราวของอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์หรือจินตนาการของครุฑก็มีความหลากหลายน่าสนใจ เป็นทั้งสัญลักษณ์ของพลัง อำนาจ คติ เรื่องราวที่น่าสนใจ

ครุฑขอมกับครุฑไทยมีที่มาที่ไปเช่นเดียวกัน ใช้แสดงถึงฐานะและบทบาททางสังคมของชนชั้นผู้นำในชุมชน ในเมือง ในชาติ

แต่ดูประหนึ่งว่าครุฑของไทยมีอารมณ์สุนทรีย์กว่าครุฑของขอม ที่เป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์ที่หมายถึงอำนาจสูงสุด

ฐานานุศักดิ์ของกษัตริย์ขอมและกษัตริย์ไทยก็คือ ความเป็นรามาธิบดี ที่หมายถึงผู้ปกป้อง ผู้คุ้มครอง แต่ในฐานานุศักดิ์ที่เพิ่มขึ้นของกษัตริย์ไทยคือ พระอินทร์ ที่หมายรวมไปถึงหัวหน้าสูงสุดในการดูแลปกครองไพร่ฟ้า ข้าแผ่นดินทั้งปวง

จากภาพสลักหินที่แสดงถึงฐานะของกษัตริย์ขอมก็คือ การประทับอยู่เหนือพญาครุฑ ซึ่งมีฐานะของผู้ไม่มีใครชนะหรืออยู่เหนือนอกจากพระมหากษัตริย์

ภาพแกะสลักหินจากปราสาทกระวานในกัมพูชาหรือจากผนังด้านหลังของประสาทหินพิมายโคราชที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่และศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์ขอมในฐานะรามาธิบดีได้ชัดเจน





ครุฑอยุธยา

คติ สัญลักษณ์ของครุฑไทย มีความหมายที่หลากหลายมากกว่าครุฑเขมรที่เป็นสัญลักษณ์ ที่แสดงอำนาจของผู้ปกป้อง คือพระมหากษัตริย์ของไทย และมีเรื่องราวทางวรรณกรรมชวนฝันไว้ด้วย ซึ่งคงจะนำมาบรรยายเป็นตอนต่อไป

ที่น่าสนใจ คือครุฑในสมัยอยุธยาออกจะแตกต่างจากครุฑในสมัยรัตนโกสินทร์ ก็คือท่ายืนที่แสดงพลังที่พอมาสมัยรัตนโกสินทร์ ครุฑมีท่าที่ย่อเข่านั่งลง เพื่อแสดงถึงอาการโบยบินในอากาศโดยมีคาถาเป็นบาลีประกอบ

รูปแกะสลักลอยตัวที่หน้าบัน วัดหน้าพระเมรุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นภาพของครุฑแบกพระนารายณ์ที่อยู่ในซุ้มเรือนแก้วซ้อนบนด้วยเรือนยอด พระนารายณ์นั้นโดยปกติต้องนอนอยู่บนหลังพญานาคราชในมหาสมุทร

การตื่นของพระนารายณ์ หมายถึงการลุกขึ้นมาปกป้องโลก

ภาพจำหลักพระนารายณ์ทรงครุฑนี้ที่มีเทวดาพนมมือชุมนุมอยู่เสมือนการเฉลิมฉลองของพระเจ้าแผ่นดินในฐานะรามาธิบดีได้ปราบปรามทุกข์เข็ญบนแผ่นดินได้สำเร็จ





ครุฑในชาดก

ครุฑในตอนนี้ไม่ได้เป็นครุฑที่เป็นคติ หรือสัญลักษณ์ในงานสถาปัตยกรรม

หากเป็นครุฑไทยที่อยู่นอกตำนานครุฑผู้ทรงอำนาจ เป็นครุฑในชาดกที่ออกจะละเมิดศีล ๕ ข้อที่ ๓ ก็คือการพรากของรักจากผู้อื่น และดูจะเป็นนิยายในชาดกที่มีผู้ชื่นชมกันอยู่ไม่น้อย

ในเรื่องก็คือพญาครุฑเวนไตย อุ้มนางกากีสาวแสนสวย กลิ่นกายหอม ผู้เป็นเมียของกษัตริย์นามพรหมทัต ไปยังวิมานฉิมพลี (หรือวิมานของครุฑ)

ภาพที่ประกอบเป็นภาพจาก www.skn.ac.thภาพที่สวยที่สุดภาพหนึ่งเป็นภาพฝีมือของท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ ศิลปินแห่งชาติ

ปัจจุบันอยู่ในความครอบครองของครูศิลปินท่านหนึ่งซึ่งเปิดโรงเรียนวาดภาพอยู่ที่หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชื่อ หอศิลป์หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์





ครุฑไทย

ครุฑในสัญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ไทย

ครุฑในสัญลักษณ์นี้หมายถึง อำนาจอันยิ่งใหญ่ อำนาจสูงสุด อันเฉียบขาด อำนาจแห่งการปกป้องภูตผี ปีศาจ หรือชั่วร้าย รวมหมายถึงพิษภัยต่างๆ เป็นสัญลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรือง เป็นสัญลักษณ์ของการปกป้องคุ้มกัน

ครุฑจึงเป็นสัญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ และจากตำนานเรื่องราวของครุฑที่ไม่มีผู้ใดชนะได้ แม้แต่พระนารายณ์ผู้มี หน้าที่ปกป้องโลก ครุฑจึงเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับพระนารายณ์ อันนำมาสู่สัญลักษณ์กษัตริย์ไทยต้องมีสัญลักษณ์เป็นรูปครุฑคู่กันเสมอ

การที่กษัตริย์ไทยต้องคู่กับครุฑ เราจึงเห็นรูปครุฑที่อยู่ในธงที่เรียก ธงมหาราชคู่กับกษัตริย์ไทย เช่น ธงมหาราชที่ติดไว้หน้ารถพระที่นั่งเมื่อพระมหากษัตริย์ไทยเสด็จฯ ไปในที่ต่างๆ และถ้าพระมหากษัตริย์ไทยประทับอยู่ในพระราชวังก็จะมีธงครุฑตั้งอยู่ที่พระราชวังนั้นๆ

จึงไม่ควรที่ประชาชนไทยคนใดนำครุฑไปติดไปตั้งในเขตเคหสถานบ้านเรือนของตน เว้นไว้แต่ว่าการติดตั้งครุฑนั้นโดยได้รับพระราชทานจากพระมหากษัตริย์เท่านั้น





ความหมายพระพุทธรูป

พระพุทธรูปในความหมายทางพุทธศาสนานั้น มิได้มีฐานะเป็นรูปเคารพที่ผู้คนจะไปสวดอ้อนวอน ขอพร ขอลาภ ขอสรรเสริญ ขอขจัดปัดเป่าให้พ้นทุกข์ พ้นภัย เช่นเดียวกับรูปเคารพของกรีก ของฮินดู

พระพุทธรูปเป็นการนำเอาพระธรรม คำสอนอันเป็นนามธรรมมาอธิบายเป็น รูปธรรม เรียกว่า ปาง หรือมุทรา หรืออธิบายการแสดงธรรมโดยภาษามือ

เช่น พระพุทธรูปนั่งยกมือทั้งสอง ประสานนิ้วเป็นวงกลม ความหมายก็คือ การแสดงธรรมที่มีชื่อว่า ธรรมจักรมุทรา หรือ ธัมมจักกัปปวัตนสูตร หรือการแสดงธรรมครั้งแรกแก่ปัจจวัคคีย์ ที่หมายถึงการตรัสรู้ อริยสัจ ๔ หรือความจริง ขั้นสูงสุด

มีเนื้อหาของการมีชีวิตของมนุษย์ให้พ้นทุกข์ โดยการปฏิบัติตามวิธีการที่เรียกว่า มรรค อันมีองค์แปดประการ

เพื่อให้ผู้คนเกิดปัญญาจากศรัทธาในความเชื่อของผู้แสดงธรรม รูปปั้นพระพุทธเจ้าจึงเป็นรูปที่มีเครื่องหมายของบุคลิกภาพที่แสดงถึงภูมิธรรมในระดับต่างๆ เช่น การมีเครื่องหมายที่เรียกว่า โลกุตตระ อยู่บนเศียร แสดงถึงคุณธรรมของผู้หลุดพ้นจากสังสารวัฏ เป็นต้น

แต่กรณีที่มีผู้คนในภายหลังกราบไหว้บูชารูปปั้นพระพุทธเจ้านั้น เป็นการคลี่คลายทางการเชื่อมสัมพันธ์ทางศาสนา ระหว่างฮินดูกับพุทธ เป็นการรวมความระหว่างพระนารายณ์กับพระพุทธเจ้าเข้าด้วยกัน หรือพุทธกับความเชื่อในท้องถิ่น จึงเกิดการสวดอ้อนวอนขึ้น

แม้แต่การสวดมนต์ก็ตาม การสวดมนต์ของพุทธศาสนาคือ การท่องจำ ธรรมสอนของพระพุทธเจ้า ก็หาใช่คำสวดอ้อนวอน ไม่มีการสวดอ้อนวอนประการใดในพุทธศาสนา หลักสำคัญหนึ่งของพุทธศาสนาคือ "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ตนที่ฝึกดีแล้ว จึงจะเป็นที่พึ่งแห่งตนได้"

การสวดมนต์ในพุทธศาสนาเป็นการ กล่าวคำสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อพิจารณา เพื่อมีสติปัญญา เพื่อการวิเคราะห์เหตุผล เพื่อรู้ เพื่อเข้าใจชีวิต ความทุกข์ การพ้นจากความทุกข์ เท่านั้น





เจดีย์มหาธาตุ

เมื่อคิดถึงงานสถาปัตยกรรมก็มักจะนึกถึงอาคารหรือสิ่งก่อสร้างใหญ่โต สวยงาม มั่นคง แข็งแรง และแสดงออกถึงวัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อ ของผู้สร้างอาคารนั้น

เมื่อคิดถึงงานสถาปัตยกรรมไทยก็มักจะนึกถึงวัดวาอาราม ปราสาท ราชวัง อาคารที่ทำการของหลวง บ้านคฤหาสน์ของคหบดีที่มีสิ่งตกแต่งประดับประดา มีคติ มีสัญลักษณ์ บ่งบอกถึงวัตถุประสงค์ของการใช้งาน บ่งบอกถึงฐานะทั้งทางสังคมและอำนาจทางการเมือง

ในมุมมองของฝ่ายสังคมนิคม สถาปัตยกรรมมีความหมายมากไปกว่านั้นว่า

"งานสถาปัตยกรรมที่ใหญ่โตคือ ผลงานที่แสดงถึงอำนาจของการขูดรีด ทรัพยากร และแรงงานของชนชั้น เพื่อจารึกถึงความเป็นตัวตน เพื่อยืนยันของจิตใต้สำนึกอันผูกติดกับความเป็นนิรันดร์ที่ไม่มีวันสิ้นหาย"

และถ้ามองจากบางส่วนของผู้คิดว่าตัวเองเป็นพุทธศาสนิกชน เราอาจได้ทราบถึงจุดมุ่งหมายของการสร้างศาสนสถานอย่างใหญ่โต เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับการกระทำบางประการของผู้สร้างหรือในภาษาชาวบ้านก็คือ "การไถ่บาป"

ดังนั้น เราจึงได้ยินตำนานการสร้างสถูปเจดีย์อันยิ่งใหญ่เพื่อไถ่บาปจากความผิดบาปที่ได้ทำ เช่น การสร้างเจดีย์ของพญากงผู้ทำปิตุฆาตต่อพญาพาน ผู้เป็นพ่อ เป็นต้น

ในมุมมองทางสังคม งานทางสถาปัตยกรรมบางส่วน เช่น การสร้างศาสนสถานที่ใหญ่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ เจดีย์มหาธาตุทั้งหลายมีความหมายและสัญลักษณ์ที่มากขึ้นไปอีกก็คือ การแสดงถึง "ความเป็นศูนย์อำนาจของนครรัฐต่างๆ ในภูมิภาค"

ดังนั้น บรรดาสถูป เจดีย์ อันมีความหมายดังกล่าว ก็คงจะได้ยกมาเล่าขานเรื่องราวและการสอดแทรกทั้งสัญลักษณ์และความหมายทางศาสนาและสังคมกันต่อไป





พระบรมธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราช

พระมหาธาตุองค์แรกที่จะเขียนถึงก็คือ พระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช เดิมชาวบ้านเรียก พระบรมธาตุ มาเปลี่ยนเป็น พระมหาธาตุวรมหาวิหาร ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ตามตำนานของพระบรมธาตุเจดีย์ที่นครศรีธรรมราช สร้างขึ้นประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๕ ในรูปแบบของศิลปะยุคศรีวิชัย และมีการซ่อมแซมเพิ่มเติม ทั้งปฏิรูปและปฏิสังขรณ์กันมาอีกหลายครั้ง จนประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ในยุคสมัยของอาณาจักรตามพรลิงค์ที่มีมหาราชองค์หนึ่งนามศรีธรรมโศกราช และพระเจ้าจันทรภาณุ ซึ่งมีอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง การทหาร พระบรมธาตุองค์นี้จึงปรับปรุงแบบเป็นศิลปะทรงลังกา และก็มีการปรับปรุงเพิ่มเติมความยิ่งใหญ่อีกหลายครั้ง

ครั้งสำคัญก็คือในสมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งราชวงศ์จักรีที่มีการซ่อมบำรุงเกิดจากพระภิกษุ พระครูเทพมุนีที่มีปัญหาข้อสงสัยทางการเมืองเช่นเดียวกับพระครูบาศรีวิชัย ซึ่งมีการสืบสานแล้วทางราชการก็ได้ร่วมกันบูรณะพระบรมธาตุที่มีรูปทรงในปัจจุบัน ก็คือ

องค์พระธาตุสูงถึง ๓๗ วา หรือ ๗๖ เมตร ประมาณกับความสูงของอาคารในปัจจุบันก็คือ ๒๕-๒๖ ชั้น

เรือนยอดประกอบด้วยปล่องไฉน ๕๒ ปล้อง ปลียอดเป็นทองคำ สัญลักษณ์ของพรหมชั้นอรูปพรม ทั้ง ๔ เนื่องจากการปฏิสังขรณ์ในสมัยต่อมามีศิลปะยุคสุโขทัยและอยุธยาเข้ามาเสริม

ฐานองค์เจดีย์ที่เรียกพระระเบียงคันธาตุรอบพระบรมธาตุเป็นหัวช้าง คติเดียวกับวัดช้างล้อม สุโขทัย

พระพุทธรูปปางประทานอภัย ๒๔ ซุ้ม เท่ากับพระพุทธเจ้าที่มีมาแล้ว ๒๔ พระองค์ จากจำนวนพระพุทธเจ้าที่ต้องมีในอายุของกาลจักร ๒๕ พระองค์

มีพระธาตุองค์เล็กโดยรอบขนาดย่อมอีก ๑๔๙ องค์

ในเชิงสัญลักษณ์ของคตินิยม พระบรมธาตุคือสัญลักษณ์ของเขาพระสุเมรุอันเป็นแกนกลางของจักรวาล

ในเชิงสัญลักษณ์เป็นการแสดงพลังทางสังคมการเมือง ความยิ่งใหญ่ อำนาจทางเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเฉพาะในดินแดนที่เคยมีอำนาจทางการเมือง ทางเศรษฐกิจสูงสุด จนมีคำกล่าวว่า "ไม่มีใคร อะไร ในเมือง




วัดพระศรีรัตนมหาธาตุราชวรวิหาร หรือวัดมหาธาตุเชลียง ศรีสัชนาลัย

เมืองศรีสัชนาลัย ชื่อเดิมเมืองเชลียง วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองเชลียง สัญลักษณ์ของศูนย์อำนาจที่เชื่อว่ามีมาก่อนสุโขทัย ปรากฏนามพ่อขุนศรีนาวนำถม ในจารึกสุโขทัยหลักที่ ๒ ผู้เป็นพระบิดาของพ่อขุนผาเมือง (ศรีอินทรบดินทราทิตย์) ผู้ประดิษฐานพระศรีรัตนมหาธาตุใกล้ฝั่งน้ำในนครสุโขทัย และวัดในเมืองเชลียง

สันนิษฐานคือ พ่อขุนผาเมืองเป็นผู้สถาปนาวัดพระศรีมหาธาตุ เมืองศรีสัชนาลัย ทับลงบนเทวสถานของพวกขอม

ภายหลังการขึ้นมีอำนาจในเขตลุ่มน้ำยมของพ่อขุนผาเมือง (ในฐานะลูกเขยของพระเจ้าชัยวรมันต์ที่ ๗) พุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทได้ขึ้นมามีศรัทธาต่อกลุ่มพลังอำนาจในลุ่มน้ำนี้ จึงมีการสถาปนาวัดพระศรีมหาธาตุในสัญลักษณ์ของเขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางของจักรวาลทัศน์ ศูนย์กลางทางศาสนาตามคติของฝ่ายเถรวาท เป็นต้นแบบของวัดมหาธาตุในยุคหลังต่อมา

แต่รูปแบบของพระธาตุมีอิทธิพลของปรางขอม ซึ่งก็เป็นศูนย์กลางของจักรวาลทัศน์ของลัทธิไศวนิกายเพิ่มเติม พระอุโบสถหรือวิหารในด้านหน้าของพระธาตุที่มีคติอันเป็นตัวแทนของที่ประทับของพระพุทธเจ้าหรือเป็นสัญลักษณ์ของดินแดนที่มีพระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้น





วัดมหาธาตุ สุโขทัย

นักโบราณคดีเชื่อกันว่า วัดมหาธาตุ สุโขทัย ซึ่งตั้งห่างจากวัดมหาธาตุเมืองเชลียงประมาณ ๕๐ กิโลเมตร น่าจะสร้างกันประมาณปีพุทธศตวรรษที่ ๑๘ และมีการบูรณปฏิสังขรณ์ในต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙

การไม่ยอมยกกองทัพเข้าเมืองสุโขทัยของพ่อขุนผาเมือง (ที่เชื่อกันว่าเป็นผู้สร้างวัดมหาธาตุเมืองเชลียง) ภายหลังการปราบปรามขอม สบาดโขลญลำพง โดยให้ พ่อขุนบางกลางหาวยกกำลังเข้ายึดครองสุโขทัย พร้อมสถาปนาตำแหน่งศรีอินทราทิตย์ให้ด้วย เป็นสัญญาณชี้บอกว่าเมืองสุโขทัยเป็นชุมชนใหญ่และเก่าแก่ เป็นศูนย์อำนาจทางสังคมและเศรษฐกิจระดับสำคัญของลุ่มน้ำยม

การสถาปนาวัดมหาธาตุขึ้นกลางเมืองสุโขทัยจึงเป็นการประกาศความสำคัญและความเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนด้วยการรังสรรค์รูปแบบของเจดีย์ที่เรียกว่าเจดีย์พุ่มข้าวบิณฑ์

อันเป็นสัญลักษณ์เฉพาะของสถาปัตยกรรมสมัยสุโขทัย (ทับลงบนสถูปหรือเจดีย์ที่มีอิทธิพลศิลปะสถาปัตย์ขอม ที่ชื่อว่ามีรูปทรงชั้นเดียวกับเจดีย์ทิศที่อยู่รายรอบ)

แผนผังของวัดมหาธาตุ สุโขทัย เป็นแผนผังที่เกิดจากคติจักรวาลทัศน์ เช่นเดียวกับ/หรือมีอิทธิพลต่อมายังวัดมหาธาตุอีกหลายวัดตลอดมา

กล่าวคือ ด้านหน้ามีวิหารหรืออุโบสถอันหมายถึงชมพูทวีปที่จะมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นเพื่อสั่งสอนเวไนยสัตว์ให้พ้นทุกข์ มีพระมหาเจดีย์เป็นดั่งศูนย์กลางจักรวาลทัศน์ เป็นเขาพระสุเมรุหรือเป็นดั่งมณฑลเกษตรที่มีพระพุทธเจ้าประทับอยู่ตามคติพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ซึ่งเคยมีความเชื่อตามอิทธิพลของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ที่มีอำนาจครอบคลุมมาถึง





วัดใหญ่ พิษณุโลก

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือ วัดใหญ่ หรือ วัดพระศรี เมืองพิษณุโลกที่เรียกกันนั้น เชื่อกันว่าสร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ.๑๙๐๐ ตรงกับรัชสมัยพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (ลิไทย) พระมหากษัตริย์จากสุโขทัย เชื้อสายพ่อขุนศรีนาวนำถม

ลักษณะแผนรวม มีวิหาร ๔ ทิศ มีระเบียงคดล้อมพระปรางค์มหาธาตุอยู่ตรงกลาง มีคติห้วงจักรวาลทัศน์เช่นเดียวกับเขาพระสุเมรุ อันเป็นศูนย์กลางวิหารทั้ง ๔ ทิศ ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ ๔ พระองค์ ที่มีความหมายถึงพระพุทธเจ้าทั้ง ๔ องค์ ที่จะมาอุบัติในภัทรกัปป์ (เป็นศรัทธาร่วมสมัยกับความเชื่อในเรื่องนี้เช่นเดียวกับศรัทธาของพม่า)

พระพุทธชินสีห์ แทน พระกุกะสันโธ ในวิหารด้านทิศเหนือ

พระอัฏฐารส แทน พระโกนาคม ในวิหารด้านทิศตะวันออก

พระศรีศาสดา แทน พระกัสสปะ ในวิหารด้านทิศใต้ (ปัจจุบันสถิต ณ วัดบวรนิเวศ กรุงเทพฯ)

และ พระพุทธชินราช แทน พระศากยมุนีซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าในพุทธศาสนาในปัจจุบัน อยู่ในทิศตะวันตก

ตัวมหาธาตุองค์ใหญ่เดิมมีรูปพรรณสัณฐานเป็นเจดีย์ทรงข้าวบิณฑ์ แบบศิลปะสุโขทัย แต่ได้ถูกปฏิสังขรณ์เป็นทรงปรางค์แบบขอมในสมัยอยุธยาต้น ซึ่งนิยมสร้างพระมหาธาตุเป็นทรงปรางค์ขอม และนำมาเป็นต้นแบบของพระมหาธาตุวัดจุฬามณี พิษณุโลก ในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ

การเปลี่ยนรูปทรงของพระปรางค์ในทางการเมืองก็คือ ความหมายของการลดบทบาทและอำนาจของกรุงสุโขทัยในพื้นที่ดังกล่าวลง ทั้งนี้น่าจะเริ่มต้นตั้งแต่สมัยของพระราเมศวร กษัตริย์องค์ที่ ๓ แห่งกรุงศรี อยุธยาซึ่งต้องย้ายที่อยู่จากอยุธยาไปยังเมืองพิษณุโลก ตามเหตุผลทางการเมือง

การประดิษฐานวัดมหาธาตุขึ้นในยุคของสุโขทัยที่เข้าใจว่าเกิดจากการสถาปนาพิษณุโลกขึ้นในสมัยพระเจ้าลิไทยนั้น หมายความต่อไปว่าพิษณุโลกหรือเมืองสองแคว ต้องเป็นศูนย์กลางของชุมชนขนาดใหญ่ มีพลัง ทางเศรษฐกิจในฐานะศูนย์กลางการค้าที่น่าจะมั่งคั่งไม่น้อย จึงมีพลังพอที่จะสร้างศาสนสถานขนาดใหญ่เช่นนี้ได้

การยืนยันความเป็นศูนย์กลางของชุมชนขนาดใหญ่ก็คือ การที่มีพระมหากษัตริย์ของอยุธยาไปตั้งมั่นอยู่ที่พิษณุโลก เช่น

พระราเมศวร ที่ขึ้นไปครองราชย์ที่พิษณุโลกก่อนกลับเข้ามาสู่อยุธยา

พระบรมไตรโลกนาถ ที่ต้องไปตั้งมั่นทางการทหารยันอำนาจพระเจ้าติโลกมหาราช แห่งเชียงใหม่

พระนเรศวรมหาราช ที่ว่ากันโดยความจริงประทับอยู่ที่พิษณุโลกเกือบตลอดรัชสมัยของพระองค์

พระมหาธรรมราชา พระบิดาของพระนเรศวรมหาราชนั้น ก่อนจะเข้ามาเป็นพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยานั้นก็ประทับอยู่ที่พิษณุโลก

และแม้สุดท้าย สมัยกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่านั้น เจ้าพระยาพิษณุโลกก็ยังทรงอำนาจตั้งตนเป็นใหญ่ ปกป้องชุมชนในภูมิภาคอยู่ที่พิษณุโลกนี้เอง

นั่นก็คือ การยืนยันทางสถาปัตยกรรมที่แสดงให้เห็นความสำคัญของชุมชนขนาดใหญ่และที่บอกความสำคัญอย่างยิ่งก็คือ เจดีย์ทรงปรางค์ขอม ที่กำหนดไว้ในลักษณะของฐานานุรูปฐานานุศักดิ์ทางสถาปัตยกรรมคือ

"พระเจ้าแผ่นดินเท่านั้นที่จะสร้างพระมหาเจดีย์ทรงปรางค์ได้"





วัดมหาธาตุเมืองสวางคบุรี

เมืองฝางหรือ สวางคบุรี หรือ อ.สวางคบุรี จ.อุตรดิตถ์ ศูนย์กลางอำนาจรัฐเล็กๆ ที่อยู่ระหว่างกลางของมหาอำนาจอยุธยาและส่วนของเมืองที่อุดมสมบูรณ์ในราบลุ่มแม่น้ำน่าน เติบโตขึ้นมาจากศรัทธา ความเชื่อในศาสนา ในศรัทธาจากเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ สมัยสุโขทัย พระมหาธาตุที่เชื่อว่าบรรจุพระบรมสารีริกธาตุพระรากขวัญของพระพุทธเจ้า

พระมหาธาตุองค์นี้มีอายุยืนยาวและคงได้ปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ในสมัยอยุธยา ซึ่งได้เปลี่ยนรูปแบบจากเจดีย์ทรงข้าวบิณฑ์เป็นทรงลังกา ในสมัยรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีรับสั่งให้มีการปฏิสังขรณ์พระมหาธาตุเจดีย์วัดมหาธาตุในเมืองสวางคบุรี ซึ่งหักพังทรุดโทรมอย่างมาก

เมื่อรื้ออิฐเก่าจนถึงฐานพระเจดีย์ได้พบผอบทองเหลืองซึ่งบรรจุพระธาตุขนาดน้อยสีดอกพิกุลประมาณ ๑,๐๐๐ องค์ จึงนำมายังกรุงเทพมหานคร ภายหลังได้จัดแบ่งพระธาตุบางส่วนไว้ที่กรุงเทพฯ บางส่วนได้บรรจุลงในกล่องทองคำ กล่องเงินและกะไหล่เงิน นำกลับไปบรรจุไว้ในพระเจดีย์ทองเหลืองนำกลับไปบรรจุไว้ในพระธาตุองค์เดิมจึงเปลี่ยนรูปแบบเจดีย์เป็นทรงลังกา

ปัจจุบันพระมหาธาตุองค์นี้มีนามว่า วัดพระฝางสวางคบุรีมุนีนาถ

มีหลักฐานทางโบราณคดีว่า เมืองฝางหรือสวางคบุรี เป็นชุมชนที่ก่อตัวขึ้นในสมัยก่อนประวัติศาสตร์และพัฒนาเจริญเติบโตตั้งแต่ยุคสุโขทัย เป็นเมืองที่อยู่กึ่งกลางระหว่างอำนาจรัฐสุโขทัย อโยธยา น่าน หลวงพระบาง และในที่สุดอยู่ระหว่างกลางระหว่างอำนาจรัฐอยุธยา และล้านช้าง

การสถาปนาเป็นเมืองเกิดขึ้นช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ศิลาจารึกหลักที่ ๒ กล่าวว่า พระมหาเถร ศรีศรัทธา หลานพ่อขุนผาเมืองได้เคยมานมัสการพระมหาธาตุที่วัดพระฝาง ซึ่งหมายความว่าเมืองสวางคบุรีนี้น่าจะเจริญมาก่อนสุโขทัย

และการสถาปนาขึ้นเป็นเมืองที่มีวัดพระมหาธาตุอยู่กลางเมืองย่อมหมายถึงการพัฒนาจากชุมชนชายขอบขึ้นมาเป็นเมืองสำคัญ เป็นศูนย์กลางอำนาจรัฐที่ดูแลปกป้องชุมชนของตน และทรงอำนาจสูงสุดเมื่อกรุงศรีอยุธยาล่มลง

เมื่อเจ้าพระฝาง พระภิกษุนามพระพากุลเถระสังฆราชาแห่งเมืองสวางคบุรี เป็นผู้นำชุมชนเมืองฝางได้นำกำลังเข้ามายึดเมืองพิษณุโลก และกวาดต้อนผู้คนและเสบียงอาหารกลับไปเมืองฝาง มีความเชื่อว่าเหตุที่เจ้าพระฝางได้ยกกำลังกลับไปเมืองฝางก็เพราะศรัทธาในพระมหาธาตุเจดีย์พระองค์นี้ หรือในอีกข้อสังเกตก็คือชุมชนเจ้าพระฝางคงมีเจตนาเพียงเพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยของชุมชนตัวเองเท่านั้น

ความเจริญรุ่งเรืองขึ้นขีดสูงสุดของเมืองฝางครั้งนี้กินเวลาประมาณ ๓ ปี กองทัพของพระเจ้ากรุงธนบุรีก็ปราบปรามชุมชนเจ้าพระฝางลง เจ้าพระฝางหายสาบสูญไป ชุมชนสลายตัว ผู้คนอพยพโยกย้ายออกไป เมืองก็ล่มลง ชุมชนใหม่ก็คือ เมืองบางโพธิท่าอิฐก็เจริญรุ่งเรืองและพัฒนาเป็นเมืองอุตรดิตถ์

สิ่งที่ยังคงอยู่ต่อมาจนปัจจุบันก็คือ วัดมหาธาตุหรือวัดพระฝางสวางคบุรีมุนีนาถ วัดมหาธาตุเล็กๆ ที่มีเรื่องราวที่น่าสนใจ เจริญขึ้น เสื่อมลง และกลับมาใหม่





วัดพระศรีรัตนมหาธาตุลพบุรี

การค้นพบร่องรอยการอยู่อาศัยของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ การค้นพบหลักฐานเป็นตัวอักษรเก่าสุดในประเทศไทยที่ลพบุรี เป็นอักษรปัลลวะ ภาษาบาลี ที่มีขึ้นประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒

ประกอบกับจารึกบนเสาแปดเหลี่ยม พบที่ศาลพระกาล ศ.ยอร์ช เชเดย์ กล่าวว่า มีอายุราวพุทธศตวรรรษที่ ๑๔ และ จารึกบนฐานพระพุทธรูปยืนที่วัดพระศรีมหาธาตุ จังหวัดลพบุรี ประกอบกับศิลปกรรมที่พบในจังหวัดลพบุรี มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๕

รวมทั้งการปรากฏของขบวนทหารจารึกว่าทหารจากลวยทปุระ ในปราสาทนครวัดสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ของอาณาจักรขอม และรวมทั้งมีเรื่องราวตำนานต่างๆ เช่น เรื่องของพระนางจามเทวี ที่ได้รับเชิญไปจากลพบุรีไปครองเมืองหริภุญชัย จึงน่ายืนยันได้ว่า ลพบุรีเป็นชุมชนใหญ่ เป็นเมืองใหญ่ที่มีอิทธิพล อำนาจควบคุมอยู่ในพื้นที่ภาคกลาง

ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า วัดพระศรีรัตนมหาธาตุลพบุรีสร้างขึ้นในสมัยใด ในตำนานพงศาวดารเหนือ (ที่รวบรวมเรื่องราวของกษัตริย์ในพื้นที่ภาคกลาง พูดถึงวัดพระศรีรัตนมหาธาตุลพบุรีว่า

พระยากาฬวราณดิษราชได้ยกพลมาสร้างเมืองละโว้ไว้ประมาณ พ.ศ.๑๐๑๑ แล้ว อาราธนาพระรากขวัญกับพระบรมธาตุของพระพุทธ เจ้าจากเมืองสวางคบุรีมาบรรจุไว้ที่พระเจดีย์เมืองละโว้ ประมาณพุทธศตรวรรษที่ ๑๐๔๑ ซึ่งก็คงมีการบูรณปฏิสังขรณ์กันต่อมาอีกหลายครั้ง

องค์พระปรางค์ก่อด้วยศิลาแลงโบกปูน ลายปูนขึ้นหน้าบันพระปรางค์แสดงอิทธิพลของพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน หรืออิทธิพลของศิลปะร่วมสมัยในพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๘ รูปแบบพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุเป็นเช่นเดียวกับพระปรางค์วัดมหาธาตุพิษณุโลก และพระปรางค์วัดพระปรางค์ สิงห์บุรี และก็มีแผนผังตามคติจักรวาลทัศน์ทางพุทธศาสนาที่พระปรางค์เป็นดั่งศูนย์กลางของจักรวาลหรือพุทธเกษตรของฝ่ายมหายาน อันเป็นที่ที่พระพุทธเจ้ายังคงสั่งสอนเวไนยสัตว์ทั้งปวง



ที่มา : คติสัญลักษณ์สถาปัตยกรรมไทย
โดย ชวพงศ์ ชำนิประศาสน์
หนังสือพิมพ์ข่าวสด

5  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ห้องสมุด / Re: 'อาเซียน' เรื่องน่ารู้..ที่คนไทยควรรู้ เมื่อ: วานนี้
    ค็องกัมพูชา

ในกัมพูชาเรียกฆ้องว่า "ค็อง" และหลักๆ เป็นฆ้องปุ่มเช่นเดียวกับพม่า และไทย สำหรับค็องที่ใช้ในวงมโหรีและพิณเพียตนิยมบรรเลงในงานเทศกาลต่างๆ และประกอบการแสดงระบำ มีด้วยกัน ๒ ชนิด คือค็องวังโตจ และค็องวังธม

