[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
22 กุมภาพันธ์ 2562 16:51:35 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก เวบบอร์ด ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

  แสดงกระทู้
หน้า:  [1] 2 3 ... 168
1  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ไปเที่ยว / Re: วัดมเหยงคณ์ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อ: 20 กุมภาพันธ์ 2562 16:35:59

ภาพบรรยากาศการเวียนเทียน ณ โบราณสถาน อุโบสถหลังเก่า
วัดมเหยงคณ์ ตำบลหันตรา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
วันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ ตรงกับวันจันทร์ที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๒



พระภาวนาเขมคุณ วิ. (สุรศักดิ์ เขมรังสี) เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ แสดงธรรมแก่พุทธบริษัทก่อนการเวียนเทียน
ณ โบราณสถานพระอุโบสถหลังเก่า ในค่ำคืนพระจันทร์เต็มดวง วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๒


อุบาสก-อุบาสิกา ในอิริยาบถสงบสำรวม


โดยรอบโบราณสถาน (พระอุโบสถ เจดีย์สถาน) มีการจุดประทีปในภาชนะดินเผาหล่อน้ำมัน




แสงไฟจากการจุดประทีปสว่างไสวสวยงาม เป็นบรรยากาศที่หาชมได้ยากมากในสมัยปัจจุบัน
















ความเป็นมา ของ วันมาฆบูชา
โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

วันมาฆบูชาเป็นวันบูชาสำคัญวันหนึ่งในพระพุทธศาสนา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเริ่มทำพิธีบูชานี้ขึ้นตั้งแต่เมื่อทรงผนวชอยู่ในรัชกาลที่ ๓ ตามที่มีกล่าวไว้ในตำนานวัดบวรนิเวศวิหาร พระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสว่า “ถึงวันเพ็ญเดือน ๓ ที่กำหนดว่าเป็นวันที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ในที่ประชุมสาวกสงฆ์ ๑,๒๕๐ องค์ ล้วนเป็นพระอรหันต์เอหิภิกขุ มาถึงโดยลำพังมิได้รับเรียกร้อง ซึ่งเรียกว่าจาตุรงคสันนิบาต ทรงทำมาฆบูชา มีเทศนาด้วยเรื่องนั้น” ส่วนการทำมาฆบูชาทางราชการและประชาชนทั่วไปน่าจะมีมาตั้งแต่ในรัชกาลที่ ๔ และในปลายรัชกาลน่าจะได้มีการทำมาฆบูชากันทั่วไปแล้ว จึงได้มีประกาศว่าด้วยวันธรรมสวนะแห่งปีระกา ตรีศก จ.ศ.๑๒๒๓ ตรงกับ พ.ศ.๒๔๐๔ ตอนท้ายว่า “อนึ่ง ถ้าจะทำพิธีมาฆบูชา ตามนิยมซึ่งมีกำหนดในคัมภีร์อรรถกถาว่าเป็นวันที่ชุมนุมพระสาวก ๑,๒๕๐ และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์นั้น ให้ทำในวันขึ้น ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ทั้งสองวันเป็นอันถูกต้องแล้ว อย่าได้สงสัยเลย ถ้าไม่เชื่อก็ให้พิเคราะห์ดูพระจันทร์ในอากาศนั้นเทอญ”  คำบูชาเป็นภาษาบาลี ในวันมาฆบูชาที่ใช้กันทั่วไปในบัดนี้ก็เข้าใจว่าเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แม้ในบัดนี้ เรื่องมาฆบูชาได้เป็นที่ทราบกันโดยมากแล้ว แต่เมื่อวันมาฆบูชาเวียนมาถึงเข้าก็ควรจะกล่าวฟังกันอีก

เรื่องที่เป็นเหตุปรารภให้ทำมาฆบูชาได้เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาลตอนต้น (ตามที่มีเล่าไว้ในพระสูตรและอรรถกถาบางแห่งรวมความโดยย่อว่า เมื่อพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้พระธรรมแล้ว ทีแรกได้ทรงพิจารณาเห็นว่าพระธรรมที่พระองค์ได้ตรัสรู้เป็นของลุ่มลึกยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้ ถ้าจะทรงแสดงพระธรรมสั่งสอนและคนทั้งหลายไม่เข้าใจ ก็จะไม่เกิดประโยชน์อะไร จะทรงเหน็ดเหนื่อยเปล่า จึงมีพระหทัยน้อมไปในทางจะไม่ทรงแสดงพระธรรม แต่อาศัยพระมหากรุณาตามที่ท่านแสดงว่ามีพระพรหมมากราบทูลอาราธนา (ดังที่ได้ผูกเป็นคำอาราธนาพระแสดงธรรมในบัดนี้ว่า พฺรหฺมา จ โลกา เป็นต้น) ได้ทรงพิจารณาดูหมู่สัตว์โลก ทรงเห็นว่าผู้ที่มีกิเลสธุลีในจักษุน้อยอาจจะรู้ธรรมที่ทรงแสดงได้ก็มีอยู่ จึงตกลงพระหทัยว่าจะทรงแสดงพระธรรมสั่งสอน และทรงอธิษฐานคือทรงตั้งพระทัยว่า จะทรงดำรงพระชนมายุอยู่ต่อไปเพื่อประกาศพระธรรม ประดิษฐานพระพุทธศาสนาและพุทธบริษัทให้ตั้งหยั่งรากลงมั่นคงในโลก จะยังไม่เสด็จดับขันธปรินิพพาน ตราบเท่าที่พระพุทธศาสนาและพุทธบริษัทยังไม่ประดิษฐานหยั่งรากลงมั่นคง ต่อจากนั้นก็ได้เสด็จจาริกไปแสดงพระธรรมสั่งสอนตั้งต้นแต่พระปัญจวัคคีย์ที่อิสิปตนมิคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี เมื่อวันอาสาฬหปุณณมี (คือวันจันทร์เพ็ญหน้าวันเข้าพรรษาต้น) ทรงจำพรรษาแรก ณ ที่นั้น ทรงได้พระสาวกเพิ่มขึ้นโดยลำดับ ออกพรรรษาแล้วทรงส่งพระสาวกไปประกาศพระศาสนาในทิศต่างๆ แยกย้ายกันไป ส่วนพระองค์เองเสด็จตรงไปยังกรุงราชคฤห์ ทรงแสดงธรรมโปรดและได้พระสาวกตามเสด็จมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อใกล้กรุงราชคฤห์ ได้ประทับพักที่ลัฏฐิวัน พระเจ้าพิมพิสารได้เสด็จออกมาเฝ้า และถวายพระเวฬุวันซึ่งอยู่ภายนอกพระนครทางด้านเหนือให้เป็นวัดที่ประทับ พระพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระสงฆ์สาวกได้เสด็จไปประทับ ณ พระเวฬุวันพระอารามหลวงนั้น แต่บางคราว ก็เสด็จขึ้นไปประทับบนเขาคิชฌกูฏ ทรงได้พระอัครสาวกทั้ง ๒ คือพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะที่กรุงราชคฤห์นี้ และได้มีเหตุการณ์ที่เรียกว่า “จาตุรงคสันนิบาต ความประชุมแห่งองค์ ๔” ขึ้นที่พระเวฬุวันในวันเพ็ญเดือนมาฆะ (ซึ่งโดยปกติตรงกับวันเพ็ญกลางเดือน ๓ ของไทยเรา)  วันนั้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ปริพพาชกผู้หนึ่งบนเขาคิชฌกูฏ  พระสารีบุตรนั่งถวายงานพัดฟังอยู่ด้วย ท่านฟังจบแล้วก็มีจิตพ้นจากอาสวะ (ส่วนพระโมคคัลลานะได้มีจิตพ้นจากอาสวะก่อนนั้นแล้ว)  พระพุทธเจ้าได้เสด็จลงจากเขาคิชฌกูฏไปสู่พระเวฬุวัน ขณะนั้นเป็นเวลาตะวันบ่าย ได้มีพระภิกษุจำนวนรวมกันถึง ๑,๒๕๐ องค์ ซึ่งล้วนเป็นพระอรหันต์เอหิภิกขุมาเข้าเฝ้าพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย กล่าวได้ว่าเป็น “จาตุรงคสันนิบาต ความประชุมแห่งองค์ ๔” คือ

๑. ภิกษุ จำนวน ๑,๒๕๐ ซึ่งมาประชุมกัน ล้วนเป็นพระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะแล้ว
๒. ล้วนเป็นเอหิภิกขุ คือ เป็นภิกษุซึ่งได้รับอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้าเองด้วย วิธีที่ตรัสเรียกว่าจงเป็นภิกษุมาเถิด อันเรียกว่าเอหิภิกขุอุปสัมปทา
๓. ล้วนมิได้มีการนัดหมายกัน ต่างมาสู่สำนักพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าในพระเวฬุวัน
๔. ในวันอุโบสถมาฆปุณณมี คือวันจันทร์เพ็ญเดือนมาฆะ
(พระพุทธเจ้าจึงทรงทำอุโบสถอันบริสุทธิ์ ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ในสังฆสันนิบาตนั้น)

นึกดูว่าเวลานั้นเป็นสมัยต้นพุทธกาล พระบรมศาสดาเพิ่งจะประกาศพระพุทธศาสนาได้ไม่นาน แต่ก็ได้พระสาวกผู้สำเร็จกิจเป็นพระอรหันต์สิ้นอาสวะแล้วจำนวนมากถึงเท่านั้น เมื่อมานั่งประชุมเฝ้าอยู่พร้อมหน้ากันทั้งหมด โดยมิได้มีรับสั่งเรียกหรือนัดหมายกันเอง ในวันและเวลาที่เหมาะดังนั้น อันเรียกได้ว่าจาตุรงคสันนิบาต พระบรมศาสดาเองก็ได้ทอดพระเนตรเห็นผลงานของพระองค์ที่ได้ทรงทำมาแล้ว ถ้าคิดอย่างจิตใจคนสามัญก็เป็นที่น่าปลาบปลื้มใจเพียงไร แต่พระบรมศาสดามิได้ทรงเพลิดเพลินอยู่กับผลที่ทรงได้รับทั้งปวง ทรงเล็งเห็นประโยชน์ที่จะพึงเกิดขึ้นจากพระสาวกเหล่านั้นต่อไปเป็นอันมาก และขณะนั้นทรงมีบุคคลเป็นเครื่องมือในการประกาศพระศาสนาพรั่งพร้อมแล้ว พระอัครสาวกขวาซ้ายก็ทรงมีแล้ว แต่ยังมิได้ทรงวางหลักแห่งพระพุทธศาสนาโดยสังเขปที่พึงใช้สั่งสอนได้ทั่วๆ ไป จึงทรงใช้โอกาสนั้นทรงทำปาริสุทธุโบสถ คือทรงทำอุโบสถที่บริสุทธิ์ร่วมกับพระสงฆ์ซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วทั้งหมด ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ คือ พระโอวาททั้งปวงถือเป็นหลักเป็นประธาน ชี้ว่าอะไรเป็นพุทธวาทะ อะไรเป็นพุทธศาสนา เพื่อให้พระสาวกทั้งปวงถือเป็นหลักในการประกาศพระพุทธศาสนาให้เป็นไปในทางเดียวกันว่า ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกขา เป็นต้น

อะไรเป็นพุทธวาทะ (วาทะของพระพฺทธะ) ๑ ขันติคือความทนทานเป็นตบะอย่างยิ่ง  ๒ นิพพานเป็นธรรมอย่างยิ่ง  ๓ บรรชิตคือนักบวชผู้ยังทำร้ายว่าร้ายผู้อื่นอยู่หาชื่อว่าสมณะไม่ พระพุทธะทั้งหลายกล่าวอย่างนี้

อะไรเป็นพุทธศาสนา (คำสอนของพระพุทธ)  ๑ การไม่ทำบาปทั้งปวง  ๒ การทำกุศลให้ถึงพร้อม  ๓ การชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้ว (ต่อจากนี้มีขยายความออกไปอีกเล็กน้อย แต่ก็รวมอยู่ใน ๓ ข้อนั้น) นี้เป็นคำสอนของพระพุทธะทั้งหลาย

ใจความของพระโอวาทปาติโมกข์มีเพียงเท่านี้ ดูสั้นเหลือเกินแต่ก็รวมสิ่งสำคัญในพระพุทธศาสนาไว้ทั้งหมด ตั้งต้นแต่ระบุบรมตบะ คือ ติติกขา ขันติและบรมธรรม คือ นิพพานตลอดถึงลักษณะของสมณะที่ตรัสในทางปฏิเสธ แต่ก็มีความหมายในทางตรงกันข้ามและโยงความถึงตอนต้นด้วยว่า ที่จะเป็นบรรพชิตเป็นสมณะเต็มที่จำต้องมีธรรมสองข้อข้างต้นนั้น และได้แสดงพระพุทธศาสนาว่าคือการไม่ทำบาป การทำกุสลให้ถึงพร้อม การชำระจิตของตนให้ผ่องใส พระพุทธะทั้งหลายสอนดังนี้ หรือ คำสอนของท่านว่าดังนี้ พระสาวกทั้งหลายจะไปสอนโดยปริยายคือทางใดทางหนึ่งก็ตามแต่ก็ย่อมรวมอยู่ในหลักดังกล่าว  พระโอวาทนี้ตรัสแก่พระอรหันต์ทั้งนั้นมิใช่เพื่อจะโปรดท่านทั้งปวงนั้น แต่เพื่อประกาศข้อที่เป็นหลักเป็นประธานสมดังที่เรียกว่าโอวาทปาติโมกข์ พระอาจารย์แสดงว่าในวันอุโบสถต่อมาทุกวันอุโบสถ พระพุทธเจ้าทรงทำอุโบสถร่วมด้วยพระสงฆ์ ทรงแสดงพระปาติโมกข์ที่เป็นพระโอวาทนี้ด้วยพระองค์เองจนถึงทรงพระอนุญาตให้สงฆ์สวดพระวินัยที่ทรงบัญญัติขึ้นเป็นปาติโมกข์ในวันอุโบสถ จึงทรงหยุดทำปาติโมกข์ร่วมด้วยสงฆ์ ทรงอนุญาตให้สงฆ์ทำปาติโมกข์ตามลำพัง ดังที่ได้ทำสืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้.
2  สุขใจในธรรม / เกร็ดศาสนา / วันมาฆบูชา โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เมื่อ: 18 กุมภาพันธ์ 2562 15:45:34



ภาพจาก : วัดมเหยงคณ์ ต.หันตรา อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

วันมาฆบูชา
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

วันมาฆบูชาเป็นวันบูชาสำคัญวันหนึ่งในพระพุทธศาสนา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเริ่มทำพิธีบูชานี้ขึ้นตั้งแต่เมื่อทรงผนวชอยู่ในรัชกาลที่ ๓ ตามที่มีกล่าวไว้ในตำนานวัดบวรนิเวศวิหาร พระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสว่า “ถึงวันเพ็ญเดือน ๓ ที่กำหนดว่าเป็นวันที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ในที่ประชุมสาวกสงฆ์ ๑,๒๕๐ องค์ ล้วนเป็นพระอรหันต์เอหิภิกขุ มาถึงโดยลำพังมิได้รับเรียกร้อง ซึ่งเรียกว่าจาตุรงคสันนิบาต ทรงทำมาฆบูชา มีเทศนาด้วยเรื่องนั้น” ส่วนการทำมาฆบูชาทางราชการและประชาชนทั่วไปน่าจะมีมาตั้งแต่ในรัชกาลที่ ๔ และในปลายรัชกาลน่าจะได้มีการทำมาฆบูชากันทั่วไปแล้ว จึงได้มีประกาศว่าด้วยวันธรรมสวนะแห่งปีระกา ตรีศก จ.ศ.๑๒๒๓ ตรงกับ พ.ศ.๒๔๐๔ ตอนท้ายว่า “อนึ่ง ถ้าจะทำพิธีมาฆบูชา ตามนิยมซึ่งมีกำหนดในคัมภีร์อรรถกถาว่าเป็นวันที่ชุมนุมพระสาวก ๑,๒๕๐ และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์นั้น ให้ทำในวันขึ้น ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ทั้งสองวันเป็นอันถูกต้องแล้ว อย่าได้สงสัยเลย ถ้าไม่เชื่อก็ให้พิเคราะห์ดูพระจันทร์ในอากาศนั้นเทอญ”  คำบูชาเป็นภาษาบาลี ในวันมาฆบูชาที่ใช้กันทั่วไปในบัดนี้ก็เข้าใจว่าเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แม้ในบัดนี้ เรื่องมาฆบูชาได้เป็นที่ทราบกันโดยมากแล้ว แต่เมื่อวันมาฆบูชาเวียนมาถึงเข้าก็ควรจะกล่าวฟังกันอีก

เรื่องที่เป็นเหตุปรารภให้ทำมาฆบูชาได้เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาลตอนต้น (ตามที่มีเล่าไว้ในพระสูตรและอรรถกถาบางแห่งรวมความโดยย่อว่า เมื่อพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้พระธรรมแล้ว ทีแรกได้ทรงพิจารณาเห็นว่าพระธรรมที่พระองค์ได้ตรัสรู้เป็นของลุ่มลึกยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้ ถ้าจะทรงแสดงพระธรรมสั่งสอนและคนทั้งหลายไม่เข้าใจ ก็จะไม่เกิดประโยชน์อะไร จะทรงเหน็ดเหนื่อยเปล่า จึงมีพระหทัยน้อมไปในทางจะไม่ทรงแสดงพระธรรม แต่อาศัยพระมหากรุณาตามที่ท่านแสดงว่ามีพระพรหมมากราบทูลอาราธนา (ดังที่ได้ผูกเป็นคำอาราธนาพระแสดงธรรมในบัดนี้ว่า พฺรหฺมา จ โลกา เป็นต้น) ได้ทรงพิจารณาดูหมู่สัตว์โลก ทรงเห็นว่าผู้ที่มีกิเลสธุลีในจักษุน้อยอาจจะรู้ธรรมที่ทรงแสดงได้ก็มีอยู่ จึงตกลงพระหทัยว่าจะทรงแสดงพระธรรมสั่งสอน และทรงอธิษฐานคือทรงตั้งพระทัยว่า จะทรงดำรงพระชนมายุอยู่ต่อไปเพื่อประกาศพระธรรม ประดิษฐานพระพุทธศาสนาและพุทธบริษัทให้ตั้งหยั่งรากลงมั่นคงในโลก จะยังไม่เสด็จดับขันธปรินิพพาน ตราบเท่าที่พระพุทธศาสนาและพุทธบริษัทยังไม่ประดิษฐานหยั่งรากลงมั่นคง ต่อจากนั้นก็ได้เสด็จจาริกไปแสดงพระธรรมสั่งสอนตั้งต้นแต่พระปัญจวัคคีย์ที่อิสิปตนมิคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี เมื่อวันอาสาฬหปุณณมี (คือวันจันทร์เพ็ญหน้าวันเข้าพรรษาต้น) ทรงจำพรรษาแรก ณ ที่นั้น ทรงได้พระสาวกเพิ่มขึ้นโดยลำดับ ออกพรรรษาแล้วทรงส่งพระสาวกไปประกาศพระศาสนาในทิศต่างๆ แยกย้ายกันไป ส่วนพระองค์เองเสด็จตรงไปยังกรุงราชคฤห์ ทรงแสดงธรรมโปรดและได้พระสาวกตามเสด็จมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อใกล้กรุงราชคฤห์ ได้ประทับพักที่ลัฏฐิวัน พระเจ้าพิมพิสารได้เสด็จออกมาเฝ้า และถวายพระเวฬุวันซึ่งอยู่ภายนอกพระนครทางด้านเหนือให้เป็นวัดที่ประทับ พระพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระสงฆ์สาวกได้เสด็จไปประทับ ณ พระเวฬุวันพระอารามหลวงนั้น แต่บางคราว ก็เสด็จขึ้นไปประทับบนเขาคิชฌกูฏ ทรงได้พระอัครสาวกทั้ง ๒ คือพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะที่กรุงราชคฤห์นี้ และได้มีเหตุการณ์ที่เรียกว่า “จาตุรงคสันนิบาต ความประชุมแห่งองค์ ๔” ขึ้นที่พระเวฬุวันในวันเพ็ญเดือนมาฆะ (ซึ่งโดยปกติตรงกับวันเพ็ญกลางเดือน ๓ ของไทยเรา)  วันนั้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ปริพพาชกผู้หนึ่งบนเขาคิชฌกูฏ  พระสารีบุตรนั่งถวายงานพัดฟังอยู่ด้วย ท่านฟังจบแล้วก็มีจิตพ้นจากอาสวะ (ส่วนพระโมคคัลลานะได้มีจิตพ้นจากอาสวะก่อนนั้นแล้ว)  พระพุทธเจ้าได้เสด็จลงจากเขาคิชฌกูฏไปสู่พระเวฬุวัน ขณะนั้นเป็นเวลาตะวันบ่าย ได้มีพระภิกษุจำนวนรวมกันถึง ๑,๒๕๐ องค์ ซึ่งล้วนเป็นพระอรหันต์เอหิภิกขุมาเข้าเฝ้าพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย กล่าวได้ว่าเป็น “จาตุรงคสันนิบาต ความประชุมแห่งองค์ ๔” คือ

๑. ภิกษุ จำนวน ๑,๒๕๐ ซึ่งมาประชุมกัน ล้วนเป็นพระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะแล้ว
๒. ล้วนเป็นเอหิภิกขุ คือ เป็นภิกษุซึ่งได้รับอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้าเองด้วย วิธีที่ตรัสเรียกว่าจงเป็นภิกษุมาเถิด อันเรียกว่าเอหิภิกขุอุปสัมปทา
๓. ล้วนมิได้มีการนัดหมายกัน ต่างมาสู่สำนักพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าในพระเวฬุวัน
๔. ในวันอุโบสถมาฆปุณณมี คือวันจันทร์เพ็ญเดือนมาฆะ
(พระพุทธเจ้าจึงทรงทำอุโบสถอันบริสุทธิ์ ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ในสังฆสันนิบาตนั้น)

นึกดูว่าเวลานั้นเป็นสมัยต้นพุทธกาล พระบรมศาสดาเพิ่งจะประกาศพระพุทธศาสนาได้ไม่นาน แต่ก็ได้พระสาวกผู้สำเร็จกิจเป็นพระอรหันต์สิ้นอาสวะแล้วจำนวนมากถึงเท่านั้น เมื่อมานั่งประชุมเฝ้าอยู่พร้อมหน้ากันทั้งหมด โดยมิได้มีรับสั่งเรียกหรือนัดหมายกันเอง ในวันและเวลาที่เหมาะดังนั้น อันเรียกได้ว่าจาตุรงคสันนิบาต พระบรมศาสดาเองก็ได้ทอดพระเนตรเห็นผลงานของพระองค์ที่ได้ทรงทำมาแล้ว ถ้าคิดอย่างจิตใจคนสามัญก็เป็นที่น่าปลาบปลื้มใจเพียงไร แต่พระบรมศาสดามิได้ทรงเพลิดเพลินอยู่กับผลที่ทรงได้รับทั้งปวง ทรงเล็งเห็นประโยชน์ที่จะพึงเกิดขึ้นจากพระสาวกเหล่านั้นต่อไปเป็นอันมาก และขณะนั้นทรงมีบุคคลเป็นเครื่องมือในการประกาศพระศาสนาพรั่งพร้อมแล้ว พระอัครสาวกขวาซ้ายก็ทรงมีแล้ว แต่ยังมิได้ทรงวางหลักแห่งพระพุทธศาสนาโดยสังเขปที่พึงใช้สั่งสอนได้ทั่วๆ ไป จึงทรงใช้โอกาสนั้นทรงทำปาริสุทธุโบสถ คือทรงทำอุโบสถที่บริสุทธิ์ร่วมกับพระสงฆ์ซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วทั้งหมด ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ คือ พระโอวาททั้งปวงถือเป็นหลักเป็นประธาน ชี้ว่าอะไรเป็นพุทธวาทะ อะไรเป็นพุทธศาสนา เพื่อให้พระสาวกทั้งปวงถือเป็นหลักในการประกาศพระพุทธศาสนาให้เป็นไปในทางเดียวกันว่า ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกขา เป็นต้น

อะไรเป็นพุทธวาทะ (วาทะของพระพฺทธะ) ๑ ขันติคือความทนทานเป็นตบะอย่างยิ่ง  ๒ นิพพานเป็นธรรมอย่างยิ่ง  ๓ บรรชิตคือนักบวชผู้ยังทำร้ายว่าร้ายผู้อื่นอยู่หาชื่อว่าสมณะไม่ พระพุทธะทั้งหลายกล่าวอย่างนี้

อะไรเป็นพุทธศาสนา (คำสอนของพระพุทธ)  ๑ การไม่ทำบาปทั้งปวง  ๒ การทำกุศลให้ถึงพร้อม  ๓ การชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้ว (ต่อจากนี้มีขยายความออกไปอีกเล็กน้อย แต่ก็รวมอยู่ใน ๓ ข้อนั้น) นี้เป็นคำสอนของพระพุทธะทั้งหลาย

ใจความของพระโอวาทปาติโมกข์มีเพียงเท่านี้ ดูสั้นเหลือเกินแต่ก็รวมสิ่งสำคัญในพระพุทธศาสนาไว้ทั้งหมด ตั้งต้นแต่ระบุบรมตบะ คือ ติติกขา ขันติและบรมธรรม คือ นิพพานตลอดถึงลักษณะของสมณะที่ตรัสในทางปฏิเสธ แต่ก็มีความหมายในทางตรงกันข้ามและโยงความถึงตอนต้นด้วยว่า ที่จะเป็นบรรพชิตเป็นสมณะเต็มที่จำต้องมีธรรมสองข้อข้างต้นนั้น และได้แสดงพระพุทธศาสนาว่าคือการไม่ทำบาป การทำกุสลให้ถึงพร้อม การชำระจิตของตนให้ผ่องใส พระพุทธะทั้งหลายสอนดังนี้ หรือ คำสอนของท่านว่าดังนี้ พระสาวกทั้งหลายจะไปสอนโดยปริยายคือทางใดทางหนึ่งก็ตามแต่ก็ย่อมรวมอยู่ในหลักดังกล่าว  พระโอวาทนี้ตรัสแก่พระอรหันต์ทั้งนั้นมิใช่เพื่อจะโปรดท่านทั้งปวงนั้น แต่เพื่อประกาศข้อที่เป็นหลักเป็นประธานสมดังที่เรียกว่าโอวาทปาติโมกข์ พระอาจารย์แสดงว่าในวันอุโบสถต่อมาทุกวันอุโบสถ พระพุทธเจ้าทรงทำอุโบสถร่วมด้วยพระสงฆ์ ทรงแสดงพระปาติโมกข์ที่เป็นพระโอวาทนี้ด้วยพระองค์เองจนถึงทรงพระอนุญาตให้สงฆ์สวดพระวินัยที่ทรงบัญญัติขึ้นเป็นปาติโมกข์ในวันอุโบสถ จึงทรงหยุดทำปาติโมกข์ร่วมด้วยสงฆ์ ทรงอนุญาตให้สงฆ์ทำปาติโมกข์ตามลำพัง ดังที่ได้ทำสืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้

อนึ่ง พระบรมศาสดาได้ทรงประกาศพระพุทธศาสนาตลอดเวลา ๔๕ ปี ทรงประดิษฐานพระพุทธศาสนาและพุทธบริษัทลงในโลกเป็นหลักฐานมั่นคงสมดังที่ได้ทรงอธิษฐานพระหทัยไว้แล้ว ก็ได้ทรงปลงอายุสังขาร ตามที่ท่านแสดงไว้ว่าในวันเพ็ญเดือนมาฆะเช่นเดียวกัน และต่อจากนั้นอีก ๓ เดือน ถึงวันเพ็ญเดือนวิสาขก็เสด็จดับขันธปรินิพพาน

วันมาฆบูชามีประวัติและความสำคัญดังกล่าวมาโดยสังเขปฉะนี้  ฉะนั้น เมื่อถึงวันมาฆบูชา พุทธศาสนิกชนจึงสมควรทำการบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้พระบรมศาสดา พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ การบูชานั้นมี ๒ อย่าง คือ อามิสบูชา บูชาด้วยอามิส มีดอกไม้เทียนธูปเป็นต้น ปฏิปัตติบูชา บูชาด้วยการปฏิบัติ คือ ปฏิบัติกายวาจาใจของตนในคลองธรรมตามที่ทรงสั่งสอน ละบาปคือความชั่ว ทำกุศลคือความดี และชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วบริสุทธิ์จากอารมณ์และกิเลส มีความโลภโกรธหลง เป็นต้น ฝึกใจให้มีขันติคือความอดทนหรือความทนทานต่ออารมณ์และกิเลสดังกล่าว ไม่ยอมประพฤติไปตามอำนาจกิเลส ดังนี้จะชื่อว่าได้หันหน้าไปสู่ทางแห่งพระนิพพาน จะมีความดับร้อนมีความเย็นมากขึ้นทุกที ตรงกันข้ามกับหันหน้าไปสู่ทางกิเลสซึ่งเปรียบเหมือนกองไฟ มีแต่จะทวีความร้อนมากขึ้น.
3  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ห้องสมุด / พระนามอันไพเราะ "พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัลภาเทวี" สตรีผู้อาภัพรัก เมื่อ: 18 กุมภาพันธ์ 2562 14:24:16


นาฏกะกลอนนี้ฉันมีจิต       ขออุทิศแด่มิ่งมารศรี
ผู้เป็นยอดเสน่หาจอมนารี วัลภาเทวีคู่ชีวัน
ขอหล่อนจงรับไมตรีสมาน        เป็นพยานความรักสมัครมั่น    
เหมือนแหวนแทนรักทุษยันต์     แก่จอมขวัญศกุนตลาไซร้
แต่ผิดกันตัวฉันไม่ลืมหล่อน      จนสาครเหือดแห้งไม่แรงไหล
จนตะวันเดือนดับลับโลกไป  จะรักจอดยอดใจจนวันตาย
บทพระราชนิพนธ์ ใน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระราชทาน พระวรกัญญาปทาน  พระองค์เจ้าวัลภาเทวี

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัลภาเทวี

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี พระนามเดิม หม่อมเจ้าวรรณวิมล วรวรรณ มีพระนามเรียกกันในหมู่พระญาติว่า ท่านหญิงเตอะ หรือ ท่านหญิงขาว  เป็นพระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ กับหม่อมอินทร์ วรวรรณ ณ อยุธยา ประสูติเมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๓๕  เป็นที่รู้จักในฐานะเป็นอดีตพระคู่หมั้นในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) และได้รับการสถาปนาเป็น พระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี  

เล่ากันว่า ท่านสวยงาม มีสง่าและทันสมัยยิ่งนัก  พระองค์เป็นผู้ริเริ่มการสวมเครื่องประดับที่คาดศีรษะจนเป็นที่นิยมของสตรีในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระองค์ได้รับการศึกษาและมีวิถีชีวิตเยี่ยงสตรีสมัยใหม่ ทรงมีความคิดอ่านอิสรเสรี ซึ่งพระบิดา พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ เป็นผู้ที่มีความสามารถ มีความรู้และความคิดที่กว้างไกลทันสมัย แม้กระทั่งการอบรมเลี้ยงดูพระโอรส-ธิดา ก็ทรงให้ได้รับการศึกษาสมัยใหม่ ไม่เข้มงวดดังการประพฤติปฏิบัติอย่างกุลสตรีโบราณ ทำให้เหล่าพระธิดาในกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์มีความคิดเห็นกว้างขวาง และกล้าที่จะแสดงออกในวัตรปฏิบัติผิดแผกแตกต่างไปสตรีส่วนมากในยุคสมัยนั้น

ในเรื่องนี้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์ ทรงเล่าไว้ใน เกิดวังปารุสก์ ตอนหนึ่งว่า "... ไม่มีผู้หญิงคนไทยครอบครัวใดที่จะช่างคุยสนุกสนานเท่าองค์หญิงตระกูลวรวรรณ เท่าที่ข้าพเจ้าเคยรู้จักพบมา..."

