[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
23 กันยายน 2561 22:03:47 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก เวบบอร์ด ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

  แสดงกระทู้
หน้า:  [1] 2 3 ... 162
1  นั่งเล่นหลังสวน / เกร็ดความรู้ งานบ้าน งานครัว / Re: สาระน่ารู้คู่ครัวไทย เมื่อ: 21 กันยายน 2561 18:07:45




วิธีกำจัดกลิ่นติดเขียง
การขจัดกลิ่นจากเขียงไม้ที่คุณใช้หั่นและสับอาหาร จะมีกลิ่นไม่สะอาดฝังในเนื้อไม้ แต่เราสามารถขจัดกลิ่นจากเขียงไม้ด้วย 2 วิธีด้วยกัน คือ
วิธีที่ 1 : ฝานมะนาวซักซีกหรือสองซีก แล้วถูบนหน้าเขียงให้ทั่ว ทิ้งไว้สักครู่ค่อยล้างออก
วิธีที่ 2 : ผสมเบกิ้งโซดา เข้ากับน้ำนิดหน่อยพอเป็นครีมแล้วทาให้ทั่วบนหน้าเขียง เสร็จแล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำสะอาด คุณก็จะได้เขียงที่สะอาดและปราศจากกลิ่นด้วย/size]



วิธีกำจัดมดในครัว โดยไม่ต้องฆ่า
อีกหนึ่งปัญหาในครัวที่ยังคงกวนใจคุณแม่บ้านอยู่ได้ตลอด ก็คงหนีไม่พ้นเจ้ามดตัวร้ายที่แอบมาเพ่นพ้านในครัว สร้างความหงุดหงิดจนต้องรีบหาวิธีมาจัดการแทบไม่ทัน หากใครกำลังประสบกับปัญหานี้เลิกคิ้วขมวดได้แล้วคะ เพราะการจัดการกับเจ้าฝูงมดไม่ได้ยากอย่างที่คิด และที่สำคัญไม่ต้องทำบาป แถมยังปลอดภัยไร้สารเคมีไม่เป็นมลพิษต่อครัวของคุณอย่างแน่นอน
 
วิธีที่ 1 : ผสมน้ำส้มสายชูเข้ากับน้ำเปล่าในปริมาณที่เท่าๆ กัน นำใส่ลงในขวดสเปรย์ แล้วฉีดลงไปในบริเวณที่มีมดเดินอยู่เป็นประจำ
วิธีที่ 2  : ผสมน้ำมะนาว 1 ส่วน ต่อน้ำเปล่า 3 ส่วน และนำไปฉีดได้เลย แต่เพื่อเป็นการไล่มดไปอย่างถาวรให้เอาผ้าชุบน้ำที่เราใช้ฉีดเมื่อสักครู่ นำไปเช็ดบริเวณทางเดินของมด

รับรองว่ามดจะไม่กลับมาเดินบริเวณนั้นอีกแน่นอน ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คุณแม่บ้านควรเก็บอาหารในครัวให้มิดชิดและรักษาความสะอาดด้วย เท่านี้ครัวของเราก็ปลอดภัยไร้มดแล้วค่ะ




ขอบยางตู้เย็น สาเหตุทำให้เปลืองไฟ
วิธีทดสอบว่าขอบยางของตู้เย็นแนบสนิทหรือไม่ ให้นำกระดาษมา 1 แผ่นสอดไว้ตรงขอบยางแล้วปิดประตูลองดึงกระดาษดู ถ้าดึงออกง่ายๆ แสดงว่าขอบยางไม่สนิท ทำให้อากาศเข้าไปในตู้ได้ ต้องรีบเปลี่ยนขอบยางใหม่ทันที

วิธีเปลี่ยนขอบยางตู้เย็น
1. เลือกซื้อขอบยางเส้นใหม่ให้ตรงตามไซส์และรุ่นของตู้เย็น
2. เมื่อซื้อมาแล้ว ขอบยางตู้เย็นอันใหม่จะมีเนื้อแข็งและไม่ยืดตัว ดังนั้นให้นำไปแช่น้ำอุ่นประมาณ 2-3 นาที เพื่อให้ยางอ่อนตัวและยืดหยุ่นตามแนวขอบตู้เย็นได้
3. ก่อนเปลี่ยนขอบยางใหม่ให้นำอันเก่าออกก่อน โดยให้คลายเฉพาะนอตหลักๆ ซึ่งยึดขอบยางเก่าออก จากนั้นให้ดึงขอบยางเก่าโดยเริ่มดึงจากมุมประตูฝั่งที่เปิดด้านบนออก
4. เมื่ออันเก่าออกหมดแล้วให้เริ่มใส่ขอบยางอันใหม่ลงไป โดยเริ่มจากติดที่ขอบยางบริเวณประตูตู้ด้านบนก่อน จากนั้นใส่นอตลงไปตามรูที่ถอดออกให้เหมือนเดิมทุกจุด เมื่อเสร็จแล้วให้ทดลองดูว่าขอบยางประตูติดตู้เย็นแน่นและไม่มีส่วนไหนหลุดออกจากขอบประตูโดยการทดลองปิดประตูไป 1 ครั้ง




น้ำชา เครื่องดื่ม 2,000 ปี
ต้นชา (Camellia Sinensis) เป็นพืชยืนต้นชนิดหนึ่งที่นิยมปลูกกันในแถบไหล่เขาในที่ราบสูง ดินฟ้าอากาศของแหล่งที่ปลูกชามีอิทธิพลมากต่อรสชาติของชา และเชื่อกันว่าชาที่ปลูกบนที่ราบสูงมีรสชาติที่ดีกว่าชาที่ปลูกในที่ลุ่มมาก ขั้นตอนการผลิตใบชาแห้งจะเริ่มจากการที่ชาวไร่จะเก็บใบชาจากยอดของต้นชา (ยอดยิ่งอ่อนโดยเฉพาะยอดที่ยังตูมอยู่จะมีสารเคมีที่เป็นประโยชน์อยู่มากกว่ายอดชาที่บานแล้ว)
 
สำหรับขั้นตอนการผลิตชาดำและชาอู่หลงจะแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอนหลัก ๆ ได้แก่ การผึ่งใบชาให้สลด (Wither) หลังจากเก็บใบชามาแล้วจะทำการผึ่งใบชาให้สลดในที่ร่ม โดยชาอู่หลงจะบ่มนาน 20 นาที ชาดำ 1 ชั่วโมงตามลำดับ ใบชาที่ผึ่งเอาไว้จะมีสีที่เข้มขึ้นจนเป็นสีน้ำตาลขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการผึ่ง ขั้นตอนนี้ทำให้ชามีรสชาติเข้มข้นขึ้น หลังจากนั้นจะทำการนวดให้ใบชาช้ำ (Rolling) เพื่อทำให้เอนไซม์ที่อยู่ในใบชาออกมาทำงานได้ดียิ่งขึ้น หลังจากนั้นก็บ่มต่ออีกประมาณ 4 ชั่วโมง สำหรับชาดำนั้นจะทำแห้งทันทีหลังบ่ม แต่ชาอู่หลง ต้องนำไปนวดบนกระทะ (Pan Frying) แล้วนำไปนวดอีกครั้ง (Rolling) ก่อนนำไปทำแห้ง จึงทำให้ชาอู่หลง มีรสชาติที่นุ่มนวลกว่าชาดำนั่นเอง




5 วิธี จัดของในครัวให้เป็นระเบียบ
ตะขอห้อยหม้อ กระทะ ผึ่งลมแห้งสนิท…. ถ้าวางชุดเครื่องครัวซ้อนกันในตู้อาจเกิดการขูดขีดจนพื้นผิวเสียหายและหยิบใช้ยาก จึงควรเก็บไว้ที่ตะแกรงเหล็กที่ห้อยจากฝ้าเพดาน แล้วหาตะขอรูปตัวเอสมาคล้องแขวนกับหูหม้อหรือด้ามกระทะ จะทำให้กระทะได้ผึ่งลมจนแห้งสนิทและสะดวกในการหยิบใช้ รวมทั้งไม่กินพื้นที่ตู้ในครัวอีกด้วย
 
แขวนฝาหม้อสะดวกหยิบใช้...อุปกรณ์สำหรับแขวนฝาหม้อ มีหลายรูปแบบทั้งแบบราวแขวนหรือแบบตะขอรูปตัวเอส ซึ่งสามารถหาซื้อได้ที่แผนกอุปกรณ์ครัวทั่วไป แต่ต้องแบ่งพื้นที่บนผนังเพื่อแขวนอุปกรณ์ โดยสามารถเสียบฝาหม้อซ้อนกันได้หลายชิ้นแบบไม่ติดกัน จึงสะดวกมากสำหรับตากสารพัดฝาหลังล้างเสร็จ
 
ตะแกรงคว่ำจาน ประหยัดพื้นที่...การวางจานชามซ้อนกันจะช่วยประหยัดพื้นที่ แต่จะทำให้หยิบใบล่างลำบาก ลองเปลี่ยนมาวางจานตามแบบที่คว่ำจาน เพราะจะหยิบใช้ได้สะดวกมากกว่า แค่ใส่ตะแกรงในตู้เพิ่ม เหมาะสำหรับจานชามที่ใช้เป็นประจำ
 
ถ้วยชา-กาแฟมีหู ซ้อนกันไม่ได้...ถ้วย-ชา มีหูสำหรับจับแก้ว จึงควรเลือกราวแขวนติดผนังที่มีตะขอ เพื่อจะได้เแขวนถ้วยมีหูเรียงกันได้เยอะ และยังหยิบสะดวก หรืออาจจะใช้ตะขอรูปตัวซีติดที่ด้านใต้ของตู้แขวน โดยเว้นระยะห่างให้พอดี ถ้าอยากเก็บในตู้เพื่อป้องกันฝุ่น สามารถเปลี่ยนเป็นติดตะขอที่ใต้ชั้นวางของในตู้แทนก็ได้
 
ใช้กระดาษลดการกระทบกระแทก...เทคนิคที่ช่วยให้พื้นผิวของภาชนะที่ซ้อนกันสูงปลอดภัย คือ ใช้กระดาษ Paper Towel วางคั่นระหว่างภาชนะแต่ละใบ จะช่วยลดการขูดขีดหรือการกระทบกระแทกกันได้ค่ะ โดยเฉพาะถ้าวางแก้วซ้อนกันโดยไม่มีกระดาษอาจจะทำให้แก้วล็อกติดและดึงออกจากกันไม่ได้




พริกหวานใยอาหารสูง
พริกหวาน เป็นผักที่ใครๆก็รู้จัก ด้วยที่ว่ามักจะต้องทำหน้าที่เป็นเครื่องประดับในจานอาหาร หรือไม่ก็เป็นประกอบของอาหาร เพราะสีสันที่ฉูดฉาด จะช่วยเพิ่มความอยากอาหารมากยิ่งขึ้น จึงไม่แปลกที่เรามักจะเห็นว่าพริกหวานอยู่ในจานอาหารเมื่อสั่งอาหารรับประทานที่ร้าน

 พริกหวาน มีรูปทรงเป็นสี่เหลี่ยมถึงหกเหลี่ยม เนื้อหนา มีหลายสีทั้งเขียว แดง เหลือง ส้ม และสีช็อคโกแลค มีรสชาติหวาน ไม่เผ็ด สามารถรับประทานสดในสลัด หรือนำมาผัดกับผักชนิดต่างๆ ให้สีสันน่ารับประทาน  ซึ่งพริกหวานสีเหลืองจะมีวิตามินมากกว่าพริกหวานสีส้มถึง 4 เท่า และมีเบตาแคโรทีนสูง  มีคุณค่าทางวิตามิน A, B1, B2   มีสารแคบไซซิน ช่วยยับยั้งอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหลอดเลือด โรคต้อกระจก และโรคมะเร็ง

 ในพริกหวาน 100 กรัม ให้พลังงาน 22 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย โปรตีน 0.8 กรัม ไขมัน 0.3 กรัม คาร์โบไฮเดรต 4.0 กรัม แคลเซียม 9 มิลลิกรัม โพแทสเซียม 2.5 มิลลิกรัม ไทอะมิน 0.10 มิลลิกรัม ไรโบฟลาวิน 0.05 มิลลิกรัม วิตามินซี 65 มิลลิกรัม




ถั่วลันเตาผักมากคุณค่า
ช่วงนี้เรียกได้ว่าเป็นฤดูแห่งพืชผักเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นช่วงที่มีผักมากมายหลายชนิดให้เลือกกิน แต่ยังมีผักอีกชนิดหนึ่งที่ถึงจะหาซื้อได้ตลอดทั้งปี อย่าง ถั่วลันเตา ซึ่งเป็นพืชตระกูลถั่วที่เติบโตได้ดีในฤดูหนาว ฝักและเมล็ดเมื่อนำมาประกอบอาหารจะมีรสหวาน ช่วยขับของเหลวในร่างกาย ถอนพิษ ใบอ่อนและยอดของถั่วลันเตาสามารถนำมาประกอบอาหารให้ผู้ป่วยโรคเบาหวาน และลดความดันโลหิตสูงได้ อีกทั้งยังมีคุณสมบัติลดอาการเป็นตะคริว เหน็บชา และช่วยขับปัสสาวะ รวมทั้งช่วยกระตุ้นการสร้างน้ำนมอีกด้วย

การล้างผลไม้ให้ถูกวิธี จะช่วยชะล้างสิ่งสกปรกหรือยาฆ่าแมลงที่ติดมากับผลไม้ออกไปได้ ผลไม้ที่กินทั้งเปลือกได้ เช่น มะเฟือง สตรอว์เบอร์รี ฝรั่ง ควรล้างน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง โดยใช้แปรงขนอ่อนถูเบาๆ ให้ทั่ว จากนั้นล้างด้วยน้ำเกลือหรือน้ำสุก ส่วนผลไม้ที่ต้องปอกเปลือก เช่น มะม่วง มะละกอ สับปะรด ควรล้างทำความสะอาดมีดปอกผลไม้ให้ดี เพราะจะทำให้เนื้อผลไม้สะอาดน่ากินอย่างมั่นใจ




วิธีล้างปลาหมึกและกุ้งไม่ให้คาว
วิธีล้างปลาหมึกและกุ้งไม่ให้คาว
วิธีที่ 1 : ระหว่างล้างปลาหมึกหรือกุ้ง ให้บีบมะนาวลงไปในน้ำที่ใช้ล้าง เพื่อจะช่วยลดกลิ่นคาว และยังทำให้ปลาหมึกมีเนื้อขาวขึ้นอีกด้วย
วิธีที่ 2 : ล้างกุ้งหรือปลาหมึก แล้วนำน้ำส้มสายชู ประมาณ 2 ช้อนชา ใส่ลงไป แช่ทิ้งไว้ 10 นาที จากนั้นล้างน้ำสะอาดอีกครั้ง ตั้งทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ แล้วจึงนำมาประกอบอาหาร


ขอขอบคุณที่มาข้อมูล : นิตยสารแม่บ้าน
2  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ใต้เงาไม้ / Re: โคลงโลกนิติ : คาถาสุภาษิตจากคัมภีร์โบราณ กับคำอธิบายความ เมื่อ: 21 กันยายน 2561 17:41:06
ภาพวาด ครูเหม เวชกร

ความรู้รู้ยิ่งได้สินศักดิ์
เป็นที่ชนพำนัก       . นอบนิ้ว
อย่าเกียจเกลียดหน่ายรัก     เรียนต่อ
รู้ชอบใช่หอบหิ้ว       เหนื่อยแพ้แรงโรย ฯ

           อธิบายความ
            ”ชีวิตคือการเรียนรู้” ผู้มีความรู้ความสามารถมาก ย่อมเป็นที่พึ่งแห่งตนและประชาชน ทำให้ตนมีโอกาสได้ทรัพย์และอำนาจวาสนา และเป็นผู้ยังประโยชน์สุขให้เกิดแก่ประชาชนจนเกิดความชื่นชมยินดี
            โบราณว่า “รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม” การเรียนรู้หรือการศึกษาไม่ได้หนักบ่าหนักแรงแต่อย่างใด ความรู้ยิ่งมีมากยิ่งดี ฉะนั้น จึงควรให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด เราต้องเรียนรู้และฝึกฝนพัฒนาตนเองอยู่เสมอ




วิชาเป็นเพื่อนเลี้ยงชีวิต
ยามอยู่เรือนเมียสนิท       . เพื่อนร้อน
ร่างกายสหายติด     ตามทุกข์ ยากนา
ธรรมหากเป็นมิตรข้อน       เมื่อม้วยอาสัญ ฯ

           อธิบายความ
            - วิชาความรู้เป็นเครื่องหาเลี้ยงชีพสำหรับตน
           - ภรรยาคือมิตรในเรือน เป็นเพื่อนใกล้ชิดที่ดีที่สุดของสามี ยามมีทุกข์ ภรรยาสามารถช่วยออกความเห็นและปรึกษาเรื่องราวต่างๆ ได้
           - ขันธ์ หรือส่วนต่างๆ ของร่างกาย เป็นเพื่อนคอยตามร่วมทุกข์ร่วมสุขเราตลอดเวลา
           - เมื่อถึงคราวตาย ร่างกายและทรัพย์ทั้งหลายก็เอาติดตัวไปไม่ได้ มีแต่ ธรรม (บุญ-บาป) เท่านั้น เป็นเพื่อนคอยติดตามเราไป  


ขอเชิญร่วมอธิบายความตามโคลงโลกนิติ เพื่อเพิ่มพูนสติปัญญา
และแก้ไขสิ่งที่ผู้โพสท์อาจตีความคลาดเคลื่อน  เผยแพร่แก่ผู้สนใจต่อไป

400-22
3  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ใต้เงาไม้ / Re: "กนกนคร" วรรรณกรรมรักข้ามชาติภพ เมื่อ: 21 กันยายน 2561 17:19:36
                                     
       . กนกนคร  .
       พระนิพนธ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (น.ม.ส.)

๏ เมื่อนั้น พระนราธิราชเรืองกิตติ์
คำนึงอึ้งอัดขัดคิด แปลกจิตต์เห็นยากหลากแท้
แปลกจิตต์เห็นยากหลากแท้           ควรเชื่อฤๅไม่ไม่แน่
สงสัยในจิตต์อิดแด ถึงแม้จริงตามความนั้น
เมืองไหนในถิ่นดินดอน คือกนกนครในฝัน
ไป่เคยยินชื่อลือกัน บอกเบื้องเมืองอันอาจมี
ยากหนักจักนิ่งเสียเล่า โฉมเจ้าไร้คู่ชูศรี
จักเลยเฉยไปไป่ดี นารีไร้ผัวมัวพรรณ
จำใจให้ข่าวป่าวร้อง ทำนองนงเยาว์กล่าวสรร
หาไม่ไหนเจ้านวลจันทร์ จักหันหาคู่ชูพักตร์ ฯ
๏ ทรงธรรมดำริห์เล่ห์นี้ พลางพระภูมีมีศักดิ์
โปรดให้โฉมยงทรงลักษณ์ คืนสู่ตำหนักนางใน
ตรัสเรียกอำมาตย์มนตรี พลางมีบรรหารขานไข
สูจงตรงรีบเร็วไป สั่งให้ประกาศธานี
ลั่นฆ้องร้องข่าวป่าวทั่ว ให้รั่วรู้รอบกรุงศรี
ชายใดใต้หล้าธาตรี ทราบที่ทราบเรื่องเมืองทอง
แม้นชาติชูบวรณ์ควรอยู่ ฝังปลูกลูกกูคู่ห้อง
จักแบ่งราชัยให้ครอง ทำนองราชบุตรสุดรัก
ทั้งจักยกราชชาดา ให้เปนชายายอศักดิ์
ให้เขาเข้ามาอย่าพัก กูจักอุปถัมภ์ดำกล ฯ
๏ บัดนั้น คณามาตย์หลากจิตต์คิดฉงน
รับสั่งพระองค์ทรงพล ต่างตนคลานคล้อยถอยไป
จัดให้ตีฆ้องร้องป่าว ยินข่าวไร้ผู้รู้ได้
โจษจรรกันทั่วกรุงไกร ต่างใคร่ทราบเรื่องเมืองทอง ฯ
๏ ฝ่ายราชบุรุษสุดเสียง ป่าวไปในเวียงทั้งผอง
เสียงคนไปเคียงเสียงฆ้อง ส่งข่าวป่าวร่องก้องไป ฯ

๏ เจ้าเอยเจ้าจ้า ใครยินอย่าช้า เร่งมาเร็วไว ฟังคำประกาศ ดังราชหฤทัย ถ้อยคำจำไป สืบส่อต่อกัน ฯ
๏ ชายดีมีชาติ ควรสู่คู่ราช ชาดาลาวัณย์ เคยเห็นเมืองทอง งามผ่องเพียงจันทร์ จงเฝ้าเจ้าอัน ทรงสิทธิ์ฤทธี ฯ
๏ ท้าวจักยอยศ ลือชาปรากฏ เกียรติ์แกว่นแดนตรี จัดสรรปันให้ ราไชศวรศรี สารพรรณอันมี แบ่งมอบครอบครอง ฯ
๏ หนึ่งจะประทาน ยุพยงนงคราญ ลักษณ์ล้ำลำยอง องค์กนกเรขา บุบผาผิวทอง ประคบประคอง เปนคู่ชูใจ ฯ
๏ ชายดีมีชาติ แจ้งเรื่องเมืองมาศ สู่ราชเร็วไวอ.๕๑รางวัลอันยิ่ง ทุกสิ่งสมใจ กอบโกยโดยนัย ที่ประกาศเอย ฯ


๏ บัดนั้น ทวยราษฎร์ยินเค้าเขาเฉลย
แปลกมากหลากใจไม่เคย ยินข่าวป่าวเผยเช่นนี้
ต่างคนเอมอิ่มยิ้มย่อง สืบเรื่องเมืองทองผ่องศรี
บ้างออกเดินดงพงพี ทุกที่คลาไคลไปมา
บางคนตนเดียวเที่ยวเดิน ในแถวแนวเถินเนินผา
พบลิงพบค่างช้างม้า หมูหมาเหลือหลากมากมาย
ไม่พบเมืองทองรองเรือง พบเมืองเลวๆ แหล่หลาย
กระทิงสิงห์โตโคควาย ไม่หมายอยากพบๆ มัน
บางคนด้นไปในป่า นึกหน้านางเลิศเฉิดฉัน
มัวเหม่อเผลอฝ่าอารัณย์ พบเสือๆ มันกัดเอา
บางตนบ่ายตีนปีนผา พลาดท่าหัวหกตกเขา
ลำบากยากเข็ญเย็นเช้า ไต่เต้าเสาะเรื่องเมืองทอง ฯ
๏ บางพวกเกลื่อนกลุ้มกลุ่มกัน        พัลวันยัดเยียดเสียดถอง
สืบข้อต่อความถามลอง แซ่ซ้องในถนนกล่นไกล
เดือดจิตต์คิดใคร่ได้ความ เมืองงามโศภิตทิศไหน
ต่างคนถามกันลั่นไป หาใครจักรู้ฤๅมี
โจษจรรบรรลือรอบด้าว ยินข่าวยุพยงทรงศรี
ทั่วกันบรรดาธานี ทุกที่ใกล้ไกลในภพ
ต่างใคร่ได้เรื่องเมืองทอง เที่ยวท่องสืบไปไป่สบ
แตกตื่นดื่นหน้ามานพ ปรารภไล่เลียงเถียงกัน
ทุกเมืองเนื่องมาไม่อยุด อุตลุดรอบเวียงเสียงลั่น
ระเบ็งเซ็งแซ่แจจรร กลางคืนกลางวันฤๅเว้น
ละการละงานดาลเดือด ไป่เหือดดึกดื่นตื่นเต้น
ทิ้งถิ่นเที่ยวเต้าเช้าเย็น ขุกเข็ญลือเลื่องเครื่องร้าว
วิวาทบาดเทลาะเบาะแว้ง] ตีรันฟันแทงกันฉาว
กลุ่มๆ กลุ้มเที่ยวเกรียวกราว เปนคราวจลาจลข้นแค้น
ทิ้งอาชีวะละหมด ปรากฎความเสื่อมสุดแสน
อาการบ้านเมืองเคืองแคลน ทั่วแดนอักอ่วนป่วนกัน ฯ
๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวชัยทัตรังสรรค์
ร้อนร้าวคราวเข็ญเปนควัน ป่วนปั่นปวงราษฎร์หวาดไป
หฤทัยราชาอาวรณ์ เมืองกนกนครอยู่ไหน
สงสัยใช่จริงกริ่งใจ อรไทยเล่นหลอกออกกล
ลวงกูผู้พ่อล่อให้สืบข่าวป่าวไปในหน
น่าหัวมัวเมอเผลอตน ให้คนฟุ้งซ่านดาลใจ
จักจริงฤๅเล่นเช่นนึก รู้สึกแสนเลวเหลวไหล
ไป่เห็นเปนผลกลใด เมืองมาศคาดได้ไม่มี
ผู้คนเนืองแน่นแสนหมื่น แตกตื่นมาสู่กรุงศรี
ป่วนปั่นกันทั่วธาตรี เพราะราชดรุณีนงลักษณ์ ฯ
๏ พระมหาราชาอาทร เร่าร้อนหฤทัยทรงศักดิ์
ดังมีดกรีดเชือดเผือดพักตร์ โศกสลักทรวงท้าวร้าวราน ฯ
๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงท้าวธรรมราชอาจหาญ
ครอบครองอละกามานาน สำราญเลื่องชื่อลือชา
ไพรีเข็ดนามขามยศ ปรากฏรู้รั่วทั่วหล้า
ทรงเดชเขตรอบขอบฟ้า แกล้วกล้ารณรงค์วงศ์ราม ฯ
๏ ท้าวมีโอรสเลอศักดิ์ ทรงลักษณ์เลิศลบภพสาม
โศภาอาภรณ์งอนงาม ทรงนามอมรสิงห์พริ้งพักตร์
คือพญากมลมิตรมาเกิด ชื่นเชิดชูวงศ์ทรงจักร
องอาจชาติฟ้ากล้านัก สมศักดิ์สมศรีมีชัย
ศึกษาศรศาสตร์อาจสุด ยงยุทธกาจแกว่นแดนไหว
เข้มแขงแรงล้ำกำไร ริปูรู้ไปใจคร้าม
แสงขรรค์บั่นเศียรเสี้ยนเศิก เอิกเกริกเลื่องชื่อลือขาม
แคล่วคล่องคลองรงค์สงคราม ห้าวหาญชาญสนามน่าชม ฯ
๏ นารีมีใจใคร่หา อาศาเปนคู่สู่สม
เพลิงราคมากไหม้ใจกรม รันทมทุกข์เร้าเผาใจ
ตามตอมด้อมเมียงเอียงอาย ล้อมรายเรียงรุมกลุ้มใกล้
ถดถอยชม้อยชม้ายกรายไป หฤทัยรัญจวนมวนกาม
ท่าเย้าทียวนชวนชิด ครวญใคร่ในจิตต์วับหวาม
รักเธอๆ ห่อนผ่อนตาม นางงามพระไม่ไยดี ฯ
๏ ปางท้าวธรรมราชเลอเดช สังเกตโอรสเรืองศรี
ยรรยงทรงลักษณ์รูปีอ.๕๒ ไม่มีใครเทียบเปรียบปาน
ศัตรูศัสตรีหนีหน้าอ.๕๓ ไป่กล้าปองรายหมายผลาญ
แสนสง่าอ่าโอ่โอฬาร องอาจชาติทหารเหิมรณ
ทนุถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงมา       นับว่าสำเร็จเผล็ดผล
หมายไว้ได้สมใจตน ปวงชนจงรักภักดี
ยุพราชขาดคู่ชูชื่น เริงรื่นอารมณ์สมศรี
รำลึกตรึกหานารี ดรุณีลูกท้าวด้าวใด
ควรสู่อยู่ห้องครองคู่ ลูกกูบุญหนักศักดิ์ใหญ่
สำรวจตรวจตรึกนึกไป นึกได้หนึ่งหน้านารี
ลูกสาวท้าวใหญ่ไกรยศ จิตรรถราชาอ่าศรี
จอมแคว้นแกว่นกล้าราวี ไพรีเข็ดฤทธิ์คิดท้อ
มีราชดรุณีศรีศักดิ์ กูจักจัดให้ไปขอ
สมพงศ์สมเผ่าเหล่ากอ คงยอทรามวัยให้พลันอ.๕๔
ได้สาวสะใภ้ใสศรี ดังมีน้ำใจใฝ่ฝัน๕๔
จักสบจิตต์สุขทุกวัน แม่นมั่นสมมาดปราศร้อน ฯ
๏ ทรงเดชเกศกษัตร์ตรัสสั่ง เขาฟังคำองค์ทรงศร
จัดทูตพูดไวให้จร สื่อสู่ภูธรจิตรรถ
ขอองค์อรรคราชชาดา คือเพ็ญเผ่นฟ้าปรากฏ
เษกสองครองคู่ตรูยศ กำหนดการในไม่ช้า ฯ
๏ ปางท้าวธรรมราชเรืองรัตน์ ดำรัสสั่งไปให้หา
องค์ราชโอรสเจ้ามา ราชาออกอัตถ์ตรัสพลัน ฯ
ท้าวธรรมราชตรัสว่า
๏ ดูราอมรสิงห์ยิ่งยศ โอรสผู้เลิศรังสรรค์
เจ้าไร้ชายาลาวัณย์ ร่วมน้องครองกันฉันทิต
ทรงลักษณ์ศักดิ์เลิศเชิดหน้า แกล้วกล้าสมวงศ์ทรงกิตติ์
สมควรมีคู่ชูชิด โดยหวังดังจิตต์บิดา
พ่อตรึกนึกในใจมั่น จักสรรสมบุญสุณหาอ.๕๕
นางหนึ่งซึ่งเปนชาดา จิตรรถราชาธิบดี
โศภาอ่าองค์นงลักษณ์ สมศักดิ์สมทรงพงศ์สีห์
สมปองสองราชธานี เปนแผ่นปัฐพีเดียวกัน ฯ
๏ เมื่อนั้น ยุพราชฤทธิ์เลิศเฉิดฉัน
ยินตรัสบิตุรงค์ทรงธรรม์ เธอพลันก้มกราบทูลไป ฯ
พระอมรสิงห์ทูลว่า
๏ ข้าแต่พระมหาราชา วาจาภูบาลขานไข
การุญคุณลบภพไตร หาไหนจักเหมือนฤๅมี
ข้านี้มีคู่อยู่แล้ว คือพระขรรค์แก้วชัยศรี
ไป่คิดใคร่หานารี ภูมีจงทราบบทมาลย์ ฯ
ท้าวธรรมราชตรัสว่า
๏ ดูราลูกเราเผ่าขัติย์ เจ้าตรัสไม่เปนแก่นสาร
วาจาน่ารกำรำคาญ ชายชาญเหตุไฉนไร้คิด
เจ้าลูกคนเดียวของพ่อ จำต่อเผ่าพงศ์ทรงสิทธิ์
ไม่คิดมีคู่ชูชิด เหมือนจิตต์จักสลัดตัดวงศ์
เผ่าราชแหล่งนี้จักสูญ ประยูรยับยุ่ยผุยผง
อย่าขืนยืนคำจำนง เจ้าจงตรึกไตรให้ดี ฯ
๏ เมื่อนั้น องค์พระอมรสิงห์เรืองศรี
ยินพระบิดาพาที อัญชลีนรราชเรืองชัย
ห่อนรับคำพระบิตุรงค์ ห่อนขัดคำองค์อดิศัย
บังคมก้มลาคลาไคล คืนไปสู่ที่ศัยยา ฯ
๏ ปางท้าวธรรมราชรังสรรค์ สามวันรับสั่งให้หา
องค์ราชโอรสเข้ามา พลางมีวาจาตรัสซัก
อมรสิงห์ยืนคำร่ำไป ภูวนัยพักตร์นิ่วกริ้วหนัก
พระนราธิบดีชี้ชัก ทั้งรักทั้งร้อนถอนใจ
ท้าวธรรมราชตรัสว่า
๏ ดูก่อนกุมารหาญดื้อ เจ้าถือเยี่ยงแยบแบบไหน
คิดความตามเลศเหตุไร จักไม่ชื่นชมรมณี๕๖
จักเสียคำตูผู้พ่อ ส่งข่าวกล่าวขอโฉมศรี
ลูกสาวท้าวพญาธานี ทรงสิทธิ์ฤทธีเกรียงไกร
เจ้าดื้อคือเจ้าจะริ ส่อร้าวสาวอริเรื่องใหญ่
บ้านเมืองเคืองเข็ญเปนไป เพราะใจเจ้าถือดื้อดึง ฯ
พระอมรสิงห์ทูลว่า
๏ ข้าแต่บิตุรงค์ทรงภู แม้นกษัตร์ศัตรูจู่ถึง
เพียบพยู่ห์ผู้คนพลอึง ไป่พึงร้อนจิตต์บิดา
ข้านี้แกล้วกล้าอาวุธ ชาญสุดเชิงศึกศึกษา
ไพรีนี่นันกันมา ลูกยาฤๅย่อต่อฤทธิ์ ฯ
พระอมรสิงห์ทูลว่า
๏ ดูก่อนกุมารชาญศึก หาญฮึกรณรงค์ทรงอิทธิ์
เศิกกล้ามาแวดแปดทิศ เจ้าคิดไป่กริ่งชิงชัย
รู้ดอกเจ้าทรงฤทธี ข้อนั้นไม่มีสงสัย
ห่อนคิดยำเยงเกรงใคร ศัตรูผู้ใดไป่รอ
แต่เจ้าจงรำลึกว่าคำข้าซึ่งไปสู่ขอ
เลอะเลื่อนเหมือนปดคดงอ อันพ่อเปนใหญ่ในดิน
กล่าวแล้วแคล้วข้อสัญญา เสื่อมเสียยิ่งกว่าเสียสิน
อื้อฉาวกล่าวไปใครยิน จักนินทาทั่วชั่วจริง ฯ
พระอมรสิงห์ทูลว่า
๏ อ้าพระธรณินทร์ปิ่นเกศ ทรงเดชเกรียงไกรใหญ่ยิ่ง
ใครกล้ากล่าวหาญค้านติง ลูกรักจักชิงชีพมัน
ผู้อาจนินทาว่าร้าย จักวายชนม์ม้วยด้วยขรรค์
แม้นดามาดื่นหมื่นพัน เศียรมันจักขาดดาษดา ฯ
ท้าวธรรมราชตรัสว่า
๏ อ้าเจ้าเฉาจิตต์คิดตื้น ใครอื่นห่อนเห็นเช่นว่า
คนกล่าวข่าวฉินนินทา จักเที่ยวเคี่ยวฆ่าดังฤๅ
อย่าทำกำเริบเอิบจิตต์ เหิมคิดคำนึงดึงดื้อ
พ่อกล่าวเจ้าห่อนผ่อนปรือ ได้ชื่อว่าชั่วมัวมนท์ ฯ
พระอมรสิงห์ทูลว่า
ข้าแต่พระองค์วงศ์ราม ข้าเคยทำตามทุกหน
ครั้งนี้อาภัพอับจน ทรงพลจงโปรดปรานี
ข้ามีนางหนึ่งในจิตต์ เปนนิตย์นึกหามารศรี
นางอื่นหมื่นหน้านารี ลูกไซร้ไม่มีใจรัก ฯ
๏ เมื่อนั้น พระนราธิราชเลอศักดิ์
ยินคำพระดนุชสุทธลักษณ์ เห็นจักสมใจไป่แคล้ว
ตรัสว่าอ้าเจ้าเอารส ยงยศฦๅชากล้าแกล้ว
นางไหนฉายเฉิดเพริศแพร้ว ลูกแก้วตรึกไตรใคร่ชิด
ตำแหน่งแหล่งไหนใต้หล้า ราชาธิบดีมีกิตติ์
ลูกสาวท้าวใดในทิศ จงแถลงแจ้งจิตต์บิดา ฯ
พระอมรสิงห์ทูลว่า
๏ ข้าแต่พระชนกภูวนัย ทรงชัยตรัสตั้งปัญหา
เหลือรู้ตูจนปัญญา จิตต์ข้าเห็นยากหลากแท้
สองเดือนต่อครั้งข้าฝัน เห็นน้องผ่องพรรณเพ็ญแข
ลักษณ์ล้ำน้ำนวลยวนแด ยิ่งแลยิ่งล้ำอำไพ
เรือจันทร์อันกลิ่นกลบทั่ว สระบัวศรีส่องผ่องใส
อันองค์นงรามทรามวัย เนาในเรือนวลชวนชม
พายเงินงามเงาเพราพราย นวลฉายยึดด้ามงามสม
เรือน้อยลอยลำขำคม บัวฉมชูล้อมห้อมเรือ
งามพักตร์เพียงไหนไม่เห็น รูปทรงนงเพ็ญงามเหลือ
ใคร่สิงอิงแอบแนบเนื้อ ห่อนเบื่อตาพิศติดตา
นงรามนามไรไม่แจ้ง ตำแหน่งสรวงสรรชั้นหล้า
ฤๅแหล่งแห่งใดใต้ฟ้า ลูกยาห่อนแจ้งใจตู
ชั่งจิตต์เชื่อใจในฝัน นางนั้นนึกเห็นเปนคู่
จักสถิตทิศใดในภู เหลือรู้เหลือคิดติดตาม
นึกมั่นวันใดวันหนึ่ง นางซึ่งงามลบภพสาม
คงสู่คู่สิงจริงตาม ในความซึ่งฝันนั้นแท้
ข้าคอยยุพยงองค์นั้น แม่นมั่นเปนคู่รู้แน่
หญิงอื่นหมื่นแสนแม่นแด ถึงแม้มาใกล้ไม่ชม ฯ
๏ เมื่อนั้น อวนินทร์ยินห่อนเห็นสม
สรวลเย้ยเหวยเจ้าเมางม โสมมมึนเมอเผลอมัว
นางไหนเสาวภาคหลากเหลือ ลอยเรือโศภาหาผัว
งามทั่วกลั้วทองทั้งตัว แหวกบัวมือกวักพักตร์พริ้ง
แม้นเจ้าฝันเห็นเช่นว่า เปนบ้าเพราะเขลาเข้าสิง
เฉาเหลือเชื่อเล่นเปนจริง ไป่กริ่งเกรงผู้ไยไพ
หรือหลอกออกมาว่าฝัน หมายมั่นให้พวงหลงใหล
กล่าวคำกล้ำความตามใจ หวังไม่ตามจิตต์บิดา
หากเจ้าเฉาเชื่อความฝัน เช่นนั้นจริงจังดังว่า
เจ้าจงปลงเปลี่ยนศรัทธา มิฉะนั้นเปนบ้าเปนแท้
หากเจ้าลวงพ่อล่อหลอกจักบอกจงเชื่อใจแน่
เปลี่ยนคิดเถิดเจ้าเบาแด หลอกพ่อล่อแม่ไม่ดี ฯ
๏ เมื่อนั้น อมรสิงห์เคืองข้องหมองศรี
เฉียวฉุนขุ่นข้อพาที ทูลนราธิบดีทันใด
ข้าทูลมูลความตามจริง ไป่กริ่งจักทรงสงสัย
บัดนี้ท้าวเห็นเปนไป ว่าตูผู้ดนัยไร้คิด
ลวงพ่อล่อผู้มีคุณ ทารุณยิ่งสุดทุจริต
ดูถูกลูกองค์ทรงฤทธิ์ แค้นจิตต์มาเปนเช่นนี้
วาจาข้าทูลนั้นไซร้ ภูวนัยจงทราบบทศรี
จักเชื่อมิเชื่อตามที ข้านี้ไม่เห็นเปนไร
อันนางซึ่งไปสู่ขอ มาตรแม้นแม่พ่อยกให้
เชิญพระบิตุรงค์ทรงชัย เอาไว้เปนราชชายา
ข้าไซร้ไม่มีจำนง ดังซึ่งท้าวทรงปรารถนา
ใคร่ได้ดวงมาลย์กานดา นางในฝันข้าองค์เดียว
หญิงอื่นหมื่นแสนแน่นมา หมดในใต้หล้าฟ้าเขียว
ไม่ขอสู่สมกลมเกลียว จักเหนี่ยวจักรั้งฤๅตาม ฯ
๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวธรรมราชเรืองสนาม
ยินคำสำนวลลวนลาม วู่วามคือไฟไหม้ฟ้า ฯ
ท้าวธรรมราชตรัสว่า
๏ พูดจาฉุนเฉียวเจียวสู ดูดู๋บังอาจกาจกล้า
หลู่กูผู้เปนบิดา ไม่เกรงอาญาย่อท้อ
ดีหละจะได้เห็นกัน เชื่อฝันยิ่งกว่าเชื่อพ่อ
พูดหยาวกล่าวพจน์คดงอ ไม่ง้อเห็นงามตามใจ ฯ
๏ ตรัสพลางเรียกราชตำรวจ สำแดงแรงดวจเสือใหญ่
เชิญพระกุมารชาญชัย ให้ไปที่ขังคุมองค์
ตรึกไตรในราชหฤทัย คงไม่แคล้วคลาดมาดม่ง
แม้นสละละพยศลดลง แปรปลงเปลี่ยนปลดพจน์ร้าย
จึ่งถอดคืนมาตั้งแต่ง อยู่ในตำแหน่งเฉิดฉาย
เษกสองครองกันพรรณราย สมหวังดังหมายไม่แคล้ว
ตราบใดดึงดื้อถือฝัน โมหันธ์เห็นว่ากล้าแกล้ว
ใฝ่หาโฉมฉายพรายแพรว นางแก้วในฝันนั้นไซร้
ตราบนั้นไม่ถอดจากจำ ให้มันครวญคร่ำร่ำไห้
มีฝันเปนเพื่อนเตือนใจ ทนได้ทนไปช่างมัน ฯ
๏ เมื่อนั้น อมรสิงห์สุริย์วงศ์รังสรรค์
คิดแสนแค้นเจียนจาบัลย์ บิตุรงค์ทรงธรรม์ฉันใด
ตูตั้งใจตรงองค์นาง อยู่ห่างในแห่งแหล่งไหน
เปนคู่รู้แจ้งจริงใจ จึ่งได้เวียนฝันฉันนี้ ฯ
๏ อ้าเจ้าเสาวภาคเพ็ญโฉม ดังโสมส่องหล้าราศี
แจ่มลักษณ์เลิศหล้านารี ไม่มีพรรณเพ็ญเช่นน้อง
ลอยกลางอ่างบัวยั่วจิตต์ ทศทิศหาไหนได้สอง
เรือจันทร์โศภาทาทอง พายเงินลำยองพึงยล
งามบัวชูห้อมล้อมเฝ้า งามเจ้าแจ่มห้องเวหน
หมายโลมโฉมเฉลาเสาวคนธ์ นิรมลอยู่ไหนไม่รู้
หวังไว้ไม่สมดังปอง คิดใคร่ได้น้องครองคู่
อันพระบิตุรงค์ทรงภู เธอวู่วามโกรธโทษกรณ์
คุมขังดังไพร่ใจร้าย แสนอายอกเบื่อเหลือถอน
จักลี้หนีออกซอกซอน เดิรป่าฝ่าดอนโดยกรรม
สืบตามทรามวัยในฝัน บุกบั่นแขงขืนคืนค่ำ
เคราะห์ดีผีหนุนบุญนำ คงสำเร็จจิตต์คิดปอง ฯ
๏ อมรสิงห์นิ่งนึกตรึกไตร ช้ำในอกอัดกลัดหนอง
หงุดหงิดจิตต์ใจไข้ครอง ขัดข้องขุ่นล้ำรำคาญ
เล่าเหตุระหัสให้รู้ จึ่งผู้คุมคิดสงสาร
ภักดีศรีราชกุมาร ยิ่งกว่าภูบาลนฤบดี
เธอแจ้งจำนงทรงหมาย อุบายปลดปลีกหลีกหนี
เขาทำไม่รู้ดูที เหมือนมีใจเผลอเมอมนท์
พระเสด็จเตร็จหนีที่ขัง มุ่งตั้งพักตร์ไปในหน
จรจู่สู่ป่าฝ่าพน ดั้นด้นหลีกลี้หนีไป ฯ
๏ บัดนั้น ผู้คุมแสร้งระงับหลับใหล
รุ่งเช้าป่าวกันลั่นไป เธอหนีทางไหนไม่รู้
แสร้งค้นด้นหาหน้าตื่น ร้ายเหลือเมื่อคืนยังอยู่
ทุกแหล่งแบ่งเที่ยวเกรียวกรู เที่ยวดูเที่ยวตามหลามกัน ฯ
๏ บ้างเข้าเฝ้าพระภูวนาถ องค์ท้าวธรรมราชรังสรรค์
ทูลว่าราโชรสอัน คุมไว้ในพันทิ์ศาลาอ.๕๗
หายไปในเช้าวันนี้ ภูมีจงโปรดโทษข้า
ร้อนตัวกลัวราชอาชญา รักษาเธอไว้ไม่ดี
แท้จริงกริ่งใจไม่ขาด ว่าอาจหลีกเลี่ยงเบี่ยงหนี
ทุกวารทิวาราตรี ไม่มีปล่อยปละละเลย
ยุพราชอาจลี้หนีได้ อยู่ๆ จู่ไปเฉยๆ
แปลกมากหลากใจไม่เคย ได้เปนเช่นเฉลยนี้ไซร้
แล้วแต่พระอาญาราช แห่งพระภูวนาถเปนใหญ่
จักโปรดโทษการฐานใด ตามแต่ภูวนัยปรานี ฯ

