[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
23 สิงหาคม 2562 08:26:23 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก เวบบอร์ด ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

  แสดงกระทู้
หน้า:  [1] 2 3 ... 173
1  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ห้องสมุด / Re: รอบโลก "คนดัง" เมื่อ: 20 สิงหาคม 2562 14:54:15

พระนางลิเวีย ดรูซิลลา

พระนางลิเวีย ดรูซิลลา (Livia Drusilla)

พระนางลิเวีย ดรูซิลลา (Livia Drusilla) เป็นมเหสีของพระจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันองค์แรก ถ้าเราไม่เรียกพระองค์ว่าเป็นราชินีก็ไม่ทราบจะเรียกว่าเป็นอะไร ธรรมดาภรรยาของจักรพรรดิเราก็ต้องเรียกว่าจักรพรรดินี แต่พระจักรพรรดิไม่ได้ตั้งพระนางให้เป็นจักรพรรดินีแล้วพระองค์ก็ไม่ทรงเรียกพระองค์เองว่าเป็นจักรพรรดิด้วย คนที่เรียนเรื่องพระจักรพรรดิองค์นี้จึงต้องทำความเข้าใจให้ดีว่าเวลาไหนพระองค์เองเรียกตำแหน่งของพระองค์เองว่ากระไร
พระนางลิเวีย ดรูซิลลา (Livia Drusilla) เป็นมเหสีของพระจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันองค์แรก

ถ้าเราไม่เรียกพระองค์ว่าเป็นราชินีก็ไม่ทราบจะเรียกว่าเป็นอะไร ธรรมดาภรรยาของจักรพรรดิเราก็ต้องเรียกว่าจักรพรรดินี แต่พระจักรพรรดิไม่ได้ตั้งพระนางให้เป็นจักรพรรดินี แล้วพระองค์ก็ไม่ทรงเรียกพระองค์เองว่าเป็นจักรพรรดิด้วย คนที่เรียนเรื่องพระจักรพรรดิองค์นี้จึงต้องทำความเข้าใจให้ดีว่าเวลาไหนพระองค์เองเรียกตำแหน่งของพระองค์เองว่ากระไร ทำไมเรื่องชื่อแค่นี้จะต้องทำให้เรื่องมันซับซ้อนด้วย เหตุผลมีอยู่ ถ้าเราพยายามปอกหัวหอมออกทีละชั้นเพื่อหาดูว่า ความจริงของเรื่องนี้เป็นอย่างไร แล้วเราก็จะเข้าใจปมจิตวิทยาของพระจักรพรรดิองค์แรกของจักรวรรดิโรมันได้ว่าพระองค์ทำให้เรื่องตำแหน่งของพระองค์เป็นเรื่องลึกลับซับซ้อนเพราะเหตุใด
 
พระจักรพรรดิองค์แรกของจักรพรรดิโรมันทรงมีพระนามเดิมเมื่อยังเป็นคนสามัญอยู่ว่า ออคตาเวียน (Octavian) พระองค์มีศักดิ์เป็นหลานชายของ จูลิอุส ซีซาร์ (Julius Caesar) ก็ซีซาร์คนที่เล่นรักกับ พระนางคลีโอพัตราน่ะแหละ  อาณาจักรโรมันสมัยที่ซีซาร์ยังมีชีวิตอยู่นั้น มีการปกครองเป็นระบอบสาธารณรัฐ ไม่มีพระเจ้าแผ่นดิน ไม่มีเจ้านาย แต่มีการแบ่งแยกคนในสาธารณรัฐนี้ออกเป็นคนชั้นสูง (Patricians) กับคนสามัญ (Plebeans) คนชั้นสูงมีอำนาจมาก มีเงินมีทองมาก ดูเผินๆก็เหมือนเป็นเจ้านาย แต่ประชาชนโรมันรังเกียจการมีพระเจ้าแผ่นดิน เพราะติดการเกลียดชังมาตั้งแต่ครั้งที่พระเจ้าแผ่นดินชาวอีทรัสกัน (Etruscan) เคยปกครองกรุงโรมอย่างกดขี่คนโรมัน ดังนั้นถึงแม้เมื่อได้รวมพลังกันขับไล่กษัตริย์ชาวอีทรัสกันหนีจากไปแล้ว แต่ผู้นำชาวโรมันก็ไม่มีใครกล้าตั้งตนเองเป็นกษัตริย์

ในสมัยต่อมา จูลิอุส ซีซาร์ เป็นผู้ที่รบเก่งมากได้พิชิตดินแดนของชาวกอล (ซึ่งต่อมาคือชาวฝรั่งเศส) ได้ทางด้านตะวันตกและยังได้อาณาจักรอียิปต์ทางด้านตะวันออก ซีซาร์เป็นผู้ที่ฉลาดเฉียบแหลม แล้วยังมั่งมีเงินทอง มีอิทธิพลมากจากการที่ตีได้ดินแดนต่างๆ จึงมีสมัครพรรคพวกมาก น่าที่ซีซาร์จะพยายามตั้งตัวเป็นกษัตริย์หรือเป็นจักรพรรดิได้ ซีซาร์จึงพยายามไต่เต้าที่จะเป็นใหญ่ ได้ทำการชิมลางโดยตั้งตนเองเป็นผู้เผด็จการ (Dictator) เมื่อเห็นรัฐสภาไม่ว่ากระไร ก็พยายามไต่เต้าต่อไปโดยตั้งตนเองเป็นผู้เผด็จการตลอดชีพ ไม่มีวาระการดำรงตำแหน่ง สิ่งนี้ก็คือการตั้งตนเองเป็นกษัตริย์หรือเป็นจักรพรรดินั่นเอง เพียงแต่ไม่ระบุตำแหน่งออกมาโดยตรงเท่านั้น  คราวนี้วุฒิสมาชิกไม่ยอม วุฒิสมาชิกหลายคนรวมกันแล้วราว ๓๐ คน ได้ทำการสังหาร จูลิอุส ซีซาร์ โดยการแทงข้างหลังในห้องรัฐสภานั่นเอง เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องที่โด่งดังมาก เพราะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ส่วนออคตาเวียนเป็นหลานชายแท้ๆของ จูลิอุส ซีซาร์ เป็นผู้รับมรดกของซีซาร์ถึงสามในสี่ตามพินัยกรรมของซีซาร์เอง  เมื่อเกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญนั้น ออคตาเวียนเพิ่งมีอายุได้ ๑๙ ปี เหตุการณ์จึงฝังใจของออคตาเวียนยากที่จะลืมได้ ออคตาเวียนเองก็เป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูง อยากจะเป็นใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน แต่ออคตาเวียนได้บทเรียนจากความตายของซีซาร์ ออคตาเวียนจึงไม่กล้าตั้งตัวเองเป็นจักรพรรดิ เขาพยายามทำความดีและทำผลงานของเขาออกแสดงทีละน้อยให้คนโรมันเห็นว่าเขาเป็นคนที่ชาวโรมันสมควรยกย่องให้เป็นผู้นำ

ที่สุดแล้วเขารบชนะศึกอียิปต์ ซึ่งมี พระนางคลีโอพัตรา กับ มาร์ค อันโตนี เป็นผู้นำอย่างขาวสะอาด กองทัพเรือของอียิปต์แตกอย่างไม่เป็นท่าในการยุทธที่อักติอุม (Actium) ในปี ๒๗ ก่อนคริสต์ศักราช ระหว่างนี้คนโรมันก็เห็นความดีความเก่งของออคตาเวียน และสมัครพรรคพวกของออคตาเวียนก็ตั้งตำแหน่งต่างๆ ที่เป็นตำแหน่งที่ไม่เคยมีอยู่ให้แก่ออคตาเวียนและเขยิบสูงขึ้นเรื่อยๆ เขาได้รับตำแหน่งเป็นกงสุล (Consul) แล้วต่อมาได้รับตำแหน่งเป็นอิมเพเรเตอร์ (Imperator ซึ่งหมายความว่าเป็นจักรพรรดิในทางทหาร) แล้วต่อมาก็ได้ตำแหน่งปริ๊นเซป (Princeps ซึ่งหมายความว่าเป็นวุฒิสมาชิกผู้มีอาวุโสที่สุด)

ต่อมาเมื่อชนะศึกอียิปต์แล้ววุฒิสภา ก็มอบตำแหน่งออกุสตุส (Augustus ซึ่งแปลว่าเป็นที่นับถือแก่เขา) ออคตาเวียนรักตำแหน่งนี้มากและเขาใช้ตำแหน่งนี้ในการลงนามมากกว่าตำแหน่งอื่น ตั้งแต่ปี ๒๗ ก่อนคริสต์ศักราชก็ไม่มีใครเรียกเขาว่าออคตาเวียนอันเป็นชื่อตัวอีกเลย คงเรียกว่าออกุสตุสในแทบทุกที่

กล่าวโดยสรุปก็คือถึงแม้ว่าออกุสตุสจะฉลาดและมีความยับยั้งชั่งใจมากจนไม่ยอมเรียกตัวเองว่าเป็นจักรพรรดิ (Emperor) แต่ในความจริงแล้วเขาคือจักรพรรดิของชาวโรมัน และนักประวัติศาสตร์ก็เริ่มนับปีแรกของการมีจักรวรรดิโรมัน ในปี ๒๗ ก่อนคริสต์ศักราช และเราก็ควรจะนับว่า พระนางลิเวีย ดรูซิลลา ซึ่งเป็นภรรยาของออกุสตุสว่าเป็นราชินี หรือเป็นจักรพรรดินีคนแรกของจักรวรรดิโรมันนั่นเอง

ลิเวีย ดรูซิลลา มีกำเนิดเป็นชนชั้นสูง (Patrician) บิดาชื่อ มาร์คุส ลิวิอุส ดรูซุส โคลดิอานุส (Marcus Livius Drusus Claudianus) บิดาเป็นบุตรเลี้ยงของกงสุลแห่งกรุงโรม ในปี ๙๑ ก่อนคริสตกาล ลิเวียได้รับการศึกษาอย่างดีและมีความสวยงามอย่างยิ่ง เป็นความงามแบบคลาสสิคเหมือนกับรูปสลักจากหินอ่อน เครื่องหน้าได้สัดส่วนที่นิยมกันว่างามในสมัย และเป็นผู้มีจริตกิริยาเป็นสง่าราวกับว่าเกิดมาเพื่อจะเป็นใหญ่  ลิเวียได้แต่งงานกับสามีคนแรกที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับเธอคนที่ชื่อ ไทเบอริอุส โคลดิอุส เนโร (Tiberius Claudius Nero) และในปี ๔๒ ก่อนคริสต์ศักราช ได้มีบุตรชายคนแรกให้ชื่อตามบิดาว่า ไทเบอริอุส  ในปี ๓๘ ก่อนคริสต์ศักราช เธอกำลังตั้งครรภ์บุตรชายคนที่ ๒ แต่ออคตาเวียนซึ่งขณะนั้นมีเงิน มีอำนาจมาก เพราะได้มรดกจากซีซาร์ดังกล่าวแล้ว ได้หลงรักลิเวียซึ่งเป็นภรรยาของคนอื่นอย่างหัวปักหัวปำ ซึ่งผิดกับนิสัยปกติของเขา ออคตาเวียนเป็นคนสุขุมรอบคอบ ช่างคิดช่างตรอง จะทำอะไรสักอย่างก็คิดแล้วคิดอีก แต่ความรักที่เขามีต่อลิเวียนี้เหมือนไฟไหม้ป่า เป็นครั้งเดียวในชีวิตที่เขาตกหลุมรักถึงอย่างนี้  เขาได้บังคับสามีของลิเวียให้หย่าขาดจากภรรยา และบังคับให้ลิเวียมาแต่งงานกับเขา ออคตาเวียนเป็นคนหนุ่มที่กำลังชาตาขึ้นสูง มีวาสนาบารมี สามีของลิเวียจึงต้องยอมหย่า ลิเวียจึงได้แต่งงานเป็นภรรยาของออคตาเวียน ในไม่ช้าออคตาเวียนก็ได้เป็นกงสุล เป็นอิมเพเรเตอร์ เป็นปริ๊นเซป แล้วได้เป็นออกุสตุส ซึ่งหมายความว่าเขาได้เป็นจักรพรรดิคนแรกของชาวโรมัน

ตลอดเวลาที่ออคตาเวียนได้ขยับตำแหน่งสูงขึ้นๆ จนถึงเป็นจักรพรรดิ เราไม่ทราบว่าลิเวียใช้ตำแหน่งเป็นอะไรแน่ แต่จะตำแหน่งอะไรก็ดูเหมือนไม่มีความสำคัญ ในเมื่อลิเวียเป็นภรรยาคนเดียวของพระจักรพรรดิ เป็นคนที่พระจักรพรรดิรักที่สุด มีอิทธิพลเหนือความคิดของพระจักรพรรดิอย่างมาก ออกรับแขกคู่กับพระจักรพรรดิอยู่เสมอ แต่ลิเวียไม่มีบุตรกับพระจักรพรรดิ จึงพยายามเชิดชูบุตรของตนเองกับสามีเก่าให้สืบราชสมบัติ พระจักรพรรดิก็ไม่มีบุตรคนอื่นอีก จึงรับเลี้ยงเด็กน้อยไทเบอริอุส ลูกติดภรรยาให้เป็นลูกบุญธรรมอย่างเต็มพระทัย

เพื่อแผ้วถางทางให้บุตรของตนได้เป็นจักรพรรดิองค์ที่ ๒ นักประวัติศาสตร์คาดเดาว่าลิเวียต้องหาทางกำจัดคนอื่นให้พ้นทางหลายคนด้วยกัน ในที่สุดพระจักรพรรดิออกุสตุสสวรรคตก่อนลิเวียในวันที่ ๑๙ สิงหาคม ค.ศ.๑๔ ลิเวียอยู่ต่อมาอย่างสตรีที่มีศักดิ์สูงที่สุดในแผ่นดิน เป็นพระมารดาของพระจักรพรรดิองค์ที่ ๒ คือจักรพรรดิไทเบอริอุส พระนางลิเวียทรงเรียกตำแหน่งของพระองค์ว่า จูเลีย ออกุสตา (Julia Augusta) คือชื่อจูเลียเป็นชื่อของผู้หญิงผู้มีศักดิ์ในสังคมโรมันสมัยนั้น ส่วนออกุสตาเป็นคำเพศหญิงของคำว่า ออกุสตุส ต่อมาในรัชกาลของหลานของพระองค์คือจักรพรรดิโคลดิอุส พระจักรพรรดิได้แต่งตั้งให้พระองค์เป็นเทพเจ้า (Deified) ตั้งรูปหินอ่อนไว้ในวิหารให้คนบูชาอย่างเทพเจ้าองค์หนึ่ง.


ราชินีในความทรงจำ นิตยสารสกุลไทย
2  สุขใจในธรรม / เสียงธรรมเทศนา - เอกสารธรรม - วีดีโอ / Re: ญาณสังวรธรรม (เทศนาพิเศษ) สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เมื่อ: 16 สิงหาคม 2562 18:00:39



ญาณสังวรธรรม
เทศนาพิเศษ
พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
-----------------------------------------
เถรกรณธรรมกถา*  
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
ยมฺหิ สจฺจญฺจ ธมฺโม จ            อหึสา สญฺญโม ทโม
ส เว วนฺตมโล ธีโร      โส เถโรติ ปวุจฺจตีติ ฯ

บัดนี้ จักรับพระราชทานถวายวิสัชนาพระธรรมเทศนา ในเถรกรณธรรมกถา ฉลองพระเดชพระคุณประดับพระปัญญาบารมี อนุรูปแด่พระกุศลทักษิณานุปทานที่สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์และสมเด็จพระเชษฐภคินีบพิตร เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ได้ทรงบำเพ็ญอุทิศถวายสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ในสัตตมวารที่ ๒ แต่วันเสด็จสิ้นพระชนม์ ในการนี้ สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารพระองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในการทรงบำเพ็ญพระกุศลทั้งนี้ (แทนสมเด็จพระราชชนนีและสมเด็จพระเชษฐภคินีบพิตร ซึ่งยังประทับอยู่ ณ ต่างประเทศ)

การพระราชกุศลที่สมเด็จพระบรมราชชนนีได้ทรงบำเพ็ญนี้ เป็นไปตามวิธีในพระพุทธศาสนา เป็นทานมัยบุญ บุญสำเร็จด้วยทาน เพราะทรงทำการบริจาคบ้าง เป็นสีลมัยบุญ บุญสำเร็จด้วยศีล เพราะทรงสมาทานสีลมัยบ้าง เป็นภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยภาวนา เพราะทรงตั้งพระหฤทัยสดับพระธรรมเทศนาบ้าง ทางพระพุทธศาสนาแสดงว่า บุญที่ได้บำเพ็ญแล้วเมื่อผู้บำเพ็ญอุทิศส่วนให้แก่ผู้อื่น ย่อมเกิดเป็นบุญขึ้นอีกอย่างหนึ่ง เรียกปัตติทานมัยบุญ บุญสำเร็จด้วยการให้ส่วนบุญ และเมื่อผู้อื่นนั้นได้ทราบและได้อนุโมทนาก็เกิดเป็นบุญขึ้นอีกอย่างหนึ่งเรียกอนุโมทนามัยบุญ บุญสำเร็จด้วยการอนุโมทนา ส่วนบุญแก่ผู้อนุโมทนานั้นเอง และผู้อนุโมทนานั้นก็ได้รับผลแห่งอนุโมทนามัยบุญของตน  นอกจากนี้ การที่ทรงบำเพ็ญพระกุศลนี้ยังเป็นการทรงแสดงความคารวะบูชาอย่างยิ่งในสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ตามควรแก่สมัย

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ได้ทรงเพียบพร้อมด้วยพระวุฒิสมบัติ เป็นที่พึงเคารพบูชาอย่างยิ่ง เพราะทรงบริบูรณ์ด้วยพระชาติสมบัติ พระคุณสมบัติ พระธนสมบัติ โดยพระชาติ ได้ทรงสมภพโดยขัตติยชาติในเบื้องต้น และได้ทรงบรรพชาอุปสมบทโดยอริยชาติตามพระธรรมวินัยในลำดับมา โดยพระคุณได้ทรงประพฤติการที่เป็นคุณเกื้อกูลแก่พระองค์ (อัตตหิตะ) บ้าง การที่เป็นคุณเกื้อกูลแก่ผู้อื่น (ปรหิตะ) บ้าง ในการที่เป็นคุณเกื้อกูลแก่พระองค์นั้น ได้ทรงศึกษาเล่าเรียนตามสมัย และทรงได้รับการอบรมมาด้วยดี ทำให้ทรงมีความรู้ความสามารถและความประพฤติดีมาตั้งแต่เบื้องต้น เมื่อได้ทรงเข้ามาสู่พระธรรมวินัยนี้แล้ว ก็ได้ทรงตั้งพระหฤทัยศึกษาพระปริยัติธรรม และปฏิบัติพระธรรมวินัยโดยเคร่งครัด ทั้งได้ทรงสนพระหฤทัยในวิชาการบางอย่าง เช่นภาษาวรรณคดี กวีนิพนธ์ตลอดถึงตำรายาเกร็ดของหทย ส่วนในการที่เป็นคุณเกื้อกูลแก่ผู้อื่นนั้น ได้ทรงร่วมปฏิบัติกิจการของมหามกุฏฯ ได้ทรงร่วมจัดการศึกษาในหัวเมือง และได้ทรงร่วมช่วยในการปกครองคณะสงฆ์ กล่าวคือ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ทรงตั้งมหามกุฏราชวิทยาลัยขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามกุฏ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เคยทรงเป็นนักเรียนของมหามกุฏฯ เป็นครูของมหามกุฏฯ เป็นกรรมหามกุฏฯ เป็นนายกกรรมการมหามกุฏฯ และเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดขอให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสเป็นประธานจัดการศึกษาในหัวเมือง ได้ทรงเป็นผู้อำนวยการศึกษามณฑลจันทบุรี ต่อมา เมื่อประกาศใช้พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.๑๒๑ ได้ทรงเป็นเจ้าคณะมณฑลจันทบุรี และมณฑลอื่นในต่อมา ในการปกครองคระสงฆ์ส่วนกลางได้ทรงเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม และได้ทรงเป็นประธานกรรมการมหาเถรสมาคมในคราวหนึ่ง และในสมัยใช้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ๒๔๘๔ ได้ทรงเป็นประธานคณะวินัยธร ในทางการวัดและการคณะธรรมยุต เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสสิ้นพระชนม์แล้ว ก็ได้ทรงปกครองวัดนี้สืบต่อไป ได้ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ให้บรรพชาอุปสมบทกุลบุตรและทรงอบรมสั่งสอนด้วยพระองค์เองตลอดมา ได้ทรงช่วยในการบริหารคณะธรรมยุตตามลัทธิจารีตของคณะ ซึ่งขึ้นตรงต่อเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต คือสมเด็จพระมหาสมณเจ้าพระองค์นั้น และสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ในลำดับมา ในส่วนสมณศักดิ์ได้ทรงได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ตั้งแต่ต้นมาโดยลำดับจนถึงสมเด็จพระราชาคณะ เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุตติกา แต่ได้ทรงบัญชาการคณะธรรมยุตเต็มที่ ในเมื่อสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ได้ทรงมอบ และได้สิ้นพระชนม์แล้ว ต่อมา ในรัชกาลที่ ๘ ได้ทรงรับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า สกลมหาสังฆปริณายก สืบมาถึงรัชกาลปัจจุบัน ได้ทรงประกอบศาสนกิจอันสำคัญยิ่ง คือได้ทรงเป็นพระราชอุปัธยาจารย์ ในคราวที่สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าเสด็จออกทรงพระผนวช และได้ประทับบำเพ็ญเนกขัมมปฏิบัติ ณ วัดบวรนิเวศวิหารนี้ตลอดเวลา ๑๕ วัน เป็นที่เจริญพระราชศรัทธาปสาทาธิคุณในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ต่อมา ได้โปรดสถาปนาให้ทรงกรม เป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงในพระราชทินนามเดิม เป็นที่ทรงบูชาสักการะอย่างยิ่งเป็นพิเศษ  สมเด็จพระสังฆราชเจ้าทรงเจริญด้วยพระคุณาสังการอื่นๆ อีกมาก ทั้งมีพระวัยวุฒิสูง พระวุฒิสมบัติทุกประการ ประกอบกันทำพระองค์ให้เป็นผู้สมควรเป็นองค์พระประมุขสงฆ์ เป็นผู้สมควรเคารพบูชาแห่งสมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนทั่วไป ดังที่ประจักษ์อยู่ สมเด็จพระสังฆราชเจ้าทรงเจริญด้วยพระวัยสมบัติยิ่งขึ้น พระโรคาพาธก็บังเกิดเบียดเบียนพระวรกายมากขึ้นตามกัน จนถึงต้องเสด็จไปประทับรักษาพระองค์ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และต้องทรงได้รับการผ่าตัดหลายครั้ง ถึงอย่างนั้น ก็ยังทรงผ่านพ้นอันตราย ทรงดำรงพระชนม์สืบมาได้โดยลำดับด้วยพระหฤทัยอันเข้มแข็ง กับด้วยความเฝ้ารักษาพยาบาลเป็นอย่างดีในพระบรมราชูปถัมภ์โดยพร้อมเพรียงทุกประการ แต่พระโรคาพาธก็บังเกิดทับทวีขึ้นโดยลำดับ จนสิ้นวิสัยที่พระวรกายจะดำรงอยู่ได้ จึงเสด็จสิ้นพระชนม์ดับไปตามธรรมดา เฉพาะพระพักตร์สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า ซึ่งได้รีบเสด็จพระราชดำเนินไปประทับเฝ้าอยู่จนวาระสุดท้าย แล้วโปรดฯ ให้จัดการพระศพด้วยพระอิสริยยศอย่างสูง และทั้งทางราชสำนักทั้งทางบ้านเมือง ก็ได้ถวายความเคารพตามวิธีนิยม

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า แม้เสด็จสิ้นพระชนม์แล้ว เพราะพระวรกายต้องสลายไปตามธรรมดาของสังขาร แต่พระคุณยังดำรงอยู่ เหมือนดังที่ปรากฏอยู่ในจิตใจของบรรดาบุคคลผู้รู้จักคุ้นเคย โดยเป็นพระคุณลักษณะพิเศษนั้นๆ แต่การบรรยายพระคุณตามที่บุคคลต่างๆ รู้จักอาจไม่ยุติ หากบรรยายอาศัยพระพุทธภาษิตอาจยุติได้โดยปริยายหนึ่ง ได้ทรงประกอบด้วยพระคุณคือ ความจริง ความตรง ความเป็นธรรม ความมีเมตตา ความสำรวม ความข่มใจ พระคุณเหล่านี้เป็นเครื่องชำระมลทินโทษ ทำให้พระองค์ทรงเป็นพระเถระที่แปลว่าผู้มั่นคงตามธรรม สมด้วยนัยพระพุทธภาษิต ณ เบื้องต้นว่า ยมฺหิ สจฺจญฺจ ธมฺโม จ เป็นต้น แปลความว่า สัจจะ ๑  ธรรม ๑  อหิงสา ๑  สัญญมะ ๑  ทมะ ๑  มีในผู้ใด ผู้นั้นแลเป็นผู้ทรงปัญญา



* ทรงแสดงเมื่อดำรงสมณศักดิ์ที่ พระธรรมวราภรณ์ ในการพระกุศลทักษิณานุปทาน ที่สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลทรงบำเพ็ญ ในสัตตมวารที่ ๒ แต่วันสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ณ ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร  วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๑




ญาณสังวรธรรม
เทศนาพิเศษ
พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
-----------------------------------------
อัปปมาทกถา*  
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
อปฺปมาทํ ปสํสนฺติ            ปุญฺญกิริยาสุ ปณฺฑิตาติ

บัดนี้ จักถวายวิสัชนาพระธรรมเทศนา ในทักษิณานุปทานกถา ฉลองพระเดชพระคุณประดับพระปัญญาบารมี ด้วยสมเด็จพระภคินีบพิตร เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ได้ทรงปรารภพระชนมายุที่เจริญมาโดยลำดับ นับได้ ๓ รอบปี คือ ๓๖ พรรษาบริบูรณ์ จึงทรงกำหนดการทรงบำเพ็ญพระกุศลฉลองพระชนมายุ ในเบื้องต้นได้ทรงกำหนดบำเพ็ญพระกุศลทักษิณานุปทาน น้อมอุทิศถวายสมเด็จพระบุรพการีพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมชนกนาถ เพื่อเป็นสิริสวัสดิพัฒนมงคลยิ่งขึ้นสืบต่อไป

อันอายุหรือชีวิตทั้งปวงย่อมมีบุพพการีผู้ทำอุปการะก่อน คือชนกชนนี หรือมารดาบิดาเป็นเบื้องต้น เมื่อสืบขึ้นไป ก็ย่อมมีบุพพาการีสูงๆ ขึ้นไปอีก นอกจากนี้ยังอาศัยบุคคลผู้อุปการะอื่นๆ อีกมาก อายุที่เจริญมาจึงเนื่องกับผู้อุปการะในทางต่างๆ เป็นอันมาก และความมีอายุเจริญถือว่าเป็นพร ผลอันประเสริฐ เป็นมงคล เหตุให้บรรลุถึงความเจริญ หรือผลเจริญ เป็นที่ปรารถนาต้องการกันทั่วไป เมื่ออายุดำเนินมาครบปีครบรอบโดยลำดับ ก็เป็นที่ยินดี และทำการฉลองต่างๆ แต่ผู้มีศรัทธาและปัญญาในพระพุทธศาสนาย่อมนิยมบำเพ็ญกุศลอุทิศให้ท่านผู้เป็นต้นเดิมและผู้อุปการะอายุให้ดำเนินมาส่วน ๑  บำเพ็ญกุศลฉลองอายุส่วน ๑  ทั้ง ๒ ส่วนเมื่อบำเพ็ญให้เป็นไปด้วยดีแล้ว ย่อมเป็นพร เป็นมงคล บังเกิดเพิ่มเติมแก่อายุ ยังอายุให้วัฒนะสถาพรสืบต่อไปตลอดกาลนาน

สมเด็จพระภคินีบพิตร ได้ทรงมีพระชนมายุเจริญมา นับว่าเป็นพร เป็นมงคล และทรงปรารภพระชนมายุที่เป็นพรเป็นมงคลนี้ ว่าทรงได้มาด้วยอาศัยสมเด็จพระบรมชนกนาถเป็นเบื้องต้น ทรงระลึกถึงพระราชคุณูปการ และพระราชหฤทัยที่เปี่ยมด้วยพระเมตตาพระกรุณานี้ชื่อว่ากตัญญู รู้อุปการะที่ท่านได้ทำแล้ว คือรู้พระคุณท่าน  ครั้นแล้ว ทรงบำเพ็ญพระกุศลน้อมอุทิศถวายแด่สมเด็จพระบรมชนกนาถ นี้ชื่อว่า กตเวที ประกาศอุปการะที่ท่านได้ทำแล้ว คือทำการสนองตอบแทนพระคุณท่าน ความกตัญญูกตเวทีนี้เป็นพรเป็นมงคลส่วนเหตุ อันจะเกิดพรมงคลส่วนผล สืบต่อพระชนมายุแห่งสมเด็จพระภคินีบพิตรให้เจริญส่วนหนึ่ง แม้สมเด็จพระบรมศาสดาก็ได้ตรัสไว้ว่า ภูมิ เว สาธุรูปานํ กตญฺญูกตเวทิตา ความกตัญญูกตเวทีเป็นภูมิชั้นของสาธุชนคนดี ดังนี้