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในขณะนั้นทรงมีพระชนมายุถึง ๔๐ พรรษา แต่ยังไม่เคยทรงรักใครมาก่อนเลย นับตั้งแต่ทรงเถลิงถวัลย์ราชสมบัติตั้งแต่พระชนมพรรษา ๓๑ พรรษา ก็ยังมิได้ราชาภิเษกสมรสหรือมีฝ่ายในดังพระมหากษัตริย์องค์ก่อนๆ ได้ทรงพบกับหม่อมเจ้าวัลภาเทวีครั้งแรกในงานประกวดภาพเขียนที่พระราชวังพญาไท  ซึ่งนับเป็นงานชุมนุมของพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งผู้ใหญ่และหนุ่มสาว ในงานนี้บรรดาท่านหญิงทั้งหลายของราชสกุลวรวรรณจึงเสด็จมาในงานนี้ด้วยหลายองค์  ซึ่งในเรื่องนี้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์ ทรงเล่าเกี่ยวกับการพบกันครั้งแรกของทั้งสองพระองค์ในหนังสือ เกิดวังปารุสก์ ความตอนหนึ่งว่า "... ข้าพเจ้าทูลว่า 'ทูลหม่อมลุงครับ ที่ห้องทางโน้นเขาเล่นไพ่บริดจ์กัน' ท่านทรงตอบว่า 'อย่างงั้นหรือ ลุงต้องไปดู บางทีจะไปเล่นกับเขาบ้าง' เมื่อท่านเสด็จไปเล่นจริงๆ ก็เลยไปพบท่านหญิงขาว..." ภายหลังจากนั้นก็ลือกันว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงพบรักครั้งแรกในชีวิตของพระองค์แล้ว

ต่อมาไม่นานนัก ก็มีพระบรมราชโองการประกาศหมั้น พร้อมกับโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระคู่หมั้นขึ้นเป็น “พระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลภาเทวี” โปรดเกล้าฯ ให้พระวรกัญญาปทาน ประทับในพระราชวังสวนจิตรลดา  ขณะที่พระองค์เองทรงประทับอยู่ที่พระราชวังพญาไท ซึ่งอยู่ใกล้กัน ตลอดเวลาที่อยู่ในฐานะพระคู่หมั้น พระเจ้าอยู่หัวทรงแสดงความรักด้วยการเสด็จเยี่ยมเยือน โปรดเสด็จเสวยของว่างและโทรศัพท์คุยหากัน ทรงรับไปประพาสตามที่ต่างๆ ด้วยรถยนต์พระที่นั่ง ทรงออกงานสังคมร่วมกันอยู่เสมอ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ตรัสเล่าความว่า "...ทูลหม่อมลุงเสด็จเสวยของว่างที่นั่นทุกวัน ข้าพเจ้าก็ไปเฝ้าท่านที่นั่น บางเวลาเมื่อข้าพเจ้านั่งเฝ้าท่านอยู่ที่วังพญาไทเวลาทรงพระอักษร ทูลหม่อมลุงก็ทรงคุยกับคู่หมั้นของท่านโดยโทรศัพท์สังเกตว่าโปรดมาก..."

เพียงปีเดียวยังไม่ทันจะทรงเข้าสู่พิธีราชาภิเษกสมรส ก็กลับมีพระบรมราชโองการให้ถอนหมั้น เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๔ และโปรดเกล้าฯ ให้ออกพระนามว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัลภาเทวี ตอนหนึ่งว่า "...มีความเสียพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มาทรงทราบตระหนักแน่ชัดขึ้นว่า การจะไม่เป็นไปโดยเรียบร้อย สมพระราชประสงค์อันดีที่กล่าวมาแล้ว เพราะเหตุที่พระราชอัธยาศัยของพระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลลภาเทวีมิได้ต้องกัน...จึงโปรดให้เป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัลภาเทวี สืบไป ตัดพระนามว่า ‘พระวรกัญญาปทาน’ ออกเสีย..."  แล้วเชิญเสด็จพระองค์เจ้าวัลภาเทวี เสด็จไปประทับในพระบรมมหาราชวังต่อไป มิให้เสด็จออกมาภายนอก  

เล่ากันว่า พระองค์เจ้าวัลภาเทวี ทรงพบพระเจ้าอยู่หัวครั้งแรก ในขณะมีพระชนมายุถึง ๒๘ ปี ทรงเป็นผู้ใหญ่มากแล้ว การที่ทรงมีชนมายุสูง มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด มีความคิดที่ล้ำสมัยสตรีไทยในยุคนั้น และมีพระนิสัยค่อนข้าง “แข็ง” จึงไม่เป็นที่สบอารมณ์ของข้าราชบริพารสนิทในพระเจ้าอยู่หัว  และข้อที่สนับสนุนพระนิสัย “แข็ง” ของพระองค์ เห็นได้จากบทความที่ทรงเขียนในเรื่อง ดำริหญิง ตีพิมพ์ในหนังสือดุสิตสมิธรายสัปดาห์ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๓ ความว่า  

"...ความเข้าใจของข้าพเจ้าคิดว่ามนุษย์ทุกคนมีความบกพร่องอยู่ในตัวอย่างที่ไม่รู้จักกันพอ เช่น หญิงชายแรกคบกันคงจะต้องสรรท่าที่ตัวคิดว่าดีออกอวดกัน ต่างคนก็บูชากันว่าเป็นผู้วิเศษในขณะนั้น ความพอใจย่อมมีต่อกันมาก ก็อาจให้สัญญาต่อกันทุกอย่างในความต้องการของฝ่ายใด ครั้นเมื่อคุ้นกันเข้า ความบกพร่องซึ่งเป็นของธรรมดาตามมากน้อยก็ต้องเกิดความรู้กันขึ้นทั้งสองฝ่าย ความนับถือซึ่งกันก็ย่อมซาไป…”

นอกจากนี้ บทความของพระองค์ที่ทรงนิพนธ์ขึ้น ยังแสดงให้เห็นถึงความมั่นพระทัยในบทบาทและความสามารถของสตรี รวมถึงสามารถผลักดันบุรุษให้ทำกิจการต่างๆ ความว่า  

“ข้าพเจ้าผู้หนึ่งเป็นหญิง มีประสงค์จะสนทนาระหว่างเพื่อนหญิงด้วยกันด้วยเรื่อง ‘ผู้หญิงเป็นควาย ผู้ชายเป็นคน’  เสียสักที เพราะความจริงเราก็คนผู้หนึ่ง มิได้ผิดไปจากมนุษย์ธรรมดาไปด้วยประการใดเลย คืออย่างไร? หญิงโดยมากมักจะบูชาว่าชายเป็นมนุษย์ที่วิเศษกว่าตัวเทือกเทวดา ทั้งนี้ก็เพราะในบ้าน โดยมากชายเป็นเจ้าบ้าน มีอำนาจบังคับบัญชากดขี่หญิง การที่ชายได้อำนาจไปมากเช่นนั้น ตามความเข้าใจของข้าพเจ้า คิดว่าคงเป็นเพราะหญิงมิได้ถือหน้าที่ที่ตนควรประพฤติ…”

ในตอนท้ายบทความ ทรงนิพนธ์เน้นถึงบทบาทของผู้หญิงในสมัย ๑๐๐ ปีมาแล้วว่า “ผู้หญิงถ้าไม่มีโอกาสได้ทำประโยชน์ช่วยชาติบ้านเมือง ซึ่งนับว่าเป็นส่วนใหญ่ของเรา แม้แต่ได้กระทำตนให้ถูกต้องตามหน้าที่ในครอบครัว ก็ควรจะพอใจอยู่แล้ว หญิงทำงานได้เท่าชายก็มี เช่น เป็นอาจารย์ หรือนางพยาบาลเหล่านี้ แต่ไม่ใช่ทั่วไป  ส่วนหน้าที่ผู้หญิงแทบทุกคนจะต้องประพฤติอย่างไร ดังที่ข้าพเจ้าอธิบายมาข้างต้น  เมื่อในบ้านมีสุขกันดีอยู่แล้ว เมืองจะทุกข์ไปได้ไฉน ถ้าช่วยกันพร้อมใจ รู้หน้าที่แห่งธรรมชาติของตน อาจเป็นผลแก่ชาติบ้านเมืองได้มากๆ ข้าพเจ้าเห็นว่ามือเบาๆ ของหญิงนี่แหละ อาจลูบหลังชายให้ออกไปต้านศึกได้ง่ายๆ ยิ่งกว่าจะใช้ปืนจ้องให้ต้องกลับหลังหันไป ขอเพื่อนหญิงทุกคนเมื่อได้ดำริ จงอิ่มใจ ช่วยกันคิดเลิกเป็นควาย จะได้ช่วยกันบำรุงชาติบ้านเกิดเมืองมารดรของเราให้เจริญ”  

สำนวนโวหารของพระองค์ บ่งบอกถึงสติปัญญา ความคิดความอ่านของพระองค์ ที่มีพระประสงค์ส่งเสริมให้สตรีมีความเท่าเทียมกับบุรุษ ทรงเห็นว่าสตรีก็มีความสามารถ แต่ก็มีพระประสงค์ให้บุรุษเข้าใจและเคารพสถานภาพของสตรี รู้จักหน้าที่ของบุรุษตามแบบสากล และขณะเดียวกันก็สนับสนุนให้สตรีรู้จักทำหน้าที่ของตนให้ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม บทความนิพนธ์ ดำริหญิงดังกล่าวได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก กับทั้งยังมีพระวิสัยถือพระองค์จากเหตุการณ์สะบัดมือ
 
เล่ากันว่า ครั้งหนึ่งเมื่อพระวรกัญญาปทานเสด็จมาถึงพระราชวังพญาไท มหาดเล็กคนโปรดในพระเจ้าอยู่หัวได้เข้าไปเพื่อจะรับพระหัตถ์ตามธรรมเนียมตะวันตก แต่พระองค์ไม่ทรงยินยอม ครั้นเมื่อเรื่องไปถึงพระกรรณพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็กลายเป็นว่าทรงสะบัดมือ และแสดงพระกิริยาดูถูกมหาดเล็กคนนั้น ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกริ้ว และอาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของการถอดถอนหมั้น และเป็นเหตุให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระพิโรธ และประพันธ์กลอนเชิงบริภาษว่า


อย่าทะนงอวดองค์ว่างามเลิศ      สวยประเสริฐยากที่จะเปรียบได้
อย่าทะนงอวดองค์ว่าวิไล อันสุรางค์นางในยังมากมี
อย่าทะนงอวดองค์ว่าทรงศักดิ์        จะใฝ่รักแต่องค์พระทรงศรี
นั่งรถยนต์โอ่อ่าวางท่าที เป็นผู้ดีแต่ใจไพล่เป็นกา
อย่าดูถูกลูกผู้ชายที่เจียมตน      อย่าดูถูกฝูงชนที่ต่ำกว่า
อย่าทะนงอวดองค์ว่าโสภา อันชายใดฤๅจะกล้ามาง้องอน

แต่ด้วยทรงพระทิฐิมานะ เมื่อมีเหตุทำให้พระองค์ทรงผิดหวัง จึงมิได้ทรงกำสรดโศรกมากมาย พระองค์เจ้าวัลลภาเทวีจึงไม่ทรงทูลขอพระราชทานอภัย ด้วยเหตุนี้ จึงทรงถูกจำขังลงโซ่ตรวนทองคำอยู่ในพระบรมมหาราชวังนับแต่นั้นจนตลอดรัชกาล

ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗) จึงมีพระบรมราชโองการให้ปลดปล่อยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัลลภาเทวีออกจากพระบรมมหาราชวัง และพระราชทานวังที่ประทับให้อยู่บริเวณสี่แยกพิชัย ซึ่งพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ พระบิดา ประทานชื่อว่า พระกรุณานิวาสน์ ขณะทรงได้รับการปล่อยออกมานั้น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี มีพระชันษา ๓๓ ปี ทรงประทับอยู่ที่วังพระกรุณานิวาสน์ และสนพระทัยในพระพุทธศาสนาตลอดมา

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัลลภาเทวีเข้าประทับรักษาพระองค์ในโรงพยาบาลศิริราชด้วยโรคพระวักกะพิการเป็นเวลา ๖๐ วัน โดยพระองค์ได้สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๗ เมษายน พ.ศ.๒๔๙๔ สิริพระชันษา ๕๘ ปี
4  สุขใจในธรรม / เอกสารธรรม / Re: พุทธธรรมเพื่อชีวิตและสังคม เมื่อ: 17 กุมภาพันธ์ 2562 19:11:19

ภาพจาก : วัดนางพญา อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

ปญฺญาย ปริสุชฺฌติ
คนย่อมบริสุทธิ์ด้วยปัญญา

พุทธศาสนสุภาษิต

https://www.facebook.com/profile.php?id=100015170677126&__tn__=%2Cd
750
5  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ในครัว / คอนเฟลคเค้ก (Cornflake Cake) สูตร/วิธีทำ เมื่อ: 17 กุมภาพันธ์ 2562 15:35:51
 



คอนเฟลคเค้ก (Cornflake Cake)

ส่วนผสม
- แป้งเค้ก           150 กรัม
- ไข่ไก่ (เบอร์ 0)     4 ฟอง
- ผงฟู                 1 ช้อนชา
- เกลือป่น               ¼ ช้อนชา
- น้ำตาลทราย         1 ถ้วยตวง (ตักออก 1ช้อนโต๊ะ)
- เอสพี           1 ช้อนโต๊ะ
- เนยสดละลาย     70 กรัม
- คอนเฟลคเคลือบคาราเมล (Caramel Syrup Cornflake)     ½ ถ้วยตวง
- กลิ่นวานิลลา     1 ช้อนชา


วิธีทำ  
1. ร่อนแป้งเค้ก ผงฟู และเกลือเข้าด้วยกัน
2. ละลายเนยสดในเตาไมโครเวฟ ใช้เวลาประมาณ 20 วินาที ใส่กลิ่นวานิลลาพักไว้
3. นำแป้งเค้กใส่โถปั่น ใส่น้ำตาลทราย ไข่ไก่ น้ำตาล และเอสพี
    ตีด้วยความเร็วต่ำสุด เพื่อไม่ให้แป้งฟุ้งกระจาย แล้วค่อยเร่งความเร็วจนถึงระดับสูงสุด
    ตีนาน 3 นาที ปิดเครื่อง ปาดเค้กจากด้านล่างของโถปั่นขึ้นมาด้านบน
    ตีต่อด้วยความเร็วสูงสุดอีก 3 นาที ปิดเครื่อง
5. ใส่คอนเฟลค และเนยละลาย ตีต่อด้วยความเร็วต่ำสุดพอเข้ากันจนส่วนผสมเข้ากัน
6. เทใส่พิมพ์รองกระดาษไข นำไปอบจนสุก ทิ้งไว้ให้เย็นจึงนำไปแต่งหน้าเค้ก




ส่วนผสมเค้ก


ละลายเนยสดในเตาไมโครเวฟ ใช้เวลาประมาณ 20 วินาที ใส่กลิ่นวานิลลาพักไว้
นำแป้งเค้กใส่โถปั่น ใส่น้ำตาลทราย ไข่ไก่ และเอสพี


ตีด้วยความเร็วต่ำสุด เพื่อไม่ให้แป้งฟุ้งกระจาย แล้วค่อยเร่งความเร็วจนถึงระดับสูงสุด
ตีนาน 3 นาที ปิดเครื่อง ปาดเค้กจากด้านล่างของโถปั่นขึ้นมาด้านบน
ตีต่อด้วยความเร็วสูงสุดอีก 3 นาที ปิดเครื่อง



ใส่คอนเฟลค เนยละลายผสมกลิ่นวานิลลา


ตีด้วยความเร็วต่ำสุดพอเข้ากันจนส่วนผสมเข้ากัน
เทใส่พิมพ์รองกระดาษไข นำไปอบจนสุก


คว่ำเค้กที่อบสุกแล้วบนตะแกรงโปร่ง


ใช้ตะแกรงอีกอันหนึ่ง วางทับบนเค้ก


ใช้สองมือจับตะแกรงพลิกหงายขึ้น นำตะแกรงออก


พักเค้กไว้ให้เย็นสนิท


ปาดเค้กด้วยครีมนมสด
ส่วนผสมครีมนมสด : ผสมวิปปิ้งครีม (แช่เย็นจัด) 1 ถ้วยตวง กับน้ำตาลไอซิ่ง 1 ช้อนโต๊ะ ด้วยความเร็วปานกลางจนขึ้นฟู




ตัดเสิร์ฟโรยหน้าด้วย คอนเฟลคเคลือบคาราเมล (Caramel Syrup Cornflake)


ส่วนผสมคอนเฟลคเคลือบคาราเมล : คอนเฟลค 50% ลูกเกด 10% อัลมอนด์สไลด์ 20%
6  สุขใจในธรรม / พุทธวัจนะ - ภาษิตธรรม / Re: แผ่นดินนี้ ไม่อาจทำให้เรียบเสมอกัน เมื่อ: 15 กุมภาพันธ์ 2562 19:23:18



ยถาปิ อุทเก ชาตํ      ปุณฺฑรีกํ ปวฑฺฒติ
โนปลิปฺปติ โตเยน      สุจิคนฺธํ มโนรมํ
ตเถว จ โลเก ชาโต      พุทฺโธ โลเก วิหรติ
โนปลิปฺปติ โลเกน      โตเยน ปทุมํ ยถา

          ดอกบัวเกิดและเจริญงอกงามในน้ำ
          แต่ไม่ติดน้ำ ทั้งส่งกลิ่นหอม ชื่นชูใจให้รื่นรมย์ ฉันใด
          พระพุทธเจ้าทรงเกิดในโลกและอยู่ในโลก
          แต่ไม่ติดโลก เหมือนบัวไม่ติดน้ำ ฉันนั้้น
(๑๙.๑๖)              (๒๖/๓๘๔)
ศาสตราจารย์พิเศษ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโต)

p500 - al22
7  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ร้อยภูติ พันวิญญาณ / ผีกระสือ - ผีกระหัง เมื่อ: 13 กุมภาพันธ์ 2562 16:12:30



กระสือ

กระสือ เป็นผีชนิดหนึ่ง เชื่อกันว่าเป็นผีที่เข้าสิงคนเพศหญิง โดยมากมักเป็นหญิงแก่ ชอบกินของโสโครกหรือของสดคาว เช่นเดียวกับกระหัง กลางวันจะมีลักษณะร่างกายเหมือนคนทั่วไป แต่มีพฤติกรรมหรืออาการแปลกๆ ผิดปกติ เช่น ไม่ชอบสบตาคน ชอบเก็บตัวอยู่คนเดียว บ้างก็ไม่ชอบแสงสว่าง

กระสือเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยใดไม่เป็นที่ทราบ  คนในสมัยโบราณมักจะเรียกว่า "ผีลากไส้” และต่อมาก็เรียกว่า “กระสือ” หรือ “ผีกระสือ” บางพื้นถิ่นเรียกว่า ผีปอบหรือผีโพง

กระสือเกิดจากผู้ที่มีนิสัยโลภ โทสะ ชอบกดขี่ข่มเหงและขูดรีดชาวบ้าน รับสินบน ทำผิดศีลค่อนข้างมาก แล้วได้ทำการบูชาไสยศาสตร์มนต์ดำ(เดรัจฉานวิชา) แต่เกิดทำผิดข้อห้าม ด้วยอำนาจแรงกรรม วิญญาณภูต ผี ปีศาจที่ตนเลี้ยงไว้ก็ได้หลุดแล้วเข้าตัวของคนนั้น วิญญาณบรมครูก็เลยลงโทษ จนกลายเป็นกระสือไปในที่สุด บ้างก็กล่าวว่าเกิดจากกรรมชั่วเก่าๆ ที่ทำไว้เมื่อชาติที่แล้ว

เสถียรโกเศศเล่าว่า ผีกระสือมักออกหากินตอนดึก และไปแต่หัวกับตับไตไส้พุง ส่วนร่างกายทิ้งไว้ที่บ้าน เวลาไปจะเห็นเป็นดวงไฟดวงโต เป็นแสงเขียวเรืองวาบๆ ผีกระสือมักจะมาตอนที่มีคนคลอดลูกเพราะได้กลิ่นคาวของเลือด และเข้าสิงกินหญิงที่คลอดลูกหรือทารกที่คลอด  

ในสมัยก่อน เมื่อบ้านไหนมีคนคลอดลูก กลิ่นสดคาวของเลือดจะชักนำให้ผีกระสือมาและกินตับไตไส้พุงของหญิงที่คลอดลูกหรือของทารกที่คลอดนั้น เหตุนี้ชาวบ้านจึงมักจะเอาหนามพุทราสะไว้ที่ใต้ถุนเรือนตรงที่มีร่อง ผีกระสือกลัวหนามพุทราจะเกี่ยวลำไส้ จะไม่กล้าผ่านเข้ามา เชื่อกันว่าผีกระสือชอบกินอุจจาระและของสกปรกอื่นๆ กินแล้วเช็ดปากตามผ้าที่มีคนตากไว้ คนสมัยก่อนจึงห้ามตากผ้ากลางคืน  ผ้าที่ถูกกระสือเช็ดจะมีรอยเปื้อนเป็นดวงๆ ถ้านำผ้านั้นไปต้ม ผีกระสือจะรู้สึกปวดแสบปวดร้อนปากจนทนไม่ไหว และจะต้องมาขอร้องไม่ให้ต้มผ้านั้นต่อไป

ในการสืบทอดเชื้อสายนั้น เชื่อกันว่าผีกระสือจวนจะตาย จะคายน้ำลายใส่ปากลูกหลานคนใดคนหนึ่งไว้ เมื่อถ่ายน้ำลายให้ลูกหลานแล้วจึงจะตายได้  คนไทยยังเชื่อกันอีกว่า กล้วยที่แกนทั้งเครือเป็นเพราะถูกผีกระสือดูด มีสำนวนเปรียบเทียบผู้ที่มีร่างกายผมแห้งมากๆ ว่า “ผอมเหมือนผีกระสือดูด” และเรียกคนที่ตะกละกินว่า “ตะกละเหมือนผีกระสือ

นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่ามีว่านชนิดหนึ่งเรียกว่า “ว่านกระสือ” มีต้นและหัวคล้ายขมิ้นอ้อย มีสีขาว ฉุนร้อน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานกล่าวถึงตำรากบิลว่าน ว่า เมื่อหัวแก่มีธาตุปรอทลงกิน มีพรายแสงเรืองในเวลากลางคืน มีสรรพคุณอยู่คง ชอบเที่ยวหากินสิ่งโสโครกและเข้าสิงกินคน และบอกชื่อเจ้าของว่านที่ปลูกว่าเป็นตัวกระสือทำให้ขายหน้าและทำให้ว่านนี้ไม่เป็นที่นิยมปลูกกัน

คำว่า “กระสือ” ยังนำไปใช้เรียกหนอนชนิดหนึ่งว่า “หนอนกระสือ” หมายถึง หนอนซึ่งเป็นตัวอ่อนของหิ่งห้อยตัวเมีย เป็นหนอนที่ไม่มีปีก ชอบคลานไปตามพื้นดินและอยู่ในที่ชื้นแฉะตามป่า ออกหากินในเวลากลางคืน ที่ได้ชื่อเช่นนี้เนื่องจากมีสีแสงสีเขียวเรืองออกมาจากตัว