ค็องวังโตจคล้ายฆ้องวงเล็กของไทย โครงเป็นไม้ดัดโค้งเป็นวงกลมเปิดส่วนเพื่อให้ผู้เล่นเข้าไปนั่ง นิยมใช้ไม้มะค่าโมง ติดลูกฆ้องทองเหลืองได้สูงสุด ๑๖ ลูก ไล่เรียงจากเสียงต่ำไปสูง เร อี-แฟล็ท ฟา ซอล ลา ที-แฟล็ท โด เร มี ฟา ซอล ลา ที-แฟล็ท โด เร มี

สำหรับค็องวงธมซึ่งคล้ายกับฆ้องวงใหญ่ของไทย บรรเลงทำนองคล้ายโรเนียดธมหรือระนาดทุ้ม มีขนาดใหญ่กว่าค็องวงโตจ โครงสร้างเป็นไม้ดัดโค้งเหมือนกัน จะต่างก็แค่จำนวนลูกฆ้องที่มากกว่า ๑๖ ลูก และนิยมทำจากทองแดงผสมทองสัมฤทธิ์ เมื่อบรรเลงในอาคารหรือที่ปิดจะใช้หัวไม้กลึงหุ้มผ้าหรือไม้นวมตี ส่วนการแสดงในที่แจ้งจะใช้ไม้แข็งแทน



    ปัตตะหล่า-ละนาด

พม่าเองก็เป็นหนึ่งในประเทศอาเซียนที่มีระนาดเช่นกัน เรียกว่า "ปัตตะหล่า" มีโครงสร้างคล้ายระนาดเอกของไทย แต่ขนาดใหญ่กว่าและยาวกว่า มีลูกระนาด ๒๔ ลูก ทำจากไม้ไผ่เหลาให้ได้ระดับเสียงโดยไม่ต้องติดตะกั่วเทียบ นำมาพาดเรียงบนรางซึ่งมีลักษณะโค้งกว่าระนาดไทย และมีโขนสองข้างสูงเด่น ส่วนไม้ตีมีขนาดสั้นและหุ้มด้วยผ้า

ในยุคก่อนอาณานิคม ปัตตะหล่าเป็นเครื่องดนตรีระดับสูงที่ใช้บรรเลงในราชสำนัก ปัจจุบันใช้เล่นในวงดนตรีดั้งเดิมร่วมกับพิณพม่าที่เรียกว่าซองเกาะ รวมถึงบรรเลงในวงซายวาย วงปี่พาทย์แบบฉบับเมียนมาที่มีกลิ่นอายของวงออร์เคสตร้า นอกจากนี้ปัตตะหล่ายังมีความสำคัญในการเทียบเสียงเปียโนในสมัยที่เครื่องดนตรีฝั่งตะวันตกเข้าสู่พม่า

ข้ามฝั่งมาที่ลาว เพื่อนบ้านไทยกันบ้าง เดิมเรียกระนาดว่า "นางนาด"ต่อมานิยมเรียกว่า "ละนาด" แทน ไม่ใช่แค่ชื่อที่ละม้ายคล้ายระนาดไทยเท่านั้น แต่ลักษณะ โครงสร้าง และโทนเสียงของละนาดยังใกล้เคียงกับระนาดไทยด้วย

ได้เวลาพาไปทำความรู้จัก “ระนาด” เครื่องดนตรีอีกประเภทที่มีบรรเลงในหลายประเทศอาเซียน

ประเดิมที่อินโดนีเซีย กับระนาด ๔ ชนิด ชนิดแรกคือ “ซารอน” หรือระนาดเหล็ก ใช้เล่นทำนองหลักของเพลง มีด้วยกัน ๓ ขนาด ซารอน ที่มีขนาดใหญ่สุด เรียกว่า “ซารอน เดมุง” ขนาดกลางเรียกว่า “ซารอน บารัง” และขนาดเล็กสุด “ซารอน ปาเนรุส” หรือ “เปกิง”

แต่ละขนาดมีลูกระนาด ๗ ลูก ไล่เรียงเสียงลดหลั่นกันไปตามระดับสูงต่ำของโน้ตดนตรี ซารอน เดมุง และซารอน บารัง ใช้ไม้ตีที่มีรูปร่างเป็นค้อนไม้ หัวกลมมน ส่วนซารอน ปาเนรุส ใช้ไม้ตีรูปค้อนแหลมทำจากเขาสัตว์
 
นอกจากนี้ ซารอนทั้งสามชนิดยังมีลักษณะการบรรเลงเฉพาะตัว เมื่อตีลูกระนาดใดๆ แล้ว ต้องใช้มือกดเพื่อห้ามเสียงกังวานไปพร้อมๆ กันกับตีลูกระนาดตัวต่อไป

ระนาดชนิดที่ ๒ มีชื่อว่า “เกนเดอ” ระนาดโลหะที่วางเรียงกันเป็นแผงบนราง เกนเดอมี ๓ ขนาด แบ่งตามช่วงระดับเสียงสูงต่ำ ได้แก่ “เกนเดอ ปาเนมบัง” “เกนเดอ บารัง” และ “เกนเดอ ปาเนรุส” ส่วนไม้ตีเป็นแบบหัวกลมแบน ถือเป็นระนาดที่มีเทคนิคการตีซับซ้อนที่สุด

นอกจากซารอนและเกนเดอแล้ว อินโดนีเซียยังมีระนาดอีก ๒ ชนิด คือกัมบังและสเลนทุม

"กัมบัง" ลักษณะเหมือนระนาดไม้ มี ๑๗-๒๓ ลูก ลูกระนาดทำด้วยไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้สนทะเล และไม้บุนนาค แขวนบนรางไม้แกะสลัก ส่วนไม้ตีทำด้วยเขาควายมี ๒ อัน ลูกระนาดในแต่ละชุดมีช่วงเสียงมากกว่า ๓ ช่วงเสียง เวลาตีไม่ต้องใช้เทคนิคกดเสียงเพื่อลดการสั่นสะเทือนเหมือนระนาดซารอน

ระนาดกัมบังยังแบ่งย่อยได้อีกชนิด คือ "กัมบัง กังซา" ใช้ลูกระนาดทำด้วยแผ่นโลหะแทนไม้ มีแค่ ๑๕ ลูก บางครั้งใช้บรรเลงแทนระนาดซารอน

ระนาดชนิดสุดท้ายเรียกว่า "สเลนทุม" เป็นระนาดท่อใหญ่ที่ประกอบด้วยลูกระนาดโลหะแผ่นบาง ๗ ลูก วางเรียงเป็นแผงบนราง ให้โทนเสียงทุ้มต่ำ มีท่อไม้ไผ่หรือท่อเหล็กรองรับข้างใต้เพื่อสร้างความก้องกังวานของเสียง ใช้ไม้ตีหัวกลมแบนขนาดใหญ่ มีวิธีบรรเลงแบบห้ามเสียงเช่นเดียวกับระนาด ซารอน




    ระนาดอินโดฯ

ได้เวลาพาไปทำความรู้จัก "ระนาด" เครื่องดนตรีอีกประเภทที่มีบรรเลงในหลายประเทศอาเซียน

ประเดิมที่อินโดนีเซีย กับระนาด ๔ ชนิด ชนิดแรกคือ "ซารอน" หรือระนาดเหล็ก ใช้เล่นทำนองหลักของเพลง มีด้วยกัน ๓ ขนาด ซารอน ที่มีขนาดใหญ่สุด เรียกว่า "ซารอน เดมุง" ขนาดกลางเรียกว่า "ซารอน บารัง" และขนาดเล็กสุด "ซารอน ปาเนรุส" หรือ "เปกิง"

แต่ละขนาดมีลูกระนาด ๗ ลูก ไล่เรียงเสียงลดหลั่นกันไปตามระดับสูงต่ำของโน้ตดนตรี ซารอน เดมุง และซารอน บารัง ใช้ไม้ตีที่มีรูปร่างเป็นค้อนไม้ หัวกลมมน ส่วนซารอน ปาเนรุส ใช้ไม้ตีรูปค้อนแหลมทำจากเขาสัตว์

นอกจากนี้ ซารอนทั้งสามชนิดยังมีลักษณะการบรรเลงเฉพาะตัว เมื่อตีลูกระนาดใดๆ แล้ว ต้องใช้มือกดเพื่อห้ามเสียงกังวานไปพร้อมๆ กันกับตีลูกระนาดตัวต่อไป

ระนาดชนิดที่ ๒ มีชื่อว่า "เกนเดอ" ระนาดโลหะที่วางเรียงกันเป็นแผงบนราง เกนเดอมี ๓ ขนาด แบ่งตามช่วงระดับเสียงสูงต่ำ ได้แก่ "เกนเดอ ปาเนมบัง" "เกนเดอ บารัง" และ "เกนเดอ ปาเนรุส" ส่วนไม้ตีเป็นแบบหัวกลมแบน ถือเป็นระนาดที่มีเทคนิคการตีซับซ้อนที่สุด

นอกจากซารอนและเกนเดอแล้ว อินโดนีเซียยังมีระนาดอีก ๒ ชนิด คือกัมบังและสเลนทุม

"กัมบัง" ลักษณะเหมือนระนาดไม้ มี ๑๗-๒๓ ลูก ลูกระนาดทำด้วยไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้สนทะเล และไม้บุนนาค แขวนบนรางไม้แกะสลัก ส่วนไม้ตีทำด้วยเขาควายมี ๒ อัน ลูกระนาดในแต่ละชุดมีช่วงเสียงมากกว่า ๓ ช่วงเสียง เวลาตีไม่ต้องใช้เทคนิคกดเสียงเพื่อลดการสั่นสะเทือนเหมือนระนาดซารอน

ระนาดกัมบังยังแบ่งย่อยได้อีกชนิด คือ "กัมบัง กังซา" ใช้ลูกระนาดทำด้วยแผ่นโลหะแทนไม้ มีแค่ ๑๕ ลูก บางครั้งใช้บรรเลงแทนระนาดซารอน

ระนาดชนิดสุดท้ายเรียกว่า "สเลนทุม" เป็นระนาดท่อใหญ่ที่ประกอบด้วยลูกระนาดโลหะแผ่นบาง ๗ ลูก วางเรียงเป็นแผงบนราง ให้โทนเสียงทุ้มต่ำ มีท่อไม้ไผ่หรือท่อเหล็กรองรับข้างใต้เพื่อสร้างความก้องกังวานของเสียง ใช้ไม้ตีหัวกลมแบนขนาดใหญ่ มีวิธีบรรเลงแบบห้ามเสียงเช่นเดียวกับระนาดซารอน



      ซอไทย

ได้เวลาทำความรู้จักกับ "ซอ" กันบ้าง ซอเป็นเครื่องสายที่ทำให้เกิดเสียงด้วยการใช้คันชักสีกับสายที่ขึงไว้ ซอไทยแบบดั้งเดิมมี ๓ ประเภท คือ ซออู้ ซอด้วง และซอสามสาย แต่มีซอท้องถิ่นอีก ๒ ประเภท คือ ซอบั้ง หรือ ซอไม้ไผ่ ของภาคอีสาน และสะล้อ ของภาคเหนือ ปัจจุบันยังปรับเปลี่ยนนำวัสดุรอบตัวมาทำเป็นเครื่องดนตรีและเกิดเป็น ซอปี๊บ หรือ ซอกระป๋อง

สัปดาห์นี้มาเจาะลึกเรื่องราวของ "ซออู้" กันก่อน ซออู้เป็นซอสองสาย มีเสียงทุ้มอู้ตามชื่อซอ ส่วนประกอบหลักมีกะโหลกทำจากกะลามะพร้าวตัดปาดด้านหนึ่ง ใช้หนังวัวหรือแพะขึงขึ้นหน้าซอเป็นเหมือนกล่องเสียง ด้านหลังกะโหลกนิยมแกะสลักหรือฉลุเป็นลวดลายต่างๆ ทั้งเพื่อความสวยงามและทำหน้าที่เป็นเหมือนลำโพงให้เสียงออก หน้าซอจะมีหมอนหรือหย่องทำด้วยผ้าพันกันจนกลมมีลักษณะกลมคล้ายหมอน เส้นผ่าศูนย์กลาง ๑.๕ ซ.ม. ยาว ๒.๕ ซ.ม. วางไว้ในตำแหน่งกึ่งกลางหน้าซอโดยให้สายซอพาดอยู่ข้างบนและตั้งฉากกับแนวยาวของหมอนไม่ให้สายแนบติดกับหน้าซอเวลาสี

คันซอหรือคันทวนมี ๓ ช่วง ทวนบน ทวนกลาง และทวน ล่าง คันทวนยาวราว ๖๐ ซ.ม. ลักษณะกลึงกลมค่อยๆ ใหญ่จากโคนลงมาหาปลาย ขณะที่ลูกบิดมี ๒ อัน ใช้พันสายซอและบิดสายเอก-สายทุ้มที่ทำด้วยไหมฟั่นเป็นเกลียว ลูกบิดอันล่างสำหรับสายเอก ลูกบิดอันบนสำหรับสายทุ้ม ส่วนคันชักหรือคันสีทำด้วยไม้เนื้อแข็งชนิดเดียวกับคันทวนและมีหางม้าหรือไนลอนแทนหางม้าขึงตึง


      ซอไทย

มาทำความรู้จัก "ซอด้วง" และ "ซอสามสาย" ซอหลักอีก ๒ ชนิดของไทย

ซอด้วงนั้นมีเสียงแหลมและก้องกังวาน กระบอกซอหรือส่วนที่เป็นกล่องเสียงมีขนาดเรียวยาว ข้างในคว้านกลวง หน้าซอ ขึงด้วยหนังงูเหลือม คันสีทำด้วยไม้เนื้อแข็งชนิดเดียวกับคันทวน มีลักษณะกลึงกลมคล้ายคันศร ความยาวราว ๗๔ ซ.ม. ก้านคันชักมีหางม้าขึงตึงส่วนปลาย ซอด้วงมีลักษณะพิเศษที่ต่างจากซออู้คือโขนซึ่งเป็นส่วนที่อยู่บนสุดของทวนบน หรือส่วนบนของคันทวนตั้งแต่กลีบบัวขึ้นไปจนสุด

ขณะที่ซอสามสายมีลักษณะ พิเศษที่ไม่เหมือนซออู้ และซอด้วง คือมี ๓ สาย มีคันชักอิสระ และกะโหลกซอขนาดใหญ่ ทำด้วยกะลามะพร้าวพันธุ์ซอที่มีกะลานูน ๓ ปุ่ม เรียกว่าปุ่มสามเส้า บนกะโหลกซอมีถ่วงหน้าทำด้วยแก้วหรือโลหะ ขึ้นรูปเป็นตลับกลมประดับพลอยสีต่างๆ ถมหรือลงยา ภายในบรรจุสีผึ้งผสมตะกั่วเพื่อให้ได้น้ำหนัก ใช้ปรับเสียงให้สายเอกเข้ากับสายทุ้ม

ส่วนหนวดพราหมณ์ใช้สายไหมฟั่นเกลียวอย่างสายซอผูกเป็นบ่วงร้อยเข้าไปในรูที่ทวนล่างสำหรับรั้งปมปลายสายซอทั้งสามซึ่งแบ่งเป็นสายเอก สายกลาง และสายทุ้ม


     ซอสิงคโปร์
ชุมชนชาวจีนในสิงคโปร์เองก็มีเครื่องสายประเภทซอที่ได้รับอิทธิพลมาจากจีน ๒ ชนิด

ได้แก่ “เอ้อหู” ซอสองสายที่เวลาบรรเลงผู้เล่นจะนั่งกับเก้าอี้และวางซอตั้งขนานไว้บนตัก เส้นสายมีระดับเสียง ๕ ระดับ ใช้คันชักสี มีรูปแบบ รูปร่าง และกล่องเสียงที่หลากหลายแล้วแต่ผู้สร้างสรรค์ ทั้งแบบกลม หกเหลี่ยม และแปดเหลี่ยม นิยมใช้เป็นเครื่องดนตรีหลักในอุปรากรจีน

อีกชนิดคือ “เกาหู” ซอ สองสายเสียงสูงคล้ายซอด้วงไทย เป็นเครื่องดนตรีหลักในอุปรากรจีน ซอเกาหูมีลักษณะคล้ายซอเอ้อหู แต่กล่องเสียงนิยมเกลาเป็นวงกลมมากกว่า ถึงอย่างนั้นซอเกาหูแบบหกเหลี่ยมและแปดเหลี่ยมก็สามารถพบเห็นได้เช่นกันและน้ำหนักเบากว่า มีระดับเสียงที่สูงกว่า ๕ ระดับด้วยกัน เสียงยังออกไปทางกังวานใส ไม่ทุ้มต่ำเมื่อเทียบกับซอเอ้อหู



      “ตรัว” ซอเขมร

กัมพูชามีเครื่องสายคล้ายซอของไทยเช่นกัน เรียกว่า “ตรัว” มีด้วยกัน ๕ ชนิด และมีองค์ประกอบหลักเหมือนกัน คือ กะโหลกซอ คันทวน คันชัก สาย และ ลูกบิด

ซอชนิดแรก คือ “ตรัวแขมร์” เป็นซอแบบสามสาย ทำจากเส้นไหม กะโหลกซอทำจากกะลามะพร้าวชนิดพิเศษ ปลายข้างหนึ่งปิดด้วยหนังสัตว์ ขณะที่ “ตรัวจี” เป็นซอโทนเสียงสูง มีสองสาย ปลายกะโหลกซอขึงด้วยหนังงู
 
“ตรัวสอโตจ” คำว่าโตจ มีความหมายว่า เล็กในภาษาเขมร ตรัวสอโตจจึงมีขนาดเล็กกว่าซอ ชนิดอื่นๆ และเหมือน ซอด้วงของไทย คือ ส่วนกะโหลกเป็นไม้ทรงกระบอกขนาดเล็ก ส่วน “ตรัวสอธม” เป็นซอสองสายทำจากไม้ดำ กะโหลกซอนิยมใช้ปล้องไม้ไผ่เหลากลวง หรือกระดองเต่า และ “ตรัวอู” เป็นซอโทนเสียงต่ำ กะโหลกทำจากกะลามะพร้าว มีสองสายเช่นกัน ปกติใช้เชือกไนลอนหรือเส้นไหม ทำให้เกิดเสียงทุ้มต่ำเมื่อบรรเลง



     ซอเวียดนาม

เวียดนามมีเครื่องสายแบบซอ ๔ ประเภทหลัก ชนิดแรกเรียกว่า “ด่านหงอ” เป็นซอสองสายใช้บรรเลงในวงเตือง กาย เลือง วงอุปรากรร่วมสมัยทางตอนใต้ของเวียดนาม คำว่าด่านหมายถึงเครื่องสาย

ส่วนคำว่าหงอคือกะลามะพร้าวเก่า มาจากส่วนกะโหลกที่ทำด้วยกะลามะพร้าวทรงกลมทำหน้าที่เป็นกล่องขยายเสียง แม้ด่านหงอจะคล้ายคลึงกับซออู้ของไทย แต่จริงๆ แล้วได้รับอิทธิพลมาจากซอปังหูหรือฉินหู ซอที่ใช้ในละครงิ้วท้องถิ่นทางตอนเหนือของจีน

ชนิดที่สองคือ “ด่านโหว่” ซอสองสายที่ใช้ไม้เนื้อแข็งเหลากลมทำเป็นส่วนกะโหลกซอ ลักษณะและเสียงคล้ายคลึงกับด่านหงอ จะต่างแค่ส่วนกะโหลกที่ทำจากกะลาและไม้เนื้อแข็ง

ซอประเภทที่สาม เรียกว่า “ด่านหนี่” เหมือนซอด้วงของไทยมาก เพราะนอกจากจะมีเสียงสูงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะแล้ว กะโหลกซอยังเป็นกล่องเสียงไม้เนื้อแข็งแบบยาวและหุ้มด้วยหนังงู เดิมใช้สายที่ทำจากไหมถัก แต่ปัจจุบันนิยมใช้สายลวดแทน

ซออีกชนิดคือ “เกอหนี่” ซอสายเดี่ยวของชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์จรายในที่ราบสูงตอนกลาง เป็นเครื่องสายแบบคอร์ดโดโฟน หรือเสียงเกิดจากการสั่นสะเทือนของสาย เป็นซอที่ไม่มีกล่องเสียง แต่มีสายที่ผูกปลายด้วยแผ่นพลาสติกหรือไม้ไผ่เกลาบางๆ ที่ผู้เล่นต้องคาบไว้เพื่อใช้ช่องปากเป็นตัวขยายเสียงคล้ายจอว์ฮาร์ป หรือยิวฮาร์ป คันทวนนิยมทำจากไม้ไผ่หรือก้านไม้เหลา



     ซอรือบับ

มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย ก็มีเครื่องดนตรีประเภทซอ เรียกว่า “รือบับ” หรือ ซอสามสายมลายู มีลักษณะคล้ายคลึงกับซอสามสายของไทย แต่จริงๆ แล้วรือบับมีทั้งสองสายและสามสาย ใช้บรรเลงประกอบการแสดงละครรำเมาะโย่ง รวมถึงวงกาเมลัน วงดนตรีประจำชาติ

กะโหลกซอนิยมใช้ไม้ขนุนเกลาให้เป็น ทรงกลมปลายแหลม ด้านในบุด้วยหนังวัวเพื่อให้กล่องเสียงกังวาน ใต้กะโหลกซอ เป็นไม้ปลายแหลมเหมือนส่วนเท้าของ ซอสามสายไทย สายซอใช้เชือกหรือลวดทองแดงขึงสำหรับ สีกับคันชัก รือบับมีเสียงที่เป็นเอกลักษณ์จึงบรรเลงเดี่ยวหรือเล่นร่วมกับเครื่องดนตรีอื่นๆ ในวงก็ไพเราะไม่แพ้กัน

นอกจากเล่นเพื่อความสุนทรีย์แล้ว รัฐกลันตันและเตอเริงกานู ทางภาคตะวันออก ของมาเลเซีย ยังใช้รือบับในพิธีกรรมตามความเชื่อของชนพื้นถิ่นที่เรียกว่า “มาอิน ปูเตอรี” การเข้าทรงของวิญญาณเพื่อบำบัดและปัดเป่าอาการเจ็บป่วยที่บางครั้งแพทย์แผนปัจจุบันก็รักษาไม่ได้ แม้จะเป็นประเพณีจากความเชื่อและศรัทธา แต่หลายคนยอมรับว่าความสบายใจจากพิธีกรรมนี้ช่วยรักษาโรคซึมเศร้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ



     ขิมอาเซียน

เครื่องดนตรีอีกชนิดที่มีบรรเลงในหลายประเทศอาเซียน คือ “ขิม” ไม่ใช่แค่ไทยเท่านั้นที่เรียกขิม เพราะกัมพูชาและลาวก็เรียกขิมเหมือนกัน ส่วนเวียดนามเรียกว่า ตั๊ม ถับ ลัก

ขิมในเอเชียเป็นเครื่องสายที่ได้รับอิทธิพลมาจากหยางฉิน ขิมในวงเครื่องสายของจีนซึ่งพัฒนามาจากซานทูร์ในตะวันออกกลางอีกทอดหนึ่ง

ส่วนประกอบหลักของขิม ได้แก่ หน้าขิม ช่องเสียง สายขิม หย่องขิม หมุดยึดสาย หย่องหนุนสายขิม หมุดเทียบเสียง และไม้ตี

ตัวขิมทำมาจากไม้เนื้อแข็ง สายขิมในอดีตใช้สายทองเหลือง แต่เพราะขึ้นสนิมและขาดง่าย ปัจจุบันจึงนิยมใช้สายที่ทำมาจาก สแตนเลส เพราะขาดยาก ทนทาน ใช้งานได้นาน

สำหรับหย่องหนุนสายขิมที่รองรับสายจากหมุดยึดฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่งนั้นทำจากไม้ มีลักษณะแบนยาวยึดติดกับตัวหรือหน้าขิม มีด้วยกัน ๒ อัน ส่วนหมุดยึดสายเป็นโลหะที่ติดอยู่กับตัวขิมยึดสายขิมเอาไว้ สามารถหมุนเพื่อปรับระดับเสียง

ช่องเสียงของขิมมีด้วยกัน ๒ ช่อง เป็นวงกลมและมีฝาสลักลวดลายต่างๆ ไม่ใช่แค่เพื่อความสวยงาม แต่เพื่อให้เสียงขิมดังกังวานออกมาเวลาบรรเลง ไม้ตีขิมทำจากไม้ ลักษณะเป็นก้านแข็งและมีความยืดหยุ่น ส่วนปลายที่สัมผัสสายขิมปิดทับด้วยหนังหรือผ้าสักหลาด



    ขิมอาเซียน

มาว่ากันต่อด้วยประเภทของขิม หากแบ่งตามลักษณะมี ๕ ประเภท ได้แก่ "ขิมผีเสื้อ" รูปร่างคล้ายพระจันทร์ครึ่งซีกมีหยักรอบๆ มักมีลิ้นชักใส่ค้อนปรับเสียง และมีช่องให้เสียงออกสองช่องที่หน้าขิม, "ขิมคางหมู" เป็นขิมที่ลดทอนรายละเอียดที่เป็นหยักโดยรอบของขิมผีเสื้อให้กลายเป็นไม้เรียบๆ รูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมูจึงเรียกขิม นิยมเจาะช่องให้เสียงออกด้านข้าง, "ขิมแผ่น" ใช้แถบโลหะแปะวางบนหน้าขิมแทนตำแหน่งเสียงบนขิม ไม้ตีเป็นพลาสติกหัวกลมแข็ง เหมาะสำหรับฝึกเล่นในเบื้องต้นให้รู้จักเสียงเพราะจะไม่เจอกับปัญหาสายขาด, "ขิมกระเป๋า" ตัวขิมยึดติดกับกระเป๋า สะดวกต่อการหิ้วไปเล่นนอกสถานที่ และ "ขิมหลอด" โครงสร้างคล้ายขิมแผ่นแต่เปลี่ยนแถบโลหะเป็นหลอดโลหะกลวง ใช้ไม้ตีขิมธรรมดา

ถ้าแบ่งตามจำนวนหย่องหรือตำแหน่งรับสายที่ขึงพาดตรงกลางหน้าขิม มีตั้งแต่ ๗ หย่องซึ่งเป็นมาตรฐานของขิมทั่วไป เรื่อยไปจนถึง ๙ หย่อง ๑๑ หย่อง ๑๕ หย่อง และ ๑๘ หย่อง

หากแบ่งชนิดของสายขิมมีด้วยกัน ๒ แบบ คือ ขิมสายทองเหลือง และขิมสายสเตนเลส สายทองเหลืองจะให้เสียงคม นุ่มนวล ไม่กังวานนานเกินไป แต่สายมักขึ้นสนิมเร็วและขาดง่าย ส่วนขิมสเตนเลสที่มีเสียงกังวานของสายต่อเนื่องนั้นไม่เหมาะกับการบรรเลงเพลงไทยเดิม เพราะเสียงจะทับซ้อนฟังไม่ไพเราะ แต่ข้อดีคือเล่นเพลงสากล ง่ายกว่าและสายขาดยากกว่า



    กลองอิเหนา

เครื่องดนตรีที่จะขาดไม่ได้คือเครื่องตีกำกับจังหวะอย่างเช่นกลอง

กลองที่นิยมใช้ในวงกาเมลันมีชื่อว่า "เก็นดัง" เป็นกลองสองหน้า ทำจากไม้ขนุนหรือไม้เนื้อแข็ง ขึงด้วยหนังวัว มีหลายขนาด เก็นดังใบใหญ่สุดเรียกว่า"เก็นดัง เก็นดิง" ใบขนาดกลางเรียกว่า "ซิบลอน" และใบเล็กเรียกว่า "เคติปัง"

กลองเก็นดัง เก็นดิง และกลองซิบลอนจะวางตั้งบนขาหยั่ง ส่วนกลองเคติปังซึ่งมีขนาดเล็กจะวางบนตักใช้มือตี ผู้เล่นกลองเก็นดังส่วนมากเป็นหัวหน้าวงเพื่อควบคุมจังหวะและแนวทางการบรรเลงของนักดนตรีลูกวง

กลองอีกชนิดของแดนอิเหนา คือ "เบ็ดฮัก" เป็นกลองสองหน้าขนาดใหญ่ ขึงด้วยหนังวัวหรือหนังควาย ยึดหน้ากลองโดยตอกหมุดตรงขอบกลอง รูปร่างคล้ายกลองทัดของไทย ใช้ไม้ตีเหมือนกลองทั่วไป นิยมใช้บรรเลงร่วมในวงกาเมลัน มังแกง ซึ่งเป็นวงดนตรีโบราณ บางครั้งเล่นประกอบเพลงละครฟ้อนรำ



     กลองมลายู

มาว่ากันต่อด้วยเรื่องกลองมาเลเซียซึ่งส่วนหนึ่งเป็น ต้นแบบและใช้บรรเลงในอีกหลายประเทศที่มีวัฒนธรรมมลายู ครอบคลุมถึงอินโดนีเซีย สิงคโปร์ และบรูไน

กลองชนิดแรกคือ "เก็นดัง" เป็น กลองสองหน้าทำจากไม้ขนุนหรือ ไม้เนื้อแข็ง ขึงด้วยหนังวัวหรือหนังควาย เก็นดังขนาดใหญ่ ที่เรียกว่าเก็นดัง โนบัต ใช้บรรเลงในพระราชวัง "เกดอมบัก" กลองขึงหนังหน้าเดียว มีสายโยงเร่งเสียงจากขอบหนังถึงส่วนคอของกลอง ลักษณะคล้ายกลองโทนของไทย ผู้เล่นจะนั่งลงใช้มือข้างหนึ่งจับกลองไว้และตีด้วยมืออีกข้าง

ขณะที่ "รีบานา" เป็นกลองขึงหนังหน้าเดียวเช่นกัน แต่ตัวกลองสั้นกว่า รูปร่างคล้ายชามแบนขนาดใหญ่เหมือนรำมะนาของไทย ส่วน "กอมปัง" กลองหน้ากว้างที่ตัวกลองสั้นและแบน เป็นเครื่องตี ประกอบจังหวะที่นิยมบรรเลงร่วมกับเครื่องดนตรีอื่นๆ ในพิธีแต่งงาน

ส่วน "มาร์วาส" หรือ "มีร์วาส" เป็นกลองสองหน้า ตัวกลองสั้น มีต้นกำเนิดมาจากตะวันออกกลาง นิยมเล่นในรัฐยะโฮร์ทางตอนใต้ของมาเลเซีย



     กลองเขมร

สัปดาห์นี้มาทำความรู้จักกลอง หรือ "สะกอร์" กัมพูชากัน หลักๆ มีด้วยกัน ๔ ชนิด ได้แก่ กลองสัมโพ สะกอร์ธม สะกอร์โตน และ กลองรูมานา

"กลองสัมโพ" เป็นกลองยาวสองหน้าขนาดเล็ก ทำจากไม้ทั้งต้น เกลาให้มีลักษณะคล้ายถังหมักสุราเหมือนกลองตะโพนของไทย นิยมขึงหน้ากลองด้วยหนังลูกวัวและใช้ไม้หวายยึดตรึงจากหน้ากลองข้างหนึ่งพาดผ่านตัวกลอง ไปยังหน้ากลองอีกข้างหนึ่ง สัมโพเป็นกลองกำหนดจังหวะและสร้างความเร้าใจให้เพลง จึงถือเป็นเครื่องดนตรีที่มีบทบาทต่อวง เล่นโดยใช้มือทั้งสองข้าง และปรับโทนเสียงด้วยการทาข้าวสุกผสมเถ้าบางๆ บนหน้ากลอง

ขณะที่"สะกอร์ธม" เป็นกลองคู่สองหน้าขนาดใหญ่คล้ายกลองทัดของไทย ขึงหน้ากลองด้วยหนังวัวหรือหนังควายยึดเข้ากับหมุด บรรเลงโดยใช้ไม้ตี "สะกอร์โตน" เป็นกลองทรงถ้วยหน้าเดียวคล้ายโทนของไทย ตีด้วยมือ มักบรรเลงร่วมกับ "รูมานา" กลองขึงหนังหน้าเดียวแบบเฟรมดรัม คือ หน้ากลอง มีขนาดกว้าง ตัวกลองสั้น รูปร่างละม้ายคล้ายกะละมังแบน



     กลองเวียดนาม

ในเวียดนามเรียกกลองประเภทที่ใช้ไม้ตีในการบรรเลงว่า "จ็อง" มีด้วยกัน ๔ ชนิด คือ "จ็องก๋าย" กลอง ๒ หน้าขนาดใหญ่ทำจากไม้เนื้อแข็ง มักจะแขวนบนราว หรือฐานไม้ ตัวกลองมีลักษณะคล้ายถังหมักเครื่องดื่มมึนเมา ให้เสียงทุ้มต่ำกังวาน และนิยมใช้บรรเลงนำหน้าขบวนเชิดมังกรในเทศกาลสำคัญตามประเพณีจีน

ขณะที่กลอง "จ็องจัว" หรือ "จ็องเด" กลอง ๒ หน้าแบบชุด ประกอบด้วยกลอง ๔-๕ ใบ ไล่เรียงขนาดตั้งแต่ใบเล็กสุดไปจนถึงใบกลาง ใช้ไม้ตีแบบยาวและให้เสียงดังแหลม กลอง "จ็องเกิม" มีลักษณะคล้ายกลองบองโก แต่ยาวกว่ามาก ใช้บรรเลงประกอบละครเพลงท้องถิ่นที่เรียกว่าหัดเตือง นอกจากนี้จ็องเกิมยังถูกเรียกว่า "กลองข้าว" จากวิธีการเทียบปรับเสียงของกลองด้วยการป้ายข้าวที่หุงสุกบนหน้ากลองนั่นเอง