อนึ่ง ท่านผู้ประสงค์ย่อมอุทิศส่วนกุศลที่ได้บำเพ็ญแล้วแก่เทพดา เรียกว่า บำเพ็ญเทวตาพลีอีกด้วย แม้สมเด็จพระบรมศาสดาก็ให้ไว้ในลิจฉวีอปริหานิยธรรมสูตรข้อหนึ่ง แปลความว่า กุลบุตรย่อมสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเทพยดาผู้รับที่ดี เทพดานั้นอันกุลบุตรนั้น สักการะ เคารพ นับถือ บูชาแล้ว ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรนั้นด้วยใจอันงามว่า ขอท่านจงเป็นอยู่ยืนนาน จงรักษาอายุให้ยืนยาวเถิด กุลบุตรนั้น อันเทพดาอนุเคราะห์ดังนั้นแล้ว อาจหวังความเจริญได้ ไม่มีความเสื่อม ดังนี้

สมเด็จพระภคนีบพิตร เมื่อทรงบำเพ็ญพระกุศลทักษิณานุปทาน ณ บัดนี้ (ในวันนี้) แล้วก็กำหนดจักทรงบำเพ็ญพระกุศลฉลองพระชนมายุต่อไป (ในวันพรุ่งนี้) เป็นอันได้ทรงอาศัยพรมงคลบำเพ็ญพรมงคล ต่อพรมงคลบริบูรณ์ตามทางพระพุทธศาสนา เพราะพรมงคลทั้งปวงในพระพุทธศาสนานั้น ส่วนผลมีอายุเป็นต้น ก็เกิดจากส่วนเหตุคือบุญกุศล  ฉะนั้น บัณฑิตคือคนดีคนฉลาดทั้งหลายจึงสรรเสริญความไม่ประมาทในการทำบุญ ดังพระพุทธานุสาสนีที่ยกขึ้นไว้ ณ เบื้องต้น ว่า อปฺปมาทํ ปสํสนฺติ ปุญฺญกิริยาสุ ปณฺฑิตา  แปลความว่า บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญความไม่ประมาทในบุญกิริยา ดังนี้

คำว่า บุญ เป็นชื่อของความสุข ดังพระพุทธภาษิตที่ตรัสเตือนไว้ว่า “ท่านทั้งหลายอย่ากลัวบุญเลย คำว่าบุญเป็นชื่อของความสุข”  ดังนี้ ฉะนั้น บุญมีอยู่ในบุคคลใดในที่ใด บุคคลนั้นที่นั้นก็มีสุข แม้จะขัดข้องบ้าง ก็ไม่นาน เพราะบุญเป็นสิริที่ชักนำโภคสมบัติทั้งปวง ดังพระพุทธภาษิตว่า “สิริ โภคานมาสโย” สิริเป็นที่อาศัยแห่งโภคะทั้งหลาย” นี้เป็นบุญส่วนผล ใครๆ ก็จะแข่งกันในผลนี้มิได้ ดังคำเก่าว่า แข่งวาสนามิได้ แต่ก็เกิดจากบุญส่วนเหตุที่บุคคลผู้เป็นเจ้าของบุญส่วนผลนั้นได้ทำไว้แล้วเอง ดังมงคลข้อว่า “ปุพฺเพกตปุญฺญตา ความเป็นผู้มีบุญอันได้ทำแล้วในกาลก่อน” บุญที่เป็นส่วนเหตุนี้แปลว่าเครื่องชำระฟอกล้าง คือความดีอันเป็นเครื่องชำระฟอกล้างความชั่ว กล่าวสั้น บุญก็คือความดี บุญกิริยา การทำบุญ ก็คือ ทำความดี โดยย่อมี ๓ คือ

๑. ทาน การให้ การบริจาค เพื่อสงเคราะห์ อนุเคราะห์ บูชา เพื่อกำจัดความโลภ ความตระหนี่ในจิตใจ
๒. ศีล ความประพฤติเป็นปกติเรียบร้อยดีงามทางกายทางวาจา ด้วยความตั้งใจงดเว้นความประพฤติชั่วประพฤติผิดต่างๆ เป็นเครื่องกำจัดโทสะในจิตใจ
๓. ภาวนา ความอบรมใจให้สงบตั้งมั่น อบรมปัญญาให้รู้เห็นถูกต้องตามเป็นจริง เป็นเครื่องกำจัดโมหะความหลงในจิตใจ บุคคลผู้ประมาทปราศจากสติย่อมกลัวบุญ เกลียดบุญ เมินเฉย ไม่ประสงค์บุญ แต่ย่อมพอใจในการทำบาปต่างๆ อันตรงกันข้าม ส่วนบุคคลผู้ไม่ประมาท มีสติรักษาตน ย่อมไม่กลัวบุญ ไม่เกลียดบุญ ไม่เมินเฉยในบุญ ย่อมขวนขวายประกอบการบุญต่างๆ ตามโอกาสตามสามารถ  ฉะนั้น คนดีคนฉลาดทั้งหลายจึงสรรเสริญความไม่ประมาทในบุญกิริยาทั้งหลายด้วยประการฉะนี้

สมเด็จพระภคินีบพิตร ได้ทรงอาศัยพรมงคลอาศัยบุญ ทรงบำเพ็ญพรมงคล ทรงบำเพ็ญบุญ อันรวมลงในทาน คือ ภาวนา ทรงน้อมอุทิศส่วนพระกุศลถวายแด่สมเด็จพระบรมชนกนาถ ด้วยพระกตัญญูกตเวทิตาคุณ ขออำนาจพระกุศลทักษิณานุปทานทั้งนี้ ที่ตั้งอยู่ดีแล้วในพระสงฆ์ จงเป็นผลสัมฤทธิ์ๆ สำเร็จเป็นพระราชหิตสุขแด่สมเด็จพระราชบุรพการี พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมชนกนาถ สมตามที่ทรงตั้งพระหฤทัยอุทิศถวายโดยฐานะทุกประการ



* ทรงแสดงเมื่อดำรงสมณศักดิ์ที่ พระสาสนโสภณ ถวายสมเด็จพระเจ้าภคนีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ในการที่ทรงบำเพ็ญในเบื้องต้นแห่งการบำเพ็ญพระกุศลฉลองพระชนมายุครบ ๓ รอบปี คือ ๓๖ พรรษาบริบูรณ์ วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๔
3  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ใต้เงาไม้ / Re: โคลงโลกนิติ : คาถาสุภาษิตจากคัมภีร์โบราณ กับคำอธิบายความ เมื่อ: 15 สิงหาคม 2562 18:22:19
.

    ภาพวาดครูเหม เวชกร

พระจันทร์โอภาสด้วยราตรี
แสงสว่างแผ้วพันสี       . ส่องหล้า
กษัตริย์อ่าอินทรีย์     เรืองรุ่ง งามนา
บุตรที่ดีรุ่งหน้า       พวกพ้องพงศ์พันธุ์ ฯ

           อธิบายความ
             ความเปล่งปลั่ง สว่างสุกใสของแสงจันทร์ จะปรากฏในค่ำคืนราตรีที่มืดมิด
            โลกสว่างไสว มองเห็นสิ่งต่างๆ ชัดเจน ด้วยพระอาทิตย์สาดแสง
            พระราชา แลดูสง่างาม มีอำนาจเหนือปวงชนทั้งหลาย  เมื่อฉลองพระองค์ทรงเครื่องขัตติยราชแบบกษัตริย์
            บุตรที่ดี จะเป็นผู้มีความเจริญก้าวหน้า และเป็นผู้สร้างชื่อเสียง เชิดชูวงศ์ตระกูล



เมียมากจุ่งระมัดหมั้นตัวตน
มันย่อมหามนต์ดล       . คิดร้าย
รักนักมักหลงกล     การเสน่ห์
ควรประหยัดอย่าหง้าย       จักสิ้นเสียตัว ฯ

           อธิบายความ
             ผู้ที่มีใจฝักใฝ่ในเรื่องชู้สาว มีภรรยาหลายคน ให้พึงระมัดระวัง
            อาจถูกภรรยาบางคนคิดร้าย ผูกมัดให้มั่นด้วยเสน่ห์ยาแฝด  ให้ชายบังเกิดความรักตัวจนหลงใหลถอนตัวไม่ขึ้น  
            จึงควรระมัดระวัง อย่าเป็นผู้จมอยู่กับกิเลส กระทำตนเป็นคนเจ้าชู้ เพราะปลายทางชีวิตมักจบลงด้วยการถูกปอกลอก
            สูญเสียทั้งทรัพย์สินเงินทองและเกียรติยศชื่อเสียง
 


ว่าเมียมีมากล้ำหลายเมีย
เมียหนึ่งยกยอเยีย       . อย่างแหม้
เมียหนึ่งส่ายทรัพย์เสีย     ศูนย์จาก ตนนา
เมียหนึ่งทำโทษแท้       เที่ยงให้ฉิบหาย ฯ

           อธิบายความ
             โคลงสุภาษิตบทนี้ ท่านสอนว่า
            • ภรรยา จำแนกได้มากมายหลายประเภท
            • ภรรยาเสมอแม่ เป็นภรรยาที่ดีมาก มีความดีงามเสมอกับแม่ ช่วยเกื้อกูลสามี มีความรักต่อสามีอย่างสุดซึ้ง ไม่เคยทอดทิ้งแม้ยามทุกข์ยาก
            • ภรรยาโจร  ภรรยาประเภทนี้เป็นคนล้างผลาญ สร้างหนี้สิน เก็บงำทรัพย์ไว้ไม่อยู่ จะยักยอกทรัพย์ของสามีเสียให้หมด เพื่อความสุขของตัวเอง
            • ภรรยาล้างผลาญทำลาย (ภรรยาผู้เสมอด้วยเพชฌฆาต)  เป็นภรรยาที่มีจิตใจคิดไม่ดี ไม่สนในการงานทั้งปวง เป็นผู้ขี้เกียจ ชอบทำร้าย ชอบด่าทอสาปแช่ง คิดฆ่าสามี หรือมีชู้กับชายอื่น  
 

 
หญิงประทุษฐ์ร้ายทำเล่ห์ซ้อน    เหนือชาย
คิดคดมุ่งมั่นหมาย       ค่ำเช้า
คอยไข้ป่วยปางตาย     อับลาภ
เอาพิษเพิ่มภักษ์เข้า       เหตุนั้นควรถวิล ฯ

           อธิบายความ
             ผู้ชายควรใคร่ครวญให้ดีว่า ไม่พึงเลือกหญิงที่มีลักษณะดังต่อไปนี้มาเป็นคู่ครอง  
            ผู้หญิงชั่วช้า เจ้าเล่ห์มารยาให้ผู้อื่นหลงผิด ในใจมีแต่คิดทรยศ  พอสามีป่วยหนัก ขาดแคลนทรัพย์สินเงินทอง  
            ก็หาทางฆ่าเสีย โดยเอาสิ่งที่เป็นอันตรายต่อร่างกายผสมอาหารให้สามีกิน
 

ขอเชิญร่วมอธิบายความตามโคลงโลกนิติ เพื่อเพิ่มพูนสติปัญญา
และแก้ไขสิ่งที่ผู้โพสต์อาจตีความคลาดเคลื่อน  เผยแพร่แก่ผู้สนใจต่อไป
4  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ในครัว / แกงป่าหมู-มะเขือเปราะ สูตร/วิธีทำ เมื่อ: 14 สิงหาคม 2562 18:11:09



แกงป่าหมู-มะเขือเปราะ


ส่วนผสม
- สันคอหรือเนื้อสะโพกหมู     200 กรัม
- พริกแกงเผ็ด     1 ช้อนโต๊ะ
- พริกแดงเม็ดใหญ่     1 เม็ด
- พริกไทยอ่อน     1 ช่อ
- มะเขือเปราะ     3-4 ผล
- ใบมะกรูด     2-3 ใบ
- กระชาย      1 แง่ง (ราก)
- ใบโกระเพรา    
- น้่ำปลาดี น้ำตาลทราย ผงปรุงรส    

พริกแกงเผ็ด
- พริกแห้งเม็ดใหญ่         15-20 เม็ด
- กระเทียมไทย     3 หัว
- หอมแดง     5-7 หัว
- ข่าหั่นละเอียด     3/4 ช้อนโต๊ะ
- ตะไคร้ซอย     2 ช้อนโต๊ะ
- ผิวมะกรูดซอย     ½ ช้อนโต๊ะ
- กะปิ     2 ช้อนชา

* โขลกพริกแห้ง ข่า ตะไคร้ ผิวมะกรูด พอหยาบๆ ใส่กระเทียม หอมแดง โขลกให้ละเอียด ใส่กะปิโขลกให้เข้ากัน
(ส่วนผสมนี้ใช้ได้ 2-3 ครั้ง)


วิธีทำ
1. ล้างหมูให้สะอาด หั่นชิ้นขนาดพอคำ
2. ผัดพริกแกงกับน้ำมันพืชเล็กน้อยด้วยไฟอ่อนจนหอม  
3. ใส่หมู ผงปรุงรส กระชายบุบ ผัดให้เข้ากัน เติมน้ำสะอาด ½ ถ้วยตวง
4. พอเดือดน้่ำแกงเดือด ใส่มะเขือเปราะ พริกชี้ฟ้าหั่นแฉลบ พริกไทยอ่อน ใบมะกรูดฉีก กระเพรา ปรุงรสด้วยน้ำปลาดี และน้ำตาลทรายเล็กน้อย




ส่วนผสมแกงป่าหมู-มะเขือเปราะ


ผัดพริกแกงกับหมู ผงปรุงรส และกระชายให้เข้ากัน เติมน้ำสะอาดครึ่งถ้วยตวง


น้ำแกงเดือด ใส่มะเขือเปราะ มะเขือสุกดีแล้ว ใส่พริกชี้ฟ้า ใบมะกรูด พริกไทยอ่อน กระเพรา  ปรุงรสด้วยน้ำปลาดี และน้ำตาลทรายเล็กน้อย






5  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / Re: Did you know? เมื่อ: 14 สิงหาคม 2562 13:16:55



กาแฟโบราณ

น้ำชากาแฟ” เป็นเครื่องดื่มที่นิยมกินกันมานาน จนแทบไม่รู้ว่าน้ำชากับกาแฟอะไรมาก่อน

ร้านน้ำชาในสามสี่จังหวัดภาคใต้ ก็ไม่แยกขาย “ชาร้อน” หรือ “กาแฟร้อน” บางร้านถ้าร้องสั่ง “ฉ่งซำ” ก็จะได้ทั้งชาและกาแฟร้อนผสมกันในแก้วเดียว

ส.พลายน้อยเล่าไว้ในหนังสือ “เรื่องข้างสำรับ” (สำนักพิมพ์พิมพ์คำ พ.ศ.๒๕๕๙) ว่า คนไทยเพิ่งรู้จักกาแฟในสมัยรัชกาลที่ ๓

รัชกาลที่ ๓ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่สนใจเรื่องกาแฟ โปรดให้ข้าราชการน้อยใหญ่ปลูกต้นกาแฟบริเวณวัดราชประดิษฐ์ฯ ด้านตะวันออกของพระบรมมหาราชวังก็เคยเป็นสวนกาแฟมาก่อน  ทางฝั่งธนบุรีมีสวนกาแฟใหญ่ของสมเด็จพระเจ้าบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิษฐ์ บุนนาค) ขึ้นหน้าขึ้นตาถึงขั้นรับแขกเมืองอย่างเซอร์ จอห์น เบาว์ริ่ง ในสมัยรัชกาลที่ ๔

แต่คนไทยสมัยนั้นยังไม่เรียกกาแฟ เรียกกะแฝ่บ้าง เข้าแฝ่บ้าง กาแฝ่บ้าง

ฝรั่งนั้นเป็นต้นเล่าตำนานกำเนิดกาแฟว่า สมัยหนึ่งนานมาแล้ว พระอียิปต์ที่อพยพเข้าไปในอบิสสิเนีย สังเกตเห็นแพะที่เลี้ยงไว้ยืนลืมตาไม่เป็นอันหลับนอน ก็เฝ้าดูจนเห็นว่ามันไปกินใบไม้อย่างหนึ่งเข้าไป

พระลองรับประทานพืชต้นนั้นบ้าง ซึ่งก็คือกาแฟ ผลก็คือนอนไม่หลับเหมือนกัน

มีเรื่องหนึ่งเล่าว่า พวกนักปราชญ์กับพวกนักบวชในอาระเบียน เก็บเอากาแฟมาชงกินแบบชา (แสดงว่าชากินกันมาก่อนกาแฟ) ต่อมาพวกเปอร์เซียรู้จักเก็บเมล็ดกาแฟมาคั่ว ทำให้มีกลิ่นหอม เมื่อราวต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๑๓ กาแฟจึงได้รับความนิยม  

อาระเบียนเป็นประเทศแรกที่มีร้านกาแฟ มีคนนิยมไปนั่งจิบกันไป คุยกันไป  เรื่องคุยส่วนใหญ่เป็นเรื่องการเมือง ร้านกาแฟก็กลายเป็นสภากาแฟที่สุมหัวนินทาผู้มีอำนาจ พวกที่ถูกรุมนินทาจึงรวมหัวกันกำจัดโดยอ้างว่าผิดวินัยบัญญัติของพระศาสนา  เมืองเมกกะถูกบันทึกว่าเป็นเมืองที่สั่งให้ปิดร้านกาแฟเป็นแห่งแรกของโลก เมื่อปี ค.ศ.๑๕๑๑     กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ก็มีสภากาแฟ ผลก็คือถูกสั่งปิดเมื่อ ค.ศ.๑๕๓๔  กรุงสแตนติโนเปิล ประเทศอิตาลี สั่งปิดร้านกาแฟเมื่อปี ๑๕๓๔  ถึงตอนนั้นร้านกาแฟก็ยิ่งแพร่หลาย

ในประเทศฝรั่งเศส พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ มีกาแฟในงานพระราชทานเลี้ยงของพระราชสำนัก  ในอังกฤษ พระเจ้าชาลส์ที่ ๒ ทรงปรึกษาผู้พิพากษาหาทางสั่งปิดร้านกาแฟ แต่ปิดไม่ได้ ยิ่งสั่งปิดร้านกาแฟยิ่งเพิ่ม...อ่านประวัติกาแฟในสมัยโบราณ ก็ได้บทเรียนคือ “ยิ่งปิดก็ยิ่งเพิ่ม ยิ่งห้ามยิ่งยุุ”


คัดย่อจากบทความ “กาแฟโบราณ” คอลัมน์ชักธงรบ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ ๑๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒

บรรยากาศร้านกาแฟโบราณ ข้างศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์ - เจ้าแม่ทับทิม
อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ (๑๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๒)









6  สุขใจในธรรม / เกร็ดศาสนา / Re: พระวินัย ๒๒๗ พุทธบัญญัติจากพระไตรปิฎก (ปาราชิก ๔ สิกขาบท) เมื่อ: 13 สิงหาคม 2562 19:08:01

ปาจิตตีย์ อเจลกวรรคที่ ๕ สิกขาบทที่ ๖
(พระวินัยข้อที่ ๙๕)
ภิกษุรับนิมนต์แล้วไปที่อื่น โดยไม่บอกลา ต้องปาจิตตีย์

      ตระกูลอุปัฏฐากของท่านพระอุปนันทศากยบุตร นิมนต์ท่านพร้อมทั้งภิกษุทั้งหลายเพื่อให้ฉัน แต่ในเวลาก่อนภัต ท่านอุปนันท์ยังอยู่ในตระกูลทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายที่ไปถึงก่อน บอกทายกให้ถวายภัต แต่ทายกกล่าวว่า รอก่อน จนกว่าพระคุณเจ้าอุปนันท์จะมา ขอรับ แม้ครั้งที่สอง... แม้ครั้งที่สาม... ทายกก็กล่าวอย่างนั้น
       พระอุปนันท์มาถึงตระกูลที่นิมนต์ในเวลาบ่าย ภิกษุทั้งหลายไม่ได้ฉันภัตแล้ว ภิกษุทั้งหลายได้เพ่งโทษติเตียนท่าน... แล้วกราบทูล... ทรงติเตียนแล้วมีพระบัญญัติว่า...
       สมัยต่อมาตระกูลอุปัฏฐากของท่านอุปนันทศากยบุตร ได้ส่งของเคี้ยวไปให้สงฆ์ สั่งว่า ต้องมอบให้ท่านอุปนันท์เป็นผู้ถวายแก่สงฆ์  ขณะนั้นท่านอุปนันท์กำลังบิณฑบาตอยู่ในหมู่บ้าน ชาวบ้านที่นำมาได้ถามภิกษุทั้งหลาย รู้ว่าท่านกำลังอยู่ในหมู่บ้าน รับสั่งให้ภิกษุทั้งหลายรับประเคนไว้ จนกว่าท่านอุปนันท์จะกลับมา ท่านอุปนันท์คิดว่า การเป็นผู้เที่ยวไปในตระกูลทั้งหลายก่อนเวลาฉัน ทรงห้ามแล้ว จึงเข้าไปยังตระกูลทั้งหลายหลังเวลาฉัน บ่ายจึงกลับมา, ของเคี้ยวได้ถูกส่งกลับไปแล้ว
       ภิกษุทั้งหลายเพ่งโทษติเตียนท่าน... แล้วกราบทูล... ทรงมีพระอนุบัญญัติว่า...
       ภิกษุทั้งหลายรังเกียจไม่เข้าไปสู่ตระกูลในคราวถวายจีวรบ้าง จีวรจึงเกิดแก่งสงฆ์เพียงเล็กน้อย...
       ภิกษุทั้งหลายทำจีวร ต้องการเข็มบ้าง ด้ายบ้าง มีดบ้าง แต่รังเกียจ ไม่เข้าไปสู่ตระกูล...
       ภิกษุทั้งหลายอาพาธ มีความต้องการเภสัช แต่รังเกียจไม่เข้าไปสู่ตระกูล จึงกราบทูล... ตรัสว่า “เราอนุญาตให้บอกลาภิกษุซึ่งมีอยู่แล้วเข้าไปตระกูลได้”  แล้วทรงพระอนุบัญญัติว่า
       “อนึ่ง ภิกษุใด รับนิมนต์แล้ว มีภัตอยู่แล้ว ไม่บอกลาภิกษุซึ่งมีอยู่ ถึงความเป็นผู้เที่ยวไปในตระกูลทั้งหลาย ก่อนฉันก็ดี ทีหลังฉันก็ดี เว้นไว้แต่สมัย เป็นปาจิตตีย์ สมัยในเรื่องนั้น คือ คราวที่ถวายจีวร คราวที่ทำจีวร นี้เป็นสมัยในเรื่องนั้น”      
      
อรรถาธิบาย
       - ที่ชื่อว่า รับนิมนต์แล้ว คือ รับนิมนต์ฉันโภชนะ ๕ อย่างๆ ใดอย่างหนึ่ง
       - ที่ชื่อว่า มีภัตอยู่แล้ว คือ มีอาหารที่รับนิมนต์เขาไว้แล้ว
       - ภิกษุที่ชื่อว่า ซึ่งมีอยู่ คือ อาจที่จะบอกลาภิกษุก่อนเข้าไป
       - ภิกษุที่ชื่อว่า ซึ่งไม่มีอยู่ คือ ไม่อาจที่จะบอกลาก่อนเข้าไป
       - ที่ชื่อว่า ก่อนฉัน คือ ภิกษุยังไม่ได้ฉันอาหารที่รับนิมนต์เขาไว้
       - ที่ชื่อว่า ทีหลังฉัน คือ ภิกษุฉันอาหารที่รับนิมนต์เขาไว้แล้ว โดยที่สุดแม้ด้วยปลายหญ้าคา
       - ที่ชื่อว่า ตระกูล ได้แก่ ตระกูล ๔ คือ ตระกูลกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร (หรือบ้านของผู้มีศรัทธาทั้งหลาย)
       - คำว่า ถึงความเป็นผู้เที่ยวไปในตระกูลทั้งหลาย ความว่า ภิกษุก้าวล่วงสู่อุปจารเรือนของผู้อื่นต้องอาบัติทุกกฎ ก้าวเท้าที่ ๑ ล่วงธรณีประตู ต้องอาบัติทุกกฎ  ก้าวเท้าที่ ๒ ต้องอาบัติปาจิตตีย์
       - เว้นไว้แต่สมัย คือ ในคราวที่ถวายจีวร คือ เมื่อยังไม่ได้กรานกฐิน ๑ เดือน  ท้ายฤดูฝน เมื่อกรานกฐินแล้ว ๕ เดือน,  ในคราวที่ทำจีวร คือ เมื่อคราวกำลังทำจีวรอยู่

อาบัติ
       ๑. รับนิมนต์แล้ว ภิกษุรู้ว่า รับนิมนต์แล้วไม่บอกลาภิกษุ ซึ่งมีอยู่ ถึงความเป็นผู้เที่ยวไปในตระกูลทั้งหลายก่อนฉันก็ดี ทีหลังฉันก็ดี เว้นไว้แต่สมัย ต้องอาบัติปาจิตตีย์
       ๒. รับนิมนต์แล้ว ภิกษุสงสัย... ต้องอาบัติปาจิตตีย์
       ๓. รับนิมนต์แล้ว ภิกษุคิดว่ายังไม่ได้รับนิมนต์... ต้องอาบัติปาจิตตีย์
       ๔. ไม่ได้รับนิมนต์ ภิกษุคิดว่ายังไม่ได้รับนิมนต์... ต้องอาบัติทุกกฎ
       ๕. ไม่ได้รับนิมนต์ ภิกษุสงสัย... ต้องอาบัติทุกกฎ
       ๖. ไม่ได้รับนิมนต์ ภิกษุรู้ว่าไม่ได้รับนิมนต์... ไม่ต้องอาบัติ

อนาบัติ
       ภิกษุฉันในสมัย ๑  บอกลาภิกษุซึ่งมีอยู่แล้ว จึงเข้าไป ๑  ไม่ได้บอกลา เพราะไม่มีภิกษุอยู่แล้วเข้าไป ๑  เดินทางผ่านเรือนผู้อื่น ๑  เดินผ่านอุปจารเรือน ๑  ไปอารามอื่น ๑  ไปสู่สำนักภิกษุณี ๑  ไปสู่สำนักเดียรถีย์ ๑  ไปโรงฉัน ๑  ไปเรือนที่เขานิมนต์ฉัน ๑  ไปเพราะมีอันตราย (แห่งชีวิตและพรหมจรรย์) ๑  วิกลจริต ๑  อาทิกัมมิกะ ๑

สมนฺตปาสาทิกาอรรถกถา วินย.มหาวิ. ๒/๖๐๗-๖๐๘
      ๑. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้นพวกเธอจงรับประเคนแล้วเก็บไว้ดังนี้ เพื่อต้องการรักษาศรัทธาของตระกูล ก็ถ้าว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าพึงตรัสว่า พวกเธอจงแบ่งกันฉันเถิด พวกชาวบ้านจะพึงคลายความเลื่อมใส
      ๒. ภิกษุชื่อว่า มีอยู่ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไร?  ชื่อว่า ไม่มีด้วยเหตุมีประมาณเท่าไร?  คือ ภิกษุผู้อยู่ในสถานแห่งใดภายในวิหาร เกิดมีความคิดว่าจะเข้าไปเยี่ยมตระกูล จำเดิมแต่นั้น เห็นภิกษุใดที่ข้างๆ หรือตรงหน้า หรือภิกษุใดที่ตนอาจจะบอกด้วยคำพูดตามปกติได้ ภิกษุนี้ชื่อว่ามีอยู่ แต่ไม่มีกิจที่จะต้องเที่ยวไปบอกทางโน้นและทางนี้,  จริงอยู่ ภิกษุที่ตนต้องเที่ยวหาบอกลา อย่างนี้ชื่อว่าไม่มีนั่นเอง
      อีกนัยหนึ่ง ภิกษุไปด้วยทำในใจว่า เราพบภิกษุภายในอุปจารสีมาแล้วจักบอกลา พึงบอกลาภิกษุที่ตนเห็นภายในอุปจารสีมานั้น ถ้าไม่พบภิกษุ ชื่อว่าเป็นผู้เข้าไปไม่บอกลาภิกษุที่ไม่มี
      ๓. สิกขาบทนี้มีสมุฏฐานเหมือนกฐินสิกขาบท เกิดขึ้นทางกายกับวาจา ๑  ทางกายวาจากับจิต ๑  เป็นทั้งกิริยา ทั้งอกิริยา เป็นอจิตตกะ เป็นปัณณัติวัชชะ, กายกรรม วจีกรรม มีจิต ๓