การปราบกระสือนั้น ไม่สามารถไล่ผีที่มาสิงสู่ออกจากร่างเหยื่อได้ ว่ากันว่าวิญญาณนั้นได้หยั่งลึกลงในใจของคนๆ นั้น ซึ่งสังเกตได้ว่าเป็นการหยั่งลึกในขั้นที่วิญญาณ (กายทิพย์) สามารถบังคับให้ร่างกาย (กายหยาบ) ของผู้ถูกสิงนั้นอยู่ในสภาพที่วิปลาสผิดธรรมชาติได้อย่างไม่น่าเชื่อ เช่นการถอดหัวและอวัยวะภายในให้หลุดออกมาจากร่างกาย รวมถึงการลอยตัวอยู่ในอากาศ ฉะนั้น ร่างกายของคนๆนั้นเมื่อถูกวิญญาณร้ายบังคับให้ทำในสิ่งที่หากมนุษย์ธรรมดาทำแล้วเสียชีวิต ก็เท่ากับว่ากายนั้นเป็นร่างกายที่ไร้สิ้นซึ่งความเป็นมนุษย์ เป็นร่างกายที่เสียหายและยังคงมีชีวิตอยู่ได้โดยอำนาจของวิญญาณภูติกระสือที่อยู่ในร่างเท่านั้น ถึงแม้กระสือจะถูกไล่ออกจากร่างไป แต่ร่างกายนั้นก็ไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างคนปกติ ดังนั้นการปราบกระสือก็เท่ากับต้องฆ่าคนๆ นั้นไปด้วยเลย บางท้องที่เล่าว่ากระสือชราเมื่อมีการถ่ายทอดความเป็นกระสือสู่ลูกหลานรุ่นต่อไปแล้ว ตนเองจะมีชีวิตอยู่อีกไม่นานก่อนจะเสียชีวิตในสภาพที่หัวกับอวัยวะภายในหลุดออกมาจากตัว ซึ่งเป็นผลพวงจากการถูกวิญญาณร้ายบังคับให้แยกออกไปหากินเมื่อครั้งยังมีกระสืออยู่ในร่าง เมื่อถ่ายทอดกระสือออกจากร่างไปแล้ว หัวกับตัวก็จะไม่สามารถต่อติดเชื่อมกันอีกต่อไป





กระหัง

กระหัง หรืออีกชื่อหนึ่งเรียกว่า กระหาง เป็นผีอีกชนิดหนึ่ง  เป็นผีผู้ชาย คู่กับผีกระสือ ซึ่งเป็นผู้หญิง เชื่อกันว่าเป็นผีที่เข้าสิงผู้ชาย โดยเฉพาะคนที่เรียนวิชาคมหรือเล่นไสยศาสตร์ เมื่ออาคมแกร่งกล้าหรือผิดครู ไม่สามารถควบคุมได้ก็จะเข้าตัว กลายเป็นผีกระหัง  เสถียรโกเศศเล่าว่าผู้ที่เป็นกระหังจะมีหางสั้นๆ ที่ก้นและจะคอยระวังไม่ให้ใครมาลูบก้น  ชอบกินของโสโครกหรือของสดคาวเช่นเดียวกับกระสือ

กระหังนั้นยามกลางวันก็จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมผู้คนในสังคม แต่ตกกลางคืนมันจะกลับกลายร่างเดิมของมันเต็มตัว ชอบไปไหนๆ ในเวลากลางคืน ใช้กระด้งต่างปีก สากตำข้าวต่างขา และสากกะเบือต่างหาง   คติความเชื่อของคนไทยเรื่องผีกระหังมีมานานแล้ว แต่เมื่อใดไม่เป็นที่ทราบ  

ความเชื่อเรื่องผีกระสือ ผีกระหัง มีปรากฏในบทละครนอกเรื่อง มณีพิชัย บรรยายเหตุการณ์พระนางจันทร พระมารดาของมณีพิชัย ไม่ชอบนางยอพระกลิ่นลูกสะใภ้ ซึ่งมณีพิชัยได้เดินทางเข้าป่าแล้วเต่งตั้งให้นางเป็นมเหสี อยากให้โอรสได้อภิเษกสมรสกับธิดาเจ้าเมืองจีนที่มั่งคั่ง จึงวางแผนใส่ร้ายป้ายสียอพระกลิ่น จึงฆ่าแมวแล้วเอาหางแมวเหน็บไว้ที่มวยผมแล้วเอาเลือดแมวป้ายปากไว้ที่นางยอพระกลิ่น และนำซากแมวไปฝังแล้วปลุกนางกำนัล แกล้งเล่าว่ามีคนรูปร่างสวยงาม ไม่ทราบว่าเป็นผีกระสือหรือผีกระหังมากินแมว พอจะจับมันก็กระโจนหนีไป จนยอพระกลิ่นต้องโทษประหาร สั่งให้จับยอพระกลิ่นใส่หีบไปฝัง ดังนี้


              ครั้นฝังศพแมวแล้วมิช้า           ก็กลับมาปราสาทสุกใส
              ปลุกนางสาวสวรรค์กำนัลใน     เล่าไถลตอแหลกระแตวับ
              เมื่อตะกี้กระสือหรือกระหาง          . รูปร่างรื่นรวยสวยสรรพ
              ขึ้นมากินแมวด่างข้างสำรับ     เราจะจับมันก็โจนเผ่นโผนไป



อ้างอิง
- หนังสือสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคกลาง, มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์  
- //housenumber13.weebly.com
- //th.wikipedia.org
- //broadcastthai.com
ภาพประกอบ
- หนังสือสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคกลาง, มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์  
8  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ใต้เงาไม้ / Re: สำนวน-โวหาร-สุภาษิต และคำพังเพย เมื่อ: 13 กุมภาพันธ์ 2562 10:59:11

ภาพวาด ครูเหม เวชกร

การโค่นกล้วยอย่าไว้          . หน่อแนม
มักจะเสือกแทรกแซม     สืบเหง้า
โค่นพาลพวกโกงแกม          . กุดโคตร มันแฮ
จึ่งจักศูนย์เสื่อมเค้า     เงื่อนเสี้ยนศัตรู

โคลงสุภาษิตประจำภาพในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

สำนวนนี้หมายถึง การจะทำลายล้างคนพาลสันดานโกงให้สิ้นซาก ก็ต้องกำจัดให้หมดทั้งโคตรวงศ์ตระกูล
ไม่ให้เหลือเชื้อสายที่จะเกิดใหม่ได้ จึงจะปราบศัตรูได้หมดสิ้น

9  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ในครัว / ปลากะพงนึ่งซีอิ๊ว สูตร/วิธีทำ เมื่อ: 12 กุมภาพันธ์ 2562 16:30:24


ปลากะพงนึ่งซีอิ๊ว


ส่วนผสม
- ปลากะพง     1 ตัว (ประมาณ 800 กรัม)
- ขิง      5 -7 แว่น
- เห็ดหอมแห้งแช่น้ำให้นิ่ม      5 ดอก
- มันหมูแข็ง หรือหมูสามชั้นต้มสุก      1 ขีด
- ซอสหอยนางรม      1 ช้อนโต๊ะ
- ซีอิ๊วขาว       2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาลทราย      ¼ ช้อนชา
- ต้นหอมและคึ่นไช่หั่นท่อนสั้น            2 ช้อนชา
- พริกแดงสด      1 เม็ด


วิธีทำ
1.แช่เห็ดหอมในน้ำสะอาดจนนิ่ม นำไปต้มกับซอสหอยนางรมจนสุกนิ่ม (ใส่น้ำเพียงเล็กน้อย)
2.ล้างปลาให้สะอาด นำขิงหั่นแว่น และมันหมูแข็ง ใส่ในท้องปลา(ทางเหงือก) จนเต็มท้อง (ส่วนของท้องปลาจะตึงสวย)
3. ผสมน้ำตาลทราย ซีอิ๊วขาว คนให้ละลายเข้ากัน พักไว้
4. นำปลาไปนึ่งด้วยไฟแรงจนสุก
5.จัดปลาจาน วางเห็ดหอมข้างตัวปลา ราดด้วยซีอิ๊วขาว  โรยหน้าด้วยต้นหอม คึ่นไช่ และพริกแดงสดหั่นเส้นบาง


ปลาที่ควักไส้ออกแล้ว ท้องจะแฟบ


ผู้ทำใช้มันหมูแข็งและขิงหั่นแว่น  ใส่ให้เต็มท้องปลาเพื่อให้ปลานึ่งออกมาน่ารับประทาน


นำเห็ดหอมที่แช่น้ำจนนิ่มต้มกับซอสหอยนางรมโดยใส่น้ำเพียงเล็กน้อย
ให้เห็ดหอมสุกนิ่มและมีรสชาติอร่อย ก่อนนำไปจัดวางข้างปลาหลังจากนึ่งปลาสุกแล้ว


จัดเรียงปลาใส่จานเสิร์ฟ น้ำที่ออกจากตัวปลาขณะนึ่งไม่ต้องเททิ้ง ใส่ไปในจานเสิร์ฟ


ราดด้วยซีอิ๊วขาวผสมน้ำตาลทราย...พร้อมรับประทานค่ะ
10  สุขใจในธรรม / พุทธวัจนะ - ภาษิตธรรม / Re: พระสูตรน่าสนใจ : ข้อคิดจากคอลัมน์ "ฟ้าสางเมื่อใกล้ค่ำ เมื่อ: 12 กุมภาพันธ์ 2562 15:35:49


ปุถุชน

เมื่อเอ่ยถึงคำว่า "ปุถุชน" หลายท่านอาจรู้จักดี เพราะคนเราทุกคนได้นามว่าปุถุชนกันทั้งนั้น ปุถุชน มาจากคำว่า ปุถุ (หนา)-ชน (คน) รวมแล้ว ปุถุชนคือคนหนา หนาด้วยอะไร ตอบว่าหนาด้วยกิเลสคือ โลภ โกรธ หลงปุถุชนแบ่งเป็นสองระดับคือ ปุถุชนที่มีกิเลสหนาจริงๆ ไม่เบาบางบ้างเลย มีความรู้สึกรัก โกรธ หลง อย่างไรก็แสดงออกเต็มที่ เรียกว่า อันธพาลปุถุชน ส่วนปุถุชนที่มีศีลมีธรรมพอสมควรจนกระทั่งมีศีล ๕ บริบูรณ์ เรียกว่า กัลยาณปุถุชน

สูงกว่าระดับกัลยาณปุถุชนก็กลายเป็นพระอริยะ ซึ่งแบ่งย่อยออกได้ถึง ๔ ขั้น หรือ ๔ ระดับ

เปิดหนังสือ อรรถกถา มโนรถปูรณี พบความหมายของปุถุชนมากกว่าที่เคยรู้มา น่าสนใจดี จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟังดังนี้ครับ

๑. ความหมายแรก แปลว่า ผู้มีกิเลสหนาดังกล่าวแล้ว

๒. ปุถุชน หมายถึงผู้มี "สักกายทิฐิ" สักกายทิฐิ แปลว่าความเห็นว่ามีตัวตน ความเห็นแก่ตน ความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน ปุถุชนทั่วไปมักจะมีความถือตัวสูงว่า ข้าคือข้า ข้านี้หนึ่งในตองอู ยิ่งได้เรียนมาสูงๆ ความเห็นว่าตัวตนสำคัญยิ่งมีมาก "ข้าด๊อกเตอร์นะเว้ย เอ็งอย่ามาเถียงข้า" อะไรทำนองนี้ ทั้งๆ ที่ความคิดความอ่านก็ขี้เท่อเต็มทีก็มีเหมือนกัน คนทั่วไปนั้นไม่มีใครที่เห็นตัวตนไม่ใช่ตัวตนดอกครับ พระท่านสอนว่า ตัวตนไม่มี มีแต่ประชุมกันแห่งธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ เท่านั้นเอง แต่ก็มักไม่เชื่อท่าน จำพวกที่ไม่เชื่อพระเหล่านี้แหละเรียกว่า พวกมี "สักกายทิฐิ" ละครับ

๓. ปุถุชนหมายถึงผู้ไม่ออกไปจากคติทั้งหลาย คติ คือที่ไปหลังจากตายแล้ว เช่น ภูมิสัตว์เดียรัจฉานบ้าง ภูมิมนุษย์บ้าง ภูมิสวรรค์บ้าง ปุถุชนต่างก็ทำกรรมทั้งดีและชั่ว ตายไปแล้วก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในคติทั้งหลายเหล่านี้ ไม่มีปัญญาพ้นจากคติเหล่านี้ไปได้ อย่างที่สำนวนว่า "เวียนว่ายตายเกิด" จนกว่าจะบรรลุอรหัตผลโน่นแหละจึงจะตัดวงจรแห่งการเวียนว่ายตายเกิดนี้ได้

๔. ปุถุชนหมายถึงผู้ถูกปรุงแต่งด้วยเครื่องปรุงแต่ง ข้อนี้ความหมายคล้ายข้อ ๑ และข้อ ๓ นั้นแล เครื่องปรุงแต่งจิตก็คือกิเลสต่างๆ อันเป็นเหตุให้ทำบุญบ้าง บาปบ้าง นักการเมืองก็คิดแต่เรื่องทำอย่างไรจึงจะเล่นงานคู่แข่งให้มันม่อยกระรอก หรือทำอย่างไรจึงจะได้อะไรๆ มันไหลมาตามน้ำบ้าง ทำอย่างไรจึงจะชนะการเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาล น้อยนักจะคิดว่าทำอย่างไรประเทศชาติจึงจะพ้นวิกฤต ล้วนเป็นความปรุงแต่งด้านไม่ดีทั้งนั้น นานๆ จะแว้บมาด้านดีเสียที นักการเมืองแกเป็นปุถุชนนี่ครับ ก็ต้องถูกปรุงแต่งอย่างนี้เป็นธรรมดา คนอื่นๆ ที่ไม่ใช่นักการเมืองก็เช่นกัน

๕. ปุถุชน หมายถึง ผู้ถูกกระแสน้ำพัดพาไป ผู้ที่ไปตามกระแสดุจสวะลอยน้ำเรียกว่าปุถุชน กระแสที่ว่านี้คือ กาม (ความสนุกเพลิดเพลินในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส) ภวะ (ความมีความเป็น อยากได้อยากดีอยากมีอยากเป็น อยากสลัดทิ้งสิ่งที่ได้ที่มีที่เป็นที่ไม่พึงพอใจ) ทิฐิ (ยึดมั่นในทฤษฎีผิดๆ ความหลงยึดติดในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง) อวิชชา (ความโง่งมงาย ลุ่มหลงต่างๆ) กระแสเหล่านี้แหละที่พัดพาเอาปุถุชนให้ไหลไปตาม จนไม่เป็นตัวของตัว ถ้าเป็นห้วงน้ำจริงๆ ปุถุชนก็กำลังจะจมน้ำอยู่รอมร่อแล้วครับ

๖. ปุถุชน หมายถึงผู้เร่าร้อนกระวนกระวายด้วยกิเลส โลภ โกรธ หลง ดังกล่าวข้างต้น จิตใจไม่มีความสงบเย็น เพราะไฟกิเลสมันเผาลนจิตใจ ร้อนกายที่ว่าร้อน ยังร้อนน้อย ร้อนดอกเบี้ย ร้อนตกงานเพราะพิษไอเอ็มเอฟ ก็ว่ามากแล้ว จนบางคนฆ่าตัวตาย แต่เทียบกับร้อนพิษกิเลสไม่ได้ เพราะคนที่ถูกกิเลสครอบงำอาจถลำทำบาปกรรมมากมายเป็นเหตุให้ตกนรกหมกไหม้สิ้นกาลนาน เรียกว่าร้อนอมต นิรันดร์กาล เชียวแหละ

๗. ปุถุชน หมายถึง ผู้ยินดีพอใจในกามคุณ ๕ กามคุณ ๕ คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อันน่าใคร่ น่าพอใจ พระท่านว่า ถ้าเอาสัตว์ ๖ ตัว คือ ลิง จระเข้ นก งู สุนัขจิ้งจอก สุนัขบ้าน ผูกติดกันไว้ มันก็พยายามดึงดันจะไปสู่ที่อยู่ที่มันเคยชิน ลิงจะขึ้นต้นไม้ จระเข้จะลงน้ำ นกจะบินขึ้นฟ้า งูจะเลื้อยเข้าจอมปลวก สุนัขจิ้งจอกจะเข้าป่า สุนัขบ้านจะเข้าบ้าน ปุถุชนก็มักดิ้นรนไปสู่กามคุณ ๕ ฉันนั้นแล อุปมาอุปไมยชัดไหมครับ

๙. ปุถุชน หมายถึงผู้ถูกนิวรณ์ ๕ ครอบงำ นิวรณ์หมายถึงกิเลสที่ปิดกั้นมิให้ก้าวหน้าด้วยคุณธรรม ความใคร่ในกาม ความพยาบาทมุ่งร้ายเขา ความหดหู่เซื่องซึม ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ และความลังเลสงสัย ผู้ตกอยู่อิทธิพลของนิวรณ์ ๕ ประการนี้แลเรียกว่าปุถุชน

ข้อสังเกต ถึงท่านจะพยายามอธิบายว่าปุถุชนแปลได้หลายนัย แต่ก็อยู่ในขอบเขตของนัยที่หนึ่งนั้นเอง คือ "ผู้หนาด้วยกิเลส" จะกิเลสชนิดไหนบ้าง โลภโกรธหลง หรือนิวรณ์ หรือ กามคุณ นั่นเป็นเพียงรายละเอียด

แต่จำไว้ประดับความรู้ก็ดีเหมือนกัน



ธรรมสหาย-ธรรมสวัสดี/สวรรค์บนดิน

ธรรมสหาย-ธรรมสวัสดี

ได้ดูรายการที่แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ออกทีวีวันหนึ่ง รายการอะไรก็จำไม่ได้ เพราะท่านออกทีวีบ่อยบรรยายธรรมได้ไพเราะจับใจอย่างยิ่ง ได้ยินท่านกล่าวสวัสดีผู้ชมผู้ฟังว่า "ธรรมสวัสดี" (ทำมะสะหวัดดี) ก็สะดุดใจ ดูเหมือนอาจารย์รัญจวน อินทรกำแหง ก็ใช้ เลยมานั่งลำดับความเป็นว่า ธรรมสวัสดี มีใช้มาตั้งแต่เมื่อใด

คงจะไม่นานนัก แต่ก่อนก็เห็นพูด "สวัสดี" เฉยๆ มีพระเท่านั้นที่ไม่ใช้ ท่านจะใช้ว่า "เจริญพร คุณโยมทั้งหลาย..." สวัสดี เป็นคำที่ (ถ้าจำไม่ผิด) มหานิ่ม กาญจนาชีวะ หรือ พระยาอุปกิตศิลปสาร บัญญัติขึ้นใช้และก็ติดปากชาวไทยมาจนบัดนี้

ไปอินเดียจะได้ยิน "สฺวาคตัม" "นมัสการ" หรือ "นมัสเต" ไปลังกาจะได้ยิน "อายุภวัน" หรือหูไทยได้ยินว่า "อายุบวร" ไปภูฏาน ก็จะได้ยินคำทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า "กุสุซัมโป" หรือ "ตะชิดีเรก"

สมัยผมอยู่อังกฤษประมาณ พ.ศ.๒๕๐๘-๒๕๑๔ วัดไทยในลอนดอนเพิ่งจะก่อตั้ง แต่พระลังกามาอยู่ลอนดอนนานแล้ว พระสงฆ์ลังกาสมัยนั้นมีท่านสัทธาติสสะ มหาเถระ เป็นประมุข ท่านรูปนี้เป็นพระนักปราชญ์ ทำงานแปลพระไตรปิฎกและชำระคัมภีร์บาลีให้สมาคมบาลีปกรณ์ (Pali TextSociety) ธรรมเนียมของชาวพุทธในอังกฤษสมัยนั้นคือ เวลาจะบรรยาย หรืออภิปราย จะต้องพูดว่า "Friends in Dhamma" ทุกครั้ง ไม่มี "Ladies and Gentlemen" เป็นอันขาด ใครไม่ใช้ "Friends in Dhamma" ถือว่าเชย และมิได้อยู่ในแวดวงพระศาสนาด้วยกัน

คำนี้ถอดเป็นไทยก็คือ ธรรมสหาย (สหายในธรรม) นั้นแล

ธรรมสวัสดี (สวัสดีในธรรม) ก็คงได้อิทธิพลมาจากนี้ แต่ว่ามาอย่างไร ใครเป็นคนนำมาใช้ ไม่รู้สิครับ หรือคิดตรงกันโดยบังเอิญ แต่ก็ดูดี แม้จะเชยนิดๆ ก็ตาม

การบัญญัติคำใหม่บางทีก็ง่าย บางทีก็ยาก คิดคำมาแทบตายแต่ไม่เป็นที่ยอมรับ ใครใช้คำนั้นก็ตายไปตั้งแต่แรกเกิด บางคำนักปราชญ์ราชบัณฑิตไม่ได้คิด แต่เป็นที่ยอมรับแพร่หลาย น.ม.ส. ทรงบัญญัติคำ "หมากตีน" แทน ฟุตบอล (ซ็อกเกอร์) แต่ไม่ติด จนแล้วจนรอดคำนี้ก็ยังต้องทับศัพท์มาจนบัดนี้ ส่วนคำว่า "จักรยาน" นักปราชญ์มิได้บัญญัติ ใครก็จำไม่ได้คิดขึ้นมา ติดปากประชาชนทันที

พระลังกาท่านเรียกเจ้าอาวาสว่า Incumbent ต่อมาเห็นว่า ไม่ใหญ่พอ เติม Senior เข้าไปอีกเป็น Senior Incumbent ยังไม่หนำใจเติมใหม่อีกเป็น Seniormost Incumbent จนพวกเราเรียกล้อว่า "ซีเนียร์ คิวคัมเบอร์"

ธรรมเนียมอย่างนี้เมืองไทยมีมานานเหมือนกัน ดังจะเห็นได้จากเรียกพระราชาคณะทั้งหลายว่า พระเดช พระคุณ...เจ้าพระคุณ...เจ้าประคุณ...จนไม่รู้ว่าอย่างไหนสูงกว่าอย่างไหน

เพราะที่มีใช้อยู่แล้วมันไม่ใหญ่พอ จึงต้องเพิ่มต้องเติมให้มันใหญ่สมใจ ด้วยเหตุนี้ บังสุกุล เฉยๆ จึงกลายเป็น "มหาบังสุกุล" กุศล กลายเป็น "มหากุศล" เผลอๆ อาจเป็น "อภิอมตมหากุศล" ไปในไม่ช้า

สวรรค์บนดิน  สวรรค์บนฟ้านั้นรู้กันโดยทั่วไป จากวรรณคดีพระพุทธศาสนา ที่วาดภาพไว้ว่า สวรรค์-นรก เป็นภพภูมิที่ตรงข้ามกัน สวรรค์ เป็นภพที่เต็มไปด้วยความสุข สนุกสนาน ดังที่บรรยายว่า มีวิมานทิพย์ มีอาหารทิพย์ เสพสุขบนทิพยวิมาน แวดล้อมด้วยนางฟ้าห้าร้อยคอยปรนนิบัติ (ทำไมต้องห้าร้อย ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน จำนวนช่างลงตัวเป๊ะๆ อีกความหมายถึงอาจหมายถึง "มาก" ก็ได้ มิได้หมายถึงจำนวนเท่านั้นจริง)

สรรค์นี้ ฟังเสียงผู้เขียนตำราแล้วคล้ายกับว่า อยู่โน้น บนฟากฟ้าแสนไกล ไม่ทราบว่าอยู่บนจริงหรือจินตนาการเอา

ภาพของนรก เป็นภพภูมิที่เต็มไปด้วยความทุกข์สาหัสสากรรจ์นานัปการ สัตว์นรกต้องตกนรกหมกไหม้ บ้างก็ปีนต้นงิ้วหนามแหลมคม มีกาปากเหล็กคอยจิกกินเนื้อ มีสุนัขดุร้ายคอยไล่กัด ถูกยมบาลจับโยนลงกระทะทองแดง เอาน้ำร้อนๆ กรอกปาก รับทุกขเวทนาแสนสาหัส ร้องโอดโอยครวญครางอย่างน่าเวทนา

นรกนี้ท่านก็ว่ามีเป็นขุมๆ หลายขุม และอยู่ใต้พื้นดิน ลึกขนาดไหนไม่ทราบ

ในความรับรู้ของคนทั่วไป สวรรค์ นั้นเป็นสัญลักษณ์แห่งความสุขสบายทุกอย่าง ซึ่งเป็นผลของการทำทานรักษาศีล บำเพ็ญคุณงามความดีในชาตินี้ ตายไปแล้วชีวิตก็จะได้สุขสบายอย่างที่ว่านี้ จึงมักเป็นที่ปรารถนาของคนทั่วไป

ส่วนนรก เป็นสัญลักษณ์แห่งความทุกข์ยากลำบากนานา ไม่เป็นที่ปรารถนาของคนทั่วไป การตกนรกเป็นผลของการทำชั่ว ผิดศีลธรรม ตายไปแล้วจึงต้องไปรับใช้กรรมที่ก่อไว้แต่ชาตินี้

สวรรค์ และนรก ไม่สามารถเข้าถึงได้ในชีวิตนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อบางครั้งชีวิตประสบความสำเร็จในสิ่งที่ต้องการ มีความสุขสบายมาก เราจึงมักพูดว่า เหมือนอยู่บนสรวงสวรรค์ หรือเราได้มี "สวรรค์บนดิน" ในขณะเดียวกัน ถ้าชีวิตได้รับความลำบาก เช่นถูกจับ ถูกไล่ออกจากงาน เงินทองไม่มีใช้ มีปัญหาครอบครัว เราก็มักจะพูดว่า เหมือนตกนรกทั้งเป็น หรือมี "นรกบนดิน"

สวรรค์บนดิน เข้าใจว่าเป็นสำนวนที่มีมานาน ที่เป็นรูปธรรมที่สุด น่าจะเป็นสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์แห่งชมพูทวีป ผู้หลังจากมานับถือพระพุทธศาสนาแล้ว ได้ประยุกต์คำสอนของพระพุทธเจ้ามาใช้ในการปกครองประเทศ อันเรียกว่าระบบ "ธรรมวิชัย" หรือ "ธรรมราชา"

พระเจ้าอโศกจารึกไว้ในศิลาจารึกหลักหนึ่ง เพราะนโยบายธรรมวิชัยของพระองค์นี้เอง ประชาชนทั่วทั้งประเทศจึงมีแต่ความสงบสันติสุขโดยทั่วหน้ากัน บรรดาเหล่าเทพยดาทั้งหลายได้ลงมาปะปนกับมนุษย์บนดินจนมองไม่แตกต่างกันระหว่างมนุษย์กับเทวดา เพราะต่างก็มีความสุขสบายเหมือนๆ กัน เรียกว่าพระองค์ได้สร้าง "สวรรค์บนดิน" แล้วในพระราชอาณาจักรของพระองค์

ความหมายของพระองค์ก็คือมนุษย์ทุกผู้ทุกนามตั้งแต่มนุษย์ชั้นสูงจนกระทั่งชั้นต่ำ ต่างก็มีความสุขกันทั่วหน้า เพราะพระองค์ได้ "ปิดช่องว่าง" ระหว่างชนชั้นหมดแล้ว สร้างความเสมอภาคโดยสมบูรณ์ นั่นคือความเสมอภาคแห่งธรรมะ มีธรรมะเป็นหลักยึดแห่งชีวิตโดยทั่วหน้ากัน

การสร้างสวรรค์บนดิน จึงเป็นอุดมคติของเหล่ากษัตราธิราชในยุคต่อๆ โดยพยายามเอาเยี่ยงอย่างพระเจ้าอโศกมหาราชให้ได้ เรียกว่าอยากเป็นอโศกที่สอง กันทุกพระองค์ว่าอย่างนั้นเถอะ  



KARMA ON LINE

ตามหลักของกรรม ๑๒ ประการ (จะเขียนภายหลังเมื่อมีโอกาส) ท่านเปรียบกรรมที่คนเราทำไปแล้วเหมือนหมาไล่เนื้อ ทันทีที่ทำกรรม ไม่ว่าดีหรือร้าย กรรมนั้นก็พร้อมจะอำนวยผลให้แก่ผู้กระทำ

โอกาสหรือเวลาที่กรรมจะให้ผล ท่านว่ามีอยู่ ๔ ประการ คือ

๑. กรรมบางอย่างทำแล้วให้ผลทันที กรรมชนิดนี้ต้องเป็นกรรมหนักหนาสาหัสมาก ชนิดที่แผ่นดินไม่สามารถจะธารไว้ได้ (ต้องการเขียน ธาร นะครับ) เรียกว่า อนันตริยกรรม มี ๕ ประการคือ ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ใส่ร้ายพระอริยะเจ้า และทำร้ายพระพุทธเจ้าจนพระโลหิต (ห้อเลือด) หรือกรรมบางอย่างไม่ร้ายแรงขนาดนั้น แต่ก็ใกล้เคียงกัน คนทำกรรมชนิดนี้แล้ว จะได้รับผลทันตาเห็น ยังไม่ทันตายเราก็ได้เห็นผลกรรมแล้ว อย่างที่ชาวบ้านเรียกว่า "อยัมภทันตา"นั่นแล