-----------------------------------------------

       อ ๕๑. “แจ้งเรื่องเมืองมาศ”. “มาศ” แปลว่าทอง คำนี้หนังสืออนันตวิภาคเอาไว้ในพวกคำเขมร สกดด้วย ศ. เมื่อสอบดูในภาษาเขมร (Bernard’s Dictionary) ก็มี มาส แปลว่าทองจริงๆ แต่มีผู้เห็นว่าคำๆ นี้เปนภาษามลายูก็มี เพราะมลายูก็เรียกทองว่ามาสเหมือนกัน แต่ปทานุกรมของกระทรวงศึกษาธิการแสดงว่า ศัพท์nนี้เปนภาษาบาลีแลสํสกฤต มาโส แล มาษ (A particular Weight of gold. Apte.) อย่างไรจะถูกหรือถ้าหากจะถูกด้วยกันทั้งนั้นก็ตาม ก็ไม่มีหลักซึ่งเห็นควรสกด ศ ได้ ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าเหตุใดหนังสือรุ่นก่อนจึงใช้ ศ แต่เห็นสะดวกดีก็ใช้บ้าง เมื่อท่านเห็น มาศ ท่านอาจเห็นว่าสกดผิด แต่ท่านทราบว่าแปลว่าทองเปนแน่.
       อนึ่งในที่นี้ขอกล่าวเสียทีเดียวว่า ตัวสกดแลศัพท์ในหนังสือนี้ใช้ตามที่เห็นสะดวกบ่อยๆ คำที่ทราบแล้วว่าเห็นกันโดยมากว่าใช้กันผิดมาเดิม ในหนังสือนี้ก็ขืนใช้อย่างเก่าเนืองๆ ต่อไปภายหน้าถ้าผู้แต่งเปลี่ยนความเห็น อาจแก้ในคราวพิมพ์ต่อไปก็ได้ อันที่จริงอย่าว่าแต่ศัพท์แม้กลอนก็คงเปลี่ยนบ้าง. ↩
       อ ๕๒. “ยรรยงทรงลักษณ์รูปี”. “รูปี” แปลว่ามีรูปงาม. ↩
       อ ๕๓. “ศัตรูศัสตรีหนีหน้า”. “ศัตรูศัสตรี” คือศัตรูผู้ถืออาวุธ (ศัสตร = อาวุธ) ↩
       อ ๕๔. “คงยอทรามวัยให้พลัน”. “ยอ” แปลว่ายก. ↩
       อ ๕๕. “จักสรรสมบุญสุณหา”. “สุณหา” แปลว่าลูกสะใภ้. ↩
       อ ๕๖. “จักไม่ชื่นชมรมณี”. “รมณี” แปลว่าเมีย. ↩
       อ ๕๗. “คุมไว้ในพันทิ์ศาลา”. “พันทิ” แปลว่านักโทษ “พันทิศาลา” ที่ขังนักโทษ. ↩


       โปรดติดตามตอนต่อไป


4  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / Re: Did you know? เมื่อ: 19 กันยายน 2561 18:00:53

วัฒนธรรมการแต่งกายของหญิงไทยสมัยโบราณ
ขอขอบคุณภาพจาก เว็บไซต์ f.ptcdn.info
*หมายเหตุ ภาพประกอบนี้ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาที่โพสท์แต่อย่างใด

บ้านขี้ทูด

ที่ตำบลหนองหญ้าปล้องในมณฑลอุดร มีบ้านขี้ทูดอยู่หมู่บ้านหนึ่ง บ้านขี้ทูดนี้มาตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครทราบ  แต่เป็นธรรมเนียมมาแต่โบราณ (ทั่วทั้งมณฑลอุดร และน่าจะตลอดไปถึงมณฑลอีสาน) ถือกันว่า ถ้าใครเป็นโรคกุฏฐัง ต้องย้ายมาอยู่ตำบลนี้เองโดยไม่ต้องมีใครขับไล่  สร้างบ้านเรือนทำมาหากินกันโดยปรกติ กำนันผู้ใหญ่บ้านที่ปกครอง ล้วนเป็นโรคกุฏฐังทั้งสิ้น  ที่มา "นิทานโบราณคดี" พระนิพนธ์ พระบรมวงศ์เธอ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ


ถูกสาป

ในระหว่างที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประทับอยู่ที่เมืองชัยปุระ ประเทศอินเดีย เมื่อจะเสด็จไปไหนก็มีราชรถเทียมม้าจัดถวาย และมีขบวนทหารม้า แซงหน้าหลังอย่างสมพระเกียรติ  วันหนึ่งขณะที่พระองค์เสด็จไปตามถนน มีดาบสตนหนึ่งถวายพระพรอยู่ริมทางหน้าแถวผู้คนที่มาดู แต่ครั้นพอกระบวนผ่านไป พระองค์ก็ทอดพระเนตรเห็นฤๅษีตนนั้นแสดงอาการโกรธแค้น กล่าวคำที่พระองค์พอจะทรงเข้าใจได้ว่าเป็นการสาปแช่ง ทรงได้รับคำกราบทูลจากขุนนางอังกฤษ ซึ่งอยู่ในรถด้วยว่า เป็นประเพณีของอินเดีย เมื่อเวลามหาราชเสด็จไปไหนมีขบวนแห่ ย่อมโปรยเงินเป็นทานแก่ราษฎรที่มาอยู่ข้างราชวิถี พวกนั้นเคยได้เงินก็อยากได้อีก พระองค์ก็ทรงเข้าพระทัยในอาการของดาบสนั้น และทรงอธิบายว่า ได้รับความรู้สองอย่างคือ  ประเพณีพระเจ้าแผ่นดินโปรยเงินเป็นทาน ในเวลาที่เสด็จโดยขบวนพยุหยาตราของไทยนั้น คงจะเป็นประเพณีที่ไทยเราได้มาจากอินเดีย  และเกี่ยวกับการสาป ซึ่งเป็นคติที่ไทยเราได้รับมาจากอินเดียเหมือนกัน พระองค์พึ่งจะทรงพบว่า เขาใช้วิธีตะโกนแช่งเอาซึ่งๆ หน้า มิได้ลอบภาวนาสาปในที่ลับ อย่างที่เรียกว่า "กฤตยาคม" หรือปั้นรูปสาปแล้วฝังไว้ ดังที่ทรงเคยพบเห็น แสดงว่ามีสองอย่างต่างครูกัน   ที่มา "นิทานโบราณคดี" พระนิพนธ์ พระบรมวงศ์เธอ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
5  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ใต้เงาไม้ / Re: "กนกนคร" วรรรณกรรมรักข้ามชาติภพ เมื่อ: 19 กันยายน 2561 17:31:57
                                     
       . กนกนคร  .
       พระนิพนธ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (น.ม.ส.)

ภาค ๒ บนดิน

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงท้าวชัยทัตเทียมสีห์
แกล้วกล้ามหารถฤทธีอ ๓๔.ราชาธิบดีเดชิต ฯ
๏ เกลื่อนพลกล่นแสนยากร เพียงพลสุรามรมาสถิต
ริปูฤๅปองลองฤทธิ์ แม้อมิตรมุ่งร้ายวายปราณ
อึงอัศวานึกครึกครื้น เริงเหล่าพลปืนหื่นหาญ
แรงรณพลคชชัยชาญ เช่นช้างโลกบาลบ่มมัน
งามสง่ารถาธึกกึกก้อง แคล่วคล่องเริงแรงแขงขัน
บรขามนามพลสี่พรรค์ ศรขรรค์แข่งค้ำรำบาญ ฯ
๏ ชนลือชื่อเวียงเกรียงไกร กรุงอินทิราลัยไพศาล
หลั่นลดปรากฎปราการ ตระหง่านแง่ง้ำอำไพ
หอยุทธเชิงยวนชวนยุทธ เศิกสุดใจสั่นหวั่นไหว
รายเคียงเรียงคั่นหลั่นไป เชียงชัยชโยดมข่มยุทธ
งามพลบนป้อมพร้อมเพรียง คูเวียงแม่นแม้นแมนขุด
ลมชายปลายปลิวทิวธุช แสนสุดสำราญบานรมย์
มนเทียรเถือกทองก่องแก้ว เพริศแพร้วเรืองอร่ามงามสม
ช่อฟ้าเชิดฟ้าน่าชม เกลียวกลมแลรับกับฟ้า
นพศูลสูงเยี่ยมเทียมเมฆ รุจิเรขเรืองรองห้องหล้า
ปราสาทมาศแก้วแววตา อาภาผ่องค้ำอัมพร
ภาพครุฑสุดสง่าสามารถ ขคราชเริงแรงแขงขร อ ๓๕.
อุรงค์ฤทธิ์ล้ำกำธรอ ๓๖. ผกหงอนแผ่ง้ำอำไพ
ภาพสิงห์หยิ่งย่างอย่างสิงห์ มีมิ่งหมายเหมือนเคลื่อนไหวอ ๓๗.
เทพนมชมเห็นเปนไป ดังเทพที่ในเมืองฟ้า
ก่องเก็จเพ็ชร์รัตน์รุ้งร่วง โชติช่วงแวววับจับหล้า
แสงทองส่องสุกมุกดา งามสง่าวังเวียงเพียงแมน ฯ
๏ ส่ำสนมสมสนองรองบาท นวลนาฎนบน้อมห้อมแหน
เฝ้าใฝ่ไป่คลาดขาดแคลน แม่นแม้นสุรนาถเนาฟ้า ฯ
๏ ท้าวมีมหิษีทรงลักษณ์ งามพักตร์เพ็ญเล่ห์เลขา
โฉมตรูคู่ปราณนานมา นัยหนึ่งนัยนาภูวนัย
สององค์ทรงครองกันมา พระดนัยดนยาหาไม่อ ๓๘.
ทรงศักดิ์หนักอกหมกใจรอยกรรมทำไว้ในบรรพ์อ ๓๙.
ไร้บุตรสุดบาปปลาบจิตต์อ ๔๐. หงุดหงิดหฤทัยไหวหวั่น
ธำรงทุกข์หลวงทรวงตัน จักได้ไปสวรรค์ฉันใด ฯ
๏ ชอกช้ำรำคาญนานปี จวบพระมหิษีศรีใส
เปล่งปลั่งดวงจันทร์พรรณ์ไร อรไทยโฉมยงทรงครรภ์
ปางกษัตร์ภัดดาปราเณศ ทรงเดชฤๅร้างห่างขวัญ
จงถนอมจอมนางพางจันทร์ สาวสวรรค์เสวยสุขทุกวาร
ราชแพทย์แวดล้อมพร้อมพรัก พิทักษ์อรไทยใสศานติ์
พงศ์เผ่าเฒ่าแก่แม่งาน บริหารมหิษีมียศ
จวบวันฤกษ์งามยามบุญ เพ็ญชุณห์แจ่มวงทรงกลดอ ๔๑.
กัลยาณิ์เจ็บครรภ์รันทด ไป่ปลดปลิดปวดรวดเร้า
ราชาอาทรร้อนจิตต์ เพียงพิษเพลิงใหญ่ไหม้เผา
ชี้ชอบปลอบโฉมโลมเล้า อ้าเจ้าจงสกดอดใจ ฯ
๏ นางคลอดชาดาลาวัณย์อ.๔๒ คือจันทร์แจ่มห้องผ่องใส
พิมพ์พักตร์ลักษณ์ล้ำอำไพ ไฉไลแลปลื้มลืมพริบ
ล้วนเลิศเฉิดฉายหลายหลาก แสนยากสาธกยกอยิบ
โฉมยงนงรามงามทิพย์ ลอยลิบลงมาธาตรี ฯ
๏ บัดนั้น ราชแพทย์แวดล้อมมหิษี
เห็นราชทาริกานารี อ.๔๓ ทรงฉวีเลิศล้ำจำเริญ
หลากจิตต์พิศขนงนงลักษณ์ แปลกนักพากันสรรเสริญ
เหมือนเมฆย้อยอยู่ดูเพลิน ลอยเหิรบังพระศศธร
บัดเดี๋ยวเธอลืมนัยนา เหมือนเมฆในฟ้าเปิดถอน
ดวงจันทร์เยี่ยมยอดอัมพร สองทิศากรพร้อมกัน
รัศมีสีนิลกลบห้อง ใสส่องคือโคมโสมสรร
ต่างตนต่างตลึงอึ้งพลัน ฤๅจันทร์ล่องฟ้ามาดิน
จักษุแสงฉายพรายแพร้ว สองแก้วใสจริงยิ่งสินธุ์
ส่ายส่องผ่องพ้นมลทิน แสงเนตรสีนิลแปลกนัก
โชติช่วงดังดวงเดือนฉาย แลลม้ายพระศศีมีศักดิ์
เป็นที่จำเริญเพลินรัก ต่างนั่งตั้งพักตร์ภักดี
ชนปวงไป่รแวงแจ้งจิตต์ ยามพิศเนตรเรื้องรังสี
ว่าได้เห็นศรีพระศุลี อันมีปนในนัยนา
ต่างคิดพิศวงสงสัย อำไพเพ็ญพักตร์นักหนา
แลเพ่งเล็งพิศติดตา โศภายิ่งคนบนดิน
ชมพลางต่างถวายอภิวาทน์ พระนราธิราชเรืองศิลป์
บูชาบารมีภูมินทร์ รัศมีสีนิลกลบไป ฯ
๏ บัดนั้น อำมาตย์ประมุขผู้ใหญ่
ก้มเกล้าทูลองค์ทรงชัย ข้าไม่เคยเห็นเช่นนี้
อันพระบุตรีนี้ไซร้ อำไพยิ่งมานุษี
แสงเนตรนางไหนใครมี รังสีดังเช่นเห็นชัด
ข้าอยู่ในแดนรัศมี นัยนาดรุณีจำรัส
จักเปรียบเทียบใดไป่ทัด ความสัตย์สงสัยใจจริง
เหมือนได้เห็นกลิ่นการบูร จำรูญจำเริญเพลินยิ่ง
จักยกตัวอย่างอ้างอิง หาสิ่งเปรียบยากหลากใจ
หนึ่งเหมือนได้เห็นกลิ่นจันทน์ หอมหรรษ์เหมจิตต์พิสมัยอ.๔๔
แปลกนักจักชี้ฉันใด นึกเห็นเปนไปเช่นนี้
อันองค์พระราชชาดา เห็นได้ใช่มานุษี
นางฟ้ามาในธานี เกิดเป็นบุตรีภูบาล
ขอจงทรงพระจำเริญ เพลิดเพลินผาสุกทุกฐาน
บุญใหญ่ได้องค์นงคราญ เกิดในวงศ์วารภูวนัย ฯ
๏ เมื่อนั้น พระนราธิบดีอดิศัย
สำราญบานราชหฤทัย ตรัสให้กำหนดกฎการ
สมโภชบุตรีศรีแคว้น ทั่วแดนกรุงไกรไพศาล
ผ้าเสื้อเหลือกะปริมาณ ประทานเปนทานมากมาย
เหล่าพราหมณ์ตามกันมารับ สินทรัพย์บริจาคหลากหลาย
เงินทองกองแก้วแพรวพราย งัวควายม้าช้างรางวัล ฯ
๏ ตรัสให้หาโหราจารย์ ไวชาญวิชชากล้ากลั่น
อีกพราหมณ์ความรู้สำคัญ ทรงธรรม์ให้เขาเข้ามา
เลือกนามประทานโฉมยง ว่าองค์กนกเรขา
โพยภัยไม่มีบีฑา โศภาเพียงแก้วแพรวพรรณ์ ฯ
๏ ได้ลูกโดยหวังดังจิตต์ ทรงฤทธิ์ปรีเปรมเหมหรรษ์
แจ่มใจใสสุขทุกวันจงถนอมจอมขวัญบุตรี
ปวงราษฎร์ปราศเศร้าเปล่าโศก ชูโฉลกเฉลิมเลื่องเรืองศรี
ทั่วเขตเทศคามพราหมณ์ชี ต่างมีสุขล้ำสำราญ
ครอบครองคลองธรรมบำรุง เกียรติ์ฟุ้งเฟื่องไปไพศาล
ดังร่มไทรใหญ่ใบบานบังแสงสุริย์ฉานมิดชิด
ทนุถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงองค์ โฉมยงชาดายาจิตต์
ปราศข้อขุ่นเคืองเนืองนิตย์ เกริกกิตติ์เรืองลือฤๅลด ฯ
๏ ฝ่ายพระบุตรีนิรมล โศภนอาภาปรากฎ
ชายยลโฉมยงทรงยศ รันทดรันทมกรมทุกข์
ได้เห็นดังถูกทำโทษ ร้อนโลดราวไฟไหม้สุข
ยั่วให้ใจง่านพล่านพลุก เพลิงลุกราคเร้าเผาใจ
รุ่นสาวราวโสมโฉมฉาย ศรีผายแสงผ่องส่องใส
นัยนาน่าเพลินเชิญใจ ให้ไปเปนทาสเทวี ฯ
๏ เมื่อนั้น องค์พระนเรศวรเรืองศรี
เห็นราชชาดานารี เปนที่สำราญบานตา
เอวองค์ทรงลักษณ์พักตร์พริ้ม ยามยิ้มยั่วแย้มแจ่มหน้า
รังสีแสงใสนัยนา ใต้หล้าปราศเปรียบเทียบทัน
สมควรเษกสาวบ่าวสม ชิดชมเชยคู่ชูขวัญ
สยุมพรโฉมยงทรงวรรณ์ ให้สรรเกศกษัตร์ภัดดา
บำเรอภิรมย์สมสู่ ได้คู่ดังใคร่ใจหา
สมศักดิ์สมวงศ์ชาดา คงสมปราถนานงลักษณ์
ตรึกตรองคลองธรรมนำท้าว จอมด้าวอิ่มในใจหนัก
ตรัสเรียกมหิษียอดรัก เพียงจักษุเจ้าปัฐพี ฯ
ท้าวชัยทัตตรัสว่า
๏ อ้าเจ้าเยาวมาลย์กานดา แก้วตาผู้มิ่งมารศรี
อันกนกเรขาเทวี ยุวดีทรงวัยใหญ่แล้ว
สมควรอภิรมย์สมสอง สิงสู่คู่ครองผ่องแผ้ว
ทรงลักษณ์ศักดิ์เลิศเพริศแพร้ว เหมือนแก้วทั้งคู่ดูพราย
พี่ม่งบงกิจพิธี สรรหาสวามีเฉิดฉาย
ส่งข่าวป่าวคำกำจาย ลืมเกียรติ์ฤๅวายวันเว้น
โฉมเจ้าดำริห์ฉันใด อรไทยกล่าวความตามเห็น
ประสงค์องค์นางพางเพ็ญ คงเช่นเดียวกันมั่นใจ ฯ
๏ เมื่อนั้น องค์พระมหิษีศรีใส
อภิวาทน์บาทมูลทูลไป โดยนัยข้อความตามจริง ฯ
พระมหิษีทูลว่า
๏ ข้าแต่อวนินทร์ปิ่นขัติย์ ดำรัสระบอบชอบยิ่ง
ใครๆ ไป่หาญค้านติง เว้นแต่ลูกหญิงองค์เดียว
ทรามวัยไม่คิดมีคู่ ตั้งจิตต์โฉมตรูอยู่เดี่ยว
เกลียดผัวกลัวยิ่งจริงเจียว จักเหนี่ยวจักรั้งฤๅยอม
ข้าได้ชี้แจงแจ้งเหตุ อุปเทศคำขานหวานหอม
เสาวรสพจมานหว่านล้อม นงเยาว์ฤๅยอมอย่างคิด ฯ
ท้าวชัยทัตตรัสว่า
๏ อ้าองค์นงคราญกานดา อันกนกเรขายาจิตต์
ไม่คิดมีคู่ชูชิดกล่าวเกลื่อนเบือนบิดผิดไป
หญิงไม่อยากมีสามี หาในโลกนี้หาไหน
อันพวงบุบผามาลัยเกลียดแมลงภู่ไซร้ฤๅมี
๏ ควรจำธรรมดานาไร่อ.๔๕ จักไม่รับไถใช่ที่
ฉันใดชาดานารี พึงมีสามีแนบตัว
อันกนกเรขาทรามวัย เติบใหญ่สมควรมีผัว
ไป่พึงรังเกียจเกลียดกลัว ดอกบัวเกรงผึ้งห่อนมี
ปัญหามีแต่จักหา ภรรดาสมศักดิ์สมศรี
หาได้ใช่ง่ายชายดี สมกับเทวีลูกเรา ฯ
พระมหิษีทูลว่า
๏ ข้าแต่พระมหาราชา ชาดาดวงใจใช่เฉาอ.๔๖
นางนึกแน่ในใจเยาว์ ไป่คิดชิดเคล้าคู่ครอง
พระองค์จงโปรดดำรัส ชี้แจงแจงอัตถ์ทั้งผอง
ให้นางทราบความตามคลอง ทำนองซึ่งทรงจงใจ
นางกล่าวแก่ข้าว่าผัว กริ่งกลัวรังเกียจเกลียดใกล้
แม้ในความฝันทรามวัย ก็ไม่ขอเห็นสามี ฯ
๏ เมื่อนั้น พระมหากษัตริย์เรืองศรี
ยินพระมหิษีเทวี นรสีห์สนเท่ห์หฤทัย
๏ ตรัสให้หาราชพาลาอ.๔๗ ชาดาดวงจิตต์พิสมัย
คิดหวังฟังความทรามวัย พิศวงสงสัยจินดา ฯ
๏ เมื่อนั้นโฉมยงองค์กนกเรขา
ทราบคำดำรัสราชา สุภคาขึ้นเฝ้าภูมี ฯ
๏ วาดวงองค์อรอ้อนแอ้น งามแขนคืองวงคชสีห์
เรืองรามงามจริตจรลี ทรงฉวีผ่องผุดสุดใจ
๏ มัธยมกลมเกลาเพราเพริศอ.๔๘ ล้ำเลิศรังสีศรีใส
อุโรชโชติชูดูไป คลื่นไกรกลิ้งสมุทรดุจกัน
มยูรยาตร์นาดกรอ่อนช้อย ดังย้อยจากฟ้ามาผัน
สุรีศรีหล้าลาวัณย์ หาเทียบฤๅทันเทวี
ถึงที่ประทับภูธร บังอรซุดองค์มารศรี
แย้มยิ้มพริ้มพักตร์ภักดี อัญชลีบิตุเรศร์เลอลักษณ์ ฯ
๏ เมื่อนั้น พระนราธิราชเรืองศักดิ์
เห็นพระลูกหญิงพริ้งพักตร์ เพียงจักษุเจ้าปัฐพี
ภูบาลตรึกไตรในจิตต์ นงรามงามจริตเลอศรี
หาไหนไป่เทียมเทวี ใครเห็นเปนที่เพลินตา
ชายใดได้เห็นโฉมยง ห่อนจืดใจจงใจหา
แม้กูผู้เปนบิดา ชนม์ชรามานานปานนี้
เห็นนางพางสบนางสรวง ในทรวงปลื้มเปรมเต็มที่
แม้ใครได้สู่ศูลี สำนึกนึกมีเช่นกัน
ชายหนุ่มไหนเลยเฉยได้ จักใคร่จักครวญหวนฝัน
ราคีกำหนดกลัดพลัน ป่วนปั่นใจร้อนห่อนเว้น
นางอื่นงามเพ็ญเช่นนี้ ไหนมีคือใครได้เห็น
หนุ่มๆ รุมใจใคร่เคล้น คลึงเคล้าเช้าเย็นเปนนิตย์
นางเป็นยอดหญิงมิ่งภพ ใครสบโชคชื่นรื่นจิตต์
จักเห็นเช่นได้อมฤต ค่ำเช้าเฝ้าชิดเชิงรัก
ลาวัณย์บรรเจิดเลิศหล้า เกิดมาในวงศ์ทรงศักดิ์
แม้นไม่มีคู่ชูพักตร์ น่าเสียดายนักเช่นนี้ ฯ
ท้าวชัยทัตตรัสว่า
๏ อ้าเจ้าเยาวมาลย์กานดา แก้วตาผู้มิ่งมารศรี
โฉมเฉลาเสาวภาคพรรณี เจ้านี้ทรงวัยใหญ่แล้ว
สมควรอภิรมย์สมสอง มีคู่อยู่ครองผ่องแผ้ว
ทรงลักษณ์ศักดิ์เลิศเพริศแพร้ว เหมือนแก้วทั้งคู่ดูพราย
พ่อม่งบงกิจพิธี สรรหาสวามีเฉิดฉาย
ส่งข่าวป่าวคำกำจาย ลือเกียรติฤๅวายทิวา ฯ
๏ เมื่อนั้น โฉมยงองค์กนกเรขา
ยินคำดำรัสราชา กัลยาณิ์ก้มกราบทูลไป ฯ
นางกนกเรขาทูลว่า
๏ ข้าแต่อวนินท์ปิ่นราช ภพนาถเลอฤทธิ์อดิศัย
ซึ่งทรงรำลึกตรึกไตร จักให้ข้าหาสามี
เพราะเหตุเม็ตตาการุญ พระคุณเปี่ยมเกล้าเกศี
แต่ว่าข้าผู้บุตรี ไม่รักจักมีภรรดา
อยู่เดียวเปนสุขทุกเมื่อ พระองค์จงเชื่อคำข้า
ให้เปนเช่นตูอยู่มา ไม่เปนภริยาชายใด ฯ
ท้าวชัยทัตตรัสว่า
๏ ดูรานงเยาว์เสาวลักษณ์ ดวงจักษุผู้พิสมัย
เจ้าตรัสอัตถ์นั้นฉันใด ใครฟังดังไร้ความคิด
นงเพ็ญเปนราชกัญญา เกิดมาในวงศ์ทรงกิตติ์
แม้นไม่มีคู่ชูชิด ชีวิตไร้ผลข้นแค้น ฯ
นางกนกเรขาทูลว่า
๏ ข้าแต่บิตุราชเลอศักดิ์ ลูกแน่ใจหนักจิตต์แน่น
แม้นชายฉายเฉิดเลิศแมน สุดงามสามแดนฤๅทัน
หมายมาเปนสามีลูก ลูกไซร้ไป่ผูกใจสรร
ขอพระนรเทพทรงธรรม์ ฟังคำสำคัญวันนี้
ไม่ขอมีคู่อยู่ข้าง หมายหมางใจเกลียดเสียดสี
ข้าผิดธรรมดานารี ภูมีอย่าเผด็จเม็ตตา
นางสิ้นดินแดนแสนหมื่น ใครอื่นไป่เปนเช่นข้า
พระองค์ทรงฤทธิ์บิดา จงเชื่อวาจาลูกรัก ฯ
๏ เมื่อนั้น องค์พระวีรวงศ์ทรงจักร
ยินคำสำคัญมั่นนัก ทรงศักดิ์รำพึงอึ้งคิด
หานางอย่างนี้หาไหนในแดแน่ได้ไม่ผิด
ชาดามานุษสุดทิศ หาไหนได้ชนิดนงเยาว์
นางเกิดเปนลูกเราไซร้ ลูกเราฤๅใช่ลูกเล่า
นางฟ้ามาเปนลูกเรา ดูเค้าจักเปนเช่นนี้
จึงทรงรูปลักษณ์นักหนา งามจริงยิ่งมานุษี
ไม่รักจักมีสามี ผิดแบบนารีธรรมดา ฯ
๏ องค์พระภูวนัยไตร่ตรอง ให้หมองใจหนักนักหนา
ค่ำเช้าเฝ้าปลอบกัญญา สุภคายืนคำร่ำไป
จนองค์ทรงเดชเกศรัฐ เคืองขัดขุ่นอกหมกไหม้
อาวรณ์ร้อนราชหฤทัย ภูวนัยออกอัตถ์ตรัสไป ฯ
ท้าวชัยทัตทรงกล่าวคำแค้นว่า
๏ อ้ากูผู้ใจไร้สุข เจ็บทุกข์จำทนหม่นไหม้
เคราะห์เรื่องเบื้องบรรพ์อันใดกรรมในชาติก่อนร้อนร้าย
เปนบาปตราบในชาตินี้ มีราชบุตรีเฉิดฉาย
ดื้อดึงขึ้งเคียดเกลียดชาย มุ่งหมายไม่หาสามี
ผิดแบบผิดแผนแสนร้าย เคืองคายขุ่นข้องหมองศรี
กูในชาติก่อนห่อนดี ชาตินี้ขุกเข็ญเห็นชัด
หมายมุ่งรุ่งเรืองเบื้องหน้า เห็นแน่แก่ตาว่าขัด
เพราะกรรมทำอยาบบาปซัด รู้ถนัดเล่ห์นั้นมั่นนัก ฯ
๏ เมื่อนั้น องค์พระบุตรีมีศักดิ์
ยินนราธิบดีชี้ชัก นงลักษณ์ส้อยเศร้าเปล่าใจ
สงสารบิตุรงค์ทรงเดช ภูธเรศร้อนรนหม่นไหม้
เคารพนบน้อมจอมชัย อรไทยทูลความตามจริง ฯ
นางกนกเรขาทูลว่า
๏ ข้าแต่ปัฐพินทร์ปิ่นเกศ ทรงเดชการุญคุณยิ่ง
เปนที่ปกปักพักพิง ทุกสิ่งเมตตาอาทร
ข้าไซร้ใช่เกลียดมีผัว ใช่กลัวชายกริ่งยิ่งศร
แท้จริงใจข้าอาวรณ์ ใคร่สู่คู่ช้อนชูชิด
สำคัญที่ตรงองค์ชาย มีหมายในใจไม่ผิด
มานุษสุดภพจบทิศ องค์เดียวข้าคิดใคร่รัก ฯ
ท้าวชัยทัตตรัสว่า
๏ อ้าเจ้าเผ่ารัตน์ขัติเยศ นรเศรษฐ์สูงวงศ์ทรงศักดิ์
ชายใดไหนเล่าเสาวลักษณ์ ซึ่งเจ้าเพราพักตร์พึงชิด
เผ่าพงศ์ทรงราชย์แหล่งไหน กุลงามนามใดไกรกิตติ์
เหนือใต้ให้ตูรู้ทิศ ประจักษ์จักคิดตามควร ฯ
นางกนกเรขาทูลว่า
๏ ข้าแต่พระมหาราชา เมตตาเชิงชอบสอบสวน
แสนยากหากจักชักชวน โดยขบวนเบี่ยงแบบแยบใด
เหตุว่าข้าไซร้ไป่รู้ ชายผู้โศภนคนไหน
ยรรยงพงศ์เผ่าเหล่าใคร อยู่ไหนในถิ่นดินดอน
ทราบเพียงว่าชายนายหนึ่ง ข้าพึงรักร่วมปัจถรณ์
กรุงงามนามกนกนคร แท้เที่ยงเวียงอมรแมนฟ้า
ชายไหนมาจากเมืองนั้น ชายนั่นคือสามีข้า
ใครอื่นหมื่นแสนแน่นมา ลูกยาฤๅปลงหฤทัย ฯ
ท้าวชัยทัตตรัสว่า
๏ ดูรานงเยาว์เสาวภาค จักยากโดยเลศเหตุไหน
ทราบความนามเวียงเกรียงไกร จักให้สืบด้นค้นดู
ร้อยพราหมณ์ถามเที่ยวเลี้ยวเลาะ สืบเสาะสื่อความตามผลู
พึงค้นหนไหนใคร่รู้ โฉมตรูจงบอกบิดา ฯ
นางกนกเรขาทูลว่า
๏ อ้าพระพีรพงศ์ทรงศักดิ์ ยากจักสืบเสาะเลาะหา
ลูกไซร้ไม่แจ้งจินดาอันว่าเวียงทองก่องกาญจน์
จักสถิตทิศไหนในดิน ฤๅถิ่นตรีทิพไพศาล
เมืองนาคในมหาบาดาล ฤๅฐานถิ่นหล้าอานันท์
ข้าทราบในยามศัยยา พระอิศวรเสด็จมาเข้าฝัน
ว่าพระภัดดาข้าอัน ชาติบรรพ์เคยอยู่คู่ครอง
ห่อนช้าจักสู่อยู่สม สุขาภิรมย์ร่วมห้อง
จักเสด็จจากเมืองเรืองรอง งามก่องกาญจน์แก้วแพร้วพิศ
ชายอื่นใช่ผู้คู่ชื่น แสนหมื่นไป่ม่งปลงจิตต์
ขอพระบิตุรงค์ทรงฤทธิ์ ขอพระบิตุรงค์ทรงฤทธิ์
ให้ป่าวข่าวรั่วทั่วแห่ง ทุกแหล่งกระหลบภพสาม
ชายใดได้เรื่องเมืองงาม อันนามเวียงทองผ่องเพ็ญ
ให้รีบมากล่าวข่าวสาร ยกข้อส่อพยานให้เห็น
มาตร์แม้นมีวรรณอันเปนอ ๔๙. ชายเช่นควรคู่ตูนี้
ทรงศักดิ์จักอวยชาดา ให้เปนภริยาเสริมศรี
ชายใดในภพธาตรี รู้ที่รู้เรื่องเมืองนั้น
ยินข่าวป่าวคงตรงมา ยินข่าวป่าวคงตรงมา
จักแจ้งโดยคำสำคัญ ว่ามานพนั้นสามี ฯ
ท้าวชัยทัตตรัสว่า
๏ อ้าเจ้าเสาวภาคเพ็ญพักตร์ ดวงจักษุผู้ภูลศรี
มานพเช่นเจ้าเล่านี้ อาจมีมามากยากใจ
เจ้าจักแจ้งจิตต์คิดมั่น เพราะสัญญามีที่ไหน
พ่อทราบสำคัญนั้นไซร้ จักให้สืบทั่วธาตรี ฯ
นางกนกเรขาทูลว่า
๏ ข้าแต่พระองค์ทรงภพ พระคุณล้ำลบเกศี
ทรงชัยให้ทูลเช่นนี้ เหลือที่ลูกกล้าวายาม
พระวิศเวศวรบอกข้า แต่มีวาจาว่าห้าม
มิให้พรายแพร่งแจ้งความ ลูกจำทำตามศุลี
พระองค์จงโปรดโทษให้ แก่ตูผู้ใต้บทศรี
แม้นทูลมูลความตามมี เกรงอุมาบดีเดชิต ฯอ ๕๐.