ปาจิตตีย์ อเจลกวรรคที่ ๕ สิกขาบทที่ ๗
(พระวินัยข้อที่ ๙๖)
ภิกษุพึงยินดีปวารณาด้วยปัจจัยเพียง ๔ เดือน ยินดียิ่งกว่านั้น ต้องปาจิตตีย์

      เจ้ามหานามศากยะกล่าวปวารณาต่อสงฆ์ด้วยปัจจัยเภสัชตลอดชีวิต  วันหนึ่ง ท่านไปตำหนิพระฉัพพัคคีย์ว่า นุ่งห่มผ้าไม่เรียบร้อย  พระฉัพพัคคีย์โกรธ ปรึกษากันแล้วขอเนยใส ๑ ทะนาน  เจ้ามหานามะรับสั่งว่า พระคุณเจ้ารอก่อน คนกำลังไปยังคอกโคเพื่อนำเนยใสมา แต่พระฉัพพัคคีย์ก็ไม่ฟัง กล่าวขอถึง ๓ ครั้ง แล้วกล่าวว่า จะมีประโยชน์อะไรด้วยเนยใสที่ท่านไม่ประสงค์จะถวาย แต่ได้ปวารณาไว้ เพราะท่านปวารณาแล้วไม่ถวาย เจ้ามหานามะรับสั่งว่า ก็หม่อมฉันขอร้องว่า วันนี้โปรดคอยก่อน ทำไมพระคุณเจ้าจึงไม่คอยเล่า? แล้วเพ่งโทษติเตียนพระฉัพพัคคีย์  ภิกษุทั้งหลายได้ยิน จึงเพ่งโทษติเตียนพระฉัพพัคคีย์ แล้วกราบทูล... ทรงติเตียน... แล้วมีพระบัญญัติว่า  “ภิกษุมิใช่ผู้อาพาธ พึงยินดีปวารณาด้วยปัจจัยเพียง ๔ เดือน เว้นไว้แต่ปวารณาอีก เว้นไว้แต่ปวารณาเป็นนิตย์ ถ้าเธอยินดียิ่งกว่านั้น เป็นปาจิตตีย์”      
      
อรรถาธิบาย
       - คำว่า ภิกษุมิใช่ผู้อาพาธ พึงยินดีปวารณาด้วยปัจจัยเพียง ๔ เดือนนั้น ความว่า พึงยินดีปวารณาเฉพาะปัจจัยของภิกษุไว้ แม้เขาปวารณาอีก ก็พึงยินดีว่า เราจักขอชั่วเวลาที่ยังอาพาธอยู่ แม้เขาปวารณาเป็นนิตย์ พึงยินดีว่า เราจักขอชั่วเวลาที่ยังอาพาธอยู่
       - บทว่า ถ้าเธอยินดียิ่งกว่านั้น คือ การปวารณากำหนดเภสัชแต่ไม่กำหนดกาลก็มี กำหนดกาลแต่ไม่กำหนดเภสัชก็มี กำหนดทั้งเภสัชทั้งกาลก็มี ไม่กำหนดเภสัชไม่กำหนดกาลก็มี
       - ที่ชื่อว่า กำหนดเภสัช คือ เขากำหนดเภสัชไว้ว่า ข้าพเจ้าขอปวารณาด้วยเภสัชประมาณเท่านี้
       - ที่ชื่อว่า กำหนดกาล คือ เขากำหนดกาลไว้ว่า ข้าพเจ้าขอปวารณาในระยะกาลเท่านี้
       - ที่ชื่อว่า กำหนดทั้งเภสัชและกาลนั้น คือ เขากำหนดเภสัชและกาลไว้ว่า ข้าพเจ้าขอปวารณาด้วยเภสัชมีประมาณเท่านี้ ในระยะกาลเพียงเท่านี้
       - ที่ชื่อว่า ไม่กำหนดเภสัชไม่กำหนดกาล คือ เขาไม่ได้กำหนดเภสัชและกาลไว้ว่า ข้าพเจ้าขอปวารณาด้วยเภสัชมีประมาณเท่านี้ ในระยะกาลเพียงเท่านี้

อาบัติ
       ๑. ในการกำหนดเภสัช ภิกษุขอเภสัชอย่างอื่นนอกจากเภสัชที่เขาปวารณา ต้องอาบัติปาจิตตีย์
       ๒. ในการกำหนดกาล ภิกษุขอในกาลอื่นนอกจากกาลที่เขาปวารณา ต้องอาบัติปาจิตตีย์
       ๓. ในการกำหนดทั้งเภสัช กำหนดทั้งกาล ภิกษุขอเภสัชอย่างอื่น นอกจากเภสัชที่เขาปวารณา และในกาลอื่นนอกจากกาลที่เขาปวารณา ต้องอาบัติปาจิตตีย์
       ๔. ในการไม่กำหนดเภสัช ไม่กำหนดกาล... ไม่ต้องอาบัติ
       ๕. ในเมื่อต้องการของที่มิใช่เภสัช ภิกษุขอเภสัช ต้องอาบัติปาจิตตีย์
       ๖. ในเมื่อต้องการใช้เภสัชอย่างหนึ่ง ขอเภสัชอย่างหนึ่ง ต้องอาบัติปาจิตตีย์
       ๗. ยิ่งกว่านั้น ภิกษุรู้ว่ายิ่งกว่านั้น ขอเภสัช ต้องอาบัติปาจิตตีย์
       ๘. ยิ่งกว่านั้น ภิกษุสงสัย... ต้องอาบัติปาจิตตีย์
       ๙. ยิ่งกว่านั้น ภิกษุคิดว่าไม่ยิ่งกว่านั้น ขอเภสัช ต้องอาบัติปาจิตตีย์
     ๑๐. ไม่ยิ่งกว่านั้น ภิกษุคิดว่ายิ่งกว่านั้น... ต้องอาบัติทุกกฎ
     ๑๑. ไม่ยิ่งกว่านั้น ภิกษุรู้ว่าไม่ยิ่งกว่านั้น... ไม่ต้องอาบัติ

อนาบัติ
       ภิกษุขอเภสัชตามที่เขาปวารณาไว้ ๑  ขอในระยะกาลตามที่เขาปวารณาไว้ ๑  บอกขอว่าท่านปวารณาพวกข้าพเจ้าด้วยเภสัชเหล่านี้ แต่พวกข้าพเจ้าต้องการเภสัชชนิดนี้และชนิดนี้ ๑  บอกเขาว่า ระยะกาลที่ท่านได้ปวารณาได้พ้นไปแล้ว แต่ข้าพเจ้ายังต้องการเภสัช ๑  ขอต่อญาติ ๑  ขอต่อคนปวารณา ๑  ขอเพื่อประโยชน์แก่ภิกษุรูปอื่น ๑  จ่ายมาด้วยทรัพย์ของตน ๑  วิกลจริต ๑  อาทิกัมมิกะ ๑

สมนฺตปาสาทิกาอรรถกถา วินย.มหาวิ. ๒/๖๑๕
       ๑. ท้าวมหานามะ เป็นพระโอรสแห่งพระเจ้าอาของพระผู้มีพระภาคเจ้า แก่กว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเพียงเดือนเดียว เป็นพระอริยสาวก ดำรงอยู่ในผลทั้ง ๒ (เป็นพระสกทาคามี)
       ๒. “กำหนดเภสัช” เขาปวารณาด้วยอำนาจชื่อ คือ ด้วยเภสัช ๒-๓ อย่าง มีเนยใส และน้ำมัน เป็นต้น หรือด้วยอำนาจจำนวน คือ ด้วยกอบ ๑ ทะนาน ๑ อาฬหกะ ๑ เป็นต้น
       ๓. ไม่เป็นอาบัติแก่พวกภิกษุที่ขอต่อผู้ปวารณาไว้ ด้วยการปวารณาเป็นส่วนบุคคล เพราะการออกปากขอตามสมควรแก่เภสัชที่ปวารณาไว้, แต่ในเภสัชที่เขาปวารณาด้วยอำนาจแห่งสงฆ์ ควรกำหนดรู้ประมาณทีเดียวแล
       ๔. สิกขาบทนี้มีสมุฏฐาน ๖ เป็นกริยา เป็นอจิตตกะ เป็นปัณณัตติวัชชะ, กายกรรม วจีกรรม มีจิต ๓



ปาจิตตีย์ อเจลกวรรคที่ ๕ สิกขาบทที่ ๘
(พระวินัยข้อที่ ๙๗)
ภิกษุไปดูกระบวนทัพที่เขายกไปเพื่อจะรบกัน ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่มีเหตุ

      พระฉัพพัคคีย์ได้พากันไปดูกองทัพที่พระเจ้าปเสนทิโกศลยกออกแล้ว เมื่อพระราชาทอดพระเนตรเห็น ได้ตรัสถามว่า มาเพื่อประโยชน์อะไร พระฉัพพัคคีย์ถวายพระพรว่า อาตมภาพประสงค์จะเฝ้ามหาบพิตรรับสั่งว่า จะได้ประโยชน์อะไรด้วยการดูหม่อมฉันผู้เพลิดเพลินในการรบ พระคุณเจ้าควรเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ามิใช่หรือ
       ประชาชนพากันเพ่งโทษติเตียนพระฉัพพัคคีย์ ภิกษุได้ยินต่างติเตียน แล้วกราบทูล... ทรงมีพระบัญญัติว่า “อนึ่ง ภิกษุใด ไปเพื่อจะดูเสนาอันยกออกแล้ว เป็นปาจิตตีย์”
       สมัยต่อมา ลุงของภิกษุรูปหนึ่งป่วยอยู่ในกองทัพ เธอแจ้งแก่ภิกษุทั้งหลายๆ กราบทูล... ทรงมีพระอนุบัญญัติว่า“อนึ่ง ภิกษุใด ไปเพื่อจะดูเสนาอันยกออกแล้ว เว้นไว้แต่ปัจจัยมีอย่างนั้นเป็นรูป เป็นปาจิตตีย์”      
      
อรรถาธิบาย
       - ที่ชื่อว่า อันยกออกแล้ว ได้แก่ กองทัพซึ่งยกออกจากหมู่บ้านแล้ว ยังพักอยู่หรือเคลื่อนขบวนต่อไปแล้ว
       - ที่ชื่อว่า เสนา ได้แก่ กองทัพช้าง กองทัพม้า กองทัพรถ กองพลเดินเท้า ช้าง ๑ เชือก มีทหารประจำ ๑๒ คน, ม้า ๑ ม้า มีทหารประจำ ๓ คน, รถ ๑ คัน มีทหารประจำ ๔ คน กองพลเดินเท้า มีทหารถือปืน ๔ คน
       ภิกษุไปเพื่อจะดู ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ภิกษุละทัศนูปจารแล้วยังมองดูอยู่อีก ต้องอาบัติปาจิตตีย์
       - บทว่า เว้นไว้แต่ปัจจัยมีอย่างนั้นเป็นรูป คือ ยกเว้นมีเหตุจำเป็น

อาบัติ
       ๑. กองทัพยกออกไปแล้ว ภิกษุรู้ว่า ยกออกไปแล้ว ไปเพื่อจะดู เว้นไว้แต่ปัจจัยเห็นปานนั้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์
       ๒. กองทัพยกออกไปแล้ว ภิกษุสงสัย... ต้องอาบัติปาจิตตีย์
       ๓. กองทัพยกออกไปแล้ว ภิกษุคิดว่า ยังไม่ได้ยกออกไป... ต้องอาบัติปาจิตตีย์
       ๔. ไปเพื่อจะดูกองทัพแต่ละกอง ต้องอาบัติทุกกฏ
       ๕. ยืนดูอยู่ในที่ใดมองเห็นได้ ต้องอาบัติทุกกฎ
       ๖. ละสายตาแล้วยังมองดูอยู่อีก ต้องอาบัติทุกกฎ
       ๗. กองทัพยังไม่ได้ยกออกไป ภิกษุคิดว่า ยกออกไปแล้ว... ต้องอาบัติทุกกฎ
       ๘. กองทัพยังไม่ได้ยกออกไป ภิกษุสงสัย... ต้องอาบัติทุกกฎ
       ๙. กองทัพยังไม่ได้ยกออกไป ภิกษุรู้ว่ายังไม่ได้ยกออกไป... ไม่ต้องอาบัติ

อนาบัติ
       ภิกษุอยู่ในอารามมองเห็น ๑  กองทัพยกผ่านมายังสถานที่ภิกษุยืน นั่ง หรือนอน เธอมองเห็น ๑ ภิกษุเดินสวนทางไปพบเข้า ๑ มีเหตุจำเป็น ๑ มีอันตราย ๑ วิกลจริต ๑ อาทิกัมมิกะ ๑

สมนฺตปาสาทิกาอรรถกถา วินย.มหาวิ. ๒/๖๒๐-๖๒๑
       ๑. ช้าง ๑ เชือก มีทหารประจำ ๑๒ คน ดังนี้คือ พลขับขี่ ๔ คน พลรักษาประจำเท้าช้างเท้าละ ๒ คน = ๘ คน
       - ม้า ๑ ม้า มีทหารประจำ ๓ คน คือ พลขับขี่ ๑ คน พลรักษาประจำเท้า ๒ คน
       - รถ ๑ คัน มีทหารประจำ ๔ คน คือ สารถี (คนขับ) ๑ คน นักรบ (นายทหาร) ๑ คน พลรักษาสลักเพลา ๒ คน
       - พลเดินเท้า มีพลอย่างนี้ คือ ทหารถืออาวุธครบมือ ๔ คน
       กองทัพประกอบด้วยองค์ ๔ นี้ โดยกำหนดอย่างต่ำชื่อว่า เสนา เมื่อไปดูเสนาเช่นนี้เป็นทุกกฎทุกๆ ย่างเท้า
       - กองทัพถูกอะไรๆ บังไว้ หรือว่าลงสู่ที่ลุ่ม มองไม่เห็น คือ ภิกษุยืนในที่นี้แล้วไม่อาจมองเห็น เพราะเหตุนั้นเมื่อภิกษุไปยังสถานที่อื่นเพื่อดู เป็นปาจิตตีย์ทุกๆ ประโยค
       - บรรดาองค์ ๔ มีช้างเป็นต้น แต่ละองค์ๆ ชั้นที่สุดช้าง ๑ เชือก มีพลขับ ๑ คนก็ดี พลเดินเท้าอาวุธ ๑ คนก็ดี พระราชาชื่อว่าไม่ได้เสด็จยกกองทัพ (ยังไม่ครบองค์เสนา), เสด็จไปประพาสพระราชอุทยานหรือแม่น้ำ อย่างนี้ชื่อว่า ไม่ได้ทรงยาตราทัพ
       ๒. สิกขาบทนี้มีสมุฏฐานเหมือนเอฬกโลมสิกขาบท เป็นกิริยา เป็นอจิตตกะ เป็นโลกวัชชะ, กายกรรม อกุศลจิต (โลภมูลจิต)



ปมาทํ อปฺปมาเทน    ยถา นุทติ ปณฺฑิโต
ปญฺญาปาสาทมารุยฺห    อโสโก โสกินี ปชํ
ปพฺพตฎฺโฐว ภุมฺมฎฺเฐ    ธีโร พาเล อเวกฺขติ ฯ ๒๘ ฯ

เมื่อใดบัณฑิตกำจัดความประมาทด้วยความไม่ประมาท เมื่อนั้นเขานับว่า ได้ขึ้นสู่
ปราสาทคือปัญญา ไร้ความเศร้าโศก สามารถมองเห็นประชาชนผู้โง่เขลา ผู้ยัง
ต้องเศร้าโศกอยู่ เหมือนคนยืนบนยอดภูเขา มองลงมาเห็นฝูงชนที่ยืนอยู่บนพื้นดิน ฉะนั้น

When banishing carelessness by carefulness,
The sorrowless, wise one ascends the terrace of wisdom
And surveys the ignorant, sorrowing folk
As one standing on a mountain the groundlings.  
.
 ... ศาสตราจารย์ เสฐียรพงษ์ วรรณปก

no.28
7  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ใต้เงาไม้ / Re: การละเล่นพื้นบ้านของไทย เมื่อ: 12 สิงหาคม 2562 13:14:57

การเล่นกระโดดเชือก

การเล่นกระโดดเชือก

กระโดดเชือก  เป็นการเล่นกลางแจ้งของเด็กๆ ชนิดหนึ่ง การเล่นกระโดดเชือกมี ๓ แบบ คือ การกระโดดเชือกเดี่ยว การกระโดดเชือกคู่ และการกระโดดเชือกหมู่

๑. การเล่นกระโดดเชือกเดี่ยว ใช้เชือกยาวขนาดพอดีที่ตัวผู้เล่นจะลอดได้ เวลาเล่น ผู้เล่นจะจับปลายเชือกทั้งสองข้างแกว่งไปข้างหน้า แล้วกระโดดข้าม จะกระโดดทีเดียวทั้งสองขาหรือกระโดดทีละขาก็ได้ ถ้ากระโดดไปจนเหยียบเชือกก็ถือว่าหมดรอบ ในการกระโดดเชือกนี้อาจแกว่งเชือกไปข้างหลังก็ได้

๒. การเล่นกระโดดเชือกคู่ อาจเล่นกี่คู่ก็ได้ แล้วแต่ความพอใจของผู้เล่น เวลาเล่นผู้เล่นคนแรกแกว่งเชือกไปข้างหน้าและกระโดดไปด้วยสัก ๑ หรือ ๒ ครั้ง ส่วนผู้เล่นอีกคนหนึ่งจะกระโดดเข้าไปในวงเชือกขณะที่เชือกกระทบพื้นอาจหันหน้าเข้าหากันหรือหันหน้าออกก็ได้ ผู้เล่นทั้งสองกระโดดในจังหวะเดียวกัน กระโดดไปเรื่อยๆ จนกระทั่งผู้กระโดดนั้นสะดุดเชือก ก็ถือว่า "ตาย" ต้องออกไปแล้วผลัดให้ผู้แกว่งเชือกมากระโดดแทน

๓. การเล่นกระโดดเชือกหมู่ ผู้เล่นจะมีจำนวนเท่าใดก็ได้ ให้พอดีกับความยาวของเชือก ก่อนเล่นมีการจับไม้สั้นไม้ยาว ใครได้ไม้สั้นเป็นคนถือปลายเชือกทั้งสองข้าง ข้างละคน ผู้แกว่งเชือกทั้งสองคนจะแกว่งพร้อมกัน ส่วนผู้เล่นคนอื่นๆ ก็ยืนรออยู่ทางด้านซ้ายเพื่อสะดวกในการกระโดดเข้าไปในวงเชือก ถ้าเข้าทางซ้ายซึ่งเข้าได้ง่าย เรียกว่า "ลอด" ถ้าเข้าทางขวาซึ่งต้องกระโดดข้าม เรียกว่า "ข้าม" ส่วนมากคนที่เล่นเก่งจะเข้าทางข้าม เมื่อกระโดดไปได้สักพักแล้วเชือกหยุดแสดงว่ามีคนสะดุด ผู้เล่นที่ทำให้เชือกหยุดก็ถือว่า "ตาย" ใครทำให้เชือกหยุดก็ต้องเปลี่ยนไปเป็นผู้แกว่งเชือกแทน เพื่อให้ผู้แกว่งเดิมมีโอกาสเล่นบ้าง

การเล่นชนิดนี้ฝึกความว่องไว และการรู้จักพยุงตัว ปัจจุบันนี้ยังเป็นที่นิยม

ผู้เล่น  ไม่จำกัดจำนวนผู้เล่น

อุปกรณ์  เชือกยาวตามความต้องการแต่ละแบบ

ที่มา : สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคกลาง จัดพิมพ์โดย มูลนิธิสารานุกรม วัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์
8  นั่งเล่นหลังสวน / สยาม ในอดีต / Re: ขัติยราชปฏิพัทธ ของรัชกาลที่ ๒ เมื่อ: 11 สิงหาคม 2562 15:25:09

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ภาพจาก : wikimedia.org

ขัติยราชปฏิพัทธ รักเร้นของรัชกาลที่ ๒ (ต่อ)
ที่มา   ศิลปวัฒนธรรม ฉบับกุมภาพันธ์ ๒๕๔๗
ผู้เขียน   ปรามินทร์ เครือทอง
เผยแพร่ วันเสาร์ที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๒

วันหนึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จประทับอยู่ที่ซอง เปนวันสบายพระราชหฤทัย รับสั่งเล่าถึงเรื่องความเก่าๆ แต่ครั้งกรุงศรีอยุธยายังไม่เสียแก่พะม่าข้าศึกให้ท้าวนางฟัง ถึงที่สนุกสนานก็ทรงพระสรวลมีพระสุรเสียงอันดัง ตรัสอยู่ประมาณสักครึ่งชั่วทุ่ม ขณะนั้นเห็นได้ช่องคุณเสือจึงคลานเข้าไปใกล้พระองค์แล้วจึงทูลกระซิบว่า

“ขุนหลวงเจ้าขา ดิฉันจะทูลความสักเรื่องหนึ่ง แต่ขุนหลวงอย่ากริ้วหนา ถ้าขุนหลวงกริ้วดิฉันก็จะไม่ทูล”

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเมื่อได้ทรงสดับคำคุณเสือดังนั้น ก็เฉลียวพระทัยว่าน่าจะเปนความชอบกลอยู่ จึงรับสั่งว่า เออ พูดไปเถอะ กูไม่โกรธดอก

คุณเสือจึงกราบทูลว่า ดิฉันไม่เชื่อขุนหลวงที่รับสั่งว่าไม่กริ้ว ครั้นดิฉันทูลขึ้นแล้วขุนหลวงก็จะกริ้ววุ่นวายไป ถ้าอย่างนั้นขุนหลวงสบถให้ดิฉันเสียก่อน ดิฉันจึงจะทูล

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกจึงรับสั่งด่าว่าอีอับปรี บ้านเมืองลาวของมึงเคยให้เจ้าชีวิตรจิตรสันดานสบถหรือ กูไม่สบถ พูดไปเถิดกูไม่โกรธดอก

คุณเสือก็ทูลว่าดิฉันไม่เชื่อ แล้วก็ทำเปนคลานถอยออกมาเสียให้ห่างพระองค์

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงรับสั่งว่าอย่าเพ่อไป จะไปข้างไหน มาพูดไปเถอะ เองจะให้ข้าสบถว่ากระไร คุณเสือจึงทูลว่าดิฉันจะให้ขุนหลวงสบถว่าถ้าดิฉันทูลขึ้นแล้วขุนหลวงกริ้วให้ขุนหลวงตกนรกเท่านั้นแหละ

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกรับสั่งว่า เองจะมาให้ข้าสบถว่าไม่ให้โกรธนั้น ถ้ามีผู้ใดคิดร้ายต่อข้าเองมาบอกขึ้นก็จะห้ามไม่ให้โกรธ คนที่ใจเปนดังนี้บ้านเมืองของมึงมีอยู่หรือ

คุณเสือจึงทูลตอบว่าถ้าเปนเรื่องใครเขาคิดร้ายต่อพระองค์ดิฉันก็ไม่ทูลขอห้ามไม่ให้ขุนหลวงกริ้ว นี่ไม่ใช่เรื่องอย่างนั้น เปนแต่การเล็กน้อย ครั้นขุนหลวงทราบก็จะกริ้วกราดเปนมากเปนมายถึงแก่เฆี่ยนแก่ตี นิดก็เฆี่ยนหน่อยก็เฆี่ยน (ท่านทูลดังนี้คือท่านกลัวเหมือนเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ หลงเจ้าคุณที่ต้องรับพระราชอาญา ๓๐ ที)

ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกก็อยากจะใคร่ทรงทราบว่าเปนเรื่องอะไร จึงรับสั่งว่าพูดไปเถิดกูไม่เฆี่ยนดอก คุณเสือจึงทูลว่าถ้าขุนหลวงเฆี่ยนให้ขุนหลวงตกนรกหนา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกอึดอัดพระทัย ครั้นจะทรงนิ่งเสียคุณเสือก็จะไม่ทูลความ เรื่องราวจะตื้นลึกเปนประการใดก็จะใคร่ทรงทราบ จึงรับสั่งว่า เออ กูไม่เฆี่ยนดอก คุณเสือจึงเขยิบเข้าไปใกล้พระองค์แล้วค่อยกระซิบทูล ว่าแม่รอดเดี๋ยวนี้ท้องขึ้นมาได้ ๔ เดือน

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้ทรงสดับดังนั้นก็ทรงพระพิโรธยิ่งนัก จึงรับสั่งถามว่าท้องกับใคร คุณเสือจึงทูลว่าจะมีใครเล่า พ่อโฉมเอกของขุนหลวงนั่นซิ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกก็สงสัยพระทัยว่าจะเปนพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ หรือสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ ยังไม่ทรงทราบถนัด ด้วยทรงเห็นว่าสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์มีพระรูปพระโฉมงาม จึงระแวงพระทัยอยู่ แล้วรับสั่งถามว่าคนใหญ่หรือคนเล็ก คุณเสือจึงทูลว่าพ่อฉิมนั่นแหละเจ้าค่ะ และทูลต่อไปว่าน่ารักน่าชมสมกันจริงๆ มีลูกมีเต้าออกมาจะอุ้มจะชูก็ไม่น่ารังเกียจ ขุนหลวงอย่ากริ้วหนา

จึงรับสั่งว่ามึงเห็นดีไปคนเดียวเถิดซิ พี่น้องเขาอยู่ออกเปนก่ายเปนกอง เขาไม่รู้เขาก็จะว่ากูสมรู้ร่วมคิดเปนใจให้ลูกมาข่มเหงเขา อนึ่งทำดูถูกเทวดารักษารั้ววังไม่มีความเกรงกลัว ถ้าจะรักใคร่กันก็บอกกล่าวผู้ใหญ่ให้เปนที่เคารพนบนอบแต่โดยดี นี่ทำบังอาจเอาแต่ใจ ไม่คิดแก่หน้าผู้ใด รับสั่งบ่นมากมาย โดยเกรงกรมหลวงเทพหริรักษ์จะน้อยพระทัย และเกรงกรมพระราชวังบวรสถานมงคล กรมพระราชวังบวรสถานภิมุข จะติเตียนว่าทำการดูถูกพระราชวัง จึงรับสั่งให้ท้าวนางไปขับไล่กรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรฯ ให้เสด็จออกไปเสียจากพระบรมมหาราชวังในคืนวันนั้น และพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ นั้นเคยจัดสินค้าต่างๆ มาฝากลงสำเภาล่องไปขายเมืองจีน และซื้อของเมืองจีนล่องมาขายเมืองไทย ก็รับสั่งห้ามไม่ให้เจ้าพนักงานรับลงเรือดังแต่ก่อน และรับสั่งห้ามไม่ให้เสด็จเข้าไปเฝ้า

ฝ่ายกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรฯ ก็รับสั่งใช้ให้ข้าหลวงกับโขลนจ่าที่ในวังออกไปทูลแก่กรมหลวงเทพหริรักษ์ตามเหตุที่มีมานั้น ขอให้กรมหลวงเทพหริรักษ์จัดเรือมารับเสด็จในค่ำวันนี้ กรมหลวงเทพหริรักษ์เมื่อได้ทรงฟังเหตุซึ่งมีขึ้นดังนั้น ก็ทรงขัดเคืองพระทัย แต่จำเปนต้องอดกลั้น ด้วยท่านเปนผู้ใหญ่ จึงรับสั่งให้เจ้ากรมจัดเรือที่นั่งสำปั้นเก๋งมารับเสด็จกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรฯ ไปในค่ำวันนั้น

ฝ่ายพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ เมื่อได้ทรงทราบว่ากรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรฯ ไปอยู่วังกรมหลวงเทพหริรักษ์ ท่านก็เสด็จตามไปในค่ำวันนั้น เข้าเฝ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ทูลรับผิดชอบและทูลวิงวอนจะขอรับกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรฯ ไปไว้พระราชวังเดิม

กรมหลวงเทพหริรักษ์จึงรับสั่งว่า พ่อฉิมทำการดั่งนี้ห้าวหาญนัก เมื่อจะรักใคร่กันข้าก็เปนผู้ใหญ่อยู่ทั้งคน จะมาปรึกษาหารือ ว่าจะรักใคร่เลี้ยงดูกันตามประสาฉันญาติ ก็จะได้คิดผ่อนผันไปตามการโดยสมควร หรือจะกราบทูลให้ในหลวงจัดแจงตบแต่งให้เปนเกียรติยศ ชื่อเสียงก็จะได้ปรากฏไปภายหน้า บัดนี้มาทำแต่จุใจตัวไม่ง้องอนใคร จะมาพูดกันทำไมเล่า ในระหว่างนี้ในหลวงก็กริ้วกราดมากมายอยู่ ซึ่งข้าจะมอบตัวแม่รอดให้ไปนั้นไม่ได้ ถ้าความทราบฝ่าลอองธุลีพระบาทเข้า ข้าจะพลอยเสียไปด้วย ดูเปนเต็มใจให้แก่คนผิด น้องของข้าๆ เลี้ยงได้ดอก ไม่ต้องให้คนอื่นเลี้ยง