๒. กรรมบางอย่างจะให้ผลในชาติหน้า ชาตินี้อาจไม่ทันให้ผล เพราะกรรมดีๆ อย่างอื่นที่เขาทำไว้อาจมีอยู่ ก็ต้องรอโอกาส เมื่อได้โอกาสในชาติหน้าก็จะให้ผล

๓. กรรมบางอย่างชาติหน้าก็ยังไม่มีโอกาส ก็ต้องรอไปจนถึงชาติต่อไป จึงจะสามารถให้ผลได้

๔. กรรมบางอย่างรอแล้วก็รอหาย เพราะคนคนนั้นก็ทำกรรมดีๆ ไว้มาก มากเกินกว่ากรรมที่ทำไว้จะบันดาลผลได้ ดังกรณีองคุลิมาลโจร ที่เห็นๆ ในชาตินี้ ท่านก็ฆ่าคนมาจำนวนมากเป็นร้อยๆ แต่บังเอิญว่ามีเงื่อนไขใหม่เข้ามาขัดจังหวะคือ พระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรด ทรงแสดงธรรมให้ฟัง ท่านเกิดบรรลุพระอรหัตกรรมชั่วที่ทำไว้ตั้งท่าไว้เรียบร้อยว่าจะตามสนอง แต่ถูกขัดจังหวะ หรือจะเรียกให้ถูกก็ว่า ถูกตัดรอนโดยอรหัตมรรคอรหัตผลที่ท่านองคุลิมาลได้บรรลุ จึงกลายสภาพเป็น "อโหสิกรรม"(หมดโอกาสให้ผล) ไป

การให้ผลของกรรมตามกาลเวลาทั้ง ๔ ประการนี้ ท่านจึงเปรียบให้เห็นภาพพจน์ว่าเหมือนเนื้อสมันที่วิ่งหนีหมาซึ่งตามไล่ หมาก็จะไล่เนื้อไปเรื่อยๆ ทันเมื่อใดก็กัดเมื่อนั้น ถ้าไม่ทันจริงๆ เนื้อก็รอดชีวิต

กรรมก็เช่นเดียวกัน ถ้ามันตามสนองคนทำกรรมไม่ทัน เพราะมีเงื่อนไขอื่นคอยเข้ามาขัดจังหวะ หรือตัดรอน ก็อาจไม่มีโอกาสให้ผลเลย ถือว่า เจ๊ากันไป กรรมชนิดนี้ ทางพระท่านเรียกว่า อโหสิกรรม ดังกล่าวแล้วข้างต้น

อโหสิกรรม มีความหมายสองอย่างคือ (๑) หมายถึงกรรมที่ให้ผลเสร็จแล้ว (อโหสิ แปลว่าได้มีแล้วคือได้ให้ผลแล้ว) และ (๒) กรรมที่ไม่มีโอกาสให้ผลเลย ดังกล่าวข้างต้น (อโหสิ ในกรณีนี้แปลว่า มีไม่ได้แล้วคือไม่มีโอกาสให้ผลแล้ว)

แต่กรรมที่ไม่มีโอกาสให้ผล มันก็ไม่ว่าอะไร ไม่น้อยใจ ไม่โวยวายเหมือนนักการเมืองที่ไม่มีโอกาสได้เป็นรัฐมนตรี

กรรมเขามีกฎเกณฑ์แน่นอนตายตัว และยุติธรรมที่สุด แต่บางครั้งก็มักจะไม่ทันใจมนุษย์ เห็นคนอื่นทำกรรมชั่วช้าสารเลว ทำร้ายสังคมอย่างหนัก เช่นเป็นนักปกครองคอร์รัปชั่นโกงเงินภาษีอากรของประชาชน ประชาชนก็เฝ้ารอว่าเมื่อไรมันจะได้รับผลกรรมตามสนองสักที ครั้นไม่ทันใจก็มักจะบ่น ในกรณีที่กรรมมันให้ผลบ้างบางส่วน เช่น พระอลัชชีสร้างมลทินแก่พระศาสนา พระศาสนากระเทือนหนัก ถูกสั่งสึก ชาวพุทธหลายท่านก็สะใจ บอกว่า เห็นไหม กรรมมันติดจรวด ให้ผลทันตา ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า

กรรมติดจรวด เป็นคำใหม่ดูเหมือนจะเป็นพระพยอม กัลยาโณ หรือเจ้าคุณพระพิศาลธรรมพาที เป็นผู้เอ่ยคำนี้เป็นท่านแรก ฟังเข้าทีดี เมื่อเห็นใครบางคนทำความชั่วเสียหาย ก็มักจะเตือนกันว่า อย่าทำเป็นเล่นไปนาเดี๋ยวนี้กรรมติดจรวดนะเว้ย อะไรทำนองนั้น

คำว่า กรรมออนไลน์ ก็คงหมายถึงกรรมมันทันทีทันใดมาก ดุจโอนเงินเข้าธนาคารออนไลน์เลย ได้เดี๋ยวนั้น ไม่ต้องรอนาน กรรมที่ให้ผลทันตาเห็น ให้ผลอย่างรวดเร็ว เรียกว่า กรรมออนไลน์ ก็เป็นศัพท์ทันสมัยดี ถ้าคำนี้ติด ก็จะได้ศัพท์ธรรมะเพิ่มขึ้นอีกศัพท์หนึ่งคือ KARMA ON LINE : karma to be experienced here and now ; immediately effective karma.


สแลงอายุยืน

ภาษาเป็นสิ่งมีชีวิต ใครไม่รู้กล่าวคำนี้ ผมเห็นด้วย เพราะภาษาที่ใช้สื่อสารกันอยู่มันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ นั่นแสดงถึงความมีชีวิต ต่อเมื่อหยุดการเปลี่ยนแปลงนั่นแหละ จึงจะเรียกว่า ตายแล้ว

ตายแล้ว เป็นภาษาไหม ตอบว่า เป็นเหมือนกัน แต่เป็นภาษา "ที่ตายแล้ว" เพราะฉะนั้น ภาษาจึงแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือภาษาที่ตายแล้ว กับภาษาที่มีชีวิต ที่เราพูดภาษาเป็นสิ่งที่มีชีวิต เราหมายเอาภาษาที่เราใช้สื่อสารกันจริงๆ ในชีวิตประจำวัน ส่วนที่ตายแล้วคนไม่ค่อยใช้ก็ปล่อยมันไว้ที่ "ป่าช้า" โน่นแหละ

คำหรือวลีที่เกิดใหม่ จะมีเป็นระยะๆ บางคำเกิดมาแล้วชั่วประเดี๋ยวประด๋าวก็หายไป บางคำอยู่นานพอสมควร แต่ในที่สุดก็หายไปจากความทรงจำของคน แต่บางคำเกิดมาแล้วเกิดเลย คืออยู่นานมาก นานจนได้รับการบันทึกในพจนานุกรมฯ

คำที่เกิดมาแล้วอยู่ชั่วคราวเราเรียกว่า สแลง ภาษาฝรั่งเขียน salang คงหมายถึงคำที่ใช้เฉพาะกลุ่มย่อยๆ หรือคำตลาด ที่คิดขึ้นมาใช้กันเล่นๆ ในกลุ่มย่อยๆ หรืออย่างเก่งก็ในประเทศหนึ่ง ถ้าบังเอิญประเทศนั้นค่อนข้างใหญ่เช่น สหรัฐอเมริกา หรือจักรภพอังกฤษ ที่ภาษาของเขาใช้กันทั่วโลก คำคำนั้น ก็อาจรู้กันแพร่หลาย เรียกว่า สแลงระดับนานาชาติ

เฉพาะภาษาไทย สื่อมวลชน โดยเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์ มักเป็นผู้ให้กำเนิดมากกว่าแหล่งอื่น หนังสือพิมพ์จะบัญญัติคำนั้นขึ้นใช้ก่อน หนังสือพิมพ์ ก. ใช้คำนั้นก่อน หนังสือพิมพ์ ข. เห็นด้วยก็เอาไปใช้ ประชาชนอ่านแล้ว รู้สึกว่าเข้าท่าดี ก็นำไปใช้สื่อสารในไม่ช้าไม่นาน คำนั้นก็ติดปากคนทั่วไป ถ้าใครไม่รู้จัก กลัวจะถูกหาว่า "เชย" คนก็เลยรับรู้และใช้กันไปทั่ว

อย่างคำว่า ตุ๋ย เป็นชื่อคน คนคนนี้ มีพฤติกรรมชอบ "เข้าประตูหลัง" ของเพศเดียวกัน ชื่อของเขาก็เลยกลายเป็นคำกริยา ถ้าขอให้นักภาษาท่านให้คำนิยามคำนี้ ท่านก็คงเขียนดังนี้ ตุ๋ย (สแลง) ก. เสพกาม ทางวัจมรรคของเพศชาย, "เข้าประตูหลังของเพศชาย"

ที่ไม่ให้นิยามว่า รักร่วมเพศ หรือมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน ก็เพราะ "ตุ๋ย" ใช้กับการร่วมเพศโดยทางอื่นไม่ได้แม้จะเป็นชายกับชายก็ตาม หรือใช้กับการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างหญิงกับหญิงก็ไม่ได้

สมัยผมยังหนุ่ม มีคำว่า วันชัย แปลว่าข่มขืนผู้เยาว์ คำนี้เกิดขึ้นเพราะคนชื่อนี้ถูกหาว่าข่มขืนเด็กหญิง เป็นคดีในศาล ประชาชนนำไปสื่อสารกันโดยทั่วไป เวลาเห็นหญิงสาวแก่นนัก หนุ่มๆ ก็จะร้องว่า ทำอวดเก่ง เดี๋ยวก็ "วันชัย" ซะหรอก อะไรทำนองนี้

ไม่นาน "วันชัย" ก็หายไปจากความทรงจำของคน คำว่า "ตุ๋ย" นี้ก็คงเช่นเดียวกัน ไม่ช้าไม่นานก็คงหายไป

รวมถึงคำอื่นๆ ที่ถือกำเนิดที่ข่าวสด มติชนด้วย เช่น ท้วยส์ เชลียร์

ถ้าสแลงอยู่นาน คนยังนิยมใช้กันอยู่ สแลงนั้นก็อาจได้รับเกียรติบันทึกในพจนานุกรมฯ ก็ได้ คำว่า "เชย" (ทำอะไรเปิ่นๆ เหมือนลุงเชย) ได้เลื่อนขั้นไปแล้ว คำว่า "ไอ้เณร" (ทหารเกณฑ์ ทหารใหม่ที่เซ่อๆ ซ่าๆ เลียนมาจากคำ "สามเณร") ไม่มีทีท่าว่าจะหายไป แต่พจนานุกรมฯ บันทึกไว้หรือยังไม่ทราบ

สแลงที่มี แหล่งที่มาจากศาสนา ไม่ว่าจะเป็นหลักธรรม หรือบุคคลของศาสนา มักไม่เป็นที่ปรารถนาของผู้ที่เคร่งพระศาสนา อย่างคำ "ไอ้เณร" ก็ถูกต่อว่า ว่าไม่น่าบัญญัติขึ้นมาใช้ เป็นการดูหมิ่นศาสนา  





เคารพ-การแสดงความเคารพ

เคารพ เป็นคำนาม ภาษาบาลีว่า คารว (อ่าน "คา-ระ-วะ" แปลตามศัพท์ว่า "การทำให้หนัก" หมายถึง การให้ความสำคัญแก่สิ่งนั้นๆ

เคารพมี ๖ ประการ คือ

๑. เคารพในพระพุทธ

๒. เคารพในพระธรรม

๓. เคารพในพระสงฆ์

๔. เคารพในการศึกษา คือให้ความสำคัญแก่การฝึกฝนอบรม

๕. เคารพในปฏิสันถาร คือให้ความสำคัญแก่การต้อนรับ, มีมนุษยสัมพันธ์

๖. เคารพในความไม่ประมาท คือให้ความสำคัญแก่ความไม่ประมาท มีสติอยู่เสมอ

การแสดงความเคารพ คือแสดงออกทางกาย วาจา ให้รู้ว่าเรามีความเคารพ ทางใจ ในวัฒนธรรมไทย ซึ่งมีรากฐานมาจากพระพุทธศาสนา จัดลำดับหรือขั้นตอนของการแสดงความเคารพไว้ดังนี้

๑. อัญชลี ประคองอัญชลี คือยกมือไว้ตรงอก คือยกมือไหว้

๒. วันทา (หรือ นมัสการ) ยกมือที่ไหว้นั้นขึ้นจรดศีรษะ

๓. อภิวาท คุกเข่ากราบโดยให้อวัยวะ ๕ ส่วน (ข้อศอก, เข่าสอง, ศีรษะหนึ่ง) เรียก กราบ "เบญจางคประดิษฐ์"

๔. ปัจจุฏฐาน ยืนขึ้นรับ

เฉพาะ อภิวาท นั้น ถ้าตามวัฒนธรรมแขก หรือทิเบต เขาจะกราบแบบ "อัษฎางคประดิษฐ์" คือให้อวัยวะ ๘ ส่วนจรดพื้น แปดส่วนคือส่วนไหนบ้าง ผมไม่แน่ใจ เพราะไม่เคยมีใครบอก คงจะเป็น เข่าสอง ปลายเท้าสอง แขนสอง ท้องหนึ่ง หน้าผากหนึ่ง ใครทราบบอกด้วยก็แล้วกัน

การแสดงความเคารพนี้ โดยปกติคนผู้อายุน้อยกว่าแสดงต่อผู้มีอายุมากกว่า เช่น พระนวกะ แสดงความเคารพต่อพระมัชฌิมะ และพระเถระ ในบางกรณีคนสูงอายุพรรษา จะแสดงความเคารพต่อผู้อายุน้อยที่เจริญด้วยคุณวุฒิ (ความรู้สูงกว่าตน) แล ชาติวุฒิ (มีชาติสกุลสูง) ก็ได้ แต่ผู้มีอายุน้อยกว่านั้น (แม้จะมีคุณวุฒิ และชาติวุฒิสูงกว่า) ที่เป็นบัณฑิต มักจะไม่เปิดโอกาสให้คนแก่กว่าแสดงความเคารพ จะรีบเคารพเขาก่อนเสมอ

ในสังคมพระสงฆ์ ท่านมักถือเคร่งครัด เวลาพระผู้เฒ่าที่พรรษามากกว่าแต่มีสมณศักดิ์หรือตำแหน่งทางบริหารต่ำกว่ามาหา พระผู้อายุพรรษาน้อยกว่าแม้จะมีตำแหน่งหรือสมณศักดิ์สูงกว่า จะเป็นผู้กราบเสียเอง ไม่ยอมให้พระผู้เฒ่ากราบ ทั้งนี้เพราะท่านถือ "พรรษา" ตามบัญญัติของพระพุทธองค์เป็นสำคัญ

เพศภาวะก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ถือสำคัญ เพศฆราวาสถือว่าด้อยกว่าเพศบรรพชิต เพราะบรรพชิตถือพรหมจรรย์ ในขณะที่เพศฆราวาสเป็น "กามโภคี" (ยุ่งเกี่ยวในกาม) คฤหัสถ์ไม่ว่าจะอายุมากกว่า หรือชาติสกุลสูงเพียงใด ก็ย่อมกราบไหว้ภิกษุแม้บวชในวันนั้น นี้ถือเพศภาวะเป็นสำคัญ

เพราะเพศภาวะเป็นตัวกำหนดนี้เอง แม้บางครั้งคฤหัสถ์ที่บรรลุอริยผล (เช่นเป็นพระโสดาบัน) ยังต้องแสดงความเคารพต่อพระภิกษุแม้เป็นปุถุชน

แต่ในส่วนจิตใจแล้ว ภิกษุที่เป็นปุถุชน ย่อมมีความเคารพต่อคฤหัสถ์ที่เป็นอริยบุคคลอยู่ เพียงแต่ไม่แสดงออกทางกาย วาจาเท่านั้น

ดุจเดียวกับภิกษุลูกชาวนา เวลาพระมหากษัตริย์ทรงไหว้ แม้จะไม่ไหว้ตอบ แต่จิตใจก็นอบน้อมสำนึกในพระคุณของพระมหากษัตริย์ในใจฉันนั้นแล

ถึงตรงนี้ ขอสรุปว่า ความเคารพ กับการแสดงความเคารพ พึงแยกกันด้วยประการฉะนี้แล  



แม่พิมพ์-พ่อพิมพ์

ตามปกติ ผมกลับจากที่ทำงาน ถึงบ้านก็อาบน้ำอาบท่า กินข้าว เสร็จแล้วก็เอกเขนกดูและฟังทีวี ซึ่งมักจะตกเวลาประมาณทุ่ม หรือทุ่มกว่าๆ ฟังข่าวไปด้วย ดูกีฬาไปด้วย เป็นการผ่อนคลาย ก่อนจะเข้านอน

วันหนึ่งก็สะดุ้ง เมื่อหูแว่วผู้สื่อข่าวรายงานเกี่ยวกับวงการครูบาอาจารย์ เธอหลุดคำพูดออกมาว่า "พ่อพิมพ์ของชาติ" ก็เลยเงยหน้าดูผู้รายงานให้ชัดๆ หน่อยหน้าตาเป็นอย่างไร ทำไมจึงเรียกครูว่า "พ่อพิมพ์" อ้อ เธอคงหมายถึง "ครูผู้ชาย" ถ้าเป็นครูผู้หญิง เธอคงจะเรียกว่า "แม่พิมพ์" ซีนะ

คำว่า "แม่พิมพ์" นี้มีบอกเพศด้วยแฮะ

เท่าที่ทราบ ไม่เคยมีใครบอกว่า "แม่พิมพ์" ใช้หมายถึงครูเพศหญิง ถ้าเป็นครูเพศชายให้เรียก "พ่อพิมพ์" ครูบาอาจารย์สอนผมมาว่า "แม่พิมพ์" เป็นคำที่ใช้เรียกครู ครูหญิงก็ "แม่พิมพ์" ครูชายก็ "แม่พิมพ์" กระทั่งครูกะเทย ก็ "แม่พิมพ์"

ไม่มี "พ่อพิมพ์" เป็นอันขาด

ผมก็จำมาอย่างนี้ตั้งแต่เด็กแล้ว และก็สอนลูกศิษย์ลูกหามาอย่างนี้เหมือนกัน อยู่ๆ ก็มีผู้มาสอนประชาชน (ออกอากาศทั่วบ้านทั่วเมือง ผ่านสื่อโทรทัศน์ ไม่เรียกว่า "สอน" ก็ไม่รู้จะเรียกอะไร) ว่า ครูผู้ชายเรียกว่า "พ่อพิมพ์"

อยากทราบว่า เธอ (ผู้สื่อข่าว) คนนี้ได้ความรู้ใหม่นี้มาจากไหน ความรู้ที่ว่า ครูผู้ชายเรียก "พ่อพิมพ์" ครูผู้หญิงเรียก "แม่พิมพ์" น่ะ มันต้องมีที่มาสิน่า วันนี้เปิดพจนานุกรมเพื่อดูสะกดการันต์คำอื่นดอก แต่บังเอิญไปพบ "พ่อพิมพ์" เข้าเต็มตา

บอกไว้เสียเลยเพื่อเป็นเกียรติยศ พจนานุกรมฉบับนี้คือ พจนานุกรมไทย ฉบับที่บอกว่า "สมบูรณ์ที่สุด ทันสมัยที่สุด" ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๘ พ.ศ.๒๕๒๖ ของสำนักพิมพ์รวมสาส์น ผู้จัดทำคือ มานิต มานิตเจริญ หน้า ๗๔๔ คอลัมน์ขวามือ มีดังนี้ครับ

แม่พิมพ์ . บล็อก, สิ่งที่เป็นต้นแบบ, คนที่เป็นแบบอย่าง, ครูหญิง

แม่พิมพ์ของชาติ . ครูหญิง

นึกเสียวๆ ว่าพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน คงว่าเหมือนกัน เพราะพจนานุกรมที่เอกชนจัดทำขึ้น ส่วนมากมักจะ "ลอก" คำนิยามจากฉบับราชบัณฑิตยสถาน ต่อเติมบ้างเล็กน้อย เพื่อมิให้เห็นว่าเป็นการลอกทั้งดุ้น มีบ้างบางฉบับลอกมาทั้งหมดเลย กระทั่งปรู๊ฟผิดก็ผิดตามไปด้วย ดังได้มีการฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลกันมาแล้ว จึงกลั้นใจเปิดพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานดู พบดังนี้ครับ

แม่พิมพ์ น. สิ่งที่เป็นต้นแบบ, โดยปริยายหมายถึงคนที่เป็นแบบอย่าง

ค่อยหายใจโล่งอกหน่อย

คำว่า แม่พิมพ์ หมายถึงแม่แบบ โดยปริยายหมายถึงคนที่เป็นต้นแบบ หรือคนที่เป็นแบบอย่างในทางดี อาชีพครู ถือว่าเป็น แม่พิมพ์ จึงมีคำพูดว่า "แม่พิมพ์ของชาติ" คำคำนี้ไม่มีเพศครับ ใครก็ตามที่เป็นครู เรียกว่า "แม่พิมพ์" ทุกคน เพราะต่างก็เป็นแม่แบบที่ดีให้เด็กๆ

ของเดิมเขาดีอยู่แล้ว ไม่ต้องเปลี่ยนของเขาดอกครับ หาไม่ก็คงต้องเปลี่ยน แม่ทัพ เป็น "พ่อทัพ" สิครับ เพราะผู้นำกองทัพล้วนเป็นเพศชายทั้งนั้น  



อมิตตพุทธ

ชอบอ่านหนังสือกำลังภายใน ชอบหลวงจีนเส้าหลิน หรือคุนลุ้น เวลาประจันกับศัตรูผู้มุ่งร้าย ท่านจะไม่ทำร้ายตอบ ถ้าถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ต้อง "ลงมือ" ก็จะเอ่ยคำ "อมิตตพุทธ" ก่อนจะลงมือ ถ้าเมื่อใดหลวงจีนท่านร้อง "อมิตตพุทธ" ละก็ ให้ระวังให้จงหนัก ชั่วพริบตาเดียวอาจจะลงไปกองอยู่กับพื้นโดยไม่ทันรู้ตัวก็ได้ รวดเร็วปานนั้นแหละขอรับ

อมิตตพุทธ คงจะเป็นคำเพี้ยนมาจาก อมิตาภพุทธ ซึ่งเป็นคำยาวเกินไป ออกเสียงเร็วๆ มันจึงหดสั้นเข้าเหลือแต่ "อมิตตพุทธ" ดุจดัง ผู้พิพากษา เหลือเพียง "พูกษา" มหาวิทยาลัย เหลือเพียง "มหาลัย" (หรือถ้าออกเสียงเร็วกว่านั้น จะได้ยินว่า "หมาลัย" เลยทีเดียว ไม่เชื่อผม ลองสังเกตดีๆ เถอะครับ)

อมิตาภพุทธ เป็นพระนามพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ซึ่งเกิดจากพระพุทธเจ้าผู้เป็น "ต้นเดิม" (อาทิพุทธ) พูดอย่างนี้ชาวพุทธเถรวาทไม่เข้าใจดอก ต้องอธิบาย

ตามความเชื่อของชาวพุทธฝ่ายมหายาน เขาเชื่อกันว่า มีพระพุทธเจ้าผู้เป็นองค์เดิมแท้อยู่องค์เดียว เรียกว่า อาทิพุทธ เรียกว่า ธรรมกาย เรียกว่า วัชรสัตว์ พระพุทธเจ้าผู้เป็นองค์เดิมแท้นี้เป็น อมตะ ไม่มีเกิด ไม่มีตาย ประทับอยู่โน่น "พุทธเกษตร" (แดนแห่งพระพุทธะ) หรือชาวจีนเรียกว่า "สุขาวดี"

จากพระพุทธเจ้าผู้เป็นต้นเดิมแท้นี้ จึงเกิดพระพุทธเจ้าอื่นๆ อีกหลายองค์ เรียกว่าเกิดจากฌานของพระอาทิพุทธ พระพุทธเจ้าเหล่านี้มีมากมายยิ่งกว่าเมล็ดทราย นับไม่ถ้วนว่ามีเท่าไร แต่ที่แน่ๆ คือมีมากมายไพศาล

ที่ปรากฏพระนามดังๆ เป็นที่รู้กันทั่วไปก็มี ๕ องค์ คือ

๑. พระไวโรจนพุทธ

๒. พระอักโษภยพุทธ

๓. พระรัตนสัมภวพุทธ

๔. พระอมิตาภพุทธ

๕. พระอโมฆสิทธิพุทธ

อมิตาภพุทธ บังเอิญดังกว่าองค์อื่น ทั้งชาวจีน ชาวญี่ปุ่นก็รู้จักกันดี จึงถูกกล่าวขวัญถึงบ่อยๆ ในหนังกำลังภายในก็จะถูกเอ่ยถึงบ่อย จนกลายเป็นคำอุทาน "อมิตตพุทธ" ดังกล่าวข้างต้น

พระอมิตาภพุทธ เป็นที่เคารพนับถือมาก ถึงกับเชื่อกันว่า ถ้าสวดมนต์เอ่ยพระนามพระอมิตาภพุทธบ่อยๆ จะได้รับเข้าไปอยู่ในแดนสุขาวดีของพระองค์ ทำให้เกิดการ "ยึดติด" ในพิธีกรรม คือสวดมนต์อ้อนวอน โดยไม่อยู่บนพื้นฐานของการฝึกฝนอบรมตน

อาจารย์เซ็นท่านหนึ่ง หวังจะเตือนชาวพุทธที่ติดอยู่กับพิธีกรรมอันเป็นเปลือกกระพี้ มากกว่าจะใส่ใจใน "แก่น" ท่านจึงลงทุนปฏิบัติให้เป็นตัวอย่าง โดยทิ้งวัดไปอยู่กับพวกขอทานใต้สะพาน ยังชีพด้วยข้าวคลุก "มิโสะ" เอาชีวิตรอดไปวันๆ

ท่านเอารูปพระอมิตาภพุทธออกมาตั้งไว้บนหัวนอน เขียนข้อความว่า นาย อมิตาภพุทธ เอ๋ย ที่อยู่ไม่สมเกียรติเจ้าเท่าใดนัก อย่าถือสา และอย่าคิดว่าข้าจะสวดอ้อนวอนให้เจ้าช่วยให้ข้าไปเกิดในแดนสุขาวดีของเจ้าเป็นอันขาด"

นัยว่าท่านลงทุน "เล่น" กับพระพุทธรูปขนาดนี้ ก็เพื่อสะกิดให้ชาวพุทธได้คิดว่า เพียงสวดอ้อนวอนพระพุทธเจ้ามิได้ช่วยให้หลุดพ้นดอก ต้องลงมือปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า จึงจะบรรจุถึงเป้าหมายของชีวิต

พูดถึงวิธีเตือนสติคนที่ยึดติดในตัวบุคคล นึกถึงอีกเรื่องหนึ่ง อาจารย์เซ็นท่านหนึ่งไปงานศพเพื่อนอาจารย์ด้วยกันที่เพิ่งมรณภาพ เห็นบรรดาศิษย์ร้องห่มร้องไห้หน้าศพอาจารย์ จึงเดินอาจๆ เข้าไป เอาไม้เท้าเคาะโลง ร้องว่า

"เฮ้ย เพื่อนรัก เพื่อนสอนศาสนาประสาอะไร จึงทำให้เหล่าลูกศิษย์ ยึดติดในตัวเพื่อนปานฉะนี้วะ"

ว่าแล้วก็เดินลงศาลาไป

อมิตตพุทธ


ที่มา คอลัมน์ "ฟ้าสางเมื่อใกล้ค่ำ"
โดย ศาสตราจารย์
11  สุขใจในธรรม / พุทธวัจนะ - ภาษิตธรรม / Re: พระสูตรน่าสนใจ : ข้อคิดจากคอลัมน์ "ฟ้าสางเมื่อใกล้ค่ำ เมื่อ: 12 กุมภาพันธ์ 2562 15:31:55