-------------------------------------------------
         อ ๓๔. “แกล้วกล้ามหารถฤทธี”. “มหารถ” คำนี้แปลว่าทหารใหญ่ มีคาถาว่า  เอโก ทศ สหสฺราณิ โยธเยทฺยสฺตุ ธนฺวินำ ศสฺตรศาสฺตรปฺรวิณศฺจ วิชฺญยะ ส มหารถะ ความว่าผู้รอบรู้ในเชิงอาวุธ คนเดียวอาจสู้ทหารธนูได้ถึงหมื่นคนนั้น ท่านว่าเปนมหารถ ↩
         อ ๓๕. “ขคราชเริงแรงแขงขร”. “ขค” แปลว่านก (ไปในฟ้า) “ขคราช” คือครุฑผู้เปนพญานก. ↩
         อ ๓๖. “อุรงค์ฤทธิ์ล้ำกำธร”. “อุรงค์” แปลว่านาค งูก็เรียก (แปลว่าไปด้วยอก). ↩
         อ ๓๗. “มีมิ่งหมายเหมือนเคลื่อนไหว”. “มิ่ง” ศัพท์นี้ใช้ในที่นี้ตามความเดิมซึ่งแปลว่าชีวิต. ↩
         อ ๓๘. “พระดนัยดนยาหาไม่”. “ดนย” แปลว่าลูกชาย “ดนยา” แปลว่าลูกหญิง. ↩
         อ ๓๙. “รอยกรรมทำไว้ในบรรพ์”. “บรรพ” ศัพท์นี้หนังสือไทยใช้มาก ในความว่า “ก่อน” เช่น “บรรพบุรุษ” เปนต้น พจนานุกรมกล่าวว่าเปนคำแผลงมาจากสํสกฤตปุรฺว ซึ่งน่าจะเห็นว่า “แผลง” มาก. ↩
         อ ๔๐. “ไร้บุตรสุดบาปปลาบจิตต์”. ลัทธิพราหมณ์ถือว่าความไม่มีบุตรนั้นบาป จะต้องรับทุกข์ในภายหน้า เพราะเมื่อตายไปแล้ว แลยังเปนเปรตอยู่นั้น ต้องมีลูกเปนผู้เส้นด้วยก้อนเข้าบิณฑ์เฉพาะตัว ผู้ตายจึงจะได้รับผลเต็มที่ คนอื่นทำไม่ได้เหมือนลูก.
                  ครั้นเมื่อพ้นวิสัยแห่งเปรตไปเปนปิตฤแล้ว ถ้าไม่มีลูกหลานของตนเองเปนผู้เส้น ก็ยังได้ความเดือดร้อนเหมือนกัน แต่ค่อยยังชั่ว เพราะเครื่องเส้นซึ่งลูกหลานในเครือญาติเดียวกันบูชาส่งไปนั้น พวกปิตฤกินด้วยกันได้ ถึงไม่มีลูกหลานของตนเอง
                  ก็พออาศัยผู้อื่นในเครือญาติเดียวกันได้ เปนอันไม่อด แต่เปรตนั้นต้องได้รับเส้นจากลูกหลานเฉพาะตัว มิฉนั้นต้องอด.
                  อนึ่งมีคำกล่าวไว้ในมนูธรรมศาสตร์ (๙.๑๓๘) ว่า เพราะลูกคุ้มพ่อมิให้ตกนรกขุมที่ชื่อปุต พระสวยํภู จึงทรงเรียกลูกว่า “บุตร” อันที่จริงเราท่านน่าเชื่อว่านรกขุมที่ชื่อปุตฺนั้น มีผู้ “ประดิษฐ์” ขึ้นเพื่อจะแปลคำว่า “บุตร” เท่านั้นเอง. ↩
         อ ๔๑. “เพ็ญชุณหแจ่มวงทรงกลด”. “ชุณห์” แปลว่าพระจันทร์. ↩
         อ ๔๒. “นางคลอดชาดาลาวัณย์”. “ชาดา” แปลว่าลูกหญิง. ↩
         อ ๔๓. “เห็นราชทาริกานารี” “ทาริกา” แปลว่าเด็กหญิง. ↩
         อ ๔๔. “หอมหรรษ์เหมจิตต์พิสมัย”. “พิสมัย” คำนี้เปนคำสํสกฤต “วิสฺมย” ภาษาบาลีเปนวิมฺหโย แปลว่าแปลกใจ แต่ใช้ว่า “รัก” กันมาก. ↩
         อ ๔๕. “ควรจำธรรมดานาไร่”. แขกมักจะเปรียบหญิงกับไรนา เพราะหญิงเปนที่เกิดแห่งพืชคน ดังซึ่งไร่นาเปนที่เกิดแห่งพืชข้าว. ↩
         อ ๔๖. “ชาดาดวงใจใช่เฉา”. “เฉา” ในที่นี้ว่าเขลา ว่าโง่. ↩
         อ ๔๗. “ตรัสให้หาราชพาลา”. “พาลา” แปลว่านางสาว. ↩
         อ ๔๘. “มัธยมกลมเกลาเพราเพริศ”. “มัธยม” ในที่นี้แปลว่าสเอว. ↩
         อ ๔๙. “มาตรแม้นมีวรรณอันเปน”. “มีวรรณ” คือมีชาติซึ่งฝรั่งเรียกว่า Caste. ↩
         อ ๕๐. “เกรงอุมาบดีเดชิต”. “อุมาบดี” แปลว่าผัวพระอุมา คือพระอิศวร. ↩


         โปรดติดตามตอนต่อไป
6  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ใต้เงาไม้ / กลมกลืนกลอน เมื่อ: 17 กันยายน 2561 12:09:17


แผนผังกลอนกลบท กลมกลืนกลอน


กลมกลืนกลอน

กลมกลืนกลอน เป็นชื่อกลบทชนิดหนึ่ง บังคับคำซ้ำในแต่ละวรรค ๒ แห่ง คือ คำที่ ๔ ซ้ำกับคำที่ ๘ คำที่ ๕ ซ้ำกับคำที่ ๗ เวลาเขียนจะเขียนไว้เพียง ๖ คำ อีก ๒ คำ ถือว่าถูกกลมกลืนหรือซ่อนอยู่ในวรรค ในการอ่านเมื่ออ่านจบวรรคแล้วจะต้องอ่านถอยหลังกลับไป ๒ คำ จึงจะได้คำครบทั้งวรรค

กรมหมื่นไกรสารวิชิต ได้ทรงนิพนธ์โคลงอธิบายกลบทชนิดนี้ไว้ในจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ดังนี้
”กลกลอนกลับทอดท้าย             หลังสลับ สองนา
วรรคหนึ่งถอนนพนับ เช่นชี้
สอดสนซ่อนกลกลับ กลบเกลื่อน
ยลเยี่ยงแบบบทนี้ ชื่อกล้ำกลืนกลอน


ตัวอย่างจากเรื่อง ศิริวิบุลกิตติ์
”นกบินมาราร่อนแล้วร่อนรา บ่รู้ว่าสมรนาฎพระนาฎสมร
อยู่แห่งใดจรแจ้งไม่แจ้งจร สกุณร่อนราปีกแล้วปีกรา
จะแจจะจอแจ้วจ๋าเสียงจ๋าแจ้ว เหมือนเสียงแก้วหาพี่ตามพี่หา
พระน้องเอ๋ยมาเถิดเชิญเถิดมา       ครองภาราไชยเรืองให้เรืองไชย
ท้าวเร่งรัดพลรับให้รับพล ข้ามไพรสณฑ์ใสเสียงฟังเสียงใส
เรไรร้องไพรก้องศัพท์ก้องไพร วังเวงใจคิดหวงไห้หวลคิด

.
ตัวอย่างจากจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม  หลวงนายชาญผู้แต่ง

แสนเสียดายหายห่างโอ้ห่างหาย      แสนเสียดายกรายนาฎช่างนาฎกราย
แสนเสียหายงอนงามเจ้างามงอน คิดถึงเหลือเมื่อครั้งสุขครั้งเมื่อ
คิดถึงเนื้ออ่อนเนื้ออุ่นเนื้ออ่อน คิดถึงเคยนอนแนบนางแนบนอน
คิดถึงจรจำใจจากใจจำ สงสารนักน้องเอ๋ยอกเอ๋ยน้อง
สงสารซ้ำพร่ำพร้องสั่งพร้องพร่ำ สงสารเอ๋ยเคราะห์กรรมเป็นเคราะห์กรรม
สงสารคำวอนว่าเวียนว่าวอน

เอกสารอ้างอิง
ชุมนุมตำรากลอนฉบับหอสมุดวชิรญาณ. กรุงเทพฯ : คุรุสภา.๑๕๑๙
ประชุมจารึกวัดพระเชตุพนฯ. พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาน. สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณณสิริ).๒๕๑๗
ประคอง นิมมานเหมินท์ เรียบเรียง.
7  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ในครัว / แกงชักส้มคืออะไร? สูตร/วิธีทำ "แกงชักส้มหมูสามชั้น" เมื่อ: 17 กันยายน 2561 10:44:28



แกงชักส้ม

ส่วนผสม
- ผักบุ้งไทย พันธุ์ก้านเขียวขาว           80 กรัม
- หมูสามชั้นหั่นตามขวาง                 100 กรัม
- ใบมะกรูดฉีก                 2-3 ใบ
- ผลมะกรูดหั่นแว่น         1-2 แว่น
- น้ำมะกรูด       1 - ½ ช้อนโต๊ะ
- น้ำมะขาม     ½ ช้อนโต๊ะ
- น้ำปลาอย่างดี     1 - ½ ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาลปีบ     1 ช้อนต๊ะ
- น้ำพริกแกงชักส้ม           1 ช้อนแกงพูน
- น้ำสะอาด     2 ถ้วย


ส่วนผสมน้ำพริกแกงชักส้ม
- พริกแห้งแกะเมล็ดออก         9-11 เเม็ด
- ผิวมะกรูดซอย         2 ช้อนชา
- ข่าซอย     ½ ช้อนโต๊ะ
- ตะไคร้ซอย         1+½ ช้อนโต๊ะ
- กระเทียมไทยแกะกลีบ     1+½ หัว
- หอมแดงไทย     5 หัว
- เกลือป่น     ½ ช้อนชา
- กะปิ     2 ช้อนชา

โขลกเครื่องแกงทุกอย่าง (ยกเว้นกะปิ) รวมเข้าด้วยกันจนละเอียด ใส่กะปิโขลกพอเข้ากัน
* เครื่องแกงนี้ ใช้ได้หลายครั้ง ผู้โพสท์โขลกทีละจำนวนมาก ที่เหลือใส่ถุงพลาสติกมัดปากถุงให้แน่นเก็บแช่เย็นไว้ได้นาน


วิธีทำ
1.ล้่างผักบุ้งให้สะอาด หั่นท่อนยาวประมาณ 2 นิ้ว
2.ใส่น้ำเปล่าในภาชนะ ยกขึ้นตั้งไฟ พอน้ำเดือด ใส่น้ำพริกแกงคนให้ละลาย เคี่ยวประมาณ 3 นาที  ใส่หมูสามชั้นเคี่ยวด้วยไฟอ่อนจนหมูกสุกนุ่ม
3.เร่งไฟให้แรง พอน้ำเดือดเต็มที่ ใส่ผักบุ้ง ใบมะกรูดฉีก  
4.ปรุงรสด้วยน้ำมะกรูด น้ำมะขามเปียก น้ำปลาอย่างดี และน้ำตาลปีบ ชิมรสตามชอบ
5.ก่อนยกลงจากเตา ใส่ผลมะกรูดหั่นแว่น คนให้เข้ากัน ยกลง ตักใส่ชามเสิร์ฟ




ส่วนผสมแกงชักส้ม : ผู้ทำใช้ผักบุ้งไทย พันธุ์ก้านเขียวขาว เพราะเมื่อโดนความร้อน ผักบุ้งจะไม่เปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ


น้ำพริกแกงชักส้ม : โขลกเครื่องแกงทุกอย่าง (ยกเว้นกะปิ) รวมเข้าด้วยกันจนละเอียด ใส่กะปิโขลกพอเข้ากัน
* เครื่องแกงนี้ ใช้ได้หลายครั้ง ผู้โพสท์โขลกทีละจำนวนมาก ที่เหลือใส่ถุงพลาสติกมัดปากถุงให้แน่นเก็บแช่เย็นไว้ได้นาน


ใส่น้ำเปล่าในหม้อหรือกระทะ ยกขึ้นตั้งไฟ พอน้ำเดือด ใส่น้ำพริกแกงคนให้ละลาย เคี่ยวประมาณ 3 นาที  ใส่หมูสามชั้นเคี่ยวด้วยไฟอ่อนจนหมูกสุกนุ่ม


เร่งไฟให้แรง พอน้ำเดือดเต็มที่ ใส่ผักบุ้ง ใบมะกรูดฉีก

 
ปรุงรสด้วยน้ำมะกรูด น้ำมะขามเปียก น้ำปลาอย่างดี และน้ำตาลปีบ ชิมรสตามชอบ
ผักสุกดีแล้ว ก่อนยกลงจากเตา ใส่ผลมะกรูดหั่นแว่น คนให้เข้ากัน


ตักใส่ชามเสิร์ฟ รับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ



 แกงชักส้มคืออะไร?

แกงชักส้ม
แกงชักส้ม เป็นแกงโบราณชนิดหนึ่ง  ที่เรียกว่า “ชักส้ม” นั้น หมายถึงให้ออกรสส้ม คือ รสเปรี้ยวจัดกว่าแกงส้มทั่วไป  นิยมทำเป็นกับข้าวกันกันแพร่หลายในย่านภาคกลาง  รสชาติคล้ายกับแกงส้ม แต่จะมีรสชาติและกลิ่นต่างไปจากแกงส้ม โดยเฉพาะรสส้มหรือรสเปรี้ยว ที่เป็นลักษณะเฉพาะของแกงชักส้มอยู่ที่รสเปรี้ยวของน้ำมะกรูด รสน้ำส้มมะขามเป็นเพียงส่วนประกอบรอง กับออกกลิ่นหอมของผิวและใบมะกรูด

เนื้อสัตว์ที่นิยมนำมาแกงชักส้ม ได้แก่ ปลาเทโพ ปลาสวาย ปลาช่อน ปลากด หรือใช้เนื้อหมูสามชั้น  ผักที่ใช้สำหรับใส่แกงชนิดนี้โดยมากมักนิยมใช้ผักบุ้งไทย โดยเลือกต้นอวบๆ  ส่วนเครื่องปรุงหรือน้ำพริกแกงประกอบด้วย พริกแห้ง หัวหอม กระเทียม ผิวมะกรูด ข่า ตะไคร้ เกลือเล็กน้อย และกะปิ

การปรุงรสแกงชักส้มต้องให้ออกรสเปรี้ยวนำหน้า รสเค็ม และหวานด้วยน้ำตาลปีบตามหลัง  

8  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ห้องสมุด / Re: เวชชศาสตร์วัณ์ณนา : ตำราแพทย์แผนโบราณ เมื่อ: 15 กันยายน 2561 17:04:49


ยาหอมแก้ลมสันนิบาตไข้เหนือ

อาการคือ คนไข้เป็นลมหน้ามืด วิงเวียน ตาลาย หัวศีรษะ จะยืนมิได้ คอยจะล้ม

ให้เอาใบหมากภู่ ๑  ใบหมากเมีย ๑ ใบ  ว่านน้ำ ๑  สมอทะเล ๒  ใบว่านหางช้าง ๑  เกสรบัวหลวง ๑  ดอกสัตตบงกช ๑  จันทั้ง ๒  กฤษณา ๒  กลำภัก ๒  ขอนดอก ๒  แฝกหอม ๑  ชะมดเชียง ๑  โกฏิหัวบัว ๒ ดอกมะลิ ๕ ขิงแห้ง ๒  เทียนดำ ๒

ยานอกนั้นเอาสิ่งละ ๑-๒ สลึง  ตำผง  เมื่อจะเคล้ายาปั้นเม็ด เอาดอกมะลิสด ๒ บาท แช่เอาน้ำมาเคล้ายา  ปั้นเม็ดตากในร่ม  กระสายใช้จันเทศ เปลือกอบเชยเทศ หอม ใบพิมเสน ต้มเป็นกระสายละลายกิน

---------------------------
สันนิบาต : น. เรียกไข้ชนิดหนึ่งมีอาการสั่นเทิ้ม ชักกระตุก และเพ้อ ว่า ไข้สันนิบาต เช่น ไข้สันนิบาตลูกนก ไข้สันนิบาตหน้าเพลิง.


* น้ำหนักตัวยาหนึ่งบาท = ๑๕ กรัม
สมุนไพรนี้ซื้อได้ตามร้านขายยาแผนโบราณ หรือร้านขายยาจีน ซึ่งจ้างร้านให้บดตัวยาเป็นผงได้
 

๗๐๐/๒๘
9  สุขใจในธรรม / เอกสารธรรม / Re: พุทธธรรมเพื่อชีวิตและสังคม เมื่อ: 15 กันยายน 2561 17:03:43



สัพพะปาปัสสะ  อะกะระณัง
การไม่กระทำบาปทั้งปวง เป็นหัวใจของพุทธศาสนา

ภาพจาก : วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร

๗๕๐
10  สุขใจในธรรม / เกร็ดศาสนา / พิธีลอยบาป เมื่อ: 15 กันยายน 2561 14:38:49


เมืองพาราณสี ประเทศอินเดีย
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก เว็บไวตฺ์ ทราเวลบล็อก.เอ็กซ์พีเดีย

พิธีลอยบาป

แต่เดิมเข้าใจกันว่าการลอยบาป เป็นการปล่อยบาป โดยสมมติว่าปล่อยบาปลงในวัตถุแล้วให้ลอยน้ำไป เหมือนอย่างลอยกระทง  แท้จริงแล้ว การลอยบาปเป็นพิธีพลีกรรมของชาวฮินดู เพื่อให้ได้อานิสงส์ เหตุที่กระทำพิธีนี้ที่เมืองพาราณสี ก็เพราะเชื่อถือกันว่าเมืองนี้เป็นเมืองอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นเสมือนประตูสวรรค์ของชาวฮินดู  พิธีเริ่มต้นด้วยผู้ทำพิธีลอบบาป พากันเดินประทักษิณรอบเมืองพาราณสีเป็นระยะทางราว ๑,๘๐๐ เส้น  ใช้เวลาราว ๖ วัน  เมื่อบูชาเทวสถานต่างๆ เสร็จแล้วก็พากันมายังท่าน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งใดแห่งหนึ่ง ริมฝั่งแม่น้ำคงคา เขียนมนต์สำหรับบริกรรมจากพราหมณ์ แล้วลงอาบน้ำ ดื่มน้ำ ดำหัวให้บาปลอยไปกับสายน้ำ แล้วขึ้นไปรับพรต่อพราหมณ์ เป็นเสร็จพิธี
11  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ใต้เงาไม้ / Re: "กนกนคร" วรรรณกรรมรักข้ามชาติภพ เมื่อ: 14 กันยายน 2561 17:52:34
                                     
       . กนกนคร  .
       พระนิพนธ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (น.ม.ส.)

๏ เมื่อนั้น กมลมิตรติดอกหมกไหม้
สูอย่าเยาะเย้ยไยไพ เจ้าไซร้ตาบอดสอดรู้
หยิ่งแล้วยังแถมแกมโง่ พูดโป้พูดปดอดสู
อันเนตรนงรามงามตรู ใครดูย่อมพะวงหลงเพลิน
อย่าว่าแต่ชายสามานย์ แม้มุนีมีฌานหาญเหิร
บ่มตละน่าเบื่อเหลือเกิน จำเริญโยคะละกาม
เปนที่หวาดหวั่นพรั่นจิตต์ วาสพสุรฤทธิ์คิดขามอ ๒๐.
จึ่งจัดอัจฉราวายามอ ๒๑. กวนกามกอบกรรมทำลาย
ยียวนชวนชื่นรื่นรส เพื่อพรตหล่นแหลกแตกหาย
ไปสมประสงค์จงร้าย สิ้นหมายหมดวายามะ
แม้นให้ภริยาข้ายั่ว คงขรัวฌานแตกแหลกหละ
เหลืออั้นเหลืออดลดละ โยคะจักดับฉับพลัน
ทนเนตรบังอรห่อนได้ เราไม่กล่าวแกล้งแสร้งสรร
โฉมศรีโศภาลาวัณย์ ดวงจันทร์คือดวงนัยนา ฯ
๏ เมื่อนั้น เพื่อนพญาคนธรรพ์หรรษา
ตบหัตถ์ตรัสตอบวาจาไม่ช้าได้เล่นเห็นจริง
ที่ใกล้ไหล่เขาเราชี้ โยคีพรตกล้ามาสิง
เชี่ยวฌานนานไม่ไหวติง ปราศสิ่งยั่วยวนชวนชัก
ท่านใคร่สำแดงวนิดา จงเชิญกัลยาณิ์ทรงศักดิ์
สู่ไหล่คีรีที่พัก เยื้องยักยั่วเย้าโยคี
เชิงยวนชวนให้เธอหลง นัยนานวลนงทรงศรี
แม้นนางล้างกิจพิธี ของมหามุนีได้จริง
จึ่งจักประจักษ์หลักอ้าง ว่านางงามปลอดยอดหญิง
เราไซร้ไป่หาญค้านติง ทุกสิ่งนอบน้อมยอมตาม ฯ
๏ เมื่อนั้น กมลมิตรเจ็บช้ำคำหยาม
ฤๅคิดรอบคอบตอบความ ในยามหันหุนมุ่นใจ
ท่านท้าข้าไซร้ไป่พรั่น อันนางพางจันทร์แจ่มใส
อาจล้างพิธีชีไพร แน่ได้ดังจิตต์คิดเจียว
เราปองลองเล่นเช่นท้า ใจข้าไป่พรั่นหวั่นเสียว
ดวงเนตรโฉมยงองค์เดียว อาจเหนี่ยวพรตโง่โยคี
ให้ตบะหล่นแหลกแตกทิ้ง ห่อนนิ่งอยู่ได้ในที่
จักเกิดเสียวศัลย์ทันที ราคีกำหนัดกลัดใจ
แม้นมิสมหวังดังว่า เศียรข้าจักบั่นหั่นให้
เปนเครื่องบูชาตราไว้ที่ในแม่น้ำคงคา ฯ
๏ เมื่อนั้น เพื่อนพญาคนธรรพ์พลันว่า
อย่าชล่ากล้าเล่นเจรจา พูดบ้าบุ่มไปไป่ดี
จักตัดเศียรเส้นเช่นว่า เธอใช่พระมหาฤๅษี
ทรงนามทักษะโยคีอ ๒๒. พระประชาบดีเดชิต
เศียรขาดแล้วมีมาเปลี่ยน เศียรท่านใช่เศียรนักสิทธ์
หัวขาดจักขาดชีวิต จักติดหัวใหม่ได้ฤๅ
พูดพลางหัวเราะเยาะเย้ย ท่านเอยอุตส่าห์อย่าดื้อ
เราว่าจงฟังยั้งมือ ผ่อนปรือคืนคำจำไว้ ฯ
๏ เมื่อนั้น กมลมิตรหันหุนมุ่นไหม้
จากชุมนุมพลันทันใด รีบไปยังองค์ชายา ฯ
๏ พบนางกลางสวนยวนจิตต์ ยิ่งพิศผูกพันธ์หรรษา
เสาวภาคโศภิตติดตา นัยนาคมขำล้ำลบ
แจ่มลักษณ์จิ้มลิ้มริมสระ ปัทมะคันธินกลิ่นกลบ
ฤๅษีชีไพรในภพ แลสบเนตรน้องต้องรัก ฯ
๏ พิศนางพลางกล่าววาจา ดูราโฉมยงทรงศักดิ์
มีชายใจพาลหาญนัก ลบหลู่นงลักษ์เลิศฟ้า
กล่าวว่าถ้าเจ้าเพราพริ้ง เลิศยิ่งนางใดในหล้า
เชิญองค์นงคราญกานดา ยังไหล่ภูผาข้างโน้น
ยวนองค์โยคีมีฌาน ให้ร่านรุมในใจโผน
ร้อนราคราวไฟไหม้โชน เอนโอนโยคะละทิ้ง
แม้นนางทำได้ประจักษ์ จักว่านงลักษณ์ยอดหญิง
น่าแค้นคำเขาเขลาจริง ค้านติงความงามทรามวัย
พี่ท้าว่าองค์นงลักษณ์ จักให้ประจักษ์จนได้
แม้นไม่ได้ดังหวังใจ พี่ไซร้จักตัดเศียรตู
ทิ้งในแม่น้ำคงคา บูชาเพื่อปลดอดสู
ขอเชิญนางน้องลองดู ค้ำชูข้อท้าวาที
ใช้เนตรโฉมยงทรงฉาย ทำลายพรตดื้อฤๅษี
ให้สมศรัทธาสามี ดังที่ได้กล่าวท้าไว้ ฯ
๏ เมื่อนั้น นางอนุศยินีศรีใส
ยินตรัสขัดอกตกใจ หฤทัยหวาดหวั่นพรั่นทรวง
อ้ำอึ้งตลึงแลแดลาญ เยาวมาลย์ทุกข์เท่าเขาหลวง
อึดอัดขัดเข้มเต็มตวง พักตร์เผือดเดือดดวงแดร้อน ฯ
นางอนุศยินีกล่าวว่า
๏ ข้าแต่พระปิ่นปราเณศอ ๒๓. ทรงเดชจงยั้งฟังก่อน
เกรงผิดจิตต์ข้าอาวรณ์ โทษกรณ์ก่อเกิดกองร้าย
บาปนักจักล่อนักธรรม เพื่อดาบสกรรมรส่ำรสาย
เธอบำเพ็ญบุญหนุนกาย มั่นหมายกุศลผลดี
แม้นเรานอกรีดกีดขวาง มุ่งร้ายหมายล้างฤๅษี
ทางดีที่ได้ไป่มี อัคคีลวกเราเร่าร้อน
บาปกรรมทำทุกข์แม่นมั่น โทษทัณฑ์เราเขือเหลือถอน
กริ่งภัยใจข้าอาวรณ์ ช้าก่อนจงฟังยั้งคิด ฯ
๏ วอนพลางนางเพ่งเล็งพักตร์ เหตุรักให้ร้อนถอนจิตต์
เพียงเพลิงเริงไล่ใกล้ชิด ยิ่งคิดยิ่งคร้ามขามนัก
วาจาบังอรวอนว่า นัยนาดูองค์ทรงศักดิ์
พจน์นางแพ้เนตรนงลักษณ์ ยิ่งชมยิ่งชักให้ร้าย
กมลมิตรพิศเนตรนวลนุช แสนสุดใจรักฤๅหาย
ห่อนยินวาทาธิบาย ชมเนตรโฉมฉายเพลินไป
ยิ่งนึกยิ่งแน่ในจิตต์นักสิทธ์ไป่ซงองค์ได้
ตาเพ็ญเช่นนั้นมั่นใจ อาจพร่าพรตให้เอนเอียง
นางวอนห่อนเปนประโยชน์ เพราะเนตรนงโพธเธอเถียง
ไป่ยั้งฟังคำสำเนียง บ่ายเบี่ยงว่าวอนอ่อนใจ ฯ
๏ สามีมิฟังดังว่า กัลยาณิ์พรึงพรั่นหวั่นไหว
ข่อนๆ ร้อนตัวกลัวภัย หฤทัยนิ่งนึกตรึกตรอง
ความจริงในใจใคร่รู้ ยั่วดูแต่สองต่อสอง
นักสิทธ์คงใคร่ในคลอง รดิกรรมทำนองทางใน
เรางามยิ่งสามโลกกว้าง อาจล้างดาบสพรตใหญ่
จักสิทธิ์สมหวังดังใจ ฤๅไม่สำเร็จอยากรู้
ใคร่ทราบก็เหลือจะใคร่ อายใจก็เหลืออดสู
กริ่งโทษเทียมไฟใหม้ภู โฉมตรูลังเลหฤทัย ฯ
๏ เธอวอนทรามวัยใจตื้น นางขืนคำวอนห่อนไหว
จูงกรพากันครรไล มุ่งหน้ามาในไพรพน
แลหาดาบสพรตกล้า แทบใกล้ไหล่ผาปลายหน
พบโยคียงซงตน อานนนิ่งแน่แลนานอ ๒๔.
คือหลักปักไว้ไป่เคลื่อน แม่นเหมือนต้นไม้ไพศาล
ฝูงปลวกทำรังยังปราณ สำราญอยู่รอบโยคิน
หนวดเธอทอดไปในพน ปลิวไปในหนบนหิน
ผมขาวยาวเฟื้อยเลื้อยดิน มุนินทร์ห่อนไหวใจกาย
กิ้งก่าเพศหญิงวิ่งหนี บนตัวฤๅษีซ่อนหาย
กิ้งก่าเพศชายไล่กราย เร่รายตัวหญิงวิ่งล้อ
ดาบสอดแดแน่นิ่ง มันวิ่งบนกายสอๆ
ฌานเพ่งฤๅพลั้งรั้งรอ เหมือนตอปักไว้ในดิน
ลืมเนตรแลไปในหาว จักษุใสขาวคือหิน
ไป่เห็นอันใดในดิน ไป่ยินอันใดในภพ ฯ
๏ สององค์ทรงเห็นนักสิทธ์ ให้คิดเคลือบแคลงแสยงสยบ
ไตร่ตรองถ่องถ้วนทวนทบ คือคบเพลิงเร้าเผาแรง
เปี่ยมฌานปานนั้นพรั่นนัก ทรงศักดิ์เลิศล้ำคำแหง
จะยั่วโยคะระแวง เรี่ยวแรงบาปกรณ์ร้อนร้าย
สงสัยใจตรึกนึกพรั่น โทษทัณฑ์จักมากหลากหลาย
กอบก่อกองกรรมทำลาย จักสลายสุขสันต์มั่นคง ฯ
๏ ฝ่ายพญากมลมิตรพิศนาง พิศพลางพิสมัยใหลหลง
บังเกิดกำเริบเอิบองค์ นัยนาโฉมยงเช่นนี้
มุ่งร้ายหมายมาน่าจะ สำเร็จเด็ดตบะฤๅษี
คิดแค้นคำท้าวาที ยิ่งมีจำนงปลงใจ
ชี้เชิญชายามารศรีอ ๒๕. ยุวดีลำยองผ่องใส
อัญเชิญโฉมเจ้าเข้าไป ล่อให้เห็นองค์นงเยาว์
เชิงชวนยวนยั่วโยคะ ดาบสปลดตบะเพราะเจ้า
พี่จักแฝงไม้ในเงา อยู่เฝ้าใฝ่ยั้งฟังดู ฯ
๏ สองกรทรงกอดยอดรัก จุมพิตชิดพักตร์ในผลู
เกี่ยวกวัดรัดโลมโฉมตรู เหมือนคู่จักร้างห่างนาน ฯ
๏ เมื่อนั้น นางสุโลจนากล้าหาญอ ๒๖.
ห่อนขัดภัดดาว่าวาน เยาวมาลย์มุ่งเย้าเข้าไป
ยืนตรับยับยั้งสังเกต เห็นเนตรลืมอยู่ดูใส
มุ่งเขม็งเล็งแลแต่ไกล ปราศไหวน่าหวั่นพรั่นจริง
เข้าไปใกล้หน้าดาบส ทรงพรตแข็งขืนยืนนิ่ง
จักยั่วจักยวนชวนอิง ห่อนทิ้งโยคะละลด
เธอบงนงรามทรามวัยอ ๒๗. ฤๅไม่ก็ไม่ปรากฎ
นางเยาะเฉพาะพักตร์นักพรต ช้อยชดเชิงชวนยวนยี ฯ
๏ เมื่อนั้น ปาปะนาศน์มหาฤๅษี
ทรงฌานนานยืนหมื่นปี ไป่มีใครกล้ามากราย
ลืมเนตรห่อนเห็นอันใด กรรณ์ไซร้ห่อนฟังทั้งหลาย
โยคะยิ่งล้ำกำจาย กระสับกระส่ายฤๅมี ฯ
๏ วันเมื่อโฉมยงทรงฉาย มุ่งร้ายต่อตบะฤๅษี
องค์พระปาปะนาศน์มุนี สำรวมอินทรีย์นิ่งนาน
รู้สึกมายามายวน ทบทวนทำนองปองผลาญ
โยคีมีใจรำคาญ เหตุการกลใดใคร่แล
น้อยๆ ค่อยรู้สึกตน เห็นนางโศภนเพ็ญแข
นัยนานิลนวลยวนแด ยิ่งแลยิ่งล้ำอำไพ
ท่วงทีท่าทางอย่างล้อ ใครหนอน่าชิดพิสมัย
นักสิทธ์คิดหลายหฤทัย เหตุใดมาเพ่งเล็งพิศ
แม่นมั่นปัญญาฌานะ โยคะเคร่งครัดชัดจิตต์
ทราบเหตุเลศกลต้นคิด มันกวนชวนชิดทั้งนี้
มุ่งร้ายหมายผลาญฌานกู สู่รู้จังไรใช่ที่
กำเริบมาเล่นเห็นดี มุนีเธอขมึงนัยนา ฯ
๏ อันนางอนุศยินี เห็นเนตรโยคีซ้ายขวา
เขียวเขม็งเล็งดูกานดา ประหม่ามุ่นอกตกใจ
หวาดหวั่นพรั่นทรวงดวงจิตต์ สุดคิดจักซงองค์ได้
เซซวนซุดสลบซบไป ล้มในพนารัญทันที ฯ
๏ เมื่อนั้น กมลมิตรเห็นเมียเสียศรี
วิ่งไปใกล้องค์มุนี โอบอุ้มยุวดีชายา
กอดทับกับฤทัยไหวหวั่น           องค์สั่นบนแผ่นภูผา
ริกรัวกลัวกรรมนำพา เกรงเดชพระมหามุนี ฯ
๏ เมื่อนั้น ปาปะนาศน์มหาฤๅษี
รู้เรื่องเคืองใจโยคี จึ่งมีวาจาสาปไป ฯ
ฤๅษีสาบว่า
๏ ดูราเมียผัวตัวเอิบ กำเริบใจบาปหยาบใหญ่
อันเนตรนงรามทรามวัย จักได้รับผลบัดนี้
นางยั่วโยคะละเมิด จงเกิดเปนมานุษี อ ๒๘.
กมลมิตรผู้พญาสามี เห็นดีรู้ด้วยช่วยกัน
จงมีกำเนิดมานุษ ผ่องผุดเพ็ญลักษณ์รังสรรค์
สองมุ่งใจสมัครรักกัน ให้พลันเริศร้างห่างไป
รันทมกรมกรรมทำงน ล้างตนในห้วงทุกข์ใหญ่
จนสิ้นบาปกรรมทำไว้ จึ่งให้สิ้นสาปหลาบจำ ฯ
๏ เมื่อนั้น กมลมิตรพิศเนตรนางขำ
เจ็บหนักจักจากตรากตรำ เจ็บหนักจักจากตรากตรำ
ยิ่งพิศภริยาอาดูร ยิ่งภูลทุกข์ทนหม่นหมอง
ก้มวอนกรไหว้ใจตรอง พลางสนองวาจาว่าไป ฯ
กมลมิตรกล่าวแก่ฤๅษีว่า
๏ ข้าแต่พระมหามุนี ข้านี้ทำบาปอยาบใหญ่
ลวนลามความผิดติดใจ หฤทัยหวาดหวั่นรันทด
ผ่อนโทษโปรดเถิดโยคี จงสาปให้มีกำหนด
รู้เขตคำแช่งแบ่งลด เปลื้องปลดทุกข์น้อยถอยไป ฯ
๏ เมื่อนั้น ปาปะนาศน์บรรหารขานไข
ซึ่งเจ้าเนาเข็ญเห็นภัย คิดใคร่คืนสองครองกัน
จักสมโดยหวังดังใจ โดยนัยที่เราสาปสรร
เมื่อใดได้ทลวงจ้วงฟัน จวบจ้ำห้ำหั่นกันลง
เมื่อนั้นกำหนดปลดบาป
กล่าวพลางดาบสพรตยง เธอสำรวมองค์ต่อไป ฯ
๏ เมื่อนั้น กมลมิตรจิตต์สั่นหวั่นไหว
พิศเนตรนงรามทรามวัย อรไทยพิศหน้าสามี
นางใคร่จำพักตร์ภรรดา เธอใคร่จำหน้ามารศรี
จักพรากจากพลันทันที สองมีใจเศร้าเปล่าทรวง ฯ
๏ ตกจากฟากฟ้ามาดิน พลัดถิ่นอาศัยในสรวง
พึงหลาบบาปเขือเหลือตวง ผาหลวงสูงใหญ่ไป่ปาน ฯ
๏ นางเข้าสู่ครรภ์มหิษี พระนราธิบดีใสศานติ์
ทรงนามชัยทัตภูบาล ตระการเกียรติ์องค์ทรงยศ
ครองอินทิราลัยไกรเกรียงอ ๒๙. สำเนียงฦๅชาปรากฎ
ปราศปัจจามิตรคิดคด ยงยศเยงสิ้นดินดอน ฯ
กมลมิตรสู่ครรภ์มหิษี พระนราธิบดีชาญศร
ทรงนามธรรมราชภูธรอ ๓๐. เธอครองนครอละกา
ไพรีเข็ดนามขามยศ ปรากฎเดชเดื่องเลื่องหล้า
สำราญบานใจไพร่ฟ้า ทั่วหน้าสุขเกษมเปรมปรี ฯ
๏ เมื่อนั้น องค์พระมเหศวรเรืองศรี
เนาอาสน์ไกลาสคีรี เปนที่อิ่มเอมเปรมตา
พิศเพ่งเล็งดูรู้แจ้ง ทุกแหล่งในสวรรค์ชั้นหล้า
เห็นพญาคนธรรพ์ภรรดา ชายายุพยงนงคราญ
ตกจากฟากฟ้ามาดิน ทิ้งถิ่นทิพาศัยไพศาล
ทราบแจ้งแห่งเหตุเภทพาน เกิดทุกข์รุกรานปานนั้น
นิ่งนึกตรึกตรองคลองธรรม โทษกรรมเกิดก่อส่อศัลย์
เพราะเหตุเนตรนางพางจันทร์ เช่นกันกับสีศอเรา
โดยเลมิดเกิดกอบกองทุกข์ เพลิงลุกร้อนยิ่งผิงเผา
อันกายโฉมยงนงเยาว์ ยังเนาในสวรรค์ชั้นฟ้า
นางไซร้ไปเกิดในดิน กรุงอินทิราลัยใต้หล้า
เราจักอุปถัมภ์นำพา รักษาทรากใส่ใจจำ
เหตุศรีแห่งศอเราไซร้ แบ่งส่วนไปในเนตรขำ
จักทอดทิ้งทรากตรากตรำ ห่างหายหลายฉนำฤๅควร
อันพญาคนธรรพ์นั้นไซร้ หฤทัยซวนเซเหหวน
พูดพล่อยเสเพลเรรวน ปั่นป่วนเพราะเราเข้าเจือ
ศรีจันทร์ศรีศอสีศยามอ ๓๑. ในเนตรนงรามงามเหลือ
เธอเห็นสาวน้อยลอยเรือ ห่อนเบื่อนัยนาบ้าฟุ้ง
คิดไปไม่เปนความผิด แห่งพญากมลมิตรจิตต์ยุ่ง
ฤทธิ์อนงค์หลงใหลไคล้คลุ้งอ ๓๒. ควรเราเข้าพยุงเธอไว้ ฯ
๏ ตรึกพลางพระมหาเทวะ โดยพระกรุณาธยาศัย
หยิบดอกอัมพุชอำไพอ ๓๓. พลางปักลงไว้ในดิน
กลายเปนเกาะน้อยลอยอยู่ แลดูสำอางกลางสินธุ์
มีเมืองเรืองแข่งแหล่งอินทร์ โศภินไพจิตรพิศพราย
ปราสาทราชฐานกาญจน์แก้ว เพริศแพร้วจำรัสเรืองฉาย
ห่อนมีชนใดใกล้กราย เมืองหม้ายอยู่ร้างกลางชล ฯ
         ๏ จัดเสร็จพระอิศวรทรงเดช ปล่อยเหตุให้เกิดเปนผล
กมลมิตรกับน้องสองตน อนุสนธิ์คำสาปมุนี ฯ