สุดท้ายคือ กลอง "จ็องดงเซิน" กลองโบราณที่สร้างจากสำริด และอาจหนักมากถึง ๑๐๐ กิโล กรัม เป็นกลองในวัฒนธรรมดงเซิน วัฒน ธรรมในยุคสำริด ที่มีศูนย์กลางแถบที่ราบลุ่มแม่น้ำแดงทางตอนเหนือของเวียดนาม



     กลองปินส์

ฟิลิปปินส์มีกลองหลายชนิดที่ใช้ใน วงดนตรีท้องถิ่น เริ่มจาก "อะกุง อะ ตามแล็ง" หากว่ากันตามลักษณะแล้ว ไม่ถือว่าเป็นกลอง แต่เป็นดนตรีประเภทเครื่องกระทบ หรือสะลิท ดรัม ทำจากไม้ไผ่เจาะช่องขนาดต่างๆ นิยมเล่นเพื่อฝึกฝนทักษะการจับจังหวะ แต่ก็มีบ่อยครั้งที่นำไปเล่นในวงดนตรี

นอกจาก อะกุง อะ ตามแล็ง แล้ว เครื่องกระทบแบบเดียวกันในฟิลิปปินส์ยังมี "คากุล" ในจังหวัดมากินดาเนา และ "ทากุต๊อก" ของชนพื้นถิ่นมาราเนา

ขณะที่กลอง "ดาบากัน" ใช้เป็นเครื่องดนตรีสนับสนุนในวงมโหรีคูลินตัง ทำจากไม้เนื้อแข็ง เช่น ต้นมะพร้าวและต้นขนุน รูปร่างคล้ายนาฬิกาทรายความยาวราว ๖๐ ซ.ม. เส้นผ่านศูนย์กลาง วัดถึงส่วนที่กว้างที่สุดชั้นนอกประมาณ ๓๐ ซ.ม. ส่วนกลองนำไปเกลาด้านในจนกลวง นิยมขึงหน้ากลองด้วยหนังควาย หนังแพะ หนังกวาง หรือหนังงู

แต่หนังที่ตีแล้วให้เสียงทุ้มก้องที่สุดคือหนังตะกวด ใช้ไม้เหลาเรียบสำหรับตี ส่วน "ซูลิบาว" เป็นกลองของชนพื้นเมืองที่ราบสูงบอนต็อกและอีบาลอยมีโทนเสียงเทเนอร์ รูปทรงเป็น กลองขนาดยาวและเรียว ทำจากไม้ซุง ขึงหน้ากลองด้วยหนังกวาง เล่นโดยใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างตีที่หน้ากลอง



     กลองปินส์

ว่ากันต่อด้วยเรื่องของกลองในฟิลิปปินส์ "ลิบบิต" เป็น กลองไม้ทรงถ้วยเหล้าฝรั่ง ส่วนจอกเป็นตัวกลอง ช่วงกลางเหลาไม้ให้แคบแบบคอถ้วย ส่วนปลายที่เป็นฐานตั้งมีขนาดเล็กกว่าตัวกลองนิดหน่อย หน้ากลองขึงตึงด้วยหนังกวาง ใช้มือเปล่าตี ด้านนอกรอบตัวกลองแกะสลักเป็นลวดลายตัวกิ้งก่า ลิบบิตเป็นเครื่องดนตรีของชนเผ่าอิฟูเกาในจังหวัดอิฟูเกาบนเกาะลูซอน ใช้บรรเลงได้ทุกโอกาส

ขณะที่ "กัมบัล" หรือ "กาดัง" กลองพื้นถิ่นของหมู่เกาะวิสายาส ทางตอนกลางของประเทศ ทำจากลำต้นของไม้เนื้อแข็ง เกลาเนื้อไม้ด้านในออกจนเกลี้ยงและขึงปิดด้วยหนังกลางสำหรับทำเป็นหน้ากลอง ในอดีตนิยมตีกลองกัมบัลเพื่อปลุกระดมสร้างความฮึกเหิม ให้นักรบ ปัจจุบันเป็นเครื่องดนตรีประกอบจังหวะ มักบรรเลงร่วมกับฆ้อง เล่นได้ทั้งแบบใช้มือเปล่าและ ไม้ตี

สุดท้ายคือ "ตัมบุล" ดนตรีประเภทเครื่องกระทบ หรือสะลิต ดรัม ทำจากไม้ไผ่เจาะรู มีไม้ตี ๒ ไม้ใช้ในการบรรเลง


ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด
6  สุขใจในธรรม / เกร็ดศาสนา / "บัว" ในพุทธศาสนา เมื่อ: วานนี้

ขอขอบคุณที่มาภาพ : เว็บไซต์ lotusbywuthikorn.files.wordpress.com

"บัว" ในพุทธศาสนา

ดอกบัวมีมากมาย แบบไหนที่เรียกว่า บัวหลวง และทำไมต้องใช้ดอกบัวไหว้พระ

บัวมีมาตั้งแต่สมัยก่อนพุทธกาล พุทธศาสนิกชนถือเป็นดอกไม้ประจำศาสนาพุทธ มีความสำคัญที่เป็นอามิสบูชา เกี่ยวข้องโดยตรงกับการบูชาพระรัตนตรัย อันได้แก่ พระพุทธ พระธรรม และพระอริยสงฆ์

ตำนานกล่าวว่า หมอชีวกโกมารภัจจ์ ได้ปรุงยาจากดอกบัวถวายแด่องค์สมเด็จพระพุทธเจ้า แก้อาการอ่อนเพลีย และพุทธประวัติพบว่าบัวมีส่วนเกี่ยวข้องตั้งแต่เมื่อพระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน โดยเฉพาะเมื่อทรงตรัสรู้และบัวสี่เหล่า

บัวสี่เหล่าคืออุปมาเปรียบบุคคลเหมือนดอกบัว ๔ จำพวก ตามฐานะที่จะบรรลุนิพพานได้และไม่ได้ในชาตินั้น ตามที่ปรากฏในโพธิราชกุมารสูตร ในพระไตรปิฎกภาษาบาลีและคัมภีร์สุมังคลวิลาสินี ว่าเมื่อแรกตรัสรู้ พระพุทธเจ้าได้ทรงพิจารณาว่าพระธรรมที่ทรงบรรลุนั้นมีความละเอียดอ่อน สุขุมคัมภีรภาพ ยากต่อบุคคลจะรู้ เข้าใจ และปฏิบัติได้

ต่อมาได้ทรงพิจารณาอย่างลึกซึ้ง ทรงเห็นว่าบุคคลในโลกนี้มีหลายจำพวก บางพวกสอนได้ บางพวกสอนไม่ได้ เปรียบเสมือนบัว ๓ เหล่า (ตามนัยโพธิราชกุมารสูตรในพระไตรปิฎกภาษาบาลี) หรือบัว ๔ เหล่า (ตามนัยสุมังคลวิลาสินี)

ทั้งนี้ การที่สุมังคลวิลาสินีกล่าวว่าพระพุทธเจ้าทรงเปรียบบุคคลเป็นดอกบัว ๔ เหล่านั้น เป็นการประยุกต์จากพุทธพจน์เรื่องบุคคล ๔ จำพวกที่ตรัสไว้ในอุคฆฏิตัญญุสูตรอังคุตตรนิกาย ปุคคลวรรคที่ ๔ มาผสานกับพระพุทธพจน์เรื่องดอกบัว ๓ เหล่าที่ตรัสไว้ในโพธิราชกุมารสูตร มัชฌิมนิกาย จึงกลายเป็นดอกบัว ๔ เหล่าที่รู้จักกันในปัจจุบัน

พระไตรปิฎกว่าไว้ ท้าวสหัมบดีพรหมเชิญให้พระองค์แสดงธรรม จึงทรงพิจารณาตรวจสัตว์โลกด้วยพุทธจักษุ และทรงเห็นว่าสัตว์โลกที่ยังสอนได้มีอยู่ (เรียกว่าเวไนยสัตว์) เปรียบด้วยดอกบัว ๓ จำพวก

“…ครั้นอาตมภาพทราบว่าท้าวสหัมบดีพรหมอาราธนา และอาศัยความกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย จึงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ เมื่ออาตมภาพตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ก็ได้เห็นหมู่สัตว์ซึ่งมีกิเลสดุจธุลีในจักษุน้อยก็มี มีกิเลสดุจธุลีในจักษุมากก็มี มีอินทรีย์แก่กล้าก็มี มีอินทรีย์อ่อนก็มี มีอาการดีก็มี มีอาการเลวก็มี จะพึงสอนให้รู้ได้ง่ายก็มี จะพึงสอนให้รู้ได้ยากก็มี บางพวกมีปกติเห็นโทษในปรโลกโดยเป็นภัยอยู่ก็มี เปรียบเหมือนในกอบัวขาบ ในกอบัวหลวง หรือในกอบัวขาว ดอกบัวขาบ ดอกบัวหลวง หรือดอกบัวขาว ซึ่งเกิดในน้ำ เจริญในน้ำบางเหล่ายังไม่พ้นน้ำ จมอยู่ในน้ำ น้ำหล่อเลี้ยงไว้ บางเหล่าตั้งอยู่เสมอน้ำ บางเหล่า ตั้งขึ้นพ้นน้ำ น้ำไม่ติด ฉันใด ดูกรราชกุมาร เมื่ออาตมภาพตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ก็ฉันนั้น…”

ยังมีบัวอยู่ในตำนานพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ เล่าขานว่า ในยุคปฐมกัลป์โน้น มีดอกไม้ชนิดหนึ่งผุดขึ้นมาก่อนดอกไม้อื่นๆ จำนวน ๕ ชนิดด้วยกัน ซึ่งเรียกว่า “ปทุม” (ป แปลว่า ก่อน, ทุม แปลว่า ต้นไม้ ต่อมาเรียกดอกไม้ชนิดนี้ว่า ดอกบัว)

เมื่อท้าวสหัมบดีพรหมทอดพระเนตรเห็นดอกปทุมแต่ละดอกนั้นมีอักขระ คือ “นะ โม พุท ธา ยะ” จึงแสดงความเคารพ แล้วตรัสพยากรณ์ว่า ในภัทรกัลป์นี้จะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ ๕ พระองค์ คือ พระกักกุสันโธ พระโกนาคมโน พระกัสสโป พระโคตโม (พระพุทธเจ้าปัจจุบัน) และพระเมตตยโย (พระศรีอาริยเมตไตรโย หรือพระศรีอาริย์)


ที่มา คอลัมน์ รู้ไปโม้ด หนังสือพิมพ์ข่าวสด

7  สุขใจในธรรม / ห้องวิปัสสนา - มหาสติปัฏฐาน 4 / Re: คำพระสอน เมื่อ: วานนี้

หลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ วัดป่าวิเวกวัฒนาราม อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร
ขอขอบคุณที่มาภาพ : ธรรมจักรดอทเน็ต

เทวดาใจอยู่กับบุญ ฤๅษี โยคี เข้าฌาน ใจอยู่กับองค์ฌาน
พระอริยะอรหํ เข้านิโรธ ใจอยู่กับสมาบัติ สัญญาเวทนานิยตนิโรธ
พระอรหํ พระพุทธ พระปัจเจกก์ ใจอยู่กับองค์พระธรรม
มนุษย์ สัตว์ เปรต ผี อสุรกาย สัตว์นรก ใจก็อยู่ในรูปนั้นในภพนั้นๆ
หมดกำหนดอายุ ใจก็เปลี่ยนภพไป

คติธรรม : หลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ
8  สุขใจในธรรม / เสียงธรรมเทศนา - เอกสารธรรม - วีดีโอ / Re: จากโอษฐ์ พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฐ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี) เมื่อ: วานนี้

มาตุคาม

ครั้งที่ท่านพระอาจารย์เทสก์พำนักอยู่วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่นั้น พระอาจารย์เทสก์ได้เล่าถึงเรื่องราวต่างๆ ที่สมณะควรสังวรระวังไว้ให้ดี โดยเฉพาะเรื่องการผจญภัยร้ายในมาตุคามกามตัณหา

ตัวท่านเองได้รับการคุกคามจากอำนาจนี้มาหลายครั้งหลายคราว เช่น ตอนถ่ายรูปเป็นอนุสรณ์ที่เชียงใหม่ กำลังดูรูปอยู่ในร้าน ผู้หญิงร้องขอรูปสัก ๑ แผ่น ดูท่าทางเธอผู้นั้นมีอาการยั่วยุทั้งสายตาท่าทาง ท่านต้องรีบหลบหนี เพราะนั่นเป็นหนทางที่ปลอดภัยที่สุด

อีกครั้งหนึ่ง พระอาจารย์เทสก์ไปเยี่ยมโยมผู้หนึ่ง เมื่อเข้าไปในบ้านโยมผู้นั้นก็ปิดประตูทันที แต่ท่านก็เอาตัวรอดมาได้ด้วยการข่มใจ ขณะที่ฝ่ายหญิงถามว่าอยากสึกบ้างไหม ท่านกลับเลี่ยงไปพูดเรื่องธรรมะเสีย

วันหนึ่งเวลาจวนโพล้เพล้ สตรีผู้หนึ่งพรวดพราดขึ้นไปบนกุฏิพระอาจารย์เทสก์ ห้ามอย่างไรก็ไม่ฟัง ขึ้นไปแล้วนั่งเฉย นั่งซึมไม่พูดไม่จา เรียกให้ญาติมาเอาตัวลงไป เขาก็โกรธ  ตอนเช้าขณะที่พระอาจารย์เทสก์เดินจงกรม สตรีผู้นั้นตะโกนใส่หน้าท่านบอกว่า “สอนกัมมัฏฐานทำไมแบบนี้ สอนให้คนเป็นบ้า อาจารย์ไหนๆ ก็ไม่พ้นจากกามกิเลส”

ญาติโยมพาเขาไปโรงพยาบาลตรวจดูก็ว่าไม่มีอะไร  ภายหลังก็มาหาพระอาจารย์เทสก์อีก ตอนนี้รู้สึกตัวว่าเคยทำอะไรผิดไว้ จึงมาสารภาพรับผิดโดยคิดว่าพระอาจารย์เทสก์มีมหานิยม ได้ทำให้เธอหลงรักท่าน เข้าใจผิดไปอย่างนั้น จึงมาขอขมาโทษต่อพระอาจารย์เทสก์

พระอาจารย์เทสก์ ผู้เห็นภัยในมาตุคามได้กล่าวเรื่องนี้อย่างเป็นบทเรียนแก่ภิกษุทั้งหลายว่า “เราละอายแก่ใจ ไม่อยากจะพูดเลยว่า มาตุคามเป็นภัยอันตรายแก่พรหมจรรย์ เพราะมารดาของเราก็เป็นผู้หญิง และพระพุทธศาสนาที่เราซุกหัวพึ่งร่มเงาอยู่ในขณะนี้ โดยมากก็อาศัยผู้หญิงค้ำจุนไว้โดยแท้”  ท่านเตือนให้ภิกษุระวังเพศตรงข้าม สังวรในพรหมจรรย์ การที่ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน นั้นแลดี หากจะมีการได้เห็น ได้ยิน ก็อย่าทำความสนิทและพูดคุยด้วย หากจำเป็นจะต้องพูดด้วยแล้ว ก็จงสำรวมใจไว้ให้ดี 

พระอาจารย์เทสก์ สรุปภัยของมาตุคามไว้อย่างน่าสนใจตอนหนึ่งว่า “เพราะมาตุคามเป็นเรือนร่างที่เกิดของพระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลาย และยังเป็นที่ปรารภให้เกิดธรรมของท่านเหล่านั้นด้วย ในทัศนะของเราแล้ว ภิกษุผู้ล่วงละเมิดในพระวินัยที่น่าเกลียดที่สุด คือสิกขาบทเกี่ยวด้วยรูปิยะ เรื่องความรักใคร่ๆ ที่เรียกว่ากามโลกีย์นี้”  ท่านเห็นว่า มาตุคามเป็นภัยแก่พรหมจรรย์อย่างมหันต์ แต่ก็เป็นคุณอนันต์แก่พระศาสนาด้วยเหมือนกัน.
9  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ห้องสมุด / Re: พระพลเทพถือคันไถ สำหรับการพระราชพิธีพืชมงคลและจรดพระนังคัล เมื่อ: 15 มิถุนายน 2561 15:15:48

ภาพเล่าเรื่องพระพุทธประวัติ ตอนพระเจ้าสุทโธทนะทรงประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัล
เพื่อให้ประชาชนเริ่มการทำนาปลูกข้าว  จากจิตรกรรมฝาผนังบนพระที่นั่งพุทไธสวรรย์
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร


ภาพจิตรกรรมฝาผนัง เรื่องพระราชพิธีสิบสองเดือน ตอนเดือน ๖
พระราชพิธีจรดพระนังคัล และวันวิสาขบูชา
จากพระอุโบสถวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม

การประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัล
พระราชพิธีจรดพระนังคัล เริ่มประกอบพระราชพิธีเวลาบ่ายของวันสวดมนต์พระราชพิธีพืชมงคล มีกระบวนแห่ แห่พระพุทธรูป แห่เทวรูปต่างๆ ได้แก่ พระอิศวร พระอุมาภควดี พระนารายณ์ พระมหาวิฆเนศวร และพระพลเทพแบกไถ ริ้วกระบวนแห่ประกอบด้วยธง มีคู่แห่เครื่องสูง กลองชนะ ออกจากพระบรมมหาราชวังไปโดยทางบก เข้าโรงพิธีที่ทุ่งส้มป่อยนาหลวง เวลาค่ำพระมหาราชครูพิธีทำการพระราชพิธีเหมือนอย่างพิธีทั้งปวง

รุ่งขึ้นเวลาเช้าตั้งกระบวนแห่ๆ พระยาแรกนา กำหนดเกณฑ์คนเข้ากระบวนแห่ ๕๐๐ คน กระบวนนำด้วยธงตรา ตำแหน่งของพระยาแรกนา ถัดมา บโทนนุ่งตาโถง สวมเสื้อแดงสะพายดาบฝักแดงฝักเขียวสองแถว กระบวนสวมเสื้อเสนากุฎ กางเกงริ้ว จัดเป็นสองแถวๆ ละ ๑๕ คน ถัดมา บโทน ขุนหมื่นสวมเสื้อเข้มขาบอัตลัด สะพายดาบฝักเงินแถวละ ๑๕ คน กลองชนะ ๑๐ คู่ จ่าปี่ ๑ กรรชิงหน้า ๑ คู่ เสลี่ยงพระยาแรกนา สัปทน บังสูรย์ หลวงในมหาดไทย ๑ คู่ กลาโหม ๑ คู่ กรมท่า ๑ คู่ กรมนา ๑ คู่ กรมวัง ๑ คู่ กรมเมือง ๑ คู่ เป็นคู่เคียงรวม ๑๒ คน นุ่งผ้าไหม สวมเสื้อเยียรบับ กรรชิงหลัง ๑ คู่ บ่าวถือเครื่องยศและถืออาวุธตามหลังเสลี่ยง คู่แห่หลังถือดาบเชลยแถวละ ๑๕ คน ถือหอกคู่แถวละ ๑๕ คน ถือกระบองแถวละ ๑๕ คน พระยาแรกนาแต่งตัวเหมือนยืนชิงช้า เมื่อถึงโรงพระราชพิธีเข้าไปจุดธูปเทียนบูชาเทวรูปแล้วตั้งสัตยาธิษฐานจับผ้าสามผืน ผ้านั้นใช้ผ้าลายยาวหกคืบ ๑ ผืน ห้าคืบ ๑ ผืน สี่คืบ ๑ ผืน ถ้าจับได้ผ้าที่กว้างเป็นคำทำนายว่าน้ำจะน้อย ถ้าได้ผ้าที่แคบว่าน้ำจะมาก เมื่อจับได้ผ้าผืนใดก็นุ่งผ้าผืนนั้นทับผ้านุ่งเดิมอีกชั้นหนึ่ง นุ่งอย่างบ่าวขุนออกไปแรกนา ราชบัณฑิตคนหนึ่งเชิญพระเต้าเทวบิฐประพรมน้ำพระพุทธมนต์นำหน้า  พราหมณ์คนหนึ่ง เชิญพระพลเทพ พราหมณ์เป่าสังข์ ๒ คน พระยาจับยามไถ พระมหาราชครูพิธียื่นประตักด้ามหุ้มแดง ไถดะไปโดยรีสามรอบ แล้วไถแปรโดยกว้างสามรอบ นางเทพีทั้ง ๔ คน หาบกระเช้าข้าวปลูก กระเช้าทอง ๒ คน กระเช้าเงิน ๒ คน ออกไปให้พระยาแรกนาโปรยหว่านข้าว แล้วไถกลบอีกสามรอบ จึงกลับเข้ามายังที่พัก ปลดพระโคออกกินเลี้ยงของเสี่ยงทาย ๗ สิ่ง คือ ข้าวเปลือก ข้าวโพด ถั่ว งา เหล้า น้ำ หญ้า พระโคกินสิ่งไรก็มีคำทำนาย การเท่านี้เป็นเสร็จ

พระราชพิธีจรดพระนังคัล แห่พระยากลับ แล้วแห่เทวรูปกลับ พอพระยากลับแล้วประชาชนก็พากันเข้ามาแย่งเก็บข้าว จนไม่มีเหลืออยู่ในท้องนาเลย พรรณข้าวปลูกซึ่งเก็บไปนั้นไปใช้เจือในพรรณข้าวปลูกของตัวให้เป็นสวัสดิมงคลแก่นาบ้าง ไปปนลงไว้ในถุงเงินให้เกิดประโยชน์งอกงามบ้าง การแรกนาจึงเป็นที่นิยมของประชาชนทั้งปวง นับว่าเป็นพระราชพิธีที่ต้องใจคนเป็นอันมาก หัวเมืองซึ่งมีการแรกนาของหลวงพระราชทาน เกิดขึ้นในรัชกาลที่ ๔ คือ พระนครศรีอยุธยา เมือง ๑ เพชรบุรี เมือง ๑ แต่เมืองซึ่งทำแรกนามาแต่เดิม ไม่มีของหลวงพระราชทาน คือเมืองนครศรีธรรมราช เมืองไชยา เมืองนี้เป็นเมืองมีพราหมณ์ ซึ่งเป็นธุระในการประกอบพิธี โดยผู้ว่าราชการเมืองไม่ได้ลงแรกนาเอง


สรุป
พระพลเทพถือคันไถ เทพยดาแห่งพระราชพิธีจรดพระนังคัล ซึ่งเดิมเรียกว่า พิธีแรกนา เป็นพิธีสำคัญของประเทศที่มีประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำนาปลูกข้าว เริ่มหน้าฝน พระเจ้าแผ่นดินจะทรงประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่แผ่นดิน อันก่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ เดิมเป็นพิธีพราหมณ์ ในการประกอบพิธีมีการแห่อัญเชิญเทวรูป ได้แก่ พระอิศวร พระอุมาภควดี พระนารายณ์ พระมหาวิฆเณศวร และพระพลเทพแบกไถ ออกไปยังโรงพระราชพิธี เพื่อพระเจ้าแผ่นดินทรงประกอบพระราชพิธีบูชาและตั้งสัตยาธิษฐาน เสี่ยงจับผ้านุ่ง เพื่อพยากรณ์น้ำในปีนั้นว่าน้ำจะมากน้อย และมีความอุดมสมบูรณ์เพียงใด แล้วจึงประกอบพิธีเริ่มลงไถ ที่มีโคคู่ที่มีลักษณะดีเป็นมงคลเทียมไถในพื้นที่เตรียมไว้ โดยมีราชบัณฑิตประพรมน้ำเทพมนต์นำหน้าและตามด้วยพราหมณ์ผู้หนึ่งอัญเชิญพระพลเทพ มีพราหมณ์เป่าสังข์นำเสด็จทรงจรดพระนังคัล

พระราชพิธีจรดพระนังคัลของไทย ถือเป็นพระราชพิธีที่สำคัญยิ่งพระราชพิธีหนึ่งมาแต่โบราณ และสืบทอดตลอดมาซึ่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เพิ่มพิธีสงฆ์ขึ้น เพื่อประกอบพระราชพิธีพืชมงคลสมโภชเมล็ดพันธุ์ข้าวที่จะใช้หว่านในพระราชพิธีและเมล็ดธัญพืชที่จะให้พระโคกินเสี่ยงทาย คือ ข้าวเปลือก ข้าวโพด ถั่ว งา หญ้า น้ำ และเหล้า เพื่อความเป็นมงคลแก่แผ่นดิน การพระราชพิธีนี้จึงเป็นที่รู้จักในชื่อ “พระราชพิธีพืชมงคลและจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ” ซึ่งถือปฏิบัติจนปัจจุบัน


นิตยสารศิลปากร • ปีที่ ๕๔ ฉบับที่ ๓
10  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ห้องสมุด / พระพลเทพถือคันไถ สำหรับการพระราชพิธีพืชมงคลและจรดพระนังคัล เมื่อ: 15 มิถุนายน 2561 15:06:19

พระพลเทพถือคันไถ
สำหรับการพระราชพิธีพืชมงคลและจรดพระนังคัล
เลขทะเบียน ๖๑

ขนาด ฐานกว้าง       ๒๕.๒ เซนติเมตร  
ฐานยาว       ๔๑ เซนติเมตร  
ฐานสูง           ๒๖ เซนติเมตร  
ศิลปะ   รัตนโกสินทร์ตอนต้น         พุทธศตวรรษที่ ๒๔  
ไม้จำหลักทาสีปิดทอง
จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

พระพลเทพถือคันไถ
สำหรับการพระราชพิธีพืชมงคลและจรดพระนังคัล


ลักษณะพระพลเทพถือคันไถ ไม้จำหลักเป็นภาพนูนต่ำทาสีปิดทอง กรอบทรงเจว็ดคล้ายใบสีมาทรงสูง เป็นภาพเทพยดาประดิษฐานบนแท่นสำหรับเชิญออกในการพระราชพิธีจรดพระนังคัล เทพยดาฉลองพระองค์ทรงภูษิตาภรณ์ ฉลองพระองค์ทรงสนับเพลาขายาว ทรงพระภูษาโจงทับ พระเศียรทรงมงกุฎคล้ายพระชฎาเดินหน ประดับเครื่องถนิมพิมพาภรณ์ เช่น กรรเจียกจร กรองศอ สังวาล ทับทรวง พาหุรัด ทองพระกร ทองข้อพระบาท ไม่ทรงฉลองพระบาท ดำเนินบนพื้นดิน พระหัตถ์ซ้ายทรงถือดอกบัวและรวงข้าว พระหัตถ์ขวาทรงถือคันไถ พื้นหลังเป็นภาพต้นข้าวในนาที่ออกรวงเหลืองอร่าม ด้านบนสลักลายเส้นเป็นลายเมฆแบบจีน เมฆฝนและสายฝน กรอบทั้ง ๒ ด้านสลักภาพดอกบัว กอบัว และไม้น้ำ มีพญานาคสองตนร้อยรัดให้น้ำอยู่ด้านบนทั้งสองด้าน บนฟ้าเต็มไปด้วยเมฆฝนและสายฝน ส่วนยอดกรอบสลักลายกลีบบัวซ้อนกัน ๓ ชั้น คล้ายฉัตรยอดบนสุดรูปดอกบัว ภาพพระพลเทพตั้งบนแท่นฐานสี่เหลี่ยมทึบ ด้านหน้าแท่นสลักภาพกระบือ ๒ ตัว เดินบนพื้นนาที่มีพืชไม้น้ำขึ้นอยู่เต็ม แท่นด้านข้าง ๒ ด้าน สลักภาพโค ด้านละ ๑ ตัว ขอบแท่นและขาแท่นเป็นขาคู้สลักลายดอกพุดตานเครือเถาว์ ซึ่งเป็นลายที่นิยมในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓

จากลักษณะเทพยดาดังกล่าวเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของพระพลเทพ เทพยดาที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมทางด้านเกษตรกรรม พระองค์เป็นเทพยดาองค์หนึ่งที่อัญเชิญเข้ากระบวนแห่ ซึ่งเดิมเป็นรูปพระพลเทพแบกไถมาพลีบูชาบวงสรวงในพิธีศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าว โดยเฉพาะในการพระราชพิธีจรดพระนังคัล พร้อมกับเทวรูปพระอิศวร (พระศิวะ) พระอุมา ภควดี พระนารายณ์ (พระวิษณุ) และพระมหาวิฆเนศวร (พระคเณศ) ด้วยเป็นพิธีทางศาสนาพราหมณ์ จัดขึ้นในเดือน ๖ ของทุกปีซึ่งเป็นเวลาต้นฤดูฝนที่จะเริ่มการทำนา การจัดพระราชพิธีเพื่อความเป็นสวัสดิมงคลแก่แผ่นดินและเป็นขวัญกำลังใจแก่ราษฎรที่จะได้ทำนาปลูกข้าวกับทั้งเป็นการเสี่ยงทายในฤดูทำนาของแต่ละปี  



พระพลเทพ : เทพารักษ์ เทวดาที่ครอบครองรักษา
การพระราชพิธีจรดพระนังคัล หรือพระราชพิธีแรกนาลงไถนา
เตรียมดินเพื่อเริ่มการปลูกข้าว ทรงยืนบนผืนนา พระหัตถ์ซ้าย
ทรงถือดอกบัวและรวงข้าว พระหัตถ์ขวาจับด้ามคันไถ พื้นหลัง
เป็นภาพต้นข้าวและสายฝน


กรอบเจว็ดสลักภาพพญานาค ๒ ตัวร้อยรัด และให้น้ำอยู่ภายใต้
กลุ่มเมฆ พายุฝน และสายฝน ยอดเจว็ดรูปกลีบบัวซ้อนเป็นชั้นๆ

ความสำคัญ
ลักษณะของพระพลเทพ จัดเป็นรูปแบบของเทพารักษ์ที่เรียกเป็นสามัญว่า เจว็ด หรือพระภูมิ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรูปสลักจากไม้ หรือเขียนลายรดน้ำ นำไปประดิษฐานไว้ในศาล เพื่อสักการะ เซ่นสรวงบูชา ส่วนใหญ่ออกแบบเป็นภาพเทวดาถือพระขรรค์ แต่พบว่ามีทำเป็นรูปเทวดา ๒ พระหัตถ์ พระหัตถ์หนึ่งถือหนังสือแบบสมุดไทยดำ อีกพระหัตถ์หนึ่งถือแส้ หรือถือพระขรรค์ เทพารักษ์นี้คนไทยเคารพนับถือว่าเป็นพระภูมิเจ้าที่ ซึ่งมีหน้าที่เป็นผู้รักษาทะเบียนมนุษย์ที่อยู่ในท้องที่ของพระภูมิ ถ้าพบตั้งบูชาอยู่ในศาล เรียกว่า เจว็ดศาลพระภูมิ

นอกจากนี้คำว่า เจ้า พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๔๘๓ ให้ความหมายไว้ว่า เทพารักษ์ คือ ผีสางเทวดา ซึ่งท่านเสฐียรโกเศศได้อธิบายและจัดแบ่งผีออกเป็น ๒ พวก คือ ผีดี และผีร้าย ผีดีกล่าวว่าเป็นผีที่มีใจเป็นกลาง ไม่ให้ดีให้ร้ายแก่ผู้ใด เว้นไว้แต่ผู้ที่ทำให้โกรธ แต่ถ้าเป็นผู้ที่มีความเคารพนบนอบ มีความกลัวเกรง มาขอความคุ้มครองหรือขอสิ่งที่ต้องการจากท่าน หรือให้ท่านช่วยให้ได้รับความสำเร็จตามที่ปรารถนา โดยประกอบพิธีขอ และทำถูกต้องตามตำราที่กำหนดไว้ ผีดีนี้คนไทยแต่โบราณเรียกว่า ผีฟ้า ภายหลังต่อมาเรียกว่า เทวดา ซึ่งเป็นคำที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤตของอินเดีย คำเรียก ผีฟ้า ปรากฏในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ หรือจารึกพ่อขุนรามคำแหงโดยกล่าวเรียกขานนามกษัตริย์ขอมโบราณว่า ผีฟ้าเจ้าเมืองศรียโสธรปุระ เป็นการกล่าวนามที่แสดงว่าเป็นเทวดานั่นเอง คติความเชื่อเรื่องผีฟ้าหรือเทพเทวดา

ของไทย แบ่งออกเป็น ๓ พวก คือ
๑.วิสุทธิเทพ ได้แก่ พระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ ผู้ซึ่งมีความงดงามและบริสุทธิ์เหมือนเทพยดา
๒. สมมติเทพ ได้แก่ พระมหากษัตริย์ ผู้ซึ่งมีอำนาจดุจเทวดาหรือเท่ากับเป็นเทวดา
๓.เทพยดา หรือเทวดาที่อยู่บนฟ้าหรือสวรรค์ มีชั้นจุติตามบุญกุศลบารมีที่ปฏิบัติสั่งสมมา