นวกะ

ดูเหมือนว่าได้เขียนถึงคำว่า เถระ ไว้แล้ว วันนี้ขอพูดถึง นวกะ บ้าง

นวกะ แปลว่า "ผู้ใหม่" เป็นคุณศัพท์มาจากคำว่า นว (ใหม่ หรือ เก้า แต่ในที่นี้หมายเอาความหมายแรก) ภาษาฝรั่งว่า nov, new หรือแม้แต่คำว่า now ก็น่าจะมาจาก นว นี้เหมือนกัน

โดยความหมายทั่วๆ นวกะ ก็หมายถึงอะไรก็ได้ที่ใหม่ เช่น ผลไม้ใหม่ ก็ว่า นวกํ ผลํ แขกผู้มาใหม่ ก็ว่า นวโก อาคนฺตุโก นโยบายใหม่ ก็ว่า นวโก อุปาโย

นวกะ ที่เป็นศัพท์เฉพาะทาง ใช้เรียกพระภิกษุที่บวชใหม่ และ "ใหม่" ที่ว่านี้มีระยะเวลาถึง ๕ ปี บวช วันนี้เรียกว่า นวกภิกษุ (ศัพท์สมาสไม่ต้องประวิสรรชนีย์) บวชนานกว่านั้นก็เรียก นวกภิกษุ จนกระทั่งย่างเข้าพรรษาที่ ๖ จึงจะพ้นภาวะนวกภิกษุ

ทำไม คำว่า "พระบวชใหม่" จึงกินระยะเวลายาวปานนั้น คำตอบก็คือ ในช่วงพรรษาที่ ๑ ถึงพรรษาที่ ๕ นี้ ผู้บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา จะต้องอยู่ในความดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดของอุปัชฌาย์และอาจารย์ อุปัชฌาย์ ผู้บวชให้เป็นเสมือน "บิดาบังเกิดเกล้า" ผู้ให้กำเนิดทางธรรม พ่อก็ต้องอบรมสั่งสอนว่าอะไรควรละ อะไรควรบำเพ็ญ ตลอดจนอากัปกิริยาต่างๆ ที่ควรแก่สมณสารูป

อาจารย์ หมายถึง กรรมวาจาจารย์ และอนุสาวนาจารย์ (ไม่ใช่อนุศาสนาจารย์ นะขอรับ) ก็เปรียบเสมือน "พี่" ผู้คอยเป็นพี่เลี้ยงให้ การฝึกฝนอบรมกว่าจะรู้ว่าอะไรควรละ ควรเว้น ครบสมบูรณ์จริงๆ ก็ต้องใช้เวลา ๕ ปี เพราะฉะนั้นในช่วง ๕ ปีนี้จึงเป็นนวกภิกษุ (ภิกษุใหม่)

และต้องถือ "นิสสัย" อันได้แก่ มอบตนอยู่อาศัยพระอุปัชฌาย์ ขอให้อุปัชฌาย์เป็นที่พึ่ง พูดง่ายๆ ว่า ขอให้เป็นที่พึ่งในทางการศึกษาอบรมนั้นเอง (เรื่องนี้จะเขียนถึงภายหลัง)

พระอุปัชฌาย์ จึงเป็น "ทุกอย่าง" ของพระบวชใหม่ ไม่เฉพาะอบรมบ่มนิสัยและให้ความรู้ทางพระศาสนาเท่านั้น ต้องเป็นกำลังใจสนับสนุนให้ศิษย์มีฉันทะในการประพฤติพรหมจรรย์อยู่นานๆ ด้วย เมื่อศิษย์ "กระสัน" (ภาษาพระแปลว่าอยากสึก) ก็จะคอยให้สติว่าอย่ากลับไปสู่เพศภาวะที่ยุ่งยากเลย บวชอยู่ต่อไปเถิด เพศบรรพชิตนี้สงบดี ถ้าเอาไว้ไม่อยู่ บางครั้งก็ต้องขอแรงพระพุทธองค์ทรงช่วย

ดังกรณีพระภาคิไนย สังฆรักขิต

สังฆรักขิต บวชใหม่ ได้ผ้าเนื้อดีมาสองผืน นำไปถวายสังฆรักขิต ผู้เป็นหลวงลุง ท่านไม่รับนึกน้อยใจสึกดีกว่า ขายผ้าสองผืนนี้ได้เงินมาซื้อแพะแม่พันธุ์มาเลี้ยง เมื่อตกลูกมาหลายตัวก็ขายเอาเงินมาซื้อนา ตั้งเนื้อตั้งตัวได้พอสมควรแล้วก็แต่งงานกับสตรีงามสักคนหนึ่ง ได้ลูกชายน่ารักน่าชังมาหนึ่งคน วันดีคืนดีก็นั่งยานพาลูกเมียมาไหว้หลวงลุง ขณะขับยานมาเมียอุ้มลูกเหนื่อย วางลูกไว้บนพื้นเกวียน ลูกร้องไห้ เราโกรธเมียที่ไม่ดูแลลูกให้ดี เอาปฏักฟาดหัวเธอเป็นการสั่งสอน

ขณะคิดฟุ้งซ่านอยู่นั้น เธอกำลังพัดวีหลวงลุงอยู่เผลอเอาพัดตีหัวหลวงลุงโป๊ก หลวงลุงเป็นพระอรหันต์รู้ความคิดของพระหลานชายจึงพูดว่า สังฆรักขิตเธอโกรธมาตุคาม (สตรี) ทำไมมาตีหัวพระแก่อย่างเราด้วย

พระบวชใหม่รู้อะไรเป็นอะไร จึงวิ่งหนีด้วยความอายจะสึกให้ได้ พระทั้งหลายต้องจับไปหาพระพุทธองค์ พระองค์ตรัสถามว่าทำไมอยากสึก เธอบอกว่า บวชเป็นพระอึดอัด มีศีลวินัยจะต้องรักษามากเกินไป จนแทบกระดิกไม่ได้ สึกเป็นฆราวาสดีกว่า มีอิสรเสรีดี พระพุทธองค์ตรัสว่า

"ถ้าตถาคตจะลดศีลวินัยเหลือเพียงข้อเดียว เธอจะยินดีบวชอยู่ต่อไปไหม"

"สบาย พระพุทธเจ้าข้า ถ้ารักษาศีลเพียงข้อเดียว ข้าพระพุทธเจ้ายินดีอยู่จนตลอดชีวิตเลย" สังฆรักขิตกราบทูล

"แน่นะ" ทรงย้ำ

"แน่นอน พระพุทธเจ้าข้า" พระหนุ่มยืนยัน

"ถ้าเช่นนั้น ตั้งแต่นี้ต่อไป ขอให้เธอจงรักษาจิตของเธออย่างเดียวให้ดี" พระพุทธองค์ตรัส

โอ้โฮ ข้อเดียวก็จริง แต่ถ้ารักษาจิตของตนได้ศีลข้ออื่นๆ ก็ไม่จำเป็นต้องพูดถึง เพราะทุกอย่างมันมาจากใจเราทั้งนั้น

เป็นอันว่า ภิกษุหนุ่มที่คิดสึก จำต้องบวชอยู่ต่อไป เพราะได้สัญญากับพระพุทธองค์แล้วว่าจะรักษาศีลข้อเดียว เรื่องราวต่อไปเล่าว่า หลังจากนั้นเธอก็มีฉันทะบวชอยู่ต่อไปจนบรรลุมรรคผล

ภารกิจดังว่ามานี้เป็นภารกิจของอุปัชฌาย์ถ้าเหลือบ่ากว่าแรง ก็ต้องขอแรงพระพุทธองค์ และพระสาวกผู้เป็นใหญ่อื่นๆ ช่วย นี้เป็นบรรยากาศสมัยพุทธกาล

ในสมัยนี้ ไม่มีพระพุทธองค์ ไม่มีพระสาวก ผู้ใหญ่ทั้งหลาย เราก็ยังมีพระเถรานุเถระอื่นๆ ที่เป็นหลักให้พึ่งพาได้อยู่

ถ้าอุปัชฌาย์บำเพ็ญตนเป็น "อุปัชฌาย์ไก่" ไข่แล้วฟักเป็นตัว คือบวชให้แล้วดูแลอย่างเข้มงวด ไม่ใช่ "อุปัชฌาย์เป็ด" ไข่แล้วร้องก๊าบๆ หนีไป ไม่หันมาดูเลยว่าไข่ของตนจะเป็นตัวเป็นตนหรือไม่ ก็ลำบากหน่อยละครับ



นิสสัย

เขียน นิสสัย (ส สองตัว) ที่ใช้ในภาษาพระ มีความหมาย ๒ นัย

ที่เน้น "ภาษาพระ" เพราะไม่รวมความหมายทั่วไปอีกอย่างหนึ่งคือ ความเคยชิน เช่น "พูดเท็จเป็นนิสัย"

ความหมาย ๒ นัยของ นิสสัย คือ

๑.แปลว่า ปัจจัยเครื่องอาศัย ปัจจัยเครื่องดำรงชีวิต อันได้แก่ปัจจัยพื้นฐาน ๔ ประการ คือ จีวร (ผ้านุ่งห่ม) บิณฑบาต (อาหาร) เสนาสนะ (สถานที่อยู่อาศัย) และคิลานเภสัช (ยารักษาโรค) พระคุณเจ้ารูปหนึ่งแปลด้วยภาษาไทยง่ายๆ ว่า "ข้าว ผ้า ยา บ้าน" ก็เข้าทีดี

๒. แปลว่า ที่พึ่ง, ที่อาศัย ดังคำว่า ขอนิสสัย ก็คือ ขอให้พระอุปัชฌาย์ให้เป็นที่พึ่งที่อาศัยในที่นี้ขอพูดถึงความหมายหลัง

เวลาบวชนาค นาคจะกล่าวคำขอนิสสัย คือขอมอบตนอยู่ในปกครองของอุปัชฌาย์ ขอให้อุปัชฌาย์เป็นที่พึ่งของตน ในการประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนา ดังนี้

อหํ ภนฺเต นิสฺสยํ ยาจามิ ทุติยมฺปิ อหํ ภนฺเต นิสฺสยํ ยาจามิ ตติยมฺปิ อหํ ภนฺเต นิสฺสยํ ยาจามิ อุปชฺฌาโย เม ภนฺเต โหหิ (ว่าสามหน)

ความว่า "ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอนิสสัยแม้ครั้งที่สอง ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอนิสสัยแม้ครั้งที่สาม ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอนิสสัย"

"ขอท่านจงเป็นอุปัชฌาย์ของข้าพเจ้าเถิด (สามครั้ง)"

อุปัชฌาย์ก็จะต่อว่า "โอปายิก" (เป็นการชอบแล้ว) ปฏิรูปํ (เป็นการเหมาะสมแล้ว) ปาสาทิเกน สมฺ ปาเทหิ (จงยังการให้ถึงพร้อมด้วยอาการอันน่าเลื่อมใสเถิด) อุปัชฌาย์กล่าวจบแต่ละคำ ผู้ขอบวชจะต้องรับว่า "สาธุ ภนฺเต" (ขอรับ กระผม) ทุกครั้งไป

เท่านี้ก็เป็นอันว่าได้มอบตัวอยู่ภายใต้การดูแลของอุปัชฌาย์แล้ว จากนั้นผู้ขอบวชก็จะกล่าวยืนยันอีกว่า

"อชฺชตคฺเคทานิ เถโร มยฺหํ ภาโร อหมฺปิ เถรสฺส ภาโร" (ตั้งแต่วันนี้ไป ข้าพเจ้าเป็นภาระของอุปัชฌาย์ แม้อุปัชฌาย์ก็เป็นภาระของข้าพเจ้า) อันหมายความว่า ตนจะต้องเป็นภาระอยู่ในความดูแลของอุปัชฌาย์อย่างเคร่งครัด อุปัชฌาย์จะต้องเอาเป็นภารธุระตักเตือนพร่ำสอน และตนเองในฐานะเป็นศิษย์ก็ต้องเอาภารธุระในการอุปฐากรับใช้อุปัชฌาย์ และเชื่อฟังคำสั่งสอนของท่าน ต่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน อยู่กันฉันพ่อลูก

คำว่า ภาโร ต้องออกเสียง ร เรือ ให้ชัดเจน อย่าออกเสียงว่า พาโล เป็นอันขาด เดี๋ยวจะกลายเป็นว่า "ขอให้อุปัชฌาย์จงเป็นคนพาลของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าก็จะเป็นคนพาลของอุปัชฌาย์" ไป เดี๋ยวก็เกิดเรื่อง แทนที่จะให้โอวาทกันจะกลายเป็นให้กำปั้นให้บาทากัน จะยุ่งใหญ่

ภิกษุบวชใหม่ (รวมระยะเวลา ๕ ปี) ถ้าไม่ได้อยู่ในปกครองของอุปัชฌาย์ ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งทำให้นิสสัยระงับ

เช่น อุปัชฌาย์ไปอยู่เสียที่อื่น ต้องถือนิสสัยในอาจารย์ คือขอให้ภิกษุผู้เป็นเถระรูปใดรูปหนึ่งเป็นที่พึ่งอาศัยของตน จะอยู่โดยลำพัง ไม่มีใครดูแลไม่ได้ วิธีถือนิสสัยในอาจารย์ ก็คล้ายกับอุปัชฌาย์ เปลี่ยนแต่คำขอว่า

"อาจาริโย เม ภนฺเต โหหิ อายสฺมโต นิสฺสาย วจฺฉามิ" (ขอท่านจงเป็นอาจารย์ของข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าจักอาศัยท่านอยู่)

เมื่ออาศัยศึกษาอบรมอยู่กับอุปัชฌาย์ หรืออาจารย์จนครบ ๕ ปีแล้ว ภิกษุนวกะรูปนั้นเป็น "พ้นนิสสัย" เรียกว่าเป็น "นิสสัยมุตตกะ" (ผู้พ้นแล้วจากนิสสัย) ถือว่าท่านเป็นผู้มีความรู้พระธรรมวินัยเพียงพอที่จะรักษาตนเอง หรือสามารถปกป้องตนเองได้แล้ว ปีกกล้าขาแข็งแล้ว

ปล่อยให้อยู่ตามลำพังได้




สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

นาคปรก

นาคปรก น่าจะเพี้ยนมาจาก นาคปก แปลว่า นาคปกป้อง นาคกำบัง นาคปิดบัง ซึ่งก็ตรงกับเรื่อง เรื่องมีอยู่ว่า หลังตรัสรู้ได้สองสัปดาห์เข้าสัปดาห์ที่สาม พระพุทธเจ้าเสด็จไปประทับเสวยวิมุตติสุข ใต้ต้น "มุจลินท์" แปลกันว่าต้นจิก เป็นเวลา ๗ วัน

เสวยวิมุตติสุข หมายถึงเสวยสุขอันเกิดจากการหลุดพ้นจากกิเลส ผมเคยเปรียบง่ายๆ ว่าเหมือนเราเรียนคร่ำเคร่งมาอย่างหนัก สามสี่ปี สอบเสร็จ ปรากฏว่าสอบได้แล้ว เราก็พักผ่อนอย่างมีความสุขสักกี่วันก็ว่ากันไป ก่อนที่จะเริ่มทำงานหนักต่อไป ช่วงที่พักผ่อนนี้แล เทียบได้ (เทียบเฉยๆ ไม่เหมือนดอก) กับการเสวยวิมุตติสุขของพระพุทธเจ้า

การเสวยวิมุตติสุข จึงแปลง่ายๆ ว่า พักผ่อน ภาคภูมิใจในผลสำเร็จที่เกิดจากความพากเพียรพยายาม

ขณะนั้นมีฝนตกพรำๆ ตลอด ๗ วัน พัดพาเอาไอหนาวมา ต้นจิกที่ว่านี้ใบก็ไม่ดกหนาพอที่จะป้องกันลมฝนให้พระพุทธองค์ พญานาคตนหนึ่งชื่อเหมือนต้นไม้ว่า "มุจลินท์" จึงขึ้นมาจากนาคภพ มาขดรอบเป็นบัลลังก์ให้พระพุทธองค์ประทับนั่งแล้วแผ่พังพานบังลมและฝนให้

ตามนัยนี้นาคขดเป็นหลายรอบ พระพุทธองค์ประทับบนขนดนั้น ไม่ใช่ขดเป็นโพรงหรือถ้ำ แล้วให้พระพุทธองค์ประทับในโพรงนั้น

เมื่อฝนหายแล้ว พญานาคนั้นก็จำแลงกายเป็นมาณพน้อย ยืนประคองอัญชลีอยู่ต่อหน้าพระพักตร์พระพุทธองค์

เรื่องราวมีแค่นี้ ไม่ปรากฏพระพุทธองค์ตรัสอะไรกับมาณพน้อย เพียงแต่ทรงเปล่งพระพุทธอุทานว่า

ความสงบวิเวกของคนที่รู้จักยินดีในสิ่งที่มี เห็นแจ้งธรรม เป็นความสุข

การไม่เบียดเบียนกัน เป็นสุขในโลก

การกำจัดกามราคะเสียได้เป็นสุข

และยอดแห่งความสุขคือการละ "อัสมิมานะ" (ความถือว่ามีตัวตน)

มีพระพุทธรูปที่ชาวพุทธสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์จากเหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นพระพุทธรูปในพระอิริยาบถประทับบนขนดพญานาค ในท่าสมาธิ เบื้องบนมีเศียรพญานาค (ส่วนมาก ๗ เศียร) แผ่พังพานเต็มที่คลุมอยู่ ดุจร่มใหญ่กั้นลมและฝนให้พระพุทธองค์

เราเรียกว่า พระพุทธรูปปางนาคปรก (ร เรือ มาจากไหนไม่ทราบ)

มีเกร็ดเกี่ยวกับเหตุการณ์ครั้งนี้ เมื่อเจ้าจอมองค์หนึ่งในพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ จะมีพระประสูติกาล ก่อนนั้นเล็กน้อยท้องฟ้าแจ่มใส พอพระราชโอรสประสูติเท่านั้น ไม่รู้ว่าลมฝนมาจากไหน กระหน่ำอย่างแรงจนน้ำนองชาลาพระตำหนัก รัชกาลที่ ๔ ทรงหวนรำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งพญานาคมาบังลมและฝนให้พระพุทธเจ้าขึ้นมาทันที จึงทรงถือเอาศุภนิมิตนั้นขนานพระนามพระราชโอรสพระองค์นั้นว่า พระองค์เจ้ามนุษยนาคมาณพ แปลว่า นาคจำแลงเป็นคนหนุ่ม หรือคนหนุ่มผู้ที่นาคจำแลงมา อะไรทำนองนั้น ทรงดำริว่า ลูกคนนี้เห็นทีที่เจริญรุ่งเรืองในพระศาสนา

ซึ่งเป็นไปตามนั้น เมื่อพระองค์เจ้ามนุษยนาคมาณพทรงผนวช ก็เสด็จอยู่ในพระพุทธศาสนาจนกระทั่งสิ้นพระชนม์ เจ้านายพระองค์นี้คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พระผู้ประสาธน์การ (แปลว่าสร้างความสำเร็จ) แก่วงการพระสงฆ์ โดยทรงนิพนธ์ตำราทางพระพุทธศาสนามากมาย ดังที่ทราบกันดี

เรื่องแปลกแต่จริงทำนองนี้มีมาก ในแวดวงยุทธจักรดงขมิ้น ไว้เล่าสู่กันให้ฟังเมื่อมีโอกาส



เทฺววาจิกาอุบาสก

คําแปลของคำข้างต้นคือ อุบาสกผู้เปล่งวาจาถึงรัตนะสองเป็นสรณะ อุบาสกที่ว่านี้มีสองคน เป็นพ่อค้าเดินทางมาจากชนบทนามว่า อุกกละ ไม่ทราบว่าที่ไหน ไปยังพุทธคยา สถานที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ อรรถกถา (คัมภีร์อธิบายพระไตรปิฎก) ว่าสองคนนี้เป็นพี่น้องกัน คนพี่ชื่อตปุสสะ คนน้องชื่อ ภัลลิกะ

ในช่วงเวลานั้นพระพุทธเจ้าเพิ่งตรัสรู้ใหม่ๆ ล่วงได้เพียง ๔ สัปดาห์ พระองค์ประทับเสวยวิมุตติสุขอยู่ใต้ต้นราชายตนะ (ต้นเกด) สองพี่น้องพบพระพุทธองค์แล้ว มีจิตเลื่อมใสศรัทธา คิดว่าพระองค์ไม่มีพระกระยาหารเสวย จึงน้อมนำเอาเสบียงกรังที่นำติดตัวมาด้วย คือ สัตตุผง และสัตตุก้อน (ก็คงเป็นข้าวตากที่บด กับข้าวตากที่ผสมกับน้ำผึ้งปั้นเป็นก้อนๆ) ไปถวาย

พระพุทธองค์เสวยข้าวสัตตุผงและสัตตุก้อนนั้นแล้ว พ่อค้าสองพี่น้องก็กล่าววาจาแสดงตนเป็นพุทธมามกะ ถึงพระพุทธเจ้าและพระธรรมเป็นสรณะ เนื่องจากสมัยนั้นยังไม่มีพระสงฆ์ พ่อค้าสองพี่น้องจึงเป็นอุบาสกประเภท "เทฺววาจิกา" (ผู้กล่าววาจาถึงพระรัตนะทั้งสองเป็นสรณะ) นับเป็นอุบาสกคู่แรกในพระพุทธศาสนา

คัมภีร์พระไตรปิฎกพูดไว้แค่นี้ แต่อรรถกถา (คัมภีร์อธิบายพระไตรปิฎก) แต่งต่อว่า พ่อค้าสองพี่น้องนั้นกราบทูลว่า พวกตนมาจากต่างเมือง เมื่ออยู่ห่างไกลพระพุทธองค์ เวลารำลึกถึงอยากจะกราบไหว้บูชาจะทำอย่างไร จะมีสิ่งใดเป็นที่อนุสรณ์ถึง (คล้ายสมัยนี้ก่อนจากก็ขอพระไปบูชาไม่มีผิดแฮะ)

พระพุทธเจ้าจึงเอาพระหัตถ์ลูบพระเศียร เส้นพระเกศาก็หลุดติดพระหัตถ์มา ๘ เส้น พระองค์จึงประทานให้พ่อค้าสองพี่น้องนั้นไปบูชา

อรรถกถาแต่งเพียงเท่านี้ มีชาวพุทธพม่าแต่งต่อ อ้างว่าพ่อค้าสองพี่น้องนั้นเป็นชาวพม่าไปจากหงสาวดี ไปค้าขายที่ชมพูทวีป พบพระพุทธองค์ ถวายสัตตุผงสัตตุก้อนแล้วกราบทูลขอพระเกศธาตุจากพระพุทธองค์ พอมาถึงบ้านเกิดเมืองนอนจึงก่อพระเจดีย์บรรจุพระเกศธาตุนั้นไว้บูชาตราบเท่าทุกวันนี้พระเจดีย์นี้คือ พระธาตุชเวดากองนั้นแล ว่ากันอย่างนั้น จริงเท็จอย่างไรก็ฝากท่านผู้รู้พิจารณาก็แล้วกัน

สังเกตว่ามีการแต่งเติมเป็นทอดๆ จนในที่สุดชาวพุทธพม่าเหมาเอาว่าตปุสสะกับภัลลิกะ "เป็นหม่อง" นุ่งโสร่งไปเสียฉิบ

ผมเคยพูดตลกๆ ว่า ไทยเราก็มีสิทธิ์อ้างตปุสสะกับภัลลิกะเป็นชาวไทยบ้างเหมือนกัน สังเกตได้จากชื่อของทั้งสอง ฟังเป็นไทยๆ จังเลย ตปุสสะก็ "ตาบุตร" ภัลลิกะ ก็ "ตาพัน" ตาบุตรกับตาพันไปจากลุ่มเจ้าพระยาไปพบพระพุทธองค์บ้างจะไม่ได้เชียวหรือ

ผู้รู้อีกท่านหนึ่งแย้งว่า ถ้าอย่างนั้นก็มีสิทธิ์อ้างว่าสองพี่น้องเป็นคนจีนไปจากผืนแผ่นดินใหญ่ สังเกตจากของถวาย มีคำว่า "มันถัง" อยู่ด้วย น่าจะเป็น "หมั่นโถว" กระมังหวา

ขืนสันนิษฐานกันอย่างไม่มีหลักการและหลักเกณฑ์เช่นนี้เรื่องคงจะไปกันใหญ่ เอาเป็นว่าฟังเท่าที่พระไตรปิฎกและอรรถกถาว่าไว้ก็พอ ใครจะต่อจะเติมอะไรอย่างไรผ่านๆ ไปก่อนจะดีกว่าครับ



นาคาวโลก

นาคาวโลก มาจาก นาค (นาค, พญาช้าง) - อวโลก (มองดู, เหลียวมอง) รวมเป็น นาคาวโลก แปลว่า มองอย่างนาค หรือมองอย่างพญาช้าง

นาค แปลได้หลายนัยคือ แปลว่า งูใหญ่ ดังเรื่องเล่าว่า หลังตรัสรู้ ขณะประทับนั่งใต้ต้นมุจลินท์ (ต้นจิก) มีฝนตกพรำๆ ๘ วัน นาค ขึ้นมาขดเป็นบัลลังก์ให้พระพุทธองค์ประทับ แผ่พังพานบังลมและฝนให้ นาคในที่นี้แปลกันว่างูใหญ่ หรือ นาค ที่จำแลงกายเป็นมนุษย์มาบวชในพระพุทธศาสนา ก็ว่าเป็น งูใหญ่ชนิดหนึ่ง

นาค แปลว่า ผู้อยู่บนภูเขา หรือ ชาวเขา โดยอธิบายว่า นาค มาจาก นค (ภูเขา) นาค เป็นคุณศัพท์ แปลว่า "ผู้อยู่บนภูเขา" หมายถึงชาวเขา

นาค แปลว่าพญาช้าง ดังพุทธวจนะตรัสว่า อหํ นาโคว สงฺคาเม จาปาโต ปติตํ สรํ อติวากฺยํ ติติกฺขิสฺสํ=เราจักอดกลั้นคำล่วงเกินของคน ดุจดังนาคอดทนต่อลูกศรที่ยิงใส่ในยามสงคราม

นาค ในที่นี้หมายเอาพญาช้าง

นาค แปลว่า ผู้ประเสริฐ ปราศจากกิเลส อันหมายถึงพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย

นาคาวโลก ในที่นี้หมายเอาความหมายหลัง คือ พญาช้าง การเหลียวมองอย่างช้าง เป็นอาการที่พระพุทธองค์ทรงทำครั้งแรกและครั้งสุดท้าย เมื่อตอนเสด็จออกจากเมืองไพศาลี คือทรงเอี้ยวพระศอหันไปทอดพระเนตร ดุจดังการที่ช้างเหลียวหลัง

เมื่อพระพุทธองค์ทรงรับคำเชิญของมารเพื่อเสด็จดับขันธปรินิพพาน ทรงปลง "อายุสังขาร" คือตัดสินพระทัยปรินิพพาน เสด็จเข้าไปบิณฑบาตในเมืองไพศาลี โดยมีพระอานนท์ตามเสด็จ ขณะเสด็จออกจากเมืองไพศาลี ทรงยืนแล้วเอี้ยวพระศอกลับไปทอดพระเนตรพระนครไพศาลีชั่วขณะหนึ่ง

พระกิริยาอาการทรงเหลียวดูนั้นดุจดังพญาช้างเหลียวหลัง จึงเรียกว่า "นาคาวโลก"

พระพุทธองค์ตรัสกับพระอานนท์ว่า การเห็นเมืองไพศาลีครั้งนี้ เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว คิดแบบปุถุชนคนสามัญอย่างผมก็ว่า พระพุทธองค์ทรงคุ้นเคยและมีความผูกพันกับเมืองไพศาลีมาก เพราะนอกเมืองไพศาลีนี้มีป่าใหญ่อันเป็นรมณียสถาน พระพุทธองค์เสด็จมาพำนักเสมอ