จบภาค ๑ ในนิทานเรื่องกนกนคร

         อ ๑. “พระวิศเวศวรเรืองศร”. “วิศเวศวร” เปนนามๆ หนึ่งของพระอิศวร พระอิศวรมีนามมาก ที่ใช้ในหนังสือนี้คือ ศุลี ศิว ศศิเคขร คงคาธร ศัมภู มเหศวร มหาเทว อุมาบดี มหากาล ปศุบดี เปนต้น ↩
         อ ๒. “ศศีเสียบเผ้าเพราพราย”. “ศศี” แปลว่ามีกระต่าย คือพระจันทร์. เผ้า แปลว่าผม. ศศีเสียบเผ้าหมายความว่าพระอิศวรทรงพระจันทร์เปนปิ่น มีเรื่องว่าครั้งหนึ่งพระจันทร์ทำผิดเพราะเปนชู้กับนางดารา (ชนนีพระพุธ) ผู้เปนชายาของพระพฤหัสบดี เกิดความใหญ่จนพระจันทร์ถูกกำจัดไปอยู่นอกหมู่เทวดา ต่อเมื่อพระอิศวรทรงรับพระจันทร์มาปักไว้บนพระเกศา พระจันทร์จึ่งกลับเข้าหมู่เทวดาได้. ↩
         อ ๓. “อ้าพระธำรงคงคา”. คือคงคาธร (ทรงไว้ซึ่งแม่น้ำคงคา) เปนนามพระอิศวร มีเรื่องว่าเมื่อแม่น้ำคงคาจะลงมาจากสวรรค์นั้น แผ่นดินจะแตกเพราะกำลังน้ำซึ่งไหลตกลงมาโดยแรง พระอิศวรต้องเอาพระเศียรรับไว้ แผ่นดินจึงรอดภัยไปได้ แม่น้ำคงคาตกลงบนพระเศียรแล้วหลงอยู่ในพระเกศาช้านานจึงหาทางไหลเลยไปได้. ↩
         อ ๔. “เหมาะหมดพจมานบานมน”. “บานมน” คือเปนที่บานใจ. ↩
         อ ๕. “ข้าแต่พระศศิเศขร”. “ศศิเศขร” เปนนามพระอิศวร แปลว่าเสียบพระจันทร์ไว้ที่ผม. ↩
         อ ๖. “พระหทัยใฝ่ม่งทรงปอง”. “ม่ง” คือมุ่ง. ↩
         อ ๗. “เหมือนสีพระศอทรงศักดิ์”. พระอิศวรนั้นพระศอเปนสีนิล เรียกว่า นีลกัณฐะ มีเรื่องว่าเมื่อกวนเกษียรสมุทเพื่อจะเอาอมฤตนั้น มีพิษช่อกาลกูฎลอยขึ้นมามากมาย จะเปนภัยแก่เทวดาแลอสูรซึ่งประชุมกันอยู่ จนพระอิศวรทรงกลืนพิษนั้นเสียสิ้น เทพดาแลอสูรจึงพ้นภัย พิษนั้นไม่ทำร้ายพระอิศวรก็จริง แต่ทำให้พระศอเปนสีนิล. ↩
         อ ๘. “ศัมภูผู้เปนเจ้าของ”. “ศัมภู” เปนนาม ๆ หนึ่งของพระอิศวร. ↩
         อ ๙. “รังสีเล่ห์แสงศศธร”. “ศศธร” แปลว่าทรงไว้ซึ่งกระต่าย คือพระจันทร์. ↩
         อ ๑๐. “เคร่าใคร่ได้เคลียเมียมิ่ง”. “เคร่า” แปลว่า คอย. ↩
         อ ๑๑. “เนาเรือเหนือสรัสปัทมี”. “สรัส” แปลว่าสระ “ปัทมี” แปลว่ามีบัว ว่าหนองบัว สระบัว. ↩
         อ ๑๒. “ตรณีจันทร์นวลชวนชม”. “ตรณี” แปลว่าเรือ (เครื่องข้าม). ↩
         อ ๑๓. “งามฉวีคือชวาน่าใคร่”. “ชวา” คือดอกกุหลาบ. ↩
         อ ๑๔. “คิดเจ้าคือจันทน์ครรพิต”. ครรพิต = หยิ่ง. ↩
         อ ๑๕. “เอื้อมห่อนถึงองค์นงลักษณ์”. “ห่อน” แปลว่าเคย. เช่น “บ่ห่อนมี” แปลว่าไม่เคยมี. แต่ในกาพย์กลอนของเราใช้ห่อนแปลว่า “ไม่” โดยมาก เช่น โคลงในเตลงพ่ายว่า
          
        “เบื้องนั้นนฤนาถผู้             สยามินทร์”
        “เบี่ยงพระมาลาผิน ห่อนพ้อง”
เปนต้น ในกาพย์กลอนที่ข้าพเจ้าแต่ง ใช้ห่อนแปลว่า “ไม่” เกือบเสมอ ที่ใช้ดังนี้นับว่าผิดความเดิม. แต่ก็ขืนใช้ เพราะเลือนกันมานานแล้ว แลคำที่ใช้เลือนอย่างนี้ยังมีอีกหลายคำ.↩
         อ ๑๖. “พิศเนตรนวลนางกลางสินธุ์”. “สินธุ์” ศัพท์นี้ใช้มากในหนังสือไทย ในที่หมายความว่าน้ำ อันที่จริงแปลว่าทเล แปลว่าแม่น้ำ แลเปนชื่อแม่น้ำสายหนึ่งในอินเดียด้วย. ↩
         อ ๑๗. “ศอนิลปิ่นจันทร์พรรณ์ไร”. “พรรณ์ไร” แปลว่าวรรณเปนทอง (ไร แปลว่าทอง). ↩
         อ ๑๘. “นางอนุศยินีศรีใส”. “อนุศยินี” คำนี้ฝรั่งเขาแปลไว้ว่าเมียผู้ภักดีต่อผัว. “A devoted wife. But the word has another technical philosophical significance : it connotes evil, clinging to the soul by reason of sin in a former birth, and begetting the necessity of expiation in another body”. ↩
         อ ๑๙. “ใครฟังหมั่นไส้ทุกหน”. “หมั่นไส้” คำนี้ผู้รู้หนังสือมักเขียนว่า “มันไส้” ดูได้ความดีกว่า แต่เสียงพูดพูด “หมั่นไส้” เสมอ. ↩
         อ ๒๐. “วาสพสุรสิทธิ์คิดขาม”. “วาสพ” เปนชื่อเรียกพระอินทร์. ↩
         อ ๒๑. “จึงจัดอัจฉราวายาม”. “วายาม” คือพยายาม (อัจฉรา ดู อ. ๖๘). ↩
         อ ๒๒. “ทรงนามทักษะโยคี”. พระทักษะเปนพรหมฤษีประชาบดี. ครั้งหนึ่งกระทำพิธีบูชายัญเปนการใหญ่ เชิญเทพดามามาก แต่ไม่ได้เชิญพระอิศวรผู้เปนเขย. พระอิศวรทรงเห็นเปนการหมิ่นประมาท จึงเสด็จมาทำลายพิธี ตัดเศียรพระทักษะขาดแล้วโยนเข้ากองไฟให้ไหม้เสีย ครั้นเลิกการกาหลกันแล้ว จะหาเศียรพระทักษะมาติดเข้าอย่างเก่าก็หาไม่ได้ จึงต้องตัดเอาหัวแพะหรือแกะมาติดแทน. รูปฤษีซึ่งตัวเปนคนหัวเปนเเพะหรือเเกะนั้นคือรูปพระทักษะองค์นี้. ↩
         อ ๒๓. “ข้าแต่พระปิ่นปราเณศ”. “ปราเณศ” แปลว่าเจ้าแห่งลมหายใจเปนคำเมียใช้เรียกผัว แลผัวใช้เรียกเมียก็ได้ ↩
         อ ๒๔. “อานนนิงแน่แลนาน”. “อานน” แปลว่าหน้า ↩
         อ ๒๕. “ชี้เชิญชายามารศรี”. “มารศรี” ศัพท์นี้ใช้เรียกนาง แต่ไม่ทราบว่าแปลว่ากระไรแน่ ข้าพเจ้าเคยกล่าวในตอนอธิบายศัพท์ในพระนลคำฉันท์ว่าจะแปลว่านางเปนสิริแห่งกามเทพหรือสิริแห่งความรักจะได้ทางหนึ่งกระมัง (เพราะมารเปนชื่อกามเทพ แลเเปลว่าความรักก็ได้) แต่ได้พบในหนังสือสมุดดำตัวดินสอแห่งหนึ่งเขียนว่ามาณศรี แปลว่ามีสิริ. ↩
         อ ๒๖. “นางสุโลจนากล้าหาญ”. “สุโลจนา” แปลว่านางเนตรงาม. ↩
         อ ๒๗. “เธอบงนงรามทรามวัย”. “บง” แปลว่าดู. ↩
         อ ๒๘. “จงเกิดเปนมานุษี”. “มานุษี” แปลว่านางมนุษย์. ↩
         อ ๒๙. “ครองอินทิราลัยไกรเกรียง”. “อินทิราลัย” แปลว่าที่อยู่แห่งนางอินทิรา คือพระลักษมีผู้เปนเจ้าแห่งความงาม. ศัพท์nอินทิราลัยนี้เปนชื่อนีโลตบล คือบัวสีน้ำเงิน เพราะเมื่อพระลักษมีแรกเสด็จลอยขึ้นจากท้องเกษียรสมุทนั้นทรงนั่งในบัวชนิดนี้. ↩
         อ ๓๐. “ทรงนามธรรมราชภูธร”. “ภูธร” คำนี้อันที่จริงแปลว่าทรงไว้ซึ่งแผ่นดินหรือรองรับแผ่นดินไว้ หมายความว่าภูเขา หรือเปนนามพระนารายน์ในตำแหน่งที่ทรงยกแผ่นดินชูไว้ตามเรื่องในกฤษณาวตารเปนต้น ในหนังสือไทยเราใช้ภูธรแปลว่าพระเจ้าแผ่นดิน น่าจะเห็นว่าเปนเพราะยกย่องพระเจ้าแผ่นดินว่าเปนอวตารแห่งพระนารายน์ ไม่ใช่เพราะศัพท์ภูธรแปลว่าพระเจ้าแผ่นดินเปนแน่. ↩
         อ ๓๑. “ศรีจันทร์ศรีศอสีศยาม”. แปลว่าสิริแห่งพระจันทร์ แลสิริแห่งพระศอสีครามแก่ (ศยามแปลว่าสีคล้ำ) ↩
         อ ๓๒. “ฤทธิ์อนงค์หลงใหลไคล้คลุ้ง”. “อนงค์” แปลว่าไม่มีองค์หรือไม่มีตัวเปนนามพระกามเทพ ซึ่งถูกเผาเปนจุณไปครั้งหนึ่งเพราะตาไฟของพระอิศวร. ความรักนั้นกล่าวว่าพระกามเทพทำให้เกิดจึงใช้ศัพท์ “อนงค์” อย่างที่ใช้ในที่นี้ อนึ่งควรกล่าวเสียทีเดียวว่า ในสมุดเล่มนี้ใช้อนงค์แปลว่ากามเทพหรือความรักเสมอ ไม่มีที่แปลว่านางเลย ถึงในที่ซึ่งใช้ว่า “ขวัญอนงค์” ก็แปลว่าขวัญของกามเทพ. ↩
         อ ๓๓. “อยิบดอกอัมพุชอำไพ”. “อัมพุช” แปลว่าดอกบัว (เกิดในน้ำ). ↩




         โปรดติดตามตอนต่อไป
12  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ไปเที่ยว / สัมผัสทรัพย์ในดิน กลิ่นไอเกลือ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน เมื่อ: 14 กันยายน 2561 15:26:53

เกลือสินเธาว์ ที่อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน

สัมผัสทรัพย์ในดิน กลิ่นไอเกลือ
อำเภอบ่อเกลือ  จังหวัดน่าน

บ่อเกลือ” คือ อำเภอหนึ่งในจังหวัดน่าน อำเภอนี้มีชื่อด้วยมีแหล่งเกลือสินเธาว์ ที่มีเรื่องราวและสถานที่ให้เรียนรู้และสัมผัส จากตัวเมืองน่าน เรามุ่งหน้าสู่อำเภอบ่อเกลือ ในเส้นทางอันลาดชัน ลดเลี้ยวเคี้ยวคด  สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าต้นน้ำที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ โดยมีจุดหมายปลายทางที่ “ภูฟ้า”  เพียงเพื่อจะชมแหล่งผลิตเกลือสินเธาว์  “เกลือภูเขา” ที่มีเพียงแห่งเดียวในโลก  

เกลือที่ได้จากที่นี่ถูกส่งไปเลี้ยงผู้คนถึงสุโขทัย ลาว แคว้นล้านนา ไปจนถึงเชียงตุง และในเขตสิบสองปันนาของจีนมาแต่โบราณ นับเวลาได้หลายร้อยปีแล้ว

ในประชุมพงศาวดารภาคที่ ๑๐ เรื่อง “พงศาวดารเมืองน่าน” มีข้อความกล่าวถึงแหล่งผลิตเกลือที่เป็นเหตุให้พระเจ้าติโลกราชยกทัพมายึดเมืองน่าน เมื่อ พ.ศ.๑๙๙๓ โดยอ้างว่าต้องการเกลือจากบ่อมางไปเป็นส่วยค้าให้กับทางเมืองเชียงใหม่  เกลือจากบ่อมางดังกล่าวนี้ น่าจะหมายถึงบ่อเกลือที่บ้านบ่อหลวง ซึ่งติดกับน้ำมางแห่งนี้เอง

เดิมทีบ่อเกลือมีชื่อว่า “เมืองบ่อ” ซึ่งก็น่าจะหมายถึงบ่อน้ำเกลือสินเธาว์ รวมทั้งสิ้น ๙ บ่อ ได้แก่ บ่อหลวง ตั้งอยู่ที่บ้านบ่อหลวง  บ่อหยวก บ่อตอง ตั้งอยู่ที่บ้านหมู่หยวก บ่อเวร ตั้งอยู่ที่บ้านเวร  บ่อน่าน บ่อกึ๋น ตั้งอยู่ที่บริเวณหุบเขาต้นน้ำน่าน  บ่อน้ำแคะ ตั้งอยู่ที่บริเวณบ้านน้ำแคะ  บ่อเกร็ด ตั้งอยู่ที่บ้านสว้า  และบ่อเข้า ตั้งอยู่ที่บ้านส้าน

มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาเกี่ยวกับการค้นพบดินแดนแห่งบ่อเกลือ สรุปความได้ว่า ในอดีตกาลก่อนที่ผู้คนจะอพยพมาตั้งรกรากทำมาหากินที่บริเวณบ่อเกลือ  บริเวณนี้เป็นป่ารกทึบมาก่อน  มีนายพรานคนหนึ่งออกมาล่าสัตว์ และสังเกตเห็นว่า สัตว์ป่ามักจะมาดื่มน้ำในพื้นที่แห่งนี้เสมอ เมื่อทดลองชิมดูจึงรู้ว่าน้ำมีรสเค็ม  ความได้ทราบไปถึงพระญาภูคาและเจ้าหลวงบ่อ ทั้ง ๒ พระองค์พากันมาดูเกลือนั้น และได้ขึ้นไปบนยอดดอยภูจัน ได้เกิดการแข่งขันพุ่งสะเน้า (หอก) เพื่อครอบครองบ่อน้ำเกลือ พระยาภูคาพุ่งหอกออกไปทางทิศตะวันตกของลำน้ำมาง ตรงที่ตั้งหอนกในปัจจุบัน  ในขณะที่เจ้าหลวงบ่อพุ่งหอกไปทางทิศตะวันออกของลำน้ำมาง ตรงที่ตั้งหอเจ้าพ่อบ่อหลวงในปัจจุบัน  ชาวบ้านที่ไปชมการพุ่งหอกในครั้งนั้น ได้นำเอาก้อนหินมาก่อเป็นที่สังเกตแล้วตั้งเป็นโรงหอทำพิธีระลึกตอบแทนบุญคุณเจ้าหลวงทั้งสองเป็นประจำทุกปีจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

ชาวบ้านเชื่อกันว่าบ่อน้ำเกลือแต่ละบ่อนั้นมี “เจ้าซางคำ” คอยปกปักรักษาอยู่ ดังนั้นทุกวันแรม ๙ ค่ำ เดือน ๕  ชาวบ้านบ่อหลวงจะทำพิธีบวงสรวงเจ้าหลวงบ่อเรียกว่า “พิธีแก้ม” มีการเลี้ยงเจ้าหรือเลี้ยงผี เพื่อขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ได้ปกป้องคุ้มครองและให้เกลือแก่พวกเขาใช้ทำมาหากินมาตลอดระยะเวลา

การเดินทางไปสู่อำเภอบ่อเกลือ สามารถไปได้ ๒ ทาง คือ จากจังหวัดน่านผ่านอำเภอสันติสุขถึงอำเภอบ่อเกลือเป็นระยะทางประมาณ ๑๕๒ กิโลเมตร และอีกทางหนึ่งคือจากตัวจังหวัดน่านถึงอำเภอปัวแล้วตัดตรงข้ามเขาเข้าอำเภอบ่อเกลือ อีก ๔๘ กิโลเมตร เป็นระยะทางทั้งหมดประมาณ ๑๑๘ กิโลเมตร

ในอำเภอบ่อเกลือจะมีบ่อเกลืออยู่หลายแห่ง บ่อเกลือเหล่านี้ปัจจุบันไม่มีการต้มเพื่อขายอีกแล้ว นอกจากบ่อเกลือบางบ่อ เช่น บ่อหยวก ซึ่งในอดีตเคยมีการผลิตเป็นจำนวนมาก ก็เปลี่ยนมาเป็นต้มเพื่อใช้บริโภคกันในครัวเรือน  อนึ่ง บ่อเกลือบางบ่อถูกน้ำพัดดินมาถล่มกลบบ่อจนกู้คืนอีกไม่ได้

สำหรับบ่อเกลือที่ยังมีการผลิตเกลือจำหน่าย และถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของจังหวัดน่านก็คือ บ่อเกลือที่บ้านบ่อหลวง ซึ่งอยู่ในบริเวณตัวอำเภอ เป็นบ่อเกลือสาธารณะซึ่งมีอยู่ ๒ บ่อ (หมายถึงผู้ใดก็มีสิทธิ์ใช้น้ำเกลือได้) เรียกว่า บ่อ ๑ และ บ่อ ๒ หรือบ่อเหนือและบ่อใต้  บ่อเกลือทั้ง ๒ บ่อนี้ ได้กรุขอบบ่อด้วยดอกไม้เพื่อกันดินปากหลุมถล่ม และมีที่นั่งร้านสำหรับยืนตักน้ำเกลืออยู่ข้างๆ ด้วย กล่าวกันว่าบ่อเกลือทั้ง ๒ นี้ มีน้ำเกลือซึ่งมีความเข้มข้นสูงกว่าบ่อเกลือแห่งอื่นๆ ในเขตตำบลบ่อเกลือเหนือ ทั้งนี้สามารถวัดความเข้มข้นได้จากการใช้ปริมาณเชื้อฟืนและเวลาที่ใช้ในการต้มน้ำเกลือซึ่งพบว่าน้อยกว่าที่อื่น

วิธีทำเกลือสินเธาว์ที่อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน

บ่อเกลือที่นี่น่าจะทำลำรางสำหรับส่งน้ำเกลือจากบ่อไปยังโรงต้ม การตักน้ำเกลือจากบ่อซึ่งอยู่ลึกลงไปจะทำได้โดยใช้แร้ว (อ่าน “แฮ้ว”) คือโพงตักน้ำ เมื่อตักขึ้นมาแล้วจะเทใส่ลำราง น้ำเกลือจะไหลไปสู่บ่อพักในโรงต้มเกลือใกล้กับเตาต้ม จากนั้นจึงตักใส่กระทะต้มซึ่งมีขนาดใหญ่ ใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลง เคี่ยวจนข้น ใช้เวลาต้มประมาณ ๔ ชั่วโมง จะมีเกลือนอนก้นอยู่ ตักเกลือใส่ในตะกร้าเพื่อให้สะเด็ดน้ำ

บ่อเกลือเมืองน่านจะมีศาลเจ้าพ่อบ่อเกลือ ชาวบ้านในท้องที่จะมีพิธีกรรมการทรงเจ้า การเลี้ยงผี หรือเทวดาอารักษ์ที่รักษาบ่อเกลือ เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลทุกปี ซึ่งพิธีกรรมดังกล่าวได้รับการปฏิบัติสืบต่อกันมานานจนถึงปัจจุบัน






เกลือสินเธาว์ เป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่ง ลักษณะเม็ดเล็กๆ สีขาว มีรสเค็ม  ได้จากหินเกลือ ดินโป่ง หรือดินเค็ม พบในดิน  มีมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
และภาคเหนือ เช่น ชัยภูมิ มหาสารคราม ยโสธร อุบลราชธานี อุดรธานี พิษณุโลก และ น่าน  เกลือสินเธาว์ มีความบริสุทธิ์ของโซเดียมคลอไรด์สูง แต่ไม่มี
ส่วนผสมของธาตุไอโอดีนเหมือนเกลือสมุทรหรือเกลือแกง ดังนั้น จึงไม่เหมาะสำหรับมาประกอบอาหารแต่เหมาะกับงานอุตสาหกรรมมากกว่า เนื่องจากถ้านำ
มาประกอบอาหารจะทำให้ร่างกายขาดสารไอโอดีน ซึ่งจะทำให้เกิดโรคคอพอกและร่างกายแคระแกรน สมองเจริญเติบโตไม่เต็มที่   ที่จังหวัดพิษณุโลก มีการ
ทำเกลือสินเธาว์โดยนำน้ำเกลือไปต้มในกระทะใบบัว ใส่เปลือกไม้สะแข่  ชาวบ้านเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าไม้มะเขี้ย เพื่อให้เกลือจับตัวเป็นก้อน  ใช้เวลาเคี่ยว
ให้เหือดแห้ง ๖-๗ ชั่วโมง แล้วใส่ไอโอดีนผสมลงไปก่อนนำไปบริโภค



ภาพวาดแสดงวัฒนธรรมการแต่งกายของหญิงเมืองน่าน : จิตรกรรมฝาผนัง ต.ป่าคา อ.ท่าวังผา จ.น่าน






ชาวอำเภอบ่อเกลือ  ส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าถิ่น (ขมุ) รองลงมาคือชาวเขาเผ่าม้ง ไทยวน ประกอบอาาชีพเกษตรกรรม และเลี้ยงสัตว์ พืชที่สำคัญได้แก่
ข้าวไร่ ข้าวโพด ข้าวบาเลย์   พื้นที่ของอำเภอตั้งอยู่ในร่องเขาสูงซึ่งเต็มไปด้วยป่าไม้ อากาศจึงหนาวเย็นตลอดปี โดยเฉพาะตอนกลางคืนในฤดูหนาว
อากาศจะหนาวจัด อุณหภูมิลดลงเหลือ ๐ องศาเซสเซียส  อำเภอบ่อเกลือจึงมีเพียง ๒ ฤดู คือ ฤดูฝน และฤดูหนาว


อ้างอิง : - สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือ มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์
          - ข้อมูลจาก สำนักบริหารการปกครองท้องที่ กรมการปกครอง
          - เกร็ดความรู้ดอทเน็ต
          - www.thairath.co.th
13  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / Did you know? เมื่อ: 14 กันยายน 2561 14:05:11


ประตูเมืองนครเขื่อนขันธ์ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก เว็บไซต์ farm4.static.flickr.com

พระประแดง เมืองหน้าด่านสมัยขอมเรืองอำนาจ

อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เดิมคือ นครเขื่อนขันธ์ (Nakhon Khuean Khan) สร้างขึ้นเมื่อสมัยรัชกาลที่ ๑ และเปลี่ยนเป็นเมืองพระประแดง หรือจังหวัดพระประแดง ในสมัยรัชกาลที่ ๖

พระประแดง เป็นเมืองหน้าด่านสมัยขอม (พ.ศ.๑๔๐๐)  คำว่า ประแดง หรือ บาแดง แปลว่า คนนำสาร  ฉะนั้น หากมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น เมืองหน้าด่านจะต้องรีบแจ้งข่าวสารไปให้เมืองหลวง (ละโว้) ทราบให้เร็วที่สุด

มีความเชื่อว่า เมืองปากน้ำสมุทรปราการก็เป็นส่วนหนึ่งของพระประแดงด้วย.