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ ก็ทรงพระกรรแสงทูลสารภาพรับผิดอยู่นาน ท่านก็ไม่ยอมให้กรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรฯ เสด็จไป ครั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ ทูลวิงวอนจนอ่อนพระทัยท่านก็ไม่ยอม จึงทูลลาเสด็จกลับข้ามไปวัง แต่นั้นมาก็รับสั่งใช้ให้สาวใช้มาเฝ้าเยี่ยมเยียนกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรฯ อยู่ไม่ขาดวัน

ภายหลังกาลล่วงมาได้สัก ๓ เดือน เห็นว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกจะเหือดหายที่ทรงพระพิโรธ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ จึงเสด็จเข้าไปเฝ้าสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ให้พาพระองค์ท่านเข้าเฝ้าในหลวง กราบทูลไกล่เกลี่ยขอรับพระราชทานโทษ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทก็พาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ เข้าไปเฝ้า ทูลชี้แจงว่าลูกกับหลานรักกัน ขุนหลวงกริ้วกราดเอาเปนมากเปนมาย เห็นเปนไม่สมควรกันหรือ ขอรับพระราชทานโทษทั้งสองคนนี้ให้พ้นโทษเสียเถิด

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกจึงรับสั่งว่าผู้หลักผู้ใหญ่ก็ยังมีอยู่ เมื่อจะรักใคร่กันก็บอกกล่าวกันก่อน ถ้าไม่มีใครเปนธุระก็ควรจะคิดการแต่ลำพังใจตัว นี่เขาไม่คิดนับถือผู้ใหญ่ คิดเอาเองแต่อำเภอน้ำใจ ไม่คิดกลัวเกรง องอาจดูถูกรั้ววังดังนี้เจ้าก็ยังเห็นดีอยู่หรือ
(ที่รับสั่งดังนี้เปนที่กันกรมพระราชวังบวรฯ จะติเตียนและมิให้กรมหลวงเทพหริรักษ์เสียพระทัย)

กรมพระราชวังบวรจึงกราบทูลว่า ซึ่งการที่ไม่ได้บอกกล่าวให้ผู้ใหญ่รู้ก่อนดังนั้นเปนข้อเลมิด มีความผิด ถึงโดยจะบอกกล่าวผู้ใหญ่ หรือทูลขุนหลวง ก็จะต้องเต็มใจให้ดีด้วยกันทั้งนั้น ด้วยอายุเราท่านทั้งหลายนี้จะอยู่ไปได้สักกี่ร้อยปี ภายภาคหน้าจะได้ใครสืบตระกูลต่อไปเล่า แล้วก็ทูลกลบเกลื่อนวิงวอนอยู่นาน จนพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเหือดหายที่ทรงพระพิโรธ

แต่นั้นมาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ ก็เสด็จเข้าเฝ้าดังเช่นแต่หลังมา แลจัดสินค้ามาลงสำเภาหลวงเช่นเคยมาแต่ก่อน จึงเสด็จข้ามมาเฝ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ ทูลขอรับกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรฯ ไปไว้พระราชวังเดิม ด้วยพระครรภ์ก็เจริญจวนจะประสูติพระโอรสอยู่แล้ว

กรมหลวงเทพหริรักษ์จึงรับสั่งว่า ลูกเมียของพ่อฉิมก็มีอยู่มาก เกรงว่านานไปจะเกิดอริวิวาทกัน ก็จะต้องร้องไห้ข้ามกลับมาหาพี่ จะได้ความอับประยศแก่คนทั้งหลาย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ จึงทูลปฏิญานทานบลว่าจะมิให้บุตรและภริยาทั้งปวงเปนใหญ่กว่าหรือเสมอกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ (เพราะฉะนั้นเมื่อได้เสด็จเถลิงถวัลยราชย์บรมราชาภิเศกขึ้นแล้ว ได้เจ้าฟ้ากุณฑลเปนพระชายา ก็ทรงชุบเลี้ยงเขาอยู่อย่างนั้น ไม่ได้เปิดเผยผิดจากปกติขึ้นเท่าไร ประสูติพระโอรสสามพระองค์พระธิดาพระองค์หนึ่ง แต่พระธิดานั้นสิ้นพระชนม์เสียแต่ยังทรงพระเยาว์อยู่ ยังเหลือแต่พระโอรสทั้งสามพระองค์ ในสมัยนั้นก็ไม่ได้ยินใครเรียกเจ้าฟ้าหรือทูลกระหม่อมฟ้า เรียกกันอยู่ว่าองค์ใหญ่ องค์กลาง องค์ปิ๋ว ในหลวงท่านทรงได้ยินก็ไม่เห็นกริ้วกราดทักท้วงประการใด เรียกอยู่แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่าทูลกระหม่อมพระองค์ใหญ่ เปนคำทูลในหลวงก็ว่าสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ามงกุฎฉนั้น เรียกพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่าทูลกระหม่อมพระองค์น้อย ถ้าเปนคำทูลในหลวงก็ว่าสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าอสุนีบาศฉนั้น

ภายหลังมาในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดตั้งพระองค์ใหญ่เจ้าฟ้ากุณฑลฯ เปนเจ้าฟ้า พระราชทานพระนามว่า “อาภรณ์” แต่นั้นมาคนทั้งหลายรู้เรียกกันว่าเจ้าฟ้าอาภรณ์ แต่พระองค์กลาง องค์ปิ๋วนั้น ได้ยินเรียกกันแต่ว่าองค์กลาง องค์ปิ๋ว ดังเช่นเรียกกันมาแต่เดิม ครั้นแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานพระนามองค์กลางว่า “มหามาลา” แต่นั้นมาคนทั้งหลายรู้เรียกกันว่าเจ้าฟ้ามหามาลา องค์ปิ๋วนั้นสิ้นพระชนม์เสียแต่ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ได้ยินคนรุ่นใหม่ๆ เรียกกันว่าเจ้าฟ้าปิ๋วบ้าง ก็ได้ยินรายๆ ไม่สู้หนาหูนัก หรือจะเปนด้วยเขาเกรงพระทัยกรมสมเด็จพระบำราบปรปักษ์อย่างไรก็ไม่ทราบ แต่คนชั้นเก่าๆ ไม่ได้ยินใครเรียกเจ้าฟ้าปิ๋วเลย จะเปนเหตุด้วยกลัวกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์หรือประการใดก็ไม่ทราบถนัด)

เพราะฉะนั้นกรมหลวงเทพหริรักษ์จึงทรงอนุญาต ยอมให้พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ รับกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรฯ ไปไว้พระราชวังเดิม และทรงเห็นว่าพระครรภ์ก็เจริญมากอยู่แล้ว ภายหลังเมื่อจะประสูติพระโอรสนั้น ก็ประชวรพระครรภ์อยู่ถึงสองคืนสองวัน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ จึงรับสั่งสาวใช้ให้เข้าไปหาคุณเสือที่ในพระบรมมหาราชวัง ขอรับพระราชทานน้ำชำระพระบาทพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก คุณเสือจึงขึ้นไปกราบทูลขอรับพระราชทานน้ำชำระพระบาทและนำขันทองตักน้ำขึ้นไปด้วย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ จึงรับสั่งว่า ทำดูถูกเทวดารักษาวังจึงออกลูกยาก แล้วจึงยกพระบาทเอาพระอังคุดลงจุ้มน้ำในขันทอง แล้วคุณเสือก็นำมาส่งให้สาวใช้รีบข้ามกลับไปถวาย

เจดีย์ประจำ ๓ รัชกาลที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม รัชกาลที่ ๓ โปรดให้สร้างขึ้น ในภาพกำลังก่อสร้างเจดีย์องค์ที่ ๔ ซึ่งเป็นพระเจดีย์ประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ภาพถ่ายสมัยรัชกาลที่ ๔ จากหนังสือภาพมุมกว้าง)

ครั้งนั้นกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรฯ ได้เสวยน้ำชำระพระบาทอยู่ครู่หนึ่ง ก็ประสูติพระโอรสเปนพระกุมาร ในวันเดือนยี่ ปีระกาตรีศก จุลศักราช ๑๑๖๓ สิ้นพระชนม์ในวันประสูตินั้น

ภายหลังมาปีชวดฉอศก จุลศักราช ๑๑๖๖ จึงประสูติพระโอรสอีกพระองค์หนึ่ง คือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สืบมาปีมะโรงสัมฤทธิศก จุลศักราช ๑๑๗๐ จึงประสูติพระโอรสอีกพระองค์หนึ่ง คือพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านทั้งสองพระองค์นี้ประสูติเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ ได้เถลิงอุปราชาภิเศกเปนกรมพระราชวังบวร รับพระบัณฑูรแล้ว คงมีพระยศเปนเจ้าฟ้าในพระราชวังบวร เมื่อสมโภชเดือนขึ้นพระอู่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกก็พระราชทานทองแท่งจีนหนัก ๖ ตำลึง สมโภชทั้งสองพระองค์ ข้อนี้ก็เปนบุพพนิมิตรอย่างหนึ่ง

อนึ่งพระราชวังเดิมนี้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ประสูติที่นั้น เมื่อพระชันสาถึงกำหนดโสกันต์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกก็โปรดเกล้าฯ ให้เข้ามาโสกันต์ในพระบรมมหาราชวัง ในสมัยนั้นก็ยังไม่มีโสกันต์พิธีตรุส ต้องตั้งพระราชพิธีเปนการพิเศษขึ้นต่างหาก ก็ได้โสกันต์อยู่แต่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพระองค์เดียว ในหลวงทรงพระจรดพระกันบิดพระกันไกร ด้วยเปนพระโอรสผู้ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ เพื่อจะทรงให้เปนพระเกียรติยศไว้ ได้พระราชทานเงินสมโภช ๕ ชั่ง เท่ากับพระเจ้าลูกเธอ ข้อนี้ก็เปนบุพพนิมิตรอย่างหนึ่ง

ต่อนั้นมามีกรมขุนกัลยาสุนทรเปนต้นและเจ้านายอื่นๆ ถัดลงมาก็ไม่ได้เข้ามาโสกันต์ในพระบรมมหาราชวัง โสกันต์ที่พระราชวังเดิมทั้งสิ้น

อนึ่งปีมะโรงสัมฤทธิศก จุลศักราช ๑๑๗๐ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงผนวชเปนพระภิกษุ ก็ได้รับของไทยทานต่อพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ครั้นลาพระผนวชออกมาแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จนำเข้าไปเฝ้าถวายพระราชกุศล ได้พระราชทานผ้าลายอย่าง (ตกดี) สองผืน แพรขาวสองเพลาะ รับสั่งว่ารูปร่างสูงใหญ่หน้าตาฉลาด ข้อนี้ก็เปนบุพพนิมิตรอย่างหนึ่ง

พอรุ่งขึ้นปีมะเสงเอกศก จุลศักราช ๑๑๗๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกก็เสด็จสู่สวรรคต แต่นั้นมามีกรมหมื่นสุนทรธิบดีเปนต้น และเจ้านายอื่นๆ ถัดลงมา ก็ไม่ได้รับของไทยทานต่อพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกและถวายพระราชกุศลทั้งสิ้นด้วยเสด็จสู่สวรรคตแล้ว

ภายหลังครั้นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติขึ้นแล้ว ทรงปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนฯ จึงทรงสร้างพระเจดีย์ใหญ่เรียงกันสามองค์ ทรงพระราชอุททิศส่วนพระราชกุศลถวายฉลองพระเดชพระคุณสมเด็จพระบรมไอยกาธิราช พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกองค์หนึ่ง ทรงพระราชอุททิศส่วนพระราชกุศลถวายฉลองพระเดชพระคุณสมเด็จพระบรมชนกนาถ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยองค์หนึ่ง เปนส่วนพระราชกุศลในพระองค์องค์หนึ่ง

ภายหลังพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติขึ้นแล้ว ทรงสร้างพระเจดีย์ใหญ่เพิ่มขึ้นในวัดพระเชตุพนฯ อีกองค์หนึ่ง เปนส่วนพระราชกุศลในพระองค์ ด้วยท่านได้ทรงเห็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกยังทรงจำได้ จึงได้ทรงสร้างพระเจดีย์ใหญ่ขึ้นประชุมไว้ให้พร้อมกันทั้งสี่พระองค์ในที่นั้น และรับสั่งว่าพระเจ้าแผ่นดินซึ่งจะเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบต่อไปภายหน้า ไม่ควรจะทรงสร้างพระเจดีย์ใหญ่เปนส่วนพระราชกุศลในพระองค์ลงในที่นี้ ด้วยไม่ได้รู้จักและไม่ได้เห็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินซึ่งกล่าวมานี้ทั้งสี่พระองค์ท่านได้เห็นรู้กัน จึงควรสร้างประชุมกันไว้ในที่นี้

แล้วรับสั่งเล่าว่าวันหนึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จออกทอดพระเนตรการที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ประทับอยู่บนพระเก้าอี้หน้าพระอุโบสถ แต่พระเก้าอี้นั้นไม่เหมือนพระเก้าอี้ที่ใช้กันอยู่ในทุกวันนี้ เปนเก้าอี้ทำด้วยหนังหรือผ้าที่อย่างหนาพับได้ ที่พิงนั้น ถ้านั่งสูงตลอดศีร์ษะแล้วเย็บเปนนวมหุ้มด้วยโหมดผูกไว้ที่บนกระดานพิง สำหรับรับพระเจ้าเมื่อเอนพระองค์ลงพิง ใช้กันมาจนแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อมีที่เสด็จพระราชดำเนินแห่งใดก็เชิญพระเก้าอี้ที่กล่าวมานี้เข้าในกระบวรไปทุกครั้ง บางทีเปนการฉุกเฉิน ไม่ได้ตั้งพระแท่นทอดที่ประทับ เมื่อต้องเสด็จยืนอยู่นานเจ้าพนักงานก็เชิญพระเก้าอี้เข้าไปทอดถวายแทนพระแท่นที่ประทับ

วันนั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระชันสาได้ห้าพรรษา เชิญพระร่วมตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ เข้าไปเฝ้าในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ได้ทอดพระเนตรเห็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงจำพระรูปพระโฉมไม่ถนัด ทรงจำได้อยู่แต่พระเกษาหงอกขาวทั่วทั้งพระเจ้า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกจึงรับสั่งเรียกเข้าไปใกล้พระองค์ แล้วลูบพระเศียรจนถึงพระปฤษฎางค์ รับสั่งให้หม่อมไกรสร (กรมหลวงรักษรรณเรศ) อุ้มไปเที่ยวดูภาพเขียนทั่วพระระเบียงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หม่อมไกรสรก็เชิญเสด็จกลับมา แต่จะเปนอย่างไรต่อไปรับสั่งว่าทรงจำไม่ได้ ข้อนี้ก็เปนบุพพนิมิตรอย่างหนึ่ง

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ประสูติที่พระราชวังเดิมทั้งสองพระองค์ อนึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงรับของไทยทานต่อพระหัตถ์ เปนการสัมผัสถูกต้องต่อสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินซึ่งเปนปฐมกระษัตริย์ เปนที่สุดในรัชกาลนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงสัมผัสถูกต้องต่อสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินซึ่งเปนปฐมกระษัตริย์เช่นกัน ซึ่งเปนที่สุดในรัชกาลนั้น ถ้าใคร่ครวญดูก็เปนการอัศจรรย์ผิดเจ้านายทั้งหลาย สืบมาพระองค์ก็ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติทั้งสองพระองค์

กล่าวความในเรื่องขัติยราชปฏิพัทธยุติแต่เท่านี้



“ตำหนักแดง” ที่ประทับของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ซึ่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร
เคยเสด็จไปลอบพบปะทรงสกา และไพ่ต่อแต้มเสมอ ปัจจุบันตั้งอยู่ที่วัดเขมาภิรตาราม จังหวัดนนทบุรี
ภาพจาก : .silpa-mag.com


พระราชวังเดิม ที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ปัจจุบันคือที่ทำการกองทัพเรือ
ภาพจาก : .silpa-mag.com

9  นั่งเล่นหลังสวน / สยาม ในอดีต / ขัติยราชปฏิพัทธ ของรัชกาลที่ ๒ เมื่อ: 11 สิงหาคม 2562 15:21:55

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ภาพจาก : wikimedia.org

ขัติยราชปฏิพัทธ รักเร้นของรัชกาลที่ ๒
ที่มา   ศิลปวัฒนธรรม ฉบับกุมภาพันธ์ ๒๕๔๗
ผู้เขียน   ปรามินทร์ เครือทอง
เผยแพร่ วันเสาร์ที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๒

หนังสือเรื่อง “ขัติยราชปฏิพัทธ” เป็นหนังสือประเภท “พงศาวดารกระซิบ” เกี่ยวกับรักแรกพบของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเมื่อครั้งยังเป็นเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร กับกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ เมื่อยังเป็นเจ้าฟ้าหญิงบุญรอด

ต้นฉบับเรื่องนี้คัดมาจากต้นฉบับสมุดฝรั่งเขียนเส้นหมึกของกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ซึ่งทรงมีบันทึกไว้บนหน้าปกว่า

“หนังสือนี้ เรื่องที่ ๑ ใครแต่งไม่ทราบ เปนหนังสือซึ่งรู้จักกันทั่วๆ ไป ในพวกเล่นหนังสือ ดูเหมือนไม่เคยพิมพ์ ได้คัดไว้จากต้นฉบับของใครก็จำไม่ได้ เพราะคัดไว้หลายสิบปีแล้ว”

บันทึกบนปกของกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์เช่นนี้ เป็นอันปิดทางให้การสืบหาที่มาที่ไปของต้นฉบับยากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสิ่งสำคัญที่สุดคือผู้แต่งนอกจากฉบับของกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์แล้วยังพบว่ามีหนังสือเรื่องนี้อีกฉบับหนึ่งเป็นสมบัติของหม่อมเจ้าประภากร ในกรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณ เจ้ากรมอาลักษณ์ คุมหอหลวง “คลัง” หนังสือสำคัญของพระมหากษัตริย์ ซึ่งต้นฉบับเล่มนี้ก็ไม่ได้บอกไว้อีกเช่นกันว่าผู้ใดเป็นคนแต่ง

เมื่อพิจารณาจากเรื่องที่แต่งนี้แล้ว อาจจะเป็นไปได้ว่าผู้แต่ง “ไม่ประสงค์ออกนาม” เป็นแน่ เพราะเป็นเรื่อง “ส่วนพระองค์” ของเจ้านายชั้นสูง โดยที่สำนวนภาษานั้นมีเค้าลางบอกได้ว่าเป็นสำนวนค่อนข้างใหม่ ถึงขั้นรัชกาลที่ ๕ และไม่เก่าว่ารัชกาลที่ ๔ เพราะเรียกพระนามเจ้าฟ้าหญิงบุญรอดว่า กรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ ซึ่งเฉลิมพระนามาภิไธยนี้ในรัชกาลที่ ๔ และเป็นสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๖

เรื่อง “ขัติยราชปฏิพัทธ” เป็นเรื่องที่บันทึกเป็นหลักฐานเกินกว่าเรื่อง “ซุบซิบ” ทั่วไป คือให้รายละเอียดของเรื่องไว้ได้มาก “ราวกับตาเห็น” ดังนั้นผู้เขียนย่อมต้องรู้เรื่อง “ข้างใน” มากพอสมควร

ตัวละครสำคัญในเรื่องนี้ นอกจากเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรและเจ้าฟ้าหญิงบุญรอดแล้ว ยังมีกรมสมเด็จพระเทพสุดาวดี พระพี่นางพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ชาววังเรียกว่า “เจ้าคุณพระตำหนักใหญ่กรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ พระพี่นางองค์เล็ก ชาววังเรียกกันว่า “เจ้าคุณพระตำหนักแดง” กรมหลวงเทพหริรักษ์ และกรมหลวงพิทักษมนตรี (พ่อจุ้ย) เป็นพระธิดาและพระโอรสในกรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ ฝ่ายกรมหลวงศรีสุนทรเทพ (แม่แจ่ม) และกรมหลวงเทพยวดี (แม่เอี้ยง) เป็น “น้อง” ของเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร (พ่อฉิม)

วันเวลาที่เกิด “รักเร้น” ของเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรกับเจ้าฟ้าหญิงบุญรอดนั้น หากคำนวณจากวันสิ้นพระชนม์ของกรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์เป็นเกณฑ์ ก็จะพบว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นราวปี ๒๓๔๒ ซึ่งทั้งสองพระองค์ถือเป็นพระญาติสนิทใกล้ชิดกันพอสมควร คือเจ้าฟ้าหญิงบุญรอดทรงเป็น “ลูกของป้า” ด้วยทรงเป็นพระธิดาของกรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ พระพี่นางในรัชกาลที่ ๑

แม้จะเป็น “รักแรกพบ” และเรื่องราวค่อนข้างจะเป็น “โรแมนติกคอมเมอดี้” แบบหนุ่มสาว แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นนั้นทั้งสองพระองค์มีพระชนมายุมากถึง ๓๒ พรรษาแล้ว ในขณะที่เจ้าฟ้าอิศรสุนทรก็ทรงมีพระโอรส พระธิดามาแล้วเกือบ ๓๐ พระองค์

เวลานั้นเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรประทับอยู่ ณ พระราชวังเดิม ฝั่งธนบุรี ส่วนพระราชมารดา คือกรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ พระมเหสีของรัชกาลที่ ๑ ก็ยังคงอยู่ “บ้านเดิม” ใต้วัดระฆัง ฝั่งธนบุรีเช่นกัน

เหตุที่ต้องอยู่คนละฝั่งกับวังหลวงก็มีเรื่อง “กระซิบ” เช่นเดียวกันว่า ทรงเคือง “เจ้าคุณ” คือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ในเรื่องเจ้าจอมแว่น หรือที่คนทั้งวังเรียกกันว่า “คุณเสือ” เนื่องจากคดีที่กรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ทรงเป็น “มเหสีขี้หึง” เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกแต่ครั้งยังเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ยกทัพหลวงไปตีเวียงจัน และได้ “คุณเสือ” มาในคราวนั้น ก็เป็นที่โปรดเกินใครๆ เป็นเหตุให้ “คุณหญิง” หรือกรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ หึงหวงถึงขั้นดักตีศรีษะด้วยดุ้นแสม

ครั้งนั้น “เจ้าคุณ” โกรธมากถึงกับจะฟัน “คุณหญิง” ถึงหน้าประตูห้อง ด้วยความช่วยเหลือของ “คุณฉิม” หรือเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรให้หนีออกทางหน้าต่าง หนีไปพักอยู่ที่พระราชวังเดิมในพระตำหนักของเจ้าจอมฉิมใหญ่ ลูกสาวคนโต จนกระทั่ง “เจ้าคุณ” เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก “คุณหญิง” ก็ยังคงประทับอยู่ที่ “บ้านเดิม” จนสิ้นพระชนม์

มนต์รักข้ามฝั่งที่ต้องซ่อนเร้นนี้กินเวลานานเกือบ ๒ ปี เชื่อกันว่าสะท้อนอยู่ในบทพระราชนิพนธ์กาพย์ห่อโคลงชมเครื่องคาวหวานที่ว่า


ทองหยอดทอดสนิท       ทองม้วนมิดคิดความหลัง  
สองปีสองปิดบัง    แต่ลำพังสองต่อสอง

เมื่อความรักชักพาให้ “ดูถูกรั้ววัง” คือเจ้าฟ้าหญิงบุญรอดทรงพระครรภ์ โดยที่ยังไม่มีผู้ใหญ่รับรู้อย่างถูกต้องตามประเพณี ทำให้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกกริ้วในเรื่องนี้อย่างมาก ร้อนถึง “คุณเสือ” ต้องเป็นตัวกลางเข้าไกล่เกลี่ย ศึกรักฝ่าประเพณีนี้จึงสงบลงได้

หลังจากครบทศมาสแล้ว เจ้าฟ้าหญิงก็ประสูติ “เจ้าฟ้า” แต่สิ้นพระชนม์เสียแต่วันประสูติในปี ๒๓๔๔ หลังจากนั้นอีก ๓ ปี คือในปี ๒๓๔๗ เจ้าฟ้าหญิงก็ประสูติ “เจ้าฟ้า” อีกพระองค์หนึ่ง คือเจ้าฟ้ามงกุฎ หรือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔

ส่วนเจ้าฟ้าหญิงบุญรอดนั้นก็ได้เป็นอัครมเหสีในรัชกาลที่ ๒ ถึงกระนั้นก็มีเหตุให้ “ทรงเคือง” พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในเรื่องที่ทรงโปรด “เจ้าหญิงแห่งเวียงจัน” เป็นพิเศษ คือเจ้าฟ้าหญิงกุณฑลทิพยวดี เป็นเหตุให้ไม่เสด็จขึ้นเฝ้า และไม่ยอมให้เข้าพระตำหนัก จนเกิดเป็นเรื่องราวในกาพย์ห่อโคลงดังที่ได้อ่านกัน

“ขัติยราชบริพัทย์” เคยตีพิมพ์เต็มเรื่องในสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๘ ดังมีหมายเหตุของบรรณาธิการ (สุลักษณ์ ศิวรักษ์) ว่า

“ทางเราค้นได้เอกสารเนื่องด้วยเรื่องดังกล่าว จึงขออนุยาตจากท่านผู้ใหญ่นำมาลงพิมพ์ เดิมท่านเห็นยังไม่สมควรให้เปิดเผย เพราะมีเรื่องภายในพระราชสำนักปรากฏอยู่ จะเป็นเหตุให้คนเขลาคิดตำหนิล่วงเกินถึงพระอดีตมหาราชได้ แต่เมื่ออธิบายให้เจ้าของต้นฉบับท่านเข้าใจว่าเรื่องอย่างนี้มีประโยชน์ทางพงศาวดาร (อย่างที่คนสมัยใหม่เรียกว่าประวัติศาสตร์) และเป็นเรื่องที่ทราบกันอยู่บ้างแล้วอย่างกระท่อนกระแท่น ดังจะเห็นได้จากหนังสือปาริชาต เล่มที่ ๔ ปีที่ ๒ พ.ศ.๒๔๙๓ ควรที่จะให้นักศึกษาได้รู้ต้นตออย่างถ่องแท้จะดีกว่า ท่านจึงยอมให้ตีพิมพ์ได้ เรื่องนี้ได้ต้นฉบับมาจากฝ่ายพระราชวังบวร เข้าใจว่าเขียนขึ้นในสมัยต้นรัชกาลที่ ๕ ได้คัดข้อความไปลงไว้ในเรื่องทฤษฎีแห่งความรัก ของ ส.ศิวรักษ์ (สำนักพิมพ์ก้าวหน้า) ด้วยบ้าง”

แต่ “ขัติยราชบริพัทย์” ฉบับสังคมศาสตร์ปริทัศน์นั้นความบางส่วนขาดหายไป และบางส่วนไม่ตรงกับฉบับของกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ครั้งนี้จึงใช้ต้นฉบับของกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ซึ่งครบถ้วนสมบูรณ์กว่าในการพิมพ์

ขัติยราชปฏิพัทธ

จะพรรณนาถึงเรื่องพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แต่พระองค์ท่านดำรงอยู่ในที่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศรสุนทรอยู่นั้น แรกปฏิพัทธผูกพันธ์กันกับกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์

เดิมปีมะแมเอกศก ๑๑๖๑ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอพระองค์น้อย กรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ ทรงพระประชวรพระโรคชรา ครั้นพระอาการมากลง กรมหลวงเทพหริรักษ์ กรมหลวงพิทักษมนตรี กรมขุนอิศรานุรักษ์ เสด็จเข้าไปประจำอยู่ที่ตำหนักนั้น กำกับหมอถวายพระโอสถรักษาพระโรค แต่เจ้านายผลัดเปลี่ยนกันเข้าไปเยี่ยมเยียนฟังพระอาการอยู่ทุกวัน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกก็เสด็จลงเยี่ยมประชวรอยู่แทบทุกวัน

วันหนึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จเข้าไปในตำหนักนั้น ได้ทอดพระเนตรเห็นกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ เชิญพระอาการมาเล่าถวาย ก็มีพระทัยปฏิพัทธรักใคร่แต่นั้นมา แต่ยังเปนเวลาเศร้าโศกอยู่ก็ต้องนิ่งไว้แต่ในพระทัย ทั้งเปนการยำเกรงกรมหลวงเทพหริรักษ์อยู่ด้วย แต่หมั่นเสด็จเข้าไปฟังพระอาการเกินปกติ พระราชประสงค์จะใคร่ทอดพระเนตรเห็นกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ เว้นวันหนึ่งสองวันเสด็จเข้าไปครั้งหนึ่ง เสด็จเข้าไปครั้งใดประทับอยู่นานๆ บางวันก็ได้ทอดพระเนตรเห็นกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์บ้าง บางวันก็ไม่ได้ทอดพระเนตรเห็น ด้วยตำหนักนั้นเปนข้างหน้าข้างใน เจ้านายผู้ชายเข้าไปพักอยู่แต่เพียงข้างหน้า จึงไม่ใคร่จะได้เห็นกัน ต่อเชิญพระอาการมาเล่าเวลาใดจึงจะได้เห็นกันเวลานั้น แต่ถ้อยทีมีพระทัยรักใคร่กันแต่นั้นมา