เมืองไพศาลีเองเป็นเมืองหลวง ของแคว้น วัชชี อาณาจักรที่ปกครองด้วยระบอบ "สามัคคี ธรรม" (ปกครองผ่านรัฐสภา อันเป็นประชาธิปไตยระดับหนึ่ง) เป็นศูนย์กลางศาสนาสำคัญถึงสองศาสนา คือ ศาสนาเชน และศาสนาพุทธ เหล่ากษัตริย์ลิจฉวี ทรงนับถือทั้งสองศาสนา ดูเหมือนจำนวนผู้นับถือพระพุทธศาสนามีมากขึ้นในช่วงหลังๆ คนสำคัญของศาสนาเชน อาทิ สัจจกนิครนถ์ อุบาลีอุบาสก ได้ละทิ้งความเชื่อดั้งเดิม หันมาเป็นพุทธมามกะและเป็นกำลังเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้แพร่หลายมากขึ้น

นอกจากเมืองราชคฤห์ ก็มีเมืองไพศาลี แห่งนี้ และในช่วงปลายพุทธกาลก็เมืองสาวัตถี ที่พระพุทธองค์ประทับอยู่บ่อยและนาน จึงเป็นของธรรมดาเมื่อจากไปก็ย่อมจะมีความผูกพันอาลัย

แต่นี่เป็นการคิดแบบปุถุชนอย่างผมนะครับ สำหรับพระพุทธองค์อาจไม่เป็นดังนี้ก็ได้ ที่ทรงทำ "นาคาวโลก" จะด้วยวัตถุประสงค์ใด เป็นเรื่องที่เราจะพึงหาคำตอบเอาเอง

อาจจะทรงเตือนอนุชนรุ่นหลังให้ยึดมั่นในคุณธรรมบางอย่างก็เป็นได้

นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ในยุค "มาลานำไทย" ในสยามประเทศนี้แล ท่านผู้เฒ่าท่านหนึ่ง เปิดหมวกคำนับตึกหลังหนึ่ง ทุกครั้งที่เดินผ่าน เด็กหนุ่มคนหนึ่งสังเกตเห็นมานาน อดรน ทนไม่ได้จึงเข้าไปถามในวันหนึ่งว่า ลุงคำนับตึกทำไม

ลุงตอบว่า "ลุงไม่ได้คำนับตึก ลุงคำนับคนที่ออกแบบตึกนี้ เขาช่างเก่งกาจจริงๆ ออกแบบได้สมบูรณ์แบบแท้ๆ"

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า (แน่ะ ยังกะนิทานอีสป) คนเราควรตระหนักและซาบซึ้งในความดีและความสามารถของผู้อื่น ดังลุงคนนี้แสดงให้เป็นแบบอย่าง

อาการที่พระพุทธองค์ทรงทำ "นาคาวโลก" ก็อาจเป็นการเตือนให้อนุชนรุ่นหลังให้ความสำคัญแก่กตัญญูกตเวทิตาธรรมก็ได้นะครับ ใครมีบุญคุณต่อประเทศชาติ ต่อโลก แม้ไม่เกี่ยว กับเรา เราก็ควร "อภิเชต" (appreciate)

มีพระพุทธรูปปางหนึ่ง (ไม่ค่อยเห็นบ่อยนัก) เป็นอนุสรณ์เหตุการณ์ครั้งนี้ เรียกว่า พระพุทธรูปปางนาคาวโลก ครับ



อ.อุ.ม. = โอม

คําว่า โอม ว่ากันว่าเป็นคำย่ออันหมายถึงเทพเจ้าสามองค์ อันเรียกว่า ตรีมูรติ (รูปสาม) คือ พระนารายณ์ พระอิศวร พระพรหม อ หมายถึงพระวิษณุหรือพระนารายณ์ อุ หมายถึงพระศิวะหรือพระอิศวร ม หมายถึงพระพรหม ใช้กล่าวนำบทมนตร์ต่างๆ เพื่อความศักดิ์สิทธิ์

เทพของชาวชมพูทวีปนั้นผสมผสานกับเทพของชาวอารยัน (ฝรั่ง) ที่อพยพมาครองชมพูทวีป เดิมนับถือเทพหลายองค์ ต่อมาในบรรดาเทพเจ้าหลายองค์นั้นก็ยกเทพองค์ใดองค์หนึ่งขึ้นเป็นใหญ่ เป็นประธานเฉพาะเรื่องเฉพาะกรณีไป เช่น ยกให้พระพฤหัสบดีเป็นใหญ่ในทางวิชาการ ต่อมาก็ยกความเป็นใหญ่ให้เทพองค์เดียวเลย เช่น ยุคแรกยกตำแหน่งหัวหน้าเทพทั้งปวงให้พระอินทร์ พระอินทร์จึงถือว่าเป็นเทวราชา หรือเทวานิมนทะ ต่อมาพระอินทร์ที่เป็นหัวหน้าเทพทั้งหลายมัวเมาในกาม ผิดศีลผิดธรรมบ่อย แถมยังดื่มน้ำโสมเมามายเป็นนิตย์ ก็เกิดมีความเบื่อหน่ายขึ้นในหมู่มนุษย์ (ที่สร้างเทพขึ้นมา) จึงยกความเป็นใหญ่ให้เทพองค์ใหม่นามว่า พรหม

เทพองค์ใหม่นี้มีบุคลิกและคุณสมบัติแตกต่างจากพระอินทร์แบบหน้ามือเป็นหลังมือทีเดียว

พระอินทร์ยุ่งเกี่ยวกับกามารมณ์ พระพรหมไม่ยุ่งเกี่ยวกับกามารมณ์

พระอินทร์ชอบสนุกสนาน ดื่มน้ำโสม เมามาย พระพรหมไม่ชอบสนุกสนาน อยู่องค์เดียวเงียบๆ ถือความบริสุทธิ์ อันเรียกว่า "พรหมจรรย์"

พระอินทร์เป็นเทพไม่อมตะ ตายได้ พระพรหมมีภาวะเป็น "อมตะ" ไม่รู้จักตาย เป็นนิรันดร์

แถมพระพรหมยังมีหน้าที่ในการสร้างโลกสร้างมนุษย์อีกด้วย ซึ่งแต่เดิมไม่มีหน้าที่นี้

เปิดหน้าประวัติศาสตร์ดู ยุคที่พระอินทร์ "โดนปลด" ยกพระพรหมขึ้นแทนนั้น พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นและเจริญรุ่งเรืองพอดี เพราะฉะนั้นในคัมภีร์พระไตรปิฎกจึงมักพูดถึงพระพรหม และวิธีเข้าถึงพระพรหม พระพุทธเจ้าทรงถกเถียงเรื่องการเข้าถึงพระพรหม หรือเรื่องการเป็นพระพรหมกับพวกพราหมณ์บ่อย บางครั้งพระองค์ชี้ว่า พรหมที่คิดเอาว่ามีนั้นอยู่ไกลตัวเรา มีจริงหรือไม่ไม่รู้ ได้แต่คาดเดาเอา แต่พรหมที่สัมผัสได้เห็นๆ อยู่ในโลกนี้มี คือคนที่มีเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขานั้นเอง ใครมีคุณธรรมทั้ง ๔ นี้เรียกว่า "เข้าถึงพรหม" หรือเป็นพรหมด้วยตัวเอง

ต่อมาเทพอีกสององค์ที่เคยมีชื่อมาก่อนหน้านั้นแต่ภายหลังตกอันดับไปได้โผล่ขึ้นมาใหม่ คราวนี้ได้รับความนิยมจากชาวชมพูทวีปมากขึ้นๆ จนเทียบรัศมีพระพรหมได้ เทพสององค์นั้นคือ พระวิษณุ หรือพระนารายณ์ กับพระศิวะ หรือพระอิศวร โดยองค์แรกเป็นเทพของคนใต้ องค์ที่สองเป็นเทพของคนเหนือ

จึงเกิดคติเทพสามองค์ (ตรีมูรติ = สามรูป) ขึ้น แล้วก็แบ่งอำนาจหน้าที่กัน (มนุษย์อีกนั่นแหละเป็นคนแบ่งให้) คือ

พระพรหม มีหน้าที่ในการสร้างโลก

พระศิวะหรือพระอิศวร มีหน้าที่ในการทำลาย

พระวิษณุหรือพระนารายณ์ มีหน้าที่ในการรักษา

ถ้าไปอินเดียตอนนี้จะเห็นว่า พระนารายณ์ กับพระศิวะ มีผู้นับถือมาก มีโบสถ์หรือเทวาลัยสำหรับพระนารายณ์ พระศิวะมากมาย แต่พระพรหมดูจะเงียบๆ มีผู้นับถือน้อยลง

คำว่าโอม เป็นคำย่อ หมายถึงเทพเจ้าทั้งสามพระองค์ดังว่ามา

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ ๔ ทรงดัดแปลงคติเรื่องโอม จากของฮินดูมาเป็นพุทธ โดยทรงอธิบายว่า โอม มาจาก อ.อุ.ม. โดย อ. มาจาก อรหํ (พระอรหันต์) หมายถึงพระพุทธเจ้า อุ. มาจาก อุตฺตมธมฺม (ธรรมสูงสุด) หมายถึงพระธรรม ม. มาจาก มหาสงฺฆ (สงฆ์หมู่ใหญ่) หมายถึงพระสงฆ์

สรุป โอมก็คือพระรัตนตรัยนั้นแล เพราะฉะนั้นถ้าชาวพุทธจะเปล่งคำว่าโอม ก็ไม่ต้องตะขิดตะขวงใจว่าเปล่งสรรเสริญเทพของศาสนาอื่น เพราะแท้ที่จริงแล้วกำลังกล่าวสรรเสริญพระรัตนตรัย  



คาถาพาหุง

สมัยเป็นเณรน้อยได้ยินพระผู้ใหญ่ที่ไปอยู่กรุงเทพฯ กลับมาเยี่ยมบ้านเกิดคุยกับสมภาร ท่านถามไถ่กันว่าที่กรุงเทพฯ เป็นอย่างไร การขบฉันลำบากไหม พระผู้ใหญ่รูปนั้นตอบว่า "ก็ต้องพาเณรสวดพาหุงแทบทุกวัน" ทั้งสองก็เข้าใจกันดี แต่เณรน้อยอย่างผมสงสัยว่า ถามเรื่องอาหารบิณฑบาต แต่ไหงตอบเรื่องสวดคาถา มันคนละเรื่องแท้ๆ

ต่อมาจึงทราบว่า "สวดพาหุง" หมายถึงบิณฑบาตไม่พอฉัน

"อ้าว สวดพาหุงแล้วจะมีฉันทันทีหรือ"

"มีทันที สวดเสร็จก็ได้ฉันเลย"

"มันเป็นยังไง"

"อ้าว หุงข้าวเสร็จก็ตักใส่จานเลยสิ"

อ้อ สวดพาหุง ก็คือ พาเณรหุงข้าวนั้นเอง ฮิฮิ

ที่เรียกกันว่าคาถาพาหุง เพราะบทแรกขึ้นต้นด้วยคำว่า "พาหุง" กล่าวถึงชัยชนะของพระพุทธเจ้าแปดเหตุการณ์ เหตุการณ์แรกทรงเอาชนะพญามารชื่อ วสวัตตี จนได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า

มีการแปลตามตัวอักษรว่า มีการรบกับมาร กองทัพมารพร้อมด้วยเสนามารมากมายล้วนหน้าตาน่าสะพรึงกลัวมารบกับพระโพธิสัตว์ ตัวพญามารเองขี่ช้างนามว่า ครีเมขละ พันมือถืออาวุธครบครัน หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว มาไล่พระโพธิสัตว์ผู้ประทับนั่งเข้าวิปัสสนาอยู่ใต้ต้น "อัสสัตถะ" (ต้นไทรตระกูลหนึ่ง ภายหลังรู้จักในนามว่า "โพธิ" เพราะพระโพธิสัตว์ได้ตรัสรู้โพธิญาณใต้ ต้นไม้นี้)

พญามารไล่ให้พระโพธิสัตว์ลุกขึ้น อ้างว่าที่นั่งนี้เป็นของเขา เมื่อพระองค์ตรัสว่าเป็นที่นั่งของพระองค์เอง พราหมณ์ชื่อโสตถิยะได้ถวายหญ้ากุศะ ๘ กำ พระองค์จึงเอามาปูลาดเป็นอาสนะ พญามารถามว่าท่านมีพยานไหม พระองค์ทรงชี้พระดรรชนีลงยังแผ่นดิน ขอให้พระแม่ธรณีเป็นพยาน ทันใดนั้นพระแม่ธรณีก็โผล่ขึ้นมาบีบมวยผม บันดาลให้กระแสน้ำไหลบ่ามาท่วมกองทัพพญามาร จนพ่ายไปในที่สุด

มีพระพุทธรูปสองปางเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ ปางแรกประทับนั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์ขวาทับพระหัตถ์ซ้าย พระบาทขวาทับพระบาทซ้าย เรียกว่า "ปางสมาธิ" อีกปางหนึ่งพระหัตถ์ขวาพาดที่พระเพลาชี้พระดรรชนี (ส่วนมากชี้ลงทั้งห้านิ้ว) ลง เราเรียกว่า "ปางมารวิชัย" (อ่าน "มา-ระ-วิ-ไช) เป็นปางที่พระพุทธองค์ทรงอ้างสักขีพยานแล้วเอาชนะมารในที่สุด

ข้อความตรงนี้ถ้าแปลตามตัวอักษรก็อ้างนางธรณีให้ออกมาช่วยจริงๆ ดังกล่าวข้างต้น แต่จริงๆ แล้วคงมิได้หมายความอย่างนั้น คงเป็นภาษาสัญลักษณ์ รบกับพญามารก็คือรบกับความคิดกลับไปกลับมาในพระทัยของพระองค์ คือแสวงหามานาน ไม่บรรลุผลสักที ก็อาจคิดว่าจะเดินต่อหรือจะกลับหลังดี ความคิดลังเลอันอาจเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ก็ดุจมีมารมาขัดขวาง ทันทีที่ตัดพระทัยเด็ดขาดว่าเป็นไงเป็นกัน จะต้องบรรลุให้ได้นั้นแหละ สัญลักษณ์จึงออกมาเป็นการชี้พระดรรชนีลงพื้นดิน และจากนั้นพญามารก็พ่าย

มารวิชัย = ชนะมาร ก็คือการเอาชนะกิเลสในจิตใจได้โดยเด็ดขาดนั้นเอง คาถาพาหุงนี้เรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่า บทถวายพรพระ เวลานิมนต์พระสงฆ์มาประกอบพิธีทำบุญ พระท่านสวดมนต์จบแล้วจะต่อด้วยคาถาพาหุงหรือบทถวายพรพระ เป็นการอำนวยอวยพรทายกทายิกาทั้งหลาย

ผู้รู้ธรรมเนียมพอพระเริ่มสวด "พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง..." เขาจะยกสำรับที่เตรียมไว้เข้าไปตั้งหน้าโต๊ะหมู่บูชา ที่จัดไว้เป็นพิเศษ กล่าว "ถวายข้าวพระ" เมื่อพระสงฆ์ฉันเสร็จแล้วทายกก็จะไปยกสำรับนั้นออก กล่าวคำ "ลาข้าวพระ" ด้วย

ถามว่า พิธีนี้มีความเป็นมาอย่างไร คงจะเนื่องมาจากสมัยพุทธกาล ชาวบ้านมักจะอาราธนาพระพุทธเจ้าพร้อมภิกษุสงฆ์ไปเสวยภัตตาหาร แม้ไม่มีพระพุทธองค์เสด็จไปด้วย เขาก็ลาดอาสนะไว้สำหรับพระพุทธองค์ ทำเสมือนหนึ่งว่ามีพระพุทธเจ้าประทับเป็นประธานอยู่ด้วย

เมื่อกาลผ่านมานานเข้าชาวพุทธที่ทำบุญนิมนต์พระมาสวดมนต์ฉันเพลที่บ้านตน ก็มักจัดอาสนะไว้ถวายพระพุทธองค์ด้วย หรือเมื่อมีโต๊ะหมู่บูชาแล้วก็ไม่ต้องจัดอาสนะไว้เพื่อพระพุทธองค์อีกต่างหาก ไปๆ มาๆ เลยยกสำรับกับข้าวไปถวายพระพุทธรูปด้วย จะได้มีความรู้สึกว่าตนกำลังถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าประทับเป็นประธาน (จริงๆ)

ถวายข้าวเปล่าๆ ไม่มีกล่าวอะไรเลยก็ ดูจะ "ลุ่นๆ" จึงแต่งคำถวายสวดกันต่อๆ มา ว่า อิมัง สูปะพยัญชะนะสัมปันนัง สาลีนัง โอทะนัง อุทะกัง วะรัง พุทธัสสะ ปูเชมิ" = ข้าพเจ้าขอน้อมนำบูชาข้าวสุกแห่งข้าวสาลีอันพร้อมด้วยแกงและกับนี้ และน้ำอันประเสริฐ แด่พระพุทธเจ้า ขณะลาข้าวพระก็กล่าวสั้นๆ ว่า "เสสัง มังคะลัง ยาจามิ" = ข้าพเจ้าขออาหารที่เหลือที่เป็นมงคล

พระพุทธศาสนาในไทยเป็นพระพุทธศาสนาในรูปสถาบัน มิใช่อยู่ในสภาพสัจธรรมล้วนๆ หากนำสัจธรรมมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับวิธีชีวิตไทยๆ สัจธรรมของพระศาสนาจึงกลายมาเป็นวัฒนธรรมให้ยึดถือปฏิบัติสืบกันมาจนทุกวันนี้ การถวายข้าวพระพุทธเป็นหนึ่งในหลายตัวอย่างของการปรับสัจธรรมมาเป็นวัฒนธรรมดังกล่าวแล  


ที่มา คอลัมน์ "ฟ้าสางเมื่อใกล้ค่ำ"
โดย ศาสตราจารย์ เสฐียรพงษ์ วรรณปก
หนังสือพิมพ์รายวันข่าวสด

12  สุขใจในธรรม / เสียงธรรมเทศนา - เอกสารธรรม - วีดีโอ / Re: ญาณสังวรธรรม (เทศนาพิเศษ) สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เมื่อ: 11 กุมภาพันธ์ 2562 16:12:14


ญาณสังวรธรรม
เทศนาพิเศษ
พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
-----------------------------------------

สังคหกถา*  
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
ทานฺญจ เปยฺยวชฺชญฺจ        อตฺถจริยา จ ยา อิธ
สมานตฺตตา จ ธมฺเมสุ ตตฺถ ตตฺถ ยถารหนฺติ


บัดนี้ จักแสดงพระธรรมเทศนาปรารภอาโรคยทานตามที่ได้กำหนดขึ้นเพื่อสงเคราะห์ผู้ป่วยด้วยโรคพึงรังเกียจ และวันนี้เป็นวันสงกรานต์ซึ่งเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามแบบโบราณ แม้ในบัดนี้จะมิได้ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่แล้ว แต่ก็ยังถือเป็นประเพณีหยุดงานทำบุญทานต่างๆ และไปรดน้ำแสดงคารวะผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ พร้อมด้วยการรื่นเริงชื่นบาน การฟังเทศน์ในวันเช่นนี้ก็เป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง เรียกว่า ภาวนามัย บุญกิริยา แปลว่า การทำบุญที่สำเร็จด้วยภาวนา คือ การอบรมจิตใจและปัญญา เพราะว่าวัตถุคือที่ตั้งแห่งการทำบุญนั้น มี ๓ อย่าง ได้แก่ ทาน ๑ ศีล ๑ ภาวนา ๑ ที่สูงกว่ากันขึ้นไปโดยลำดับ ผู้ที่ต้องการจะทำบุญให้สมบูรนณ์จึงทำทั้ง ๓ อย่าง ได้แก่ ให้ทานด้วย รักษาศีลด้วย ทำภาวนาคืออบรมจิตใจให้สงบตั้งมั่นและอบรมปัญญาด้วย

การฟังธรรมเป็นการทำบุญข้อที่ ๓ นี้ เป็นบุญที่ละเอียดประณีตยิ่งกว่าทานศีล ละเอียดประณีตอย่างไร ควรทราบความหมายของคำว่าบุญก่อน บุญมี ๒ อย่างคือ บุญโดยเหตุ ได้แก่การกระทำที่เป็นเหตุให้เกิดสุข คือ การกระทำที่เป็นการชำระฟอกล้างมณทินโทษต่างๆ บุญส่วนผล ได้แก่ความสุข ดังที่ได้มีพระพุทธภาษิตตรัสไว้แปลความว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอย่ากลัวบุญเลย คำว่าบุญเป็นชื่อแห่งความสุข”  ทานเป็นเครื่องชำระความตระหนี่และความโลภ เป็นบุญส่วนเหตุให้เกิดความสุข เพราะจิตใจบริสุทธิ์จากความตระหนี่และความโลภ ศีลเป็นเครื่องชำระโทสะ เป็นบุญส่วนเหตุให้เกิดความสุข เพราะจิตใจบริสุทธิ์จากโทสะ  ภาวนาเป็นเครื่องชำระอารมณ์และกิเลสที่กั้นขัดขวางใจและเป็นเครื่องกำจัดความหลงรู้ผิดเห็นผิดถือผิด เป็นบุญส่วนให้เกิดสุข เพราะจิตใจบริสุทธิ์จากเครื่องเศร้าหมองดังกล่าวและความหลง, ข้อสำคัญของบุญอยู่ที่ความบริสุทธิ์ใจ การทำที่ดีชอบอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยความบริสุทธิ์ใจเพื่อความบริสุทธิ์ ได้ความบริสุทธิ์ขึ้นเมื่อใดก็เป็นบุญขึ้นเมื่อนั้น การฟังธรรมเป็นเหตุให้ได้รับความบริสุทธิ์ใจได้มาก เพราะเป็นเหตุให้ได้ปัญญาในธรรม และนำให้เกิดการปฏิบัติในทานศีลอีกด้วย ดังในเทศนากัณฑ์นี้ปรารภอาโรคยาทานตามสมควรแก่วันสงเคราะห์ดังกล่าวข้างต้น ก็ย่อมจะเป็นเหตุชักนำให้ปฏิบัติในทานอีกได้

เรื่องโรคภัยต่างๆ นั้น ได้มีแสดงเป็นพระพุทธพจน์ไว้หลายแห่ง จะยกมากล่าวในที่นี้ ๒ แห่ง คือ แห่งหนึ่ง ตรัสสอนให้พิจารณาเนืองๆ ว่าเรามีความป่วยไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นไปได้ อีกแห่งหนึ่งว่า โรคมี ๓ ชนิด คือ
๑.โรคบางอย่างรักษาก็หายไม่รักษาก็หาย
๒.โรคบางอย่างจะรักษาหรือไม่รักษาก็ไม่หาย
๓.โรคบางอย่างรักษาไม่หาย ต่อเมื่อรักษาจึงหาย

ผู้ที่ดูแต่แห่งแรกก็อาจเพิกเฉยต่อการที่จะเอาใจใส่เยียวยาแก้ไขโรค หรืออาจจะกล่าวหาว่าพระพุทธศาสนาสอนให้ปล่อยให้เป็นโรคไปเพราะเป็นธรรมดา ต่อเมื่ออ่านไปจนถึงแห่งที่สองจึงจะเห็นว่าท่านสอนวางหลักไว้บริบูรณ์ รวมความว่า เมื่อโรคเกิดขึ้นก็ต้องรักษาเยียวยาไว้ จึงจะตั้งอยู่ในฐานเป็นผู้ไม่ประมาท

พระบรมศาสดาทรงปรารภภิกษุอาพาธตรัสสั่งไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลายมารดาก็ดี บิดาก็ดี ของเธอทั้งหลายไม่มี ถ้าพวกเธอจักไม่พยาบาลกันเอง ใครเล่าจะพยาบาลพวกเธอ ภิกษุใดปรารถนาจะอุปัฏฐากเรา ขอให้ภิกษุนั้นพยาบาลภิกษุไข้เถิด ถ้าอุปัชฌายะ อาจารย์ สัทธิวิหาริก อันเตวาสิก ของผู้ไข้มีอยู่ ให้เธอพยาบาลกัน กว่าจะหายหรือสิ้นชีพ ถ้าไม่มี ให้ผู้ร่วมอุปัชฌายะ ร่วมอาจารย์พยาบาล ถ้าภิกษุไข้เป็นผู้จรมาตัวคนเดียว ให้สงฆ์พยาบาล”  ในการพยาบาลนั้นก็จำต้องมีหมอมียาและมีอุปกรณ์ต่างๆ  ในครั้งพุทธกาล หมอชีวกโกมารภัจนายแพทย์ผู้มีชื่อเสียงประจำราชสำนักพระเจ้าพิมพิสาร กรุงราชคฤห์ได้เป็นหมอถวายการเยียวยาพระบรมศาสดาและพระภิกษุสงฆ์ในคราวอาพาธ การปฏิบัติดังนี้มิใช่ควรทำแต่ในหมู่สงฆ์เท่านั้น แต่ควรทำในหมู่ชนทั่วไป เพราะเมื่อคนใดคนหนึ่งป่วยไข้ลงก็จะต้องมีผู้ให้การรักษาพยาบาล ถ้าคนป่วยเจ็บป่วยน้อย ก็อาจช่วยตนเองได้ด้วยแสวงหายามาใช้เอง, ถ้าเจ็บป่วยมากไม่อาจช่วยตนเองได้ก็ต้องมีหมอมีพยาบาล และถ้าเป็นโรคร้ายแรงเรื้อรังติดต่อ ก็ไม่อาจจะอยู่ร่วมกันกับคนอื่น ต้องแยกไปอยู่ต่างหาก คนเจ็บป่วยต้องเสวยทุกขเวทนาเองแล้ว บางโรคยังเป็นที่รังเกียจของหมู่ชนอีกด้วย คนป่วยทุกคนจึงต้องการความช่วยเหลือ ถ้ามีมารดาหรือมีบุตรธิดา บุคคลเหล่านี้ก็จะขวนขวายพยาบาลรักษา. ถ้าไม่มี ผู้ใกล้ชิดก็จะช่วยกัน ถ้าไม่มีอีก คนทั้งหลายก็ควรจะช่วยกัน เทียบเท่าภิกษุไข้ผู้จรมาผู้เดียวที่ตรัสให้สงฆ์พยาบาล รวมความว่าคนป่วยนั้นจะต้องมีคนอื่นช่วย ถ้าไม่ใช่มารดาบิดาญาติสาโลหิต ก็เป็นบุคคลส่วนรวม คนป่วยจึงเป็นผู้ควรแก่ความกรุณาโดยแท้

เหตุฉะนี้คนทั้งหลายผู้มีเมตตากรุณาจึงได้ช่วยรักษาพยาบาลผู้เจ็บป่วย แม้มิใช่ญาติเป็นส่วนเฉพาะตนบ้าง รวมกันช่วยบ้าง แม้พระมหากษัตริย์และรัฐบาลก็ได้ตั้งโรงพยาบาลเป็นที่รักษาพยาบาลคนเจ็บป่วยเป็นส่วนกลาง, แต่คนป่วยด้วยโรคต่างๆ มีจำนวนมาก หากคนทั้งปวงได้ร่วมกันช่วยสงเคราะห์อีกทางหนึ่งก็จะทำให้การพยาบาลรักษาเพียงพอยิ่งขึ้น