พระศรีมหาโพธิ

พระศรีมหาโพธิ ที่มีอยู่ในเมืองไทยแต่โบราณล้วนได้พันธุ์มาจากลังกา ที่ได้พันธุ์จากพุทธคยาโดยตรงมาได้ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) ก็ได้เพียงเมล็ดซึ่งเจ้าเมืองอังกฤษในอินเดียจัดถวายเท่านั้น   เมื่อสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จพุทธคยา มิสเตอร์เดรียสัน เจ้าเมืองคยาได้ถวายต้นโพธิ์พันธุ์พระศรีมหาโพธิ์ ๓ ต้น พระองค์จึงนับว่าเป็นบุคคลแรกที่ได้นำต้นพระศรีมหาโพธิจากพุทธคยาโดยตรงมายังประเทศไทย


๕๐-๑๘
14  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ในครัว / ผักบุ้งผัดแหนม สูตร/วิธีทำ เมื่อ: 12 กันยายน 2561 17:56:59


ผักบุ้งผัดแหนม

ส่วนผสม
- ผักบุ้งไทย     100 กรัม
- แหนมหั่นชิ้น       80 กรัม
- พริกจินดา (พริกขี้หนูแดงเม็ดใหญ่)         5-7 เม็ด
- กระเทียมไทย     ½ หัว
- ซอสหอยนางรม           2 ช้อนชา
- ซอสปรุงรส     ½ ช้อนชา
- ซีอิ๊วขาว       1 ช้อนชา
- ผงปรุงรสหมูหรือไก่     1 ช้อนชา
- น้ำตาลทราย     ½ หรือ 1 ช้อนชา

วิธีทำ
1.ล้่างผักบุ้งให้สะอาด หั่นท่อนยาวประมาณ 2 นิ้ว
2.โขลกพริกและกระเทียมพอหยาบ พักไว้
3.นำผักบุ้งใส่จาน ใส่แหนม และเครื่องปรุงทั้งหมด (ซอสหอยนางรม ซอสปรุงรส ซีอิ๊วขาว ผงปรุงรส และน้ำตาลทราย)
4.ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ พอน้ำมันร้อน ใส่เครื่องที่โขลกไว้ลงผัดพอหอม
5.เร่งไฟให้แรงจัด ใส่ผักบุ้งและเครื่องปรุง ผัดพอสุก ตักใส่จานเสิร์ฟ รับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ




ผักบุ้งไทย พันธุ์ก้านเขียวขาว


ส่วนผสมผักบุ้งผัดแหนม




ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ พอน้ำมันร้อน ใส่เครื่องที่โขลกไว้ลงผัดพอหอม
เร่งไฟให้แรงจัด ใส่ผักบุ้งและเครื่องปรุง


ผัดพอสุก ตักใส่จานเสิร์ฟ รับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ




นาผักบุ้ง : ระดับน้ำที่เหมาะสมในการทำนาผักบุ้งคือระดับหัวเข่า
และเกษตรกรต้องคอยระวังหอยเชอรี่ ศัตรูสำคัญของผักบุ้ง

ขอขอบคุณภาพประกอบ (นาผักบุ้ง) จากเว็บไซต์ phitsanulokhotnews.com

ผักบุ้งไทย

เชื่อว่าหลายคนยังคงสับสนระหว่างผักบุ้งไทย และผักบุ้งจีน

ผักบุ้งไทยและผักบุ้งจีน เป็นไม้ล้มลุก พบทั่วไปในเขตร้อน เป็นพืชที่คนไทยนิยมนำมาประกอบอาหาร จึงปลูกกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะผักบุ้งจีนเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีบริษัทผู้ผลิตของไทยปลูกและพัฒนาสายพันธุ์ จนกระทั่งเป็นผู้ขายส่งเมล็ดพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านไทย ได้แก่ ฮ่องกง มาเลเซีย และสิงคโปร์

ผักบุ้งจีน มีใบสีเขียว ก้านใบมีสีเขียวอ่อนหรือขาว ก้านดอก และดอกมีสีขาว โดยทั่วไปแล้วผักบุ้งจีนจะนิยมนำมาประกอบอาหารมากกว่าผักบุ้งไทย ซึ่งเมนูผักบุ้งจีนก็มาจากอาหารจีนนั่นเอง เช่น ผัดกับเต้าเจี้ยว ผัดกับหมูกรอบ เป็นต้น

ผักบุ้งไทย เป็นพันธุ์ผักบุ้งท้องถิ่น และเป็นพันธุ์ผักบุ้งดั้งเดิมของไทย ชาวตะวันตกเรียกผักบุ้งไทยว่าผักขมแม่น้ำ เป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในน้ำหรือในดินที่มีความชื้นแฉะ ลักษณะลำต้นกลวง สีสวย มีข้อปล้องชัดเจน และมีรากงอกออกมาตามข้อปล้อง เมล็ดพันธุ์มีลักษณะกลม สีดำ มีใบเดี่ยวสีเขียวคล้ายหัวลูกศรเรียวยาวและฐานใบเว้าเป็นรูปหัวใจ ดอกมีลักษณะเป็นช่อดอกออกตามซอกใบ ทรงระฆัง ต่างจากผักบุ้งจีนที่เป็นทรงกรวย กลีบดอกมีหลายสี ได้แก่ สีขาว สีม่วงแดง และสีชมพูกลีบม่วง  เราพบผักบุ้งได้มากในบริเวณแม่น้ำลำคลอง เพราะเจริญเติบโตในน้ำได้ดีกว่าบนดิน มักสานตัวเป็นกลุ่มและลอยตัวบนผิวน้ำ ชูส่วนยอดที่มีสีเขียวเพื่อสังเคราะห์แสง  

หลายคนมองว่าการเลี้ยงผักบุ้งไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ย แต่ความจริงแล้วเกษตรกรผู้ปลูกผักบุ้งขายยังจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเพื่อให้ลำต้นแข็งแรง และได้ผลผลิตตามต้องการ  ส่วนเรื่องยาฆ่าแมลงยังมีบ้างเหมือนกันที่ใช้ยาฆ่าแมลง เพราะมีหอยเชอรี่เป็นศัตรูสำคัญของผักบุ้ง  

ผักบุ้งไทย เป็นที่นิยมนำมารับประทานและใช้ประกอบอาหารไม่แพ้พันธุ์ผักบุ้งจีน แบ่งเป็น 2 พันธุ์ คือ พันธุ์ก้านเขียวขาว และพันธุ์ก้านแดง    

พันธุ์ก้านเขียวขาว มีสีสวยและใบใหญ่ ให้รสกรอบหวาน เนื้อลำต้นและใบไม่เหนียว  ลำต้นและใบใหญ่กว่าพันธุ์ก้านแดง เมื่อนำไปลวกจะไม่ดำ เป็นที่นิยมของร้านก๋วยเตี๋ยว จึงเป็นที่ต้องการของตลาดและมีราคาสูงมากกว่าพันธุ์ก้านแดง

วิธีจำง่ายๆ คือ ผักบุ้งไทยสีขาวและเขียวจะใส่ในเย็นตาโฟ บางครั้งนำมาใส่ในแกงส้ม แกงเหลือง แกงเทโพ ผัดน้ำมันหอย  สำหรับผักบุ้งไทยพันธุ์ก้านแดง มีลำต้นและใบเล็ก เนื้อลำต้นและใบค่อนข้างเหนียว ซึ่งพันธุ์นี้จะนิยมเก็บมารับประทานเฉพาะส่วนยอดอ่อนสีแดง มักใช้รับประทานกับส้มตำ ลวกต้มจิ้มน้ำพริก

ผักบุ้งเป็นแหล่งคุณค่าอาหารและราคาประหยัดอย่างแท้จริง เป็นพืชที่ประกอบด้วยเส้นใยจำนวนมาก อุดมด้วยแร่ธาตุนานาชนิด อาทิ แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก  มีวิตามิน A C B1 B2 B3 รวมถึงเบต้าแคโรทีน  

ผักบุ้งทุกสายพันธุ์เป็นผักที่ไม่มีพิษมีภัย ยกเว้นผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตต่ำ ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคผักบุ้ง เพราะผักบุ้งมีคุณสมบัติช่วยลดความดันโลหิต จะทำให้ความดันยิ่งต่ำลงไปใหญ่ อาจจะให้เกิดอาการเป็นตะคริวได้ง่ายและบ่อยขึ้นจนทำให้ร่างกายอ่อนแอ

ผักบุ้งทุกชนิดสามารถนำมาทำเป็นอาหารได้หมด ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน  สิ่งที่โดดเด่นของผักบุ้ง คือ เมื่อนำผักบุ้งไปปรุงโดยผ่านความร้อนแล้ว แร่ธาตุอาหารเหล่านี้ยังคงอยู่ ต่างกับพืชชนิดอื่นๆ ที่อาจสูญเสียวิตามินไปบ้างเมื่อผ่านความร้อน

เมื่อรู้จักกับประโยชน์และสรรพคุณของผักบุ้งแล้ว เราควรหันมาบริโภคผักบุ้ง "ผักทอดยอด สุดยอดอาหารจากสายน้ำ" เพื่อสุขภาพที่ดีกันทั่วหน้าและเป็นการส่งเสริมสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทย  
15  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ห้องสมุด / Re: 'อาเซียน' เรื่องน่ารู้..ที่คนไทยควรรู้ เมื่อ: 11 กันยายน 2561 17:58:11

    ภูเขาไฟอินโดฯ ๒

สัปดาห์นี้ยังอยู่กับเรื่องราวของภูเขาไฟในอินโดนีเซีย และภูเขาไฟที่ปะทุบ่อยที่สุด อันดับ ๖ คือ "ภูเขาไฟอากุง" บนเกาะบาหลี สูง ๓,๐๓๑ เมตร ปะทุครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นการปะทุแบบพลิเนียน แบบเดียวกับภูเขาไฟวิสุเวียสที่ทำลายเมืองปอมเปอี นครโรมันโบราณ เมื่อปีค.ศ.๖๒๒ อันดับ ๗ "ภูเขาไฟเครินชิ" ความสูง ๓,๘๐๕ เมตร บนเกาะสุมาตรา ปะทุล่าสุดในเดือนมิ.ย.๒๕๖๑

อันดับ ๘ "ภูเขาไฟซัมบิง" ภูเขาไฟรูปโล่ ความสูง ๓,๓๗๑ เมตร ในจังหวัดชวากลาง อันดับ ๙ "ภูเขาไฟกุนุงบาตูร์" อายุเก่าแก่กว่า ๒๘,๕๐๐ ปี สูง ๑,๗๑๗ เมตร ตั้งอยู่บนเกาะบาหลี และสุดท้ายคือ "ภูเขาไฟสิบายัค" ความสูง ๒,๒๑๒ เมตร ในเมืองเบอราสตากี จังหวัดสุมาตราเหนือ แม้การปะทุครั้งล่าสุดจะเกิดขึ้นเมื่อกว่า ๑๐๐ ปีก่อน แต่ยังมีไอน้ำพวยพุ่งและบ่อน้ำพุรอบๆ


     ภูเขาไฟปินส์

ฟิลิปปินส์เป็นอีกประเทศที่มีภูเขาไฟจำนวนมาก จากข้อมูลสถาบันภูเขาไฟและแผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ระบุว่าฟิลิปปินส์มีภูเขาไฟที่ยังมีพลัง ๒๖ ลูก

ภูเขาไฟที่ปะทุมากที่สุด ๕ ลูก ได้แก่ "ภูเขาไฟมายอน" ความสูง ๒,๔๖๒ เมตร ตั้งอยู่บนเกาะลูซอน ในเขตอุทยานแห่งชาติภูเขาไฟมายอน เคยระเบิดมาแล้ว ๔๐ ครั้งในรอบ ๔๐๐ ปีที่ผ่านมา รูปทรงภูเขาเป็นรูปสมมาตรที่สวยงาม ครั้งล่าสุดระเบิดเกิดขึ้นเมื่อปี ๒๕๒๗

"ภูเขาไฟตาอัล" สูง ๓๑๑ เมตร ตั้งอยู่ท่ามกลางทะเลสาบตาอัล ห่างจากกรุงมะนิลาราว ๕๕กิโลเมตร ตั้งแต่ปี ๒๕๑๕ ภูเขาไฟตาอัลระเบิดมาแล้ว ๓๓ ครั้ง และปะทุล่าสุดในปี ๒๕๒๐ "ภูเขาไฟคันลาออน" ความสูง ๒,๔๓๕ เมตร ตั้งอยู่ทางตอนกลาง ห่างจากกรุงมะนิลาไปทางใต้ราว ๕๑๐ กิโลเมตร ระเบิดครั้งล่าสุดเมื่อเดือนมี.ค.๒๕๕๙

ขณะที่ "ภูเขาไฟบูลูซัน" ความสูง ๑,๕๖๕ เมตร ตั้งอยู่ในจังหวัดโซซอร์กอน ปะทุมาแล้ว ๑๕ ครั้งนับตั้งแต่ปี ๒๔๒๘ ระเบิดครั้งล่าสุดเมื่อเดือนธ.ค.๒๕๕๙ สุดท้ายคือ "ภูเขาฮีโบก-ฮีโบก" หรือภูเขาไฟคาตาร์มัน สูง ๑,๓๓๒ เมตร เป็นภูเขาไฟกรวยสลับชั้นในจังหวัดคามีกิน ปะทุครั้งล่าสุดในปี ๒๔๙๔



     ภูเขาไฟมาเลย์

มาเลเซียมีภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นเพียงลูกเดียวคือ "ภูเขาไฟบอมบาไล" ความสูง ๕๓๑ เมตร ตั้งอยู่ในคาบสมุทรเซมปอร์นา ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะบอร์เนียว บริเวณเขตตาเวา รัฐซาบาห์ ทอดตัวพาดผ่านอ่าวโควีฮาร์เบอร์จากฝั่งจังหวัดกลิมันตันเหนือ

ภูเขาไฟบอมบาไลเป็นภูเขาไฟแบบกรวยต่ำ ปากปล่องกว้างราว ๓๐๐ เมตร ต่อมาเกิดลาวาหลาก ส่งผลให้พื้นที่เกือบกลายเป็นที่ราบชายฝั่งของภูเขาไฟ อายุจากคาร์บอนกัมมันตรังสีของลาวาหลากนี้ พบว่ามีความเก่าแก่ราว ๒๗,๐๐๐ ปีที่แล้ว และคาดว่ากระบวนการเย็นตัวของลาวาแบบบะซอลต์ยัง ดำเนินต่อในสมัยโฮโลซีน หรือราว ๑๑,๗๐๐ ปีก่อนปัจจุบัน และนั่นคือกำเนิดของภูเขาไฟบอมบาไล ที่กลายเป็นภูเขาไฟเพียงลูกเดียวบนเกาะบอร์เนียวนั่นเอง



     ภูเขาไฟเวียดนาม

ในเวียดนามมีภูเขาไฟหลักๆ ด้วยกัน ๖ ลูก ไล่เรียงจากลำดับความสูง ลูกที่สูงที่สุด คือ "ภูเขาไฟอูต์ด่งนาย" สูง ๑,๐๐๐ เมตร เป็นภูเขาไฟแบบกรวยและพื้นที่ลาวาหลากซึ่งแข็งตัวแล้ว ครอบคลุมพื้นที่กว้าง ๗๐ กิโลเมตร ยาว ๑๕๐ กิโลเมตร ตั้งอยู่ทางใต้ของนครโฮจิมินห์ คาดว่าปะทุครั้งล่าสุดในสมัยโฮโลซีน ไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ ปีที่แล้ว

รองลงมาคือ "ภูเขาไฟโตเรียง ปร็อง"ภูเขาไฟหินบะซอลต์ทรงกรวย สูง ๘๐๐ เมตร ตั้งอยู่ในจังหวัดกว๋างหงาย ริมชายฝั่งทะเลจีนใต้ โตเรียง ปร็องมีปากปล่องภูเขาไฟ ๓ แห่ง และทะเลสาบบริเวณปากปล่อง ๑ แห่ง คาดว่าปะทุครั้งล่าสุดในสมัยโฮโลซีนเช่นกัน

อันดับสาม "ภูเขาไฟบ่าสด่งนาย"มีอีกชื่อเรียกว่าที่ราบสูงซวนหลัก สูง ๓๙๒ เมตร ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกของนครโฮจิมินห์ กำเนิดขึ้นในสมัยโฮโลซีน


     มาทำความรู้จักกับภูเขาไฟอีก ๓ ลูกในเวียดนามกันต่อ เริ่มที่ "ภูเขาไฟซู-เลาแส" เป็นกลุ่มภูเขาไฟ ๑๓ ลูก ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งตอนกลางของประเทศราว ๑๕๐ กิโลเมตร ในจำนวนนี้ ๙ ลูกเป็นภูเขาไฟทรงกรวยใต้สมุทร และอีก ๔ ลูกเป็นภูเขาไฟกึ่งพ้นน้ำจากการที่ลาวาหลากไหลปะทุออกมาสะสมตัวเหนือน้ำ โดยภูเขาไฟกึ่งพ้นน้ำ ๓ ลูกก่อให้เกิดเป็น เกาะซู-เลาแส ขณะที่อีกลูกกลายเป็นเกาะซู-แลบ่าย

"ภูเขาไฟอิล เด เซนเดรส" เป็นกลุ่มภูเขาไฟใต้สมุทร ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเวียดนาม ประกอบด้วย กรวยกรวดภูเขาไฟ ๒ ลูกที่รวมกันเป็นเกาะชั่วคราวระหว่างเกิดการปะทุครั้งล่าสุดเมื่อปี ๒๔๖๖ หรือ ๙๕ ปีก่อน และยังมีภูเขาไฟใต้สมุทรอีกหลายลูกรอบๆ เกาะ

"ภูเขาไฟเวเทอแรน" ภูเขาไฟใต้สมุทร ตั้งห่างจากเกาะแกรนด์แคตวิกร็อก ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ในปี ๒๔๒๓ เกิดแนวโขดหิน และอีก ๒ ปีต่อมากลับหายไป สันนิษฐานว่าเป็นเพราะการปะทุของภูเขาไฟ ราวปี ๒๔๗๑ มีความเปลี่ยนแปลงของสีน้ำที่ บริเวณนี้ คาดว่าเกิดจากภาวะบ่อไอเดือด หรือพุก๊าซ นั่นเอง   


ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด
16  สุขใจในธรรม / เกร็ดศาสนา / Re: คติ-สัญลักษณ์สถาปัตยกรรมไทย เมื่อ: 11 กันยายน 2561 17:29:02
             
คติ - สัญลักษณ์สถาปัตยกรรมไทย



วัดมหาธาตุ ของกรุงรัตนโกสินทร์

กรุงเทพฯ มี วัดชื่อวัดพระศรีมหาธาตุ ๒ วัด คือ วัดที่ชื่อ วัดพระศรีมหาธาตุราชวรวิหาร ในปี พ.ศ.๒๓๔๖ หรือ ชื่อในปัจจุบัน วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร กับ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร บางเขน ที่ตั้งขึ้นในปี พ.ศ.๒๔๘๕

ความพ้องกันของชื่อวัดทั้งสองวัดก็คือ มิได้ใช้แผนผัง คติสัญลักษณ์ที่เป็นรูปแบบของคำว่า มหาธาตุ ตามรูปแบบที่ปรากฏมาในอดีต

วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์นั้น เดิมชื่อวัดสลัก มีมาก่อนตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์นั้น วัดสลักอยู่ระหว่างพระบรมมหาราชวังกับพระราชวังของกรมพระราชวังบวร จึงเปลี่ยนชื่อเป็นวัดนิพานาราม

ภายหลังการทำสังคายนาพระพุทธศาสนาในปี ๒๓๑๑ ได้พระราชทานนามใหม่ว่า วัดพระศรีสรรเพชร และในปี ๒๓๔๖ พระราชทานนามใหม่ว่า วัดพระศรีรัตนมหาธาตุราชวรวิหาร

จากนั้นได้เปลี่ยนนามอีกครั้งว่า วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ในปี ๒๔๓๙

วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์์ไม่มีมหาเจดีย์องค์ใหญ่ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่เป็นสัญลักษณ์ของศูนย์กลางจักรวาลทัศน์ แต่ปรากฏพระปรางค์ขนาดย่อม ๒ องค์ ริมวิหารคดที่ล้อมพระอุโบสถและวิหารหลังใหญ่ ซึ่งไม่อาจจะนับได้ว่าได้ก่อสร้างวัดนี้เพื่อเป็นวัดพระมหาธาตุที่แสดงถึงศูนย์กลางของอำนาจและเศรษฐกิจอย่างเช่นวัดในอดีต





วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร

จากการจัดตั้งเป็นสำนักสงฆ์ ในปี พ.ศ.๒๔๘๔ พัฒนามาเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ในปี พ.ศ.๒๔๘๕ ที่สร้างขึ้นในสมัยที่จอมพลแปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี สร้างขึ้นในบริเวณที่มีการสู้รบกันระหว่างฝ่ายคณะราษฎร และฝ่ายพระองค์เจ้าบวรเดช เพื่อเป็นอนุสรณ์ของการเปลี่ยนการปกครองประเทศมาเป็นประชาธิปไตยและตั้งใจจะให้ชื่อว่า วัดประชาธิปไตย

วัดนี้จึงมิใช่สัญลักษณ์ของคำว่าวัดมหาธาตุที่คติและสัญลักษณ์ของศูนย์กลางอำนาจ ศูนย์กลางของชุมชนใหญ่อย่างวัดทั้งหลายในอดีต

เหตุที่ใช้ชื่อว่าวัดพระศรีมหาธาตุก็เนื่องจากขณะกำลังก่อสร้างนั้น พลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์อดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งของประเทศไทย ได้เดินทางไปขอพระบรมสารีริกธาตุที่ขุดพบ ณ มหาสถูป ธรรมราษิกะ (ความจริงต้องเรียกว่า มหาเจดีย์ธรรมราชิกะ) ที่อินเดียและได้รับมอบกิ่ง พระศรีมหาโพธิ์ ๕ กิ่ง พร้อมดินจากสังเวชนียสถานจากที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพาน มาไว้ที่วัดนี้

โดยที่ผู้สร้างมิใช่พระมหากษัตริย์ เจดีย์ที่สถาปนาขึ้นจึงเป็นทรงระฆังคว่ำที่ออกแบบโดยพระพรหมพิจิตร สถาปนิกไทยที่เป็นที่เคารพนับถือในความรู้ความสามารถและเป็นครูอาจารย์ที่สอนวิชาสถาปัตยกรรมไทย

ด้วยความที่วัตถุประสงค์เดิมมิได้มีความประสงค์ที่จะให้เป็นวัดมหาธาตุ แต่จะให้เป็นที่ระลึกถึงความเป็นประชาธิปไตย ผังบริเวณและแบบแปลนของวัดจึงปรับเปลี่ยนที่จะไม่เป็นรูปแบบคติของวัดมหาธาตุเดิม พระมหาเจดีย์จะอยู่กึ่งกลางของผังบริเวณด้านหน้า ของพระวิหารหรืออุโบสถ แต่กลับตั้งอยู่ด้านหน้าของกลุ่มอาคาร

พระมหาเจดีย์นั้นมิใช่แกนของจักรวาลทัศน์ โดยมีจุดมุ่งหมายของแกนของการปกครองแบบประชาธิปไตย พระมหาเจดีย์ไม่มีบัลลังก์หรือหัมมิกะที่มีรูปเป็นฐานระหว่างองค์ระฆังกับปล้องไฉน อันเป็นเครื่องหมายเชื่อมกันระหว่างโลกกับสวรรค์ทั้ง ๖

ปล้องไฉน ๖ ชั้น ก็มิได้มีความหมาย ของสวรรค์ชั้นกามาพจรสุข หากแต่เป็นสัญลักษณ์ซ้อนที่หมายถึงหลัก ๖ ประการ ของคณะราษฎร ที่จะทำให้ประชาชนได้รับความสุขความเจริญเท่าเทียมกัน

ตัวมหาเจดีย์นั้นเป็นเจดีย์ ๒ ชั้น ที่ชั้นในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ แต่ภายนอกบรรจุอัฐิของบุคคลในคณะราษฎรทั้งหมด ๑๑๒ ท่าน ตัวพระอุโบสถอยู่หลังพระมหาเจดีย์ที่กลับนำสัญลักษณ์ของอนุทวีปมาใช้ ซึ่งน่าจะหมายถึงคติที่แสดงว่า "สังคมประชาธิปไตยนั้นเกี่ยวเนื่องต่อจากสังคมอดีต"

กรุงเทพมหานครยังไม่มีวัดมหาธาตุตามคติไทยแต่โบราณ





คติใหม่ วัดมหาธาตุ

หลายตอนที่ผ่านมาได้กล่าวถึงคติสัญลักษณ์ของวัดมหาธาตุ ที่เป็นสัญลักษณ์ของศูนย์อำนาจทั้งทางการปกครอง เศรษฐกิจ หรือความยิ่งใหญ่ของเมือง ของชุมชนในอดีตสังคมในสุวรรณภูมิของไทย ศูนย์กลางของวัดมหาธาตุคือรูปแบบของสถูป เจดีย์ใหญ่ เป็นสัญลักษณ์ เขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของจักรวาลทัศน์ และเชื่อว่าได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าไว้ด้วย

แต่ในดินแดนสุวรรณภูมิของไทย สถูป เจดีย์ บางองค์ บางแห่ง ใช้เป็นสัญลักษณ์ของความปรองดอง ความสงบ บางแห่งสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น

สัปดาห์ก่อน ยกตัวอย่างของวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ซึ่งในวัตถุประสงค์ที่ซ่อนอยู่นั้น ผู้คิดสถาปนาวัดนี้มิได้หวังให้เป็นวัดพระศรีมหาธาตุในคติและสัญลักษณ์เดิม แต่หากมุ่งหวังเป็นอนุสาวรีย์ที่ระลึกถึงการเปลี่ยนแปลงสำคัญของการเมืองในประเทศที่เปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย แต่ได้ปรับรูปแบบผังบริเวณให้คล้ายกับคติในการสร้างวัดมหาธาตุเดิม โดยปรับสับที่ตั้งของเจดีย์และโบสถ์วิหารให้แตกต่างจากคติเดิม และแปรเปลี่ยนความหมายขององค์ประกอบ เช่น ปล้องไฉน ปล้องบนยอดเจดีย์จากเดิมที่หมายถึงสวรรค์ ๖ ชั้น ซ้อนทับ หมายถึงเจตนารมณ์ ๖ ประการของคณะราษฎร เป็นต้น และยังใช้ตัวเจดีย์เป็นที่เก็บอัฐิของคณะผู้ก่อการ เพื่อเป็นที่ระลึกถึงคณะผู้ก่อการอีกด้วย และมีการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าไว้ในเจดีย์ย่อมที่ซ่อนอยู่ในเจดีย์ใหญ่

ในลำดับต่อไป จะยกตัวอย่างสถูป เจดีย์ ที่เป็นที่ระลึกถึงเหตุการณ์หรือเรื่อง อื่นๆ มาขยายความ





วัดใหญ่ชัยมงคล อยุธยา

รูปแบบของวัดมหาธาตุ วัดพระศรีมหาธาตุ เป็นรูปแบบที่มีคติหรือสัญลักษณ์ ของจักรวาลทัศน์ หรือโลกทัศน์ในความเชื่อทางพุทธศาสนา โดยมีเจดีย์ขนาดใหญ่เป็นศูนย์กลางของวัด เป็นเสมือนเขาพระสุเมรุ มีพระอุโบสถ พระวิหารอยู่ด้านหน้าและด้านหลังของเจดีย์เป็นเสมือนอนุทวีป มีฐานะเป็นเครื่องหมายแสดงถึงความสำคัญทั้งในทางสังคม เศรษฐกิจ และอำนาจทางการเมือง ของพื้นที่นั้นๆ

แต่ก็มีวัดบางวัดในเมืองในท้องที่หรือชุมชนหลายแห่งที่รูปแบบคติและสัญลักษณ์เช่นเดียวกับวัดมหาธาตุ แต่มิได้มีความหมายเช่นเดียวกับวัดมหาธาตุ

วัดต่างๆ เหล่านั้น มีจุดมุ่งหมายแสดงถึงความสำคัญหรือเหตุการณ์สำคัญในช่วงเวลา เช่น เป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะใน การรบ การขึ้นมามีอำนาจของผู้ใดผู้หนึ่ง ฐานะของการให้อภัย ฐานะของการไถ่บาป ฐานะหรือเครื่องหมายของการปรองดองสมานฉันท์ หรือมิตรไมตรี

ภาพเจดีย์วัดใหญ่ชัยมงคล อยุธยา (น่าจะเรียกว่าสถูป) เจดีย์ที่เชื่อกันว่าสร้างเพื่อแสดงถึงชัยชนะครั้งสำคัญของการรบหรือสงครามระหว่างพระนเรศวรกับพระมหาอุปราชาแห่งกรุงหงสาวดี (น่าจะกรุงอังวะมากกว่า)

วัดใหญ่ชัยมงคลเป็นวัดเก่าที่มีอายุเริ่มต้นเท่ากับกรุงศรีอยุธยา พงศาวดารหลายฉบับ เล่าว่า พระเจ้าอู่ทองให้ขุดศพเจ้าแก้ว เจ้าไท ตัวประกันของขอมละโว้ ซึ่งเป็นโรคห่าทิวงคต ขึ้นมาเผา และให้สร้างวัดครอบไว้บริเวณนั้น คำว่าเจ้าไทในความหมายเดิมเป็นชื่อเรียกพระผู้ใหญ่ เจ้าแก้ว เจ้าไท น่าจะหมายถึงตัวประกันที่บวชเป็นพระ และจำพรรษาอยู่ขณะนั้น ให้ชื่อวัดนั้นว่า วัดป่าแก้ว (ในแผนผังของหนังสือ "อยุธยามาจากไหน" วัดป่าแก้วอยู่ในบริเวณอำนาจขอมละโว้เรียกดินแดนนี้ว่า อโยธยาศรีรามเทพ)

การสงครามยุทธหัตถีมีเรื่องราวที่พระวันรัต สังฆราชฝ่ายขวา ได้ขอให้พระนเรศวรมหาราชสร้างเจดีย์องค์ใหญ่เพื่อระลึกถึงชัยชนะในสงครามครั้งนั้น แทนการประหารชีวิตแม่ทัพนายกองที่ตามเสด็จเข้าไปรบกับพระมหาอุปราชาไม่ทัน (พงศาวดารพม่ากล่าวว่า การรบในสงครามยุทธหัตถี เกิดขึ้นที่ชานกรุงศรีอยุธยา) และเรียกชื่อว่า วัดใหญ่ชัยมงคล ประกอบกับขุดพบพระพุทธรูปที่กลางพระอุโบสถชื่อ พระชัยมงคล

วัดใหญ่ชัยมงคลจึงมีสถานะหรือเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะของพระนเรศวร มิได้เหมือนวัดมหาธาตุตามคติและสัญลักษณ์

หมายเหตุ : สำหรับหลุมลึกกลางองค์เจดีย์นั้น มิใช่ให้ผู้คนโยนทรัพย์สินบริจาคหรือบูชาพระเจดีย์ตามแบบของพม่า แต่เป็นเทคนิคการก่อสร้างของสถาปัตยกรรมทรงโดมหรือทรงเจดีย์ที่กระจายน้ำหนักขององค์เจดีย์ไปโดยรอบ ไม่ให้น้ำหนักขององค์เจดีย์ทั้งหมดพุ่งลงศูนย์กลางของเจดีย์ ภายหลังโพรงแบบนี้ในเจดีย์อื่นมีการใช้เป็นที่บรรจุพระเครื่องรางของขลังกันขึ้น 





พระธาตุพนม

พระธาตุขนาดใหญ่ของจังหวัดนครพนม มีรูปแบบหรือคติของจักรวาลทัศน์ อันมีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลาง แต่มิได้เป็นสัญลักษณ์ของศูนย์อำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ และชุมชน หากแต่เป็นมหาเจดีย์ที่เป็นสัญลักษณ์ของศรัทธาในบุคคล

ตำนานคือเป็นเรื่องเล่ากัน พระธาตุพนมนั้น ว่ากันว่าพระธาตุพนมมีมาแต่สมัยหลังพุทธกาลที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๘ (มีการขุดพบธรรมจักรที่มีจารึกธัมมจักรกัปวัตนสูตรเช่นเดียวกับรูปเสมาธรรมจักรที่นครปฐม ท่านมหากัสสปะได้นำเอาพระอุรังคธาตุ (กระดูกหน้าอก) มายังดินแดนแห่งนี้ และมีพระเจ้าแผ่นดินในระดับผู้ครอบครองรัฐ ๕ พระองค์ มาช่วยกันสร้างพระเจดีย์ครอบพระอุรังคธาตุไว้

พระธาตุพนมตามรูปนี้เข้าใจว่าเป็นรูปแบบที่ปฏิสังขรณ์พระธาตุนี้โดยพระครูยาหอมหรือพระครูยอดแก้วโพนาสัตหรือ เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก ผู้เป็นพระสงฆ์ที่ชนชาวไทย ลาว ทั้งสองฝั่งให้ความเคารพนับถือ

พระครูโพนสะเม็กมีอายุอยู่ระหว่างปี พ.ศ.๒๑๗๓-๒๒๖๓ หรือมีพรรษาอยู่ในพระพุทธศาสนาตั้งแต่ปี ๒๒๙๓ จนมรณภาพเมื่ออายุได้ ๙๐ ปี

การเข้าไปบูรณปฏิสังขรณ์พระธาตุพนม มาจากการอพยพเคลื่อนย้ายประชากรลาวจากเวียงจันทน์ในปี พ.ศ.๒๒๓๓ จากความขัดแย้งในการช่วงชิงอำนาจในนครเวียงจันทน์ การเลือกช้างและช่วยเหลือนางสุมังคลา (พระธิดาของเจ้าสุริยวงศา เจ้าเมืองเวียงจันทน์ในปี ๒๒๓๓ ที่ทำให้พระครูโพนสะเม็กพาผู้คน ๓,๐๐๐ คน เคลื่อนย้ายออกจากเมืองเวียงจันทน์ลงสู่ภาคใต้ของลาว เลยไปถึงบางส่วนของดินแดนกัมพูชา และในที่สุดก็ย้อนกลับขึ้นไปทางเหนือฝั่งขวาของแม่น้ำโขงจนถึงเมืองหนองคาย การเคลื่อนย้ายผู้คนเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดชุมชนอีกมากมายที่บางส่วนไม่ได้เคลื่อนย้ายตามพระครูโพนสะเม็กขึ้นไปตามลำดับและการเคลื่อนย้ายได้ก่อให้เกิดการก่อตั้งอาณาจักรจำปาศักดิ์ขึ้น

ณ ที่จุดสุดท้ายของการเคลื่อนย้ายคือเมืองมรุกนคร หรือนครพนมในปัจจุบัน และขณะที่พระครูโพนสะเม็กได้ปฏิสังขรณ์พระธาตุองค์หนึ่งครอบทับพระธาตุเดิม ที่คนในชั้นหลังต่อมาเรียกว่า พระธาตุพนม

พระธาตุพนมองค์นี้ได้มีการเสริมสร้างความยิ่งใหญ่และงดงามตลอดมา แม้เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๘ พระธาตุพนมได้ล้มลง และจัดสร้างขึ้นใหม่ในปี ๒๕๒๒พระธาตุพนมจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งศรัทธาของผู้คนในแถบนั้น และศรัทธานั้นได้ทำให้เกิดความสงบขึ้นในดินแดนที่ขัดแย้งและช่วงชิงอำนาจกัน



ที่มา : คติสัญลักษณ์สถาปัตยกรรมไทย
โดย ชวพงศ์ ชำนิประศาสน์
หนังสือพิมพ์ข่าวสด

17  สุขใจในธรรม / กฏแห่งกรรม - ท่องไตรภูมิ / Re: วิบากแห่งกรรม โดย ศาสตราจารย์ (พิเศษ) เสฐียรพงษ์ วรรณปก เมื่อ: 10 กันยายน 2561 17:35:09


การประยุกต์พุทธธรรมในการดำเนินชีวิต

ครั้งหนึ่ง ขณะกำลังจะเข้าสอนพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นนิสิตมหาจุฬาฯ ระดับปริญญาโท

คณบดีบัณฑิตวิทยาลัยบอกว่า จะมีฝรั่งมาถวายความรู้แก่พระนิสิตปริญญาตรี

แต่ก่อนจะถึงเวลานั้น จะให้ฝรั่งแกคุยอะไรกับพระนิสิตปริญญาโทก่อนไหม เผื่อจะได้แง่คิดอะไรดีๆ บ้าง

ผมเห็นว่าเป็นการ “ทุ่นแรง” ผมอย่างหนึ่ง และอีกอย่างหนึ่งก็จะได้ฟังคนนอกเขาพูดเรื่องพระพุทธศาสนาด้วย จึงยินดีอนุญาต

ในการสนทนาครั้งนี้ คุณประชา หุตานุวัตร (อดีตพระประชา ปสันนธัมโม) ทำหน้าที่ “ล่าม” ตลอดทั้งอธิบายเสริมความแก่พระนิสิตด้วย เพื่อให้เข้าใจยิ่งขึ้น

คนพูดชื่อนายจอห์น แม็กแคนนอล หรืออะไรนี่แหละ ถ้าจะจำผิดก็ขออภัย แกเป็นพวก “เควกเกอร์”

เควกเกอร์คือพวกไหน เห็นไม่ต้องอธิบาย เข้าใจว่าทุกท่านคงรู้จักแล้ว

เริ่มต้นแกก็บอกว่า เควกเกอร์ก็คล้ายพุทธองค์ หรือสาวกของพระพุทธองค์ เพราะใช้ “ความเงียบ” เป็นวิถีนำชีวิต ว่าอย่างนั้น

แล้วแกก็พูดถึงหลักอริยสัจ ๔ และปฏิจจสมุปบาท ตามความเข้าใจของแก เพื่อนำมาปรับใช้ในการแก้ปัญหาของชีวิต

แกออกตัวก่อนว่า ที่แกพูดนี้อาจมิใช่หลักวิชา หรือไม่ถูกต้องตามที่พระคุณเจ้าและชาวพุทธสั่งสอนกัน

แกเพียงแต่เสนอแนวคิดส่วนตัว ตามที่ศึกษามาและเข้าใจเอาเอง และว่าแกนำไปปรับใช้ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งของคนในสังคมได้ผลดีมาแล้วด้วย

ตอนต้นนายจอห์นแกยกเรื่องราวที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงอริยสัจ ๔ (ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร) ว่า พระองค์ตรัสว่า มีแนวทางแก้ปัญหาที่ผิดอยู่ ๒ ทางคือ ทางหนึ่งหย่อนเกินไป (กามสุขัลลิกานุโยค = การหมกมุ่นในกาม) กับอีกทางหนึ่งตึงเกินไป (อัตตกิลมถานุโยค = การทรมานตน)

แต่มีอีกแนวทางหนึ่งที่สามารถแก้ปัญหาได้คือ “ทางสายกลาง” การไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อยู่กึ่งกลาง อยู่ที่ความพอดี พอเหมาะพอสมนั้นเป็นวิธีที่แก้ปัญหาได้

นายจอห์นแกสรุปในช่วงนี้ว่า เวลาคนสองฝ่ายทะเลาะกันหรือมีความขัดแย้งกันนั้น ถ้าเราในฐานะคนกลางไปเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง รับรองว่าไม่มีทางแก้ปัญหาได้ เพราะเราจะมีอคติ เมื่อมีใจอคติแล้ว ย่อมจะมองไม่เห็นปัญหาหรือต้นตอของปัญหาจริงๆนึกดูง่ายๆ เพียงแค่นี้ก็จะเห็นว่า แนวทางสายกลางนี้ทันสมัยมาก เป็นวิธีแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพมากทีเดียว

ความจริง ทางสายกลางของพระพุทธเจ้ามิใช่ “ตื้นๆ” แค่นี้ ในแง่หลักวิชาแล้ว ทางสายกลางมี ๒ ความหมายคือ

๑) ในด้านทฤษฎีหรือหลักวิชา หมายถึง “กลาง” ระหว่างรูปธรรม-นามธรรม วัตถุ-จิต ความมี-ความไม่มี หลักคำสอนคือปัจจยาการ หรือปฏิจจสมุปบาท ที่สอนความจริงอันเป็นกลาง มองปัจจัยสัมพันธ์ทั่วถึง รอบคอบ รอบด้าน ไม่เอียงสุดเข้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ในยุคสมัยที่คนปักใจเชื่อลงไปแน่วแน่ในด้านใดด้านหนึ่งเกี่ยวกับวัตถุ กับจิตใจ ฝ่ายหนึ่งก็แน่วแน่ว่าวัตถุเท่านั้นสำคัญที่สุด วัตถุเป็นตัวกำหนดจิต

แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็แน่วแน่เหมือนกัน คือปักใจเชื่อแน่วแน่ว่าจิตเท่านั้นสำคัญที่สุด จิตเป็นตัวกำหนดวัตถุ ทั้งสองฝ่ายนี้ต่างก็ยึดคนละขั้ว

พระพุทธศาสนากลับสอนว่า มันสำคัญทั้งสองนั่นแหละ

วัตถุกับจิตต่างก็อาศัยกันและกัน เป็น “ปัจจัย” ของกันและกัน

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น กายกับใจเรานี้ใครว่าอย่างไหนมันสำคัญกว่าอย่างไหน มันย่อมไม่ถูกดอก กายอยู่ได้ก็เพราะมีใจครอง ใจจะรับรู้อะไรได้ก็เพราะอาศัยกาย กายเหมือนคนตาบอดขาดี ใจเหมือนคนตาดีแต่ไร้ขา ถ้าทั้ง “คนตาบอดขาดี” และ “คนตาดีไร้ขา” มาอาศัยกัน ย่อมจะทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ คือเดินไปไหนก็ได้ มองอะไรก็เห็น ฉันใดก็ฉันนั้น

๒) ในด้านปฏิบัติ “สายกลาง” หมายถึงการปฏิบัติที่ไม่เอียงข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใน ๒ ฝ่ายนี้คือ การหมกมุ่นในกาม (กามสุขัลลิกานุโยค) อันเป็นการปฏิบัติที่ “หย่อน” เกินไป และการทรมานตน (อัตตกิลมถานุโยค) อันเป็นข้อปฏิบัติที่ “ตึง” เกินไป

สายกลาง ต้องระหว่างแนวปฏิบัติ ๒ ทางดังกล่าวนี้

การจับเอาคำว่า “ทางสายกลาง” คือต้องทำตัวเป็น “กลาง” ไม่อคติเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในหมู่คนที่กำลังมีความขัดแย้ง แม้ในหลักวิชาจะไม่ “ตรง” หรือไม่ถูกนักก็ตาม แต่ต้องชมฝรั่งหนุ่มคนนี้ว่าแกฉลาดจับเอามาใช้ประโยชน์ และเมื่อนำไปใช้ก็ได้ผลเสียด้วย