ครั้นกรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ทิวงคต เชิญพระศพไปไว้ที่พระที่นั่งดุสิตมหาประสาท กรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ก็เสด็จไปบำเพ็ญกุศลมีเทศนาและสดัปกรณ์ เปนต้น พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ทราบว่ากรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์เสด็จออกไปทำบุญวันใด ก็เสด็จขึ้นไปบนปราสาทวันนั้น ช่วยจัดพระและสิ่งของให้เรียบร้อย ภายหลังจนได้เข้าใกล้ ช่วยรับของส่งของถวายพระ ได้คุ้นเคยกันทีละน้อย จนได้ตรัสแก่กันเปนธรรมดา แต่ยังไม่ได้ตรัสเปนแยบคาย เปนการเวลาเศร้าโศกอยู่ฉนั้น

ถ้าสำเภาของท่านเข้ามา ก็จัดสิ่งของเปนเครื่องทำบุญบ้าง เปนเครื่องเลี้ยงพระเลี้ยงคนบ้าง รับสั่งให้สาวใช้เข้าไปถวายพระกนิษฐภคินีทั้งสองพระองค์ ให้นำไปถวายกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ ท่านทั้งสองพระองค์ก็ทรงทราบพระหัทธยาศรัย ว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมีพระทัยรักกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์มาตั้งแต่กรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ทรงพระประชวร ท่านก็มีพระทัยทรงยินดี ด้วยเห็นสมควรกัน จึงนำสิ่งของไปถวายกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์เปนหลายครั้ง แล้วค่อยตรัสเลียบเคียง ดูพระหัทธยาศรัยทีละน้อยๆ จนเห็นชัดว่ากรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์มีพระทัยผูกพันธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แต่ยังเปนเวลาเศร้าโศก และต้องวุ่นวายในการที่จะจัดของทำบุญให้ทานอยู่นั้น ก็ต้องสงบไว้ก่อน

ภายหลังครั้นถวายพระเพลิงกรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์แล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ เสด็จเข้าไปเฝ้า กลับออกมาแล้วก็เสด็จแวะเข้าไปที่ตำหนักพระกนิษฐภคินีทั้งสองพระองค์ ตรัสแก่กรมหลวงเทพวดีให้รับสั่งใช้ข้าหลวงไปเชิญเสด็จกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์มาทรงสะบ้าบ้าง ต่อแต้มบ้าง สะกาบ้าง แต่พระองค์ของท่านแอบบังอยู่ก่อน ครั้นกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรฯ เสด็จทรงเล่นสะบ้า หรือต่อแต้ม หรือสะกาเพลินแล้ว ท่านจึงเสด็จออกมาจากที่แอบพระองค์อยู่ เสด็จเข้าเล่นด้วย

วันแรกๆ กรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรฯ เห็นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ เข้าทรงเล่นด้วย ท่านก็กระดากเลิกเสียไม่เล่นบ้าง กลับไปเสียตำหนักบ้าง ครั้นวันหลังๆ ค่อยคุ้นเคยกันเข้า (เหตุเพราะสมเด็จพระกนิษฐภคินีทั้งสองพระองค์เปนผู้ชักสื่อให้ค่อยสนิทกันเข้า) จนทรงเล่นด้วยกันได้ บางวันกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรฯ เสด็จไปเล่นอยู่ก่อน ครั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ เสด็จออกจากที่เฝ้า ก็เสด็จเข้าไปพบ ทรงเล่นสะกาอยู่บ้าง ต่อแต้มบ้าง ท่านก็เข้าช่วยกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรฯ ค่อยเข้าใกล้เคียงกันได้ทีละน้อย จนคุ้นเคยสนิทกัน

อนึ่งกรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ทรงสงสัยพระทัย ว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยแต่ก่อนๆ มา เสด็จออกจากเฝ้าข้ามกลับไปวังแต่วันๆ บัดนี้หลายวันมาแล้วเหตุใดจึงเสด็จข้ามกลับไปวังจนเกือบพลบค่ำ ทรงแหนงพระทัยอยู่ฉนี้ จึงเสด็จข้ามมาจากพระราชวังเดิม เข้าไปตำหนักพระธิดาทั้งสองพระองค์

“ตำหนักแดง” ที่ประทับของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ซึ่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร เคยเสด็จไปลอบพบปะทรงสกา และไพ่ต่อแต้มเสมอ ปัจจุบันตั้งอยู่ที่วัดเขมาภิรตาราม จังหวัดนนทบุรี

พอเสด็จย่างขึ้นบนอัฒจันท์ตำหนัก ข้าหลวงซึ่งอยู่นอกตำหนัก ก็วิ่งเข้าไปทูลกรมหลวงศรีสุนทรเทพ กรมหลวงเทพยวดี ว่ากรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์เสด็จเข้ามา กรมหลวงเทพยวดีจึงเสด็จวิ่งออกมารับแล้วร้องขึ้นว่าคุณหญิงเข้ามา ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ ทรงต่อแต้มอยู่ด้วยกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรฯ และกรมหลวงศรีสุนทรเทพ ได้ยินพระสุรเสียงกรมหลวงเทพยวดีร้องขึ้นดังนั้นก็วิ่งหนีเข้าไปในห้องบรรทม

กรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์แลเห็นคนวิ่งวับเข้าไปในห้อง จึงตรัสถามกรมหลวงศรีสุนทรเทพว่าใครวิ่งเข้าไปในห้อง กรมหลวงศรีสุนทรเทพทูลว่า คนเข้าไปปัดที่นอน กรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์รับสั่งว่าข้าเห็นเหมือนผู้ชายวิ่งเข้าไป แลเห็นแต่หลังไวๆ ไม่เห็นหน้า กรมหลวงศรีสุนทรเทพและกรมหลวงเทพยวดีช่วยกันเถียงว่า คุณแม่เอาอะไรมาพูด ผู้ชายรายเรือที่ไหนจะเข้ามาอยู่ในที่นี้ได้ คนอยู่เปนกองสองกอง พูดเอาแต่ร้ายมาใส่ แล้วแส้งทำเปนทรงขัดเคือง กรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์จึงรับสั่งว่า หรือตาข้าจะเห็นไปเอง ขอโทษเสียเถิด แล้วก็รับสั่งทักทายกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรฯ ว่าดีแล้ว พี่น้องรู้จักรักกัน หมั่นไปหมั่นมาเล่นหัวด้วยกันเถิด และตรัสไต่ถามหลายองค์

เสร็จแล้วจึงตรัสถามพระธิดาทั้งสองพระองค์ ว่าข้าประหลาดใจหลายวันมาแล้ว พ่อฉิมออกจากเฝ้ากลับไปบ้านจนพลบค่ำทุกวัน จะเปนเรื่องราวอะไรก็ไม่รู้ พระธิดาทั้งสองพระองค์ทูลว่าเห็นจะเปนข่าวทัพข่าวศึก ต้องประชุมปรึกษาราชการดอกกระมัง ไม่ควรคุณหญิงจะวิตกวิจารณ์ กรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์จึงรับสั่งว่า แต่ก่อนๆ มาการศึกก็มีหลายครั้ง ไม่เห็นอยู่จนพลบหลายวันเช่นนี้ เปนแต่เพียงสองวันสามวันจึงอยู่จนพลบค่ำ ซ้ำเกรงว่าจะไปเที่ยวติดผู้หญิงริงเรืออยู่ที่ไหนดอกกระมัง

ซึ่งท่านตรัสดังนี้ด้วยพระทัยสงสัยว่าที่วิ่งวับเข้าไปในห้องเมื่อตะกี้ เกรงจะเปนพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ ด้วยเห็นไม่มีผ้าห่ม ถ้าผู้หญิงวิ่งเข้าไปคงจะมีผ้าห่ม และทอดพระเนตรเห็นกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรฯ เสด็จอยู่ที่นั่นด้วย ก็ยิ่งแหนงพระทัย แต่ไม่รู้ที่จะตรัสประการใด เลยตรัสเรื่องอื่นๆ ไป จนได้เวลาก็เสด็จข้ามไปวัง แต่นั้นมาก็ทรงระแวงพระทัย กลัวจะได้ความผิดดังเช่นครั้งเจ้าคุณที่ต้องรับพระราชอาญา จึงไม่วางพระทัย หมั่นรับสั่งถามข้าหลวงคนโน้นบ้างคนนี้บ้าง เขาก็ช่วยกันปกปิดจึงไม่ได้ความเปนประการใด ก็เปนการนิ่งอยู่

ฝ่ายพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ครั้นกรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์เสด็จกลับไปแล้ว ก็เสด็จออกมาจากห้อง ท่านทั้งสามพระองค์ก็ชวนกันทรงพระสรวล แล้วรับสั่งกันว่าถ้าคุณหญิงเข้ามานอนอยู่ที่นี่ท่านจะทำเปนประการใด พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ จึงรับสั่งว่า ท่านมาประธมค้างอยู่ที่นี่ฉันออกมาไม่ได้ ฉันก็นอนอยู่ในห้องสบายไปเสียอีก ท่านทั้งสามพระองค์ก็ทรงพระสรวล

กรมหลวงเทพยวดีจึงทูลว่า ถ้ารุ่งขึ้นท่านยังไม่ได้กลับไปวัง ต่อเวลาเย็นจึงกลับไป ท่านมิต้องอดเข้ายังค่ำหรือ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ รับสั่งว่าของกินอะไรมีอยู่ที่ในห้อง ฉันก็ค้นออกมากินไม่ได้หรือ แล้วตรัสเล่นอยู่จนได้เวลาก็เสด็จกลับไปตำหนัก

ครั้นรุ่งขึ้นเสวยเข้าแล้ว กรมหลวงศรีสุนทรเทพและกรมหลวงเทพยวดีก็ไปเล่นที่ตำหนักกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรฯ ด้วยเกรงกรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์จะเสด็จเข้าไปพบพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ ดังเช่นเมื่อวานนี้ เมื่อจะเสด็จไปก็รับสั่งไว้แก่ข้าหลวงที่อยู่ตำหนัก ว่าถ้าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ เสด็จเข้ามาที่ตำหนัก จงทูลว่ากูไปเล่นอยู่ที่ตำหนักแดง ให้เสด็จตามไปเถิด เพราะมีพระประสงค์ที่จะให้ได้พบกันสองต่อสอง ครั้นรับสั่งไว้แล้วก็เสด็จไปเล่นอยู่ที่ตำหนักกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรฯ จนรักใคร่เปนอันหนึ่งอันเดียวกัน

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ ครั้นเสด็จกลับออกจากเฝ้า ก็เสด็จเข้าไปที่ตำหนักสมเด็จพระกนิษฐภคินีทั้งสองพระองค์ก็ไม่พบ รับสั่งถามข้าหลวงว่าไปข้างไหน ข้าหลวงจึงกราบทูลว่าเสด็จไปตำหนักแดง รับสั่งไว้ว่าถ้าฝ่าพระบาทเสด็จเข้ามาให้เชิญเสด็จตามไปที่ตำหนักแดง

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเมื่อได้ทรงฟังดังนั้นก็มีพระทัยยินดียิ่งนัก จึงทรงพระดำริห์ว่าชรอยสมเด็จพระกนิษฐภคินีจะอุบายให้ได้ใกล้ชิด จะได้พบกันในที่ลับ อนึ่งเกรงกรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์จะเสด็จเข้ามาเช่นวันก่อน ท่านก็จะวุ่นวายว่ากล่าวเซงแซ่ไปโดยฐานที่เปนผู้ใหญ่เกรงความผิด ทรงพระดำริห์ดังนั้นแล้วจึงรับสั่งชวนข้าหลวงที่อยู่ตำหนักตามเสด็จไปคนหนึ่ง ด้วยตำหนักอยู่เคียงกัน ไม่มีผู้ใดนอกจากสองตำหนักนั้นได้เห็น ครั้นเสด็จไปถึงตำหนักแล้วก็เข้าไปทรงเล่นด้วยกันดังเช่นกล่าวมาแล้วแต่หลัง การคุ้นเคยก็สนิทยิ่งขึ้น

แต่เสด็จไปทรงเล่นอยู่ตำหนักนั้นได้สองสามเพลา ฝ่ายเจ้าครอกเสียพระจริต ซึ่งภายหลังมีนามว่ากรมขุนอนัคนารี เสด็จไปแอบทอดพระเนตรเห็นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ เสด็จเข้าไปนั่งชิดกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรฯ ช่วยกันเดินสะกาเล่นอยู่กับกรมหลวงศรีสุนทรเทพ เมื่อทอดพระเนตรเห็นดังนั้นจึงเสด็จกลับออกมาตรัสแก่ข้าหลวงด้วยสุรเสียงอันดังว่า “ท้าวพรหมทัต ล่วงลัดตัดแดน มานั่งท้าวแขน ทอดสะกาพนัน สูสูสีสี อีแม่ทองจันท์ อีกสองสามวัน จะเปนตัวจิ้งจก”

ความที่รับสั่งร้องดังนี้ จะเปนโดยความขัดเคืองพระทัยหรืออย่างไรก็ไม่ได้ความชัด แต่รับสั่งอยู่อย่างนี้หลายวัน ถ้าเสด็จเยี่ยมพระแกลแลเห็นผู้ใดเดินไปมาก็ร้อง “สูสูสีสี อีแม่ทองจันท์ อีกสองสามวัน จะเปนตัวจิ้งจก” ร้องได้วันละหลายๆ ครั้ง

กรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรฯ ได้ทรงฟังดังนั้นก็สดุ้งพระทัย จึงรับสั่งแก่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ และกรมหลวงศรีสุนทรเทพ กรมหลวงเทพยวดี ว่าน่ากลัวกิตติศัพท์จะเซงแซ่ไป กรมหลวงศรีสุนทรเทพจึงรับสั่งว่าวันพรุ่งนี้เชิญเสด็จกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรฯ ไปเล่นที่ตำหนักของท่าน ถ้าเกรงว่ากรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์จะเสด็จมาพบจะหนีไม่ทัน ก็จะรับสั่งให้ข้าหลวงนั่งดักหนทางอยู่ที่อัฒจันท์หน้าตำหนัก เมื่อเห็นกรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์เสด็จเข้ามา พอเห็นเลี้ยวพระปรัศว์ก็จะให้ข้าหลวงวิ่งมาทูลเสียก่อน จะได้ซ่อนเร้นพระองค์เสียไม่ให้พบ

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ จึงรับสั่งว่า ทีนี้ให้ท่านหญิงตำหนักแดงเข้าไปแอบซ่อนอยู่ในห้องเถิด ฉันจะอยู่รับหน้ากับแม่แจ่มแม่เอี้ยง เห็นท่านจะไม่สงสัย ถ้าครั้งนี้มาพบท่านหญิงตำหนักแดงเข้าอีกเกรงจะแหนงพระทัย ว่าเสด็จมาครั้งใดก็พบครั้งนั้น โดยฉันจะหลบหลีกเข้าไปแอบอยู่ในห้อง ถ้าท่านพบเธอจะระแวงพระทัย เสด็จกรากเข้าไปในห้องก็เห็นฉัน คงจะเกิดความเปนแท้ ที่ไหนท่านจะนิ่ง คงจะโวยวายไปด้วยกลัวความผิด รับสั่งปรึกษาตกลงเห็นพร้อมกัน พอได้เวลาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ ก็เสด็จข้ามไปวัง แต่นั้นมากรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรฯ ก็เสด็จไปเล่นที่ตำหนักกรมหลวงศรีสุนทรเทพและกรมหลวงเทพยวดี

วันหนึ่งกรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ทรงระลึกถึงพระธิดาทั้งสองพระองค์ จึงเสด็จเข้าไปในพระบรมมหาราชวัง พอทรงพระดำเนินเลี้ยวมุมพระปรัศว์ ข้าหลวงที่นั่งคอยดูอยู่หน้าตำหนัก ก็วิ่งเข้าไปกราบทูลด้วยเสด็จพร้อมกันอยู่ทั้งสี่พระองค์ กรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรฯ ก็เสด็จวิ่งหนีเข้าไปซ่อนอยู่ในห้องพระบรรทม พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ ก็เสด็จวิ่งหนีตามเข้าไป พอกรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์เสด็จย่างเข้าไปในตำหนัก ก็ทอดพระเนตรเห็นพระธิดาทั้งสองพระองค์ ก็ไม่ระแวงพระทัย เสด็จประทับอยู่ตั้งแต่เช้าจนเย็น ได้เวลาก็เสด็จกลับข้ามไปวัง

เมื่อกรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์เสด็จกลับไปแล้วก็เสด็จออกมาจากห้องพระบรรทมทั้งสองพระองค์ แต่กรมหลวงศรีสุนทรเทพและกรมหลวงเทพยวดีท่านตามมาส่งเสด็จกรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ถึงประตูฉนวน แล้วจึงเสด็จกลับไปตำหนัก เหตุเพราะเกรงกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์จะลอายพระทัย เมื่อเสด็จมาถึงตำหนักทอดพระเนตรเห็นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ และกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรฯ ทรงสะกาอยู่ ท่านก็มาช่วยเดินทั้งสองพระองค์ไม่ให้กระดากพระทัย พอเย็นได้เวลาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ ก็เสด็จกลับข้ามไปวัง

แต่นั้นมาต่างพระองค์ก็ผลัดเปลี่ยนกันไปเล่นตำหนักโน้นบ้าง ตำหนักนี้บ้าง จนข่าวทราบไปถึงกรมหลวงพิทักษมนตรี เวลาเข้าไปเฝ้าพบพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ ก็มีพระกิริยามึนตึงโดยขัดเคือง ครั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ ได้ทอดพระเนตรเห็นพระกิริยากรมหลวงพิทักษมนตรีไม่เหมือนแต่เดิม เห็นสีพระพักตร์นั้นเจื่อน ดูเปนจำใจจำตรัสด้วย ก็เข้าพระทัยว่าชรอยกรมหลวงพิทักษมนตรีจะทราบความเปนแน่จึงได้มึนตึงไปฉนี้ วันหนึ่งยังไม่มีเจ้านายอื่นเข้าไปเฝ้า มีอยู่แต่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ กับกรมหลวงพิทักษมนตรี สองพระองค์เท่านั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ จึงรับสั่งแก่กรมหลวงพิทักษมนตรี ว่าบ้านเมืองเราทุกวันนี้เหมือนวงศอสัญแดหวา ไปภายหน้าจะรุ่งเรืองถาวรยิ่งนัก เมื่อกรมหลวงพิทักษมนตรีได้ทรงฟังดังนั้นก็เฉลียวพระทัย อยากจะใคร่ทรงฟังเรื่องราวต่อไป จึงทูลถามขึ้นว่าเมืองกุเรปันอยู่ที่ไหน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ จึงตรัสตอบว่า พ่อจุ้ยมานั่งอยู่ที่นี่เมืองของใครเล่า กรมหลวงพิทักษมนตรีก็เข้าพระทัย จึงแส้งทูลถามต่อไปว่า อย่างนั้นล้นเกล้าล้นกระหม่อมหาบน มิต้องเกณฑ์ให้เปนดาหาหรือ และกาหลัง สิงหัดส่าหรียังแลไม่เห็น พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ ทรงพระสรวล แล้วรับสั่งว่าพ่อจุ้ยพูดยังไม่ถูก ล้นเกล้าล้นกระหม่อมหาบนมีแต่สะกาหนึ่งหรัด ควรจะเปนแต่กาหลัง กรมหลวงพิทักษมนตรีจึงทูลว่ากระนั้นดาหาอยู่ที่ไหนเล่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ จึงรับสั่งว่าดาหาก็อยู่ริมที่นี่เอง กรมหลวงพิทักษมนตรีได้ทรงฟังดังนั้นพระพักตร์ก็ตึงมากขึ้น ไม่ทูลโต้ตอบประการใด

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ ได้ทรงเห็นพระกิริยากรมหลวงพิทักษมนตรีดังนั้น จึงทรงพระดำริห์ว่า จำจะต้องแต่งอุบายล่อลวงให้กรมหลวงพิทักษมนตรีมีความยินดีอิ่มพระทัย จึงรับสั่งว่าใจของพี่ ถ้าพี่น้องได้กันเองอย่างเช่นเรื่องอิเหนา ไม่ถือต่ำถือสูง ว่าลูกพี่ลูกน้อง พี่จะมีความยินดีเปนที่ยิ่ง โดยสมบัติพัสถานก็จะไม่กระจัดกระจาย แล้วรับสั่งว่าบัดนี้ที่มีกังวลอยู่อย่างหนึ่งด้วยแม่แจ่ม ครั้งเล่นป้านชาถ้วยชากวนให้หาร่ำไป หรือพ่อจุ้ยมีป้านชาถ้วยชายี่ห้อต่างๆ จัดเข้าไปให้เขาบ้างเปนไร เผื่อยี่ห้อจะแปลกกันกับเขาที่มีอยู่

กรมหลวงพิทักษมนตรีได้ทรงฟังดังนั้นก็มีพระพักตร์ชื่นแช่มขึ้นทันที เปนคาดพระทัยเห็นชัดว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ จะเต็มพระทัยให้พระองค์ได้กันกับกรมหลวงศรีสุนทรเทพ จึงทูลตอบว่าป้านชาถ้วยชายี่ห้อต่างๆ เรือของหม่อมฉันมีเข้ามาหลายอย่าง แล้วจะจัดให้คนเข้าไปถวาย พอถึงเวลาเจ้านายเตรียมคอยเฝ้า ที่ตรัสในเรื่องนี้ก็ไม่ได้รับสั่งต่อไป

ครั้นเวลากลับออกจากเฝ้าก็เสด็จเข้าไปที่ตำหนักพระกนิษฐภคินีทั้งสองพระองค์ จึงทรงกระซิบเล่าความให้กรมหลวงเทพยวดีทราบทุกประการ ตั้งแต่ต้นจนปลาย ซึ่งกรมหลวงพิทักษมนตรีทราบระแคะระคายทำกิริยามึนตึง ต้องยกเรื่องนี้ขึ้นเปนอุบายล่อลวงจนถึงแก่หายขัดเคือง ว่าจะจัดป้านชาถ้วยชายี่ห้อต่างๆ มาให้แม่แจ่ม แต่อย่าบอกให้เจ้าตัวรู้ตัวเขาจะโกรธ ถ้ามีผู้ใดเอาของเข้ามาให้เจ้าออกรับเสียเอง ขอยืมแต่ชื่อตอบไปก็แล้วกัน ตรัสอยู่จนเย็นก็เสด็จกลับข้ามไปวัง

ฝ่ายกรมหลวงพิทักษมนตรีครั้นเสด็จกลับไปวังก็จัดแจงป้านชาถ้วยชายี่ห้อต่างๆ รับสั่งให้สาวใช้นำเข้าไปถวายกรมหลวงศรีสุนทรเทพ ครั้นสาวใช้เข้าไปถึงตำหนักกรมหลวงเทพยวดีจึงเสด็จรีบออกมารับแทนกรมหลวงศรีสุนทรเทพ รับสั่งให้ข้าหลวงถ่ายของไว้แล้วรับสั่งแก่สาวใช้ให้ไปทูล ว่าท่านพระองค์ใหญ่ถวายบังคมไปขอบพระทัยเปนที่สุด แล้วก็รับสั่งปราสัยไต่ถามหลายองค์ จนสาวใช้ทูลลากลับไปวัง ก็ทูลความซึ่งกรมหลวงเทพยวดีรับสั่ง

ตั้งแต่นั้นมากรมหลวงพิทักษมนตรีเมื่อสำเภาเข้ามาก็จัดสิ่งของต่างๆ เข้าไปถวายกรมหลวงศรีสุนทรเทพอยู่เนืองๆ ฝ่ายข้างกรมหลวงศรีสุนทรเทพและกรมหลวงเทพยวดี เมื่อถึงหน้าผลไม้ต่างๆ เปนต้นว่ามะม่วง มะปราง เงาะ ลางสาด ก็ปอกเข้าไปถวายกับเครื่องคาวหวานบางสิ่ง ให้ข้าหลวงไปถวายกรมหลวงพิทักษมนตรีอยู่เนืองๆ โดยทางตอบแทนเปนธรรมดาของชาววัง แต่กรมหลวงพิทักษมนตรีมั่นพระทัยไปทางหนึ่ง การที่มึนตึงต่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ ก็เสื่อมหายไปสิ้น มีพระหัทธยาศรัยสนิทกันดังเดิม

ฝ่ายพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯ เว้นสองวันบ้างสามวันบ้าง เมื่อเสด็จกลับออกจากเฝ้าก็แวะเข้าไปที่พระตำหนักพระกนิษฐภคินีทั้งสองพระองค์ ลางวันก็ลอบไปตำหนักกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรฯ อยู่เนืองๆ

ภายหลังจนกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรฯ ทรงพระครรภ์ได้สี่เดือนเห็นจะปิดความไม่มิด จึงเสด็จไปที่เรือนคุณเสือ ทรงกระซิบเล่าความให้ฟัง แล้วทรงวิงวอนให้นำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ ช่วยแก้ไขอย่าให้ทรงพระพิโรธมากมายนัก คุณเสือก็รับคำว่าจะช่วยผ่อนผันให้หนักเปนเบา แล้วกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรฯ ก็ลาคุณเสือกลับมาตำหนัก
10  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ห้องสมุด / Re: รู้จักพันธุ์นก ก่อนสูญพันธุ์ เมื่อ: 31 กรกฎาคม 2562 16:10:22


ภาพระบายสีไม้

นกติ๊ดหลังสีไพล
Japanese Tit

นกติ๊ดใหญ่ (Great Tit) เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจน หากไล่รายชื่อนกฉบับล่าสุดจะเห็นว่าไม่มีชื่อนกชนิดนี้ในเมืองไทยแล้ว เพราะ “นกติ๊ดใหญ่” จริงๆ แล้วประกอบไปด้วยอย่างน้อย ๓ ชนิด ประชากรทางเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้ซึ่งไม่มีสีเหลืองที่ลำตัวถูกแยกออกมาเป็น Japanese Tit และ Cinereous Tit (ได้ชื่อว่า นกติ๊ดหลังสีไพล และนกติ๊ดหลังเทา ตามลำดับ) สองชนิดนี้เองที่พบได้ในเมืองไทย ส่วน Great Tit ของแท้กระจายตั้งแต่ยุโรปมาจนถึงไซบีเรีย ไม่พบในเขตร้อนของเอเชียใต้และเอเชียตะวันออก

นกติ๊ดหลังสีไพลมีลักษณะก้ำกึ่งระหว่างนกติ๊ดใหญ่ และนกติ๊ดหลังเทา คือมันมีหลังสีเขียวไพลเหมือนนกติ๊ดใหญ่ แต่มีลำตัวสีขาวนวลเหมือนนกติ๊ดหลังเทา ชนิดหลังนี้ในเมืองไทยเป็นนกที่มีถิ่นอาศัยจำกัดมากๆ พบตามป่าโปร่งระดับต่ำทางภาคอีสาน และป่าชายเลนทางภาคใต้ เพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น ในขณะที่นกติ๊ดหลังสีไพล มักพบกระโดดหากินห้อยโหนตีลังกาได้อย่างคล่องแคล่วตามกิ่งไม้โล่งๆ พบง่ายบนดอยสูงหลายแห่ง

แปลจากภาษาอังกฤษ-หัวนมญี่ปุ่นหรือที่รู้จักกันในชื่อ Oriental tit คือนก passerine ที่มาแทนที่หัวนมใหญ่ที่คล้ายกันในญี่ปุ่นและ Russian Far East นอกเหนือจากแม่น้ำ Amur รวมถึงหมู่เกาะ Kuril จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้สายพันธุ์นี้ถูกจำแนกเป็นสายพันธุ์ย่อยของหัวนมที่ดี


นกติ๊ดหลังสีไพล Japanese Tit

ชื่อวิทยาศาสตร์/Scientific name : Parus minor

ลำดับ/Order : asseriformes

วงศ์/Family : นกติด Tits, chickadees : Paridae
 
สถานภาพในประเทศไทย/Seasonal status : นกประจำถิ่น/Resident
 
สถานภาพการอนุรักษ์/Conservation status : เป็นกังวลน้อยที่สุด/Least Concern
สถานภาพ/ Distribution : พบบ่อย หรือ พบเห็นทั่วไปในถิ่นอาศัยที่เหมาะสม/Common

...ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย (ภาษาอังกฤษ), เว็บไซต์ birdsofthailand.org & soclaimon.wordpress.com
750-26
11  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ในครัว / น้ำพริกกุ้งสด สูตร/วิธีทำ เมื่อ: 31 กรกฎาคม 2562 15:03:51


น้ำพริกกุ้งสด

ส่วนผสม
- กุ้งสด         200 กรัม
- พริกขี้หนูแดงสด           20-25 เม็ด
- กะปิใต้      2 ช้อนโต๊ะ
- หอมแดงไทยซอยหยาบ       5-7 หัว
- น้ำมะนาว     
- น้ำตาลปีบ     
- น้ำปลาดี       .