คนป่วยด้วยโรคอย่างอื่นจะยกไว้ก่อน จะกล่าวเฉพาะโรคเรื้อน เพราะวันนี้เป็นวันสงเคราะห์คนป่วยด้วยโรคเรื้อน โรคนี้มีความร้ายแรงน่ารังเกียจอย่างไรย่อมเป็นที่ทราบกันอยู่ เมื่อก่อนนี้มักจะได้เห็นคนป่วยด้วยโรคนี้เที่ยวเดินอยู่ตามถนนบ่อยๆ แต่บัดนี้จะไม่ได้เห็น เพราะได้มีสถานที่ไปรวมอยู่กับการรักษาพยาบาล ที่ได้ตั้งขึ้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า ด้วยความกรุณาของรัฐบาลและด้วยการบริจาคสงเคราะห์ของประชาชนผู้มีเมตตากรุณาทั้งปวง แม้ทางมหาเถรสมาคมก็ได้พิจารณาเห็นความสมควรที่คณะสงฆ์จะได้แผ่เมตตาจิตและดำเนินการอนุเคราะห์ เพราะขณะนี้มีผู้ป่วยด้วยโรคนี้อยู่อีกมาก ยังมีความจำเป็นในด้านการช่วยสงเคราะห์ จึงให้กรมการศาสนาแจ้งขอความอุปถัมภ์ไปยังเจ้าอาวาสต่างๆ ขอให้จัดให้มีการแสดงพระธรรมเทศนาในวันสงกรานต์ ๑ กัณฑ์ แล้วรวบรวมส่งไปสงเคราะห์ผู้ป่วยด้วยโรคเรื้อน เหมือนอย่างที่ได้ปฏิบัติมาแล้วในปีก่อนๆ และผู้ประสงค์ร่วมการกุศลสงเคราะห์  ทั้งนี้ ก็อาจส่งตรงไปยังมูลนิธิส่งเสริมกิจการศาสนาและมนุษยธรรม (ก.ศ.ม.) วัดมกุฏกษัตริยาราม

การที่ทางคณะสงฆ์และผู้มีเมตตาจิตทั้งหลายได้จัดการสงเคราะห์ขึ้นทั้งนี้ ก็เป็นการปฏิบัติอนุวัตรพระพุทธปฏิปทาและพระพุทธศาสโนวาท พระพุทธเจ้าก็ได้เสด็จไปถวายการรักษาพระพุทธบิดาเมื่อประชวรและได้เคยเสด็จไปทรงพยาบาลภิกษุไข้ผู้เป็นแผลเน่าเปื่อยไปทั้งกาย ที่เรียกว่าพระปูติคัตตะ แปลว่า พระกายเน่า มีเรื่องเขียนเล่าไว้ว่า ท่านถูกทอดทิ้งให้นอนซมอยู่แต่ผู้เดียว พวกศิษย์พากันหมดหวังที่จะรักษา และพากันรังเกียจ เมื่อพระพุทธเจ้าได้ทรงหยั่งทราบด้วยพระญาณได้เสด็จไปเพื่อจะทรงพยาบาล พวกภิกษุเห็นก็พากันไปช่วยจัดทำเองตามพระพุทธาณัติ ได้โปรดให้อาบน้ำท่านด้วยน้ำอุ่นเปลี่ยนผ้าเก่าออกซักตากแดดแห้งแล้วให้นุ่งห่มด้วยผ้าที่ซักแล้ว ท่านก็มีจิตใจสบาย พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปประทับยืนเบื้องศีรษะของท่าน ประทานพระธรรมโอวาทว่า อจิรํ วตยํ กาโย เป็นต้น แปลว่า “ไม่นานหนอ กายนี้จักปราศจากวิญญาณ ถูกทิ้งให้นอนถมทับแผ่นดินเหมือนท่อนไม้ไม่มีประโยชน์” ท่านฟังพระธรรมบทนี้บรรลุผลที่สุดแล้วก็ปรินิพพาน.  มีเล่าบุพพกรรมของท่านไว้ว่า เมื่อท่านเป็นพรานนก ได้จับนกมาหักกระดูกขากระดูกปีกรอเวลาที่จะฆ่าขายเป็นอันมาก เพราะกลัวจะบินหนีไป จะฆ่าเสียทั้งหมดขายไม่หมดก็จะเน่าเสีย จึงส่งผลให้เป็นโรคกายเน่ากระดูกผุแตก แต่ท่านได้ทำความดีมีอุปนิสัยแห่งพระอรหันต์ด้วย

อีกเรื่องหนึ่งว่า เมื่อพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน ใกล้กรุงราชคฤห์ มีชายคนหนึ่งเป็นคนกำพร้าขัดสนทั้งเป็นโรคเรื้อน ได้เดินผ่านไปยังพระเวฬุวัน เห็นหมู่ชนเป็นอันมากกำลังนั่งสงบเฝ้าแวดล้อมพระพุทธองค์อยู่ จึงเดินตรงเข้าไปหมายใจจะขอเศษอาหารเขาบริโภค ครั้นเข้าไปถึงเห็นเขากำลังนั่งสงบฟังเทศน์กันอยู่ จึงเข้าไปเฝ้าแสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต ชายผู้นี้ชื่อว่าสุปปพุทธะ เมื่อกลับออกไปจากพระเวฬุวันได้ถูกโคแม่ลูกอ่อนขวิดถึงแก่กรรม มีเล่าบุพพกรรมของชายเป็นโรคเรื้อนคนนี้ไว้ว่าเมื่อครั้งเขาเป็นบุตรเศรษฐีในเมืองราชคฤห์นั้น ได้เห็นพระปัจจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งออกบิณฑบาตในเมือง เกิดความคิดดูหมิ่นเหยียดหยามขึ้นว่า “คนโรคเรื้อน” ถ่มเขฬะแสดงความรังเกียจแล้วเดินให้ท่านหลีกไปทางซ้ายของตน เป็นการแสดงความดูหมิ่นไม่เคารพ จึงส่งผลให้เป็นโรคเรื้อน ได้มีพระพุทธอุทานปรารภเรื่องของชายเป็นโรคเรื้อนแปลความว่า”เมื่อความบากบั่นพยายามมีอยู่ บัณฑิตพึงเว้นบาปทั้งหลายในชีวโลก เหมือนคนมีจักษุเว้นทางที่ไม่เรียบร้อยนั้น”

อีกเรื่องหนึ่งเล่าถึงพระกนิฏฐภคินีของพระอนุรุทธะ มีนามว่าโรหิณี ประชวรด้วยโรคผิวหนัง ท่านแสดงบุพพกรรมว่าเพราะแรงโกรธของริษยา โปรยสิ่งที่เป็นพิษคันลงที่ร่างกายของสตรีผู้ร่วมสามี เมื่อได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าที่ตรัสสอนให้ละโกรธมานะแล้ว มีจิตใจแช่มชื่นสิ้นกรรม ก็หายจากโรคนั้น

ตามเรื่องที่เล่ามาเหล่านี้แสดงถึงกรรมที่บุคคลทำไว้ว่ามีส่วนสำคัญที่ให้เกิดโรคร้ายเช่นโรคที่พึงรังเกียจจนถึงในพระวินัยก็มีห้ามมิให้อุปสมบทนี้ กรรมอดีตที่ทำไว้แล้วก็เป็นอันทำแล้ว แต่ท่านก็แสดงว่าพึงละกรรมชั่วที่ไว้แล้วได้ด้วยกุศล ดังพระธรรมบทหนึ่งแปลความว่า “บุคคลใดละกรรมชั่วที่ทำไว้แล้วด้วยกุศล บุคคลนั้นย่อมส่องโลกนี้ให้สว่างเหมือนพระจันทร์พ้นจากหมอกฉันนั้น”  ฉะนั้น หน้าที่ของผู้ปฏิบัติก็คือระมัดระวังกรรมปัจจุบัน ซึ่งทุกๆ คนสามารถจะควบคุมกรรมปัจจุบันของตนได้, พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนไว้ในปหานภาวนาสูตร เก็บความรวมกันว่า “ท่านทั้งหลายจงละอกุศล จงทำกุศล ท่านทั้งหลายอาจเพื่อจะละอกุศลอาจเพื่อจะทำบุญ ถ้าท่านทั้งหลายไม่อาจ เราก็จะไม่สอนดังนั้น อนึ่ง ถ้าการละอกุศล การทำกุศล จะพึงเป็นไปเพื่อโทษทุกข์ เราก็จะไม่สอนให้ท่านทั้งหลายละอกุศลให้ทำกุศล แต่เพราะการละอกุศลทำกุศลเป็นไปเพื่อประโยชน์สุข เราจึงสอนให้ท่านทั้งหลายละอกุศล ทำกุศล”  ดังนี้ การควบคุมระมัดระวังกรรมปัจจุบันหมายถึงการควบคุมจิตใจด้วย เพราะจิตใจเป็นต้นเดิมของกรรม ถ้าจิตใจไม่ดี เช่นประกอบด้วยความโกรธพยาบาท ความริษยา ความดูหมิ่นท่าน ดังเรื่องที่เล่ามาข้างต้นนั้น ก็เป็นเหตุก่อเจตนาทำกรรมที่ชั่วร้าย แต่ถ้าจิตใจดีเช่นประกอบด้วยเมตตากรุณา ก็เป็นเหตุให้ก่อเจตนาทำกรรมที่ดีที่ชอบ ดังเช่นทำการสงเคราะห์ต่างๆ  ฉะนั้น พระบรมศาสดาจึงตรัสสอนให้แผ่เมตตาพรหมวิหารธรรมมีเมตตาเป็นต้นออกไปทั้งโดยเจาะจงทั้งโดยไม่เจาะจง ดังที่ตรัสสอนไว้ในเมตตสูตรว่า เมตฺตญฺจ สพฺพโลกสฺมึ มานสมฺภาวเย อปริมาณํ พึงอบรมใจมีเมตตาไม่มีประมาณในโลกทั้งสิ้น”

เมตตากล่าวโดยย่อ คือ ความมีจิตปรารถนาให้เป็นสุข ตรงกันข้ามกับโทสะ เมตตาจึงเป็นเครื่องยับยั้งห้ามกันจิตจากโทสะ ก่อเจตนากรรมที่เป็นการสงเคราะห์กัน ๔ ประการ ดังพระพุทธภาษิตที่ตรัสไว้ว่า ทานญฺจ เปยฺยวชฺชญฺจ เป็นต้น  แปลความว่า “ทาน ๑  วาจาเป็นที่รัก ๑  ความประพฤติประโยชน์ ๑  ความมีตนสม่ำเสมอในธรรมทั้งหลายในบุคคลนั้นๆ ตามสมควร ๑  ธรรม ๔ ประการเหล่านี้เป็นสังคหะเครื่องสงเคราะห์ คือยึดเหนี่ยวน้ำใจกันไว้ได้ในโลก เหมือนอย่างเพลาแห่งรถที่วิ่งไปอยู่ฉันนั้น” มีอธิบายโดยสังเขปว่า

ทาน การให้ การบริจาค ท่านสรรเสริญการเลือกให้ เป็นกุศลทาน หรือสัปปุริสทาน (ทานของคนดี) ดังเช่นที่แสดงกาลทานไว้ ๕ ประการ คือ
๑.การให้แก่คนผู้มาถึง
๒.การให้แก่คนที่เตรียมตัวจะไป
๓.การให้แก่คนป่วยเจ็บ
๔.การให้ในเวลาที่เกิดขาดแคลนอาหาร
๕.การให้ในเวลาได้ผลไม้ใหม่

อนึ่ง การแสดงธรรมให้ฟังก็เรียกว่าทาน คือ ธรรมทาน  ท่านแสดงว่า ธรรมทานเป็นเลิศแห่งทานทั้งหลาย

วาจาเป็นที่รัก หมายถึงพูดถ้อยคำที่สุภาพไพเราะหูจับใจ ด้วยจิตใจที่มุ่งดี, ท่านแสดงว่าบรรดาวาจาเป็นที่รักทั้งหลาย วาจาที่แสดงธรรมบ่อยๆ แก่ผู้มีความต้องการและเงี่ยโสตตั้งใจสดับเป็นเลิศ

ความประพฤติประโยชน์ หรือ อรรถจริยาคือทำให้แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ปราศจากโทษ ท่านแสดงว่า บรรดาความประพฤติประโยชน์ทั้งหลาย การทำผู้ที่ไม่มีศรัทธา ทุศีล มีความตระหนี่ มีปัญญาทราม ให้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา คือ การสละ บริจาค และปัญญา เป็นความประพฤติประโยชน์ที่เลิศ

ความมีตนสม่ำเสมอ หรือ สมานัตตตา หมายถึง ความวางตนสม่ำเสมอ ไม่กระด้าง ตามสมควร ท่านแสดงว่า พระอริยบุคคลชั้นเดียวกันมีตนสม่ำเสมอกัน เป็นความมีตนสม่ำเสมอที่เลิศ โดยนัยนี้ ความมีตนสม่ำเสมอ จึงต้องพิจารณาดูตนว่ามีภาวะเกี่ยวด้วยวุฒิต่างๆ เป็นต้นสม่ำเสมอกับผู้ใดก็ชื่อว่ามีตนสม่ำเสมอกับผู้นั้นได้, โดยอธิบายดังนี้ จึงเป็นการป้องกันความเข้าใจผิดว่า มารดาบิดากับบุตรธิดาจะต้องมีตนสม่ำเสมอกัน หรือใครๆ จะต้องสม่ำเสมอกันไปหมด เพราะท่านหมายถึงเสมอกันสำหรับผู้ที่มีภาวะเสมอกัน จึงเป็นอันสอนว่า ผู้ใดมีคุณธรรมเป็นต้นต่ำกว่า เมื่อปรารถนาจะให้ตนเองขึ้นไปเสมอกับผู้ที่สูงกว่า ผู้นั้นก็ต้องทำความดีให้มากขึ้น เมื่อความดีมากขึ้นเท่ากันแล้วก็เสมอกันขึ้นเอง ถ้าอยากจะไปเสมอกับคนที่สูงกว่าด้วยความดีเป็นต้น โดยไม่ทำความดีของตนให้สูงขึ้น ความอยากเช่นนี้ ก็เป็นกิเลส ไม่ใช่สมานัตตตา

ธรรมทั้ง ๔ ประการนี้เป็นเครื่องสงเคราะห์ ยึดเหนี่ยวน้ำใจกันและกันไว้ได้ในโลก เหมือนอย่างเพลาของรถที่แล่นไปฉันนั้น และธรรมเหล่านี้เป็นกุศลกรรมที่เกิดจากเมตตา ฉะนั้น จึงสมควรที่จะอบรมเมตตาจิตและแผ่ไปในสัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณในทิศทั้งปวง ผู้อื่นที่ได้รับเมตตาจิตก็จะมีความสุข ผู้มีเมตตาจิตเองก็จะมีความสุข, ท่านจึงแสดงอานิสงส์ของเมตตาภาวนาไว้ว่า “หลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข ไม่ฝันเห็นสิ่งที่ไม่ดี เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย เทวดารักษา ไฟยาพิษหรือศาสตราไม่กล้ำกราย, จิตของผู้มีเมตตาตั้งมั่นเป็นสมาธิเร็ว ผิวหน้าผ่องใส ไม่หลงทำกาลกิริยา เมื่อยังไม่บรรลุถึงธรรมที่ยิ่งขึ้นย่อมเข้าถึงพรหมโลก” มีอรรถาธิบายดังแสดงมาด้วยประการฉะนี้



* ทรงแสดงเมื่อดำรงสมณศักดิ์ที่ พระสาสนโสภณ ในวันสงเคราะห์ผู้ป่วยด้วยโรคเรื้อน ณ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ.๒๕๐๙
13  สุขใจในธรรม / ประวัติพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ในยุคปัจจุบัน / Re: หลวงปู่หลอด ปโมทิโต จากหนังสือ ปโมทิตเถรบูชา หลวงปู่เล่าให้ฟัง เมื่อ: 08 กุมภาพันธ์ 2562 16:12:19
.



• พรรษาที่ ๘ (พ.ศ.๒๔๘๗)
• เครื่องอยู่ของผู้ครองเรือนและพันธะ ๓
ระหว่างที่หลวงปู่และหลวงปู่บัวพา พักปักกลดอยู่ที่บ้านกวนบุ่งแห่งนั้น หลวงปู่ท่านได้เมตตาอบรมสั่งสอนญาติโยมที่มากราบขอฟังธรรมจากท่าน ซึ่งก็มีทั้งคนหนุ่มสาว เฒ่าชแรแก่ชรา ก็มากมาย หลวงปู่เล่าถึงเรื่องที่ท่านเทศน์อบรมสั่งสอนบุคคลเหล่านั้นว่า “ถ้าเป็นหนุ่มสาว อาตมาก็จะสอนให้เขารู้จักธรรมของการครองเรือน ซึ่งควรยึดถือปฏิบัติในทางที่ถูกที่เหมาะสม

ผู้ที่จะให้ครอบครัวมีความสุขได้ จะต้องปฏิบัติตามปัจฉิมทิศคือทิศเบื้องหลังอันหมายถึง สามีพึงบำรุงภรรยาด้วยสถาน ๕ อย่างคือ
๑. ด้วยยกย่องนับถือว่าเป็นภรรยา
๒. ด้วยไม่ดูหมิ่น
๓. ด้วยไม่ประพฤติล่วงนอกใจภรรยา
๔. ด้วยมอบความเป็นใหญ่ให้
๕. ด้วยให้เครื่องแต่งตัว

ส่วนภรรยาเมื่อได้รับบำรุงเช่นนี้แล้ว ก็ควรอนุเคราะห์ตอบแทนแก่สามีด้วย ๕ สถานเช่นเดียวกัน คือ
๑. จัดการงานดี
๒. สงเคราะห์คนข้างเคียงสามีดี
๓. ไม่ประพฤติล่วงใจสามี
๔. รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้
๕. ไม่เกียจคร้านในกิจการทั้งปวง

สำหรับสุขของคฤหัสถ์นั้น คือ
๑. สุขเกิดแต่ความมีทรัพย์
๒. สุขเกิดแต่การจ่ายทรัพย์บริโภค
๓. สุขเกิดแต่การไม่เป็นหนี้
๔. สุขเกิดแต่การประกอบการงานที่ปราศจากโทษ

ส่วนคนเฒ่าคนแก่ อาตมาจะสอนให้รักษาศีล เจริญภาวนา และให้ถือศีลอุโบสถ คนเฒ่าคนแก่นี้มีอยู่อย่างหนึ่ง คือห่วงลูกห่วงหลานดังที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า ความรักลูกเหมือนห่วงผูกคอ ความรักสิ่งของเหมือนปอผูกศอก ความรักไร่นาสาโทเหมือนปลอกสวมตีน ใครแก้สามปลอกนี้ได้เข้าสู่พระนิพพาน จะไปห่วงอะไรกับมัน จะไปเฝ้าไปห่วงอะไรกับมันเราก็ปฏิบัติภาวนาเข้าสิ ละให้ได้นะ พันธะสามอย่างนี้จะได้ไปนิพพาน ไม่ต้องไปห่วงหรอก สักวันลูกหลานก็ต้องได้ไปนิพพานด้วยกันแหละ แต่ข้าวของ ไร่นาไปนิพพานไม่ได้นะ เพราะไม่มีใจครอง พุทโธๆ เข้า”

หลวงปู่ท่านมักจะเทศน์อบรมอย่างนี้ให้กับชาวบ้านกวนบุ่น ที่มาขอฟังธรรมจากท่านอยู่เป็นประจำ ตลอดระยะเวลาสองเดือนที่ท่านพำนัก ปักกลดอยู่ที่ถ้ำแห่งนี้




หลวงปู่บัวพา ปญฺญาพาโส
วัดป่าพระสถิต อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

• หลวงปู่บัวพาปราบผีฟ้าผีแถน
ก็เป็นธรรมดาของชาวบ้าน ซึ่งมักจะต้องหาหลักที่พึงทางใจในยามทุกข์ยาก โดยส่วนมากในสมัยก่อน ตามบ้านนอกบ้านนาแถบชนบทท้องถิ่นห่างไกลความเจริญ อย่างที่หมู่บ้านกวนบุ่นนี้ก็เช่นกัน ถึงแม้ว่าชาวบ้านส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาคริสต์ ตามคำสอนตามบาทหลวงที่ได้เคยมาเผยแผ่ศาสนาแก่ชาวบ้านในแถบนี้ แต่โดยส่วนลึกในจิตใจของชาวบ้านแล้ว คงจะนับถือผีอยู่ก่อนแล้ว และสืบทอดเป็นความเชื่อต่อๆ กันมาหลายรุ่น เพราะส่วนใหญ่ยังมีความยึดถือในอิทธิฤทธิ์ของพวกผีฟ้าผีแถนฝังลึกอยู่ในจิตใจจนยากที่จะถอนได้ง่าย

ดังนั้นภายในหมู่บ้านจึงมักจะมีผู้ทำหน้าที่เป็นหมอผีประจำหมู่บ้าน คอยเป็นสื่อกลางติดต่อระหว่างผีกับชาวบ้าน ในลักษณะเป็นคนทรงเจ้าเข้าผี ซึ่งเมื่อเกิดมีเหตุหรือเรื่องราวอันใดที่ทำให้เดือดร้อนก็มักจะเชิญหมอผีประจำหมู่บ้านคนนี้ไปประทับทรง เพื่อที่จะได้ถามไถ่ดูว่าเกิดมาจากอะไร และจะแก้ไขอย่างไร แม้แต่จะป่วยไข้อะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นหนักหรือเบา ก็มักจะให้คนทรงผีรักษา ซึ่งเป็นค่านิยมความเชื่อถือที่ผิดๆ

หลวงปู่เมตตาเล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ตอนนั้นว่า
“วันหนึ่งมียายแก่ ๒ คน พร้อมกับหลานหนุ่มอีกคน ขึ้นไปหาพวกอาตมา ยายคนหนึ่งเป็นคนทรงประจำหมู่บ้าน มีอายุเกือบ ๖๐ ปี แกชื่อแม่คำตัน แกได้ทรงผีปู่ตามานานหลายปีแล้ว แต่ป่วยกระเสาะกระแสะบ่อยเหลือเกิน คงเป็นเพราะการนับถือผีปู่ตานี้แน่แท้ สามวันดีสี่วันไข้ เป็นอย่างนี้มาประมาณสามสิบกว่าปีแล้ว คือนับตั้งแต่นับถือผีเริ่มถือผีตลอดมา ทีนี้เกิดเบื่อหน่ายอยากจะเลิก ก็เลิกไม่ได้ ชีวิตก็ลำบากมาก จะทำอะไรหรือว่าเกิดอะไรขึ้นก็ผิดผีทั้งนั้น ต้องคอยระวังตัวอยู่ตลอดเวลา ไม่เป็นอันมีความสุขสบายเลย สุขภาพสังขารก็แย่ลงมาก เดี๋ยวนี้ จะเลิกทำก็มีปัญหา เพราะถูกผีมันบังคับ จะเลิกก็ไม่ได้ พอทราบว่าอาตมาธุดงค์มาปักกลดอยู่ใกล้กับหมู่บ้าน แกว่า... ดิฉันจึงได้มาหาพระคุณเจ้าเพื่อให้ช่วยทำพิธีออกจากการนับถือผี ขอได้โปรดเมตตาดิฉันบ้าง..”

หลวงปู่จึงได้ถามแม่คำตันว่า “แล้วทำไมถึงคิดอยากจะเลิกจากเป็นคนทรงเสียล่ะ”

แม่คำตันจึงบอกว่า “ก็ดิฉันได้เกิดฝันประหลาดขึ้นมาว่า ขณะที่ดิฉันนั่งอยู่ในบ้าน ก็มีชายรูปร่างสูงดำเข้ามาร้องว่าให้ไปกับเขา ก็พอดีมีพระภิกษุชรารูปหนึ่งก้าวเข้าประตูมา พลางพูดว่า ให้ไปกับท่านจะช่วยให้พ้นทุกข์ได้”

แม่คำตันกล่าวต่อไปว่า ในความฝันแกก็ได้คิดลังเลอยู่ในใจว่าจะไปกับใครดี ตัดสินใจไม่ถูกอยู่เช่นกัน จะไปกับพระก็กลัวผีจะไม่พอใจ เพราะตัวเองนับถือผีอยู่แล้ว แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่า พระท่านคงมีดีของท่านแน่ จึงได้มาชวนให้ไปกับท่าน ในนาทีสุดท้ายแกจึงได้ตัดสินใจไปกับพระรูปนั้น ก็พอดีสะดุ้งตื่นขึ้นมา จากนั้นไม่นานก็ได้ข่าวว่ามีพระธุดงค์มาพักอยู่ที่นี่ จึงได้รีบมากราบ ขอท่านเป็นที่พึ่งนั่นแหละ

หลวงปู่จึงได้ปรึกษากับหลวงปู่บัวพา จากนั้นก็ให้แม่คำตันจุดเทียนบูชาคุณพระรัตนตรัย และให้รีบสมาทานศีลห้า แล้วหลวงปู่บัวพาก็กล่าวนำสวดพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ

พอแม่คำตันเริ่มสวดพุทธคุณ ไปได้ไม่กี่คำก็เริ่มมีอาการตัวสั่นเทา แล้วชักกระตุกอย่างแรง ตัวแม่คำตันเองก็นั่งหลับตา เหมือนคนเคลิ้มไม่รู้สึกตัว เป็นอาการเริ่มต้นของผีเข้า หลวงปู่บัวพาท่านจึงได้เข้าสมาธิภาวนา แล้วทำน้ำมนต์ พอเสร็จแล้วก็เอาน้ำมนต์นั้นมารดที่ร่างของแม่คำตัน ทำให้ร่างนั้นสั่นเทิ้มและร้องลั่นออกมาว่า “โอ๊ย!...ไม่เอาข้าอยากกินเหล้า ไม่อยากกินน้ำอันนี้ น้ำอันนี้ข้าไม่เอาข้าจะเอาเหล้า”

ร่างแม่คำตันก็พูดวนเวียนอยู่อย่างนั้น หลวงปู่บัวพาจึงรดน้ำมนต์ลงไปอีกครั้ง แล้วท่องบ่นทำปากพึมพำ แล้วเป่าพรวดไปที่ร่างของแม่คำตันอีกหลายครั้ง จนกระทั่งร่างแม่คำตันร้องออกมาว่า “ยอมแล้ว ยอมแล้ว กลัวแล้วจะออกไปเดี๋ยวนี้”

เมื่อพูดจบร่างของแม่คำตันก็หงายหลัง ล้มตึงลงบนพื้น พวกที่ไปด้วยก็ช่วยกันปฐมพยาบาล นวดเฟ้นอยู่ครู่หนึ่ง แม่คำตันจึงได้ฟื้นคืนขึ้นมามีอาการเหมือนคนพึ่งตื่นนอนใหม่ๆ และอาการผิดปกติก็หายหมดไปกลับกลายเป็นคนละคนต่างไปจากเมื่อสักครู่ จากนั้นก็สวดอิติปิโสฯ ต่อจนจบ

เมื่อเสร็จพิธีแล้วหลวงปู่จึงได้ให้โอวาทกับแม่คำตันว่า “เอาละ หมดทุกข์หมดโศกเสียที เคราะห์กรรมต่างๆ ได้ผ่านพ้นไปแล้ว นับจากนี้ไปก็ขอให้โยมจงหมั่นสวดมนต์ภาวนา และไหว้พระเป็นประจำทุกวัน และหาเวลาเข้าวัดปฏิบัติธรรมเสียบ้าง จะได้เป็นการดีแก่ตัวเอง เรื่องร้ายๆ ก็จะได้ไม่เกิดขึ้นมาอีก ขอให้ตั้งมั่นในคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ท่านจะได้คุ้มครองเราให้เป็นสุข”

ข่าวการไล่ผีออกจากร่างของแม่คำตันได้แพร่กระจายออกไปทั่วภายในไม่กี่วันหลังจากนั้น ก็ได้มีชาวบ้านอีกหลายคนพากันมานมัสการหลวงปู่ทั้ง ๒ เพื่อให้ช่วยทำพิธีขับไล่ผีให้ จนชื่อเสียงของท่านทั้งสองดังไปทั่วทั้งหมู่บ้าน และหมู่บ้านใกล้เคียง ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ได้เลิกนับถือผี และหันมาสนใจพระพุทธศาสนากันมากขึ้น

ชาวบ้านกวนบุ่นก็ได้อยู่กันอย่างสงบสุขไม่มีผีตนไหนมารบกวนอีกเลย 



กุฏิหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
วัดภูริทัตตถิราวาส บ้านหนองผือ ต.นาใน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