แนวคิดจากอริยสัจที่นายจอห์นแกได้และนำไปปรับใช้ในการแก้ปัญหาก็คือ หลักที่สอนว่า ทุกข์ (หรือปัญหา) ทั้งหลายนั้นมีสาเหตุให้เกิด วิธีที่ถูกต้องในการแก้ปัญหานั้น พระพุทธเจ้าท่านว่า ต้องหันหน้ามาสู้กับปัญหา มาวิเคราะห์ทำความเข้าใจตัวปัญหา

ไม่ใช่หนีปัญหา ยิ่งหนีก็ยิ่งไม่พ้นปัญหา มีแต่ผูกปมให้ยุ่งเหยิงขึ้น

ผมคิดเอาว่านายจอห์นแกคงไม่ได้อ่านพระสูตรฉบับบาลี คงไม่รู้ด้วยว่า ในพระบาลีนั้น พระพุทธเจ้าตรัสบอกหน้าที่ที่พึงกระทำเกี่ยวกับอริยสัจแต่ละข้อดังนี้

ทุกข์ หรือปัญหานั้น เป็นสิ่งที่พึงกำหนดรู้ คือต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้

สมุทัย หรือเหตุทุกข์นั้น เป็นสิ่งที่พึงละเว้นเสีย

นั่นหมายความว่า ในกระบวนการแก้ปัญหานั้น บุคคลจะต้องพิจารณาทำความเข้าใจปัญหาอย่างถ่องแท้ เข้าใจชัดแจ้งจนกระทั่งรู้ว่า นี่คือทุกข์ นี่คือปัญหา เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ และเป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับ มิใช่ปิดหูปิดตา แสร้งไม่รับรู้ หลอกตัวเองเสมอว่า ไม่ใช่ปัญหา ไม่มีปัญหา

พูดอีกนัยหนึ่งก็ว่า ต้องเข้าใจปัญหาและยอมรับปัญหา

เมื่อรู้และยอมรับว่ามีปัญหาแล้วก็จะไม่กระวนกระวาย จิตก็สงบ ปัญญาก็เกิด และปัญญานั้นเองจะใคร่ครวญหาสาเหตุว่าทุกข์หรือปัญหานี้เกิดจากอะไรบ้าง แล้วก็ใช้ปัญญานี้เองแก้ไขปัญหา ตรงที่สาเหตุ มิใช่แก้ที่ปลายเหตุ

นายจอห์นแกไม่ได้อ่านคัมภีร์บาลี แต่แกสามารถจับประเด็นหลักของอริยสัจ ๔ ได้และนำมาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาได้ดี ต้องชมว่ามีความเฉียบแหลมไม่น้อย

ยิ่งตอนอธิบายปฏิจจสมุปบาท โดยยกเอาประสบการณ์ของตนเป็นตัวอย่างอย่างสมเหตุสมผลด้วยแล้ว ยิ่งเห็นว่าเป็นคน “ช่างคิด” จริงๆ

ตอนหนึ่งผู้ฟังถามถึงวิธีแก้ปัญหาของปราชญ์คนอื่นๆ ว่าควรจะนำมาใช้ไหม

นายจอห์นตอบว่า ในเมื่อวิธีแก้ปัญหาดีๆ พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้แล้ว มีอยู่มากมาย ทำไมเราไม่คิดนำมาใช้เล่า ไปเห่อตามคนอื่นทำไม

ซึ่งบางทีก็มิได้วิเศษไปกว่าพุทธวิธีที่ทรงแสดงไว้เมื่อสองพันกว่าปีแล้ว

ประเด็นที่น่าคิดยิ่ง สมัยหนึ่งมีผู้แนะนำวิธีแก้ปัญหาในหน่วยงานที่เชื่อกันว่าทันสมัยมากเข้ามาให้คนไทยได้รับทราบ จนกระทั่งเป็นที่ยอมรับและชื่นชมกันทั่วไป มีการฝึกอบรมวิธีการดังกล่าวกันกว้างขวาง เรียกว่า “คิวซี” (quality control)

วิธีแก้ปัญหาตามระบบของ “คิวซี” ถ้าผมคิดไม่ผิด มันก็คือหลักการแก้ปัญหาตามนัยอริยสัจ ๔ นั้นเอง หาใช่อะไรอื่นไม่

เพียงแต่เขาเอา “วัตถุดิบ” คือหลักพุทธธรรมไป “ปรุง” ใหม่ให้ดูเป็นขั้นเป็นตอน เป็นระบบที่ทันสมัยขึ้นเท่านั้นเอง

เหมือนกับฝรั่งชื่อชูมักเกอร์ ได้เขียนตำราเศรษฐศาสตร์แนวใหม่ออกมาเล่มหนึ่ง ฮือฮากันมากเหมือนกัน นักวิชาการต่างเอ่ยถึงกันมาก ใครไม่รู้จักชูมักเกอร์ถือว่าเชย ใครไม่รู้จักหนังสือ “จิ๋วแต่แจ๋ว” ถือว่าไม่ทันสมัย ออกจะเซ่อเซอะเอาด้วยซ้ำ

อ่านไปอ่านมา เนื้อหาที่ว่าใหม่ทันสมัยนั้น กลายเป็นการนำแนวคิดเรื่องอริยมรรค 8 ของพระพุทธเจ้ามาปรับใช้เท่านั้นเอง

เท่านั้นจริงๆ

แต่ชูมักเกอร์แกเก่งที่รู้จักตีประเด็นแตกและปรุงแต่งใหม่ให้เป็นระบบ อธิบายสมเหตุสมผล อ่านไปก็ร้องแบบหนังกำลังภายในไปว่า “เลื่อมใสๆ”

ความจริงเรื่องอย่างนี้ฝรั่งเขาเก่งอยู่แล้ว ขนาดตีความธรรมะผิด เขายังอธิบายได้สมเหตุสมผล อ่านแล้วก็ชม “เลื่อมใสๆ” ไปไม่ขาดปาก ยิ่งถ้าแกตีความถูก จับประเด็นได้ถูกต้อง จะยิ่งเขียนได้น่าเลื่อมใสสักปานใด

การตีความธรรมะ หรือการประยุกต์ธรรมะมาใช้ในการดำรงชีวิตนั้น ความจริงก็ไม่จำเป็นจะต้องเป็นผู้รู้พระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งเข้าขั้นปราชญ์

ตราบใดที่ตีออกมาแล้ว ไม่ขัดกับ “หลักการใหญ่” ของพระศาสนา ขอเพียงแต่ให้สมเหตุสมผลและปฏิบัติได้ก็น่าจะใช้ได้แล้ว

อย่างเช่นอ่านเรื่องกตัญญูกตเวที แล้วซาบซึ้งในคุณธรรมสองข้อนี้ แล้วนำไปประยุกต์ใช้กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

โดยขยายความว่า การรู้คุณค่าของสิ่งแวดล้อมว่ามีคุณแก่มนุษย์ แล้วพยายามช่วยกันอนุรักษ์ไว้ ไม่ทำลาย เป็นกตัญญูกตเวที

อย่างนี้ ถึงจะไม่สอนในคัมภีร์ไหนก็ใช้ได้ เพราะไม่ขัดกับหลักการของพระศาสนาที่สอนให้คนรู้จักคุณคน

เมื่อขยายมาให้รู้จักคุณสิ่งของ (สัตว์, ธรรมชาติแวดล้อม) ด้วยก็ยิ่งดียิ่งขึ้น


ที่มา : ตัวอย่างวิบากแห่งกรรม (๑) โดย ศาสตราจารย์ (พิเศษ)  เสฐียรพงษ์ วรรณปก หนังสือมติชนสุดสัปดาห์ น.๗๑ ฉบับที่ ๑๙๘๕ ประจำวันที่ ๓๑ สิงหาคม – ๖ กันยายน ๒๕๖๑
18  สุขใจในธรรม / กฏแห่งกรรม - ท่องไตรภูมิ / Re: วิบากแห่งกรรม โดย ศาสตราจารย์ (พิเศษ) เสฐียรพงษ์ วรรณปก เมื่อ: 10 กันยายน 2561 17:32:27


สิ่งไหนสำคัญกว่า

ผมขอเล่าเรื่องให้ฟังสักเรื่องหนึ่ง

จบแล้วลองมาช่วยวิเคราะห์ก็แล้วกันนะครับ

เรื่องของนักมวยเอกคนหนึ่ง สมัยอยู่บ้านนอก ในจังหวัดห่างไกลปืนเที่ยง เด็กน้อยตัวดำปิ๊ดคนหนึ่ง รูปร่างอ้อนแอ้น อ่อนแอ โดนเพื่อนรังแกเรื่อย

ด้วยความเจ็บใจ จึงพยายามออกกำลัง “บำรุงกล้าม” ด้วยคิดว่าจะให้ร่างกายใหญ่โต แล้วจะได้ไม่มีใครรังแก  แต่ก็ไม่ได้โตดังที่คิด ยังคงถูกเพื่อนรังแกอยู่ต่อไป

เป็นที่รู้กันในวงการเพื่อนฝูงว่า “ไอ้ปื๊ด” คนนี้เป็นเด็กไม่สู้คน

แต่เมื่อถูกรังแก ถูกเอาเปรียบเรื่อย ไอ้ปื๊ดก็ฮึดสู้บ้าง

วันหนึ่งจะด้วยแรงโกรธหรืออย่างไรไม่ทราบ ไอ้ปื๊ดต่อยหน้าไอ้เหม เด็กรุ่นพี่ซึ่งรูปร่างสูงใหญ่กว่าล้มคว่ำไปโดนตอไม้ใหญ่ข้างทาง ไอ้เหมสลบเหมือด

ที่สลบนี่ก็ใช่ว่าเพราะแรงกำปั้นไอ้ปื๊ดอย่างเดียวก็หาไม่ ร่างไอ้เหมมันโตใหญ่ มันเซไปสะดุดก้อนหินแล้วมันก็ล้มต่อ ศีรษะไปโดนตอไม้เข้า มันจึงสลบ

ตั้งแต่นั้นต่อมา ใครๆ ก็กลัวไอ้ปื๊ดหมัดสั่ง ไม่กล้ามาตอแยกับมัน ไอ้ปื๊ดก็เลย “สู้คน” มาแต่บัดนั้น หัดชกมวยไทยและศิลปะการต่อสู้

ต่อมาได้รู้จักกับครูมวย ฝากตัวเป็นศิษย์ครูมวย ชกมวยตามเวทีต่างจังหวัดจนกระทั่งมีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นดาวรุ่งที่ก้าวขึ้นทาบรัศมีนักมวยดังๆ และดับรัศมีดาวค้างฟ้าไปหลายคน

ไอ้ปื๊ดหมัดสั่งเป็นนักมวยมีวินัย ขยันฝึกซ้อม เชื่อฟังครู ใครๆ ก็คาดว่ามันคงโลดแล่นอยู่บนสังเวียนผ้าใบไปอีกนาน ในที่สุดไอ้ปื๊ดหมัดสั่งก็เข้ามาในกรุงเทพฯ สังกัดค่ายมวยดังแห่งหนึ่ง หันมาชกมวยสากล ชกชนะมาเรื่อยๆ จนกระทั่งได้เป็นแชมป์โลกคนหนึ่ง หัวหน้าค่ายมวยค่ายใหม่ที่ไอ้ปื๊ดหมัดสั่งสังกัดอยู่เป็นคนเชื่อในโชคลาง ไสยศาสตร์ จะขึ้นชกแต่ละที ต้องให้ไอ้ปื๊ดทำพิธีบนบานศาลกล่าวเจ้าพ่อเจ้าแม่สารพัด และทุกครั้งก็ปรากฏว่าไอ้ปื๊ดหมัดสั่งชกชนะเป็นส่วนมาก นัดไหนแพ้ หัวหน้าค่ายมวยแกจะไม่โทษเจ้า แต่กลับโทษตัวเองว่าบวงสรวงไม่ถูกต้อง หรือไม่ก็คงมีอะไรผิดพลาดในการทำพิธีสักอย่าง หาไม่เจ้าก็คงจะบันดาลให้ชนะแล้ว  ไอ้ปื๊ดเอง ตอนแรกๆ ก็ไม่สนใจเท่าใดนัก เขาให้ทำก็ทำ แต่นานๆ เข้าก็เชื่ออย่างสนิทใจว่า ที่ตนชกชนะเป็นส่วนมาก ก็เพราะอำนาจการดลบันดาลของเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย หลังจากชกชนะทุกนัด เมื่อนักข่าวสัมภาษณ์ว่า คิดว่าอะไรทำให้คุณปื๊ดชนะอย่างขาวสะอาดเช่นนี้ (ส่วนมากคู่ต่อสู้จะถูกไอ้ปื๊ดน็อกดิ้นคาเวทีไม่ทันครบยก) ไอ้ปื๊ดจะบอกด้วยความภูมิใจว่า

“เพราะบารมีของเจ้าพ่อองค์นั้นองค์นี้ ซึ่งผมได้บนไว้”

ผู้อ่านไม่ต้องสนใจว่าไอ้ปื๊ดหมัดสั่งคือใคร มีตัวตนจริงหรือไม่ แต่พฤติกรรมอย่างนี้มีให้เห็นโดยทั่วไป ปัญหาที่เราจะมาหาคำตอบร่วมกันก็คือ

๑) อะไรทำให้ไอ้ปื๊ดหมัดสั่งก้าวขึ้นมาเป็นนักมวยอันตรายอันดับหนึ่งของประเทศ จนเป็นที่เกรงขามของคู่ต่อสู้ทั่วไป?

๒) การชกชนะแต่ละครั้ง ไอ้ปื๊ดบอกว่า เพราะอำนาจดลบันดาลของเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แกบนบานจริงหรือไม่?

การตอบอาจจะตอบแบบ “เหตุ-ผล” หรือตอบแบบ “ปัจจัย” (เงื่อนไข) ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเรามองเรื่องนี้ในแง่มุมใด

๑) ถ้ามองแบบ “เหตุ-ผล” ก็อาจมองว่า การที่ไอ้ปื๊ดกลายเป็นนักมวยดัง เป็นผลมาจากการได้ครูฝึกซ้อมที่เก่ง หรือการที่ไอ้ปื๊ดชนะคู่ต่อสู้แทบทุกครั้งที่ขึ้นชก เป็นผลของการดลบันดาลของสิ่งศักดิ์สิทธิ์
– ครูฝึกเป็นเหตุ ทำให้เกิดผลคือ ไอ้ปื๊ดเก่ง
– สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นเหตุ ทำให้เกิดผลคือชัยชนะเหนือคู่ต่อสู้

การมองแบบนี้เรียกว่ามองแบบ “เหตุ-ผล” หรือแบบ “เหตุผลิตผล” เมื่อมีอย่างนี้เป็นเหตุ ก็ย่อมมีอย่างนี้เป็นผล

๒) แต่ถ้ามองแบบ “ปัจจัย” หรือแบบ “เงื่อนไข” ก็จะมองว่า การที่จะเกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น มิได้มาจาก “เหตุ” เพียงอย่างเดียว แต่มาจากหลายๆ “เงื่อนไข” มารวมกัน และเงื่อนไขแต่ละอย่างล้วนมีความสำคัญเท่าๆ กัน ไม่มีอะไรยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

การที่ไอ้ปื๊ดเป็นนักมวยเก่ง มิใช่เพราะครูฝึกแกเก่งอย่างเดียว หากมาจากเงื่อนไขอย่างอื่นอีกหลายๆ อย่างประกอบด้วย เช่น
– ความตั้งใจจริง
– ความขยันฝึกซ้อม
– ความเป็นคนมีระเบียบวินัย เชื่อฟังครูฝึก
– การพักผ่อนนอนหลับเพียงพอ
– กำลังใจจากคนรอบข้าง
– ได้รับการบำรุงด้วยอาหารการกินที่ดีและเป็นประโยชน์แก่ร่างกาย และ ฯลฯ

การที่ไอ้ปื๊ดชกชนะคู่ต่อสู้อย่างง่ายดาย มิใช่มาจากสาเหตุคือการดลบันดาลของเทพเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (ถ้ามีจริง) เท่านั้น หากมาจากเงื่อนไขอื่นๆ อีกมากมายหลายอย่างเช่นที่กล่าวแล้วข้างต้น และที่สำคัญก็คือ “กำปั้น”

ไม่มีรูของไอ้ปื๊ดเอง  เพราะกำปั้นข้างนี้แหละที่ทิ่มครึ่งปากครึ่งจมูกของคู่ต่อสู้จนมันล้มคว่ำไม่ครบยก

เพราะฉะนั้น ชัยชนะแต่ละครั้ง เงื่อนไขทุกอย่างมีส่วนด้วยทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการขยันฝึกซ้อม ความมีระเบียบวินัย ความเก่งกาจของครูฝึก การพักผ่อนเพียงพอ อาหารสมบูรณ์ กำลังใจจากคนรอบข้าง ความอุ่นใจที่เชื่อว่าเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง

แม้กระทั่งนักมวยฝ่ายตรงข้าม ก็เป็นเงื่อนไขให้เกิดชัยชนะครั้งนี้ด้วย

อ้าว! หรือไม่จริง ถ้าไม่มีคู่ต่อสู้คนนี้ ไอ้ปื๊ดมันจะต่อยกะใคร และถ้าไม่มีคู่ต่อสู้กระดูกเปราะคนนี้ ไอ้ปื๊ดมันจะชนะหรือ หรือไม่จริง

เห็นหรือยังครับ ถ้ามองแบบ “ปัจจัย” (เงื่อนไข) จะเห็นว่าเป็นการมองอย่างกว้าง และครบวงจร โอกาสจะผิดพลาดมีน้อย

พระพุทธศาสนาจึงสอนให้มองอย่างแบบปัจจัย คือให้มองว่าปรากฏการณ์อะไรจะเกิด มิได้เกิดขึ้นเพราะ “เหตุ” เพียงเหตุเดียว แต่เกิดเพราะ “ปัจจัย” (เงื่อนไข) หลายๆ อย่างมารวมกัน

เมื่อเข้าใจอย่างนี้ ก็จะเห็นความสำคัญของแต่ละเงื่อนไขเท่าๆ กัน ไม่ให้ความสำคัญแก่เงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งโดยเฉพาะ

คนที่ฝึกคิดฝึกมองแบบนี้ จะเป็นคนเข้าใจคนอื่น ยอมรับในความสามารถของคนอื่นทัดเทียมกับตน เคารพในความคิดเห็นของคนอื่นเท่าๆ กับความคิดเห็นของตน

ถ้าคนคนนี้เป็นนักบริหาร ก็จะเป็นนักบริหารงานที่เห็นคุณค่าของเพื่อนร่วมงาน เมื่องานประสบความสำเร็จ ก็เข้าใจว่าเป็นเพราะทุกคนร่วมมือกันทำ ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง

หรือถ้างานล้มเหลว ก็รับผิดชอบร่วมกัน มิใช่โยนให้เป็นความผิดของคนใดคนหนึ่ง

ตัวอย่างที่ใกล้ตัวคือ หนังสือสำเร็จเป็นรูปเล่มสวยงาม น่าจับ น่าซื้อไป (นอนกอด) ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า (สาธุ สมพรปาก) มาจากเงื่อนไขหลายอย่างรวมกัน เช่น
– นายทุนก็มีส่วน หาไม่หนังสือก็เกิดไม่ได้
– บ.ก. ก็สำคัญ บ.ก.บห. และกองบรรณาธิการทุกคนก็มีส่วน
– เจ้าหน้าที่ฝ่ายศิลป์ ก็มีส่วน หาไม่หนังสือคงออกมาน่าเกลียดพิลึก
– ฝ่ายโฆษณาประชาสัมพันธ์ ฝ่ายจัดจำหน่ายก็มีส่วน ไม่อย่างนั้นพิมพ์แล้วคงโยนทิ้ง ไม่มีใครรู้
– คนเรียงคอมพ์ คนตรวจปรู๊ฟ ก็มีส่วน โดยเฉพาะคนหลัง ถ้าแกไม่ชอบหน้าใครสักคน แกล้งตรวจปรู๊ฟผิด ก็เสียคนไปทั้งสำนักพิมพ์
– คอลัมนิสต์ก็มีส่วน เขาไม่เขียนให้แล้วจะเอาเรื่องที่ไหนลง และ ฯลฯ

กว่าจะสำเร็จเป็นหนังสืองามๆ สักเล่ม ต้องอาศัย “ปัจจัย” (เงื่อนไข) ต่างๆ มารวมกัน

ที่พูดมายาวยืดนั้น ต้องการจะบอกท่านผู้อ่านว่า นี่แหละครับคือหลักคำสอนเรื่อง “อิทัปปัจจยตา” (ความเป็นปัจจัยอาศัยกันและกัน) หรือ “ปฏิจจสมุปบาท” (การเกิดขึ้นของสิ่งทั้งหลายโดยเป็นปัจจัยอาศัยกัน) ที่พระพุทธศาสนาย้ำเน้นเสมอ

ถ้าเราเข้าใจ “แนวคิดหลัก” (concept) แล้ว เราก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการทำงานของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยประการฉะนี้แล โยมเอ๋ย


ที่มา : สิ่งไหนสำคัญกว่า โดย ศาสตราจารย์ (พิเศษ)  เสฐียรพงษ์ วรรณปก หนังสือมติชนสุดสัปดาห์ น.๗๑ ฉบับที่ ๑๙๘๓ ประจำวันที่ ๑๗ - ๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๑




“วาสนา” มีจริงหรือไม่ ? แล้วคืออะไรในทาง “พุทธ” ?

ภาษาไทยของเรานั้น ส่วนมากได้รับอิทธิพลมาจากภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาบาลี-สันสกฤตมากกว่าภาษาอื่น

สังเกตได้จากคำศัพท์ที่ใช้สื่อสารกันอยู่ในชีวิตประจำวัน จะมีภาษาบาลี หรือสันสกฤตมากเป็นพิเศษ

บางคำเรานำมาใช้นานจนชินหูชินตา จนลืมว่าเป็นภาษาต่างชาติไปเลยก็มี

ชื่อและนามสกุลของคนไทย ส่วนมากมีรากมาจากภาษาสองภาษาดังกล่าวข้างต้นทั้งนั้น ขอประทานโทษ ขอยกคนดังมาเป็นตัวอย่าง บรรหาร ศิลปอาชา ไม่มีคำไทยสักคำเลย บรรหาร เป็นคำสันสกฤต ศิลป ก็สันสกฤต อาชา เป็นทั้งบาลีและสันสกฤต ทักษิณ ชินวัตร ชิน เป็นทั้งบาลีและสันสกฤต นอกนั้นเป็นคำสันสกฤต

จัตวา กลิ่นสุนทร ก็เช่นกัน มีคำว่า “กลิ่น” คำเดียวเท่านั้นที่เป็นไทยแท้ นอกนั้นเป็นสันสกฤตหมด ถ้าเป็น “จัตวา คันธสุนทร” ละก็ หาคำไทยไม่ได้เลยครับ

ถามว่าทำไมคำบาลีและสันสกฤตจึงมามีอยู่ในภาษาไทยมากมายปานนั้น

คำตอบก็คือ เพราะทั้งสองภาษานี้ติดมากับพระพุทธศาสนา ซึ่งแพร่มาสู่ภูมิภาคแถบนี้

เมื่อคนไทยรับเอาพระพุทธศาสนามาเป็นศาสนาประจำชาติ ภาษาทั้งสองนี้ก็เลยมาปะปนกับภาษาไทยด้วย

เมื่อศึกษาประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในประเทศไทยจะทราบว่า เดิมทีพระพุทธศาสนาฝ่ายหินยาน (เถรวาท) ซึ่งใช้ภาษาบาลีเป็นภาษาศาสนาแพร่เข้ามาก่อน ในราวพุทธศตวรรษที่ ๓ ในยุคนั้นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาอยู่ที่จังหวัดนครปฐมในปัจจุบันนี้

ต่อมาพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานตามเข้ามา มหายานถือภาษาสันสกฤตเป็นภาษาศาสนา คนไทยก็เลยได้รับอิทธิพลจากภาษาสันสกฤตอีก กอปรกับศาสนาพราหมณ์ฮินดูซึ่งใช้ภาษาสันสกฤตก็แพร่เข้ามาสมทบอีกด้วย ภาษาสันสกฤตจึงหยั่งรากลึกยิ่งขึ้น

แม้ว่าจากสมัยสุโขทัยเป็นต้นมา พระพุทธศาสนาที่ประชาชนคนไทยนับถือจะเป็นฝ่ายหินยาน (เถรวาท) และภาษาบาลีเองพระภิกษุสามเณรก็เล่าเรียนกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันก็ตาม ยังมีอิทธิพลต่อภาษาไทยน้อยกว่าภาษาสันสกฤตอยู่ดี

พูดง่ายๆ ก็ว่า ภาษาสันสกฤตครองความเป็นแชมป์ว่าอย่างนั้นเถอะ

การนำภาษาบาลีและสันสกฤตมาใช้ในภาษาของตนของคนไทยมิได้เอามาทั้งดุ้น หากเปลี่ยนแปลงรูปและเสียง พร้อมทั้งเปลี่ยนความหมายด้วยในบางครั้ง

ยกตัวอย่างเช่นข้างต้น

วาสนา เป็นทั้งบาลีและสันสกฤต อ่าน “วา-สะ-นา” ไทยเราอ่านเพื่อให้เข้ากับหูไทยๆ ว่า “วาด-สะ-หนา” ความหมายเดิมเขาหมายถึง “สิ่ง” ที่สั่งสมอยู่ในจิตสันดานยาวนานมาก นอนเนื่องอยู่ภายในจิตเราแน่นแฟ้นและลึกมาก จนแกะไม่ออก เทียบกับคำไทยว่าสันดาน นั่นแหละครับ

ในทางพระพุทธศาสนา วาสนา มิใช่เรื่องดีนัก ว่ากันว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่ทรงละวาสนาได้ พร้อมกับกิเลสทั้งปวง พระอรหันต์นั้นละได้เฉพาะกิเลสเท่านั้น ไม่สามารถละวาสนาได้ ว่ากันอย่างนั้น

แต่ “วาสนา” ในความหมายไทยๆ กลับเป็นเรื่องดี คือ หมายถึงบุญญาบารมี บางทีก็พูดควบคู่กันว่า “บุญวาสนา” ใครที่ประสบความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต คนเขากล่าวขวัญถึงว่า “เขา (หรือเธอ) มีบุญวาสนา” หรือ “เป็นวาสนาของเขา (หรือเธอ) นะ”

อะไรทำนองนี้

มีเรื่องเล่าในแวดวงผู้สนใจศึกษาพระพุทธศาสนาอยู่ ๒ เรื่อง แสดงถึงอิทธิพลของวาสนา ทั้งสองเรื่องนี้เคยเขียนถึงมาแล้ว แต่จำไม่ได้ว่าเขียนเมื่อใด เขียนที่ไหน (ผมมันคนเขียนหนังสือมากซะจนจำไม่ได้)

วันนี้ขอนำมา “ฉายซ้ำ” อีกก็คงไม่ว่ากัน ข้อมูลเก่า แต่นำเสนอใหม่ (อย่างน้อยก็ใหม่หนึ่งอย่างละน่า)

เรื่องแรกคือ เรื่องพระปิลินทวัจฉะ ท่านผู้นี้มีคำพูดติดปากว่า “วสลิ” (แปลว่า ไอ้ถ่อย) พบใครก็จะถามว่า “ไปไหนมา ไอ้ถ่อย” “สบายดีหรือ ไอ้ถ่อย” อย่างนี้เสมอ

คำพูดดูจะเป็นคำหยาบ ไม่สุภาพ แต่จิตใจท่านมิได้หยาบไปด้วย ท่านพูดด้วยจิตเมตตา เป็นคำพูด “ติดปาก” ท่าน แก้ไม่หาย ชาวบ้านที่รู้ว่าอะไรก็ไม่ถือสาท่าน ยกให้ท่าน นอกจากคนต่างถิ่นเท่านั้น ที่ได้ยินเข้าอาจฉุนว่าพระอะไร (วะ) พูดคำหยาบ แต่เมื่อทราบความจริงแล้วก็มิได้ถือสา

คงเหมือนกับหลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ เมืองโคราชกระมังครับ ท่านก็ติดคำ “กู” “มึง” เวลาสนทนา หลวงพ่อคูณนั้นเป็นที่รู้กันว่าท่านเป็นพระมีเมตตามาก คนเขาเอาเงินเอาทองมาถวายเท่าไร ท่านก็นำไปสร้างโรงเรียน สร้างโรงพยาบาลและสาธารณสถานหมด ไม่เก็บไว้ร่ำรวยจนเป็น “พระเสี่ย” เหมือนดังเกจิดังอื่นๆ

ท่านพูดกูมึงกับใคร ก็ไม่มีใครถือว่าเป็นคำหยาบ กลับฟังแล้วน่ารักเสียอีก

ตรงกันข้าม ถ้าหลวงพ่อคูณท่านเปลี่ยนมาพูดคำไพเราะกับใครเข้า ใครคนนั้นคงตกใจ นึกว่าหลวงพ่อด่าแน่นอน ฮิฮิง

ย้อนกลับมาพูดถึงหลวงพ่อปิลินทวัจฉะต่อ วันหนึ่งท่านเห็นชายคนหนึ่งขับเกวียน บรรทุกดีปลีผ่านมา จึงร้องถามว่า “บรรทุกอะไร ไอ้ถ่อย” ชายคนนั้นพอได้ยินดังนั้นก็ฉุนกึกทันที พระอะไรวะ พูดจาไม่เข้ารูหูคน จึงตะโกนตอบด้วยเสียงขุ่นๆ ว่า “บรรทุกขี้หนูเว้ย”

เขาขับเกวียนไปเรื่อยๆ หารู้ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับดีปลีของตน พอไปถึงตลาดนัดกลางเมืองก็จอดเกวียน เตรียมขนดีปลีลงมาวางขาย

ปรากฏว่าดีปลีได้กลายเป็นขี้หนูหมดเลย ประชาชนมามุงดูกันด้วยความประหลาดใจว่า คนพิเรน (ไม่มี ทร การันต์นะครับ) อะไรวะ เอาขี้หนูมาขาย ชายหนุ่มเจ้าของดีปลีก็ทำอะไรไม่ถูก ยืนเซ่ออยู่พักใหญ่ ได้เล่าเรื่องราวให้คนที่มามุงดูฟัง ชายคนหนึ่งบอกเขาว่า คงเป็นเพราะเขา (ชายหนุ่ม) ล่วงเกินพระอรหันต์เข้า จึงได้เกิดเรื่องเช่นนี้ ทางที่ดีควรไปกราบขมาท่านเสีย

ไม่รอช้า ชายหนุ่มกลับไปกราบขอขมาท่าน ท่านยิ้ม กล่าวว่า

“ไม่เป็นไร ไอ้ถ่อย อาตมายกโทษให้”

เมื่อเขากลับมา ก็ปรากฏว่าขี้หนูได้กลายเป็นดีปลีตามเดิม

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องพระสารีบุตรอัครสาวก ว่ากันว่าท่านมีอารมณ์ศิลปิน หรือถ้าจะพูดแบบชาวบ้านก็ว่ามีอารมณ์โรแมนติกมิใช่น้อย คือเวลาท่านพบสถานที่ที่สวยงดงาม ท่านคล้ายจะ “ลืมตัว”ไป พักหนึ่ง

วันหนึ่งท่านเดินทางผ่านป่าแห่งหนึ่ง พร้อมภิกษุจำนวนมาก ท่านเห็นลำธารใสไหลเย็น ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพรอันร่มรื่น ท่านก็กระโดดหย็องแหย็งๆ ด้วยความดีใจ

พระสงฆ์ที่ติดตามเห็นเช่นนั้นก็ไม่สบายใจ แต่ไม่กล้าพูดอะไร เพียงแต่นึกตำหนิในใจว่า พระอัครสาวกผู้ใหญ่ ทำไมทำอย่างนี้ ไม่เหมาะสมเอาเสียเลย

เมื่อไปเฝ้าพระพุทธเจ้าในเวลาต่อมา พระพุทธจ้าทรงทราบว่าพระสงฆ์เหล่านั้นคิดอะไรอยู่ จึงตรัสกับพวกเธอว่า

“ภิกษุทั้งหลาย เราทราบว่าพวกเธอคิดอย่างไรกับสารีบุตร สารีบุตรทำอย่างนั้น มิใช่เพราะ “ติด” ในความสุนทรีย์ของบรรยากาศแห่งภูมิประเทศที่เธอพบเห็นดอก

หากแต่เป็น “วาสนา” ของเธอ”

แล้วพระองค์ก็ตรัสเล่าให้ภิกษุทั้งหลายฟังว่า ในอดีตกาลอันนานไกลโพ้น พระสารีบุตรเคยเกิดเป็นลิงติดต่อกันหลายร้อยหลายพันชาติ มาชาตินี้จึงติด “วาสนา” ของลิงมา คือชอบเต้นหย็องแหย็งๆ เมื่อมีความดีใจ ว่ากันอย่างนั้น

เรื่องอย่างนี้มีบันทึกไว้ในคัมภีร์ทางพระศาสนา ถึงจะเป็นคัมภีร์รุ่นหลังจากพระไตรปิฎก ฟังๆ ไว้ก็ไม่เสียหลาย ปุถุชนคนสามัญอย่างเราท่าน ภูมิปัญญาหรือความสามารถยังห่างไกลเกินกว่าจะไปชี้ว่าเรื่องนี้จริงไม่จริง เป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ จริงไหมครับ

ว่ากันไปแล้ว เรื่องนี้เป็นวิบากหรือผลของการกระทำที่ทำสืบเนื่องกันยาวนานจน “ติด” ตัวไปไม่รู้กี่อสงไขยกัปว่าอย่างนั้นเถอะ ติดจนแกะไม่ออก แม้ว่ากิเลสตัณหาจะละได้ แต่ “สิ่ง” ที่ว่านี้กลับละไม่ได้ ยกเว้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น

เพราะฉะนั้น บางคนจึงมี “วาสนา” แปลกๆ แก้ไม่หาย ดังพระปิลินทวัจฉะและพระสารีบุตร เป็นต้น หรือที่เห็นชัดๆ ก็หลวงพ่อคูณนั่นแหละ วาสนาของท่านชอบพูดคำสมัยพ่อขุน และมีท่านั่งพิเศษคือนั่งยองๆ ไม่ชอบนั่งพับเพียบเหมือนพระภิกษุทั่วไป

เมื่อมีคนถามว่า ทำไมหลวงพ่อชอบนั่งยองๆ หลวงพ่อตอบว่า กูไม่ชอบดอก ไอ้หลานเอ๊ย มันนั่งของมันอย่างนี้เอง

เมื่อถามอีกว่า นั่นสิครับหลวงพ่อ ทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้ หลวงพ่อตอบด้วยสำเนียงชาวโคราชว่า “กูว่า มันเป็นท่าเตรียมพร้อม คือ กูจะลุกยืนก็ลุกได้ทันที กูจะนั่งพับเพียบก็นั่งได้ทันที นั่งยองๆ นี่ก็มันดีแท่ๆ เด๊”


ที่มา : “วาสนา” มีจริงหรือไม่ ? แล้วคืออะไรในทาง “พุทธ” ? โดย ศาสตราจารย์ (พิเศษ)  เสฐียรพงษ์ วรรณปก หนังสือมติชนสุดสัปดาห์ น.๗๑ ฉบับที่ ๑๙๘๔ ประจำวันที่ ๒๔ – ๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๑
19  สุขใจในธรรม / กฏแห่งกรรม - ท่องไตรภูมิ / Re: วิบากแห่งกรรม โดย ศาสตราจารย์ (พิเศษ) เสฐียรพงษ์ วรรณปก เมื่อ: 10 กันยายน 2561 17:28:22


หลักอริยสัจ ๔ กับกรรม

พระพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจ้าทรงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “กรรมวาท” (กล่าวหรือสอนเรื่องกรรม) ทรงเรียกพระองค์เองในบางครั้งว่า “กรรมวาที” (ผู้สั่งสอนเรื่องกรรม)

นั่นก็หมายความว่า คำสอนของพระพุทธองค์ไม่ว่าจะสอนเรื่องอะไร ทรงเน้นไปที่ “กรรม” ทั้งนั้น

กรรมคือ การกระทำด้วยเจตจำนงอันแน่วแน่ ดังที่เคยบอกให้ทราบแล้วนั่นแหละครับ

พูดให้เข้าใจง่ายก็ว่า เราอยากจะได้อะไร อยากจะเป็นอะไร ต้องทำเอาเอง วิถีชีวิตของเราจะไปดี หรือไม่ดีอย่างไร ขึ้นอยู่กับ “กรรม” (การกระทำ) ของเราเอง ถ้าเราทำเหตุปัจจัยไว้ไม่ดี ผลก็ออกมาไม่ดี ถ้าเราทำเหตุปัจจัยไว้ดี ผลก็ออกมาดี ดังพุทธวจนะว่า

หว่านพืชชนิดใด ย่อมได้ผลชนิดนั้น

ทำกรรมดีย่อมได้รับผลดี ทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลชั่ว

ในพระสูตรหลายแห่ง ได้พูดถึงคนจำนวนมากชอบแต่จะอ้อนวอน บวงสรวงโดยไม่คิดที่จะกระทำ อย่างเช่นพวกคนอินเดียสมัยโบราณที่เชื่อว่าพระเจ้าของพวกเขาจะช่วยดลบันดาลให้ดังปรารถนา จึงพากันสวดอ้อนวอนบ้าง ทำพิธีเซ่นสรวงอย่างใหญ่โตบ้าง

พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุทั้งหลายว่า การกระทำเช่นนั้น ไม่ช่วยให้คนพวกนั้นได้รับสิ่งที่พวกเขาต้องการได้ เพราะพวกเขามิได้ “ทำ” เหตุปัจจัยที่จะอำนวยผลที่ต้องการ

พระองค์ทรงยกอุปมาอุปไมยมาเปรียบเทียบให้ฟังว่า  กระทาชายคนหนึ่งปรารถนาจะข้ามฟาก แทนที่จะเสาะแสวงหาเรือหรือแพที่จะพาเขาข้ามฝั่งได้ก็ไม่ทำ กลับนอนคลุมโปงอยู่บนฝั่งนี้เสีย กระทาชายนายนี้ก็ไม่มีวันจะข้ามฝั่งได้  กระทาชายอีกนายหนึ่ง ปรารถนาจะข้ามฝั่งเช่นกัน ลงนั่งประนมมือ สวดอ้อนวอนขอร้องให้ฝั่งโน้นมาหาเขา มารับเขาข้ามน้ำ ต่อให้สวดจนคอแหบคอแห้ง กระทาชายนายนี้ก็ไม่สามารถข้ามฝั่งได้เช่นเดียวกัน

ทุกอย่างเราต้อง “ทำ” เอาเอง ด้วยความพากเพียรของเรา ต้องสร้างเหตุปัจจัยที่จะอำนวยผลในทางที่ต้องการ มิใช่หวังแต่จะได้ผลโดยไม่สร้างเหตุปัจจัยที่สอดคล้อง หวังอย่างนี้แหละครับที่โบราณไทยเราเรียกว่า “หวังลมๆ แล้งๆ”

เราหวังจะกินมะม่วงอกร่องที่เอร็ดอร่อย วิธีจะให้สมหวังอย่างง่ายๆ ก็ไปหาซื้อมันมาจากตลาด เลือกเอาที่ดีที่สุด หวานที่สุดตามต้องการ อย่างนี้รับรองได้กินแน่นอน

อีกวิธีหนึ่ง (ยากหน่อย ใช้เวลานานหน่อย) คือไปหาเมล็ดมะม่วงพันธุ์อกร่องมาเพาะปลูกไว้ที่หน้าบ้านหรือหลังบ้าน หมั่นดูแลรดน้ำพรวนดิน ใส่ปุ๋ยอย่างดี เมื่อต้นมะม่วงมันโตแล้ว ไม่กี่ปีก็จะผลิดอกออกผลให้เราเก็บกินได้ตามต้องการ

อย่างนี้แหละครับ ที่พระพุทธศาสนาท่านว่า สร้าง “เหตุปัจจัย” ที่สอดคล้องกับผลที่เราต้องการ เราจึงได้รับผลตามปรารถนา

แต่ถ้าเราไม่ “ทำ” อย่างนั้นล่ะ สมมุติว่าเราอยากกินมะม่วง แต่เราสวดมนต์อ้อนวอนทุกวันๆ “เจ้าประคู้ณ ขอมะม่วงอกร่องรสหวานอร่อยมาให้เรากินเถิด”

มะม่วงมันไม่มีขา มันจะมาให้เรากินได้อย่างไร!