วิธีทำ
1. ล้างกุ้งให้สะอาด แกะเปลือก ผ่าหลัง ชักไส้ดำออกทิ้ง  นำไปลวกพอสุก พักไว
2. หั่นพริกขี้หนูสด ใส่ถ้วยผสม ใส่หอมแดงซอย กะปิ กุ้งลวก ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว น้ำตาลปีบ น้ำปลาดี ใช้ช้อนคนผสมให้เข้ากัน ชิมให้ได้รสตามชอบ
3. ถักใส่ถ้วยเสิร์ฟ รับประทานกับผักลวก ผักสด ปลาเค็มทอด










12  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ไปเที่ยว / พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ ต.ดอนเจดีย์ อ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี เมื่อ: 26 กรกฎาคม 2562 15:25:24




พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์
ตำบลดอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี

พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ อยู่ในท้องที่หมู่ที่ ๕ ตำบลดอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ ห่างจากอำเภอเมืองสุพรรณบุรี ประมาณ ๓๑ กิโลเมตร  

อำเภอดอนเจดีย์ มีสภาพทางภูมิศาสตร์เป็นพื้นที่ราบ พื้นที่ทางตะวันตกสูงและลาดต่ำมาทางทิศตะวันออก มีภูเขากั้นทางตอนใต้ระหว่างอำเภอดอนเจดีย์กับอำเภออู่ทอง เดิมเป็นอำเภอที่ขึ้นอยู่กับอำเภอศรีประจันต์   ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๕ ทางราชการได้จัดตั้งเป็นกิ่งอำเภอดอนเจดีย์ และยกฐานะเป็นอำเภอดอนเจดีย์ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๘

อำเภอดอนเจดีย์มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นที่ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเจดีย์ไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่ทรงได้ชัยชนะในการทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา ที่ทุ่งหนองสาหร่าย เมื่อปี พ.ศ.๒๑๓๕

เจดีย์ยุทธหัตถีถูกค้นพบเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๖ โดย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงรับสั่งให้เจ้าเมืองสุพรรณบุรี พระทวีประชาชน (อี้ กรรณสูตร) ค้นหาซากเจดีย์เก่า และได้ค้นพบเป็นเจดีย์ที่มีลักษณะมีฐานเป็นสี่เหลี่ยม กว้าง ๑๐ วา สูง ๖ วา ๓ ศอก ส่วนบนพังทลายลงหมดแล้ว ซึ่งเชื่อได้ว่าน่าจะเป็นเจดีย์ยุทธหัตถี อยู่ในเขตตำบลหนองสาหร่าย กลางป่าไม้เบญจพรรณ  

ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๙๕ จังหวัดสุพรรณบุรีได้จัดทำโครงการเสนอกระทรวงมหาดไทย เรื่องการปรับปรุงอนุสรณ์ดอนเจดีย์   รัฐบาลเห็นชอบ จึงได้มีการบูรณะปรับปรุงโดยการสร้างเจดีย์องค์ใหม่ครอบองค์เก่า สร้างเป็นสถาปัตยกรรมรัตนโกสินทร์ ทรงหลังคากลม ฐานกว้าง ๓๐ เมตร สูงถึงยอด ๖๖ เมตร และด้านหน้าองค์พระเจดีย์ได้สร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรทรงพระคชาธารออกศึก ไว้แก่ปวงชนชาวไทยเป็นที่สักการบูชาให้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงกอบกู้เอกราชของชาติไทย  

การบูรณะเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมาเปิดพระบรมราชานุสรณ์ เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ.๒๕๐๒  

ปัจจุบันในวันที่ ๒๕ มกราคม ของทุกๆ ปี รัฐบาลได้กำหนดให้เป็นวันกองทัพไทย  ที่บริเวณพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ จะประกอบพิธีถวายเครื่องราชสักการะแด่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

และช่วงปลายเดือนมกราคม จังหวัดสุพรรณบุรีได้กำหนดให้มีงานสมโภชอนุสรณ์ดอนเจดีย์ขึ้น เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นประจำทุกปี มีการแสดงงานแสง สี เสียง การแสดงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ การทำสงครามยุทธหัตถี ระหว่าง สมเด็จพระนเรศวรมหาราช กับ สมเด็จพระมหาอุปราช เพื่อให้อนุชานรุ่นหลังได้ชมด้วย











พระปรมานุสาวรีย์นี้ ประชาชนชาวไทยร่วมกันประดิษฐานไว้ เพื่อเฉลิมพระเกียรติบรมราชกฤดาภินิหาร แห่ง สมเด็จพระนเรศวรมหาราช มหาวีรกษัตริย์ของชาติไทย ผู้ทรงพระคุณอันยิ่งใหญ่แก่ชาวไทยทั่วหล้า  พระองค์เป็นพระบรมราโชรสแห่งสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชและพระวิสุทธิกษัตริย์  ทรงพระราชสมภพ ณ เมืองพิษณุโลก เมื่อปีเถาะ พระพุทธศักราช ๒๐๙๘  ทรงหลั่งทักษิโณทกประกาศอิสรภาพของชาวไทยโดยสมบูรณ์ ณ เมืองแครง เมื่อพระพุทธศักราช ๒๑๒๗  เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์ครองกรุงศรีอยุธยา ราชธานีไทย เมื่อพระพุทธศักราช ๒๑๓๓  ทรงกระทำสงครามขยายพระราชอาณาเขตไทยให้แผ่ไพศาลไปในจาตุรทิศ ทรงปราบหมู่ปัญจามิตรและกระทำยุทธหัตถีมีชัยชนะแก่พระมหาอุปราชแห่งกรุงหงสาวดีราชศัตรู

ณ บริเวณนี้ เมื่อพระพุทธศักราช ๒๑๓๕ พระมหาวีรกรรมของพระองค์เลื่องลือระบือพระราชเดชาภินิหารไปทั่วทุกประเทศสถานน้อยใหญ่  

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เสด็จสวรรคตเมื่อพระพุทธศักราช ๒๑๔๘ ท่ามกลางกองทัพไทยระหว่างยกไปถึงเมืองหาง

สิริรวมพระชนมายุได้ ๕๐ พระพรรษา

บรรดาประชากรไทย สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ที่พระองค์ทรงมีแก่ชาติไทยอย่างมหันต์ จึงร่วมจิตเป็นสมานฉันท์ประดิษฐานอนุสาวรีย์นี้เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงพระมหาวีรคุณอดุลยภาพ ให้ยืนยงดำรงอยู่ตราบกัลปาวสาน

ขอดวงพระวิญญาณขององค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงทรงบันดาลให้ประเทศชาติและชาวไทยประสบชัยชนะแก่ดัสกร และอยู่ร่มเย็นเป็นนิรันดรชั่วกาลนาน เทอญ









13  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ใต้เงาไม้ / Re: โคลงโลกนิติ : คาถาสุภาษิตจากคัมภีร์โบราณ กับคำอธิบายความ เมื่อ: 25 กรกฎาคม 2562 16:30:21
.
      ภาพวาดครูเหม เวชกร

มีลูกดื้อลูกขี้กาแก
มีทาสเทียรตำแย       . แส่ไส้
มีเรือรั่วขี่แพ    ดีกว่า
มีแม่เรือนเปื้อนให้      เดือดร้อนเพรางาย ฯ

           อธิบายความ
             มีเรือรั่ววิดน้ำ ฤาวาย - เหตุแห่งทุกข์
            มีลูกดื้อ เกเรคึกคะนองจนเอาไว้ไม่อยู่ พ่อแม่ย่อมทุกข์ใจ ลูกเช่นนี้ เปรียบเหมือนขี้นกขี้กา ไม่มีประโยชน์ ไม่มีใครอยากได้
            มีบ่าวไพร่บริวาร ก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจรับกับความทุกข์ความเดือดร้อนที่อาจมีขึ้น เหมือนโดนขนพิษตำแย ถูกร่างกายเมื่อไรจะทำให้ทั้งแสบทั้งคัน
            ถ้ามีเรือรั่ว ต้องคอยวิดน้ำออกอยู่ตลอดเวลา มีเรือไม่สมบูรณ์ใช้การไม่ได้  สู้ใช้แพยังจะดีเสียกว่า 
            มีภรรยาไม่ดี ไม่ทำหน้าที่ที่ควรพึงประพฤติพึงปฏิบัติ ภรรรยาเช่นนี้ย่อมทำความเดือดร้อนใจให้สามีตลอดเวลา


ขอเชิญร่วมอธิบายความตามโคลงโลกนิติ เพื่อเพิ่มพูนสติปัญญา
และแก้ไขสิ่งที่ผู้โพสต์อาจตีความคลาดเคลื่อน  เผยแพร่แก่ผู้สนใจต่อไป


14  สุขใจในธรรม / เกร็ดศาสนา / Re: คติ-สัญลักษณ์สถาปัตยกรรมไทย เมื่อ: 25 กรกฎาคม 2562 14:56:30
            
คติ - สัญลักษณ์สถาปัตยกรรมไทย



พระนั่งเมืองแก้ว (วัดป่าพุทธาราม) ถ้ำสติ

เรื่องของพระนั่ง ที่เขียนผ่านมา เป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในอดีตมีอายุเป็นร้อยปี แต่พระนั่งเมืองแก้ว พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นมาอายุไม่เกิน ๑๒ ปีนี้เอง

ด้วยรูปแบบของพระพุทธรูปที่งดงาม แกะสลักจากหินลอยตัวในถ้ำ ในปางธัมมจักกัปปวัตนสูตรร่วมสมัยกับศิลปะแบบทวารวดีในเขตเมืองราชบุรี เมืองที่มีพุทธศิลปะและซากโบราณสถานแบบศิลปะทวารวดีที่เก่าแก่หลายสถานที่

ประวัติสั้นๆ ของพระพุทธรูปองค์นี้มาจากการดำริของพระสงฆ์องค์หนึ่ง นาม พระสุรินทร์ รตนโชโต ซึ่งมาเป็นเจ้าอาวาสจากคำเชิญของแม่ชีสมจิต รัตนชัยยวีร์ และได้ขอพระราชทานวิสุงคามสีมาว่า วัดป่าพุทธาราม และได้ดำริที่จะสร้างพระพุทธรูปองค์นี้ โดยแกะสลักจากหินในถ้ำเป็นพระพุทธรูปลอยตัว ใช้เวลาแกะสลักอยู่ถึง ๖ ปี

ปางแสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตรนี้ เป็นปางที่กล่าวถึงพระพุทธเจ้าแสดงธรรมเป็นครั้งแรกแก่ปัญจวัคคีย์ หรืออดีตผู้เป็นอุปัฏฐากแก่เจ้าชายสิทธัตถะก่อนตรัสรู้ และได้หลีกตัวออกมาจากเจ้าชายสิตธัตถะเมื่อเห็นว่าเจ้าชายสิทธัตถะนั้นเลิกบำเพ็ญเพียรด้วยการทรมานตนให้ยากลำบาก เป็นเหตุให้เจ้าชายสิทธัตถะประทับอยู่แต่ผู้เดียวในพื้นที่อันเป็นสัปปายะแห่งการตรัสรู้สำคัญคือ เรื่องอริยสัจ ๔

เรื่องสำคัญของอริยสัจ ๔ ก็คือ คำว่าทางสายกลาง เป็นเรื่องที่บุคคลในปัจจุบันยกมาตั้งคำถามและเชื่อกันว่า ทางสายกลางน่าจะหมายความว่า พอดี โดยไม่ชัดเจนคำว่า พอดี ไม่มากเกินไปไม่น้อยเกินไปนั้นวัดกันตรงไหน

คำว่าทางสายกลาง มัชฌิมาปฏิปทานั้น ในทางพุทธศาสนาหมายความว่า เป็นการปฏิบัติตนด้วยการไม่บำเรอตนเพื่อหาความสุขในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส หรือไม่ทรมานตนให้ได้รับความยากลำบาก

การปฏิบัติอันเป็นทางสายกลางนั้นคือ การทำปัญญา ทำความรู้ เครื่องรู้ เพื่อให้จิตสงบ ระงับจากกิเลส เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความรู้ดีรู้แจ้งเพื่อทำให้กิเลสดับไปจากความคิด





พระนั่ง วัดพนัญเชิง จ.พระนครศรีอยุธยา

พระพุทธไตรรัตนนายก วัดพนัญเชิง ที่พระราชทานนามโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทอง นักโบราณคดีกำหนดเป็นพุทธศิลป์สมัยอู่ทองตอนปลาย

ปางสมาธิ หรือ นั่งสมาธิเรียบ หงายพระหัตถ์ (มือซ้ายบนตัก ส่วนมือขวาคว่ำลง อันเป็นสัญลักษณ์ของการประกาศชัยชนะต่อพญามารของฝ่ายเถรวาท ส่วนฝ่ายมหายานกล่าวถึงคติแห่งการแสดงความเป็นผู้อยู่เหนือโลก หรือการพ้นไปจากสังสารวัฏด้วยการชี้นิ้วพระหัตถ์ลงไปอยู่เหนือโลก

พระพุทธรูปองค์นี้อายุยาวนาน จากพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิต์ กล่าวว่าสถาปนาพระพุทธรูปองค์นี้ในปี พ.ศ.๑๘๖๗ ก่อนพระเจ้าอู่ทอง จะสถาปนากรุงศรีอยุธยาถึง ๒๖ ปี

ตามตำนานพงศาวดารเหนือที่เรียบเรียงจากตำนานเก่าครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี โดยพระวิเชียรปรีชา (น้อย) ในสมัยรัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์กล่าวถึงพระเจ้าสายน้ำผึ้ง สร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่นี้ในบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระนางสร้อยดอกหมาก ลูกเลี้ยงพระเจ้ากรุงจีน พระราชทานเป็นมเหสี

เปรียบเทียบยุคสมัยของพระเจ้าสายน้ำผึ้งกับปีที่สถาปนาพระไตรรัตนนายกและจักรพรรดิจีน ตกอยู่ในสมัยราชวงศ์หยวนตอนปลาย ระหว่างฮ่องเต้หยวนจินจงกับฮองเต้หยวนเทียนซุนตี

นั่นอาจจะพอคาดเดาได้ว่า ในเวลานั้นอยุธยา ต้องเป็นเมืองใหญ่ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจร่ำรวย การสร้างศาสนสถานที่ใหญ่โตจึงจะสร้างได้และด้วยความเป็นศูนย์อำนาจทางสังคม เศรษฐกิจ จึงทำให้การเข้ามาสถาปนากรุงศรีอยุธยาของพระเจ้าอู่ทอง เป็นเมืองหลวงหรือศูนย์กลางอำนาจในการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ใหญ่โตที่สุดของดินแดนสุวรรณภูมิที่ยาวนานกว่า ๔๐๐ ปี  





พระนั่งวัดมงคลบพิตร พระนครศรีอยุธยา

พระมงคลบพิตร วิหารพระมงคลบพิตร จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นพระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัย ก่ออิฐเป็นแกนและบุด้วยทองสัมฤทธิ์รอบองค์พระ หน้าตัก ๙.๕๕ เมตร สูง ๑๒.๔๕ เมตร เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่ไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้สร้าง

โบราณคดีสันนิษฐานว่าสร้างในสมัยอยุธยาตอนต้น ระหว่างปี พ.ศ.๑๙๙๑-๒๑๔๕ ราวสมัยพระบรมไตรโลกนาถ เป็นศิลปะผสมผสานพุทธศิลป์แบบสุโขทัยไว้ด้วย เดิมตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของวังหลวงแล้วพระเจ้าทรงธรรม (ปี พ.ศ.๒๑๖๓-๒๑๗๑) ได้ชะลอย้ายพระพุทธรูปองค์นี้มาทางฝั่งตะวันตกของวังด้านข้างนอกเขตวัดพระศรีสรรเพชร แล้วสร้างมณฑปครอบไว้ แต่มีอุบัติเหตุที่ต้องซ่อมบำรุงและปฏิสังขรณ์วิหารหลังนี้หลายครั้ง รวมทั้งพระพุทธรูปองค์นี้ด้วย

ภายหลังการเสียกรุง พ.ศ.๒๓๑๐ วิหารและพระพุทธรูปองค์นี้ถูกทำลายเสียหายมากมาย ในปี พ.ศ.๒๔๗๔ พระยาโบราณราชธานินทร์ซ่อมแซมพระพุทธรูปที่พระเมาลีและพระกรข้างขวา ซึ่งหักให้เต็มบริบูรณ์

ปี พ.ศ.๒๕๐๐ มีการทำนุบำรุงพุทธศาสนาในทุกๆ ด้าน จอมพล ป.พิบูลสงครามในสมัยนั้นจึงได้จัดการให้มีการปฏิสังขรณ์พระวิหารมงคลบพิตรขึ้น

แบบแปลนที่ใช้ในการปฏิสังขรณ์นี้ มาจากฝีมือของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ที่พวกข้างในกรมศิลปากรเรียกท่านว่า "สมเด็จครู" และพระพรหมพิจิตรเป็นผู้ช่วยในการออกแบบที่ใช้เค้าโครงของซากวิหารเดิม

เป็นมหาวิหารที่งดงามทั้งรูปแบบ รูปทรง สัดส่วน ที่งดงามเป็นที่สุดหลังหนึ่งของประเทศ

เมื่อพิจารณาถึงพระพุทธรูปพระมงคลบพิตร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปแกนปูนหุ้มด้วยทองสัมฤทธิ์ ที่น่าจะบอกถึงความร่ำรวย รุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ พลังอำนาจของอยุธยาตอนต้นที่ทำให้มีการสร้างศาสนสถานที่มีขนาดใหญ่ ที่น่าจะหมายถึงการตั้งถิ่นฐาน ความรุ่งเรืองที่ชัดเจนของยุคต้นอยุธยา





วัดเกษไชโย จ.อ่างทอง

พระมหาพุทธพิมพ์ หรือ หลวงพ่อโต พระนั่งปางสมาธิขนาดใหญ่ ที่วัดไชโย หรือวัดเกษไชโย จ.อ่างทอง

วัดไชโย ตำนานว่าเป็นวัดเก่า เป็นวัดราษฎร์ที่มาตั้งแต่สมัยอยุธยา สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) หรือหลวงพ่อโตที่รู้จักกันดีได้มาสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ขึ้น

เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นทาสีขาวตั้งอยู่กลางแจ้ง ประมาณปี พ.ศ.๒๔๐๐-๒๔๐๕ เมื่อสร้างเสร็จแล้วได้ถวายวัดนี้ให้เป็นวัดหลวง รัชกาลที่ ๔ พระราชทานนามว่า วัดเกษไชโย

พระพุทธรูปปางสมาธิมีขนาดหน้าตักกว้าง ๘ วา ๖ นิ้วหรือ ๑๗ เมตร สูงถึง ๑๑ วา ๑ ศอก หรือประมาณ ๒๓ เมตร

ประมาณปี พ.ศ.๒๔๓๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการให้เจ้าพระยารัตนบดินทรไปปฏิสังขรณ์วัดนี้ โดยมีการสร้างพระวิหารครอบพระพุทธรูปองค์นี้ เกิดอุบัติเหตุให้พระพุทธรูปพังลง จึงโปรดเกล้าให้สร้างขึ้นใหม่ และพระราชทานนามว่า พระมหาพุทธพิมพ์
คติและสัญลักษณ์ของพระพุทธรูปปางสมาธิที่สร้างไว้กลางแจ้งของหลวงพ่อโตก็คือ การแสดงถึงการทำสมาธิเพื่อการตรัสรู้ แต่เมื่อมีการสร้างพระวิหารครอบพระพุทธรูปองค์นี้แล้ว เป็นคติในวิถีของการดำรงสติของพระพุทธเจ้าในกุฏิหรือเสนาสนะที่พอดีกับพระองค์

เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการพังทลายของพระพุทธรูปองค์นี้ก็คือ การพบพระเครื่องตระกูลพระสมเด็จ เป็นพระสมเด็จที่มีฐาน ๗ ชั้น มีรูปแบบงดงามเป็นที่ไขว่คว้าของผู้มีศรัทธาในสมเด็จหลวงพ่อโตเป็นจำนวนมาก





พระนั่งวัดสุทัศน์

พระศรีศากยมุนี พระพุทธรูปปางมารวิชัย หล่อด้วยโลหะหน้าตักกว้าง ๓ วา ๑ คืบ หรือประมาณ ๖.๒๕ เมตร สูง ๔ วา เป็นพระพุทธรูปหล่อที่ใหญ่ที่สุด องค์หนึ่งของประเทศไทย เดิมเป็นพระประธานอยู่ในวิหารหลวงวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย (วัดที่มีฐานะเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรสุโขทัย)

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมีพระราชดำรัสให้อัญเชิญมาจากวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย ซึ่งมีสภาพชำรุดทรุดโทรมมาประดิษฐานไว้ ณ วัดสุทัศนเทพวราราม ซึ่งมีฐานะเป็นศูนย์กลางของกรุงรัตนโกสินทร์

การเชิญพระพุทธรูปองค์นี้ขึ้นสถิต ณ วิหารนี้ (ยังสร้างวิหารไม่แล้วเสร็จ ต้องประดิษฐานพระพุทธรูปก่อน แล้วจึงสร้างวิหารครอบองค์พระ) พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เสด็จฯ ตามขบวนแห่โดยไม่ได้ทรงฉลองพระบาท (ไม่ใส่รองเท้า) จากท่าพระ จนได้ยกพระศรีศากยมุนีขึ้นประดิษฐานบนแท่นแล้วเสร็จ

เมื่อสร้างพระวิหารที่สูงใหญ่ครอบองค์พระจนเสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ แห่งราชวงศ์จักรี ทรงพิจารณาพระเศียรของพระพุทธรูปนี้ดูเล็กไปไม่สมส่วน เมื่อมองจากพื้นพระวิหาร จึงโปรดเกล้าฯให้ถอดพระเศียรไปขยายใหม่ให้ดูถูกส่วนขึ้น

เรื่องที่น่าสังเกตของพระพักตร์ของพระพุทธรูปองค์นี้ก็คือ เมื่อมองจากนอกประตูกลางพระวิหาร จะมีความรู้สึกว่าพระพุทธรูปองค์นี้มองมายังคนที่ยืนอยู่และดูเสมือนจะเรียกให้ผู้ที่มองพระอยู่นั้นเข้าไปในวิหาร

เมื่อยืนมองพระพักตร์ของพระพุทธรูปองค์นี้จากประตูทางเข้าพระวิหาร จะดูเสมือนพระโอษฐ์จะยิ้มน้อยๆ เหมือนแผ่เมตตามายังผู้ดู

และเมื่อนั่งลงหน้าพระพุทธรูปองค์นี้แล้ว ก็จะรู้สึกว่า พระเนตรของพระพุทธรูปองค์นี้ทอดลงที่กลางอกพระพุทธรูป อันเป็นความหมายทางธรรมถึงการพิจารณา การมีสติ ที่กำหนดอยู่ พิจารณาอยู่ ถึงความสงบ ความคิดที่เกิดขึ้นภายในกาย ภายในจิตอันหมายถึงมงคลใน ๓๘ ประการที่กล่าวถึงมงคลสูงสุด คือ สงบสันติ





พระนั่งวัดพระมหาธาตุ นครศรีธรรมราช

พระศรีศากยมุนีศรีธรรมราช เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทององค์ ที่ใหญ่โตกว่าพระศรีศากยมุนีสุโขทัย ที่ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดสุทัศนเทพวราราม กรุงเทพมหานคร

พระพุทธรูปปางมารวิชัยที่งดงามนี้ตามตำนานกล่าวว่าสร้างโดยพระเจ้าศรีธรรมโศกราช แห่งเมืองนครศรีธรรมราช (ผู้เป็นตำนานร่วมศิษย์ของพระสุกทันตะฤๅษี ที่เขาสมอคอน แห่งเมืองลพบุรี) ร่วมกับพ่อขุนเม็งรายแห่งนพบุรีศรีนครพิงค์ เชียงใหม่ พญางำเมือง แห่งอาณาจักรน่าน และพ่อขุนรามคำแหงมหาราช แห่งกรุงสุโขทัย

แต่มีบางตำนานกล่าวว่าพระวิหารหรือพระอุโบสถหลังนี้ในปัจจุบันสร้างขึ้นพร้อมกับเจดีย์พระบรมธาตุวัดพระมหาธาตุเมืองนครแห่งนี้ ซึ่งถ้าเช่นนั้นพระพุทธรูปองค์นี้ก็น่าจะสร้างมาพร้อมกับวิหาร ซึ่งจะมีอายุมากกว่าในสมัยของพระเจ้าศรีธรรมโศกราช

พระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์นี้ หน้าตักกว้างถึง ๓ วา ๑ ศอก ๑๒ นิ้ว หรือประมาณ ๗ เมตรเศษ สูง ๕ วา หรือประมาณ ๑๐ เมตร เป็นศิลปะของพุทธศิลป์ภาคใต้ที่แสดงรูปแบบ รูปทรง มีความมั่นคงแข็งแรงและงดงามมาก

พระอัครสาวกทั้งสององค์ที่ประดิษฐานอยู่ด้านข้างยังส่งเสริมให้พระพุทธรูปองค์นี้งดงามยิ่งขึ้น





พระนั่ง วัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี

พระพุทธรูปสมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๙ ก็คือ พระพุทธรูปปางประทานพร องค์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

พระพุทธสุวรรณมงคลมหามุนี วัดพิกุลทอง พระอารามหลวง หมู่ ๓ ตำบลพิกุลทอง อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี ความกว้างหน้าตัก ๑๑ วา ๒ ศอก หรือ ๒๓ เมตร สูง ๒๑ วา ๑ คืบ ๓ นิ้ว หรือประมาณ ๔๒ เมตร

เป็นพระพุทธรูปแกนคอนกรีต ประดับองค์พระด้วยโมเสกสีทอง สร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๐ (ออกแบบโดยสถาปนิก สุนทร งามพร้อม ชาวสิงห์บุรี ขณะที่มีอายุไม่ถึง ๓๐ ปี ขอประทานโทษไม่ทราบนามวิศวกรโครงสร้าง)

พระพุทธรูปปางประทานพรนี้ เป็นสัญลักษณ์ของการให้พร (แปลว่า สิ่งประเสริฐ) หรือคำอนุญาตของพุทธเจ้าแก่พระอานนท์ พระอุปัฏฐาก (ผู้จัดการส่วนพระองค์) ของพระพุทธเจ้า ๘ ประการ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันคำครหาทั้งปวงที่มีต่อพระอานนท์ ที่อาจจะถูกกล่าวหาถึงประโยชน์อันมิชอบหรือมิควรได้ ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของพระอานนท์

พรทั้ง ๘ ประการมีดังนี้
๑. ไม่ประทานจีวรอันประณีตแก่ท่าน
๒. ไม่ประทานบิณฑบาตอันประณีตที่พระองค์ได้มาแก่ท่าน
๓. ไม่ประทานให้ท่านอยู่คันธกุฏิเดียวกับพระพุทธองค์
๔. ไม่ทรงพาท่านไปในที่รับนิมนต์
๕. ขอให้พระพุทธองค์ไปในที่นิมนต์ที่ท่าน (พระอานนท์) รับไว้
๖. ถ้าท่านนำพุทธบริษัทมาจากแดนไกลขอให้ได้เข้าเฝ้าทันที
๗. ถ้าท่านมีความสงสัยขอให้ถามท่านได้ทันที
๘. ถ้าพระพุทธองค์ทรงไปแสดงพระธรรมที่ไหน ถ้าท่านไม่ได้ฟัง ขอให้แสดงแก่ท่านอีกครั้งหนึ่ง(





พระนั่งวัดศรีชุม จ.สุโขทัย

พระอจนะ วัดศรีชุม เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ แกนในก่ออิฐและศิลาแลงปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง ๑๓.๓๐ เมตร สูง ๑๕ เมตร ประดิษฐานอยู่ในวิหารที่พอดีกับตัวองค์พระ เป็นคติเดียวกับหลวงพ่อโตวัดพนัญเชิง จ.พระนครศรีอยุธยา แต่พระอจนะมีอายุเก่าแก่กว่า ที่น่าจะสร้างในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ปรากฏเป็นคำกล่าวถึงอยู่ในศิลาจารึกหลัก ๑ ของสุโขทัย

ข้อมูลวิกิพีเดีย ระบุว่า พระอจนะ แปลความหมายว่า อจละ แปลว่าผู้ไม่หวั่นไหว มั่นคง ผู้ควรแก่การเคารพกราบไหว้