อย่างไรก็ดียังมีผีอีกกลุ่มหนึ่งเป็นเทวดาที่ไม่ได้อยู่บนสวรรค์ เป็นเทวดาที่บำเพ็ญกุศลบารมีชั้นสูง เทวดากลุ่มนี้เป็นผีที่สถิตอยู่ในอากาศอยู่ตามป่าเขา ในถ้ำ ในน้ำ อยู่ที่ต้นไม้ใหญ่ อยู่ในเมือง และในที่บางแห่ง ซึ่งกล่าวว่าจะเป็นผีที่ดีหรือผีฟ้าก็ไม่เชิง จะเป็นผีร้ายก็ไม่เชิง ผีกลุ่มนี้เรียกว่า เจ้า เช่น เจ้าที่ เจ้าทาง เจ้าป่า เจ้าเขา และถ้าเป็นเจ้าของหรือเป็นใหญ่ในที่หนึ่งที่ใดโดยเฉพาะ เรียกว่า เทวดาอารักษ์ เป็นเจ้าที่คุ้มครองรักษาที่นั้นๆ และมักจะเรียกสั้นๆ ว่า เทพารักษ์ จัดเป็นเทวดารักษาท้องที่หรือเทพารักษ์ประจำพื้นที่ของบ้านโดยมากเรียกว่า พระภูมิ หรือพระภูมิเจ้าที่ ตามปกติคนไทยเมื่อปลูกสร้างบ้านเรือนแล้ว มักจะตั้งศาลไว้ประจำบ้านเพื่อให้เป็นที่อยู่ของเทวดาที่ถือว่าเป็นเจ้าของที่นั้น และมีการประกอบพิธีพลีบูชาเซ่นสรวงตามกาลเวลา พระภูมิท่านจะให้ความคุ้มครองให้ได้รับความสุขความสบาย ผีหรือเทวดาซึ่งสถิตอยู่ที่ศาลในบ้านเรียกว่า พระภูมิเจ้าที่หรือพระภูมิบ้าน  นอกจากนี้ตามสถานที่สำคัญอื่นๆ ก็มีพระภูมิซึ่งมีศาลให้สถิตแยกออกไปในแต่ละสถานที่อีกเช่นกัน ซึ่งตามตำราพระภูมิกล่าวว่ามีพระภูมิ ๙ องค์ สถิตอยู่ตามสถานที่ต่างๆ เพื่อให้ความคุ้มครองรักษา คือ

๑. พระภูมิผู้ครอบครอง รักษาเคหสถานบ้านเรือน โรงร้านต่างๆ มีนามว่า พระชัยมงคล เป็นรูปทรงยืน พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายถือถุงเงินถุงทอง สถิตอยู่ที่ศาลที่สร้างไว้ ลักษณะศาลจะเป็นเรือนที่ปลูกอยู่บนเสาสูงใหญ่เพียงเสาเดียว

๒. พระภูมิผู้ครอบครองรักษาประตูป้อมค่าย หอรบ และบันได มีนามว่า พระนครราช ซึ่งตรงกับคำว่า ทวารบาล หรือทวารารักษ์ ในภาษาบาลี สันสกฤต เดิมวาดหรือสลักเป็นภาพเทวดาทรงยืนบนแท่น พระหัตถ์ขวาทรงถือพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายทรงถือช่อดอกไม้  สมัยหลังๆ นิยมทำเป็นภาพทหารหรือนักรบถืออาวุธยืนบนสัตว์พาหนะเช่น สิงโต ดังเช่นเซี่ยวกางแบบศิลปะจีน จึงมีการห้ามคนทั่วไปไม่ให้เหยียบธรณีประตู เพราะถือว่า ธรณีประตูนั้นเป็นที่สถิตของทวารบาล

๔. พระภูมิผู้ครอบครองผู้รักษาโรงโค กระบือ และคอกสัตว์ต่างๆ มีนามว่า พระเทเพนทรงยืนบนแท่น พระหัตถ์ขวาทรงถือพระขรรค์และพระหัตถ์ซ้ายทรงถือสมุดไทย ซึ่งมีลักษณะคล้ายพระสรัสวดีที่ครอบครองรักษากรมกองทหารที่ควบคุมกำลังพล

๕. พระภูมิผู้ครอบครองรักษาเสบียงคลัง ฉางข้าว ยุ้งข้าว มีนามว่า พระชัยศพณ์ ทรงยืนบนแท่น พระหัตถ์ขวา ทรงถือพระแสงหอก

๖. พระภูมิผู้ครอบครองรักษาเรือกสวนไร่นา มีนาม พระธรรมโหรา ทรงยืนบนแท่นพระหัตถ์ขวาทรงถือพระขรรค์และพระหัตถ์ซ้ายทรงถือรวงข้าว

๗. พระภูมิผู้ครอบครองรักษาพืชพันธุ์ธัญธัญญาหารต่างๆ มีนามว่า พระธรรมมิกราชทรงยืนบนแท่น พระหัตถ์ขวาทรงถือพระขรรค์ และพระหัตถ์ซ้ายทรงถือพวงดอกไม้หรือพวงมาลัย

๘. พระภูมิผู้ครอบครองรักษาห้วยหนอง คลองบึง บ่อ ลำธาร มีนามว่า พระทาษธารา ทรงยืนบนแท่น พระหัตถ์ขวาทรงถือพระขรรค์ ซึ่งลักษณะนี้จะพบมากไม่เฉพาะพระทาษธารา โดยเฉพาะสมัยรัตนโกสินทร์ รูปเทพยดาที่ทรงถือพระขรรค์ ดังเช่น พระสยามเทวาธิราช เทพยดาศักดิ์สิทธิ์ ทรงคุ้มครองรักษาดินแดนแผ่นดินสยาม ราชอาณาจักรไทย และพระภูมิที่หอแก้วในพระราชวังบวรสถานมงคล หรือปัจจุบันคือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และที่หอเชือก กรมศิลปากร และมักเรียกสั้นๆ เป็นคำสามัญว่าเจว็ด

๙. พระภูมิผู้ครอบครองรักษาวัดวาอารามและปูชนียสถาน มีนามว่า พระเทวเถร ทรงยืนบนแท่น พระหัตถ์ขวาทรงถือปฎัก



พระพลเทพฉลองพระองค์ทรงเครื่องใหญ่ ทรงพระชฎาเดินหน
ประดับกรรเจียกจร ทรงกรองศอเป็นแถบกว้าง ทับทรวงสังวาล
พาหุรัด ทองข้อพระกร ทรงสนับเพลาทับด้วยพระภูษาโจง คาด
ปั้นเหน่ง ประดับชายไหว ชายแครง ทรงสุวรรณกัณฐอพก์
ปัจจุบันเรียกสุวรรณกระถอบ และทรงทองข้อพระบาท


พระพลเทพทรงถือคันไถ ดำเนินไปบนพื้นนา

คติความเชื่อเกี่ยวกับพระภูมิเทพารักษ์ผู้คุ้มครอง
จากตำนานพระภูมิทำให้ทราบว่า พระเจ้าทศราช ทรงมีพระมเหสีทรงพระนามว่า พระนางสันทาทุกข์ ครองกรุงพาลี มีพระโอรส ๙ องค์ คือ พระชัยมงคล พระนครราช พระเทเพน พระชัยศพณ์ พระคนธรรพ์ พระธรรมโหรา พระเทวเถร พระธรรมมิกราช และพระทาษธารา เมื่อพระโอรสทั้ง ๙ องค์ เจริญพระชันษา มีพระปรีชาสามารถ พระเจ้าทศราชทรงมอบให้ไปครอบครองภูมิสถานที่ต่างๆ ต่อมาพระเจ้ากรุงพาลี มิได้อยู่ในทศพิธราชธรรม ทำให้ราษฎรเดือดร้อน พระนารายณ์ทรงอวตารเป็นพราหมณ์น้อย มาขอที่กับพระเจ้ากรุงพาลี ๓ ก้าว สำหรับบำเพ็ญพรต พระเจ้ากรุงพาลีมิได้ตรึกตรองก็ทรงอนุญาตหลั่งน้ำอุทิศให้ ครั้งนั้นพระศุกร์ผู้เป็นอาจารย์ของพระเจ้ากรุงพาลีทราบว่าพราหมณ์น้อยคือพระนารายณ์แปลงมา จึงเนรมิตตัวให้เล็กลงไปนอนขวางอยู่ในคอปากพระเต้า เพื่อมิให้น้ำหลั่งออกมาได้ พระนารายณ์ทรงหยั่งด้วยญาน ทรงทราบว่าพระศุกร์นอนขวางอยู่จึงเอาหญ้าคาแทงเข้าไปในคอ ปาก พระเต้าถูกนัยน์ตาของพระศุกร์ทำให้ได้รับความเจ็บปวดมาก ทนไม่ได้จึงหนีออกไป น้ำในพระเต้าจึงหลั่งออกมาเป็นการแสดงกิริยาว่ายกให้ พราหมณ์น้อยอวตารจึงแปลงร่างกลับเป็นพระนารายณ์ แล้วเริ่มย่างก้าวเพียงก้าวครึ่งก็หมดเขตพระธรณี แล้วจึงขับไล่พระเจ้ากรุงพาลีให้ออกไปอยู่นอกฟ้าป่าหิมพานต์ พระเจ้ากรุงพาลีได้รับความทุกข์อดอยาก จึงกลับมาทูลขอที่ดินจากพระนารายณ์คืน พระนารายณ์ทรงอนุญาตว่า ผู้ที่จะทำการมงคลทั้งปวง ต้องบูชาสังเวยพระเจ้ากรุงพาลีและพระภูมิเจ้าที่เสียก่อน เพราะเป็นเจ้าของที่ดิน เมื่อบูชาสังเวยแล้วจะเกิดความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคล ด้วยเหตุดังกล่าว จึงเป็นธรรมเนียมนิยมปฏิบัติกันต่อมาจนปัจจุบัน แต่สำหรับพระภูมิหรือเทพารักษ์ที่อัญเชิญมาประดิษฐานภายในบริเวณที่ประกอบการพระราชพิธีต่างๆ  หรือรักษาหน่วยงานของหลวงจะมีลักษณะท่าทางและเครื่องอุปโภคที่ทรงถือจะเป็นไปตามภาระที่รับผิดชอบ เช่น พระภูมิที่ประดิษฐานในการพระราชพิธีจรดพระนังคัลมีนามว่า พระพลเทพ ทรงยืน มีเครื่องอุปโภค คือคันไถที่ทรงจับด้วยพระหัตถ์ขวาและอยู่ในท่ากำลังไถนาตามภาระของงาน พระหัตถ์ซ้ายทรงถือดอกบัวและรวงข้าว นับว่าเป็นรูปเจว็ดที่มีลักษณะสวยงามเป็นพิเศษอย่างมาก และเพียบพร้อมด้วยความหมายที่เป็นมงคลอย่างยิ่ง


ฐานเจว็ดคั่นด้วยแนวลายกลีบบัวหงายและแนวลายประแจจีน
ตัวแท่นกรอบฐานและขาสลักลายดอกพุดตานเครือเถา ตรงกลาง
สลักภาพกระบือ ๒ ตัว


ขอบกรอบเจว็ดสลักลายลำตัวพญานาคร้อยรัด สลับลายกอบัวและพืชน้ำ


ลายขอบฐานสลักลายกลีบบัวซ้อน กลีบบัวขอบหยัก มีแนวเส้นกลาง
เป็นเส้นนูน มีแนวลายประแจจีนแทรกอยู่บนแนวช่อดอกพุดตาน


ขอบล่างของกรอบสลักลายช่อดอกพุดตาน


ฐานด้านข้าง ๒ ด้านสลักลายภาพโค
สัตว์สำคัญในการประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัล

ความเป็นมาของพระราชพิธีพืชมงคลและจรดพระนังคัล
พระราชพิธีพืชมงคลและจรดพระนังคัล พระราชพิธีดังกล่าว มีชื่อแบ่งได้เป็นสองชื่อ ด้วยเป็นการพระราชพิธีที่ต่อเนื่องจัดเป็นพิธีเดียวกันได้ แต่มีความแตกต่างกันที่พระราชพิธีพืชมงคล เป็นพระราชพิธีทำขวัญพืชพรรณต่างๆ มีข้าวเปลือก เป็นต้น เป็นพิธีสงฆ์ประกอบพิธีที่ท้องสนามหลวงในพระนคร ส่วนพระราชพิธีจรดพระนังคัล (นังคัล แปลว่า คันไถ) ประกอบพิธีเริ่มทำเวลาเช้า คือลงมือไถ ปัจจุบันเรียกว่าพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพิธีพราหมณ์ทำที่ทุ่งส้มป่อยนอกพระนคร (ปัจจุบันคือบริเวณราชตฤณมัยสมาคมหรือสนามม้านางเลิ้ง) พิธีทั้งสองนั้นทำพร้อมกันในคืนเดียววันเดียวกันจึงเรียกชื่อติดกันว่า “พระราชพิธีพืชมงคลและจรดพระนังคัล”

การพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญนี้ ต้องหาฤกษ์ดีเป็นพิเศษกว่าฤกษ์อื่นๆ โดยกำหนดหลักสี่อย่างคือไม่ให้ตรงกับวันผีเพลียต้องให้ได้ศุภดิถี ให้ได้บุรณฤกษ์ และให้ได้วันสมภเคราะห์ ตำราหาฤกษ์นี้เป็นตำราเกร็ดสำหรับใช้เฉพาะพิธีเริ่มที่จะลงมือแรกนาหว่านข้าว ดำข้าว เกี่ยวข้าว ขนข้าวขึ้นยุ้ง นอกจากนี้ฤกษ์จรดพระนังคัล ต้องประกอบฤกษ์ดีตามธรรมเนียมด้วยอีกชั้นหนึ่ง ทั้งนี้โหราจารย์จะเป็นผู้คำนวณฤกษ์ โดยต้องร่วมคำนวณกับวันสมภเคราะห์ ซึ่งคือ วันจันทร์ วันพุธ วันพฤหัสบดี วันศุกร์ กับกำหนดธาตุ ตามวันที่โหรแบ่งเป็น ปถวี อาโป เตโช วาโย ให้ได้ส่วนสัดกันแล้วเป็นใช้ได้ กล่าวได้ว่าเป็นการคำนวณฤกษ์ที่ยาก โหร ผู้คำนวณฤกษ์ต้องมีความเชี่ยวชาญอย่างแท้จริง จึงจะได้ฤกษ์ที่ดีเป็นมงคล ดังที่ต้องการ

มูลเหตุของการพระราชพิธีจรดพระนังคัล
การประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัล เป็นธรรมเนียมที่มีมาแต่โบราณ ดังเช่นจากพระพุทธประวัติได้กล่าวว่า เมื่อครั้งที่เจ้าชายสิทธัตถะมีพระชนมายุได้ ๗ พรรษา พระเจ้าสุทโธทนะ พระราชบิดาได้ประกอบมงคลพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ด้วยพระองค์เองและทรงนำเจ้าชายสิทธัตถะโดยเสด็จไปด้วย หรือเช่นในประเทศจีน ก็มีตำนานว่าเมื่อสี่พันปีล่วงมาแล้วพระเจ้าแผ่นดินก็ทรงไถนาเองเป็นคราวแรกก่อนเมื่อย่างเข้าฤดูฝน กล่าวได้ว่าประเทศเกษตรกรรมนั้น หากพระเจ้าแผ่นดินทรงเริ่มไถนาเองก่อนที่ฝนจะลงแล้วเช่นนี้ก็เพื่อจะให้เป็นตัวอย่างแก่ราษฎร ชักนำให้มีกำลังใจมั่นในการที่จะทำนา เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่จะได้อาศัยเลี้ยงชีวิตทั่วหน้า เป็นต้นเหตุของความตั้งมั่นและความเจริญไพบูลย์ของประเทศชาติ

สำหรับในประเทศไทยมีธรรมเนียมการแรกนา ซึ่งต่อมาเรียกว่าพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ถือปฏิบัติมาแต่โบราณ การพระราชพิธีจรดพระนังคัลเป็นปฐมนั้นมีปรากฏในหนังสือเรื่องนางนพมาศครั้งกรุงสุโขทัย ดังความสรุปว่า ในเดือนหก พระราชพิธีไพศาขจรดพระนังคัล พราหมณ์ประชุมกันผูกพรต เชิญเทวรูปเข้าโรงพิธี ณ ท้องทุ่งละหานหลวงหน้าพระตำหนักห้าง กำหนดฤกษ์แรกนาว่าใช้วันอาทิตย์ พระเจ้าแผ่นดินทรงเครื่องต้นอย่างเทศ ทรงม้าพระที่นั่งพยุหยาตราเป็นกระบวนเพชรพวง พระอัครชายาและพระราชวงศานุวงศ์ พระสนมกำนัลเลือกแต่ที่ต้องพระราชหฤทัย ขึ้นรถประเทียบตามเสด็จไปในกระบวนหลัง ประทับที่พระตำหนักห้าง จึงโปรดให้ออกญาพลเทพธิบดีแต่งตัวอย่างลูกหลวง มีกระบวนแห่ประดับด้วยกรรชิง บังสูรย์ พราหมณ์เป่าสังข์โปรยข้าวตอกนำหน้า ถึงมณฑลท้องละหาน ก็นำพระโคอุสุภราชมาเทียมไถทอง พระครูพิธีมอบยามไถและประตักทองให้ ออกญาพลเทพเป็นผู้ไถที่หนึ่ง พระศรีมโหสถซึ่งเป็นบิดาของนางนพมาศแต่งตัวเครื่องขาวอย่างพราหมณ์ถือไถเงินเทียมด้วยพระโคเศวต พระพรเดินไถเป็นที่สอง พระวัฒนเศรษฐีแต่งกายอย่างคหบดีถือไถหุ้มด้วยผ้ารัตกัมพลแดงเทียมด้วยโคกระวิน ทั้งให้ไม้ประตัก พระโหราลั่นฆ้องชัยประโคมดุริยางคดนตรี ออกเดินไถเวียนซ้ายไปขวา ชีพ่อพราหมณ์โปรยข้าวตอกดอกไม้ บันลือเสียงสังข์ไม้บัณเฑาะว์นำหน้าไถ ขุนบริบูรณ์ธัญญา นายนักงานนาหลวงแต่งตัวนุ่งเพลาะ คาดรัดประคต สวมหมวกสาน ถือกระเช้าโปรยปรายหว่านพืชธัญญาหารตามทางไถจรดพระนังคัลถ้วนสามรอบ ขณะนั้นมีการมหรสพ ระเบง ระบำ โมงครุ่ม หกคะเมน ไต่ลวด ลอดบ่วง รำแพน แทงวิสัย ไก่ป่าช้าหงส์ รายรอบปริมณฑลที่แรกนาขวัญ แล้วจึงปล่อยพระโคทั้งสามออก กินเลี้ยงเสี่ยงทายของห้าสิ่ง แล้วโหรพราหมณ์ก็ทำนายตามตำรับไตรเพท ขณะนั้นพระอัครชายาดำรัสสั่งพระสนมให้เชิญเครื่องพระสุพรรณภาชน์มธุปายาสขึ้นถวายพระเจ้าอยู่หัวเสวย ราชมัลก็ยกมธุปายาสเลี้ยงลูกขุนทั้งปวงเป็นเสร็จการพระราชพิธี



พระชัยมงคล
พระภูมิผู้รักษาเคหสถานบ้านเรือน โรงร้านต่างๆ


พระนครราช
พระภูมิผู้รักษาประตู ป้อมค่าย หอรบ และบันได


พระคนธรรพ์
พระภูมิผู้รักษาเรือนหอของเจ้าบ่าวเจ้าสาวคู่แต่งงาน


พระเทเพน
พระภูมิผู้รักษาโรงโคกระบือและคอกสัตว์ต่าง ๆ


พระชัยศพณ์
พระภูมิผู้รักษา เสบียงคลัง ฉางข้าว ยุ้งข้าว


พระธรรมโหรา
พระภูมิผู้รักษาเรือกสวนไร่นา


พระธรรมมิกราช
พระภูมิผู้รักษาพืชพันธุ์ธัญญาหารต่างๆ


พระทาษธารา
พระภูมิผู้รักษาห้วยหนองคลองบึง


พระเทวเถร
พระภูมิผู้รักษาวัดวาอาราม และปูชนียสถาน

การประกอบพระราชพิธีพืชมงคลและจรดพระนังคัลสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
พระราชพิธีจรดพระนังคัลหรือการแรกนาสมัยรัตนโกสินทร์นี้ ไม่ได้เป็นการประกอบพิธีหน้าพระที่นั่ง เว้นไว้แต่มีพระราชประสงค์จะทอดพระเนตรเมื่อใด ก็เสด็จทอดพระเนตร อย่างเช่นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ทรงปฏิสังขรณ์วัดอรุณราชวราราม ครั้นเมื่อถึงเวลาประกอบการพระราชพิธีจรดพระนังคัล พระองค์จะใคร่ทอดพระเนตร จึงโปรดให้ยกการพระราชพิธีมาตั้งที่ปรกหลังวัดอรุณราชวราราม ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นทุ่งนา ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรแรกนาที่ทุ่งส้มป่อยครั้งหนึ่ง ภายหลังโปรดให้มีการแรกนาที่พระนครศรีอยุธยา และที่เพชรบุรี  รัชกาลที่ ๔ ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรพระยาเพชรบุรี (บัว) แรกนาที่เขาเทพนมขวดครั้งหนึ่งหรือสองครั้ง และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ก็ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรแรกนาที่ทุ่งส้มป่อยครั้งหนึ่ง พระราชพิธีจรดพระนังคัลนี้ แต่เดิมมีแต่พิธีพราหมณ์ไม่มีพิธีสงฆ์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เพิ่มพิธีสงฆ์ในพระราชพิธีต่างๆ รวมทั้งพระราชพิธีจรดพระนังคัลนี้ด้วย แต่ยกเป็นพระราชพิธีหนึ่งต่างหากเรียกว่า พระราชพิธีพืชมงคล และโปรดเกล้าฯ ให้ปลูกพลับพลาขึ้นที่หน้าท้องสนามหลวง และสร้างหอพระเป็นที่ประดิษฐานพระคันธารราษฎร์ สำหรับการพระราชพิธีพืชมงคล และพิธีพรุณศาสตร์ แต่ก่อนมา พระยาผู้จะปฏิบัติหน้าที่เป็นพระยาแรกนาก็มิได้ฟังสวดเป็นแต่กราบถวายบังคมลาไปเข้าพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ การพิธีนี้เดิมใช้เจ้าพนักงานกรมนาหาบกระเช้าข้าวโปรย ไม่ได้มีนางเทพีหาบเหมือนปัจจุบัน เมื่อโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีพืชมงคลขึ้น ทรงให้มีนางเทพีสี่คนโดยคัดเจ้าจอมเถ้าแก่ที่มีทุนรอน พาหนะ พอจะแต่งตัวและมีเครื่องใช้สอยให้หากระเช้าข้าวโปรย วันสวดมนต์พระราชพิธีพืชมงคล ก็ให้ฟังสวดพร้อมด้วยพระยาผู้จะแรกนา และให้กรมราชบัณฑิตเชิญพระเต้าเทวบิฐ ซึ่งเป็นพระเต้า ที่รัชกาลที่ ๕ ทรงสร้างใหม่ ประพรมพื้นดินนำหน้าพระยาแรกนา ให้เป็นสวัสดิมงคลขึ้นอีกชั้นหนึ่ง

การพระราชพิธีจรดพระนังคัลนี้ ในวันสวดมนต์เวลาบ่ายมีกระบวนแห่พระพุทธรูปจากวัดพระศรีรัตนศาสดาราม คือ พระคันธารราษฎร์ ประทับนั่งกาไหล่ทององค์ใหญ่ จากวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระคันธารราษฎร์ยืนกาไหล่ทอง พระคันธารราษฎร์อย่างพระชนมพรรษาเงิน ในรัชกาลที่ ๕ พระทรมานเข้าอยู่ในครอบแก้ว สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๓ พระชัยประจำแผ่นดินปัจจุบัน พระชัยเนาวโลหะน้อย พระพุทธรูปทั้งนี้เชิญไปจากหอพระเจ้าในพระบรมมหาราชวัง  เทวรูปที่แห่ออกไปประดิษฐานที่โรงพระราชพิธี ทุ่งส้มป่อย เป็นธรรมเนียมมาแต่เดิมแล้ว ส่วนพระพุทธรูปเริ่มมีกระบวนแห่ในรัชกาลที่ ๔ สำหรับกระบวนแห่เทวรูป ๖ องค์ นั่งแท่นเดียวกัน ๑ พระโค ๑ ตั้งบนโต๊ะจีนในพระแท่นมณฑล ริ้วกระบวนเริ่มด้วยธงมังกร ๑๐๐ ธงตะขาบ ๑๐๐ กลองชนะ ๒๐ จ่าปี่ จ่ากลอง แตรงอน ๑๐ แตรฝรั่ง ๘ สังข์ ๒ เครื่องสูง สำรับหนึ่ง คู่แห่ ๑๐๐ พิณพาทย์ ๒ สำรับ กลองแขก ๒ สำรับ ราชยานกง ๑ เสลี่ยงโถง ๑ คนหามพร้อม มีราชบัณฑิตประคองและเจ้าพนักงานภูษามาลาเชิญพระกลด แล้วเชิญพระพุทธรูปพระคันธารราษฎร์จีนกาไหล่ทองจากหอพระ ท้องสนามหลวงลงมาอีกองค์ ๑ พระพุทธรูปทั้งนี้ เชิญขึ้นตั้งบนโต๊ะทองใหญ่ในพระแท่นมณฑล องค์น้อย มีเชิงเทียนราย ๔ เชิง พานทองคำดอกไม้ ๒ พาน กระถางธูปหยก ๑ กระถาง ตามรอบม้าทองที่ตั้งพระบนพระแท่นมณฑลและใต้ม้าทองไว้พรรณพืชเพาะปลูกต่างๆ  คือ ข้าวเหนียว ข้าวเจ้าต่างๆ ตามแต่จะหาได้ เมล็ด น้ำเต้า เมล็ดแมงลัก เมล็ดแตงต่างๆ ถั่วต่างๆ ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ลูกเดือย งา ของทั้งนี้กำหนดสิ่งละ ๒ ทะนานโดยกรอกลงขวด เผือก มันต่างๆ สิ่งละ ๑๐ เง่า ตั้งเรียงรายไว้ มีเครื่องนมัสการทองเทศขนาดใหญ่สำรับ ๑ ที่พลับพลาโถงมุมกำแพงแก้วซึ่งเป็นที่ทอดพระเนตรนารอบโรงพระราชพิธี ปักราชวัติ ฉัตรกระดาษ วงสายสิญจน์ เวลาค่ำเสด็จออก ทรงถวายผ้าสบง จีวร กราบพระ พระสงฆ์ที่สวดมนต์ ๑๑ รูป พระสงฆ์รับผ้าไปครองเสร็จแล้วกลับขึ้นมานั่งที่ ทรงจุดเทียนเครื่องนมัสการ แล้วทรงตั้งสัตยาธิษฐานในการพระราชพิธี แล้วทรงศีล พระยาแรกนานั่งที่ท้ายพระสงฆ์ มีพานธูปเทียนดอกไม้ ขึ้นไปจุดบูชาพระ รับศีลและฟังสวด เวลาที่สวดมนต์นั้นให้หางสายสิญจน์พาดที่ตัวพระยาแรกนาด้วย นางเทพี ๔ คน นั่งฟังสวดในม่านหลังพระแท่นมณฑล เมื่อทรงศีลแล้ว ทรงจุดเทียนพานเครื่องนมัสการที่พระแท่นมณฑล และที่หอพระที่พลับพลา ทรงสุหร่ายประพรมน้ำหอม และเจิมพระพุทธรูป เทวรูปทุกองค์ อาลักษณ์นุ่งขาวห่ม
ขาว รับหางสายสิญจน์พาดบ่า อ่านคำประกาศสำหรับพระราชพิธี เพื่อให้เกิดสวัสดิมงคล

คำประกาศเริ่มด้วยคาถาสวดเป็นทำนองสรภัญญะ ซึ่งใช้สำหรับสวดอธิษฐานในการพระราชพิธี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงนิพนธ์ขึ้นใหม่ คำอธิษฐาน ๔ ประการ คือ คำอธิษฐานที่ ๑ สรรเสริญพระพุทธคุณที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ธรรม อันเป็นเครื่องระงับความเศร้าโศกเพราะสละกิเลสทั้งปวงได้สิ้น ชนทั้งปวงซึ่งเร่าร้อนอยู่ด้วยตัณหาไม่ควรเป็นที่งอกแห่งผล ได้สดับธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนก็ให้อุบัติงอกงามขึ้นได้ กับทั้งพระธรรมพระสงฆ์เป็นเนื้อนาอันวิเศษ เหตุหว่านพืชเจริญผล  อนึ่งพืชคือกุศลอาจจะให้ผลในปัจจุบันและภายหน้า ขอจงให้ผลตามความปรารถนา เมื่อกำหนดการพระราชพิธีจรดพระนังคัลจะหว่านพืชในภูมินาก็ขอให้งอกงามด้วยดี อย่ามีพิบัติอันตราย

คำอธิษฐานที่ ๒ จากความในภารทราชสูตรว่า พราหมณ์กสิภารัทวาชะ ไปทำนาอยู่ในที่นาของตน พระพุทธเจ้าทรงเห็นอุปนิสัยว่าจะได้มรรคผล พระองค์เสด็จไปยังที่พราหมณ์ไถนาอยู่ ตรัสปราศรัย พราหมณ์จึงติเตียนว่าสมณะนี้ขี้เกียจ เที่ยวแต่ขอทานเขากิน ไม่รู้จักทำไร่ไถนาหาเลี้ยงชีวิต พระพุทธองค์จึงตอบว่า การทำนาเราก็เข้าใจ เราได้ทำนาเสร็จแล้ว แต่การนาของเราไม่เหมือนอย่างของท่าน เครื่องที่เป็นอุปการะในการนาของเรามีครบทุกสิ่ง คือ ศรัทธาความเชื่อ เป็นพืชข้าวปลูก ตบะธรรมเผากิเลสให้เร่าร้อน และอินทรียสังวร ความระวังรักษาอินทรีย์กับทั้งโภชนะมัตตัญญู รู้ประมาณในโภชนาหารเป็นน้ำฝน ปัญญาเป็นคู่แอกและไถ หิริเป็นงอนไถ ใจเป็นเชือกชัก สติเป็นประตักสำหรับเตือน ความสัตย์เป็นท่อสำหรับไขน้ำ ความเพียรที่กล้าหาญสำหรับชักแอกไถ ความสำรวมใจเป็นของสำหรับปลดแอกไถ นำไปบรรลุที่อันเกษมจากกิเลสเครื่องประกอบ สัตว์ย่อมไปยังสถานที่ไม่รู้กลับ เป็นสถานที่ไม่เศร้าไม่โศกมีแต่ความสุขสำราญ การไถของเราเช่นนี้ มีผลเป็นอมตะไม่รู้ตาย บุคคลมาประกอบการไถเช่นว่านี้แล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์สิ้นทุกประการ พระสูตรนั้นยกมาอธิษฐานในคำประกาศพระราชพิธีว่าเป็นความจริงตามที่พระพุทธเจ้าตรัส ขออำนาจความสัตย์นั้นให้ข้าวที่หว่านงอกงามทั่วชนบทและให้ฝนอุดมดี

คำอธิษฐานข้อที่ ๓ จากเตมียชาดก เตมียกุมารเมื่อยังทรงพระเยาว์ พระบิดาคือพระเจ้าพาราณสีอุ้มประทับบนพระเพลาในเวลาเสด็จออกว่าราชการ สั่งให้ลงราชทัณฑ์แก่ผู้มีความผิดต่างๆ พระเตมียกุมารได้ฟังก็มีพระราชหฤทัยท้อถอยไม่อยากจะรับราชสมบัติ จึงแกล้งทำเป็นใบ้เป็นง่อยเปลี้ยพิกลจริต จนทรงพระเจริญใหญ่ พระบิดาสั่งให้นายสุนันทสารถีเอาไปฝังเสียในป่า  พระเตมียกุมารจึงกล่าวคาถาแสดงผลที่บุคคลไม่ประทุษร้ายต่อมิตรสิบคาถา แต่พระราชพิธีนี้แสดงเพียงสองคาถา ว่า ศาสดาผู้เป็นใบ้และเป็นง่อยได้ภาษิตไว้ว่า ผู้ใดไม่ประทุษร้ายต่อมิตร โคที่จะเป็นกำลังไถหว่านของผู้นั้น จะมีแต่เจริญไม่รู้เป็นอันตราย พืชพรรณใดๆ ที่ผู้นั้นได้หว่านลงในไร่นาแล้ว ย่อมงอกงามดีมีผลให้สำเร็จประโยชน์ผู้นั้นย่อมได้บริโภคของพืชพรรณนั้นสมประสงค์ ไม่มีพิบัติอันตราย อีกพระคาถาหนึ่งว่าผู้ใดไม่ประทุษร้ายต่อมิตร ผู้นั้นจะไม่รู้เป็นอันตรายด้วยข้าศึก ศัตรูหมู่ปัจจามิตรจะคิดทำร้ายก็ไม่อาจจะครอบงำย่ำยีได้ เปรียบต้นนิโครธใหญ่ มีสาขากิ่งก้าน รากย่านหยั่งลงกับพื้นแผ่นดินมั่นคง แม้ถึงลมพายุใหญ่จะพัดต้องประการใด ก็ไม่อาจเพิกถอนต้นนิโครธให้กระจัดกระจายไปได้ฉะนั้น คาถานี้มาอธิษฐานด้วยอำนาจไมตรีจิต ขอให้ข้าวที่หว่านลงในภูมินาทั่วพระราชอาณาเขตงอกงามบริบูรณ์