คนทำอย่างนี้ ใครรู้เข้า เขาก็จะหาว่าไม่บ้าก็เมาเท่านั้นเอง

หลักกรรมของพระพุทธเจ้า ความจริงเป็นเรื่องเข้าใจง่าย เพียงแต่เราทำในใจอยู่เสมอว่า กรรมคือการลงมือทำด้วยตัวเอง กรรมมิใช่ “กฎ” ลึกลับมหัศจรรย์พันลึกอะไร อย่างที่เข้าใจผิดกันเป็นส่วนมาก

ไม่ว่าพระพุทธองค์จะทรงสอนเรื่องอะไร ก็จะทรงเน้น “กรรม” ไว้ด้วยเสมอ ไม่พูดตรงๆ ก็ “แฝงไว้” ให้รู้กันเอง ยกตัวอย่างหลักคำสอนที่เราเรียกกันว่า “หัวใจพระพุทธศาสนา”

การไม่ทำความชั่วทั้งปวง

การยังกุศล (ความดี) ให้ถึงพร้อม

การทำจิตของตนให้ผ่องใส

นี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย


เน้นตรงไหนครับ เน้นที่ “การกระทำ” ไม่ทำชั่วทั้งปวง ทำกุศลให้พร้อม และทำจิตให้ผ่องใส หลักกรรมก็ “แฝง” อยู่ในพระโอวาทนี้ ถ้าเราไม่พินิจพิจารณาก็อาจไม่ทราบได้

ทีนี้ลองมาดูหลักอริยสัจ ๔ ว่าเกี่ยวกับกรรมอย่างไร

ตามที่เราทราบดีแล้ว อริยสัจ ๔ คือ ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้และนำมาสอนชาวโลกคือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

ทุกข์ ก็คือปัญหาของชีวิต ทรงสอนว่าโลกนี้มีปัญหาสารพัด นับตั้งแต่ปัญหาเล็กๆ ไปจนกระทั่งปัญหาใหญ่ที่สุด เรียกว่าปัญหาตั้งแต่ “ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ” ว่าอย่างนั้นเถอะ

สมุทัย ก็คือสาเหตุของปัญหา ปัญหามิได้มีขึ้นมาลอยๆ มันต้องมีเหตุปัจจัยทำให้เกิด

นิโรธ คือการหมดปัญหา ภาวะไร้ปัญหาโดยสิ้นเชิง ปัญหามีได้ก็ย่อมหมดไปได้

มรรค คือวิธีการแก้ปัญหา การจะให้ปัญหาหมดไปก็ต้องมีวิธีการแก้ไข ไม่ใช่อยู่เฉยๆ มันจะหมดไปเอง

หลักอริยสัจ ๔ นี้เน้นอะไรครับ เน้นว่า “เราต้องใช้ปัญญาแก้ไขปัญหา” หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็ว่า อริยสัจ ๔ คือหลักว่าด้วยการรู้จักแก้ปัญหาด้วยปัญญา

คุณธรรมที่เด่นในหลักธรรมนี้ก็คือ ปัญญา ความรู้ ความเข้าใจ

ถ้าไม่มีความรู้ ความเข้าใจ แก้ปัญหาได้ไหม?

ไม่ได้ดอกครับ ขืนแก้ไปทั้งๆ ที่ไม่รู้ มีแต่ทางผูกปมปัญหาให้ยุ่งเหยิงยิ่งขึ้น ไม่ต่างอะไรกับลิงติดตัง เห็นเขาเอาตัง (ยางเหนียวสำหรับดักสัตว์) มาวางไว้ เอามือซ้ายจับ มือซ้ายติด มือขวาจับ มือขวาก็ติด เอาเท้าซ้ายถีบ เท้าซ้ายก็ติด เอาเท้าขวาถีบ เท้าขวาก็ติด เอาปากกัด ปากก็ติด ผลที่สุดก็ “ติดตัง” ดิ้นอย่างน่าสงสาร ฉันใดก็ฉันนั้นแหละ

ในนิทานชาดกเรื่องมโหสถชาดก ได้เล่าถึงเด็กน้อยโพธิสัตว์ชื่อมโหสถ เป็นคนฉลาดมาก จนกระทั่งพระเจ้าแผ่นดินทรงทราบกิตติศัพท์ ให้ปุโรหิตมาดูพฤติการณ์ของเด็กน้อย พอพิสูจน์ได้ว่าเด็กน้อยฉลาดเหนือคนธรรมดาจริงๆ จึงเชิญไปอยู่ในวัง เมื่อโตมามโหสถก็ได้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้น

เด็กน้อยมโหสถได้ใช้ปัญญาแก้ไขปัญหาของชาวบ้านหลายครั้งเป็นที่อัศจรรย์ ครั้งหนึ่งมีเหยี่ยวมาโฉบเอาเนื้อที่ชาวบ้านเขาตากแดดไว้ พวกเด็กๆ และผู้ใหญ่ในหมู่บ้านต่างก็ร้องบอกต่อๆ กัน พากันวิ่งไล่เหยี่ยว สะดุดตอไม้บ้าง ก้อนดินบ้าง หกล้มได้รับบาดเจ็บคนละเล็กละน้อย แถมยังไม่ได้เนื้อคืนอีกต่างหาก

เด็กน้อยมโหสถไตร่ตรองดูแล้ว เห็นว่าวิธีการไล่เหยี่ยวของชาวบ้านไม่ถูกต้อง วันหนึ่งเหยี่ยวตัวเดิมมาเอาเนื้อชาวบ้านไปอีก มโหสถจึงวิ่งไล่เช่นเดียวกับชาวบ้าน แต่มโหสถมิได้วิ่งไปแหงนหน้าดูเหยี่ยวไปเหมือนคนอื่น

เธอก้มมองดูเงาเหยี่ยวที่พื้นดิน วิ่งไล่ตามเงาเหยี่ยวไปจนทัน พอทันเงาแล้วก็เงยหน้าขึ้น ปรบมือ ตะโกนร้องเสียงดัง จนกระทั่งเหยี่ยวมันตกใจ ปล่อยก้อนเนื้อที่คาบอยู่ลงมา

เป็นอันว่าเจ้าของเนื้อได้เนื้อคืน

เพราะเด็กน้อยมโหสถได้ใช้ปัญญาแก้ปัญหา

อีกคราวหนึ่ง มีผู้หญิงสองคนแย่งลูกกัน นัยว่าคนหนึ่งเป็นนางยักษิณีแปลงกายมา ชาวบ้านมามุงดูกลุ่มใหญ่ หญิงสาวสองคนต่างก็เถียงว่าตนเป็นแม่ เด็กน้อยเป็นลูกชายของตน ไม่มีผู้ใดตัดสินได้ เพราะไม่รู้ว่าใครแม่แท้ ใครแม่เทียม

มโหสถมาพบเข้าพอดี อาสาตัดสินความให้ วิธีของมโหสถก็คือ ให้หญิงสาวทั้งสองจับเด็กคนละข้าง คนหนึ่งจับเท้า คนหนึ่งจับหัว แล้วดึง ใครดึงได้ คนนั้นแหละเป็นแม่

หญิงทั้งสองต่างก็ดึงเด็ก เด็กเจ็บก็ร้องไห้ลั่น ผู้เป็นแม่สงสารลูก จึงปล่อยมือยืนร้องไห้สะอึกสะอื้น อีกคนได้เด็กแล้วก็ยิ้มอย่างดีใจ พร้อมร้องว่า “เห็นไหม ฉันบอกว่าฉันเป็นแม่ก็ไม่เชื่อ”

มโหสถกล่าวว่า ท่านมิใช่แม่ของเด็ก คนที่ยืนร้องไห้นั่นต่างหากเป็นแม่ เพราะแม่ที่แท้จริงย่อมสงสารลูก เห็นลูกเจ็บปวดทนไม่ได้ จึงวางมือ

นางยักษิณีหลงกลมโหสถ ก็สำแดงตัวแล้วก็หนีไป

หญิงสาวก็ได้ลูกของตนคืน เพราะมโหสถใช้ปัญญาแก้ไขปัญหาให้

สรุปตรงนี้ก็คือ หลักอริยสัจ ๔ ก็คือหลักแห่งการใช้ปัญญาแก้ไขปัญหาชีวิต

เขียนมาจนจะจบแล้ว ท่านอาจถามขึ้นว่า แล้วมันเกี่ยวกับหลักกรรมอย่างไร

ก็ขอตอบว่า หลักกรรมก็ “แฝง” อยู่ในนี้แหละครับ พิจารณาให้ดีก็จะเห็นการแก้ปัญหานั้น ถ้ามีแต่ปัญญาความรู้ความเข้าใจอย่างเดียวแก้สำเร็จไหมครับ ขอถามหน่อยเถอะ สมมุติว่าคุณติดบุหรี่อย่างงอมแงม ตอนหลังคุณคิดได้ว่าบุหรี่นี้มีโทษมากมาย ทำให้เป็นมะเร็งในปอด ทำให้เป็นโรคถุงลมโป่ง…อะไรสารพัด

คุณรู้ว่ามันมีโทษมากมาย แต่ไม่ “ลงมืออด” บุหรี่ด้วยตัวคุณเอง คุณจะอดบุหรี่ได้ไหมครับ

ผมตอบแทนก็ได้ อดไม่ได้แน่นอน ทั้งๆ ที่คุณรู้นั่นแหละ แต่รับรองอดไม่ได้ เพราะคุณไม่ได้ลงมืออดจริงๆ

นี่แหละครับ ปัญญาอย่างเดียวแก้ไม่ได้ ต้องลงมือทำจริงๆ

การกระทำนั่นไง คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า กรรมล่ะ

กรรม (การกระทำ) จึงเกี่ยวข้องกับหลักอริยสัจ ๔ด้วยประการฉะนี้แล “โยมหยิน” (รวมถึง “โยมหยาง” ด้วย)


ที่มา : หลักอริยสัจ ๔ กับกรรม โดย ศาสตราจารย์ (พิเศษ)  เสฐียรพงษ์ วรรณปก หนังสือมติชนสุดสัปดาห์ น.๗๑ ฉบับที่ ๑๙๘๑ ประจำวันที่ ๓ – ๙ สิงหาคม ๒๕๖๑





เราใหญ่กว่ากรรม

พระท่านพูดเป็นหลักว่า กรรมที่ทำลงไปเปรียบเสมือนสุนัขไล่เนื้อ ไล่ทันเมื่อใดก็กัดเมื่อนั้น ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า คนเราเกิดมาต่างก็ “วิ่งหนี” กรรมกันทุกคน พ้นบ้าง ไม่พ้นบ้าง

โอกาสไม่พ้นมีมากกว่า แต่โอกาสพ้นก็มีไม่น้อย

จะพ้นได้อย่างไร นี่สิครับเป็นข้อที่ควรคิด

แสดงว่า ในช่วงที่ทำกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งลงไป จนถึงกรรมให้ผลนั้นมันมี “ช่องว่าง” ให้เราสร้างเงื่อนไขใหม่ๆ เข้ามาแทนที่ เงื่อนไขใหม่ๆ นี้แหละจะมีส่วนช่วยผ่อนคลาย หรือขวางมิให้กรรมที่ทำนั้นให้ผลเต็มที่ หรือไม่ให้ผลเลย

ท่านพูดเป็นหลักไว้ดังนี้

๑.กรรมบางอย่าง ทำลงไปแล้วให้ผลทันตาเห็น คือชั่วชีวิตนี้ได้รับผลตอบสนองเห็นกันจะจะเลยทีเดียว
๒. กรรมบางอย่าง ทำลงไปแล้ว ไม่ให้ผลในชาตินี้ ไปให้ผลในชาติหน้า
๓. กรรมบางอย่าง ทำลงไปแล้ว ไม่ให้ผลในชาติหน้า ไปให้ผลในชาติต่อๆ ไป

๔. กรรมบางอย่าง ทำลงไปแล้ว ไม่มีโอกาสให้ผล กลายเป็น “อโหสิกรรม” ไปเลยก็มี เหมือนเนื้อที่วิ่งหนีสุนัขสุดฤทธิ์ โชคดีหนีรอดชีวิตไปได้

การพูดว่า กรรมที่ทำลงไปมีโอกาสกลายเป็นอโหสิกรรมได้นี้เอง แสดงให้เห็นว่า คนเรามีโอกาสที่จะจัดการกับชีวิตเราได้ ต้องการให้มันเป็นไปอย่างใด เราสามารถทำให้มันเป็นไปตามนั้นได้

หลายคนมักจะเสียอกเสียใจหรือวิตกกังวลแต่กับอดีตที่ผ่านไปแล้ว เช่น เคยผิดพลาดทำความไม่ดีอะไรบางอย่างมา แล้วก็มานั่งวิตกกังวลหรือเสียใจกับการกระทำของตนจนไม่เป็นอันกินอันนอน ไม่มีความสุข ทั้งๆ ที่ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

แทนที่จะคิดว่า สิ่งที่ทำไปแล้วทำคืนไม่ได้ คือจะแก้ให้ไม่เป็นอันทำนั้นไม่ได้ แต่เราสามารถตั้งใจไม่ทำอย่างนั้นอีกได้ และสามารถทำความดีอื่นแทนได้

ผมเคยได้รับเชิญเมื่อนานมาแล้วไปเป็นวิทยากรในรายการ “กฎแห่งกรรม” ที่บริษัทภาษรโปรดักชั่น จำกัด เขาจัดทางทีวีสีช่อง ๕ ทุกเช้าวันเสาร์ รูปแบบของรายการ มีละครเรื่อง “กฎแห่งกรรม” จากบทประพันธ์ของ ท. เลียงพิบูลย์ จบแล้ววิทยากรตอบปัญหาจากผู้ชมสดๆ เลย

ผู้ชมท่านหนึ่งเล่าว่า เคยได้เสียกับผู้หญิงคนหนึ่ง แต่กลับได้มาแต่งงานกับน้องสาวของผู้หญิงคนนั้น และตอนนี้ (คือขณะที่เล่าเรื่องราวนี้) มีบุตรสาวมาคนหนึ่ง บุตรสาวก็โตขึ้นทุกวันๆ ผู้เป็นพ่อ (คือท่านผู้ชมคนดังกล่าว) วิตกกังวลไม่มีความสุขเลย กลัวว่าบาปที่ตนทำไว้จะตกแก่ลูก ครั้นถามว่า จะตกแก่ลูกในลักษณะใด

ท่านผู้นั้นบอกว่า กลัวลูกสาวจะถูกชายอื่นหลอกได้เสียฟรีโดยไม่ได้แต่งงาน

ปัญหานี้ไม่น่าเป็นปัญหา มีคนไม่น้อยที่รักกันแล้วไม่ได้แต่งงานกัน กลับไปแต่งงานกับคนอื่น ไม่น่าจะถือเป็นบาปเป็นกรรมอะไร

นอกเสียแต่ว่า ขณะที่เป็นแฟนกับคนที่หมั้นหมายกันแล้วว่าจะแต่งงานกัน แล้วลอบได้เสียกับน้องสาวคนรัก ถ้าอย่างนี้พูดได้ว่า ทำผิดศีลข้อสาม ถึงกระนั้น ถ้าจะได้รับผลของการกระทำนี้ ก็ไม่จำเป็นที่ผลกรรมจะต้องไปตกที่ลูกสาว อาจจะได้รับผลในรูปแบบอื่นก็ได้

จึงไม่ควรด่วนวิตกทุกข์ร้อนถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ

หรือพูดอีกนัยหนึ่ง การที่ทุกข์ร้อนกินไม่ได้นอนไม่หลับนั้น อาจเป็นผลของกรรมดังกล่าวนั้นก็ได้ ลองนึกดูว่าตัวเองไม่เป็นสุขเพราะเรื่องนี้มากี่ปีกี่เดือนแล้ว ถ้าเป็นมาตลอดหลังจากได้ทำสิ่งนี้ขึ้น ก็เท่ากับว่าได้รับผลกรรมนั้นแล้ว

จึงไม่ควรคิดกลุ้มอีกต่อไป ฝึกทำใจเสียใหม่ ตั้งใจแน่วแน่ว่าตั้งแต่นี้ต่อไป เราจะทำบุญทำทานให้มาก ทำบุญทุกชนิดเท่าที่โอกาสจะอำนวย

สิ่งที่ทำใหม่นี้ จะเป็นเงื่อนไขใหม่ ช่วย “ล้าง” กรรมชั่วที่ทำมาแล้วให้ละลายหายไป หรือผ่อนคลายลง

พระพุทธเจ้าตรัสว่า มีอยู่ ๔ เรื่องที่ปุถุชนคนมีกิเลสไม่ควรนำมาคิดให้ปวดสมอง เพราะคิดยังไงก็ไม่เข้าใจ ขืนคิดมากจะเป็นบ้าเปล่าๆ ๔ เรื่องนั้นคือ

๑. เรื่องของโลก เช่น โลกเกิดขึ้นได้อย่างไร และจะแตกดับเมื่อใด (ถึงจะมีคนพูดว่ามีสิ่งนั้นสิ่งนี้สร้าง ไปๆ ก็กลายเป็นว่า “คิดเอาเอง” ทั้งนั้น)
๒. เรื่องของฌานสมาบัติ คนที่ได้ฌานสมาบัติมีฤทธิ์เดชปาฏิหาริย์ บางคนได้ฌานขั้นสูง เขาจับฝังดินเป็นเวลา ๗-๘ วัน งัดขึ้นมายังไม่ตาย มันเป็นไปได้อย่างไร สุดที่คนธรรมดาสามัญจะหยั่งรู้ได้
๓. เรื่องการให้ผลของกรรม กรรมมันมีกฎเกณฑ์อะไรของมัน มันให้ผล ไม่ให้ผล ให้ผลเร็ว ให้ผลช้า เพราะอะไร ไม่มีใครคาดเดาได้
๔. เรื่องของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงหยั่งรู้ทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างไร ทรงเป็นมนุษย์เหมือนคนทั่วไป แต่มีอะไรพิเศษกว่ามนุษย์ทั่วไป เพราะอะไร เรื่องอย่างนี้ปุถุชนคนธรรมดาไม่สามารถคิดรู้ได้

ทั้งหมดที่กล่าวมา ไม่ใช่วิสัยของปุถุชนจะคิดจะรู้ได้ พระพุทธเจ้าเท่านั้นจึงจะทรงรู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด อย่างไร

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการให้ผลของกรรม กรรมใดจะให้ผลเมื่อใดอย่างไร พระพุทธเจ้าเท่านั้นทรงรู้ เพราะทรงรู้ พระองค์จึงทรงช่วยเหลือมิให้คนบางคนถลำทำกรรมหนัก หรือบางครั้ง คนคนหนึ่งจะต้องถึงแก่ความตายก็เสด็จไปช่วยเหลือให้รอดพ้นจากความตาย

พูดอีกนัยหนึ่ง เสด็จไปประทานโอกาสสุดท้ายให้เขาได้สร้างเงื่อนไขที่ดี เพื่อผ่อนคลายกรรมเก่า หรือตัดกรรมเก่าด้วยตัวเขาเอง

จะขอยกตัวอย่างสักสองเรื่อง ดังนี้
๑) เรื่องที่หนึ่ง คงรู้กันทั่วไปคือ เรื่ององคุลิมาลโจร เดิมทีมหาโจรคนนี้ก็เป็นคนดี แต่เพราะได้อาจารย์ไม่ดี ยุยงให้ไปฆ่าคน หลอกว่าจะถ่ายทอดวิชาพิเศษ ซึ่งตนไม่เคยถ่ายทอดให้ใคร ด้วยความอยากได้วิทยาการพิเศษนั้น หนุ่มน้อยคนนี้จึงไปฆ่าคนจนกระทั่งกลายเป็นมหาโจรลือชื่อ ลือชื่อขนาดพระเจ้าแผ่นดินส่งกองทัพย่อยๆ ออกไปปราบ มารดารู้ว่าลูกชายจะถูกฆ่า จึงรีบเดินทางล่วงหน้าไปหาลูกชายเพื่อบอกให้รู้ตัว แต่พระพุทธเจ้าทรงรู้ว่า ถึงตอนนี้แล้วองคุลิมาลฟั่นเฟือนแล้ว พบหน้าใครก็จะฆ่าถ่ายเดียว ถ้าปล่อยให้สองแม่ลูกพบกัน องคุลิมาลจะต้องถลำทำบาปหนักขั้น “อนันตริยกรรม” คือฆ่าแม่บังเกิดเกล้าของตน จึงเสด็จไปดักหน้าก่อน

องคุลิมาลเห็นพระพุทธเจ้าก็วิ่งไล่ เพื่อฆ่าเอานิ้วมือ แต่พระพุทธองค์ทรงกลับใจเธอให้สำนึกผิดชอบชั่วดี จนทูลขอบวชเป็นสาวกของพระองค์ กลายเป็นพระอรหันต์ดังที่ทราบกันดีแล้ว

ถ้าไม่ได้พบพระพุทธเจ้า องคุลิมาลก็จะฆ่ามารดาทำกรรมหนัก ตัดมรรคผลนิพพาน แต่เพราะได้พบพระพุทธเจ้า องคุลิมาลจึงมี “โอกาส” สร้างเงื่อนไขใหม่ที่ดี และมีพลังจนกระทั่งผลักดันให้กรรมเก่า (ฆ่าคนมาเป็นร้อย) กลายเป็นอโหสิกรรมไปเลย

เรื่องอย่างนี้ พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่ทรงรู้ และทรง “แก้ไข” ได้

๒) อีกเรื่องหนึ่ง ทรงรู้ว่าชาวนาคนหนึ่งจะถูกจับและถูกยัดข้อหาขโมยทรัพย์ของคนอื่น เช้าตรู่วันนั้น ขณะที่ชาวนาคนดังกล่าวไถนาอยู่ พระองค์พร้อมกับพระอานนท์พุทธอนุชาได้ไปยังที่นั้น พระองค์ตรัสถามพระอานนท์ดังๆ ว่า “อานนท์ เธอเห็นอสรพิษไหม” พระอานนท์กราบทูลว่า “เห็น พระเจ้าข้า อสรพิษตัวใหญ่เสียด้วย”

พอพระพุทธองค์และพระอานนท์ผ่านไปสักครู่ ชาวนาคนนั้นจึงถือไม้ตรงไปยังที่นั้น ด้วยหมายใจจะฆ่าอสรพิษตัวนั้นเสีย แต่กลับเห็นถุงเงินวางอยู่ ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์จึงเอาถุงเงินนั้นไปซุกไว้อีกที่หนึ่ง ชาวบ้านพากันตามรอยโจรมาพบถุงเงินเข้า จึงจับชาวนาคนนั้นไปขึ้นศาล

ขณะถูกจับไป ชาวนาคนนั้นพร่ำรำพันแต่คำพูดโต้ตอบกันของพระพุทธเจ้ากับพระอานนท์ว่า “อานนท์ เธอเห็นอสรพิษไหม” “เห็น พระเจ้าข้า อสรพิษตัวใหญ่เสียด้วย” จนพระเจ้าแผ่นดินทรงเอะพระทัย ไปกราบทูลถามพระพุทธองค์

พระพุทธองค์ทรงเล่าให้พระเจ้าแผ่นดินฟัง พร้อมตรัสว่า ชาวนาคนนั้นมิใช่โจร

แกจึงรอดตายอย่างหวุดหวิด

ยกทั้งสองเรื่องมาให้ฟัง เพื่อให้แง่คิดว่า กลไกของกรรมและการให้ผลของกรรม ไม่มีใครสามารถรู้ได้ นอกจากพระพุทธเจ้านี้ประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง กรรมที่ทำลงไปแล้ว เรามีโอกาสที่จะผ่อนคลาย หรือแก้ไขให้มันให้ผลช้าลง เบาลง หรือแม้กระทั่งไม่ให้มันมีโอกาสให้ผลเลย (ในกรณีกรรมชั่ว) หรือเรามีโอกาสเสริมให้มันให้ผลดีมากขึ้นกว่าเดิมก็ได้ (ในกรณีกรรมดี)

เพราะเรามีเวลาสร้าง “เงื่อนไข” ใหม่ขึ้นมาในระหว่างได้ เช่น เคยทำชั่วบางอย่างไว้ เราก็งดทำเช่นนั้นอีก ทำแต่บุญกุศลเพิ่มขึ้นๆ เรื่อยๆ ดังนี้เป็นต้น

อนาคตแห่งชีวิตจึงอยู่ในกำมือของเรา เราจะบันดาลให้มันเป็นไปอย่างไรก็ย่อมได้ อย่างนี้ไม่เรียกว่าเราใหญ่กว่ากรรม จะให้เรียกว่าอะไรเล่าครับ  


ที่มา : เราใหญ่กว่ากรรม โดย ศาสตราจารย์ (พิเศษ)  เสฐียรพงษ์ วรรณปก หนังสือมติชนสุดสัปดาห์ น.๗๑ ฉบับที่ ๑๙๘๒ ประจำวันที่ ๑๐-๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๑




โสเภณีที่ถวายสวนสร้างวัดคนแรก

เสฐียรพงษ์ วรรณปก : สิ่งแรกในพระพุทธศาสนา (๒๒) โสเภณีที่ถวายสวนสร้างวัดคนแรก

โสเภณีมีคำเต็มว่า “นครโสเภณี” แปลว่าหญิงผู้ยังพระนครให้งาม แปลเป็นไทยแท้ๆ ว่า “หญิงงามเมือง”

สมัยก่อนโน้น โสเภณี เป็นตำแหน่งที่มีเกียรติระดับที่เป็นหน้าเป็นตาของบ้านเมือง พระราชามหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง โดยคัดเลือกเอาสตรีเลอโฉมที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการเอ็นเตอร์เทนเมนต์อย่างดี ว่าอย่างนั้นเถอะ

สวยอย่างเดียวไม่มีกึ๋น ไม่มีสิทธิ์ได้รับเลือกเป็นโสเภณี

ต่อมาในยุคหลังๆ นี้เท่านั้น ที่โสเภณีตกต่ำลง ถึงขั้นเป็นที่ดูหมิ่นดูแคลนของคนทั่วไป

นางโสเภณีดังๆ มีส่วนเกี่ยวข้องกับพระพุทธศานาหลายคน

คนหนึ่งชื่อ อัมพปาลี อยู่ที่เมืองไพศาลี แคว้นวัชชี ของเหล่ากษัตริย์ลิจฉวี นางได้พบพระพุทธเจ้า ได้ฟังธรรม มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาและได้ถวายสวนมะม่วงของเธอให้เป็นวัดที่ประทับของพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์

การถวายสวนมะม่วงนี้ หลักฐานบางแห่งก็ว่าเพิ่งมาถวายในช่วงท้ายพุทธกาลก่อนพระพุทธองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไม่นาน บางแห่งพูดทำนองว่าถวายไว้นานแล้ว ก็ว่ากันไป เราเกิดไม่ทันก็ฟังๆ ไว้แล้วกัน

นางอัมพปาลีนับเป็นโสเภณีคนแรกที่สร้างวัดถวายไว้ในพระพุทธศาสนา

นางเป็นคนมั่นคงในพระรัตนตรัย เมื่อครั้งพระพุทธองค์เสด็จมุ่งหน้าไปยังเมืองกุสินาราเพื่อปรินิพพาน เสด็จถึงโกฏิคามใกล้เมืองไพศาลี นางได้เข้าเฝ้า กราบทูลอาราธนาพระพุทธองค์พร้อมภิกษุสงฆ์ไปเสวยภัตตาหารที่บ้านของตน

พระพุทธองค์ทรงรับอาราธนา

ขณะนั่งรถกลับ ก็สวนทางกับเหล่ากษัตริย์ลิจฉวี บรรดาชายหนุ่มเจ้าสำราญ เห็นนางผู้ซึ่งคุ้นเคยกันเพราะเป็น “แขก” คนสำคัญของเธอทั้งนั้น เรียกให้ทันสมัยก็คือ “ขาประจำ” จึงแกล้งขับรถเข้าไปกระแทกกับรถนางเป็นที่สนุกสนาน

“นางผู้เลอโฉม ไปไหนมา”

“เพิ่งกลับจากเฝ้าพระพุทธองค์มา แล้วพวกท่านจะไปไหน” นางถาม

“พวกเราก็จะไปเฝ้าพระพุทธองค์เช่นกัน”

“ไปด้วยวัตถุประสงค์ใด”

“ไปทูลอาราธนาเสด็จไปเสวยภัตตาหารที่วังของพวกเรา”

นางจึงบอกว่า ถ้าไปด้วยเหตุนั้น ก็จงกลับเถอะเพราะพระพุทธองค์ทรงรับคำอาราธนาของนางแล้ว

พวกกษัตริย์ลิจฉวี จึงอ้อนวอนนางขอแลกกับรถม้าและเครื่องประดับล้ำค่าทั้งหมด นางก็ปฏิเสธ

แม้เสนอจะให้ทรัพย์สินเงินทองมากมายเพียงใดนางก็ยืนกรานปฏิเสธ

นางบอกว่าที่มีโอกาสถวายภัตตาหารแด่พระพุทธเจ้านั้น มีค่ามากกว่าสิ่งใด

ในที่สุดพวกกษัตริย์ลิจฉวีก็ต้องยอมแพ้

นางอัมพปาลี มีบุตรชายชื่อ วิมล โกณฑัญญะ ซึ่งต่อมาได้มาบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า พระวิมลได้แสดงธรรมให้แก่โยมมารดาฟัง นางรู้สึกซาบซึ้งในรสพระธรรม ตัดสินใจออกบวชเป็นภิกษุณี ขณะบำเพ็ญเพียรอยู่ ก็มองเห็นความเป็นอนิจจังของสังขารร่างกายของตนยกขึ้นสู่วิปัสสนา ในไม่ช้าไม่นานก็ได้บรรลุพระอรหัตผล

หลังจากบรรลุธรรม พระเถรีได้กล่าว “คาถา” (โศกล) อันแสดงถึงสัจจะแห่งชีวิต เป็นคติสอนใจสตรี (บุรุษด้วยแหละ) ทั้งหลายได้อย่างดีทีเดียว จึงขออนุญาตคัดข้อความบางตอนมาลงไว้ดังนี้

“เมื่อก่อนผมของเรามีสีดำ” คล้ายปีกแมลงภู่ มีปลายงอน เดี๋ยวนี้กลายเป็นเช่นปอ เพราะชรา

เมื่อก่อนมวยผมของเรามีกลิ่นหอม ดุจอบด้วยมะลิ เดี๋ยวนี้มีกลิ่นเหมือนขนกระต่าย เพราะชรา

เมื่อก่อนคิ้วของเรางดงามคล้ายรอยเขียนอันช่างเขียนดีแล้ว เดี๋ยวนี้เหมือนเถาวัลย์ เพราะชรา

เมื่อก่อนนัยน์ตาของเราดำขลับเหมือนนิลมณีรุ่งเรืองงาม เดี๋ยวนี้ถูกชราขจัดแล้ว ไม่งามเลย

เมื่อก่อนจมูกของเรางดงาม เหมือนเกลียวหรดาล เดี๋ยวนี้กลับห่อเหี่ยวเหมือนจมหายเข้าไปในกะโหลกศีรษะ เพราะชรา

เมื่อก่อนฟันของเราขาวงดงามเหมือนดอกมะลิตูม เดี๋ยวนี้หัก มีสีเหลืองปนแดง เพราะชรา

เมื่อก่อนเสียงของเราไพเราะเหมือนเสียงนกร้องอยู่ในไพรสณฑ์ เดี๋ยวนี้เราพูดอะไรก็ไม่ชัด เพราะชรา

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “สรรพสิ่งเป็นอนิจจัง ช่างเป็นจริงทุกประการ”

นางได้พรรณนาความงดงามของสรรพางค์กายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าว่า ล้วนแต่งดงามเป็นที่ปรารถนาของชายทั่วไป แต่ถึงตอนนี้ (เมื่อยามชรา) อวัยวะที่ว่างดงามนั้น ทรุดโทรมเพราะชราไม่น่าดู ไม่น่าชมเลย เป็นเครื่องแสดงถึงความอนิจจัง

ยืนยันพระพุทธดำรัสของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสสอนถึงความไม่เที่ยงแท้ “ไม่คงที่ ไม่คงตัว และไม่เป็นตัว”

ฝากไว้ให้ช่วยพิจารณา เผื่อจะมีใครบรรลุธรรมเหมือนนางอัมพปาลีบ้าง


ที่มา : โสเภณีที่ถวายสวนสร้างวัดคนแรก โดย ศาสตราจารย์ (พิเศษ)  เสฐียรพงษ์ วรรณปก  (https://www.matichonweekly.com)

20  สุขใจในธรรม / กฏแห่งกรรม - ท่องไตรภูมิ / Re: วิบากแห่งกรรม โดย ศาสตราจารย์ (พิเศษ) เสฐียรพงษ์ วรรณปก เมื่อ: 10 กันยายน 2561 17:20:47

กรรมของสัตว์

เหตุการณ์มัวหมองแก่พระศาสนา ซึ่งก่อโดยอลัชชีผู้ไร้ยางอาย สร้างความกระทบกระเทือนแก่บรรดาชาวพุทธไทยทั่วทั้งประเทศ รวมถึงชาวพุทธในต่างประเทศด้วย คงยังจำกันได้ว่า มีภิกษุรูปหนึ่ง ถูกกล่าวหาว่าต้องอาบัติปาราชิก และอาบัติรองลงมาหลายกระทงคือ