ปางมารวิชัยที่มีสัญลักษณ์ของพระพุทธรูปที่ปลายนิ้วของพระหัตถ์ขวาชี้ลงดิน อันมีความหมายว่า พระพุทธองค์นั้นพ้นไปแล้วจากโลกหรือสังสารวัฏ การไม่หวั่นไหว มั่นคง เป็นกริยาหรือสัญลักษณ์ของความหลุดพ้น ดังในพระสูตรธัมมจักกัปปวัตนสูตร ที่แสดงต่อลูกพญามาร นางตัณหา ราคะ อรตี ว่าไม่มีประโยชน์ เพราะพระองค์ไม่มี ไม่ติด ไม่ข้องแวะ ซึ่งมีความหมายดังนี้ ไม่ยินดีในภาวะของอารมณ์นั้นแล้ว

คำว่า ตัณหา ราคะ อรตี มีความหมายดังนี้

ตัณหา ความทะยานอยาก ความร้อนรน อยากได้ อยากเอาเพื่อตน ในมหาสติปัฏฐานสูตร ๔ คำว่า ตัณหา แปลความว่า ความอยากอันมีความเกิดอีกเป็นธรรมดา เจือด้วยกำหนัด ด้วยราคะ เพลิดเพลินในอารมณ์นั้น

ราคะ ความกำหนัด ความติดใคร่ในอารมณ์

อรตี ความไม่ยินดี ไม่พอใจ (แต่ไม่ใช่หมายความว่าเป็นความวางเฉย ซึ่งปนอยู่ระหว่าง โทสะ ความขัดข้องในจิต กับโมหะ คือความไม่รู้ชัด)





พระนั่งองค์ใหญ่สุด อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง

พระพุทธรูปปางมารวิชัย ที่เชื่อกันว่าใหญ่ที่สุดในโลก ประดิษฐานอยู่ที่ตำบลหัวสะพาน อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง เป็นพระพุทธรูปที่มีโครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก (หมายเหตุ เคยเกิดวิบัติโครงสร้างอยู่ครั้งหนึ่งและได้ดำเนินการแก้ไข ปรับปรุงจนแข็งแรง)

องค์พระก่ออิฐถือปูนทาสีทองตลอดทั้งองค์ มีขนาดหน้าตักกว้าง ๖๒ เมตร สูง ๙๓ เมตร เด่นสง่าอยู่กลางทุ่งนาเขียวขจี

พระพุทธรูปองค์นี้นาม พระพุทธมหานวมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ เจ้าอาวาสชื่อ หลวงพ่อเกษม อาจารสุโธ ซึ่งเดินธุดงค์มาปักกรดอยู่ที่บริเวณนี้ เชื่อว่าเป็นบริเวณวัดเก่าสมัยอยุธยาได้รับศรัทธาจากชาวบ้านให้สร้างบูรณะเป็นวัดขึ้น ประกอบด้วย โบสถ์ วิหาร ขนาดใหญ่ และด้วยศรัทธาของชาวบ้านที่มากขึ้น หลวงพ่อเกษม และคณะลูกศิษย์จึงได้ร่วมใจร่วมพลังกันสร้างพระพุทธรูปองค์นี้ขึ้นในปี ๒๕๓๔ ใช้เวลาก่อสร้างจนแล้วเสร็จ จนมีการฉลองกันเมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ รวม ๑๖ ปี ใช้งบประมาณไปประมาณ ๑๐๖ ล้านบาท

เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ และมีฉายาพระนามพระองค์ว่า พระพุทธมหานวมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ

กรณีที่มีคำถามว่า ทำไมเราจะต้องสร้างพระพุทธรูปให้ใหญ่โต ซึ่งดูเหมือนไม่มีความจำเป็นต่อศรัทธาที่ถูกต้องทางพุทธศาสนานัก

การดำริของหลวงพ่อเกษม อาจารสุโธ จะเป็นคำตอบอย่างหนึ่งในเหตุผลของการสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่





หลวงพ่อโต วัดสี่ร้อย จังหวัดอ่างทอง

เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางปาลิไลยก์ ที่สร้างขึ้น ในปี พ.ศ.๒๔๕๒ โดยความร่วมมือของพระสงฆ์ระดับเจ้าอาวาส หลวงพ่อปั้น หรือ พระครูสังฆกิต เจ้าอาวาสวัดพิกุล (วัดพิกุลโสคันธ์) ตำบลบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กับหลวงพ่อบุญ เจ้าอาวาสวัดสี่ร้อย จังหวัดอ่างทอง

พระพุทธรูปปางปาลิไลยก์องค์นี้จำลองมาจากวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นหน้าตักกว้าง ๖ เมตร สูง ๒๑ เมตร มีรูปช้างและลิง อยู่ที่ปลายพระบาท อันมาจากพุทธประวัติที่กล่าวถึงการแตกแยกทางความคิดของพระภิกษุสงฆ์ที่ทะเลาะวิวาทกัน เรียกว่าเป็นผู้สอนยาก

พระพุทธเจ้าจึงปลีกพระองค์ไปจำพรรษาในป่าชื่อปาลิไลยก์ โดยมีช้างและลิงคอยปรนนิบัติ ด้วยการที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ในป่า เป็นเหตุให้ชาวบ้านที่ศรัทธาในพระพุทธศาสนาเบื่อหน่ายการทะเลาะวิวาทของหมู่สงฆ์ จึงไม่ปวารณาดูแลหมู่สงฆ์ทำให้หมู่สงฆ์รู้สึกสำนึกถึงความผิดพลาด จึงพร้อมด้วยพระอานนท์ พระอุปัฏฐากพระพุทธเจ้ากราบทูลขออาราธนาให้พระพุทธเจ้าเสด็จกลับ ชาวบ้านจึงได้กลับมาดูแลพระภิกษุสงฆ์

ปางปาลิไลยก์นี้จึงน่าจะมีความหมายถึงผลเสียอันเกิดจากการทะเลาะวิวาทกัน ก็คือ การจะขาดความเชื่อถือในผู้อื่นๆ แต่โดยที่พระพุทธรูปองค์นี้ประดิษฐานอยู่ที่วัดสี่ร้อย ที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับกองทหารอาทมาตที่เป็นหน่วยตระเวนหาข่าวนำหน้ากองทัพที่เสียชีวิตหมดทั้งกองทัพ จากการเข้ารบตะลุมบอนกับกองทัพพม่าในสงครามเสียกรุงครั้งที่ ๒

เรื่องราวของนักรบอาทมาตจึงนำหน้าคติของพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ (ที่เน้นถึงการเป็นผู้สอนยาก การทะเลาะ การไม่รับฟังความเห็นของหมู่เหล่า อันจะทำให้เกิดการขาดความเชื่อถือ)





พระนั่ง วัดไตรมิตร

พระพุทธรูปปางมารวิชัย วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เป็นพระพุทธรูปทองคำ ขนาดหน้าตักกว้างประมาณ ๒.๕๐ เมตร สูงประมาณ ๓ เมตร น้ำหนัก ๕.๕ ตัน

เป็นพระพุทธรูปทองคำที่มีเนื้อทองคำมีความบริสุทธิ์ปานกลาง คือมีโลหะอื่นปนอยู่บ้าง

คติและสัญลักษณ์ของพระพุทธรูปปางมารวิชัยก็คงได้เคยอธิบายถึงคติและความหมายของการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

แต่เรื่องที่น่าจะนำมาวิพากษ์กันก็คือ ที่มาของพระพุทธรูปองค์นี้ เดิมพระพุทธรูปองค์นี้ถูกพอกปูนลงรักปิดทอง ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระยาไกร (วัดโชตนาราม) บางรัก กับพระพุทธรูปสำริดอีก ๑ องค์ ซึ่งอัญเชิญไปอยู่วัดไผ่เงิน พระพุทธรูปองค์นี้จึงถูกย้ายมาตั้งไว้ที่เพิงสังกะสีริมกำแพงวัดไตรมิตรจนถึง ๒๐ ปี และมีการสร้างวิหารใหม่เพื่อจะประดิษฐานพระองค์นี้

ขณะที่ยกพระพุทธรูปองค์นี้ขึ้นนั้นเกิดทำให้พระพุทธรูปนี้ตกลงมา เป็นเหตุให้ปูนที่หุ้มพระอุระแตกออกจึงรู้ว่าเป็นทองคำ

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ โปรดให้สร้างพระมหามณฑปประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำองค์นี้ และให้นามว่าพระพุทธมหาสุวรรณีปฏิมากร

ปัจจุบันมีผู้คนทั้งชาวไทย นักท่องเที่ยวต่างชาติ เข้าไปกราบไหว้ สักการบูชากันเป็นจำนวนมากทุกวัน แตกต่างจากเมื่อเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นที่ตั้งอยู่ในศาลาเพิงสังกะสีถึง ๒๐ ปี ที่ไร้คนบูชา อันน่าจะประเมินว่า การบูชาด้วยอามิส ดอกไม้ ของหอมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้นมาจากความเป็นทองคำขององค์พระมากกว่าคติของการสร้างพระพุทธรูป

เนื้อแท้แล้ว พระพุทธรูปไม่ใช่รูปเคารพเช่นในศาสนาอื่น หากมีความหมายของธรรมะที่แสดงออกด้วยการแสดงท่าทางของพระพุทธรูปนั้นเป็นสำคัญ





พระนั่ง วัดมหามุนี ประเทศเมียนมา

อาทิตย์นี้ขอออกนอกประเทศไปประเทศเพื่อนบ้าน พระมหามัยมุนี แห่งวัดมหามุนี เมืองมัณฑะเลย์ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา หรือประเทศพม่า

พระมหามัยมุนี เป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ที่มีหน้าตักกว้าง ๑.๘๔ เมตร สูง ๓.๘๒ เมตร นับได้ว่าเป็นพระพุทธรูปโลหะที่มีขนาดใหญ่มากองค์หนึ่ง มีตำนานความเป็นพระพุทธรูปองค์นี้ก็คล้ายคลึงกับตำนาน อุรังคธาตุของพระธาตุพนมคือมีมาแต่สมัยพุทธกาล

ความเชื่อว่าพระพุทธรูปองค์นี้มีชีวิตหรือด้รับประทานลมหายใจจากพระพุทธเจ้า จึงเกิดมีประเพณีล้างหน้าพระพุทธรูปในเวลาตีสี่ของทุกวัน ที่จะมีพุทธบริษัทไปนั่งอยู่เต็มพระวิหารองค์นี้ทุกวัน ด้วยศรัทธาเหมือนได้ชื่อว่าได้อุปัฏฐากพระพุทธเจ้า

ความสำคัญของพระพุทธรูปองค์นี้มีมากกว่าคติและสัญลักษณ์ในทางธรรมของพระพุทธรูปปางพิชิตมารที่ได้เคยเขียนอ่านกันมา

ความสำคัญของพระพุทธรูปองค์นี้ เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจในทางโลก สัญลักษณ์ของผู้พิชิต ผู้ครอบครองและควบคุมหรือความยิ่งใหญ่ของชาติพันธุ์

พระมหามัยมุนีเดิมเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของยะไข่หรือแคว้นอาระกัน ซึ่งไม่เคยมีกษัตริย์พม่าหรือมอญองค์ใดพิชิตได้ และไม่อาจจะเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปองค์นี้จากรัฐยะไข่ได้

เมื่อพระเจ้าปดุงเข้าพิชิตเมืองยะไข่ได้ จึงอัญเชิญพระพุทธรูปมหามัยมุนี (ที่แปลว่า ผู้รู้อันประเสริฐ) มาไว้ยังเมืองมัณฑะเลย์ เน้นย้ำถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าปดุง และทำลายความเชื่อมั่นในความเข้มแข็งของยะไข่





พระนั่งวัดไดโตกุ ประเทศญี่ปุ่น

พระพุทธรูปองค์ใหญ่ของต่างประเทศอีกองค์หนึ่งที่รู้จักกันดีในพุทธ ศาสนิกชนคือ

พระพุทธรูปนาม ไดบุตสึ (Dai butsu) แห่งเมืองคามาคุระ ประเทศญี่ปุ่น เป็นพระพุทธรูปสำริดปางสมาธิ มีความสูงเฉพาะองค์พระ ๑๑ เมตร

พระพุทธรูปองค์นี้สร้างขึ้นแทนพระพุทธรูปที่ทำด้วยไม้ จากดำริของโชกุนมินะโมโตะ โนะ โยะริโตะโมะ น่าจะประมาณปี พ.ศ.๑๖๘๐-๑๗๓๕ อันเป็นปีหลังจากที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นโชกุน แต่พระพุทธรูปไม้ถูกพายุพัดพัง จึงสร้างใหม่โดยศรัทธาหลวงพ่อโจโดที่เดินขอรับบริจาคทุนทั่วประเทศ (ก็คล้ายกับการวิ่งรอบประเทศรับบริจาคไปช่วยโรงพยาบาลในปัจจุบัน)

พระพุทธรูปองค์นี้ชื่อจริงก็คือ พระอมิตาภพุทธ เนียวยูไล พระอมิตาภ พุทธเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในพุทธศาสนามหายานที่เชื่อกันในประเทศจีน เป็นพระพุทธเจ้าประจำพุทธเกษตร (MANDALA ชื่อ สุขาวดี

เป็นพุทธเกษตรที่สถิตอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของพุทธเกษตรองค์กลาง ผู้ที่ปรารถนาจะไปเกิดในพุทธเกษตรนี้จะต้องพร่ำภาวนาคำว่า อมิตาภพุทธอยู่ตลอดเวลา

เพราะฉะนั้นในพุทธเกษตรนี้จึงไม่แบ่งแยกระหว่างคนดีและคนชั่ว

อมิตาภพุทธแปลอีกอย่างหนึ่งคือ ผู้มีแสงสว่างที่จะเข้าไปถึงทุกที่หรือหมายถึง ผู้มีปัญญาย่อมรู้ได้ทุกปัญหา

ส่วนคำว่า เนียวยูไล ยูไล แปลว่า ตถาคต หรือ พระพุทธเจ้า หรือแปลว่า ผู้มาแล้ว

ไดบุตสึ แปลว่าพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ฉะนั้นพระพุทธรูปไดบุตสึองค์นี้จึงหมายความว่า พระพุทธรูปองค์ใหญ่อันเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้านามอมิตาภพุทธ





พระนั่งเมืองทิมพู ประเทศภูฏาน

ฉบับนี้ยังขอนำพระพุทธรูปขนาดใหญ่นอกราชอาณาจักรไทย คือพระพุทธรูปที่มีนามว่า ดอร์เดนมา แปลว่า บัลลังก์วัชร

เป็นพระพุทธรูปของพระพุทธเจ้าศากยมุนี หรือนามของพระพุทธเจ้าที่เรา (ฝ่ายเถรวาท) นับถือกัน

พระพุทธรูปองค์นี้สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการครองราชสมบัติของกษัตริย์แห่งภูฏาน องค์จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ซึ่งถือเป็นอุเทสิกเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดองค์หนึ่ง

สร้างด้วยสัมฤทธิ์ถอดเป็นชิ้นๆ จากประเทศจีนมาประดิษฐานอยู่บนเขา เหนือแม่น้ำวังซุก หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก

ขนาดขององค์พระ ความสูง ๕๑ เมตร ฐานขององค์พระที่เรียกว่ารัตนบัลลังก์ สูงถึง ๑๕ เมตร ภายในเป็นโถงขนาดใหญ่ มีพระพุทธรูปองค์เล็กๆ ประดิษฐานโดยรอบผนัง จำนวน ๑๒๕,๐๔๖ องค์

ถึงแม้ว่าพระพุทธรูปองค์นี้จะเป็นพระพุทธรูปศากยมุนี แต่คติสัญลักษณ์ที่เรียกมุถุราของพระพุทธรูปก็แตกต่างจากพระพุทธรูปที่เป็นสัญลักษณ์ของพระศากยมุนีหรือสมณโคดมในฝ่ายเถรวาท ซึ่งจะไม่มีสัญลักษณ์ของอัฐ เช่น หม้อหรือบาตรในพระหัตถ์ ที่น่าจะหมายถึงพระไภษัชคุรุที่ถือหม้อยา อันมีความหมายถึงยาที่จะบำบัดความไม่รู้ธรรมของประชาชน

วัชระที่วางอยู่ด้านหน้าขององค์พระพุทธรูป ที่เป็นสัญลักษณ์ของปัญญาที่วางอยู่หน้าองค์พระ

ทั้งหมดก็คือ สัญลักษณ์อันเป็นส่วนหนึ่งของความสุขมวลรวม ที่กำหนดไว้ว่า พระพุทธศาสนานิกายตันตระยานเป็นศาสนาประจำชาติของภูฏาน





พระเจ้าพาราละแข่ง หรือพระมหามุนี (จำลอง)

พระเจ้าพาราละแข่ง เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดแม่ฮ่องสอน คล้ายกับพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองในจังหวัดต่างๆ ในประเทศไทย

ความแตกต่างของพระเจ้าพาราละแข่งกับพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองจังหวัดต่างๆ ในประเทศไทยก็คือ เป็นพระพุทธรูปจำลองของพระมหามัยมุนี พระพุทธรูปอันเป็นศูนย์รวมของประชาชน ประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ที่พระเจ้าปดุงนำมาจากยะไข่ อันเป็นพระพุทธรูปศูนย์กลางของชาวยะไข่หรืออาระกันมาก่อน (เพื่อแสดงถึงเดชะบารมีของพระองค์ที่อยู่เหนือประเทศราชโดยรอบ)

พระเจ้าพาราละแข่ง สร้างขึ้นโดยช่างชาวเมืองมัณฑะเลย์ เมื่อประมาณ ๙๐ ปีล่วงมาแล้ว หล่อและถอดออกได้เป็น ๙ ชั้น และประดิษฐานไว้ที่วัดหัวเวียง ต.จองคำ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน เชื่อว่าได้บรรจุพระธาตุของพระพุทธเจ้าไว้ที่องค์พระเพื่อให้ดูคล้องกับคติของพระมหามัยมุนีที่เชื่อว่าพระพุทธเจ้าได้บรรจุลมหายใจของพระองค์ไว้ในองค์พระ

พระเจ้าพาราละแข่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หมายถึงการแสดงออกหรือการยืนยันว่าพระพุทธองค์ได้บรรลุพระนิพพานเป็นพระอรหันต์ผู้อยู่เหนือโลก


ที่มา : คติสัญลักษณ์สถาปัตยกรรมไทย
โดย ชวพงศ์ ชำนิประศาสน์
หรรษา sun หนังสือพิมพ์ข่าวสด nec. ๒๘/๘ p.๔๐๐ 

15  สุขใจในธรรม / เกร็ดศาสนา / Re: รวมศิลปะ "ทวารบาล" เทพพิทักษ์ศาสนสถาน ตามคติและศิลปพื้นบ้าน เมื่อ: 24 กรกฎาคม 2562 16:26:16

เทพทวารบาล วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพมหานคร


ทวารบาล วัดเทวสังฆาราม อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี
16  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ในครัว / แกงคั่วพริกไก่บ้าน (ครัวปักษ์ใต้) เมื่อ: 24 กรกฎาคม 2562 15:49:06



แกงคั่วพริกไก่บ้าน (ครัวปักษ์ใต้)


ส่วนผสม
- ไก่บ้าน     700 กรัม
- พริกแกงคั่วใต้     2 ช้อนโต๊ะ
- ใบมะกรูด     3-5 ใบ
- น้ำปลาดี     ....

เครื่องแกงพริกใต้
- พริกขี้หนูแห้ง         20-30 เม็ด
- กระเทียมไทย     1 หัว
- ข่า         ½ ช้อนชา
- ผิวมะกรูด         ½ ช้อนชา
- ตะไคร้ซอย     1 ช้อนโต๊ะ
- ขมิ้น (ขูดเปลือกออกให้หมด)       ยาวประมาณ 1 นิ้ว
- พริกไทยดำ         1 ช้อนชา
- เกลือป่น     ½ ช้อนชา
- กะปิใต้     1 ช้อนโต๊ะ

* โขลกเครื่องแกงทั้งหมด (ยกเว้นกะปิ) พอละเอียดดีแล้ว ใส่กะปิโขลกให้เข้ากัน


วิธีทำ
1. ล้างไก้ให้สะอาด หั่นชิ้นพอคำ
2. รวนไก่ในกระทะให้น้ำออกจากตัวไก่จนเนื้อแห้ง (การรวนคือการทำให้เนื้อสัตว์เกือบสุก โดยไม่ใส่น้ำหรือน้ำมันพืช)
3. ใส่น้ำพริกแกง ลงไปผัดกับไก่ให้เข้ากัน ใส่ใบมะกรูดฉีก ใส่น้ำสะอาดเล็กน้อย เคี่ยวจนไก่สุกนิ่ม และน้ำแกงแห้ง
4. ปรุงรสด้วยน้ำปลาดี ชิมรสตามชอบ



โขลกเครื่องแกงให้ละเอียด ใส่กะปิ โขลกต่อให้เข้ากัน




รวนไก่ หรือคั่วไก่ ให้น้ำออกจากเนื้อไก่ จนเนื้อเกือบแห้ง


ใส่พริกแกงลงไปผัดให้เข้ากัน เติมน้ำสะอาด เคี่ยวจนเนื้อไก่สุกนุ่ม น้ำแกงงวด ใส่ใบมะกรูดฉีก ปรุงรสด้วยน้ำปลาดี
 
17  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ห้องสมุด / Re: รอบโลก "คนดัง" เมื่อ: 24 กรกฎาคม 2562 15:16:08


พระนางจินกู (Jingu)

พระนางจินกู (Jingu) เป็นจักรพรรดินีองค์หนึ่งในสมัยโบราณตามตำนานของญี่ปุ่น พระองค์เป็นมเหสีของพระจักรพรรดิชูอัย (Chuai) ซึ่งเป้นพระจักรพรรดิ ลำดับที่ ๑๔ และเป็นพระชนนีของพระจักรพรรดิโอจิน (Ojin) ซึ่งเป็นพระจักรพรรดิ ลำดับที่ ๑๕ พระองค์ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้พิชิตดินแดนเกาหลี นักวิชาการกล่าวว่าบางทีพระองค์อาจจะไม่ได้รับยกย่องว่าเป็นบุคคลที่มีตัวตนในประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง แต่พระองค์ปรากฏพระองค์ว่าเป็นรูปจำลองของหัวหน้านักรบสตรีผู้สู้รบอย่างเข้มแข็งคล้ายกับพระจักรพรรดินีฮิมิโกะในสมัยเริ่มประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

เมื่อพระนางจินกูได้เป็นมเหสีของพระจักรพรรดิชูอัยนั้น หนังสือที่เล่าเรื่องราวของญี่ปุ่นชื่อหนังสือนิฮองกิได้ลงบันทึกไว้ว่า พระองค์ได้มีชีวิตอยู่ในราว ค.ศ.๑๖๙ + อีก ๒๖๙ แต่นั่นดูเหมือนจะเป็นการนำพระองค์ไปวางไว้ในระยะเวลาที่เก่าแก่เกินความจริง พระองค์น่าจะมีพระชนม์อยู่ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ ๔ มากกว่า เพราะเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่ ๔ ดูจะสอดคล้องกับพระราชประวัติของพระองค์มากกว่า นักวิชาการมีความคิดว่าผู้รวบรวมหนังสือโกจิกิ (Kojiki) และหนังสือนิฮองกิ (Nihongi) ทราบดีว่าเคยมีผู้นำสตรีในสมัยโบราณที่ชื่อฮิมิโกะ แล้วนำคุณสมบัติของพระนางฮิมิโกะมาใส่ไว้ในเรื่องพระนางจินกูด้วย เพราะเป็นคุณสมบัติที่เด่นมากของผู้นำสตรีในสมัยโบราณ

การนับเวลาตามปฏิทินของจีนในสมัยโบราณ นับว่า ๑ รอบใหญ่ เท่ากับ ๖๐ ปี คือนับรอบปีนักษัตรรวม ๕ ครั้ง  ดังนั้น ถ้าคิดว่าเวลาในสมัยของพระนางจินกูเกิดทีหลังที่กล่าวไว้ในหนังสือนิฮองกิ ๒ รอบใหญ่ คือ ๑๒๐ ปี นั่นก็จะทำให้สมัยของพระนางจินกูเท่ากับ ค.ศ.๑๖๙ จนถึง ๒๖๙-๑๒๐ ปี จึงเท่ากับระยะเวลาที่เกิดเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์พอดี นั่นคือเรื่องเมื่อญี่ปุ่นยกทัพเข้าตีเกาหลีและได้เกาหลีใน ค.ศ.๓๙๑ และญี่ปุ่นก็ได้มีอิทธิพลอยู่บนคาบสมุทรเกาหลีต่อไปอีกประมาณ ๒๕๐ ปี โดยมีจุดศูนย์กลางการดำเนินการของญี่ปุ่นอยู่ที่มิมานา (Mimana) ซึ่งอยู่ทางใต้สุดของปลายแหลมคาบสมุทรเกาลีอยู่จน ค.ศ.๕๖๒

ตามที่หนังสือนิฮองกิเล่าไว้ พระนางจินกูได้รับคำทำนายหรือคำสั่งจากเทพเจ้าเป็นระยะๆ สมัยของพระนางจินกูก็เหมือนกับสมัยของพระนางฮิมิโกะ คือพระมหากษัตริย์และราชบัลลังก์ได้รับความนับถือจากประชาชนว่าเป็นสถาบันศักดิ์สิทธิ์ มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาประทับอยู่ปกปักรักษา กษัตริย์หรือจักรพรรดิจะต้องเป็นผู้ที่รู้ใจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์และทำตามที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องการ

หนังสือโกจิกิเขียนไว้ว่า คืนหนึ่งพระจักรพรรดิชูอัยพระสวามีและพระจักรพรรดินีจินกูกับอัครมหาเสนาบดีชื่อ ทาเกอชิ สุกุเนะ ได้ให้สร้างลานอันบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นในพระอุทยานของพระจักรพรรดิเพื่อจะให้เป็นที่สำหรับรับคำบัญชาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระจักรพรรดิชูอัยทรงลงมือเป่าขลุ่ยเพื่อเรียกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยพระองค์เอง อัครมหาเสนาบดีก็กล่าวคำขอคำสั่งจากสวรรค์ ส่วนพระจักรพรรดินีจินกูทรงถูกสิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้าทรง แล้วพระจักรพรรดินีก็กล่าวคำทำนายออกมา ซึ่งอัครมหาเสนาบดีเป็นผู้แปลให้เป็นภาษาญี่ปุ่นที่ใช้กันอยู่ในเวลานั้น อัครมหาเสนาบดีแปลคำกล่าวของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่า “มีประเทศหนึ่งอยู่ทางตะวันตก ประเทศนี้ร่ำรวยมาก มีทั้งทอง เงิน และสิ่งของที่มีค่าอย่างอื่น เราจะให้ประเทศนี้แก่เจ้า”

พระจักรพรรดิชูอัยเป็นผู้ที่เชื่อยาก จึงไม่เชื่อคำทำนายของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระองค์ตรัสว่า “ไม่มีประเทศอะไรอยู่ทางตะวันตกหรอก ท่านคงจะพูดเท็จให้ข้าพเจ้าฟังกระมัง” ในเมื่อพระจักรพรรดิชูอัยกล่าวคำไม่ดีให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระองค์ก็สวรรคตไปในทันดี โดยพระจักรพรรดินีไม่ทันได้เตรียมการอะไรทั้งนั้น พระจักรพรรดินีจินกูจึงคิดว่า ถ้าปล่อยให้ข่าวการสวรรคตของพระจักรพรรดิแพร่หลายไปในหมู่ประชาชน ก็อาจจะเกิดการจลาจลขึ้นได้  ดังนั้น พระจักรพรรดินีจินกูจึงเสด็จขึ้นครองราชย์เสียเอง โดยมี อัครมหาเสนาบดี ทาเกอชิ สุกุเนะ เข้าช่วย คนทั้งสองจัดการทำพิธีบูชาเพื่อให้ม่านหมอกแห่งเวทมนต์จางหายไป แล้วพระจักรพรรดินีจินกูจึงทำพิธีขอคำทำนายจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกครั้งหนึ่ง

คำทำนายก็คงเป็นอย่างเดิม คือมีคำตอบว่ามีประเทศที่มั่งคั่งสมบูรณ์อยู่ทางทิศตะวันตก คราวนี้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เปิดเผยพระองค์เองว่าพระองค์คือเทพเจ้าอะมาเตระสุผู้เป็นเทพนารีแห่งดวงอาทิตย์ เทพเจ้าอะมาเตระสุตรัสว่าดินแดนทางทิศตะวันตกนี้ ต่อไปผู้ปกครองจะได้แก่พระโอรสของพระจักรพรรดิผู้ปฏิสนธิในเดือนสิงหาคม และขณะนี้กำลังอยู่ในพระครรภ์ของพระจักรพรรดินีจินกู