คำอธิษฐานข้อที่ ๔ อ้างพระราชหฤทัยพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งทรงพระเมตตากรุณาแก่ประชาราษฎร ตั้งพระราชหฤทัยจะบำรุงให้อยู่เย็นเป็นสุขทั่วหน้าเป็นความสัตย์จริง ด้วยอำนาจความสัตย์นั้น ขอให้ข้าวงอกงามบริบูรณ์ทั่วพระราชอาณาเขต ต่อจากนั้นเป็นคำประกาศเทพยดา เมื่ออ่านประกาศจบแล้ว พระสงฆ์จึงได้สวดมนต์มหาราชปริตรสิบสองตำนาน แล้วต่อด้วยการสวดมนต์ เมื่อสวดมนต์จบแล้ว พระราชทานน้ำสังข์ ใบมะตูม ทรงเจิมหน้าเจิมมือพระยาแรกนาและนางเทพีทั้งสี่ สำหรับพระยาแรกนานั้นได้ พระราชทานพระธำมรงค์มณฑปนพเก้าสองวงให้ไปสวมในเวลาแรกนาด้วย จากนั้นพระครูพราหมณ์พฤฒิบาศรดน้ำสังข์ให้ใบมะตูม ขณะเมื่อพระราชทานน้ำสังข์นั้น พระสงฆ์สวดชยันโต ประโคมพิณพาทย์ เป็นเสร็จการ ในเวลาค่ำรุ่งขึ้นเลี้ยงพระสงฆ์แล้วแห่พระพุทธรูปกลับ เป็นเสร็จการพระราชพิธีพืชมงคล
11  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ในครัว / ปลากดคังทอดขมิ้น สูตร/วิธีทำ เมื่อ: 14 มิถุนายน 2561 15:07:52






ปลากดคังทอดขมิ้น

ส่วนผสม
- ปลากดคัง     ½ กิโลกรัม
- ขมิ้นสด ขูดเปลือกออก     ยาว 1 นิ้ว
- กระเทียมไทย     5 หัว
- พริกไทยดำ     ½ ช้อนโต๊ะ
- เกลือป่น     ½ ช้อนชา
- น้ำปลาดี     2 ช้อนโต๊ะ
- ซอสหอยนางรม     1 ช้อนโต๊ะ
- ผงปรุงรส     2 ช้อนชา


วิธีทำ
1.โขลกพริกไทยดำ และขมิ้นให้ละเอียด ใส่กระเทียมไทย โขลกให้แหลก
2.ล้างปลากดให้สะอาด ใส่เครื่องที่โขลก เกลือป่น น้ำปลาดี ซอสหอยนางรม และผงปรุงรส เคล้าให้เข้ากัน
   หมักทิ้งไว้อย่างน้อย 1 ชั่วโมง หรือแช่เย็นทิ้งไว้ข้ามคืน
3.ใช้ช้อนขูดเครื่องที่หมักออกให้หมด นำชิ้นปลาลงทอดด้วยไฟกลางจนสุกเหลืองสองด้าน ใส่ตะแกรงพักให้สะเด็ดน้ำมัน
4.ใส่แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ ลงในส่วนผสมกระเทียมพริกไทยที่ใช้หมักปลา คนให้เข้ากัน นำไปทอดด้วยไฟกลางจนกรอบ
   ตักใส่ตะแกรงให้สะเด็ดน้ำมัน (แป้งข้าวโพดทำให้กระเทียมที่ทอดกรอบนาน)
5.จัดเสิร์ฟโดยเรียงปลาใส่จาน โรยด้วยกระเทียมทอดกรอบ  

12  สุขใจในธรรม / เสียงธรรมเทศนา - เอกสารธรรม - วีดีโอ / จากโอษฐ์ พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฐ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี) เมื่อ: 14 มิถุนายน 2561 14:27:34


หลวงปู่เทศก์  เทสรังสี
(พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฎ์)
วัดหินหมากเป้ง อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี เป็นพระป่าศิษย์กรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านเป็นศิษย์ผู้รักษาคำสอนที่ถูกต้องของพระอาจารย์ใหญ่ มั่น ภูริทัตโต ไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด เป็นศิษย์ผู้มีปณิธานแน่วแน่ในความกตัญญูและซื่อสัตย์ต่อครูบาอาจารย์ ไม่เคยคิดเนรคุณหรือทรยศต่อสัจธรรมของพระพุทธเจ้า

พระอาจารย์เทสก์ เทสรังสี เป็นชาวอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี เกิดเมื่อเสาร์ที่ ๒๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๔๕  บิดาชื่อ นายอุตส่าห์ มารดาชื่อ นางครั่ง เรี่ยวแรง  ถึงแก่กรรมตั้งแต่ท่านยังเล็กๆ

ในเบื้องต้น พระอาจารย์เทสก์ได้เรียนหนังสือภาษาไทยกับพี่ชายซึ่งบวชเป็นพระ เรียนอยู่ราวปีเศษ สามารถอ่านเขียนหนังสือได้บ้างแต่ยังไม่คล่อง แต่สามารถอ่านหนังสือธรรมะสำหรับให้พระเณรได้คล่องแคล่ว  ครั้นต่อมา พระพี่ชายลาสิกขาออกไปแล้วก็ไม่มีใครสอนหนังสือต่อ ท่านจึงต้องยุดเรียนออกจากวัดไปช่วยบิดามารดาที่บ้าน แต่บิดามารดาและญาติๆ ยังสนับสนุนให้เป็นผู้อุปัฏฐากพระอยู่ จนชาวบ้านไว้วางใจทุกอย่างในด้านการรับใช้พระในวัดบ้านนาสีดา

การได้อยู่รับใช้พระในวัด เป็นก้าวสำคัญที่ทำให้เด็กชายเทสก์ เรี่ยวแรง เริ่มใกล้ชิดพระพุทธศาสนา ท่านยังจดจำหน้าที่ของท่านในครั้งนั้นได้ไม่ลืมดังที่ว่า “เราต้องเป็นสื่อกลางระหว่างพระกับชาวบ้าน รับใช้เป็นประจำ เช้าไปประเคนสำรับ เย็นตักน้ำกรองน้ำ เก็บดอกไม้ถวายท่านบูชาพระ พระมามากน้อยอาหารพอไม่พอเราต้องวิ่งบอกชาวบ้าน.....ตอนนี้เรารู้สึกสนใจเรื่องบาปเรื่องบุญขึ้นมาก สงสัยและขัดข้องอะไรมักถาถามบิดาเสมอ บิดาก็มักสนใจในเรามากขึ้น ตอนกลางคืนเวลาว่างท่านมักจะสอนให้รู้คติโลก คติธรรมเสมอ”

ใจของพระอาจารย์เทสก์เริ่มน้อมนำไปสู่เส้นทางของนักบุญตั้งแต่อายุ ๑๕-๑๖ ปี คิดอยู่เสมอว่าเมื่อไหร่จะได้บวชกับเขาบ้าง  เพราะใจโน้มเอียงไปในทางที่จะเป็นสมณะนี่เอง จึงทำให้ท่านมิคิดจะมีคู่ครองเรือน

ในคืนหนึ่งพระอาจารย์เทสก์เกิดนิมิตฝันไปว่าท่านกับเพื่อนออกจากบ้านไปเที่ยวในทุ่งนา ได้พบพระกัมมัฏฐานสองรูปสะพายบาตรแบกกลดเดินมา  หนึ่งในสองพระนั้นตรงเข้ามา เพื่อนๆ ดูจะเฉยๆ แต่ตัวท่านกลับหวาดกลัววิ่งหนีอย่างสุดชีวิต  เมื่อวิ่งหนีไปไหนไม่พ้นก็วิ่งไปหาพ่อบนเรือน ร้องขอให้พ่อช่วย แต่พ่อกลับวางเฉย พระกัมมัฏฐานองค์นั้นตามขึ้นมาบนเรือน หลวงปู่หนีเข้ามุ้งท่านก็บุกเข้าไปเลิกมุ้งขึ้นแล้วหวดท่านด้วยแซ่อย่างแรง ตกใจตื่นขึ้นมาตัวสั่นเหงื่อโทรมกาย นั่นหมายความว่าท่านหนีไม่พ้นจากพระกัมมัฏฐานองค์นั้น นั่นคือนิมิตหมายที่ชี้อนาคตว่าท่านจะต้องเป็นสมณะ

วิถีชีวิตของคนหนุ่มชนบททั่วไปในสมัยนั้นมักจะถูกครอบงำด้วยไสยศาสตร์ เพราะพระที่วัดมักจะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องนี้ คือมีของดี มีอาคมไว้แจกจ่ายญาติโยม คนหนุ่มจึงมักแสวงหาในเรื่องไสยศาสตร์ เรื่องวิชาอาคมขลัง ตัวท่านก็เคยถูกหลอกในเรื่องนี้ แต่ภายหลังที่ท่านรู้ในธรรมแล้วท่านรู้สึกอับอายในเรื่องเหลวไหลที่ผ่านมาในอดีต ท่านเคยกล่าวในเรื่องนี้ว่า “มันเป็นเหตุให้เราหายจากความเชื่องมงายในเรื่องเครื่องรางของขลังแต่วันนั้นจนกระทั่งบัดนี้ ใครจะมาพูดว่าดีอย่างไรๆ ในใจมันเฉยเอาเสียเลย” นี่คือวจนะอันสว่างในธรรมที่ท่านประกาศไว้แน่ชัดว่าจะไม่ลังเลในเรื่องเดรัจฉานวิชาไว้เป็นเครื่องมือเรียกหาผู้เลื่อมใสศรัทธา

ดูเหมือนว่านิมิตฝันคืนนั้นของหนุ่มเทสก์จะเป็นจริงขึ้นมา เมื่อปรากฏว่ามีพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโมกับพระอาจารย์คำ ได้ธุดงค์ผ่านมายังหมู่บ้านนาสีดา ที่น่าประหลาดใจคือ แม้ว่าที่บ้านนาสีดาจะมีอารามซึ่งมีพระอยู่ แต่ทั้งสองท่านมิได้แวะพักแต่อย่างใด หากแต่เลยไปพักที่บ้านบิดาของหนุ่มเทสก์ หนุ่มเทสก์จึงได้มีโอกาสเห็นปฏิปทาอันน่าเลื่อมใสยิ่ง   พระอาจารย์สิงห์กับพระอาจารย์คำพำนักอยู่ที่บ้านนาสีดาเดือนเศษ เมื่อท่านออกเดินทางไปจำพรรษาที่วัดร้างบ้านนาบง ตำบลน้ำโขง อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย เนื่องจากทั้งสองมีไข้ป่า หนุ่มเทสก์ก็ยังอุตส่าห์ติดตามไปรับใช้ท่านทั้งสองถึงที่นั่น  ในโอกาสนั้นเองพระอาจารย์สิงห์มีเมตตาใช้เวลาว่างสอนหนังสือและอบรมให้แก่หนุ่มเทสก์ เมื่อถึงเวลาจวนจะออกพรรษา พระอาจารย์สิงห์ปรารภว่าจะกลับบ้านเดิมที่อุบลราชธานี จึงชวนท่านไปด้วย

หนุ่มเทสก์ เรี่ยวแรง ขออนุญาตและกราบลาพ่อแม่พี่น้องและญาติมิตรทั้งหลาย ทุกคนต้องเสียน้ำตาให้กับการจากลาของหนุ่มเทสก์ทั่วหน้า และในครั้งนั้นเอง การจากลาของท่านคือการเดินทางไกลที่ยาวนานที่สุดในชีวิต

พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม เดินนำพาหนุ่มเทสก์จากท่าบ่อ ผ่านโคลนตมและนาข้าวนาน ๓ วัน ๓ คืน จึงถึงเมืองอุดรธานี พักอยู่ที่วัดมัชฌิมาวาส ๑๐ คืน แล้วออกเดินทางต่อไปขอนแก่น ผ่านมหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร รวมเวลาราวหนึ่งเดือนเศษ จึงถึงบ้านหนองขอน ตำบลหัวตะพาน อำเภออำนาจเจริญ (ปัจจุบันเป็นจังหวัด) จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นบ้านเกิดโยมมารดาของพระอาจารย์สิงห์  ในโอกาสนั้นเองพระอาจารย์สิงห์ก็ได้จัดการห่มผ้ากาสาวพัสตร์ให้หนุ่มเทสก์ กลายป็นสามเณรเทสก์ ที่วัดสุทัศนาราม อุบลราชธานี แล้วส่งเข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดศรีทอง

ต่อมาพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม มีเหตุจำเป็นต้องออกรุกขมูล เพื่อเดินทางไปสมทบกับคณะของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ซึ่งอยู่ที่สกลนคร  จากการที่พระอาจารย์สิงห์ต้องจากไปครั้งนั้น ทำให้สามเณรเทสก์รู้สึกอาลัยอาวรณ์ดุจบิดาจากบุตร  

“เรารู้สึกละอายเพื่อนแล้วหนีออกมาข้างนอกแล้วตั้งสติใหม่ รำลึกได้ถึงเรื่องพระอานนท์ร้องไห้เมื่อครั้งพระพุทธองค์ทรงปลงพระชนมายุสังขาร จิตจึงค่อยคลายความโศกลงบ้าง”  หลวงปู่เทสก์ปรารภถึงความรู้สึกที่มีต่อพระอาจารย์สิงห์ในครั้งนั้นว่า ท่านถึงกับร้องไห้สะอึกสะอื้นขึ้นมาท่ามกลางหมู่สามเณรทั้งหลาย

ความผูกพันที่พระอาจารย์เทสก์มีต่อพระอาจารย์สิงห์นั้น ล้ำลึกมาโดยตลอด แม้นาทีสุดท้ายก่อนที่พระอาจารย์สิงห์จะจากสามเณรเทสก์ ท่านก็กำชับให้ตั้งใจเรียนหนังสือให้จงดี เดี๋ยวจะเรียนไม่ทันคนอื่นเขา ซึ่งพระอาจารย์เทสก์ก็ได้เรียนจนจบนักธรรมตรีและเรียนหนังสือไทยจบตามหลักสูตรกระทรวงธรรมการที่นั่น

พระอาจารย์เทสก์ เทสรังสี อุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๖๖ ณ พัทธสีมาวัดสุทัศนาราม จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีพระมหารัฐเป็นพระอุปัชฌาย์ และพระมหาปิ่น ปัญญพโล เป็นพระกรรมวาจาจารย์  ท่านพระมหาปิ่นองค์นี้ก็คือน้องชายของพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม

เมื่อพระอาจารย์เทสก์ที่ได้บวชเป็นพระภิกษุแล้ว ท่านก็ได้อยู่ศึกษาในสำนักอารามแห่งนี้ยาวนานถึง ๖ ปี จึงจากไปสู่การธุดงค์เพื่อค้นหาอิสรภาพให้กับตนเอง  พระอาจารย์เทสก์ได้มีโอกาสออกรุกขมูลทำความเพียรโดยการนำพาของพระอาจารย์สิงห์ รวมทั้งได้พบกับพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต อีกด้วย

ในระหว่างทำความเพียรที่ถ้ำพวง บนภูเหล็กกับพระอาจารย์กลมนั้น พระอาจารย์เทสก์ทุ่มเทอุทิศให้กับการปฏิบัติธรรมอย่างเข้มแข็ง ฉันอาหารเพียงพริกแห้งผิงกับข้าวเหนียววันละ ๑ ก้อนโตเท่าผลมะตูมเท่านั้น

เส้นทางธรรมของพระอาจารย์เทสก์ เทสรังสี เป็นแบบอย่างของพระป่าผู้มีความอดทนเป็นเลิศ เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบด้วยปฏิปทาอันมั่นคง และเป็นอริยสงฆ์ผู้ก้าวข้ามโคตรแห่งปุถุชนโดยพุทธวิธี

วาทะที่นำเสนอนี้ตัดทอนมาให้เห็นเพียงสั้นๆ ว่าพระอาจารย์เทสก์นั้นเปี่ยมด้วยสมาธิและปัญญา ยากจะหาผู้ใดมาคัดค้านได้




มรณสติ

"มรณสติ คือระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์ เป็นกัมมัฏฐานขั้นสูงสุด เพราะว่าเมื่อระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์แล้ว จิตก็จะสลดสังเวชถอนจากอารมณ์อื่นๆ ความตายเป็นการดำเนินถึงที่สุดของชีวิตคนเรา  นอกจากความตายแล้วไม่มีอะไร สิ่งทั้งปวงที่เกี่ยวข้องพัวพันอยู่นี้ล้วนแล้วแต่เป็นของทิ้งทั้งหมด ถึงไม่อยากทิ้งมันก็จะต้องละไปโดยปริยาย เราตายแล้วมันก็ทอดทิ้งลงทันที จึงว่ามรณสตินั้นเป็นยอดของกัมมัฏฐาน ใครจะพิจารณาอะไรๆ ก็ตามเถิด ถ้าหากพิจารณามรณสติแล้ว จิตยังไม่รวมลงไปได้ ยังไม่เกิดสลดสังเวช ยังไม่ละ ยังไม่ถอน ก็หมดกัมมัฏฐาน ไม่มีอะไรเหลือแล้ว เมื่อผู้ใดพิจารณาความตายอยู่ทุกลมหายใจเข้าออกนั้น จึงจะเป็นผู้ไม่ประมาท หายใจเข้าแล้วไม่หายใจออกก็ตาย หายใจออกแล้วไม่สูดเข้าอีกก็ตาย เป็นอยู่อย่างนี้ เรียกว่าเป็นผู้ไม่ประมาท  วันหนึ่งๆ เราคิดถึงความตายสักกี่ครั้ง วัน เดือน ปีล่วงไปๆ ไม่เคยนึกถึงความตายสักทีเลยก็มี จึงว่าเป็นผู้ประมาท  ความประมาทคือหนทางแห่งความตาย ความไม่ประมาทคือ มีสิตอยู่ทุกเมื่อ ทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน นั้นเรียกว่าความไม่ประมาท ทางแห่งความไม่ตาย ที่มีสติ สติรู้ตัวอยู่ทุกเมื่อทุกขณะนั่นแหละ เรียกว่าเป็นผู้ไม่ตาย”

“แท้ที่จริงความตายนั้นไม่เท่าไรหรอก ก่อนที่จะตายนั่นซีมันสำคัญ จะตั้งสติรักษาจิตด้วยอาการอย่างไรให้มั่นคงที่จะไม่ให้หวั่นไหว อันตรงนั้นมันสำคัญที่สุด  คนเราเมื่อจะถึงที่สุดเวลาจะตายจริงๆ มันต้องตัดหมดทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่สติที่เรารักษาไว้ดีแล้วก็จะไม่ปรากฏ มันจะปรากฏแต่กรรมนิมิต คตินิมิต จะไปเกิดในสุคติหรือทุคติ ต้องมีกรรมนิมิตปรากฏ เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ นี้เรียกว่า กรรมชั่ว กรรมนิมิตนั้นคือเห็นสัตว์ที่เราเคยฆ่ามาไล่ชน หรือรุมล้อมทำร้ายเราให้เจ็บปวดร้องครวญครางจนปรากฏเสียงออกมาให้คนทั้งหลายได้ยินก็มี เหมือนกับที่เราได้ทำเขาเมื่อยังมีชีวิตอยู่ คตินิมิตในทางชั่วนั้น เช่น ปรากฏเห็นด้วยใจว่าผู้ที่ทำบาปเช่นเดียวกันกับเรานั้น ตายไปแล้วได้ทนทุกข์ทรมานด้วยอาการต่างๆ เช่น เห็นร่างกายของเขามีแต่โครงกระดูก คนไหนมีเนื้อหนัง สัตว์อื่นก็มีเฉือนเนื้อเถือหนังไปกินจนหมด เมื่อคตินั้นมาปรากฏเห็นเฉพาะตนแล้ว ก็กลัวแสนกลัวหาที่สุดมิได้ กลัวตนจะไปเป็นอย่างผู้นั้น  กรรมนิมิต คตินิมิตของความดีนั้นตรงกันข้าม บุคคลผู้ทำความดีไว้เมื่อมีชิวิตอยู่ เป็นต้นว่า เคยไปทอดผ้าป่ามหากฐิน เมื่อจวนจะตายไม่มีสติแล้ว กรรมนิมิตและคตินิมิตจะมาปรากฏเช่นเดียวกับกรรมชั่ว แต่กรรมดีมันให้เพลิดเพลินเจริญใจเป็นต้นว่าไทยทานที่ตนทำไปแล้วเมื่อยังมีชิวิตอยู่ แม้มีประมาณเล็กน้อย แต่เมื่อกรรมนิมิต คตินิมิต ที่ปรากฏเห็นเป็นของมากจนเหลือที่จะพรรณนาได้ เมื่อเห็นแล้วก็อยากได้ แล้วก็มีหวังจะได้ในวันหนึ่งข้างหน้าโดยมีสิ่งบันดาลให้ได้จริงๆ”

“บางคนบอกว่าเมื่อเราตายจะต้องรักษาสติไว้ไม่คิดถึงกรรมชั่ว ความข้อนั้นเป็นความประมาทของเขาเอง เขาคิดเดาเอาเฉยๆ ความเป็นจริงจะต้องเป็นอย่างที่อธิบายมานี้ มันจะรักษาได้อย่างไรในเมื่อมันไม่มีสติ มีกรรมนิมิต คตินิมิต เป็นเครื่องชักจูงให้เป็นไปเอง ไม่สามารถจะกลับคืนมาแก้ตัวอีกได้  ฉะนั้น ทำเสียเดี๋ยวนี้ ตั้งแต่เป็นมนุษย์อยู่  และเมื่อถึงคราวจะตายนั้นแล้ว มันเป็นเองหรอก ทำดีมาก ทำชั่วมาก มันก็เป็นไปตามเรื่องที่ทำเอาไว้ มันเป็นเอง เกิดเองของมันต่างหาก  คนเราตายจริงๆ เมื่อไม่มีลมแล้ว แต่ลมกับใจมันคนละอันกัน ที่แพทย์เรียกว่าโคม่านั้น มันถึงที่สุดของชีวิตในตอนนั้นแล้วแต่ยังไม่สิ้นไป ที่เกิดของลมในทางศาสนา ท่านกล่าวไว้ว่าลมเกิดจากสวาบ คือ กะบังลม

กะบังลมมันวูบๆ วาบๆ อยู่อย่างนั้น มันเป็นเหตุให้เกิดลม มันทำให้เกิดความอบอุ่น มันก็ไหวตัววูบๆ วาบๆ เมื่อลมยังมีอยู่ แต่จิตมันจากร่างไปแล้ว ไปพร้อมด้วยกรรมนิมิต คตินิมิตนั้นไม่มีหลงเหลืออยู่อีก มีแต่ร่าง ถ้าไม่มีกรรมนิมิต คตินิมิต บางทีมันฟื้นขึ้นมาอีก เพราะลมยังไม่หมด วิทยาศาสตร์สมัยใหม่เขาเอาออกซิเจนเข้าช่วย ออกซิเจนก็ช่วยได้แต่ลมเท่านั้น แต่จิตมันเคลื่อนแล้ว มันจะไปไหนก็ไปตามเรื่องของมัน หางตุ๊กแกหรือหางจิ้งจกที่มันขาด มันยังไหวตัวอยู่ได้ แสดงว่าใจไม่ใช่ใจไปอยู่ที่หาง ลมความอบอุ่นยังเดินอยู่ก็ดิ้นอยู่อย่างนั้น การฝึกหัดจิตนี้ ถ้าอยากเป็นเร็วๆ มันก็ไม่เป็น หรือไม่อยากให้เป็น มันก็ประมาทเสีย ไม่เป็นเหมือนกัน ทำใจให้เป็นกลางๆ แล้วตั้งใจให้เชื่อแน่วแน่ในกัมมัฏฐานที่เรายึดมั่นอยู่นั้น แล้วภาวนาเรื่อยไป ก็จะถึงซึ่งความอัศจรรย์ขึ้นมาในตัวของตน แล้วจะรู้ชัดขึ้นมาว่าอะไรเป็นอะไร เอาเท่านี้แหละ พากันทำ”

13  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ไปเที่ยว / พระธาตุฉิมพลีพระเศรษฐีนวโกฏิ วัดข่อย จ.เพชรบุรี เมื่อ: 13 มิถุนายน 2561 16:33:39


พระธาตุฉิมพลีพระเศรษฐีนวโกฏิ วัดข่อย อ.เมืองเพชรบุรี จ.เพชรบุรี

พระธาตุฉิมพลีพระเศรษฐีนวโกฏิ
วัดข่อย  Wat Khoi
ต.คลองกระแชง อ.เมืองเพชรบุรี จ.เพชรบุรี

วัดข่อย ตั้งอยู่บนถนนคีรีรัฐยา (ติดกับเขาวัง) ตำบลคลองกระแชง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี  ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างมาแต่สมัยใด แต่สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นในปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา สำหรับใช้เป็นที่ปฏิบัติศาสนกิจร่วมกันของสงฆ์และพุทธศาสนิกชนชาวไทยตามประเพณีนิยมและธรรมเนียมมาแต่ในอดีต

วัดข่อยแห่งนี้ได้รับการบูรณะพัฒนาสืบต่อมา จนในปัจจุบันกลายเป็นวัดที่มีความงดงามของพุทธสถานศิลป์ ภายในเขตพุทธาวาสมีสิ่งปลูกสร้าง ประเภทปูชนียสถานและศาสนสถาน ที่เป็นพุทธานุสรณ์สำคัญควรค่าแก่การเคารพบูชาและเป็นแหล่งรวมแบบอย่างเชิงช่างศิลปะชั้นสูงของช่างเมืองเพชร ที่สร้างสรรค์ผลงานฝากไว้ในพระพุทธศาสนา ได้แก่ พระธาตุฉิมพลีพระเศรษฐีนวโกฏิ ก่อสร้างลักษณะอาคารทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีความสูงจากฐานถึงยอดพระธาตุ ๒๗ เมตร  มีจำนวน ๓ ชั้น

จุดเด่นององค์พระธาตุอยู่ที่ผนังที่จารหรือเขียนอักขระยันต์อันศักดิ์สิทธิ์ รายล้อมด้วยรูปแกะสลักทั้งแบบนูนต่ำ นูนสูง ประดับอยู่ทั่วไป ตั้งแต่ซุ้มประตู ซุ้มหน้าต่าง 

บนชั้นที่ ๒ ของผนังแต่ละด้าน เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทั้ง ๔ ทิศ  โดยมีบันได้ที่อนุญาตเฉพาะบุรุษขึ้นไปด้านบนได้อยู่ด้านหลังขององค์พระธาตุ  และชั้นที่ ๓ เป็นที่บรรจุและเก็บรักษาพระบรมสารีริกธาตุ ชั้นนี้เป็นเขตสงวน ไม่อนุญาตให้ฆราวาสขึ้นไป 

นอกจากนี้ วัดข่อยยังมี “ศาสนสถาน” สำหรับเป็นที่พำนักและปฏิบัติธรรมของหมู่สงฆ์และร่วมกับฆราวาส ที่มีความงดงาม แปลกตา หาชมได้ยากอีกจำนวนมาก เช่น โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ ฯลฯ ที่ควรค่าแก่การมาสักการะ และเข้าเที่ยวชม. 






















14  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ห้องสมุด / Re: รวมภาพเก่าหาดูยาก : ภาพเก่าเล่าเรื่อง เมื่อ: 11 มิถุนายน 2561 18:19:47

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔)
ขอขอบคุณภาพจาก : atom.rmutphysics.com

ร.๔ ทรงออก กม. เอาผิด “พระสงฆ์สามเณร”
ผู้มี “ประพฤติการนักเลงแปลงเพศเป็นคฤหัสถ์”

“…พระสงฆ์สามเณรทุกวันนี้มักประพฤติการนักเลง แปลงเพศเป็นคฤหัสถ์ไปเล่นเบี้ย เล่นโป แลสูบฝิ่น กินสุรา ถือศาสตราวุธเที่ยวกลางคืนชุกชุมมากขึ้น จับได้มาเนืองๆ

ครั้นแปลงเพศมาถึงกุฎีแล้วก็สำคัญใจว่าตัวไม่ได้ปลงสิกขาบท กลับเอาผ้าเหลืองนุ่งห่มเข้าตามเพศเดิม

การที่ถือใจว่าไม่ได้ปลงสิกขาบท กลับนุ่งห่มผ้าเหลืองนั้น เป็นความในใจ จะเชื่อถือเอาไม่ได้

ฝ่ายคฤหัสถ์ที่แปลงเพศเป็นภิกษุเข้าร่วมสังฆกรรมในคณะสงฆ์นั้น ตามพระวินัยบัญญัติก็มีโทษห้ามอุปสมบท

เพราะฉะนั้นตั้งแต่นี้สืบไป พระสงฆ์สามเณรรูปใดๆ แปลงเพศเป็นคฤหัสถ์ปลอมไปเล่นเบี้ย เล่นโป แลสูบฝิ่น กินสุรา ถืออาวุธเที่ยวกลางคืน อย่างใดอย่างหนึ่งที่กล่าวห้ามไว้นั้น มีผู้จับตัวมาได้ หรือสึกแล้วยังไม่พ้นสามเดือน มีโจทก์ฟ้องกล่าวโทษพิจารณาเป็นสัจแล้ว จะให้สักหน้าว่าลักเพศภิกษุ ลงพระราชอาญาเฆี่ยน ๒ ยก ๖๐ ที ส่งตัวไปเป็นไพร่หลวงโรงสี…”

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ประกาศพระราชบัญญัติเรื่องพระสงฆ์สามเณรลักเพศ พ.ศ.๒๔๐๔



ภาพถ่าย "ชีวิตในวังของหม่อมคัทริน ณ พิศณุโลก"
จอมพล สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ
หม่อมคัทริน ณ พิศณุโลก และ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์
ขอขอบคุณภาพจาก : scontent-ort2-1.cdninstagram.com

ชอบพัดลมไฟฟ้าหรือเปล่า

"ชอบพัดลมไฟฟ้าหรือเปล่า" เป็นพระดำรัสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ตรัสกับหญิงสาวชาวรัสเซียนางหนึ่ง เป็นพระดำรัสที่เกิดขึ้นขณะที่มีพระอารมณ์สับสนกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเวลานั้น และต้องทรงเผชิญหน้ากับหญิงสาวที่ทรงหลงรัก พระดำรัสนี้เองที่นำไปสู่การขอแต่งงานกับหญิงสาวชาวรัสเซียนางนั้น และเป็นการเริ่มต้นของความเป็นพระสุณิสาชาวต่างชาติคนแรกในราชวงศ์จักรี

หญิงสาวชาวรัสเซียนางนั้นคือ นางสาวเอกาเทรินา อิวาโนวา เดสนิตสกี้ (Ekaterina Ivanova Desnitsky) ซึ่งภายหลังก็คือหม่อมคัทริน หรือที่เรียกเป็นสามัญว่า แคทยา นับเป็นพระสุณิสาชาวต่างชาติคนแรกในราชจักรีวงศ์

เพราะสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ ทรงอยู่ในฐานะเจ้าฟ้าผู้มีสิทธิ์ในราชบัลลังก์ ทรงเป็นเจ้าชายที่มีพระสติปัญญาฉลาดเฉลียว มีพระปรีชาสามารถ จึงทรงเป็นความหวังของสมเด็จพระบรมราชชนกชนนี โดยโปรดเลือกให้เสด็จไปทรงศึกษาวิชาทหารบกที่ประเทศรัสเซีย

ด้วยพระคุณสมบัติที่เพียบพร้อม คือ รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ ตลอดจนฐานันดรศักดิ์อันสูงส่ง ทำให้ทรงเป็นที่สนใจของชาวรัสเซียโดยเฉพาะสตรี ทรงไม่อาจหลีกพ้นจากความสัมพันธ์กับสตรีต่างชาติ สตรีหลายคน ทำให้ทรงพอพระทัย ประทับพระทัย แต่ก็ทรงหักพระทัยเมื่อทรงรำลึกถึงพระบรมราชชนกชนนี หน้าที่ที่ทรงมีต่อบ้านเมืองและฐานันดรศักดิ์ของพระองค์ ดังที่ปรากฏในบันทึกถึงสตรีนางหนึ่งว่า

“ฉันคิดว่าถึงเวลาเสียที ที่ฉันควรต้องเลิกติดต่อกับเธอ ในเมื่อเรื่องนี้รู้ไปถึงกรุงเทพฯ แล้ว”

แต่เมื่อทรงได้พบกับ “แคทยา” ความงดงามน่ารักดังที่ทรงพรรณนาว่า เป็นสุภาพสตรีสาวผมสีทอง เกล้าพันรอบศีรษะ ดวงตาสีฟ้าฉายแววซื่อไร้จริตมารยา ท่าทีสง่างาม แคล่วคล่องแต่แฝงไว้ด้วย ความนอบน้อม อ่อนโยนและขี้อาย ยิ่งเมื่อได้ทรงสนทนาด้วยก็ยิ่งทรงรู้สึกว่าพระทัยของพระองค์ดำดิ่งสู่ห้วงแห่งความรัก เพราะน้ำเสียงที่สดใสอ่อนหวาน ความฉลาดเฉลียวในการโต้ตอบทำให้ทรงถวิลหาจนไม่อาจถอนพระทัยจากเธอได้ ยิ่งเมื่อทรงทราบว่า เธอจะต้องจากไกลในฐานะนางพยาบาลอาสาสมัครที่ต้องเดินทางไปกับกองทัพรัสเซีย สู่สนามรบในไซบีเรีย เป็นระยะเวลาที่เจ้าฟ้าชายหนุ่มต้องทรงทุรนทุรายด้วยความคิดถึงห่วงใย และได้แปรเปลี่ยนเป็นความรักที่ลึกซึ้งชนิดที่ทรงรู้สึกว่าในพระชนมชีพจะขาดหญิงสาวผู้นี้เสียมิได้

ในส่วนแคทยา แม้จะมีใจต่อเจ้าชายหนุ่มแห่งสยาม แต่เมื่อรำลึกถึงความแตกต่างกันของเชื้อชาติ ศาสนา ความมืดมนของชีวิตและสภาพความเป็นอยู่ในอนาคต หากตกลงปลงใจรับรัก จึงเกิดอาการลังเล แต่อานุภาพของความรักนั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ใครจะคาดถึง ทำให้ความคิดอ่านไตร่ตรองและความลังเลสูญสลายไปโดยสิ้นเชิง ดังนั้นการจากกันไกลยิ่งทำให้ความรักของหนุ่มสาวทั้งคู่ยิ่งทวีคุณค่าและรู้สึกตรงกันว่าชีวิตที่จะดำเนินต่อไปนั้นจะขาดซึ่งกันและกันเสียมิได้