๑. ละเมิดปาราชิก ข้อที่หนึ่ง “เสพเมถุน” หรือมีเพศสัมพันธ์กับสตรี จนมีบุตรและกับสตรีทั้งไทยและชาวต่างประเทศอีกหลายคน
๒. ละเมิดปาราชิก ข้อที่สอง “ลักทรัพย์” คือขโมยบทกวีของ ดร.ระวี ภาวิไล มาเป็นของตน
๓. ละเมิดปาราชิก ข้อที่สี่ “อวดอุตริมนุสสธรรม” คืออวดอ้างว่าตนบรรลุคุณวิเศษ หรือแสดงอาการให้เข้าใจว่า ตนเป็นพระอริยะ มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์
๔. ใช้เครดิตการ์ดในสถานที่เริงรมย์ หรือซ่องโสเภณี หลายครั้ง ซึ่งมีความผิดสองสถานคือ ไม่เป็นปาราชิก ก็สังฆาทิเสส สถานใดสถานหนึ่ง
๕. เช่ารถไปท่องเที่ยวสองต่อสองกับสตรี พักค้างคืนที่โมเต็ลเดียวกัน และห้องเดียวกันกับสตรี เป็นเวลา ๘ วัน มีความผิดสองสถานคือ ไม่ปาราชิก ก็สังฆาทิเสส
๖. เช่าบ้านอยู่กันโดยลำพังกับสตรีที่มีบุตรด้วยกันกับตน ที่ประเทศยูโกสลาเวีย เป็นเวลา ๘ เดือน มีความผิดสองสถานคือ ไม่เป็นปาราชิก ก็สังฆาทิเสส
๗. ทำความผิด หรือประพฤติไม่เหมาะสมแก่สมณะอีกเป็นอันมาก เช่น แต่งตัวเป็นเจงกิสข่าน ขี่ช้าง ขี่วัว เล่นลูกข่าง เล่นสกี พายเรือเล่น ฯลฯ มีความผิดสถานเบาคือ ปาจิตตีย์ หรือทุกกฎ

ทั้งหมดนี้ ล้วนแต่ภิกษุรูปนี้ก่อขึ้นมาด้วยตนเอง และได้ทำต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานานปี จนกระทั่งเป็นที่รับรู้ของชาวพุทธจำนวนหนึ่ง และรู้กันแพร่หลายเมื่อมีการร้องเรียน กล่าวหาจากกลุ่มสีกาจำนวนหนึ่ง เมื่อต้นปี ๒๕๓๗

และแพร่ขยายฉาวโฉ่ยิ่งขึ้น เมื่อสื่อมวลชนทุกแขนงได้ประโคมข่าวอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเรื่องราวถูกเปิดเผยขึ้น ถึงขั้นคณะสงฆ์สั่งให้สอบสวน จนกระทั่งในที่สุด มหาเถรสมาคม รอกระบวนการสอบสวนอันล่าช้า และส่อว่า “ซูเอี๋ยกัน” ระหว่างคณะกรรมการและจำเลยไม่ไหว จึงใช้อำนาจที่มีอยู่สั่งให้พระรูปนี้สละสมณเพศ

คือ ให้สึกเสีย เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๓๘ ที่ผ่านมา

อดีตพระดังรูปนี้ ได้กล่าวตลอดเวลาว่า ตนเองบริสุทธิ์ ไม่ได้ทำผิดดังที่กล่าวหา ที่เขาต้องรับชะตากรรมถึงต้องสึกนี้ เพราะถูกกลั่นแกล้ง ถูกให้ร้ายป้ายสีผู้ที่ทำลายเขา (ความเข้าใจของเขา) คือ

๑. ขบวนการนารีพิฆาต คือ องค์กรต่างศาสนา (เน้นไปที่ศาสนาคริสต์ นิกายคาทอลิก) จ้างผู้หญิงมาทำลายพระดังเช่นเขา และรูปอื่นๆ อีกด้วยเงินจำนวนมาก ว่ากันว่าเป็นพันล้านบาท

๒. พระภิกษุบางรูปที่อยากดัง และไม่ดังเท่ากับเขา เกิดความอิจฉาในความดังของเขา พยายามให้ร้าย และหาทางกำจัดเขา ภิกษุดังกล่าวคือ พระพยอม กัลยาโณ วัดสวนแก้ว

๓. กลุ่มสตรีผู้เสียผลประโยชน์ บางคนอยากเป็นผู้ใกล้ชิด แล้วถูกศิษย์คนอื่นกีดกันก็โกรธ จึงหาทางแก้แค้น ด้วยการป้ายสีให้เขามัวหมอง

๔. กลุ่มนักวิชาการ ได้รับจ้างมาเพื่อทำลายเขา ไม่ระบุว่าได้มาจากไหน จำนวนเป็นพันล้านเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายเสฐียรพงษ์ วรรณปก เป็นหัวหอกคนสำคัญที่ไปกราบทูลสมเด็จพระสังฆราช และพระผู้ใหญ่อื่นๆ ตลอดจนจ้างคนให้มาก่อม็อบต่อต้านตน โดยจ่ายให้คนละ ๕๐๐ บาทต่อวัน

๕. สื่อมวลชนทุกสาขา ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ (โดยเฉพาะข่าวสด มติชน) วิทยุ โทรทัศน์ (โดยเฉพาะ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ดร.เสรี วงษ์มณฑา และ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล ผู้จัดทำรายการ ตามรอยยันตระในต่างแดน และสลิปรักทะเลใต้) มีความอิจฉาริษยาเป็นส่วนตัว บิดเบือนความจริง ให้ร้ายป้ายสี ด้วยการสร้างหลักฐานขึ้นมาใหม่

๖. คนใกล้ชิดในอดีตผู้ผิดหวังในตัวเขา เพราะเขาไม่สนองความต้องการบางอย่าง เช่น คุณรัตนา มาลีนนท์ คุณอิทธิชาติ มานะเลิศ หรือโยมอ่อง สร้างหลักฐานปลอมขึ้นมากล่าวร้ายเขา เช่น สลิปบัตรเครดิต เป็นต้น

สรุปแล้ว วินัย หรือยันตระ อมโร หรือละอองสุวรรณ คนนี้ มองไม่เห็นแม้แต่นิดว่า ผลที่เขาได้รับอยู่นี้เป็น “กรรม” หรือการกระทำของเขาเอง ได้แต่โทษคนอื่นถ่ายเดียว เข้าทำนองสุภาษิตว่า

โทษคนอื่น แลเห็น เป็นภูเขา  โทษของเรา แลไม่เห็น เท่าเส้นผม  ตดคนอื่น เหม็นเบื่อ เหลืออดทน   ตดของตน ถึงเหม็น ไม่เป็นไร

ถ้าจะดูตั้งแต่ต้น จะเห็นว่า วินัย อมโร ได้สะสมกรรมที่เป็นอกุศล หรือการกระทำที่ไม่เหมาะสม ไม่ดีงามมาตลอด เช่น

๑. บวชมาใหม่ๆ มิได้ถือพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด เท่าที่พระภิกษุทั่วไปจะพึงทำ คือไม่ได้อยู่ภายใต้การอบรมของอุปัชฌาย์เป็นเวลา ๕ ปี ตามที่พระวินัยบัญญัติไว้ บวชไม่นานก็ออกจาก “อ้อมอก” ของอุปัชฌาย์ไปจำพรรษาอยู่เดียวดายในสถานที่ต่างๆ หลายแห่ง

การกระทำ (หรือกรรม) ครั้งนี้เป็นการกระทำที่ไม่ดี เพราะไม่เอื้อเฟื้อพระวินัย การกระทำไม่ดีครั้งแรกนี้ ส่งผลในเวลาต่อมา นั่นก็คือ

๒. ไม่ได้ศึกษาเล่าเรียน เพราะมัวแต่ไปเที่ยวสัญจรในที่ต่างๆ เมื่อไม่ได้เรียนก็ไม่มีความรู้ในพระธรรมวินัย ไม่รู้ว่าทำอย่างไรถูก ทำอย่างไรผิด การปฏิบัติจึงคลาดเคลื่อน หรือวิปริตจากหลักพระธรรมวินัย เช่น ให้ศิษย์ดื่มปัสสาวะของตน ด้วยเข้าใจว่าเป็นการ “ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า” ดังที่ระบุไว้ใน “นวโกวาท”

ในพระวินัย อนุญาตให้ใช้ปัสสาวะของตนเอง (เน้นของตนเอง) ดองสมอหรือมะขามป้อม ทำเป็นยารักษาโรค แต่นายวินัยเข้าใจว่า ให้เอาปัสสาวะของเขาแจกจ่ายให้ศิษย์อื่น แสดงถึงความเป็นผู้เคร่งครัดในพระวินัย ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด เพราะไม่ได้ศึกษาเล่าเรียน

๓. เมื่อมีผู้เคารพนับถือมากขึ้นๆ นายวินัย อมโร เห็นช่องทางสร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่ตนเอง โดยค้นพบว่า ตนเองมีรูปร่างหน้าตาหล่อ มีเสียงนุ่มนวล (จากเสียงชมของคนข้างๆ)

เจตนาอันไม่บริสุทธิ์ก็เริ่มก่อตัว

เมื่อมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ ก็เริ่มกระทำการต่างๆ อันจะนำมาซึ่งชื่อเสียง ลาภสักการะ

เช่น วางรูปแบบของการยืน เดิน นั่ง นอน กริยาท่าทางคล้ายพระพุทธเจ้า

แสร้งทำสำรวมให้มากขึ้น เพื่อดึงดูดความสนใจ

ใช้วิชาไสยศาสตร์ที่ตนเรียนมาบ้าง สร้างปาฏิหาริย์ให้คนอัศจรรย์ บางครั้งก็ใช้เทคนิคการถ่ายภาพเพื่อให้เห็นแสงหรือรัศมีฉายออกจากร่าง สร้างบารมีโดยการเหยียบผ้าขาว ให้คนนำไปบูชา

และสร้างมวลชนด้วยการจัดฉากบิณฑบาตด้วยถั่วงา บิณฑบาตครั้งละเป็นเวลาหลายชั่วโมง เพื่อแสดงให้เห็นศรัทธาอันยิ่งใหญ่ของมหาชนที่มีต่อตน ฯลฯ

กรรม หรือการกระทำทั้งหมดนี้ เป็นอกุศลกรรม หรือกรรมชั่ว เพราะกระทำด้วยเจตนาอันไม่บริสุทธิ์

๔. เขาพอใจที่มีคนแห่แหนแวดล้อมจำนวนมากๆ พอใจที่จะให้มีคนติดตามเป็นร้อยเป็นพัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีทั้งหลาย พากันติดตามห้อมล้อม เรียกว่า “คลั่งไคล้” เลยก็ว่าได้ ในฐานะที่เขาเป็นภิกษุ เขาเห็นผู้คน “ติด” ในตัวเขาด้วยความศรัทธาที่มืดบอด เขาน่าจะตักเตือนสั่งสอนให้เขาหูตาสว่างขึ้น แต่เขากลับพอใจที่จะให้เป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อพวกเขาคลั่งไคล้ใหลหลงในตัวเขามากๆ เขาก็ได้เงินบริจาคมาก กลายสภาพจากพระจนๆ เป็นพระ “อาเสี่ย” มีเงินเป็นสิบเป็นร้อยล้าน

๕. เมื่อมีเงิน ผู้หญิงก็ตามมา เขามิได้ฝึกฝนอบรมจิต ไม่มีภูมิคุ้มกันพอที่จะรักษาตนให้รอดพ้นปากเหยี่ยว ปากกาได้ แถมยังพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส เสียอีก จึงตกเป็นเหยื่อแห่งกามราคะ ถึงขั้นมีเพศสัมพันธ์กับสตรีมากหน้าหลายตา

เขาได้ทำกรรมหนักขั้นปาราชิก ขาดจากความเป็นพระ ยากที่จะแก้ไขให้กลับคืน เปรียบเสมือนศพที่รอวันเน่าเปื่อย

เมื่อทำชั่วได้ครั้งหนึ่ง ครั้งที่สอง สาม สี่ก็ตามมา ความละอายและเกรงกลัวต่อบาปก็ไม่มีอีกต่อไป เมื่อมีโอกาสไปสัมผัสกับบรรยากาศต่างประเทศ เห็นช่องทางที่จะทำชั่วโดยไม่มีใครเห็นจึงวางแผนไปต่างประเทศบ่อยครั้ง อ้างว่าไปเผยแผ่ธรรมให้แก่ชาวต่างประเทศ แท้ที่จริงก็คือหาเวลาหลบไปเสพสุขทางกามารมณ์

๖. กรรมชั่วที่ทำไว้ ต่างกรรม ต่างวาระ ก็สุกงอม สีกากลุ่มหนึ่ง บางคนตกเป็นเหยื่อกามของเขา ได้เข้าร้องเรียนต่อสมเด็จพระสังฆราช และภายหลังร้องเรียนต่อกระทรวงศึกษาธิการ

๗. หลังจากนั้นมา กรรมชั่วที่ทำไว้ และปกปิดมานานปีก็ค่อยๆ เปิดเผยทีละนิดละหน่อย เขาเองก็พยายามจะ “หยุด” วิบากกรรมของตน

โดยสร้างกรรมชั่วใหม่เพิ่มเข้ามานั่นก็คือ ใช้อำนาจเงิน เพื่อให้ปกป้องช่วยเหลือตนเอง

เมื่อทางคณะสงฆ์ประกาศใช้กฎนิคหกรรม คือให้กรรมการสอบสวนความผิด

คณะกรรมการผู้พิจารณาก็พยายามช่วยเหลือเพื่อให้เขาบริสุทธิ์จากข้อกล่าวหา โดยวิธีการต่างๆ เช่น

๑. พยายามให้ผู้กล่าวหา “วางมือ” เช่น แสดงให้เห็นว่า ข้อกล่าวหาต่างๆ นั้นไม่มีน้ำหนัก ความผิดที่กล่าวหานั้นหาพยานไม่ได้ ถ้าจะเอาผิดก็ผิดน้อยเท่านั้น ไม่คุ้มกับที่เหน็ดเหนื่อยตรากตรำมาฟ้องร้อง ให้ถอนคดีเสีย แล้วเลิกราต่อกัน

๒. เมื่อฝ่ายร้องเรียนยืนกรานจะดำเนินการให้ถึงที่สุด ก็หาทางให้ผู้ร้องเรียนถูก “ข่มขู่” ดังได้ถูกประชาชนซ้อมจนสลบไสล ดังที่ทราบกันอยู่แล้ว และก็ได้ผล ผู้ร้องเรียนได้ประกาศวางมือตั้งแต่นั้นมา

๓. แต่วิบากกรรมรอจะให้ผลมีอีกมาก จึงไม่ยอมให้เรื่องยุติเพียงแค่นั้น ทั้งๆ ที่กรรมการพิจารณากำลังจะ “จำหน่ายคดี” อยู่แล้ว การที่สตรีผู้ร้องเรียนถูกซ้อมจนสลบ ก่อความสะเทือนใจแก่ประชาชนมาก จึงไม่ยอมให้เรื่องหายไป

โดยเฉพาะสื่อมวลชนได้เสนอข่าวอย่างครึกโครม และเรียกร้องผู้รับผิดชอบให้เร่งดำเนินการให้ถึงที่สุด

๔. เมื่อถูกกล่าวหาว่ามีบุตรกับสตรีนางหนึ่ง จึงมีผู้เสนอให้ตรวจดีเอ็นเอ เพื่อพิสูจน์ความเป็นพ่อ แม่ ลูก โดยได้ตั้งคณะนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในวิศวพันธุกรรมศาสตร์ ดำเนินการเรื่องนี้

แต่อาจเป็นเพราะกรรมยังบังตาหรืออย่างไร นายวินัยก็ไม่ยอมให้เจาะเลือด อ้างว่าไม่มีในพระธรรมวินัย

ครั้นนักปราชญ์ทางพระศาสนาบอกว่า การเจาะเลือดเพื่อหาความจริง ไม่ผิดพระธรรมวินัย ก็อ้างต่อไปว่า ตนพร้อมจะยินยอมให้เจาะเลือด ถ้าหากคณะสงฆ์ผู้ปกครองสูงสุด คือมหาเถรสมาคมสั่ง ครั้นต่อมาเมื่อมหาเถรสมาคมสั่งว่า วินัย “ควรจะพิจารณา” หมายถึงควรเจาะเลือดเพื่อพิสูจน์ความจริง เรื่องจะได้จบ ก็อ้างว่า มหาเถระให้พิจารณาเขาก็พิจารณาแล้ว แต่พิจารณาว่า ไม่ยอมเจาะ

เขากล่าวทิ้งท้ายว่า เขาจะไม่ยอมให้เจาะเลือด จนกว่าประชาชนจะรู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด

๕. กรรมก็เลยบันดาลให้ข้อเท็จจริงที่ยังปกปิดอยู่เปิดเผยขึ้น โดยหลักฐานเรื่องการเช่ารถไปเที่ยว และค้างคืนที่โมเต็ลในต่างแดนกับสตรี หลักฐานการเที่ยวซ่องโสเภณี ผ่านสลิปบัตรเครดิต ก็ถูกตีแผ่ทางสื่อมวลชน

เขาก็อ้างว่า เป็นหลักฐานปลอม สร้างขึ้นมาเพื่อทำลายเขา กรรมจึงบันดาลให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานทำการพิสูจน์ และรับรองว่าเป็นหลักฐานจริง

กรรมได้บันดาลให้ผู้จัดทำสารคดี บริษัทแปซิฟิค (ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล และคณะ) ต้องไปแกะรอย สืบหาความจริง ตามหลักฐานที่ระบุ จนกระทั่งได้ความจริงออกมาว่า นายวินัย อมโร ได้ไปเที่ยวซ่องจริง ได้ให้สาวขับรถพาไปเสพสุขกันตามโมเต็ลต่างๆ จริง ความจริงก็ยิ่งปรากฏชัดขึ้นจนไม่มีอะไรเคลือบแคลงสงสัยอีกต่อไป

กรรมอีกนั่นแหละ ที่บันดาลให้มีการนำหลักฐานสลิปบัตรเครดิต และหลักฐานการไปเช่าบ้านพักอยู่ต่างแดนกับเมียและลูก หลักฐานเกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิตจ่ายค่าบริการทางเพศ เข้าสู่มหาเถรสมาคม กรรมการมหาเถรสมาคมบางท่าน ซึ่งก่อนนั้นไม่เชื่อว่าวินัย อมโร ทำผิด เมื่อเห็นข้อมูล และได้รับการอธิบายเป็นที่เข้าใจแล้ว ก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไร

กรรมจึงบันดาลให้กรรมการมหาเถรสมาคมลงมติในการประชุมครั้งต่อมาด้วยคะแนนเป็นเอกฉันท์ สั่งให้วินัย อมโร สละสมณเพศ คือสึกภายในสามวัน นับตั้งแต่วันออกคำสั่ง และในที่สุด วินัย อมโร จึงต้องสึกไป

๖.กรรมยังไม่หมด แทนที่จะสึกจริง กลับเปลี่ยนเพียงสีผ้าห่มเท่านั้น วินัย อมโร ยังทำตนดุจพระอยู่ ให้พระลูกศิษย์กราบไหว้อยู่ ออกบิณฑบาตดุจพระภิกษุทั่วไป อันเป็นการกระทำผิดอาญา ทางการบ้านเมืองจะต้องจับฐานไม่ใช่พระ แต่แต่งกายเลียนแบบพระ

ในที่สุด วินัย อมโร หรือละอองสุวรรณ ก็คงจะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในคุกเพราะกรรมชั่วที่ทำไว้ส่งผล

ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลของการกระทำของเขาเองทั้งสิ้น เขาผิดเขาชั่วก็เพราะเขาทำเอง เขาได้รับผลอันเป็นความเสื่อมเสีย ก็เพราะเขาทำมาเอง มองให้ดี มองให้ชัดเถิดวินัยเอ๋ย ทำอย่างใดก็ย่อมได้อย่างนั้น อย่ามัวแต่ซัดทอดคนอื่นเลย


ที่มา : กรรมของสัตว์ โดย ศาสตราจารย์ (พิเศษ)  เสฐียรพงษ์ วรรณปก หนังสือมติชนสุดสัปดาห์ น.๗๑ ฉบับที่ ๑๙๗๙ ประจำวันที่ ๒๐-๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๑



ไม่มีอะไรเกิดขึ้นลอยๆ ในพระพุทธศาสนา

จุดเด่นของพระพุทธศาสนาอย่างหนึ่งคือคำสอนที่ว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นดับไป ตามเหตุปัจจัย ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นลอยๆ โดยไม่มีเหตุปัจจัย

คำสอนที่ว่านี้เรียกหลายอย่าง บางทีก็เรียกว่า ไตรลักษณ์ (ลักษณะ ๓ ประการ หรือลักษณะที่ปรากฏในสรรพสิ่งเหมือนๆ กัน) มี ๓ ประการ คือ

๑. สรรพสิ่งที่เกิดขึ้นมา ไม่เที่ยงแท้ถาวร แปรเปลี่ยนไปตามกาล และดับไปตามกาลเวลา ไม่มีอะไรที่เป็นอมตะนิรันดร์กาล มีแต่ในคำพูดเล่นสำนวนเท่านั้น

๒. สรรพสิ่งที่เกิดขึ้นมา ล้วนคงอยู่ในสภาวะเดิมไม่ได้แม้วินาทีเดียว ที่เราเห็นว่ามันคงที่ ไม่เปลี่ยนแปลงเลยนั้น เพราะ “ความถี่” แห่งการเปลี่ยนแปลงมันสูง มันเร็วมาก จนมองไม่เห็นว่ามันเปลี่ยน ดุจมองเปลวไฟที่เกิดดับ เกิดดับ ตลอดเวลา เป็นเปลวเดียวไม่เกิด ไม่ดับเลยฉะนั้น

๓. สรรพสิ่งเป็นเพียง “ก้อนธรรมชาติ” ที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวขององค์ประกอบต่างๆ เท่านั้น ตราบใดที่องค์ประกอบเหล่านั้นยังคงทำงานร่วมกันอยู่

สิ่งนั้นก็ดำรงอยู่ได้ แท้ที่จริงหามี “ตัวตน” ที่แท้ไม่

ยกตัวอย่างคนเรานี่แหละ ไม่ต้องยกอื่นไกล ที่เรียกว่า “คน” ที่เรียกว่านายดำ นายแดงนั้น เป็นเพียงส่วนประกอบขององค์ประกอบขององค์ประกอบ ๕ ส่วน อันเรียกว่า “ขันธ์ ๕” คือ

ส่วนที่เป็นรูปธรรม คือร่างกาย อันประกอบขึ้นจากดิน น้ำ ลม ไฟ

ส่วนที่เป็นนามธรรม คือการรับรู้ ความจำได้หมายรู้ ความรู้สึกต่างๆ และความคิดปรุงแต่งต่างๆ

พูดสั้นๆ ว่ารูปกับนาม หรือรูปธรรมกับนามธรรม

ส่วนประกอบเหล่านี้มันเองก็ไม่เที่ยงแท้ แปรเปลี่ยนตลอดเวลา ถึงเวลาอันสมควรมันก็ดับสลายไป ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่มีใครบังคับมันได้ เช่น ถึงคราวมันเสื่อมไปตามกาล ฟันที่แข็งแรงดี มันก็โยกคลอน ผมที่ดำสลวยมันก็หงอก ผิวหนังที่เต่งตึงมันก็เหี่ยวย่น หย่อนยาน ใครห้ามมันได้ล่ะ

ขนาดวิ่งไปหาหมอศัลยกรรม ดึงนั่น ปะนี่ ก็เพียงชะลอไว้ชั่วครู่ชั่วกาลเท่านั้น บางคนทำแล้วแทนที่จะสวยจะดีกว่าเดิม กลับน่าเกลียดไปกว่าเดิมก็มี (ฉีดซิลิโคนให้หน้าอกเต่งตึง ไม่ทันไร มันละลายห้อยโตงเตงเป็นฟักแฟงเสียอีกแน่ะ น่ากลุ้มแทนชะมัด)

เมื่อส่วนประกอบแต่ละอย่างมันไม่เที่ยงแท้ถาวร เป็นไปตามกฎธรรมดา จะหา “ตัวตน” ที่แท้จริงได้แต่ที่ไหน นายนั่น นางนี่ ก็เพียงคำสมมุติเรียกกันเท่านั้นเอง เอาเข้าจริงนายนั่น นางนี่ก็ไม่มี

บางครั้งพระพุทธเจ้าก็ตรัสเรียกหลักคำสอนที่ว่านี้ว่า “ปัจจยาการ” (อาการที่เป็นปัจจัย อาการที่มันอาศัยกันเป็นไป)

ท่านสอนหลักกว้างๆ ว่า  “เมื่อสิ่งเหล่านี้มี สิ่งเหล่านั้นก็มี เพราะสิ่งเหล่านี้เกิด สิ่งเหล่านั้นก็เกิด  เมื่อสิ่งเหล่านี้ไม่มี สิ่งเหล่านั้นก็ไม่มี เพราะสิ่งเหล่านี้ดับ สิ่งเหล่านั้นก็ดับ”

นี้เป็น “สูตร” กว้างๆ คำอธิบายก็คือ ทุกอย่างเป็น “ปัจจัย” (อิงอาศัยกัน) ไม่มีอะไรอยู่ได้ลอยๆ ต่างหาก โดยไม่อิงอาศัยสิ่งอื่น

และเพราะมันอิงอาศัยกันอย่างนี้ จึงไม่มีอะไรเที่ยงแท้ถาวร หรืออยู่ได้โดดๆ

สมัยเป็นเด็ก ผู้ใหญ่เล่านิทานให้ฟังเรื่องหนึ่ง ตอนนั้นก็ไม่รู้ดอกว่านิทานมันสอนอะไร มารู้เอาเมื่อโตแล้ว

นิทานมีอยู่ว่า อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายต่างก็ทำหน้าที่ของตัวไม่ก้าวก่ายกัน เมื่อมันทำหน้าที่ของตัวโดยสมบูรณ์ ร่างกายก็เป็นไปได้ตามปกติ ไม่ติดขัดหรือขัดข้องอะไร อยู่มาวันหนึ่ง อวัยวะต่างๆ เหล่านี้เกิดถกเถียงกันขึ้น

มือ คุยโม้กับเพื่อนว่า ในบรรดาอวัยวะเหล่านี้ ข้า (มือ) สำคัญที่สุด ที่คนไม่ตายก็เพราะกินอาหาร ถ้าข้าไม่หยิบอาหารเข้าปาก คนก็ตายแหงแก๋แล้ว

เท้า เถียงว่า ไม่จริงดอก ข้าต่างหากสำคัญกว่า ถ้าข้าไม่เดินไปหาอาหาร เอ็งก็ไม่มีปัญญาหยิบอาหารใส่ปาก

ตา บอกว่า ข้าต่างหากมีความสำคัญ ถ้าตามองไม่เห็น ถึงจะมีตีน มีมือ มันก็หยิบไม่ถูกหรอกเว้ย

ปาก เถียงว่า พวกท่านล้วนหาความสำคัญไม่ ข้า (ปาก) ต่างหาก ถ้าข้าไม่อ้าปากรับอาหาร จ้างก็ไม่มีทางอิ่ม อดตายแหงๆ

ฟัน ก็บอกว่า ถึงเอ็งจะอ้ารับอาหาร ถ้าข้าไม่เคี้ยว ก็ไม่มีทางกินอาหารได้ ตายอยู่ดีแหละ

กระเพาะ เถียงว่า ถึงเอ็งเคี้ยวกลืนอาหารเข้าไป ถ้าข้าไม่ทำหน้าที่ย่อย ก็ท้องอืดตายแน่นอน เพราะฉะนั้น ข้า (กระเพาะ) สำคัญกว่าใครเว้ย

ตูด เถียงว่า อะไรๆ ก็สู้ข้าไม่ได้ดอก ถึงกระเพาะจะย่อยอาหาร เหลือแต่กาก แต่ขี้ ถ้าข้าไม่ระบายออกรูก้นแล้ว รับรองเน่าตาย เหม็นยิ่งกว่าหมาเน่าลอยน้ำอีก อย่ามัวแต่เถียงกันเลย เชื่อเถอะ ข้า (ตูด) สำคัญที่สุด

เมื่ออวัยวะทั้งหมดถกเถียงกันอย่างนี้ ไม่มีใครยอมใคร ในที่สุดก็ประท้วง ไม่ทำหน้าที่ของตัว วันเวลาผ่านไปไม่ถึงสัปดาห์ “คน” (อันเป็นองค์รวมของอวัยวะทั้งหมด) ก็ล้มป่วยลง และสิ้นชีวิตเพราะขาดอาหารในที่สุด

“สาระ” ที่นิทานเรื่องนี้สื่อให้รู้ก็คือ อวัยวะทุกส่วนต่างต้องอาศัยกัน อยู่โดยลำพังไม่ได้ ถ้าต่างฝ่ายต่างทำงานร่วมกัน “คน” ก็อยู่ได้ ไม่ตาย แต่ถ้าแต่ละฝ่ายขัดแย้งกัน “คน” (ที่เป็นองค์รวม) ก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน

นี้แหละครับคือหลัก “ปัจจยาการ” (อาการที่ทุกสิ่งอาศัยกันเป็นไป) หลักคำสอนนี้สามารถนำมาปรับใช้กับการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้เป็นอย่างดี

สังคมจะอยู่อย่างสันติสุข มีความเจริญก้าวหน้า ก็เพราะแต่ละคนมีส่วนสำคัญ และสำคัญทัดเทียมกัน ในการสร้างสรรค์จรรโลง คนละไม้คนละมือ

ไม่มีใครสำคัญที่สุดเพียงคนเดียว ไม่มีใครไร้ค่าโดยสิ้นเชิง

ทุกคนมีความสำคัญและมีส่วนร่วมเสมอๆ กัน

พูดภาษาพระก็ว่า ทุกคนต่างเป็น “ปัจจัย หรือทุกคนต่างอิงอาศัยกัน ในอันที่จะสร้างสรรค์ จรรโลงสังคมให้เจริญก้าวหน้า และประสบสันติสุข”

คำสอนเรื่องปัจจยาการ ทำให้เรามองกว้าง มองลึก เข้าใจความจริงครบถ้วนสมบูรณ์

ในบางโอกาส พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่า “หลักแห่งเหตุผล” โดยแสดงครบชุดในหลักอริยสัจ ๔ คือ

ทุกข์และนิโรธ เป็นผล  สมุทัยและมรรค เป็นเหตุ

ทรงชี้ว่า ความทุกข์ (ปัญหาของชีวิตทุกรูปแบบ) ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ มันมีเหตุเป็นแดนเกิด และเหตุที่ทำให้ทุกข์เกิดนั้นก็คือตัณหา (ความทะยานอยาก) ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะอยากได้ อยากดี อยากมี อยากเป็น ในสิ่งที่ยังไม่ได้ ยังไม่มี ยังไม่เป็น, ไม่ว่าจะอยากให้สิ่งที่น่าปรารถนาที่ได้แล้ว มีแล้ว เป็นแล้ว คงอยู่ตลอดไป, หรือไม่ว่าอยากสลัดทิ้งสิ่งที่ไม่ต้องการออกไป สรุปว่าความอยากของคนนี้แหละเป็นสาเหตุให้เกิดทุกข์

ทรงชี้ต่อไปว่า การหลุดพ้นจากความทุกข์โดยสิ้นเชิงนั้น มีได้ และมิใช่ว่าอยู่ๆ ทุกข์จะหมดไป ต้องมีสาเหตุที่ทำให้หมด สาเหตุแห่งการดับทุกข์นั้นก็คือ การปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘ (คือความเห็นชอบ ดำริชอบ เจรจาชอบ การกระทำชอบ เลี้ยงชีพชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจมั่นชอบ)

หลักเหตุผลนี้ พระอัสสชิเถระได้สรุปลงด้วยโศลกสั้นๆ ว่า

เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เตสํ เหตํ ตถาคโต (อาห)  เตสญฺจ โย นิโรโธ จ เอวํ วาที มหาสมโณติ
สิ่งทั้งหลายเกิดแต่เหตุ พระตถาคตเจ้าตรัสเหตุแห่งสิ่งเหล่านั้น และการดับเหตุแห่งสิ่งเหล่านั้น พระมหาสมณะตรัสสอนอย่างนี้


พระอัสสชิเป็นน้องสุดท้องของปัญจวัคคีย์ ถูกส่งออกไปประกาศพระพุทธศาสนาร่วมกับพระอรหันต์ ๖๐ รูป หลังจากได้ไปทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาชั่วระยะเวลาหนึ่ง ได้ทราบว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมายังเมืองราชคฤห์ และประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน จึงเดินทางมาเพื่อเฝ้าพระพุทธเจ้า

เช้าวันหนึ่งพระอัสสชิออกบิณฑบาตในเมืองราชคฤห์ เด็กหนุ่มชื่ออุปติสสะ ศิษย์ของเจ้าลัทธิชื่อสัญชัย เวลัฏฐบุตร พบเข้า รู้สึกประทับใจในบุคลิกอันงามสง่าและสำรวมของท่าน จึงเข้าไปสนทนาด้วย

อุปติสสะขอให้พระอัสสชิแสดงธรรมให้ฟัง พระอัสสชิออกตัวว่า ตัวท่านเพิ่งจะบวชไม่นาน ไม่สามารถแสดงธรรมโดยพิสดาร จึงกล่าวโศลกสั้นๆ ดังข้างต้น

ไม่ว่าจะเป็นหลักปัจจยาการ (อิทัปปัจจยตา หรือปฏิจจสมุปบาท) ไม่ว่าจะเป็นหลักไตรลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นหลักอริยสัจ ๔ ล้วนเน้นประเด็นตรงกัน

๑. สรรพสิ่งมิได้เกิดขึ้นลอยๆ มีเหตุมีปัจจัยทำให้เกิด

๒. ปรากฏการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง มิได้มาจาก “เหตุ” เพียงเหตุเดียว หากมาจาก “ปัจจัย” หลายๆ อย่างรวมกันเข้า

๓. เมื่อรู้ว่าสรรพสิ่งจะเกิดหรือดับ เพราะเหตุและปัจจัยหลายอย่าง เมื่อต้องการความเจริญก้าวหน้าในทางใด จึงควรสร้างเหตุและปัจจัยที่จะทำให้ก่อเกิดผลในทางนั้น

๔. ไม่ควรนั่งรอ นอนรอโชคชะตา หรือการดลบันดาลของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยมิได้ลงมือสร้างสรรค์ด้วยความพากเพียรพยายามของตน

ชาวพุทธที่เชื่อมั่นในหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า จะเชื่อในกฎแห่งการกระทำ (กรรม) มากกว่าจะนอนรอโชคชะตาหรือความหวังลมๆ แล้งๆ เพราะเชื่อว่าคนเราจะเจริญหรือเสื่อม ขึ้นอยู่กับการกระทำของเขาเอง ดังนิทานชาดกเรื่องต่อไปนี้เป็นตัวอย่าง

พระราชาของสองแว่นแคว้นทำสงครามแย่งชิงอาณาจักรกัน การสู้รบดำเนินไปเป็นเวลานาน ไม่มีใครแพ้ไม่มีใครชนะ จนต้องพักรบ แล้วก็เริ่มรบกันใหม่ เป็นระยะๆ ฤๅษีตนหนึ่งได้ฌานเหาะเหินเดินอากาศได้ วันหนึ่งเหาะไปพบท้าวสักกเทวราช (พระอินทร์) จึงถามพระอินทร์ว่า พระราชาทั้งสององค์ที่กำลังสู้รบกันอยู่นั้น ใครจะชนะ

พระอินทร์บอกว่า พระราชา ก. จะชนะ

ฤๅษีจึงนำความมาเล่าให้ศิษย์คนหนึ่งฟัง ต่อมาคำทำนายนั้นได้ล่วงรู้ไปถึงพระกรรณของพระราชาทั้งสอง

พระราชาองค์ที่ได้รับคำทำนายว่าจะชนะก็ประมาท นึกว่าตนจะชนะอยู่แล้ว จึงไม่ใส่ใจปรับปรุงกองทัพให้เตรียมพร้อม

ส่วนพระราชาองค์ที่ได้รับคำทำนายว่าจะแพ้ ก็ตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝนกองทัพของตนให้เชี่ยวชาญในกระบวนการสู้รบ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท กองทัพของตนจึงพร้อมที่จะเข้าสู่สงครามทุกเมื่อ

เมื่อถึงวันสู้รบกันอีกครั้ง พระราชาองค์ที่ได้รับคำทำนายว่าจะชนะ ประสบความพ่ายแพ้ยับเยิน

ฤๅษีเองก็เสียหน้า ที่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามคำทำนาย จึงไปต่อว่าพระอินทร์ที่บอกตนเช่นนั้น

พระอินทร์บอกฤๅษีว่า คำทำนายไม่ผิดดอก ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ พระราชาองค์ที่ตนทายว่าจะชนะต้องชนะแน่นอน แต่บังเอิญพระราชาอีกองค์ไม่ได้ประมาท เพียรพยายามฝึกฝนตนเองและกองทัพ เตรียมการให้พร้อมอยู่เสมอ เมื่อรบเข้าจริงๆ จึงกลับตาลปัตรเอาชนะฝ่ายตรงข้ามได้ พระอินทร์ได้กล่าวสรุปว่า

“คนที่พากเพียรพยายามจนถึงที่สุด แม้เทวดาก็กีดกันเขาไม่ได้”

ครับ หลักกรรม (หลักการกระทำ) สามารถบันดาลให้คนเป็นอย่างใดก็ได้ จึงไม่ควรฝากอนาคตไว้กับการนอนคอยโชคชะตา  


ที่มา : ไม่มีอะไรเกิดขึ้นลอยๆ ในพระพุทธศาสนา โดย ศาสตราจารย์ (พิเศษ)  เสฐียรพงษ์ วรรณปก หนังสือมติชนสุดสัปดาห์ น.๗๑ ฉบับที่ ๑๙๘๐ ประจำวันที่ ๒๗ กรกฎาคม – ๒ สิงหาคม ๒๕๖๑

หน้า:  [1] 2 3 ... 162
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 1.134 วินาที กับ 26 คำสั่ง

Google visited last this page 16 ชั่วโมงที่แล้ว