แล้วเทพนารีแห่งดวงอาทิตย์อะมาเตระสุจึงตรัสบอกวิธีเดินทางไปยังประเทศทางทิศตะวันตกแก่พระจักรพรรดินีและอัครมหาเสนาบดี แล้วจึงตรัสบอกวิธีแสดงความเคารพต่อเทพเจ้าซึ่งเป็นเจ้าแห่งสวรรค์และเจ้าแห่งโลกมนุษย์ เทพแห่งภูเขา เทพแห่งแม่น้ำ และเทพแห่งมหาสมุทร พระจักรพรรดินีจินกูจึงทำตามคำตรัสของเทพเจ้าอะมาเตระสุ จัดการรวบรวมกำลังทหาร จัดหาเรือ แล้วพระจักรพรรดินีจินกูจึงบัญชาการกองเรือเอง โดยแต่งพระองค์เป็นชายและทำท่าทางอย่างชาย ทรงพากองเรือตัดข้ามมหาสมุทรไป ได้ลมส่งจากเทพเจ้าอะมาเตระสุผู้ประทานพรให้และบรรลุถึงประเทศชื่อซิลลาในเวลาไม่ช้านาน

พระเจ้าแผ่นดินแห่งซิลลาได้ทราบเรื่องว่ามีดินแดนศักดิ์สิทธิ์อยู่ทางตะวันออกได้ยอมอ่อนน้อมต่อพระจักรพรรดิจินกูโดยไม่สู้รบ ในขณะนั้นพระกุมารในพระครรภ์ของพระจักรพรรดินีกำลังจะประสูติ พระจักรพรรดินีจินกูจึงทรงหยิบก้อนหินแบนๆ มาก้อนหนึ่ง แล้วทรงผูกก้อนปินนั้นติดกับฉลองพระองค์เพื่อเลื่อนเวลาประสูติออกไป เมื่อเสด็จกลับถึงประเทศญี่ปุ่นแล้ว พระองค์จึงประสูติพระกุมาร เมื่อพระองค์เสด็จถึงชายฝั่งของเกาะกิวชูทางตอนเหนือ การพิชิตเกาหลีครั้งนี้เป็นผลงานของพระจักรพรรดินีจินกูผู้มีอำนาจลึกลับ และมีพระพักตร์และพระวรกายคล้ายแม่มดที่ได้เคยเป็นราชินีปกครองประเทศญี่ปุ่นในสมัยก่อนหน้านั้นขึ้นไป

พระจักรพรรดินีจินกูเป็นนักรบผู้พิชิตได้ดินแดนเกาหลี และเป็นพระราชมารดาของพระจักรพรรดิผู้ครองประเทศญี่ปุ่นต่อมา พระองค์ได้ประคับประคองปกปักรักษาพระโอรสให้พ้นภัยจากพระเชษฐาต่างมารดาและพระโอรสก็ได้เป็นพระจักรพรรดิองค์ต่อมาคือเป็นพระจักรพรรดิโอจินดังกล่าวแล้วในตอนต้น

เรื่องราวที่กล่าวไว้ในหนังสือโกจิกิยังย้ำเน้นเรื่องคุณสมบัติเหมือนแม่มดของพระจักรพรรดินีจินกู โดยกล่าวว่าในปีหนึ่งเดือนเมษายนพระจักรพรรดินีจินกู เสด็จไปเสวยพระกระยาหารบนพื้นหญ้าริมฝั่งแม่น้ำเพื่อสำราญพระอิริยาบถ แล้วพระองค์ก็ดึงด้ายเส้นหนึ่งออกมาจากฉลองพระองค์ท่อนล่าง แล้วพระองค์ทรงบ่วงเบ็ดด้วยเส้นด้ายนั้น แล้วเอาเมล็ดข้าวสุกเป็นเหยื่อ พระองค์สามารถตกปลาเทร้าต์ด้วยเบ็ดพิเศษนั้นได้ หนังสือโกจิกิกล่าวว่าสตรีชาวบ้านในแถบริมแม่น้ำนั้นยังคงตกปลาเทร้าต์ในเดือนเมษายนด้วยเบ็ดที่ทำจากเส้นด้ายข้าวสุกนั้นอยู่   
 

ราชินีในความทรงจำ นิตยสารสกุลไทย
18  สุขใจในธรรม / เอกสารธรรม / Re: พุทธธรรมเพื่อชีวิตและสังคม เมื่อ: 22 กรกฎาคม 2562 19:46:05


ภาพจาก : วัดขนอน อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

"นตฺถิ เม สรณํ อญฺญํ"
ที่พึ่งอย่างอื่นของข้าพเจ้าไม่มี  “พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์” เป็นที่พึ่งอันประเสริฐของข้าพเจ้า 

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาของปัญญา จึงเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของคนในการช่วยพิจารณาว่าอะไรควร อะไรไม่ควร

750
19  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ไปเที่ยว / ต้นจามจุรียักษ์ จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อ: 19 กรกฎาคม 2562 19:15:06



ต้นจามจุรียักษ์ จังหวัดกาญจนบุรี

จังหวัดกาญจนบุรี มักถูกพูดถึงในแง่ของประวัติศาสตร์ ที่เป็นสมรภูมิและเป็นเส้นทางเดินทัพทางบกที่สำคัญผ่านไปตีกรุงศรีอยุธยาหลายครั้ง จนต้องเสียกรุง ในปี พ.ศ.๒๓๑๐ รวมทั้งญี่ปุ่นขอใช้เป็นทางผ่านไปยังพม่าและอินเดียในสมัยสงครามโลกครั้ง ๒  ครั้งแรกที่ได้ยินชื่อ กาญจนบุรี ทำให้นึกถึง ด่านเจดีย์สามองค์ ซากกำแพงเมือง ป้อมปราการ สะพานข้ามแม่น้ำแคว และสุสานทหารสัมพันธมิตร  

ดังนั้น ครั้งแรกที่ได้ยินชื่อต้นจามจุรียักษ์ทำให้เกิดความสับสนเล็กน้อย เมื่อมีโอกาสเดินทางมาเยือนจังหวัดกาญจนบุรี หลังจากค้นหาข้อมูล ทำให้ต้องตัดสินใจแวะเวียนมาชมให้ได้สักครั้ง

ในพื้นที่ของ กองการสัตว์และเกษตรกรรมที่ ๑ กรมการสัตว์ทหารบก หมูที่ ๕ บ้านเขาน้ำตก ตำบลเกาะสำโรง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี  มีเพียงต้นไม้หนึ่งต้นที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจเดินทางมาเที่ยวชมไม่ขาดสาย เนื่องจากมีต้นจามจุรียักษ์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติขนาดใหญ่ อายุมากกว่า ๑๐๐ ปี มีเส้นรอบวงประมาณ ๑๕ เมตร ความสูงประมาณ ๒๐ เมตร ขนาด ๑๐ คนโอบ ลักษณะคล้ายต้นบอนไซ เปลือกสีน้ำตาลเกือบดำแตกเป็นร่อง แตกกิ่งก้านสาขา สวยงามมาก








ต้นจามจุรี เกิดขึ้นในเขตพื้นที่ทหาร ทัศนียภาพโดยรอบ จึงได้รับการดูแลบำรุงรักษา ให้มีความสะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย
เหมาะแก่การเที่ยวชม และพักผ่อนหย่อนคลาย

ต้นจามจุรี เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มีชื่อเรียกอื่น ได้แก่ ก้ามกราม ก้ามกุ้ง ก้ามปู จามจุรี (ภาคกลาง, กิมบี๊ (กระบี่) ฉำฉา สารสา สำสา ลัง (ภาคเหนือ), ตุ๊ดตู่ (ตาก) เส่ดุ เส่ดู่ (กระเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน) มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้เขตร้อน

รูปร่างลักษณะ
               ต้น : เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ กิ่งมีขนาดใหญ่ เปลือกแตกเป็นร่องตามยาว กิ่งอ่อนมีขนประปราย
               ใบ : เป็นใบย่อยรูปไข่ รูปรี ปลายมน โคนเบี้ยว ขอบเรียบ ด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนนุ่ม
               ดอก : ช่อดอกแบบช่อกระจุกแน่น ออกตามง่ามใบใกล้ปลายกิ่ง ช่อตั้งขึ้น ฝักรูปขอบขนาน เมื่อแก่สีน้ำตาลดำ ออกดอกช่วงเดือนสิงหาคม-กุมภาพันธ์
               เมล็ด : เรียงเป็นแถวตามความยาวของฝัก
การขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม ดินทุกชนิด เป็นไม้กลางแจ้ง
ประโยชน์
               เปลือก : แก้โรคในปาก ในคอ เหงือกบวม หรือปวดฟัน แก้ริดสีดวงทวารหนัก แก้ท้องร่วง ห้ามโลหิตตกใน
               ใบ : แก้กระหายน้ำ แก้ท้องเสีย ดับพิษ แก้ปวดแสบปวดร้อน
               เมล็ด : แก้กลากเกลื้อนและโรคเรื้อน แก้เยื่อตาอักเสบ
               ทั้งต้น : แก้กระหายน้ำ พอกฝี แก้อาเจียนเป็นเลือด แก้หนองใน แก้บิด แก้ฝีอักเสบ

20  สุขใจในธรรม / เสียงธรรมเทศนา - เอกสารธรรม - วีดีโอ / Re: ญาณสังวรธรรม (เทศนาพิเศษ) สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เมื่อ: 19 กรกฎาคม 2562 13:55:59



ญาณสังวรธรรม
เทศนาพิเศษ
พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
-----------------------------------------

เย ธัมมาติปภูติกถา*
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เตสํ เหตุํ ตถาคโต
เตสญฺจ โย นิโรโธ จ เอวํวาที มหาสมโณติ

บัดนี้ จักถวายวิสัชชนาพระธรรมเทศนา ฉลองพระเดชพระคุณ ประดับพระปัญญาบารมี อนุรูปพระกุศลราศีทักษิณานุปทาน ที่พระวรวงศบพิตร พร้อมด้วยพระชายาได้ทรงบำเพ็ญอุทิศถวาย สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ พระอุปัธยาจารย์ ในสัตตมวารที่เวียนมาถึงโดยลำดับ นับเป็นสัตตมวารที่ ๑๖ แต่วารเป็นที่สิ้นพระชนม์แล้ว

การที่พระวรวงศบพิตรพร้อมด้วยพระชายา ทรงบำเพ็ญพระกุศลถวาย ทั้งนี้ เป็นการทรงทำการบูชาด้วยพระคารวะอย่างยิ่งแด่สมเด็จพระสังฆราชเจ้า พระอุปัธยาจารย์ ผู้เจริญด้วยพระวุฒิสมบัติโดยประการทั้งปวง จึงเป็นมงคลเหตุให้ถึงความเจริญ ดังพระพุทธภาษิตในมงคลสูตรว่า ปูชา จ ปูชนียานํ การบูชาท่านผู้ควรบูชา เอตฺมมงฺคลมุตฺตมํ ข้อนี้เป็นมงคลอันอุดม ดังนี้

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ได้ทรงเป็นที่เคารพนับถือในพระราชวงศกุล นับแด่สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าทุกรัชกาลโดยลำดับมา ได้ทรงเป็นที่เคารพนับถือแห่งอำมาตยวงศกุลตลอดถึงพุทธศาสนิกวงศกุลทั่วไป โดยเฉพาะได้เป็นที่เคารพนับถือในพระวรวงศบพิตรอย่างยิ่ง ได้ทรงถึงเป็นพระอุปัธยาจารย์ เมื่อทรงผนวชในคราวนั้น สมเด็จพระสังฆราชเจ้าได้ประทานพระโอวาทแก่นวกภิกษุด้วยความตั้งพระหฤทัยให้สมบูรณ์ ประจวบเวลาที่มีพระอนามัยแห่งพระวรกายยังปกติเรียบร้อย จึงประทานพระโอวาทได้ตลอดพรรษากาลโดยเรียบร้อยสมบูรณ์ทุกข้อและหมวดธรรมที่ควรประทานแก่นวกภิกษุ พึงสังเกตได้ว่า ได้ตั้งพระหฤทัยเพื่อถวายแด่พระวรวงศบพิตรเป็นพิเศษ ได้มีนวกภิกษุจดพระโอวาทที่ประทานทุกครั้งด้วยชวเลข แล้วคัดถวาย ทรงตรวจแล้วขอประทานพระอนุญาตพิมพ์ขึ้น ด้วยพระอุปถัมภ์ของพระวรวงศบพิตร สำเร็จเป็นหนังสืออนุสรณ์ที่มีค่ายิ่งของนวกภิกษุศกนั้น และเป็นหนังสือที่อำนวยประโยชน์เป็นที่นิยมของนักศึกษาและปฏิบัติธรรมทั่วไป

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า เมื่อทรงได้บรรพชาอุปสมบท ก็ทรงปฏิบัติหน้าที่พระอุปัธยาจารย์มิให้บกพร่อง สม่ำเสมอโดยลำดับปีมา ไม่ทรงแสดงเหนื่อยหน่าย สมด้วยอรรถของอุปัชฌาศัพท์ ที่พระอาจารย์แสดงไว้ว่า วชฺชาวชฺชํ อุปนิชฺฌายตีติ อุปชฺฌา ชื่อว่าอุปัชฌา เพราะอรรถว่าคอยดูแลโทษน้อยโทษใหญ่ คือคอยดูแลป้องกันบำบัดโทษทั้งปวง ดังนี้ในสมัยหลัง เมื่อพระวรกายถึงทุพพลภาพ ไม่อาจประทานพระโอวาทได้ตลอด ก็ทรงพยายามประทานแม้น้อยครั้ง เพราะทรงเห็นตามสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ที่เคยตรัสไว้แก่พระองค์ว่า เป็นอุปัชฌาย์แล้วไม่ได้สอนพระที่บวชใหม่เอง ก็เหมือนเป็นมารดาแล้วมิได้เลี้ยงบุตรด้วยขีโรทกของตนเอง นอกจากนี้ได้ทรงเห็นเป็นสำคัญจริง ในกรณียะหน้าที่อันเป็นกิจพระศาสนา ทรงถือว่าเมื่ออาศัยอยู่ในวัดในพระศาสนา ก็ต้องช่วยทำกิจของวัดของพระศาสนา ไม่ปลีกตัวทอดทิ้ง ไม่เอาเป็นธุระ เมื่อคราวทรงดำรงตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายกก็เพราะทางฝ่ายราชอาณาจักรนำดอกไม้ธูปเทียนมากราบทูลอาราธนาขอให้ทรงช่วยภารธุระพระพุทธศาสนา จึงทรงรับช่วยภารธุระพระพุทธศาสนา ตามจรรยาของพระพุทธสาวกตั้งแต่ต้นมา เหตุฉะนี้ พระพุทธศาสนาจึงดำรงสืบต่อมาได้โดยลำดับ

ตามพระพุทธศาสนประวัติ พระพุทธสาวกทั้งหลายได้รับภารธุระพระพุทธศาสนาจากพระบรมศาสดา ด้วยพระพุทธาณัติให้เที่ยวไปประกาศพระพุทธศาสนาในชนบททั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ชนเป็นอันมาก จึงได้จาริกเที่ยวไปประกาศพระพุทธศาสนาช่วยพระบรมศาสดาตั้งแต่ปฐมโพธิกาล ปรากฏตอนหนึ่งว่า เมื่อพระบรมศาสดาประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันใกล้กรุงราชคฤห์ พระอัสสชิเถระซึ่งเป็นรูปหนึ่งใน ๕ รูป ที่เรียกว่าปัญจวัคคีย์ ได้เข้าไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ พระสารีบุตรเถระเมื่อยังเป็นปริพพาชกชื่อว่าอุปติสสะ ได้เห็นท่านมีอาการน่าเลื่อมใสจึงติดตามไปจนถึงที่อยู่ เมื่อได้โอกาสสมควรแล้ว จึงถามท่านว่าท่านบวชจำเพาะใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน ท่านชอบใจธรรมของใคร เมื่อท่านตอบให้ทราบว่า พระมหาสมณะผู้เป็นโอรสแห่งศากยะ ออกผนวชจากศากยสกุลแล้ว จึงถามท่านสืบไปว่า พระศาสดาของท่านสั่งสอนอย่างไร ท่านได้แสดงโดยย่อ ดังคาถาที่พระธรรมสังคาหกาจารย์ร้อยกรองไว้ ที่ยกเป็นบทอุทเทศ ณ เบื้องต้นว่า


เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เตสํ เหตุํ ตถาคโต
เตสญฺจ โย นิโรโธ จ เอวํวาที มหาสมโณ

แปลโดยนัยหนึ่งว่า ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะทรงสั่งสอนอย่างนี้ อุปติสสะได้ฟังแล้วได้ธรรมจักษุดวงตาเห็นธรรมว่า ยงฺกิญฺจิ สมุทฺยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมด ต้องมีความดับเป็นธรรมดา

คาถาของพระอัสสชินี้แสดงย่อพระพุทธศาสนาด้วยใช้ถ้อยคำนั้นๆ เพียงคาถาเดียว แต่มีความกว้างขวางเพียงพอแก่ปัญหาว่า พระศาสดาของท่านสั่งสอนอย่างไร ที่น่าจะตอบให้จบให้เพียงพอได้โดยยาก แต่พระอัสสชิตอบให้จบได้ใจความเพียงพอด้วยใช้ถ้อยคำไม่กี่คำ จึงเป็นคาถาที่นิยมนับถือกันมาว่าเป็นหัวใจอริยสัจ และเป็นตัวอย่างดีของการพูดสั้นแต่จุดความกว้างเพียงพอ อันเป็นคุณสมบัติประการหนึ่ง แม้ของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า คาถานี้สรุปพระพุทธศาสนาได้อย่างไร ควรพิจารณา

พระพุทธศาสนาคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้น ในชั้นสามัญ แสดงเหตุผลตามที่เป็นจริง หรือความจริงตามเหตุผล ที่อาจพิจารณาเห็นได้ที่ตนนี้เอง สมดังพระธรรมคุณบทหนึ่งว่า สนฺทิฏฺฐิโก ธรรมอันบุคคลพึงเห็นได้เอง เพราะถ้าแสดงนอกไปจากตน ตนก็ไม่อาจเห็นได้ เว้นไว้แต่จะเชื่อไปอย่างเดียวเท่านั้น เหมือนอย่างลัทธิศาสนาที่สอนให้เชื่อโดยมิต้องพิสูจน์โดยมาก เหตุผลอันมีอยู่ที่ตนดังกล่าวนี้ ทางพระพุทธศาสนาจำแนกเป็น ๒ คือ เหตุผลฝ่ายชั่ว อันเรียกว่า อกุศล ๑ เหตุผลฝ่ายดีอันเรียกว่า กุศล ๑  เหตุผลฝ่ายอกุศลนั้น ได้แก่อกุศลมูล มูลรากของอกุศล คือ โลภะ โทสะ โมหะ เป็นเหตุ อกุศลกรรม คือกรรมชั่วหรือทุจริตต่างๆ เป็นผลเรียกว่าอกุศลคือไม่ดี ก็เพราะมีโทษอันบัณฑิตติเตียน มีทุกข์เดือดร้อนเป็นผลต่อไป บุคคลอาจพิจารณาเห็นว่าเป็นอกุศลจริงได้ด้วยตนที่ตนเอง ส่วนเหตุผลฝ่ายกุศลนั้น ได้แก่กุศลมูล มูลรากของกุศลคือความไม่โลภ ความไม่โกรธประทุษร้าย ความไม่หลงเป็นเหตุ กุศลกรรมคือกรรมดีหรือสุจริตต่างๆ เป็นผลเรียกว่า กุศล คือดีเพราะไม่มีโทษ และมีสุขเป็นผลต่อไป บุคคลอาจพิจารณาเห็นว่าเป็นกุศลจริงได้ด้วยตนที่ตนเอง แต่สิ่งที่มีเหตุผลนั้น ต้องพิจารณาโดยเหตุผล อย่างมีเหตุผล จึงจะเห็นเหตุผลตามความเป็นจริง ในชั้นนี้ อาจสงเคราะห์เข้าคาถาของพระอัสสชิเถระได้ดังนี้ กรรมที่เป็นอกุศลทุจริตต่างๆ พร้อมทั้งความทุกข์เดือดร้อนต่างๆ ที่เกิดสืบเนื่องจากกรรมเช่นนั้น ชื่อว่าเป็นธรรมที่เกิดจากเหตุคือเป็นผลนั้นเอง ในฝ่ายชั่วพระตถาคตทรงแสดงเหตุของผลเช่นนี้ไว้แล้ว คืออกุศลมูลดังกล่าว

อีกอย่างหนึ่ง กรรมที่เป็นกุศลสุจริตต่างๆ พร้อมทั้งสุขสมบัติต่างๆ ที่เกิดสืบเนื่องจากกรรมเช่นนั้น ชื่อว่าเป็นธรรมเกิดแต่เหตุในฝ่ายดี พระตถาคตทรงแสดงเหตุของผลนี้ไว้แล้วเหมือนกันคือกุศลมูล และทรงแสดงความดับของผลเหล่านั้น คือทรงแสดงให้ดับเหตุคืออกุศลมูล เมื่อเหตุดับแล้ว ผลคือกรรมชั่วพร้อมทั้งความเดือดร้อนต่างๆ ก็ดับไปตามกัน คำสั่งสอนนี้เกื้อกูลสัมมาปฏิบัติทั้งในคดีโลกทั้งในคดีธรรม คือเมื่อประสงค์จะดับเรื่องใด ก็ต้องค้นหาเหตุของเรื่องนั้น และดับที่เหตุอันเป็นมูลจึงจะดับเรื่องนั้นได้ แต่ในชั้นนี้ สอนให้ดับแต่ในฝ่ายอกุศล ส่วนในฝ่ายกุศล สอนให้ก่อที่เรียกว่า ภาวนา คือทำให้มีขึ้นและเมื่อก่อเหตุ ผลก็ก่อขึ้นตามกัน กุศลคือฝ่ายดีนี้ต้องก่อเรื่อยๆ ไปจนกว่าจะเต็มดีหรือสุดดี จึงจะเสร็จกิจ ถ้ายังไม่สุดดี ก็ยังทำดีไม่จบ  ฉะนั้น พระบรมศาสดาถ้าจักทรงแสดงธรรมเพียงละชั่วทำดีเท่านั้น ก็ชื่อว่ายังแสดงธรรมไม่จบ จึงทรงแสดงธรรมให้จบลงด้วยชั้นสุดดีหรือเต็มดี จริงอยู่คนที่หวังชั่วย่อมไม่หวังดี  อนึ่ง คนที่ยังต้องการดี ก็เพราะยังดีไม่พอ ดียังไม่สมบูรณ์ ดียังไม่ถึงที่สุด ถ้าดีถึงที่สุด เต็มดี สุดดีแล้ว ก็ไม่ต้องการดี ธรรมชั้นนี้ เรียกว่า ปรมัตถะ ความจริงเป็นธรรมสามัญนั่นเอง แต่เป็นสามัญในชั้นนั้น

ในชั้นปรมัตถะนี้ พระบรมศาสดาทรงประกาศอริยสัจ จริงอย่างประเสริฐ คืออย่างแท้ คือทุกข์ ทุกขสมุทัย เหตุให้ทุกข์เกิด  ทุกขนิโรธ ความดับทุกข์  ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ทุกข์ในอริยสัจนี้ ได้แก่ผลทั้งปวงที่บุคคลเสวยอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ทนอยู่ยาก แปรปรวนไปเป็นธรรมดา และมิใช่ตน และซึ่งเกิดจากทุกขสมุทัย พระบรมศาสดาทรงชี้ตัณหา ความดิ้นรนแห่งใจหรือความทะยานอยากว่าเป็นสมุทัย เหตุแห่งทุกข์ เข้าในคำของพระอิสสชิเถระว่า ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตตรัสเหตุของธรรมเหล่านั้น คือตรัสตัณหาว่าเป็นเหตุของผลที่เป็นทุกข์ทั้งหมด นี้เป็นสายสมุทัยคือสายเกิดทุกข์ และทรงแสดงนิโรธ ความดับทุกข์ดังกล่าวแล้วว่าเป็นผลของเหตุข้อปฏิบัติที่เรียกสั้นว่า มรรค ซึ่งเป็นทางอันเดียว แต่มีองค์ประกอบกัน ๘ มีสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบเป็นต้น นี้เป็นสายนิโรธ คือสายดับทุกข์ เข้าในคำของพระอัสสชิเถระว่า และตรัสความดับของธรรมเหล่านั้น ฉะนั้น คาถาของพระอัสสชิเถระจึงประมวลอริยสัจไว้สมบูรณ์ทั้งสายสมุทัย ทั้งสายนิโรธ

ในอริยสัจนี้ มิได้แสดงว่ากุศลอกุศล แต่แสดงสัจจะโดยตรง เพราะธรรมที่แสดงกุศลอกุศลนั้นเกี่ยวแก่บุคคลเป็นที่ตั้ง คือ เป็นดีหรือเป็นชั่ว เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ เป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคล เพราะเกี่ยวแก่กรรม ส่วนธรรมในอริยสัจเกี่ยวแก่สัจธรรมโดยตรง แต่ก็แสดงที่บุคคลนั้นเอง

อนึ่ง ในอริยสัจจ์นี้ ทุกข์เป็นปริญเญยยธรรม ธรรมที่ควรกำหนดรู้ สมุทัยเป็นปหาตัพพธรรม ธรรมที่ควรละ นิโรธเป็นสัจฉิกาตัพพธรรม ธรรมที่ควรทำให้แจ้ง มรรค เป็นภาเวตัพพธรรม ธรรมที่ควรภาวนา คือทำให้มีขึ้น แม้เป็นภาวนา ก็เป็นไปเพื่อดับทุกข์ จึงจัดเข้าในสายดับ พระบรมศาสดาตรัสว่าอริยสัจนี้เป็นที่ประมวลพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น เหมือนอย่างรอยเท้าช้างเป็นที่ประมวลรอยเท้าสัตว์เดินดินทั้งสิ้น  ฉะนั้น คาถาของพระอัสสชิเถระซึ่งประมวลอริยสัจไว้ทั้งหมด จึงชื่อว่า ประมวลพระพุทธศาสนาทั้งสิ้นไว้ด้วยประการฉะนี้

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ปรากฏว่ามีปกติตรัสใช้ถ้อยคำน้อยแต่จุความกว้าง แม้ในการแสดงธรรมหรือประทานพระโอวาท ก็โปรดใช้ถ้อยคำสั้นน้อย แต่จุความเพียงพอและถูกตรงแก่อรรถของธรรมนั้นๆ อาจกล่าวได้ว่า โปรดรับสั่งสั้นและตรงไม่โปรดยาวและอ้อมค้อม แม้ในพระปฏิปทา ก็โปรดปฏิบัติในทางย่อเรื่อง ไม่ให้มากเรื่อง ไม่ให้เรื่องยาว โปรดปฏิบัติมิให้มีเรื่องเสียเลย เพราะทรงใช้วิธีปฏิบัติดับเหตุของเรื่องยุ่งยากต่างๆ ด้วยพระปรีชาสามารถ เรื่องโดยมากที่ใหญ่โต ถ้าได้พิจารณาดับต้นเหตุที่เล็กโดยมากเสียแล้ว ก็จะไม่เกิดขึ้น แม้จะทรงรับภารธุระมากมายหลายหน้าที่ ก็ไม่ทรงหนัก แม้จะเกิดอาพาธกล้าแก่พระวรกายก็ไม่ทรงเพียบ แม้จะทรงเผชิญเรื่องยุ่งยาก ก็ไม่ทรงจนทาง ทรงมีวิธีปลงให้เบาสบาย มีทางออกให้รอดพ้น ดั่งที่เรียกว่า นิยยานิกธรรม เป็นอันว่าได้ทรงมีปฏิปทาในทางย่อทุกข์ด้วยการย่อเหตุของเหตุ ดับเหตุของทุกข์โดยสามารถ

พระวรวงศบพิตร ทรงประกอบด้วยพระกตัญญูกตเวทิตาธรรม ทรงบำเพ็ญพระกุศลถวาย ก็พึงเห็นสมด้วยพระพุทธภาษิตว่า ภูมิ เว สาธุรูปานํ กตญฺญูกตเวทิตา ความกตัญญูกตเวทิตาเป็นภูมิของสาธุชน ดังนี้

ขออำนาจพระกุศลราศีทักษิณานุปทาน ที่พระวรวงศบพิตรพร้อมด้วยพระชายาได้ทรงบำเพ็ญถวายทั้งนี้ จงเป็นผลสัมฤทธิ์เป็นสุขวิบากบูชา ดุจได้ทรงถวายบูชาเมื่อทรงดำรงอยู่แด่สมเด็จพระสังฆราช กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ พระอุปัธยาจารย์และชื่อว่าได้ถวายบูชาโดยพระสังฆรัตนะโดยฐานะฯ ถวายวิสัชนาพระธรรมเทศนาฉลองพระเดชพระคุณประดับพระปัญญาบารมี ยุติลง เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้

ขอถวายพระพร 



* ทรงแสดงเมื่อดำรงสมณศักดิ์ที่ พระสาสนโสภณ ในการทรงบำเพ็ญพระกุศลทักษิณานุปทาน ถวาย สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิจ
หน้า:  [1] 2 3 ... 173
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.76 วินาที กับ 26 คำสั่ง

Google visited last this page วานนี้