เจ้าฟ้าชายชาวสยามทรงคิดถึงปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่จะต้องทรงพบเมื่อเสด็จกลับถึงบ้านเมือง พร้อมกับหม่อมแหม่ม ความรักและความปรารถนาในตัวหญิงสาวทำให้ทรงมองข้ามอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นพระบรมราชชนกชนนี หรือฐานันดรศักดิ์ มีพระดำริว่าน่าจะทรงสามารถแก้ไขได้ แต่ปัญหาความแตกต่างกันของชีวิต ความเป็นอยู่ โดยเฉพาะอากาศซึ่งแตกต่างอย่างตรงข้าม และไม่อาจทรงแก้ไขได้ ทำให้ทรงพระวิตกถึงเรื่องนี้ มีพระดำริวนเวียนสับสนในระหว่างที่หนุ่มสาวห่างไกลกัน จนเมื่อทั้งสองได้มีโอกาสพบกัน แม้ใจจะตรงกัน แต่ปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าอยู่ในใจทำให้หนุ่มสาวมิอาจกล่าวสิ่งใด ประโยคหนึ่งที่เจ้าชายหนุ่มทรงเอ่ยออกมา ก็คือสิ่งที่มีพระดำริ ว่าจะสามารถแก้ปัญหาที่ค้างคาในพระทัยได้ นั่นคือ

“ชอบพัดลมไฟฟ้าหรือเปล่า”

ท่ามกลางอากาศหนาวจัดที่ต้องเผชิญมาตลอดชีวิต ทำให้หญิงสาวไม่น่าจะมักคุ้นกับพัดลมไฟฟ้าได้ แต่เพราะใจที่เอนเอียงอยู่แล้ว ประกอบกับความที่ไม่อยากแสดงตนว่าไม่รู้จักกับเรื่องราวหรือสิ่งของในบ้านเมืองของคนที่เธอพอใจ จึงทูลตอบว่า “ชอบมาก”

คำตอบของหญิงสาวเป็นเสมือนฟ้าที่เปิดหมอกมัวในพระทัยสลายจนหมดสิ้น ด้วยทรงรู้สึกว่าทรงสามารถ แก้ไขปัญหาสุดท้ายได้ลุล่วงพระองค์จึงตรัสขอหญิงสาวแต่งงานและขอให้เธอติดตามไปใช้ชีวิตคู่ที่เมืองสยาม ด้วยกัน


(คัดมาบางส่วนจากหนังสือ วาทะเจ้านายเล่าประวัติศาสตร์ เขียนโดย ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย พิมพ์โดย สนพ.มติชน.๒๕๕๘)

ทีมา - นิตยสารศิลปวัฒนธรรม
15  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / Re: เรื่องแมวๆ & ตำราดูลักษณะแมว เมื่อ: 11 มิถุนายน 2561 15:58:02


ขอขอบคุณภาพจาก : png.pngtree.com

แมวดำ กับคำพิพากษานอกบัลลังก์
เรื่อง :กิตติยา บำรุงสวน
ที่มา : sarakadee magazine

“สร้อยฟ้าเดินคลำไปในตรอกที่มีเพียงแสงสลัวของพระจันทร์นำทาง พลางคิดถึงชะตากรรมว่าเหตุใดหนอจึงได้มาตกระกำลำบากถึงเพียงนี้ แต่ก็ไม่เท่ากับความกลัว เสียงหัวใจเต้นแรงแข่งกับความเงียบ พยายามเพ่งสายตาไปทั่วๆ เงาตะคุ่มนั้นทำสร้อยฟ้าใจหายวาบ แมวดำตัวเขื่องกระโดดลงมาขู่ เขี้ยวของมันกระทบแสงจันทร์เป็นสีขาววาววับ ดวงตาเรืองราวกับดวงตาปีศาจคู่นั้นจ้องเขม็งมาที่สร้อยฟ้า ยังมีทันที่สร้อยฟ้าจะขยับตัวหนี มันก็ชิงเร้นกายหายไปในความมืด “เป็นลางไม่ดีแน่ๆ ไอ้แมวผี” สร้อยฟ้าสบถ ก่อนตัดสินใจหันหลังกลับและวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต”

ฉากที่มีแมวสีดำร่วมแสดงเช่นนี้ดูคุ้นเคย เพราะมันมักจะได้รับบทเดิมๆ ซ้ำๆ ในจังหวะที่ละครต้องการปูพื้นอารมณ์คนดูให้ตกอยู่ในความน่าสะพรึงกลัว สยองขวัญ สั่นประสาท แมวสีดำก็จะปรากฏตัวขึ้นมาตามคิว เปรียบได้กับสัญญาณไฟเขียวที่กะพริบบอกให้เตรียมตัวรับเรื่องร้ายๆ หรือภูตผี ปีศาจ ที่จะออกมาหลอกหลอนผู้คนในฉากถัดไป

ภาพลักษณ์เช่นนี้มีความแนบแน่นเคียงคู่กับแมวดำมานานแสนนาน และคงไม่ใช่เพียงพฤติกรรมตามธรรมชาติของแมวธรรมดาที่จะมีน้ำหนักมากพอในการที่มนุษย์จะพิพากษามัน

ไม่ใช่แค่ดวงตามีเลศนัยเรืองแสงวาวได้ในที่มืด เขี้ยวแหลม กรงเล็บโง้งคม นิสัยชอบทำตัวลึกลับปราดเปรียวเที่ยวท่องยามค่ำคืน แถมชอบทำเสียงขู่คนแปลกหน้าเวลาตกใจ การกระโจนวับหายไปแบบไร้เสียง หรือเสียงครางหาคู่กลางดึกที่แว่วมากับสายลมที่พาให้ใจเต้นแรง

แต่เพราะขนสีดำของมันต่างหากที่นำมันไปสู่คำกล่าวหาว่า “แมวดำคือโชคร้าย”

รื้อคดีเดิม
ไฉนเลยจากเทพีผู้สูงส่งแห่งลุ่มน้ำไนล์จึงกลายเป็นเงาปีศาจแห่งโลกตะวันตก


จากมัมมี่แมวนับหมื่นตัวที่ค้นพบในอียิปต์ คือหลักฐานชั้นดีที่ใช้บ่งบอกว่า “แมว” เคยอยู่ในฐานะสูงส่งมาก่อน รูปสลักเทพี Bastet ที่ได้รับการยกให้เป็นเทพแห่งความรักและความอุดมสมบูรณ์ก็มีลักษณะโดดเด่นโดยร่างกายเป็นมนุษย์ แต่ศีรษะเป็นแมว ภาพวาดแสดงความสัมพันธ์ระหว่างแมวกับชนชั้นสูงมากมาย รวมถึงหินแกะสลักแมวหลากสี และแมวดำที่สวมเครื่องประดับอย่างงดงาม

นี่คือจุดสูงสุดในอัตชีวประวัติของแมว… สัตว์เลี้ยงสี่ขาที่ใกล้ชิดมนุษย์มาเนิ่นนานนับพันปี

โทษหนัก… ทั้งดำทั้งจับ  เมื่อเหยื่อคือจำเลย แพะในร่างแมวดำ

ในยุโรปสมัยกลาง เสียงร่ำลือจากพ่อลูกคู่หนึ่งที่ใช้ก้อนหินไล่ขว้างปาแมวดำแล้วตามไปพบร่างหญิงชราที่เนื้อตัวปูดเขียวนอนซม นับแต่นั้นคำกล่าวหาว่าหญิงชราคือแม่มดที่แปลงร่างมาในคราบของแมวดำก็แพร่กระจายไปทั่ว

กอปรกับยุคที่ศาสนจักรมีอำนาจสูงสุด ใครก็ตามที่คิดต่างหรือมีท่าทีแข็งขืนจะถูกมองว่าเป็นพวกนอกรีต พานเชื่อมโยงกล่าวโทษว่าเป็นแม่มด หญิงชรา สาวสวย ผู้หญิงที่ดูฉลาดโดยคาดว่าจะเป็นปฏิปักษ์จึงถูกตามล่าเพื่อนำมาประหารอย่างน่าเวทนา ทำให้แมวดำกลายเป็นเป้าหมายคู่ขนานของการตามล่า

เพราะฆ่ามันก็เท่ากับฆ่าแม่มด  ตำนานแพะรับบาปในร่างแมวดำจึงปรากฏขึ้นนับแต่นั้นเป็นต้นมา

และแม้ยุคมืดในยุโรปจะคลี่คลายไปนับหลายร้อยปี ความเชื่อเรื่องแม่มดแปลงร่างเป็นแมวดำก็ยังถูกส่งมาถึงสหรัฐอเมริกาจนได้ ดังปรากฏในช่วงตำนาน “การล่าแม่มดแห่งซาเล็ม (Salem witch hunts)” ที่เกิดขึ้นในราว ค.ศ.๑๙๖๒ เมื่อกาลเวลาผ่านไป ความเข้มข้น น่าสะพรึงกลัวของเรื่องราวในยุคนั้นก็ค่อยๆ สลายกลายเป็นเพียงควันสีดำจางๆ เลื่อนลอยไปตามจินตนาการที่หาได้ในภาพยนตร์ สิ่งของในพิพิธภัณฑ์ หรือเป็นเพียงการแต่งตัวสนุกๆ ในเทศกาลฮาโลวีนเท่านั้น

ไม่มีใครเชื่อเรื่องแม่มด ไม่มีแม่มดให้ตามล่าอีกแล้ว

ในขณะที่แมวสีดำยังคงต้องรับชะตากรรมต่อจากบรรพบุรุษของมันในชีวิตจริงตราบจนทุกวันนี้

เหยื่อของความเชื่อ… คือมนุษย์หรือแมวดำ

“เก็บลูกแมวดำมาเลี้ยง แม่บอกว่าไม่ให้เลี้ยง บ้านคนเค้าไม่เลี้ยง มีแต่วัดที่เลี้ยงแมวดำ”

“เมื่อวานเพิ่งเอาลูกแมวดำมาเลี้ยงที่บ้าน วันนี้แฟนรถคว่ำขาหัก ซวยเพราะแมวดำหรือเปล่าคะ”

“ผมแอบเลี้ยงลูกแมวสามตัว ตัวหนึ่งเป็นสีดำ ผมเอาข้าวเอาน้ำมาให้มันทุกเย็น วันหนึ่งลูกแมวตัวสีดำหายไป ผมออกตามหา ไปเจอมันโดนตีตายอยู่ข้างถังขยะ”

ชี้ชัดว่าคำพิพากษาที่ตัดสินว่าแมวดำเกี่ยวข้องกับเรื่องร้ายก็ยังไม่ได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษ ภาพลักษณ์ด้านลบของมันยึดแน่นราวกับถูกตรึงไว้ด้วยตะปูที่สนิมเกรอะกรังจนยากจะถอนออกจากกัน

ในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศในยุโรปมีความเชื่อว่า ถ้าแมวดำเดินตัดหน้า ความโชคร้ายจะมาเยือน

ชาวจีนเชื่อว่าแมวดำคือตัวนำความทุกข์ยาก แร้นแค้นมาให้

ชาวอิตาลีเชื่อว่าแมวดําเป็นสัตว์ที่นำความโชคร้ายมาสู่ เนื่องจากแมวดำจะชอบไปอยู่ใกล้ๆ กับคนป่วยที่ใกล้ตาย ดังนั้นหากพบว่าแมวดำไปนอนบนเตียงผู้ป่วยคนใด อีกไม่นานผู้ป่วยคนนั้นก็จะตายในที่สุด แมวดำในสายตาคนอิตาลีจึงเป็นสัตว์แห่งความตาย

ชาวรัสเซียมีความเชื่อว่าหากแมวดำเดินตัดหน้าให้รีบจับกระดุมเสื้อเอาไว้เพื่อแก้เคล็ดช่วยคุ้มครองให้พ้นเคราะห์ หรือหากพบแมวดำเดินผ่านตัดข้างทางก็ต้องแก้เคล็ดด้วยการเดินถอยหลัง ๑๒ ก้าว ก็จะปลอดภัยจากเคราะห์ร้าย

รวมถึงในประเทศไทย อินเดีย และจีน ที่ได้อิทธิพลมีความเชื่อจากกันและกันเกี่ยวกับพลังลึกลับของแมวดำที่เชื่อมโยงกับความตาย จึงห้ามแมวดำเข้ามาใกล้ศพ แตะต้องศพ หรือข้ามโลงศพ เพราะทำให้ศพนั้นมีมลทินกลายเป็นผีที่ดุร้าย คอยหลอกหลอนผู้คน ไม่ไปผุดไปเกิด

ทั้งมนุษย์และแมวดำจึงเหมือนกันที่ต่างฝ่ายต่างตกเป็นเหยื่อของความเชื่อ

แต่แตกต่างกันที่ ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้กระทำ และอีกฝ่ายเป็นผู้ถูกกระทำ
)”


บันทึกสำนวนส่วนดีไว้ที่ใบลาน

นับว่ายังเป็นโชคดีของแมวดำสัญชาติไทยอยู่บ้างที่ทัศนคติในด้านดีที่มีต่อแมวดำยังปรากฏเป็นหลักฐานบันทึกอยู่ในสมุดข่อยหลายเล่ม ซึ่งเชื่อว่าคัดลอกต่อมาจากตำราสมัยกรุงศรีอยุธยา

“กายดำคอสุดท้อง       ขาขนเลเอียดเฮย
ตาดั่งศรีบวบกล       ดอกแย้ม
โกนจาพนนิพนธ์ นามกล่าว  ไว้นา
ปากแลหางเรียวแฉล้มทอดเท้าคือสิงห์”

คำกลอนในตำรากล่าวถึงลักษณะแมวให้คุณชื่อโกนจา และกล่าวถึงความเป็นมงคลหากได้ชุบเลี้ยงว่า “แมวนี้เลี้ยงดีมีคุณหนักหนา จงเร่งหามาอย่าแคลงสงสัย”

 แมวโกนจานี้มีลักษณะขนสีดำละเอียดตลอดลำตัว ดวงตาสีเหลืองดอกบวบแรกแย้ม ปากเรียวแหลม หางยาว มีท่าเดินเหมือนสิงโต แมวดำปลอดเช่นนี้สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในปัจจุบัน ส่วนแมวดำลักษณะอื่นๆ ที่ให้คุณก็ยังมีปรากฏในตำราอีกหลายชนิด เพียงแต่ยากต่อการพบ และเป็นที่น่าเสียดายว่าส่วนใหญ่ได้สูญพันธุ์ เหลือไว้เพียงรูปวาดในสมุดข่อยเท่านั้นเอง

•นิลรัตน์ สีดำทั้งตัว รวมถึงเล็บ ลิ้น ฟัน ดวงตา และกระดูก หางยาวตวัดได้จนถึงหัว เลี้ยงไว้แล้วเชื่อว่าจะมีความเจริญ มีทรัพย์ ปราศจากอันตราย
•วิลาศ มีลำตัวสีดำจากคอไปตลอดท้อง จากสองหูไปจนถึงหางและขาทั้งสี่มีสีขาว ตาสีเขียว เชื่อว่าเลี้ยงไว้แล้วจะได้เป็นเจ้าคนนายคน มีเงินทองมากมาย
•เก้าแต้ม มีสีขาวเป็นพื้น มีแต้มสีดำเก้าจุดที่คอ หัว ต้นขาหน้าและหลังทั้งสองข้าง และที่ท้ายลำตัว เชื่อว่าเลี้ยงไว้แล้วจะรุ่งเรืองทางการค้าขาย
•รัตนกำพล ตัวขาวเหมือนหอยสังข์ แต่รอบตัวตรงส่วนอกมีลักษณะคล้ายสายคาดสีดำ ตาสีเหลือง เชื่อว่าเลี้ยงแล้วจะมียศ ผู้อื่นยำเกรง
•นิลจักร มีลำตัวดำสนิท ที่คอมีขนสีขาวอยู่รอบเหมือนกับปลอกคอ เชื่อว่าเลี้ยงแล้วจะมีทรัพย์มาก
•มุลิลา ลำตัวดำ หูสองข้างมีสีขาว ตามีสีเหลืองเหมือนดอกเบญจมาศ เชื่อว่าแมวชนิดนี้เหมาะกับนักบวชเลี้ยงเพราะช่วยให้มีการเล่าเรียนดีสมปรารถนา
•กรอบแว่นหรืออานม้า มีปานลักษณะอานม้าบนหลัง เชื่อว่าแมวชนิดนี้มีราคาสูงถึงแสนตำลึงทองคำ และให้เกียรติยศแก่เจ้าของ
•ปัดเสวตรหรือปัดตลอด ตัวมีสีดำเป็นพื้น ตั้งแต่จมูกไปตามแนวสันหลังถึงปลายหางมีสีขาว ตาเหลืองคล้ายกับพลอย หากเลี้ยงไว้จะมีความเจริญมากกว่าคนในสกุลเดียวกันและได้ลาภยศ
•กระจอก ลำตัวกลมมีสีดำ รอบปากมีสีขาว ตาสีเหลือง เลี้ยงแล้วเชื่อกันว่าจะได้ที่ดินเงินทอง ไพร่ก็จะได้เป็นเจ้านายคน
•สิงหเสพย์หรือโสงหเสพย ลำตัวมีสีดำ ที่ปาก รอบคอ จมูกมีสีขาว ตาสีเหลือง ท่าทางเดินสง่าเหมือนสิงโต เลี้ยงแล้วมีสิริมงคล
•การเวก ลำตัวสีดำ จมูกสีขาว ตาเป็นประกายสีทอง เชื่อกันว่าภายใน ๗ เดือนที่ได้มาเลี้ยงจะได้ยศศักดิ์และลาภจำนวนมาก
•จตุบท ตัวสีดำ เท้าทั้งสี่มีสีขาว ตาสีเหลืองเหมือนดอกโสน เชื่อว่าให้คุณกับคนเลี้ยง แต่ไม่เหมาะกับคนทั่วไป สมควรเลี้ยงแก่บุคคลชั้นสูงหรือราชนิกูลเท่านั้น

และยังพบบันทึกความเชื่อในด้านบวกที่เชื่อมโยงกับแมวดำในอีกหลายประเทศอีกเช่นกัน

ในตอนกลางของอังกฤษเชื่อว่าแมวดำเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี มักให้เป็นของอวยพรแด่เจ้าสาว

ชาวประมงหรือโจรสลัดในยุโรปบางคนเชื่อว่าการเลี้ยงแมวไว้บนเรือ และการเก็บแมวดำไว้ในบ้านจะช่วยให้ออกเรือได้อย่างปลอดภัย

ชาวนาที่ประเทศลัตเวียเชื่อว่าแมวดำเป็นเทพเจ้าแห่งการเก็บเกี่ยวหรือ “รุงงิส” ถ้าเจอแมวดำในยุ้งฉางปีนั้นจะอุดมสมบูรณ์มากๆ ส่วนชาวสกอตเชื่อว่าหากมีแมวดำมานั่งอยู่หน้าเฉลียงบ้านมันจะนำความร่ำรวยและความสุขมาให้

ส่วนชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าแมวดำเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดีเช่นกัน ตุ๊กตาแมวกวักสีดำที่ยกขาซ้ายหน้าขึ้น มีความหมายถึงการคุ้มครองให้มีสุขภาพดี และความเชื่ออีกมุมที่ช่างถูกใจสาวๆ คือ หญิงสาวคนไหนเลี้ยงแมวดำไว้ในบ้าน มันจะมีพลังดึงดูดเนื้อคู่ให้มาหา

และบุคคลสำคัญที่ถูกบันทึกความเชื่อมโยงถึงแมวดำในด้านดีและต่อลมหายใจให้แมวดำสัญชาติอังกฤษอีกหลายตัว คือ ท่านเซอร์วินสตัน เชอร์ชิล นายกรัฐมนตรีของอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ท่านมีความเชื่อส่วนบุคคลว่า การได้ลูบแมวดำจะนำโชคดีมาให้ ทำให้ประชาชนชาวอังกฤษบางส่วนเชื่อว่าการที่ประเทศรอดพ้นจากวิกฤตสงครามโลกครั้งที่ ๒ มาได้… แมวดำนี่แหละที่นำโชคมาสู่ประเทศและผู้นำของเขา

“แมวสีอะไรก็ได้ ขอให้จับหนูได้ก็พอ”  คือวลีทองของท่านประธานเหมาเจ๋อตุง ที่ในเวลาต่อมามีการนำมาใช้เป็นหลักในการบริหารคนและบริหารประเทศอย่างแพร่หลาย แต่ปฐมบทแห่งอมตวาจานี้เป็นที่ทราบกันว่าท่านหมายถึงอย่างที่ท่านกล่าวนั้นจริงๆ

“ตัวนี้ชื่อดำเกิง จับหนูเก่ง ขี้อ้อน เรียบร้อย” วีรวุฒิ สุขเพ็ชร ชายเจ้าของแมวดำสามตัวแนะนำแมวตัวหนึ่งให้ได้รู้จักด้วยน้ำเสียงเอ็นดู

“ผมไม่ได้ตั้งใจเลี้ยงหรอกครับ แต่วันหนึ่งผมขับรถกลับบ้าน ผมเห็นถุงกระสอบป่านอยู่ข้างทาง มีอะไรขยุกขยิกอยู่ข้างใน ผมสงสัยก็เลยไปเปิดดู ปรากฏว่าเป็นลูกแมวสีดำสามตัว พอผมกับมันสบตากันผมรู้ตัวทันทีว่าจะปล่อยมันไว้อย่างนั้นไม่ได้

“ตอนที่ผมตัดสินใจอุ้มพวกมันกลับบ้าน ผมไม่ได้คิดว่ามันเป็นแมวสีอะไร ผมแค่คิดว่ามันเป็นแมว พอเอามาเลี้ยงผมว่ามันก็มีนิสัยเหมือนแมวสีอื่นๆ ที่ผมเคยเลี้ยงนั่นแหละ อาจจะนิสัยดีกว่าด้วย มันอาจจะรู้ตัวว่ามันไม่สวยเลยต้องเจียมตัวหน่อย… อันนี้ผมคิดเอาเอง” เขาพูดอย่างอารมณ์ดี

ศรันย์พร พลเดชา หรือคุณฝ้าย พนักงานบริษัท ลีวายส์ (ประเทศไทย ) จำกัด เธอบังเอิญเดินเข้ามาทักทายแมวดำตัวที่กำลังนอนหลับ ในจังหวะที่เราลอบสังเกตพฤติกรรมอยู่พอดี เธอเอ่ยปากบอกเราว่าเธอก็เลี้ยงแมวดำ

“บังเอิญแมวข้างบ้านคลอดลูก แล้วบังเอิญแม่มันตาย เราเลยรับมาเลี้ยง ตั้งชื่อว่า ‘เขม่า’ ตามสีของมัน ลำตัวมันสีดำมีแต้มขาวตรงหน้าอกนิดหน่อย เป็นแมวตัวผู้อายุ ๔ ปี เรามีแชนเนลทางยูทูบที่มีเรื่องเขม่าเป็นตัวเอก ตอนแรกกะทำเล่นๆ เพราะอยากอวดแมว แต่ไปๆ มาๆ บังเอิญมีคนเข้ามาดูเป็นล้าน เราก็เลยทำต่อไปอีกหลายๆ ตอนเลยค่ะ ลองเข้าไปดูได้นะคะ”

เรากำลังจะเอ่ยปากถามเธอต่อถึงเรื่องอื่นๆ แต่เธอมองนาฬิกาข้อมือและรีบเร่งขอตัวไปทำงาน เราได้แต่มองไล่หลังหญิงสาวหน้าตาน่ารักที่ใครๆ อาจจะคิดว่าเธออาจมีของสะสมเป็นตุ๊กตาแมวคิตตี้สีชมพู แต่เปล่า… เธอบังเอิญเป็นเจ้าของแมวดำที่นำพาความบังเอิญอื่นๆ มาช่วยสร้างทัศนคติที่ดีต่อแมวดำผ่านแมวดำของเธอที่ชื่อเขม่าได้เป็นอย่างดี

แม้แมวดำจะถูกผลักให้หลังพิงฝาในมุมมืด แต่ก็ยังมีผู้พยายามสร้างแสงดวงเล็กๆ เพื่อเป็นกระบอกเสียงแทนพวกมัน

วันยกย่องแมวดำ (Black Cat Appreciation Day) ถือเป็นวันสำคัญวันหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ที่สถานสงเคราะห์สัตว์หรือบ้านพักพิงสัตว์จะออกมารณรงค์เพื่อโปรโมตให้รับแมวดำไปเลี้ยง โดยจะมีการยื่นข้อเสนอและสิทธิพิเศษต่างๆ ให้ เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจให้มีการรับแมวดำไร้บ้านไปอุปถัมภ์เลี้ยงดู

๑๗ สิงหาคมของทุกปีจึงเป็นวันสำคัญของแมวดำที่ไม่เคยปรากฏในแมวสีอื่นๆ

ในขณะเดียวกัน For the love of black cat ก็ได้นำเสนอเรื่องราวแมวดำในมุมน่ารักอย่างสม่ำเสมอแก่แฟนเพจกว่า ๕ แสนคนทั่วโลก

ในสหราชอาณาจักร National black cat day ในวันที่ ๒๗ ตุลาคมของทุกปี ก็ได้รับการตั้งขึ้นจากกลุ่ม CAT PROTECTION เพื่อคาดหวังการปฏิบัติอย่างเมตตาต่อแมวดำ

ช่างภาพสาว เคซี่ ได้ใช้ความถนัดในวิชาชีพบันทึกภาพแมวดำจากสถานรับเลี้ยงสัตว์ที่ West Los Angeles ในมุมน่ารักๆ ของมัน เพื่อจูงใจให้ผู้คนไม่ทอดทิ้งมัน

โดยทั้งหมดนั้นแม้เป็นเพียงแสงตะเกียงดวงเล็กๆ ในความมืดของแมวดำทั้งโลก แต่ก็มีเป้าหมายร่วมกันคือหวังว่าจะส่องสว่างให้มนุษย์มองมันเป็นเพียงสัตว์ตัวน้อยแสนเชื่องที่ควรได้รับการมอบความรักเฉกเช่นเดียวกับพวกพ้องของมันที่มีขนสีอื่นๆ

จากข้อมูลพบว่า ๗๐% ของสัตว์เลี้ยงที่อยู่ในสถานสงเคราะห์นับพันตัวเป็นแมวดำ หรือดำปนขาว ในขณะที่ปัจจุบันตามสถานสงเคราะห์สัตว์ต่างๆ มีแมวดำเพิ่มปริมาณมากขึ้นกว่า ๒๒% บ่งบอกถึงการที่มันถูกนำมาทิ้งมากขึ้น และได้รับการเลือกไปเลี้ยงน้อยลง สุดท้ายแล้วมาตรการการุณยฆาตของทางการก็คือวิธีการสุดท้ายที่ต้องมอบให้มัน

ไม่ใช่เพียงความเชื่อด้านลบทำให้แมวดำเป็นแมวที่ถูกทอดทิ้งมากที่สุด และความไม่ถูกใจในสีสันของมันก็ทำให้แมวดำเป็นแมวที่ถูกเลือกนำไปอุปการะต่อน้อยที่สุดเช่นกัน ดังสถานรับเลี้ยงสัตว์ที่ West Los Angeles ที่นับวันจะมีแต่แมวดำเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากไม่มีใครเลือกรับเลี้ยงแมวตัวที่มีขนสีดำ สอดคล้องกับรายงานจากเทเลกราฟระบุว่า องค์กรพิทักษ์สัตว์ในอังกฤษให้ความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ว่า

“มันมีเหตุผลหลายอย่างเลย ทั้งด้วยเหตุที่แมวดำมันยากที่จะแยกแยะ ไม่เหมือนแมวที่มีลายเฉพาะตัว และสัตว์เลี้ยงสีดำก็เป็นพวกที่ถ่ายรูปไม่ขึ้นด้วย”

ข้อกล่าวหาล่าสุดได้เกิดขึ้นแล้ว ยุติธรรมหรือไม่ที่มนุษย์จะนำมันไปสู่การพิพากษาอีกครั้ง

………………………….


Black cat with yellow eyes
ภาคผนวก 1
สอบปากคำ จับพิรุธ

ในเช้าวันที่มีแดดอ่อนๆ หลังคืนฝนพรำ สิ่งมีชีวิตที่นอนขดกองกัน มองเผินๆ เหมือนกองผ้าดำขนาดย่อมๆ ที่มีลมหายใจ คือแมวดำสามตัว ที่หนึ่งในสามตัวผงกหัวขึ้นมาหรี่ตาสีเหลือง ก่อนเอนตัวเลียขนที่ขาอย่างตั้งใจ

อยากให้คุณนิยามถึงตัวตนของคุณเอง

“อันที่จริงแล้วเราเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สี่ขา ขนาดเล็ก ถูกจัดให้อยู่ในประเภทสัตว์กินเนื้อ เรามีเขี้ยวและเล็บแหลมคม สามารถหดซ่อนเล็บได้เช่นเดียวกับเสือ เผ่าพันธุ์ของเราไม่เสถียร สีสัน รูปร่าง ลักษณะขนสั้นขนยาวหลากหลาย อันที่จริงมนุษย์ได้ตกเป็นทาสของเรามาหลายพันปีแล้วนะ ตั้งแต่สมัยอียิปต์โน่น”

ไลฟ์สไตล์ของคุณเป็นอย่างไร

“ก็เหมือนแมวทั่วไป ชอบนอนกลางวันในที่อุ่นๆ ตื่นตัวในเวลากลางคืนก็ออกไปสำรวจนอกบ้าน ปีนป่ายไปตามกำแพง เวลาเราหิวก็ร้องดังๆ เดี๋ยวทาสก็เอาอาหารมาให้ บางทีเราเจอหนู นก จิ้งจก เราก็จัดการมัน และเอากลับมาที่บ้านเป็นสิ่งตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ ให้ทาสของเรา”

แมวดำตัวที่ ๒ บิดขี้เกียจ หาวปากกว้างเห็นเขี้ยวแหลมขาวตัดกับสีขนของมัน

คุณรู้สึกถึงความเหยียดสีขนบ้างไหม ในฐานะที่คุณเกิดมาเป็นแมวสีดำ

“ถ้าในหมู่แมวด้วยกันก็ไม่รู้สึกนะ แต่ถ้าในสายตามนุษย์ก็แบบที่คุณรู้นั่นแหละ ถ้าเราสามารถเปลี่ยนสีขนเหมือนมนุษย์ที่ย้อมเส้นผมเป็นสีต่างๆ ได้ก็คงดี เราจะเลือกย้อมเป็นสีรุ้ง”

แมวดำตัวที่หางกุดเป็นพวงแกว่งหางเล็กๆ ของมัน เป็นสัญญาณบอกว่าเวลานอนเล่นของมันถูกรบกวนมากเกินไปแล้ว

ฉันใช้มือเกาคอแหล่งข้อมูลเบาๆ ไล่ไปจนครบสามตัว คอที่แหงนขึ้นรับกับสัมผัสนั้นบ่งบอกว่ามันพอใจกับวิธีการขอบคุณของฉันต่อการแสดงบทบาทสมมุติระหว่างกันเมื่อสักครู่

สรุป… ไม่พบพิรุธ

ถ้ามองข้ามสีสันอันดำสนิท พฤติกรรมของมันก็เป็นเช่นแมวสามัญตัวหนึ่งที่เหมือนกับแมวสีอื่นๆ นั่นเอง


……………………….


ภาคผนวก 2
คำให้การเรื่องแมวดำจากปากคำหมอ
 สพ.ญ. ลลินทิพย์ กิตติวรกุล

petrepublicthailand.com

ทัศนคติของคุณหมอที่มีต่อแมวดำเป็นอย่างไรคะ

“ในมุมมองของหมอไม่ได้รู้สึกว่าแมวดำมีความแตกต่างอะไรกับแมวสีอื่นๆ เพราะเวลาเราทำงานเรามองที่ว่าเค้าเป็นคนไข้หรือเป็นสัตว์ไข้ มองไปที่อาการหรือความเจ็บป่วยมากกว่าที่จะสนใจที่สีหรือหน้าตาของแมว ไม่ว่าแมวสีไหนการรักษาก็ไม่ได้แตกต่าง

“สำหรับหมอที่เป็นหมอที่บ้านเลี้ยงแมวหลายตัวและรักแมวมากอยู่แล้ว แมวตัวไหนหมอว่าก็น่ารักไปหมดค่ะ สิ่งหนึ่งที่รู้สึกแย่คือเวลาที่มีแมวประกาศหาบ้านหรือแม้แต่แมวตามข้างถนน รู้สึกว่าแมวที่สีไม่สวยหรือลายไม่งามหรือแมวสีดำนี่แหละที่มักจะไม่ค่อยมีคนรับไปเลี้ยงทั้งๆ ที่เค้าควรจะได้รับโอกาสเท่าๆ กับแมวสีอื่น เพียงเพราะการทำงานตามธรรมชาติของพันธุกรรมที่ทำให้แมวที่ลายไม่สวยสีไม่สวยไม่ถูกใจคนเลี้ยงหรือมีความเชื่ออะไรมาแต่โบราณทำให้เค้าได้รับโอกาสน้อยลง

“หมอเองเป็นคนที่เก็บแมวมาเลี้ยงตั้งแต่เด็กๆ แต่แปลกตรงที่ไม่เคยได้เลี้ยงแมวสีดำล้วนเลย ตอนนี้ที่บ้านมีแมวสีดำใส่ถุงเท้าขาวหนึ่งตัว ก็เก็บมาเลี้ยงเพราะแม่เค้าเสีย และตัวนี้เป็นตัวที่เล็กและอ่อนแอที่สุดในครอก ไม่ได้เลือกมาเลี้ยงเพราะสีหรือลาย”

ลักษณะนิสัยของแมวดำกับแมวสีอื่นๆ แตกต่างกันไหมคะ

“สีต่างๆ ของแมวเกิดจากพันธุกรรมที่เป็นตัวกำหนดสีขนออกมา ไม่ว่าจะแมวดำหรือแมวสีอะไรก็ตามก็มีนิสัยแตกต่างกันไปขึ้นกับพื้นฐานนิสัยของแมวตัวนั้นเอง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสีขนแต่อย่างใดเลยค่ะ”

อยากให้คุณหมอแนะนำเกี่ยวกับการเลี้ยงดูแมวค่ะ

“การดูแลแมวสำหรับคนเลี้ยงแมวและรักแมวจริงๆ ก็คือการปฏิบัติกับแมวเหมือนกับเค้าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ดูแลลูกอย่างไรก็ดูแลแมวอย่างนั้น ตั้งแต่เรื่องพื้นฐานคือที่อยู่และอาหาร ที่อยู่ก็ควรมีความสะอาด มีบริเวณให้แมวผ่อนคลาย ไม่เครียด มีที่สูงที่แมวสามารถขึ้นไปนอนได้ มีปริมาณกระบะทรายเพียงพอ อาหารก็ควรเป็นอาหารที่มีคุณภาพดีพอหรืออาหารที่เหมาะสมกับช่วงวัยหรือโรคของแมว ส่วนอีกเรื่องที่สำคัญมากก็คือเรื่องสุขภาพของแมว ควรทำวัคซีน ถ่ายพยาธิ กำจัดหมัด และพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจร่างกายเป็นประจำ หมั่นสังเกตอาการต่างๆ ของแมวอยู่เสมอ อีกเรื่องที่หลายคนมักจะลืมคือเรื่องของจิตใจ แม้เราจะมีที่อยู่ อาหาร ยารักษาโรคให้กับแมวอย่างครบถ้วนแล้ว แต่แมวก็ต้องการความรักความใกล้ชิดนะคะ แบ่งเวลามากอดแมว เล่นกับแมวบ้าง เกาคางบ้าง แมวคงมีความสุขเพิ่มขึ้นไม่น้อยค่ะ”
16  สุขใจในธรรม / เกร็ดศาสนา / Re: รวมศิลปะ "ทวารบาล" เทพพิทักษ์ศาสนสถาน ตามคติและศิลปพื้นบ้าน เมื่อ: 01 มิถุนายน 2561 16:28:33




ศิลปะทวารบาล วิหารพระมงคลบพิตร
วัดมงคลบพิตร  จ.พระนครศรีอยุธยา
17  สุขใจในธรรม / เกร็ดศาสนา / เล่าเรื่องเครื่องสังเวย เมื่อ: 01 มิถุนายน 2561 15:44:03


ขอขอบคุณภาพประกอบจาก : jackpotded.com

เล่าเรื่องเครื่องสังเวย
ผู้เขียน : อาจารย์ คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง
ตีพิมพ์ใน หนังสือมติชนสุดสัปดาห์ คอลัมน์ ผี พราหมณ์ พุทธ หน้า ๘๕ ฉบับที่ ๑๙๗๑ ประจำวันที่ ๒๕-๓๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๑
----------------------------------

การบูชานั้นต่างกับการบวงสรวงสังเวย ตรงที่การบวงสรวงสังเวยต้องมีอาหารหรือเครื่องสังเวยเป็นหลัก

ในสมัยโบราณมนุษย์รู้จักการเซ่นสรวงด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารกันมานานแล้ว และสังเวยด้วยชีวิตสัตว์ คือใช้ทั้งชีวิตอันเน้นไปยังกระบวนการฆ่าสัตว์นั้น และตัวซากที่เหลือซึ่งก็คืออาหารจากสัตว์นั่นเอง

ยุคเกษตรกรรมเป็นการสังเวย “ผลผลิตแรก” แด่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงไม่แปลกที่ในหลายวัฒนธรรมที่เคยสังเวยด้วยมนุษย์ใช้ “ลูกคนหัวปี” เป็นเครื่องสังเวยหลัก

ต่อมาสัตว์จะเข้ามาเป็นตัวบูชายัญแทนคน ผมเคยไปเที่ยววัดกาลีกัฏ ของเจ้าแม่กาลีที่โกลกาต้า พราหมณ์ที่นั่นชี้ชวนดูกลางลานวัดพลางว่า ยูเห็นหลักผูกอยู่สามหลักนั่นไหม อันเล็กสุดนั่นเขาเอาแพะตัวผู้เข้ามาสังเวย เห็นไหมๆ เขากำลังเอาเข้ามาแล้ว

สักพัก ชายหนุ่มมาพร้อมดาบเล่มโต ผมหลับตาได้ยินแต่เสียงดังฉับ! ลืมตามาเห็นเลือดแดงฉานอยู่เต็มลาน พราหมณ์บอกว่า เดี๋ยวเขาก็เอาเนื้อไปแจกคนยากคนจน (ซึ่งไม่ทราบว่าจริงไหม) คนมาสังเวยแพะวันละตัวเป็นอย่างน้อย

ส่วนเสาหลักอันกลางท่านว่า เป็นเสาสำหรับ “ควาย” ซึ่งจะกระทำสังเวยปีละครั้ง เจ้าแม่ท่านก็อิ่มพอใจ

ผมชี้ไปเสาอีกอัน ท่านว่า อ๋อ สมัยก่อนเอาไว้สังเวยชีวิตคน แต่อังกฤษห้ามมิให้ทำ เลยเป็นเสาเก่าๆ อยู่แบบนั้น

แสดงว่า เจ้าแม่ท่านอิ่มไม่เท่ากันระหว่างคน ควายและแพะ ฟังคล้ายตำนานปู่แสะ ย่าแสะ แต่เดิมกินคนดุร้ายนักหนา ต่อมาพุทธะเสด็จมาปราบ ผีปู่ผีย่าขอเลือดคนหนึ่งแมลงวันอิ่ม พุทธะท่านก็ไม่ยอม แต่อนุญาตให้กินควายแทนคน

การสังเวยคนจึงค่อยๆ หายไปพร้อมๆ กับระบบศีลธรรมแบบใหม่ รวมทั้งการใช้สิ่งอื่นหรือสัญลักษณ์อื่นแทนการสังเวยคน
 

ฉะนั้น โดยหลักแล้ว เครื่องสังเวยในวัฒนธรรมไหนๆ จึงมักต้องมีเนื้อสัตว์ หรือสัตว์เป็นตัวเสมอ นับเป็นของสังเวยเอกอุขาดไม่ได้ แต่ขึ้นอยู่กับท้องถิ่นนั้นว่ามีสัตว์อะไร ไก่ ปลา เป็น หมู วัว หมา ฯลฯ

ตอนผมไปดูงานศพญาติๆ จำได้ว่า วันออกศพหรือวันเผา เจ้าภาพจะต้องเอาเหล้าโรง ดอกไม้ธูปเทียน และ “ปลามีหัวหางครบ” ๑ ตัวไปเซ่น “ตากาลายายกาลี” (บางที่ว่า ตากาลียายกะลาก็มี) ที่เมรุเผาศพก่อน

เขาว่าผีตากาลายายกาลีเป็นผีเฝ้าป่าช้า แต่ผู้รู้ท่านบอกว่า ตากาลายายกาลีในวัฒนธรรมภาคใต้ ที่จริงคือพระศิวะ (พระกาล) ผู้กลืนกินสรรพสิ่ง และเจ้าแม่ “กาลี” เทวีแห่งความตายที่เคียงคู่กัน

ปลาของไหว้จึงเป็นเครื่องสังเวยที่หาง่ายของชาวน้ำชาวทะเล ในขณะเดียวกันนักปราชญ์ท่านก็ว่าเป็นสะท้อนการเผาศพริมน้ำอย่างที่อินเดียทำ คือใช้ปลาเป็นสัญลักษณ์

ส่วนวัฒนธรรมภาคกลาง ปลาน้ำจืดที่ผมเห็นนิยมทำเครื่องสังเวย คือ “ปลาช่อน” ในตำราไหว้ครูของท่านครูมนตรี ตราโมท และตำราเก่าๆ ท่านให้เอาปลาช่อนต้มทั้งตัวเป็นเครื่องสังเวยอย่างหนึ่ง เรียกว่า “แป๊ะซะ” ซึ่งดูเป็นคำจีน (แต่มิได้หมายถึงปลาต้มส้มต้มแป๊ะซะอย่างที่เรากินกันในร้านอาหาร) เป็นแต่เรียกปลาช่อนต้มเท่านั้น ซึ่งผมยังหาไม่พบว่าทำไมคนโบราณจึงเรียกเช่นนั้น

ใครทราบวานบอกด้วย จักเป็นพระคุณอย่างสูง

หมูกับไก่ดูจะเป็นสัตว์บกยอดฮิตในเครื่องสังเวย ไก่นั้นเป็นสัตว์เลี้ยงในครัวเรือน มีไม่ยากหาได้ทั่วไป จึงเป็นเครื่องสังเวยแทบจะทุกเผ่าทุกเทศกาล

ป้าผมท่านเล่าว่าสมัยยังไม่มีเงินทอง ครั้นถึงเทศกาลไหว้บรรพบุรุษ จะหาไก่ทั้งตัวมาไหว้ก็ไม่มีสตางค์ซื้อ เงินมีพอแค่ซื้อไข่ต้มเท่านั้น ท่านว่าคนโบราณยามขัดสนก็สอนให้เอาไข่ไก่ต้มไหว้แทนไก่แล้วก็บอกผีบรรพชนว่า ขอเอา “ไก่เนื้ออ่อน” ไหว้ไปก่อน มีเงินทองก็ค่อยเอาไก่ทั้งตัวมาไหว้ภายหลัง

อันนี้ผีท่านคงเห็นใจ รับ “ไก่เนื้ออ่อน” ไปกินด้วยความยินดี
 

ส่วนหมู ครูบาอาจารย์บอกว่า ที่เราใช้ “หัวหมู” สำหรับไหว้นั้น ที่จริงตามตำรับโบราณ ไม่ได้มีแค่หัว แต่เป็นหมูทั้งตัวย่อๆ กล่าวคือ นอกจากหัวแล้วยังต้องมีตีนทั้งสี่ตีน มีลิ้น มีหาง และบางแห่งก็ใส่เครื่องในไว้นิดๆ หน่อยๆ ด้วย คือสมมุติว่าเป็นการเชือดหมูทั้งตัวไหว้นั่นเอง แต่ก็ย่อเอา

สมัยโบราณคงเชือดหมูแล้วใช้ทั้งตัวไหว้ แต่ต่อมาการจะใช้หมูทั้งตัวไหว้เป็นเรื่องยากลำบาก จึงย่อลง

ผมยังเคยเห็นในประเพณีจีน การสังเวยใหญ่ๆ ที่สำคัญมากๆ ยังต้องใช้สัตว์ทั้งตัว เช่น หมู วัว แพะอยู่
 
แต่ย่อไปยิ่งกว่านั้นก็มีครับ คือใช้หมูสามชั้นทั้งชิ้นต้มสุกแล้วเอาวางบนใบตอง โบราณเรียกว่า “หมูนอนตอง” จะใช้ในกรณีสังเวยอย่างย่อๆ หรือไม่สามารถใช้ชุดหมูได้

การ “นอนตอง” (ซึ่งรักษาไว้ในพิธีไหว้ครูปี่พาทย์ โขนละคร) เป็นขนบที่สะท้อน การสังเวยยุคดึกดำบรรพ์จริงๆ คือ เฉือนเนื้อสัตว์ที่ฆ่าแล้วปรุงง่ายๆ วางบนใบไม้ใบตองเซ่นผี โดยไม่มีภาชนะ

ในตำรับตำราพิธีไหว้ครู นอกจากหมูและไก่ ท่านยังให้มีบรรดา “มัจฉะมังสาหาร” อื่นๆ คือเป็ด ปลาช่อนแป๊ะซะ กุ้งต้ม ปูต้ม รวมเป็นหกอย่าง เป็นส่วนของเครื่องสังเวยที่เป็นเนื้อสัตว์

มัจฉะมังสาหาร หรือ “เนื้อและปลา” บางคนเข้าใจว่า ท่านต้องเอา “หมูเห็ดเป็ดไก่ กุ้งหอยปูปลา” ให้ครบตามสำนวน จึงเอาทั้ง “เห็ด” ทั้ง “หอย” มาเพิ่มในเครื่องสังเวยด้วย ซึ่งที่จริงไม่มีกำหนดไว้และเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะไปเชื่อตามสำนวนนั่นเอง

ผมเคยเห็นมากับตา

ร้านอาหาร ฮกกี่
 
แต่ทั้งนี้ผมขอเรียนว่า รูปแบบเครื่องสังเวยที่กล่าวถึงข้างต้น เป็นไปตามประเพณีไทยโดยเฉพาะแถบลุ่มน้ำเจ้าพระยานะครับ และเฉพาะเท่าที่ผมจดจำมาจากครูบาอาจารย์ แบบจีนหรือภูมิภาคอื่นๆ คงต่างออกไปอีกมาก

เครื่องสังเวยเหล่านี้จะต้องสังเวยโดยมีเครื่องจิ้มหรือ “น้ำจิ้ม” ต่างๆ ด้วย (ตำราไหว้ครูก็กำหนดเอาไว้) เช่น น้ำพริกเผาสำหรับชุดหมู หรือน้ำจิ้มอื่นๆ

คงเพราะวิธีการกินอาหารแบบเนื้อสัตว์ต้มของคนโบราณ ต้องกินกับเครื่องจิ้มรสจัดเพื่อแก้เลี่ยนแก้คาว (ทำนองเดียวกับการกินลาบ กินก้อย) เมื่อจะสังเวยจึงต้องมีเครื่องจิ้มเพราะคู่กันในทางวัฒนธรรมการกิน

ที่สำคัญ ในการประกอบพิธีสังเวยนั้น (ผมอ้างอิงจากพิธีไหว้ครู) จะต้องมีการ “เฉือน” หรือ “เชือด” คือเอามีดไปเฉือนเนื้อสัตว์เหล่านั้น (รวมทั้งผลไม้ต่างๆ ด้วย) แล้วเอาน้ำจิ้มทา เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมถวายเครื่องสังเวย

บางครั้งระหว่างเฉือน ครูท่านจะเรียกปี่พาทย์ให้ทำเพลง “รำดาบ” (หรือรำดาบเชือดหัวหมู) ประกอบกิริยาอาการไปด้วย

ผมเข้าใจว่า การเชือดหรือเฉือนนี้ คงสะท้อนการ “ฆ่าสังเวย” และการแบ่งปันอาหารนั้น แด่เทพ-ผี ตามกรรมวิธีของคนโบราณ เพื่อให้เทพ-ผี รับเครื่องสังเวย

เมื่อมีเนื้อสัตว์ ก็ต้องมีเหล้ายา ซึ่งจะขาดไปไม่ได้เชียว เพราะเป็นน้ำแห่งความสุขสำราญและการเชื่อมสัมพันธ์

มีผู้บอกผมว่า นอกจากพวกเครื่องสังเวยที่เป็นเนื้อสัตว์เหล่านี้แล้ว เวลาทำสมัยก่อนทำ “บัตรพลี” (คำบาลี-สันสกฤต แปลว่า ใบไม้) คือหยวกกล้วยทำเป็นรูปต่างๆ แล้วบรรจุกระทงที่ใส่อาหาร ท่านก็ใช้ “กุ้งพล่า ปลายำ” สำหรับเป็นอาหารคาวเท่านั้น ไม่ได้ใส่กับข้าวอย่างอื่น

เครื่องสังเวยประเภทเนื้อสัตว์เหล่านี้ ใช้เซ่นทั้งผีทั่วๆ ไปและเทพเทวดา โดยเฉพาะเทวดา (ผี) ท้องถิ่น ต่อมาคติแบบฮินดูอินเดียเริ่มมีอิทธิพลมาก จนหลายครั้งพราหมณ์ท่านก็ให้ใช้ หัวหมู เป็ดไก่ ที่ปั้นด้วยแป้งแทน สำหรับไหว้เทวดาชั้นสูงในคติพราหมณ์ฮินดู เช่น พระพรหม พระศิวะ พระนารายณ์

นัยว่าเพื่อรักษาประเพณีแต่ก็ไม่อยากให้เสียคติพราหมณ์ฮินดู

ในอินเดียที่ชาวฮินดูเป็นมังสวิรัติกันโดยทั่วไปแล้วนั้น ปัจจุบันก็ยังมีการเซ่นสังเวยด้วยเนื้อสัตว์ ซึ่งเกือบทั้งหมด เป็นเจ้าแม่และเจ้าพ่อพื้นเมืองที่ “แรงๆ” อย่างเจ้าแม่กาลีหรือไภรวะ และมักทำโดยชาวบ้าน แต่เทพใหญ่ๆ ท่านละเลิกมังสะกันไปหมดแล้ว

สังเวยกันเสร็จ โดยธรรมเนียมก็ต้องแบ่งอาหารเหล่านั้นให้ “บริวาร” ของผี/เทพที่เชิญมารับ แล้วก็แบ่งกันกินในคนทั้งหลายมาช่วยงาน

บางคนถือไสยศาสตร์ก็ไม่กินของเซ่นผี (โดยเฉพาะเซ่นคนตาย) แต่ส่วนมากถือกันว่า ของสังเวยเหล่านี้เป็นของดีมีมงคล กินแล้วมีโชคชัย

นี่ว่าเฉพาะเรื่องเครื่องสังเวยประเภทเนื้อสัตว์ ยังมีประเภทอื่นๆ อีก


โปรดติดตาม
18  สุขใจในธรรม / เสียงธรรมเทศนา - เอกสารธรรม - วีดีโอ / กรรมมิใช่สูตรสำเร็จ เมื่อ: 01 มิถุนายน 2561 15:23:35


ขอขอบคุณภาพประกอบจาก : new500arhat.files.wordpress.com

กรรมมิใช่สูตรสำเร็จ
ผู้เขียน : ศาสตราจารย์ (พิเศษ) เสฐียรพงษ์ วรรณปก
ตีพิมพ์ใน หนังสือมติชนสุดสัปดาห์ หน้า ๗๑ ฉบับที่ ๑๙๗๑ ประจำวันที่ ๒๕-๓๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๑
----------------------------------

เคยไปเป็นวิทยากรในรายการโทรทัศน์ชื่อ “กฎแห่งกรรม” ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง 5 สนามเป้า หลายปีมาแล้ว เป็นรายการสด จัดโดยบริษัทภาษร ของคุณกรรณิกา ธรรมเกษร หรือที่ผู้สนิทคุ้นเคยเรียกว่า “คุณแอ้”

ความจริงจะเรียกว่า เป็นวิทยากรก็ไม่เชิง เพราะมิได้ทำหน้าที่ตอบปัญหา หรือบรรยายอะไรมากนัก เขาบอกว่าให้ไปนั่งดูละครชีวิตที่สร้างขึ้นจากบทประพันธ์ของ ท. เลียงพิบูลย์ เรื่อง “กฎแห่งกรรม”

ดูจบแล้วก็ให้อธิบายประกอบในแง่ธรรมะ ว่าที่เขาหรือเธอ (ในละคร) นั้นๆ ประสบเคราะห์กรรม หรือได้รับโชคอย่างนั้นๆ เป็นเพราะทำกรรมอะไรมา

หรือว่าเขาหรือเธอคนนั้นทำชั่วอย่างนั้นๆ แล้วทำไมจึงไม่ได้รับผลชั่ว

หรือเขาหรือเธอคนนั้นทำดีเหลือเกิน แล้วทำไมผลดีไม่ตอบสนองเขาเลย หรือว่ามันจะสนองอยู่แต่ยังไม่ถึงเวลา ฯลฯ อะไรทำนองนี้

ผมก็จ้องดูละครชีวิตบนจอทีวีอย่างใจจดใจจ่อ ก่อนไปก็ “ทำการบ้าน” คือค้นคว้าอ่านพระไตรปิฎกเกี่ยวกับเรื่องกรรม พยายามทำความเข้าใจให้มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อจะได้ไปวิพากษ์วิจารณ์ หรือวินิจฉัยได้โดยไม่ผิดหลักพระพุทธศาสนา

นั่งดูพร้อมกับท่านเจ้าคุณพระราชธรรมนิเทศ หรือมหาระแบบ ซึ่งเป็นพระนักเทศน์ชื่อดังเป็นที่รู้จักทั่วไป

ละครจบลง แทนที่จะได้แสดงความคิดเป็นเพิ่มเติม เกี่ยวกับเรื่องราวบนจอทีวี ดูเหมือนไม่มีโอกาสเลย เพราะช่วงถัดจากนั้นไป เป็นการตอบคำถามของผู้ชมทางบ้านที่หมุนโทรศัพท์เข้ามาถามปัญหาสดๆ กันเลย

ผู้ถามก็มีปัญหาคับข้องใจ “ส่วนตัว” ซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องราวในละคร เขาก็ถามเฉพาะข้อข้องใจของเขา

มีหลายรายคงไม่ต้องการคำตอบ เพียงแต่ต้องการคนฟังเขาระบายความทุกข์เท่านั้น

ข้อที่สังเกตได้จากรายการนี้ (นัยว่าเป็นรายการปฐมฤกษ์) ก็คือผู้ชมหลายท่านมักจะมองเรื่องกรรมเป็น “สูตรสำเร็จ”

ผู้ชมท่านหนึ่งถามว่า คนที่แย่งสามีคนอื่นไป จะต้องได้รับกรรมคือถูกแย่งสามีหรือไม่

การมองแบบนี้เรียกว่า “แบบสูตรสำเร็จ” คือทำอย่างใด ก็ต้องได้อย่างนั้นจริงๆ ไม่ผิดเพี้ยน ฆ่าเขา และฆ่าโดยวิธีใด ก็จะถูกฆ่าด้วยวิธีนั้นเช่นเดียวกัน แย่งสามีเขาไป ก็ต้องถูกคนอื่นแย่งสามีเช่นเดียวกัน

ความจริงผลกรรมที่ทำ มันอาจเป็นอย่างนั้นก็ได้ แต่มิใช่ว่าจะเป็นอย่างนั้นทุกกรณี

เขาคนที่ทำชั่วนั้นๆ อาจได้รับผลอย่างอื่น ไม่ตรงเผงอย่างนั้น

แต่เป็นผลคล้ายๆ กัน

ยกตัวอย่างเรื่องจริงเรื่องหนึ่ง นายคนหนึ่งเป็นคนมีอำนาจและมีอิทธิพลมาก ได้ทำกรรมชั่วช้ามากมาย ทำให้ผู้คนเขาเดือดร้อนมามาก จนผู้คนเขาสาปแช่งว่า เมื่อใดมันจะวิบัติฉิบหายเสียที แต่เขาก็เจริญร่ำรวย อยู่อย่างอู้ฟู้ อ้าฟ่า ในสายตาของประชาชน

วันดีคืนดี ลูกชายสุดที่รักของเขาก็ถูกรถบรรทุกบี้ตาย ขณะกลับจากท่องราตรียามดึกคืนหนึ่ง เขามีบุตรชายโทน หวังจะให้รับมรดกหมื่นล้านแสนล้าน ที่เขากอบโกยเอาไว้ แต่ก็มาเสียลูกรักไป

เขาได้รับความทุกข์แสนสาหัส ความทุกข์เพราะเสียลูกชายสุดที่รักคนเดียวไป ได้ทรมานจิตใจเขาสิ้นระยะเวลายาวนาน

อย่างนี้แหละครับที่ว่า เขาทำอย่างใด ไม่จำเป็นต้องได้รับผลอย่างนั้น แต่จะได้รับผล “คล้ายๆ กัน”

นายคนนี้ข่มเหงรังแกคนมากมาย ทุจริตคอร์รัปชั่นมามาก เขาไม่จำเป็นจะต้องถูกคนอื่นข่มเหงตอบ และไม่จำเป็นต้องถูกคนอื่นโกงตอบ

แต่เขาก็ได้รับผลกรรมที่หนักหนาสาหัส ไม่แพ้กรรมที่ทำคือ ต้องเสียบุตรชายคนเดียวไป

คนแย่งสามีคนอื่นไป ก็ไม่จำต้องถูกผู้หญิงอีกคนมาแย่งเอาสามีไป แต่อาจได้รับผลกรรมอย่างอื่นที่ร้ายแรงพอๆ กัน เช่น ทั้งๆ ที่อยู่กินด้วยกันกับสามี (ที่แย่งเขามา) แต่ก็ไม่มีความสุขอย่างที่คาดหวังไว้เลย มีแต่ความเจ็บช้ำใจ เพราะสามีตัวดีทำให้ อะไรทำนองนี้

นอกจากจะไม่ใช่ “สูตรสำเร็จ” แล้ว กรรมที่ทำไว้ อาจไม่ให้ผลก็ได้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขใหม่ที่เราทำเพิ่มภายหลังด้วยที่พูดนี้เป็นฉันใด

คืออย่างนี้ครับ ตามหลักกฎแห่งกรรมมีว่า “หว่านพืชเช่นไรย่อมได้ผลเช่นนั้น ทำกรรมดีย่อมได้ผลดี ทำกรรมชั่วย่อมได้ผลชั่ว”

ท่านเปรียบการทำกรรมและการรับผลของกรรมเหมือน การหว่านพืชและการได้ผลแห่งพืชนั้น
 
ช่น สมมติว่า เราหว่านหรือเพาะถั่วงา เราก็ย่อมได้ต้นถั่วต้นงา และได้ผลถั่ว ผลงา เราจะได้ต้นพริกไทยเป็นต้นหาได้ไม่ พืชชนิดไหน ก็จะงอกออกมาเป็นต้นไม้ชนิดนั้น และให้ผลชนิดนั้น

ชนิดของพืชนั้นไม่กลายพันธุ์แน่นอน แต่ผลที่ได้อาจเต็มเม็ดเต็มหน่วย หรือได้น้อยลง หรืออาจไม่ได้ผลเลยก็ย่อมเป็นได้ เพราะเงื่อนไขอย่างอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง

ถ้าดูแลดี เอาใจใส่ รดน้ำพรวนดิน ใส่ปุ๋ย ฯลฯ ก็ย่อมจะได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ถ้าปลูกแล้วไม่สนใจดูแล ปล่อยตามมีตามเกิด ก็อาจได้ผลบ้างแต่ไม่มากเท่าที่ควร หรือปล่อยทิ้งไว้ สัตว์มาเหยียบย่ำ หรือคนมารื้อทิ้งเสีย ก็อาจไม่ได้ผลเลยก็ได้

เรื่องของกรรมที่ทำก็เหมือนกัน ทันทีที่ทำ แนวโน้มที่มันจะให้ผลย่อมมี ถ้าไม่มีอะไรมาขัดขวาง มันก็จะให้ผลตามลักษณะของกรรมที่ทำ เพราะเหตุนี้แหละพระท่านจึงว่า “ทำกรรมดีย่อมได้ผลดี ทำกรรมชั่วย่อมได้ผลชั่ว” (ให้สังเกตคำว่า “ย่อมได้” ท่านมิได้พูดว่า “ต้องได้”

ท่านจึงเปรียบการให้ผลของกรรมที่ทำเหมือนสุนัขไล่เนื้อ

กรรมเหมือนสุนัข คนที่ทำกรรมเหมือนเนื้อ ลองวาดภาพดูเนื้อที่สุนัขไล่ล่าเอาชีวิต แนวโน้มที่สุนัขมันจะทันนั้นย่อมมีมาก มันทันเมื่อใด มันก็กัดเนื้อเมื่อนั้น กรรมก็เหมือนกัน มันไล่ตามสนองคนทำกรรมทุกระยะ เมื่อมัน “ทัน” เมื่อใดมันก็สนองผลเมื่อนั้น

แต่โอกาสที่สุนัขมันไล่ไม่ทันเนื้อก็ย่อมมี สุนัขมันอาจเป็นสุนัขแก่ เรี่ยวแรงถดถอยไล่ไปหอบแฮ่กๆ ไป ไม่ทันเนื้อหนุ่มที่หนีสุดชีวิตก็เป็นได้ หรือสุนัขมันไล่ไปๆ เกิดขี้เกียจหยุดไล่เอาดื้อๆ หรือกำลังจะทันอยู่พอดี เนื้อมันวิ่งหายเข้าไปในหลืบเขาหรือป่าทึบ สุนัขมองไม่เห็น วิ่งไล่ไปผิดทิศทางก็ได้

อย่างนี้แหละเรียกว่า “โอกาส” หรือ “เงื่อนไข” ใหม่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง

กรรมที่ทำไว้ (ทั้งกรรมดีและกรรมชั่วนะครับ คนส่วนมากพอพูดถึงกรรม ก็นึกแต่กรรมชั่วอย่างเดียว) มีแนวโน้มที่จะสนองผล แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปตามนั้นร้อยเปอร์เซ็นต์ ย่อมมี “โอกาส” หรือ “เงื่อนไข” ใหม่เข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย

โอกาส หรือเงื่อนไข ที่ว่านี้ก็คือ กรรมใหม่ที่เราทำนั้นเอง สมมติว่าเราทำกรรมชั่วบางอย่างไว้ เรามีโอกาสทำกรรมดีในเวลาต่อมา และทำบ่อยๆ ทำมากๆ ด้วย กรรมชั่วที่ทำไว้ก่อนนั้น มันก็รอจังหวะจะสนองผล

ดุจสุนัขกำลังไล่ล่าเนื้อ แต่กรรมดีใหม่ๆ ที่เราทำไว้ก็มีมาก มันอาจทำให้กรรมเก่านั้นเบาบาง หรือจางหายไปจนไม่สามารถให้ผลเลยก็ได้

หลักวิชาเรื่องกรรมมีว่า
– กรรมบางอย่างทำแล้วให้ผลทันตาเห็น หรือให้ผลไม่ช้าไม่นานหลังจากทำ เช่น อาจเป็นเดือนนั้น ปีนั้น
– กรรมบางอย่างไม่ให้ผลทันที แต่จะให้ผลในกาลข้างหน้า เช่น เดือนหน้า ปีหน้า หรือชาติหน้า
– กรรมบางอย่างให้ผลในโอกาสต่อๆ ไป เช่น เดือนต่อๆ ไป หรือปีต่อๆ ไป หรือชาติต่อๆ ไป
– กรรมบางอย่างไม่มีโอกาสให้ผลเลย กลายเป็นอโหสิกรรมไป

ดูอย่างองคุลิมาลโจรสิครับ ฆ่าคนมากมายหลายชีวิต แต่ในบั้นปลายแห่งชีวิต ได้พบพระพุทธองค์ ได้ฟังธรรมบรรลุเป็นพระอรหันต์ กรรมชั่วที่ทำไว้ จ้องจะ “ตะครุบ” อยู่พอดี แต่ “เงื่อนไขใหม่” ที่แรงกว่า (คือการบรรลุพระอรหันตผล) มาขัดจังหวะพอดิบพอดี

กรรมที่ทำไว้ก็เลยกลายเป็น “อโหสิกรรม”

เจ๊าไปเลย มันเป็นอย่างนั้นเสียล่วย!

ทุกอย่างเป็นอนิจจัง กฎแห่งกรรมก็ตกอยู่ในความเป็นอนิจจัง เปลี่ยนแปลงได้ และคนที่จะเปลี่ยนก็คือตัวเราเอง

ใครเผลอทำอะไรไม่ดีไว้ ก็ไม่ต้องตกใจรีบสร้างความดีด้วยการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา และอื่นๆ อีก (มีอะไรบ้างจะนำมาเล่าทีหลัง)

ทำให้บ่อยๆ ทำให้มากๆ สิ่งเหล่านี้จะช่วย “สลายพลังกรรมชั่ว” ทีละนิดๆ จนกระทั่งหมดไปในที่สุด
19  สุขใจในธรรม / เสียงธรรมเทศนา - เอกสารธรรม - วีดีโอ / ทำดีลบล้างความชั่วได้หรือไม่? เมื่อ: 01 มิถุนายน 2561 14:55:57


ขอขอบคุณภาพประกอบจาก : chonburipost.com

ทำดีลบล้างความชั่วได้หรือไม่?
ผู้เขียน : ศาสตราจารย์ (พิเศษ) เสฐียรพงษ์ วรรณปก
ตีพิมพ์ใน หนังสือมติชนสุดสัปดาห์ หน้า ๗๑ ฉบับที่ ๑๙๗๐ ประจำวันที่ ๑๘-๒๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๑
----------------------------------

คนส่วนมากมักจะคิดว่า “กฎแห่งกรรม” เป็นกฎตายตัว เป็นอย่างใดก็คงอยู่อย่างนั้น ไม่เปลี่ยนแปลง

เห็นจะต้องขออนุญาต “จับเข่าคุย” เสียตรงนี้ (จะให้จับไหมเนี่ย) ว่ากฎแห่งกรรมนั้นเป็นหนึ่งในบรรดา ๕ กฎคือ

๑. พืชนิยาม กฎแห่งการสืบพันธุ์ หรือพันธุกรรม เช่น เมล็ดมะม่วงก็ย่อมงอกงามออกมาเป็นต้นมะม่วง จะเป็นต้นทุเรียนไปไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น นี้ก็เป็นกฎของธรรมชาติอย่างหนึ่ง

๒. อุตุนิยาม กฎธรรมชาติเกี่ยวกับอุณหภูมิ หรือปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆ โดยเฉพาะดิน น้ำ อากาศ และฤดูกาล เช่น เย็น ร้อน หนาว ฟ้าร้องฟ้าฝ่า เป็นต้น นี้ก็เป็นกฎธรรมชาติอย่างหนึ่ง

๓. จิตตนิยาม กฎธรรมชาติเกี่ยวกับการทำงานของจิต เช่น การที่จิตรับรู้เรื่องราวต่างๆ แวบไปโน่นไปนี่ได้รวดเร็วเหลือเชื่ออย่างไร จิตมันทำงานอย่างไร เป็นต้น นี้เป็นกฎธรรมชาติอย่างหนึ่ง

๔. กรรมนิยาม กฎแห่งกรรม คือกฎธรรมชาติว่าด้วยการกระทำ และการให้ผลของการกระทำ เช่น ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว นี้เป็นกฎธรรมชาติอย่างหนึ่ง

๕. ธรรมนิยาม กฎแห่งธรรมดาของสรรพสิ่ง เช่น สิ่งทั้งหลายมีการเกิดขึ้นแล้วย่อมแปรเปลี่ยนดับสลายไปในที่สุด พูดง่ายๆ ว่าทุกสิ่งไม่แน่นอน เกิดขึ้นมาแล้วย่อมเปลี่ยนแปลงและดับสลายไปตามเหตุปัจจัย

กฎที่ ๕ นี้ครอบคลุมทุกกฎที่กล่าวมาข้างต้น กฎแห่งกรรมก็เป็นหนึ่งใน ๕ กฎนั้น เพราะฉะนั้น กฎแห่งกรรมจึงเปลี่ยนแปลงได้ มิใช่กฎตายตัว

เมื่อกฎแห่งกรรมมันเปลี่ยนแปลงได้ แล้วแต่เงื่อนไขใหม่ๆ ที่จะมาผันแปร หรือสนับสนุนให้มันเป็นไปในทางใด คนที่ทำความไม่ดีมาก่อน ความไม่ดีนั้น จริงอยู่แนวโน้มจะให้ผลไม่ดีแก่ผู้กระทำมีอยู่ เพียงรอโอกาสที่เหมาะจะให้ผล

บังเอิญว่าคนคนนั้นมากระทำความดีมากมายเพิ่มขึ้นในเวลาต่อมา ความดีนั้นอาจจะมี “พลัง” ละลายความชั่วให้หายไป หรือหมดโอกาสจะให้ผลเลยได้

ในทำนองเดียวกัน คนที่เคยทำความดีมามาก ภายหลังกลับทำความชั่วมากขึ้นกว่าเดิม ความดีที่เคยมี ก็อาจจะ “จางลง” ไปได้

เรื่องนี้ไม่ยกตัวอย่างคงจะกระจ่างยาก

ผมขอยกตัวอย่างที่รับรู้กันได้ง่ายๆ สักเรื่องหนึ่ง สมมติว่า เรามีบ่อน้ำที่มีน้ำสกปรกมากอยู่บ่อหนึ่ง การที่เราจะทำน้ำให้สะอาดอาจมีหลายวิธี แต่วิธีหนึ่งที่ง่ายๆ ก็คือ ไขน้ำที่สะอาดเข้าไปให้มากๆ

น้ำใหม่ที่สะอาดนั้นก็จะเข้าไปละลายน้ำเก่าให้เป็นเนื้อเดียวกัน สักพักน้ำในบ่อนั้นก็จะใสสะอาดจนกระทั่งดื่มกินได้

คำถามก็คือ น้ำที่สกปรกมันหายไปไหน ตอบว่า มันก็อยู่ตรงนั้นแหละ แต่มันเจือจางไปกลายเป็นน้ำที่สะอาดขึ้นมาแล้ว

ในเรื่องความดีความชั่วก็เช่นเดียวกัน เราเคยทำดีมามาก ภายหลังกลับทำความชั่วมากกว่า ความดีก็ละลายหายไปโดยอัตโนมัติ หรือเคยทำชั่วมา แต่ภายหลังทำความดีมากขึ้นๆ ความดีนั้นก็จะทำให้ความชั่วหมดไปได้
 
อย่างนี้เราจะเรียกว่า ทำชั่วลบล้างความดี ทำดีลบล้างความชั่วได้ไหม

จะว่ามัน “ล้าง” กันตรงๆ เหมือนเอาผงซักฟอกล้างคราบสกปรกก็ไม่ใช่ดอกครับ

เพียงแต่ว่า ความดี (บุญ) ถ้ามันมีมากขึ้นๆ มันก็ทำให้ความชั่ว (บาป) ที่มีอยู่เดิมละลายหายไปได้ คือไม่สามารถให้ผล หรือความชั่ว (บาป) เมื่อมีมากขึ้นๆ มันก็สามารถทำให้ความดี (บุญ) อันตรธานไปเช่นเดียวกัน


มีพุทธภาษิตรับรองไว้ว่า (ขอยกมาอ้างเพื่อความขลัง)

ยัสสะ ปาปัง กะตัง กัมมัง กุสะเลนะ ปะหิยะติ

โสมัง โลกัง ปะภาเสติ อัพภา มุตโตวะ จันทิมา


ใครทำความชั่วไว้ ภายหลังละได้ด้วยการทำความดี เขาผู้นั้นย่อมทำโลกนี้ให้สว่างไสว ดุจพระจันทร์พ้นจากเมฆหมอก ส่องสว่างกลางหาวฉะนั้น

แปลไทยเป็นไทยก็ว่า ใครก็ตามเคยทำชั่วไว้ ต่อมากลับทำความดีไว้มากๆ ความชั่วก็หายไป คนเช่นนี้เรียกว่า พบแสงสว่างแห่งชีวิตในโลกนี้ เหมือนพระจันทร์ไม่ถูกเมฆหมอกบดบัง

คงจะจำพระองคุลิมาลกันได้ ในอดีตท่านได้ก่อกรรมทำเข็ญไว้มาก ฆ่าคนมาเป็นร้อยๆ ตามหลักของกรรม ความชั่วที่ท่านทำจะต้องตามสนองไม่เร็วก็ช้า แต่บังเอิญว่าท่านพบพระพุทธเจ้า ได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์ เลิกละวางทางแห่งความชั่วร้าย ออกบวชบำเพ็ญพรต จนได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์

เงื่อนไขใหม่ที่ท่านทำนี้มีมาก และมีพลังทำให้เงื่อนไขเก่าเปลี่ยนแปลงไป พูดง่ายๆ ก็ว่า ทำความดีจนถึงที่สุดแล้ว ความชั่วที่เคยมีมาก็หมดโอกาสให้ผลเอง จะเรียกว่ามันหายไปหมดไปเลยก็ได้ เหมือนน้ำสกปรกในบ่อ เมื่อมีน้ำสะอาดไหลเข้ามากๆ มันก็ละลายหายไปเองดังกล่าวมาแล้วข้างต้น

หลักกฎแห่งกรรมตรงนี้ทำให้เราได้คิดว่า เราสามารถ “ลิขิต” ชีวิตตัวเองได้

ถ้าเรารู้ตัวว่าเราเคยไม่ดีมาก่อน (ไม่อยากใช้คำว่า “ทำชั่ว”) ใช่ว่าเราจะเป็นอย่างนั้นชั่วอมตะนิรันดร์กาลก็หาไม่ เราสามารถทำให้ชีวิตเราดีขึ้น ด้วยการพยายามปรับปรุงตัวเอง ทำความดีให้มากๆ ขึ้น เช่น ให้ทาน รักษาศีล บำเพ็ญสมาธิภาวนา ในที่สุดเราก็จะกลายเป็นคนละคน

เพราะฉะนั้น อยากได้อะไร อยากเป็นอะไรในอนาคต ก็ทำเอาเองเถิด สร้างเหตุปัจจัยที่จะอำนวยผลในทางนั้น ไม่ต้องไปฝากชีวิตทั้งชีวิตไว้กับการเซ่นสรวงบูชา อ้อนวอนภูตผีเทวดาโดยไม่จำเป็น

พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า กัมมุนา วัตตะตี โลโก แปลให้ฟังชัดๆ ว่า คนเราจะเป็นอะไรก็เพราะการกระทำของเราเอง ภูตผีเทวดาไม่เกี่ยว

ครับ ใครไม่เกี่ยวก็ถอยไป
20  สุขใจในธรรม / ประวัติพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ในยุคปัจจุบัน / Re: ประวัติพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล วัดดอนธาตุ จ.อุบลราชธานี เมื่อ: 31 พฤษภาคม 2561 15:56:28


•  กลับเยี่ยมคำบง หล่อพระพุทธรูป
ผู้เฒ่าชาวบ้านคำบง (บ้านเกิดพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต) เล่าว่า เมื่อท่านหลวงปู่มั่นได้ออกจากภูหล่น ท่านได้เดินธุดงค์กับพระอาจารย์ของท่าน (คือท่านพระอาจารย์เสาร์) ไปทางฝั่งลาว แถบฟากซ้ายแม่น้ำโขง ได้เล่าต่ออีกว่าภายหลังจากกลับจากไปธุดงค์ ท่านได้นำทอง ของเก่าแก่หลายอย่างจากทางฝั่งลาวและไทยมาหลอมรวมกัน หล่อเป็นพระพุทธรูปได้ ๒ องค์ ที่สถานที่ชื่อกุดเม็ก โดยทำเตาหลอม เททองหล่อพระด้วยตัวของท่านเอง ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้มีบางท่านก็ว่าท่านหลวงปู่มั่นร่วมกับพระอาจารย์ของท่านได้ช่วยกันหล่อพระพุทธรูปให้ชาวบ้านคำบงไว้ท่านละองค์ องค์ใหญ่นั้นเป็นของพระอาจารย์ท่านหล่อ อีกองค์ที่เล็กกว่านั้นเป็นฝีมือของท่านหล่อเอง ซึ่งพระพุทธรูปสององค์นี้เป็นทองสัมฤทธิ์ ขนาดหน้าตักราว ๗-๙ นิ้ว ข้าพเจ้าคาดไม่ถึงว่าจะมีน้ำหนักมากมายจนเกือบยกไม่ขึ้นปานนี้ ต่อเมื่อได้ยกพิจารณาดูอย่างละเอียดใกล้ชิดแล้ว จึงได้ทราบว่าเป็นพระพุทธรูปที่หล่อตันทั้งองค์ จะมีกลวงนิดหน่อยก็ตรงส่วนฐานของพระพุทธรูปเท่านั้นเอง พระพุทธรูป ๒ องค์นี้ ชาวบ้านคำบงและพระสงฆ์ทั้งหลายพากันเคารพหวงแหนมาก โดยได้เก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัยมาจนถึงทุกวันนี้

• พ.ศ.๒๔๔๙-พ.ศ.๒๔๕๘
สืบค้นหาประวัติไม่ได้

ประวัติท่านพระอาจารย์เสาร์ ณ ห้วงเวลาต่อจากนี้ไปอีกประมาณร่วม ๑๐ ปี (ถึง พ.ศ.๒๔๕๘) ได้ขาดหายไป ไม่มีปรากฏหลักฐานในที่ใดให้สืบค้น เพื่อสืบสานให้เรื่องราวได้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง จึงขอนำข้อความในประวัติของหลวงปู่มั่นที่เกี่ยวเนื่องในปี พ.ศ.๒๔๕๘ มาดำเนินเรื่องต่อไป ดังนี้...

• พ.ศ.๒๔๕๘
หลวงปู่มั่นโปรดโยมมารดา

ท่านหลวงปู่มั่นนั้น ท่านมีความกตัญญูกตเวทีต่อบุพการีของท่านเป็นอย่างสูงยิ่ง หลังจากท่านได้ชี้แนะแนวธรรมบางประการแก่ครูอาจารย์ของท่านแล้ว (รายละเอียดมีแจ้งอยู่ในหนังสือประวัติหลวงปู่มั่น) ท่านยังไม่ลืมที่จะกลับบ้านคำบงบ้านเกิดของท่าน ซึ่งได้ตั้งใจไว้ว่าท่านจะโปรดโยมมารดาด้วยธรรมทั้งหลายที่รู้มาแล้ว ยังความปีติยินดีแก่โยมมารดาของท่านเป็นยิ่งนัก ท่านได้เล่าถึงการธุดงค์ บุกป่า ฝ่าเขา เข้าเถื่อนถ้ำ ผจญภยันตรายนานัปการ ทั้งในประเทศและออกนอกประเทศไปทางพม่า ข้ามไปทางดินแดนประเทศลาว ตลอดกระทั่งแม้การพากเพียรปฏิบัติ จนได้รับแสงสว่างอันสมควรแห่งธรรมที่สุดประเสริฐเลิศล้ำนี้

และท่านก็เทศน์โปรดโยมมารดา ชี้แนะให้เห็นหนทางแห่งความพ้นทุกข์ ซึ่งโยมมารดาจันทร์มีความยินดีเป็นยิ่งนัก เกิดมีศรัทธาอย่างแรงกล้าได้ลาลูกหลานออกบวชเป็นชีโดยมีท่านพระอาจารย์เสาร์เป็นผู้บวชให้ ซึ่งบางท่านว่าบวชที่บ้านคำบง บางท่านกล่าวว่าได้ติดตามไปบวชชีที่ภูผากูด คำชะอี


• พ.ศ.๒๔๕๙ ถ้ำจำปา ภูผากูด ท่านอยู่ยาวนานร่วม ๕ ปี
พ.ศ.๒๔๕๙ ท่านพระอาจารย์เสาร์ พำนักจำพรรษาอยู่ที่ถ้ำภูผากูด ต.หนองสูง อ.คำชะอี จ.นครพนม (ปัจจุบันนี้ขึ้นกับจังหวัดมุกดาหาร) ปัจจุบันภูผากูดเป็นภูเขาขนาดกลางลูกหนึ่งในหมู่เทือกเขาแถบนี้ สามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากในหมู่บ้าน ต.หนองสูง อ.คำชะอี ตั้งอยู่ห่างไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ราว ๕ ก.ม.เท่านั้น  โดยแยกเข้าทางบ้านคันแท ต.หนองสูง อ.คำชะอี เดินลัดตัดทุ่งนาไปถึงเชิงเขามีป่าโปร่งเป็นที่พักสงฆ์มีนามว่า วัดถ้ำจำปากันตสีลาวาส  มองขึ้นไปตามไหล่เขาจะเห็นจุดที่เป็นเพิงผานี้อยู่สูง  ขึ้นไปพอประมาณ มีทางวกวนขึ้นไปถึงข้างบน ซึ่งมีลานตรงกลางโล่งๆ เป็นหลืบถ้ำใต้ชะง่อนเพิงผา ถ่ายเทอากาศได้ดี มีชื่อเรียกว่า “ถ้ำจำปา” มีศาลาไม้ยกพื้นสูงเพียงเอว สร้างขึ้นใต้เพิงผานี้ชื่อ “ศาลาธรรมสภามังคลา” ห่างออกไปทางขวามือจะเป็นถ้ำลักษณะเดียวกันแต่เล็กกว่าเรียก “ถ้ำแม่ขาว” (แม่ขาวคือแม่ชี) ว่ากันว่าเป็นที่พักของแม่ชีจันทร์ผู้เป็นมารดาของท่านหลวงปู่มั่นนั่นเอง ส่วนถัดไปทางซ้ายมือจะมีพระพุทธรูปใหญ่ปูนปั้นประดิษฐานบนแท่นหินและปูน หันหลังพิงหน้าผา ต่ำลงมาตรงแท่นข้างซ้ายมีรอยพระพุทธบาทจำลองอยู่ด้วย เลยไปอีกเป็นเนินขวางทางเดินต้องปีนบันไดขึ้นไป ใต้เพิงผาเป็นที่นั่งภาวนาพิจารณาธรรม สภาพป่าเป็นป่าโปร่งไม่เป็นดงทึบมากนัก มีป่าไผ่ ไม้เต็ง ไม้รัง ไม้แดง ไม้มะค่าอยู่

ด้วยความรอบรู้ชำนาญชีวิตป่า ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้หาสถานที่พอเหมาะสม ถ้ำที่พักก็อยู่ไม่สูงจนเกินไป ป่าก็โปร่งดีไม่ทึบอับชื้น ข้างล่างมีลำธารน้ำไหลผ่าน สมัยก่อนนั้นพ่อแม่ครูบาอาจารย์เล่าว่าแถวนี้เต็มไปด้วยเสือ ส่งเสียงหยอกล้อกันเพ่นพ่าน ทำให้พระเณรต้องหมั่นเร่งภาวนาจิตอย่างยิ่งยวด ซึ่งสถานที่แห่งนี้เองเป็นที่ที่ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้เลือกพำนักอยู่ท่ามกลางแมกไม้สัตว์ป่าอย่างสงบยาวนานร่วม ๕ ปี

อยู่มาวันหนึ่ง ท่านพระอาจารย์เสาร์ได้ทราบถึงวาระจิตท่านหลวงปู่มั่น ว่าเดินทางติดตามหาท่าน และจวนจะถึงภูผากูดนี่แล้ว ท่านก็ได้เตรียมตัวคอยรับศิษย์รักที่จากกันมานานอย่างยินดียิ่ง เมื่อท่านหลวงปู่มั่นเดินทางมาถึง ได้ผ่านลำธารก่อนขึ้นถ้ำเข้ากราบนมัสการท่านพระอาจารย์เสาร์ทันที ทั้งสององค์ท่านได้สนทนาปราศรัยไต่ถามทุกข์สุขซึ่งกันและกันสมกับที่ได้จากกันไปเป็นเวลานาน แล้วท่านพระอาจารย์เสาร์ก็ได้ให้ท่านหลวงปู่มั่นพำนักจำพรรษาอยู่ด้วยกัน ซึ่งตลอดพรรษานี้ทั้งสององค์ท่านก็ได้ปรึกษาสนทนาธรรมปฏิบัติร่วมกันแทบทุกวัน

ความละเอียดตอนนี้ท่านหลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร เขียนถึงในประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโตว่า “อยู่มาวันหนึ่งท่านหลวงปู่มั่นเห็นว่าเป็นโอกาสอันดีจึงเอ่ยขึ้นว่า “ท่านอาจารย์ได้พิจารณาอริยสัจธรรมหรือไม่?

ท่านพระอาจารย์เสาร์ตอบว่า    ‘เราก็ได้พิจารณาเหมือนกัน’
ท่านหลวงปู่มั่นถามต่อ‘ได้ผลเป็นอย่างไรบ้าง?’
ท่านพระอาจารย์เสาร์‘ได้ผลเหมือนกัน แต่มันไม่ชัดเจน’
ท่านหลวงปู่มั่น‘เพราะเหตุอะไรครับ?’
ท่านพระอาจารย์เสาร์‘เราได้พยายามอยู่ คือพยายามพิจารณาถึงแก่ความ ความตาย
แต่ว่าบางคราวมันก็แจ่มแจ้ง และบางคราวมันก็ไม่แจ่มแจ้ง’
ท่านหลวงปู่มั่น‘ถ้าเช่นนั้น คงมีเรื่องอะไรเป็นเครื่องอยู่ หรือกระมัง?’
ท่านพระอาจารย์เสาร์‘เราพยายามพิจารณาอยู่เหมือนกัน แต่ก็หาสิ่งขัดข้องไม่ได้
ความจริงความสว่างของดวงจิตก็ปกติดีอยู่ แม้มันจะดีบ้าง ไม่ดีบ้าง
มันก็เป็นธรรมดาของสมาธิ แต่ว่าเมื่อจิตพิจารณาทีไร รู้สึกว่าไม่ก้าวไป’
ท่านหลวงปู่มั่น‘ถ้าเช่นนั้น คงมีเรื่องอะไรเป็นเครื่องห่วงอยู่ หรือกระมัง?’
ท่านพระอาจารย์เสาร์‘และเธอรู้ไหมว่า เรามีอะไรเป็นเครื่องห่วง’

ท่านหลวงปู่มั่นเห็นเป็นโอกาสที่จะถวายความรู้ครั้งอยู่ที่ถ้ำสาลิกาโน้น ที่ท่านได้ทราบวาระจิตของท่านพระอาจารย์เสาร์
‘ท่านอาจารย์คงห่วงเรื่องการปรารถนา พระปัจเจกโพธิ กระมังครับ’
พระอาจารย์เสาร์                   ‘แน่ทีเดียว! ในจิตใจเราตั้งอยู่ว่า จะขอให้รู้ธรรมเอง โดยมิต้องให้ใครมาแนะนำ
หรือบอกให้ และมันก็ตั้งอยู่ในใจของเรามาตลอด’
เมื่อได้เช่นนี้ท่านหลวงปู่มั่นจึงกราบขอโอกาส แล้วได้บอกกับพระอาจารย์เสาร์ว่า ‘ขอให้ท่านอาจารย์อย่าเป็นห่วงเลย ขอให้พิจารณาอริยสัจเพื่อความพ้นทุกข์เสียแต่ในชาตินี้เถิด เพราะกระผมเองก็ปรารถนาพระโพธิญาณ และกระผมก็ได้ละความปรารถนานั้นไปแล้ว เนื่องด้วยการท่องเที่ยวในสังสารวัฏนี้มันนานเหลือเกิน’

ในวันนั้นท่านพระอาจารย์เสาร์ต้องประหลาดใจ ที่ศิษย์ของท่านได้ล่วงรู้ถึงความจริงอันปรากฏมีอยู่ ณ ส่วนลึกที่สุดในใจท่าน ซึ่งเรื่องนี้ท่านเองไม่เคยปริปากบอกใครเลยแม้แต่น้อย ฉะนั้นจึงทำให้ท่านรู้สึกว่า ศิษย์ของท่าน คือท่านหลวงปู่มั่นนี้ต้องมีความดี ความจริง ความชัดเจนในใจอย่างแน่นอน


• พบวิมุตติแน่แล้ว
อยู่มาวันหนึ่งท่านพระอาจารย์เสาร์นั่งอยู่ที่สงัดเฉพาะองค์เดียว ท่านเริ่มการพิจารณาถึงอริยสัจ ได้รู้ ได้เห็นตามความเป็นจริงนั้น และในวันนั้นท่านก็ตัดเสียซึ่งความสงสัยได้อย่างเด็ดขาด พอจวนจะถึงกาลปวารณาออกพรรษา ท่านก็ได้ทราบชัดถึงความเป็นจริงทุกประการ ท่านจึงได้บอกกับท่านหลวงปู่มั่นว่า

ท่านพระอาจารย์เสาร์’เราได้เลิกการปรารถนาพระปัจเจกโพธิแล้ว และเราก็ได้เห็นธรรมตามความเป็นจริงแล้ว’

ท่านหลวงปู่มั่นได้ยินดังนั้น ก็เกิดปีติเป็นอย่างมาก และได้ทราบวาระจิตว่า “พระอาจารย์พบทางวิมุติแน่แล้วในอัตภาพนี้”  ซึ่งเรื่องนี้ท่านหลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี ได้แต่งไว้ในหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์ ภูริทตฺตเถระ เช่นกันว่า

ปรารถนาพระปัจเจกพุทธเจ้า  “ท่านพระอาจารย์เสาร์ เดิมทีท่านเคยปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า (ซึ่งการจะบรรลุสำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าได้นั้น จำต้องบำเพ็ญบารมี ท่องเที่ยวเกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ในวัฏสงสาร รับทุกข์ทรมานในภพชาติต่างๆ ต่อไปอีกหลากัปหลายกัลป์) เวลาออกบำเพ็ญเข้มข้น พอเร่งความเพียรเข้ามากๆ ใจก็รู้สึกประหวัดถึงความปรารถนาเดิมเพื่อความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า แสดงออกเป็นเชิงอาลัยเสียดายความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ยังไม่อยากนิพพานในชาตินี้ ท่านเห็นว่าเป็นอุปสรรคต่อความเพียรเพื่อความรู้แจ้งเห็นจริงซึ่งพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้ ท่านเลยอธิษฐานของดจากความปรารถนาเดิมนั้นเสีย และขอประมวลมาเพื่อความรู้แจ้งซึ่งพระนิพพานในชาตินี้ ไม่ขอเกิดมารับความทุกข์ทรมานบำเพ็ญบุญบารมีในภพชาติต่างๆ เพื่อความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าอีกต่อไป พอท่านปล่อยวางของดจากความปรารถนาเดิมแล้วนั้น การบำเพ็ญเพียรรู้สึกได้รับความสะดวกแลเห็นผลไปโดยลำดับ ไม่มีอารมณ์เครื่องเกาะเกี่ยวค้างคาเหมือนแต่ก่อน สุดท้ายท่านก็บรรลุถึงแดนแห่งความเกษม ดังใจหมาย”

ท่านหลวงตาพระมหาบัว เขียนเล่าไว้ต่อไปอีกว่า

นั่งสมาธิตัวลอย “พระอาจารย์เสาร์ ท่านมีแปลกอยู่อย่าง คือ เวลาที่ท่านเข้าที่นั่งสมาธิ ตัวของท่านชอบลอยขึ้นเหนือพื้นเสมอๆ บางครั้งตัวท่านลอยสูงขึ้นผิดสังเกตจนถึงกับท่านเองเกิดความแปลกใจในขณะนั้นว่า ตัวท่านน่าจะลอยขึ้นจากพื้นเป็นแน่แท้ เลยเผลอลืมตาขึ้นดูตัวเองว่าใช่ลอยขึ้นจริงๆ หรือไม่ พอลืมตาดูเท่านั้น ก็ปรากฏว่าตัวท่านตกวูบลงมาก้นกระแทกพื้นดังปังใหญ่ ต้องเจ็บเอวอยู่หลายวัน เพราะตัวท่านลอยขึ้นสูงจากพื้นจริงๆ ในขณะที่ท่านลืมตาดูตัวเองนั้น จิตได้ถอนออกจากสมาธิ จึงไม่มีสติยับยั้งไว้บ้าง ทำให้ท่านตกลงสู่พื้นอย่างแรง ในคราวต่อไปท่านจึงหาอุบาย เวลาท่านนั่งสมาธิพอรู้สึกตัวลอยขึ้นจากพื้น ท่านพยายามตั้งสติให้อยู่ในองค์ของสมาธิแล้วค่อยๆ ลืมตาดูตัวเอง ก็ประจักษ์ว่าตัวท่านได้ลอยขึ้นจริงๆ แต่คราวนี้ไม่ได้ตกวูบลงสู่พื้นเหมือนคราวแรก เพราะท่านตั้งสติคอยประคองจิตให้อยู่ในองค์สมาธิ ท่านจึงรู้เรื่องของท่านได้ดี

ลอยตัวหยิบของใต้หลังคา ท่านพระอาจารย์เสาร์ท่านเป็นผู้ที่มีความละเอียดถี่ถ้วนลึกซึ้งอยู่มาก แม้ท่านจะเห็นด้วยตาแล้วว่าตัวท่านลอยได้ แต่ท่านก็ยังไม่แน่ใจ ท่านจึงคิดวิธีพิสูจน์ได้โดยนำเอาวัตถุชิ้นเล็กๆ ขึ้นไปเหน็บไว้ใต้หลังคามุงกุฏิ แล้วกลับมาทำสมาธิ จนพอจิตสงบ และตัวเริ่มลอยขึ้นไปอีก ท่านพยายามประคองจิตให้ตั้งมั่นอยู่ในสมาธิ เพื่อตัวจะได้ลอยขึ้นไปจนถึงวัตถุเครื่องหมายที่นำไปเหน็บไว้ แล้วค่อยๆ เอื้อมมือจับด้วยความมีสติ ดึงเอาวัตถุนั้นติดมือลงมาโดยทางสมาธิภาวนา คือพอหยิบได้วัตถุนั้นแล้วก็ค่อยๆ ถอนจิตออกจากสมาธิ เพื่อกายจะได้ค่อยๆ ลงมาจนถึงพื้นอย่างปลอดภัย แต่ไม่ถึงกับให้จิตถอนออกจากสมาธิจริงๆ เมื่อท่านได้ทดลองจนเป็นที่แน่ใจแล้ว ท่านจึงเชื่อตัวเองว่าตัวของท่านลอยขึ้นได้จริงในเวลาเข้าสมาธิในบางครั้ง แต่มิได้ลอยขึ้นเสมอไป”



• เยี่ยงอย่างพระอาจารย์
ท่านปฏิบัติพระอาจารย์เสาร์เหมือนท่านเป็นพระนวกะ

ในระยะนั้นท่านหลวงปู่มั่น ได้พรรษาที่ ๒๖ ท่านได้ปฏิบัติท่านพระอาจารย์เสาร์เหมือนกับท่านเป็นพระใหม่ คือ ปฏิบัติตั้งแต่การล้างบาตร ซักจีวร ปูที่นอน ตักน้ำ ถวายสรง ถูหลังให้ทุกประการ แม้ท่านพระอาจารย์เสาร์จะห้ามอย่างไรก็ตาม ท่านก็ยังปฏิบัติต่อโดยมิได้มีอาการแข็งกระด้างแต่ประการใด นี่คือเยี่ยงอย่างของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ท่านมีความกตัญญูรู้คุณพระผู้เป็นอาจารย์ ส่วนท่านพระอาจารย์เสาร์ก็ยอมฟังคำแนะนำจากศิษย์ด้วยความตั้งอกตั้งใจ ไม่มีทิฐิถือตนเองเป็นอาจารย์เลย คุณธรรมของพระบุพพาจารย์ทั้งสองท่านช่างประเสริฐยิ่ง

• โยมแม่ชีจันทร์ ท่านติดตามมาอยู่ภูผากูด
ก่อนเข้าพรรษาในปีนี้ ก็ปรากฏว่า มารดาของท่านหลวงปู่มั่นซึ่งกระหายต่อการปฏิบัติธรรมอยู่มิวาย ท่านจึงอุตส่าห์เดินทางมาล้มลุกคลุกคลานไปตามวิบากของคนแก่คนเฒ่า ติดตามมาจนถึงถ้ำจำปา บนภูผากูด เพื่อศึกษาอบรมตนให้รู้แจ้งเห็นจริงในธรรมะปฏิบัติ เมื่อมาถึงถ้ำ ท่านพระอาจารย์เสาร์จึงได้กำหนดบวชชีให้อยู่ปฏิบัติ ณ ถ้ำบนภูผากูดนี้ โดยท่านได้จับจองเอาที่เงื้อมผาแถบนั้นแห่งหนึ่ง เรียกถ้ำแม่ขาว เป็นที่ปฏิบัติธรรม มารดาของท่านหลวงปู่มั่นท่านมีจิตใจมั่นคงเด็ดขาดแม้จะอยู่ในวัยของสังขารร่วงโรยก็ตาม แต่จิตภายในของท่านหาได้เสื่อมถอยไปตามสังขารไม่ กลับมีความแจ่มใสเบิกบานเป็นอย่างยิ่ง ถ้าแม้จิตใจไม่แน่วแน่จริงคงไม่สามารถฟันฝ่าอุปสรรคนำพาสังขารของท่าน ผ่านป่าผ่านดงที่มองไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน อีกทั้งต้องผ่านเส้นทางสัตว์ป่า จำพวกช้าง เสือ หมี งู ตะขาบป่ามาได้แน่ ด้วยจิตใจที่แจ่มใส มั่นคง สงบ เยือกเย็นนี้ เป็นผลในการภาวนาของแม่ชีจันทร์ ผู้เป็นมารดาของท่านหลวงปู่มั่นเป็นอย่างมาก การปฏิบัติของท่านก้าวหน้ามาก ท่านแม่ชีจันทร์ท่านได้เร่งความเพียรเป็นยิ่งยวด ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืนอยู่ ณ ภูผากูดแห่งนี้เอง นับว่าเป็นวาสนาของท่านแม่ชีจันทร์ที่มีท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านหลวงปู่มั่น จำพรรษาให้การแนะนำและอุบายธรรม


• พระอาจารย์สิงห์หายป่วยแล้วก็ตามมาพบกัน  
สำหรับท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ก็ออกติดตามท่านหลวงปู่มั่นมาติดๆ แต่ทว่าพอตอนก่อนจะถึงภูผากูด ก็เกิดมีอันล้มเจ็บเป็นไข้เสียก่อน จึงได้เดินทางกลับไปรักษาตัวอยู่ที่เมืองอุบลฯ ต่อเมื่อหายดีแล้ว จึงได้ออกติดตามมาอีกครั้ง จนมาพบที่ภูผากูดนี้เช่นกัน... หลังจากนั้นก็ได้ออกปฏิบัติจิต ติดตามท่านหลวงปู่มั่นต่อไปทุกหนแห่ง

จากบันทึกในหนังสือ อัตตโนประวัติพระราชนิโรธรังสี (เทสก์ เทสรังสี) กล่าวไว้ตรงกันว่า “...เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๙ พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม กับพระอาจารย์คำ ได้เดินรุกขมูลไปถึงบ้านนาสีดา อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี (อันเป็นบ้านเกิดขององค์ท่านหลวงปู่เทสก์) เป็นองค์แรก...เรากับบิดาของเราก็ได้ปฏิบัติท่าน ด้วยความเคารพและเลื่อมใสเป็นอย่างดียิ่งฯ”  และกล่าวว่าท่านพระอาจารย์สิงห์มีไข้ป่ากำเริบอยู่ตลอดเวลา หลังวันออกพรรษาปีนั้นแล้วองค์ท่านซึ่งขณะนั้นมีอายุได้ ๑๔ ปี ก็ติดตามท่านพระอาจารย์สิงห์กลับไปจังหวัดอุบลราชธานี จนต่อมาได้บรรพชาเป็นสามเณร แล้วอยู่เรียนต่อ เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๓ ส่วนท่านพระอาจารย์สิงห์ก็ออกเที่ยวรุกขมูลกลับมาทางจังหวัดนครพนม-สกลนคร เพื่อติดตามท่านหลวงปู่มั่นต่อไป


โปรดติดตามตอนต่อไป
p ๘๘
หน้า:  [1] 2 3 ... 156
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.844 วินาที กับ 26 คำสั่ง

Google visited last this page 9 ชั่วโมงที่แล้ว