• กลับมาอยู่กับหลวงปู่มั่นอีกครั้ง
หลวงปู่กับหลวงปู่บัวพาอยู่บำเพ็ญสมณะธรรมที่บ้านกวนบุ่นเป็นระยะเวลา ๒ เดือนเศษ เมื่อย่างเข้าเดือนเมษายนฝนก็เริ่มตกลงมาบ้าง ทีนี้หลวงปู่เกิดอาพาธด้วยโรคไข้ป่า อาการหนักมาก โดยหลวงปู่ท่านได้เล่าเหตุการณ์ครั้งนั้นให้ฟังว่า “เป็นของหนักขนาดที่ว่ายาขนานไหนใช้ลงไปก็ไม่ดีขึ้น เพราะสมัยนั้นวิทยาการทางการแพทย์ยังไม่เจริญ พอมียาอะไรก็ใช้ไปตามยถากรรมนั่นแหละ ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกสมุนไพรที่หาได้ในละแวกนั้น เมื่ออาการยังไม่ดีขึ้น จึงได้ตกลงกับอาจารย์บัวพา ว่าจะกลับไปที่บ้านโคกเพื่อกราบพึ่งบารมีของหลวงปู่มั่น รุ่งเช้าเมื่อฉันเช้าเสร็จก็บอกลาญาติโยม ญาติโยมทั้งหลายมาคอยส่งอาตมาอยู่มากมาย เกือบเที่ยงจึงได้ออกเดินทาง ปีนป่ายขึ้นเขาลงเขา พอพ้นเขตภูเขาก็ถึงบ้านจันทร์เพ็ง

จากนั้นก็เป็นบ้านนาเต่างอย ซึ่งขณะนั้นท่านอาจารย์วิริยังค์ก็ได้ตั้งสำนักสงฆ์ขึ้นแห่งหนึ่ง พวกเราก็แวะพักกับท่านสามคืน ท่านช่วยรักษาเยียวยาให้จนอาการทุเลาเป็นอย่างมาก แล้วพวกเราก็ลาท่านออกเดินทางต่อไปถึงวัดป่าบ้านโคก ประมาณห้าโมงเย็นก็เข้ากราบรายงานการออกธุดงค์ต่อท่านพระอาจารย์กงมาให้ได้ทราบ

พอ ๒ ทุ่มก็ไปร่วมประชุมที่กุฏิของหลวงปู่มั่น เพื่อฟังโอวาท หรือรับการอบรมประจำวัน เมื่อพระเณรลงมาพร้อมกันแล้ว พวกเราจึงได้กราบรายงานถึงรายละเอียดต่างๆ ให้ท่านได้รับทราบ จากนั้นท่านก็เริ่มแสดงธรรมเกี่ยวกับศีล สมาธิ ปัญญา โดยใช้เวลาแสดงประมาณ ๓ ชั่วโมง เป็นอันว่าตั้งแต่เดือนเมษาฯ จนกระทั่งออกพรรษา อาตมาได้พำนักอยู่กับหลวงปู่มั่นที่วัดป่าบ้านโคก

ระหว่างพรรษานี้เอง อาตมาเกิดเป็นไข้ป่ากำเริบ หลวงปู่มั่นท่านไม่ให้ฉันยา ท่านให้ภาวนารักษาตัว ท่านเทศน์ว่า อย่าไปยึดติด ที่สุดอาตมาก็หายได้ด้วยกำลังของการภาวนา   


• ข้อวัตรปฏิบัติของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
หลวงปู่ท่านได้ทบทวนถึงข้อวัตรปฏิบัติ ในยุคที่ได้เข้าไปรับการอบรมกับหลวงปู่มั่นที่วัดป่าบ้านโคกว่า “อาตมาตื่นจากจำวัดประมาณตี ๓ ตี ๔ แล้วก็ทำวัดสวดมนต์ การทำวัตรของที่นี่ท่านให้ทำใครทำมัน โมงเช้าก็ออกบิณฑบาต กลับจากบิณฑบาตก็เตรียมจัดอาหารถวายหลวงปู่มั่น ราวๆ ๘ โมงกว่าก็ฉันอาหาร ฉันเสร็จต่างคนต่างประกอบกิจ กิจใครกิจมัน แล้วจึงแยกย้ายกันไปภาวนา ประมาณบ่าย ๓ โมงก็กวาดลานวัดถูศาลา ตักน้ำใส่ตุ่มและเตรียมทำอาจริยวัตร ก็คือสรงน้ำหลวงปู่มั่นนั่นแหละ จากนั้นประมาณ ๒ ทุ่ม หลวงปู่มั่นก็อบรมพระภิกษุสามเณรจนถึงเที่ยงคืนทุกวัน วันไหนท่านอาพาธท่านจึงเว้นไป

ส่วนข้อวัตรประจำองค์ท่าน ที่หลวงปู่มั่นยึดถือปฏิบัติคือ ท่านถือธุดงควัตร ฉันหนเดียว ฉันในบาตรตลอด บิณฑบาตไม่ขาด นอกจากท่านอาพาธ ถึงขั้นไปไหนไม่ได้จึงเว้น จากนั้นก็ล้างบาตร เมื่อเสร็จท่านจึงกลับกุฏิ เที่ยงวันท่านถึงได้พักผ่อน บ่าย ๓ โมงจึงออกมา ๕ โมงเย็นสรงน้ำ ๒ ทุ่มเทศน์อบรมพระภิกษุสามเณร

ขณะนั้นก็มีพระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ (ตอนนั้นท่านพำนักอยู่ที่วัดป่าบ้านนาหม่น ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากที่นี่มากนัก) และพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ ทั้ง ๒ ท่านนี้ปฏิบัติหลวงปู่มั่นอยู่ ซึ่งพระอาจารย์กงมาเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้กับภิกษุสามเณรที่เข้ามาพำนักที่บ้านโคก เป็นผู้เฝ้าดูแลจัดวาระอุปัฏฐากหลวงปู่มั่น ดูว่าพระองค์ไหนปฏิบัติหลวงปู่มั่นตอนเช้าหรือตอนเย็น ท่านเป็นผู้จัดวาระเองทั้งหมด บางทีท่านไม่สบายก็นวด

ส่วนอาตมานั้น หลวงปู่มั่นท่านบอกว่า อาตมานี้รูปธรรมนามธรรมคือไปนวดท่านแล้วท่านไม่สบาย โดยท่านบอกว่ามือของอาตมาร้อนเกินไป ให้องค์อื่นมานวดแทน และให้อาตมาไปทำข้อวัตรอย่างอื่น ตอนนั้นอาตมาจึงได้รับหน้าที่เทกระโถน ดูแลปัดกวาดกุฏิ ทำความสะอาดศาลา นำบาตรท่านมาวาง ปฏิบัติอยู่อย่างนั้นในช่วงที่มาพักอยู่กับหลวงปู่มั่นที่วัดป่าบ้านโคก (ในปี พ.ศ.๒๔๘๗ นั้น)

เท่าที่อาตมาจำได้มีพระเณร ที่พักอยู่ร่วมจำพรรษาด้วยกันคือ พระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ, พระอาจารย์เนตร สีลกนฺโต, พระอาจารย์วิริยังค์ สิรินฺธโร พระอาจารย์ทองคำ ญาโณภาโส (เนื่องจากท่านลาสิกขา ต่อมาได้อุปสมบทใหม่ในปี พ.ศ.๒๕๓๖ พระอุปัชฌาย์จึงให้ฉายาใหม่ว่า จารุวณฺโณ) พระอาจารย์บัวพา ปญฺญาพาโส พระอาจารย์อุ่น กลฺยาณธมฺโม พระอาจารย์คำดี (ไม่ทราบฉายา), พระอาจารย์บุญมา (ไม่ทราบฉายา), พระอาจารย์มนู (ไม่ทราบฉายา), เณรดี, เณรใด, และอาตมา

พูดถึงอาจารย์ทองคำทีไรก็อดที่นึกถึงเรื่องนี้ไม่ได้ คือท่านชอบนอนไหล เรื่องนี้ถึงขนาดที่หลวงปู่มั่นดุเอาเลยทีเดียว แต่ท่านก็แก้ไม่หาย คืออาการนอนไหลเนี่ยเป็นลักษณะที่ว่านอนไม่รู้สึกตัว ท่านจะฝันไปหรือไปเห็นอะไรก็ไม่ทราบ ท่านจะมีอาการคล้ายนอนละเมอ ส่งเสียงรบกวนคนข้างๆ จนต้องลุกไปปลุกท่าน แต่ปลุกเท่าไรก็ไม่ตื่น

มีอยู่ครั้งหนึ่ง อาตมากำลังภาวนาใกล้กับบริเวณที่อาจารย์ทองคำหลับอยู่พอดี ปรากฏว่าท่านเกิดอาการเช่นเดิมอีก อาตมาจึงลุกไปปลุกท่าน แต่ทำอย่างไรก็ไม่ตื่น อาตมาเลยนึกเล่นๆ ว่า หรือเราจะลองกำหนดจิตไปปลุกท่านดูเผื่อจะตื่น จากนั้นอาตมาจึงกลับมานั่งภาวนาตามเดิม พร้อมกับกำหนดจิตสมมติว่า ตนลุกขึ้นเดินเข้าไปปลุกอาจารย์ทองคำ แล้วจึงถอยออกมา จากการกำหนดจิต ปรากฏว่าคราวนี้ได้ผล ท่านตื่นแล้วหันมาถามอาตมา... ท่านอาจารย์กำหนดจิตมาปลุกผมรึ? ... อาตมาก็มิได้ตอบอะไร เพียงแต่ยิ้มเฉยๆ”

ส่วนญาติโยมชาวบ้านโคกนั้นหลวงปู่ได้เล่าว่า “ในวันพระก็มีญาติโยมเข้าไปวัด แต่หลวงปู่มั่นท่านไม่ค่อยเทศน์ ถึงแม้จะเทศน์ชาวบ้านก็ไม่รู้เรื่อง นอกจากให้ระลึกพุทโธ ท่านย้ำอย่างนี้ โดยมากท่านสอนแต่พระ โยมนี้ท่านให้เอาไว้ก่อน เพราะพระนั้นเป็นหลักสำคัญของพระพุทธศาสนา ท่านจะสอนอย่างจริงๆ จังๆ เลย” 



มีต่อ
14  สุขใจในธรรม / เสียงธรรมเทศนา - เอกสารธรรม - วีดีโอ / Re: ญาณสังวรธรรม (เทศนาพิเศษ) สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ เมื่อ: 07 กุมภาพันธ์ 2562 16:29:06



ญาณสังวรธรรม
เทศนาพิเศษ
พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
-----------------------------------------

ขันธสัมนสนกถา*  
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
ยโต ยโต สมฺมสติ       ขนฺธานํ อุทยพฺพยํ
ลภตี ปีติปาโมชฺชํ อมตนฺตํ วิชานตนฺติ.

บัดนี้ ถึงสัตตมวารที่ ๒ นับแต่วันสิ้นพระชนม์แห่งพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต  ม.ร.ว.พันธุ์ทิพย์ บริพัตร พระชายา จึงได้บำเพ็ญกุศลอุทิศถวายด้วยความเคารพจงรักภักดี ตามวิธีทักษิณานุปทานในพระพุทธศาสนา และมีความจำนงให้อาราธนาพระภิกษุวัดบวรนิเวศวิหารที่มาเฝ้าชมหอไตร เมื่อบ่ายวันจันทร์ที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๐๒ มาในพิธีบำเพ็ญกุศลทั้งหมด เพราะในวันนั้นพระภิกษุที่ได้รู้จักคุ้นเคยตั้งแต่สมัยที่ทรงผนวชโดยมาก ได้มีโอกาสมาเฝ้าโดยพร้อมเพรียงกัน และพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์นั้นก็ได้ทรงต้อนรับและประทานคำชี้แจงภาพต่างๆ ในหอไตรด้วยความชื่นบานแจ่มใสตลอดเวลา แต่ถัดมาอีกเพียงวันเดียว ก็สิ้นพระชนม์ในห้องของพระองค์ ซึ่งแพทย์สันนิษฐานว่าคงสิ้นพระชนม์เวลาประมาณ ๒๒ นาฬิกาของวันอังคารดังข่าวที่แจ้งอยู่แล้ว เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจ และนำให้คิดปรารภมรณสติ ระลึกถึงความตายที่พึงมีแก่สัตว์โลกถ้วนหน้า

อนึ่ง พระภิกษุที่ประจำอยู่ ณ วัดบวรนิเวศวิหารในสมัยทรงผนวช ย่อมระลึกได้ถึงพระองค์ท่านในระหว่างที่ทรงครองผ้ากาสาวพัสตร์

เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฏาคม ๒๔๙๐ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์นั้น ได้ทรงผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นพระอุปัชฌายะ เมื่อเสร็จพิธีทรงอุปสมบทแล้ว คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นำส่งเสด็จถึงวัดบวรนิเวศวิหาร  สมเด็จพระสังฆราชเจ้าเสด็จล่วงหน้ามาทรงคอยรับที่พระอุโบสถ แล้วทรงนำเสด็จขึ้นพระตำหนักทรงพรตห้องมุมทิศใต้ ซึ่งเป็นที่ประทับตลอดเวลาที่ทรงผนวช ในระหว่างที่ทรงผนวช ได้ทรงปฏิบัติกิจของนวกภิกษุทุกอย่างเหมือนอย่างนวกภิกษุรูปอื่นๆ ในตอนเช้าโปรดเสด็จออกทรงบิณฑบาตเป็นนิตย์ และได้ทรงปฏิบัติกิจวัตรต่างๆ โดยสม่ำเสมอ คือเวลา ๘ นาฬิกา ลงโบสถ์ทำวัตรเช้า เวลา ๙ นาฬิกาเข้าโรงเรียน เวลา ๑๖ นาฬิกาฟังพระโอวาทสมเด็จพระสังฆราชเจ้า เวลา ๑๗ นาฬิกาทำวัตรเย็นในพระอุโบสถ และระหว่างพรรษากาล ทางโรงเรียนได้ออกกระทู้ธรรมให้นวกภิกษุไปแต่ง และนำมาอ่านในที่ประชุมกรรมทุกวันโกนรวม ๑๐ ครั้ง  การเข้าโรงเรียนและการแต่งกระทู้ไปอ่าน แม้จะทรงได้รับประทานพระอนุญาตจากสมเด็จฯ พระอุปัชฌายะให้เว้นได้ ก็ไม่ทรงยอมเว้น ได้ทรงปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ และทรงวางพระองค์ดีเป็นที่รักเป็นที่นับถือของพระเก่าและพระใหม่ทั่วไป ในพรรษากาลนั้นสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ ได้เสด็จลงประทานพระโอวาทด้วยพระองค์เองโดยตลอด ได้มีนวกภิกษุจดบันทึกไว้ด้วยชวเลขแล้วคัดลอกถวายทรงแก้แล้ว ขอประทานพระอนุญาตพิมพ์เป็นอนุสรณ์ สำหรับนวกภิกษุศกนั้น ด้วยพระอุปถัมภ์ของพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์นั้น พระโอวาทนี้ต่อมาได้พิมพ์ขึ้นแพร่หลายใช้เป็นคู่มือของนักศึกษาและปฏิบัติทั่วไป เมื่อออกพรรษาแล้วได้เสด็จไปประทับแรมที่พระปฐมเจดีย์คืนหนึ่ง เพื่อทรงทำวัตรสวดมนต์ บูชาและทำประทักษิณพระปฐมเจดีย์ตาพระราชนิยมแห่งสมเด็จพระไอยกาธิราชเจ้า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และได้เสด็จทอดพระเนตรตึกด้วย

อนึ่ง ได้เสด็จแทนพระองค์ฯ ขึ้นไปทรงถวายผ้าพระกฐินหลวง ณ วัดศรีมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๔๙๐

พระกรณียกิจบางอย่างในขณะทรงผนวชเหล่านี้แสดงไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงพระองค์ท่าน แม้เมื่อลาผนวชแล้ว ก็ได้เสด็จมาทรงธรรมในวันธรรมสวนะอยู่เนืองๆ ปรากฏว่าสนพระหฤทัยในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะในปรมัตถธรรมคือเรื่องขันธ์ อายตนะ ธาตุ ทางพระพุทธศาสนาแสดงว่า กายนี้ แยกออกเป็นขันธ์ อายตนะ ธาตุ ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา ส่วนที่เรียกร้องกันว่าอย่างโน้นอย่างนี้ก็เป็นเพียงสมมติบัญญัติ และคนทั่วไปก็ยึดถือสิ่งที่สมมติบัญญัติเหล่านี้ว่าเป็นตัวตนเราเขา  พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนให้แยกสิ่งที่ยึดถือนี้ออกเป็นขันธ์ อายตนะ ธาตุ หรือจะเรียกว่าสอนให้แยกธาตุก็ได้ แต่ให้พิจารณาให้เห็นเกิดดับของสภาวะเหล่านี้ เมื่อพิจารณาแยกธาตุออกไป ได้แลเห็นเกิดดับก็ชื่อว่าเห็นธรรมคือความจริง เมื่อเห็นธรรมก็ย่อมจะได้ปีติปราโมชในธรรม สิ่งที่เห็นคือ ขันธ์ อายตนะ ธาตุเป็นสิ่งเกิดดับ หรือมีเกิดมีตาย ส่วนที่ผู้ที่พิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริง ถอนความยึดถือว่าเป็นตัวตนเสียได้ ย่อมเป็นผู้รู้ในขันธ์ อายตนะ ธาตุ แต่ไม่ใช่เป็นตัวขันธ์ อายตนะ ธาตุ จึงเป็นผู้ไม่ตาย  ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสไว้ ดังที่ยกไว้เป็นบทอุทเทศ ณ เบื้องต้นแปลความว่า ในกาลใดๆ ย่อมเห็นความเกิดและความดับของขันธ์ทั้งหลาย ในกาลนั้นๆ ย่อมได้ปีติปราโมช นั้นเป็นอมตะ ของผู้รู้แจ้งทั้งหลายดังนี้

ปรมัตถธรรมนี้เป็นลักษณะพิเศษของพระพุทธศาสนา ไม่มีในศาสนาอื่นๆ เมื่อได้ศึกษาให้เข้าใจในหลักปรมัตถธรรมให้ทั่วถึง จึงจะชื่อว่าได้รู้จักพระพุทธศาสนา แม้โดยปริยัติ

พระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนให้บุคคลเข้าถึงธรรมคือความจริงดังกล่าวด้วยวิธีต่างๆ กัน แต่ทุกๆ วิธีทรงสอนให้เห็นความจริงโดยตลอด ไม่ให้ดูครึ่งๆ กลางๆ ไม่ให้ดูในทางดีหรือทางร้ายผิดจากความจริง ไม่ได้ทรงปฏิเสธวัยที่สดชื่น ไม่ได้ทรงติรูปสมบัติ แต่ทรงสอนให้พิจารณาดูให้เห็นความจริงของวัย ของรูป ทั้งขณะแห่งรูปสมบัติ ทั้งขณะแห่งรูปวิบัติโดยตลอด ดังเรื่องที่เล่าไว้ในอรรถกถาธรรมบทว่า พระกนิษฐภคินีของพระพุทธเจ้า ซึ่งประสูติแด่พระนางมหาปชาบดีโคตรมีพระน้านาง มีพระนามว่า รูปนันทา ทรงพระสิริโฉมเป็นเลิศ เมื่อเข้ามาอุปสมบทเป็นพระภิกษุณีแล้ว ไม่กล้าไปเฝ้าฟังธรรม เพราะเกรงว่าพระพุทธเจ้าจะเทศน์ติรูป ต่อมาอดพระหฤทัยอยู่ไม่ได้ ต้องเสด็จไปฟังธรรม พระพุทธเจ้าได้ทรงอบรมด้วยวิธีใช้หนามบ่งหนาม คือทรงแสดงรูปนินิต ให้เห็นผู้ที่อยู่ในวัยตั้งแต่ต้นเปลี่ยนแปลงมาโดยลำดับ คือตั้งแต่อายุ ๑๖ อายุ ๒๐ เพิ่มขึ้นเรื่อยไป จนเป็นคนแก่และแก่หง่อมจนถึงเป็นศพในที่สุด เมื่อพระรูปนันทาได้เห็นรูปที่เปลี่ยนมาโดยลำดับเช่นนั้น ก็ยินดีชื่นชมในตอนแรกแล้วก็หน่ายไปโดยลำดับในที่สุด พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสโอวาท แปลความว่า “ดูก่อนนันทา เธอจงดูกายที่เน่าไม่สะอาดเดือดร้อน ที่ไหลเข้าไหลออกอยู่ ที่คนเขลาปรารถนานัก กายนี้ฉันใด กายนั้นก็ฉันนั้น กายนั้นฉันใด กายนี้ก็ฉันนั้น เธอจงดูธาตุทั้งหลายโดยความเป็นของว่างเปล่าจากตัวตน อย่ามาสู่โลกอีก เธอสำรอกความพอใจในภพแล้ว จักเป็นผู้สงบระงับไป” ดังนี้  การเห็นธรรมคือความจริงในรูปหรือพูดรวมว่าในขันธ์ อายตนะ ธาตุ อย่างน้อย ย่อมเป็นเหตุให้ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจแห่งสภาวะเหล่านี้ สามารถตั้งตนไว้ชอบได้ในสถานทั้งปวง.

พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต ได้ทรงสนพระทัยศึกษาพระพุทธศาสนา เจริญพระปัญญาในธรรมคือความจริง จึงเป็นฐานะที่จะทรงปีติปราโมชในธรรมตามควรแก่พระปัญญาบารมี

ขออำนาจกุศลทักษิณานุปทานที่ ม.ร.ว. พันธุ์ทิพย์ บริพัตร ได้บำเพ็ญอุทิศถวายทั้งนี้จงสัมฤทธิ์สุขสมบัติแด่พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต โดยฐานะ

ในอวสานแห่งพระธรรมเทศนานี้ พระสงฆ์ ๔ รูปจักได้สวดคาถาธรรมบรรยายโดยสรภัญวิธีเพิ่มพูนอัปมาทธรรมสืบต่อไป

แสดงพระธรรมเทศนายุติด้วยประการฉะนี้



* ทรงแสดงเมื่อดำรงสมณศักดิ์ที่ พระธรรมวราภรณ์ วันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๐๒
15  สุขใจในธรรม / เสียงธรรมเทศนา - เอกสารธรรม - วีดีโอ / Re: ญาณสังวรธรรม (เทศนาพิเศษ) สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เมื่อ: 06 กุมภาพันธ์ 2562 16:48:02


ญาณสังวรธรรม
เทศนาพิเศษ
พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
-----------------------------------------

ธัมมัฏฐกถา* 
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
น เตน โหติ ธมฺมฏฺโฐ        เยนตฺถํ สหสา นเย
โย จ อตฺถํ อนตฺถญจ อุโภ นิจฺเฉยฺย ปณฺฑิโต
อสาหเสน ธมฺเมน สเมน นยตี ปเร
ธมฺมสฺส คุตฺโต เมธาวี ธมฺมฏฺโฐติ ปวุจฺจตีติ

บัดนี้ จักถวายวิสัชชนาพระธรรมเทศนา ฉลองพระเดชพระคุณประดับพระปัญญาบารมี อนุรูปแก่การบำเพ็ญกุศลที่ระลึกวันรพี ที่เนติบัณฑิตสภา ประกอบด้วยสมาชิกศิษยานุศิษย์ผู้เคารพนับถือ มีท่านนายกเนติบัณฑิตสภาเป็นประธาน พร้อมด้วยพระประยูรญาติได้มีสามานฉันท์พร้อมใจกันบำเพ็ญเพื่ออุทิศส่วนกุศลถวายพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ซึ่งทรงได้รับยกย่องนับถือว่าเป็นพระบิดาแห่งนักกฎหมายไทย การกำหนดบำเพ็ญกุศลที่ระลึกวันรพีเป็นประจำปีดังนี้ เป็นการแสดงความกตัญญูรู้พระคุณ และความกตเวทีตอบแทนพระคุณของพระองค์ท่านตามควรแก่สมัย นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงความสามัคคีและแสดงความนับถือระลึกถึงในท่านผู้ทำความดีมาแล้ว เป็นอันชื่อว่า ได้นับถือในความดี อันเป็นคุณธรรมสำคัญของหมู่ชน จึงชื่อว่าได้นับถือธรรมด้วย

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ปรากฏว่า ได้ทรงบำเพ็ญความดีมามาก ดังที่ปรากฏแล้วในพระประวัติ แสดงพอเป็นคุณานุสสติโดยย่อ คือเมื่อได้ทรงศึกษาสำเร็จปริญญาในทางกฎหมายของอังกฤษแล้ว ได้เสด็จกลับเข้ามารับราชการในตำแหน่งที่มีความสำคัญแก่ประเทศชาติในระยะริเริ่มหัวเลี้ยวหัวต่อในทางกฎหมาย ด้วยความรู้และความสามารและวิริยะอุตสาหะเป็นอย่างยิ่ง เป็นเหตุให้ทรงเลื่อนตำแหน่งขึ้นโดยรวดเร็ว ด้วยความจำเป็นและสมควร เมื่อแรกเสด็จเข้ามาทรงรับราชการในตำแหน่งราชเลขานุการ ต่อมาทรงเป็นข้าหลวงพิเศษจัดตั้งศาลในมณฑลกรุงเก่าเป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานกรรมการร่างกฎหมาย เป็นกรมการตรวจตัดสินความฎีกา ทรงตั้งโรงเรียนกฎหมายขึ้นเป็นครั้งแรก และโดยทรงสอนด้วยพระองค์เอง จึงทรงได้รับยกย่องนับถือว่าเป็นปฐมาจารย์แห่งนักกฎหมายไทยในปัจจุบัน ทรงเป็นกรรมการตรวจตำแหน่งพนักงานในรัฐบาล ทรงร่วมจัดราชการฝ่ายการราชทัณฑ์ ตั้งกองพิมพ์ลายมือ ร่วมจัดการการจดทะเบียนเป็นกรรมสิทธิ์ที่ดินจากกระทรวงยุติธรรม ได้ทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิราช ยกร่างกฎหมายออกโฉนดที่ดินฉบับที่ ๑ ร่วมจัดการการชลประทานในระยะแรก นอกจากนี้ยังได้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจอื่นๆ อีกเป็นมาก ทรงเป็นตัวอย่างของนักเรียนนอก ที่ออกไปเรียนสำเร็จแล้ว กลับมาทำประโยชน์แก่ประเทศชาติของตนให้เกิดขึ้นได้มากนักพระองค์หนึ่ง

การกฎหมายไทยในสมัยก่อนนั้น เมื่ออ่านพระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บางตอนจะเห็นได้ว่า เก่าแก่มาแต่โบราณกาล เพราะได้ต้นแบบมาจากตำรามนูสารของมัชฌิมประเทศ และได้มีประกาศบทพระอัยการเพิ่มเติมเป็นคราวๆ จึงซับซ้อนสับสนและไม่เพียงพอที่จะใช้ในปัจจุบัน ซึ่งต้องคบค้ากับทางตะวันตกมากขึ้น จนถึงได้มีศาลกงสุลขึ้น  ฉะนั้น จึงมีพะราชดำริให้มีการปรับปรุงแก้ไขเป็นการใหญ่ ประจวบเวลาที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์นั้น ได้ทรงสำเร็จการศึกษาวิชาทางกฎหมายเสด็จกลับเข้ามา เป็นกำลังใหญ่ในการปรับปรุงแก้ไข ซึ่งเป็นการสร้างขึ้นใหม่ทั้งตัวบททั้งบุคคล ทั้งวิธีปฏิบัติและอื่นๆ ให้สมบูรณ์ เนื่องมาจากงานของพระองค์ท่านซึ่งได้ดำเนินกันสืบต่อมา ประเทศชาติจึงได้รับความเป็นใหญ่ทางศาล ในที่สุดและโรงเรียนกฎหมายที่ทรงเริ่มตั้งขึ้น ต่อมาก็ได้รับยกขึ้นเป็นโรงเรียนหลวงและเติบโตขึ้นจนถึงเป็นมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน จึงสมแก่การที่ได้รับยกย่องนับถือว่าเป็นพระบิดาแห่งนักกฎหมายไทย

การให้ความยุติธรรมแก่ประชาชนนั้น นอกจากอาศัยตัวบทกฎหมายที่บัญญัติโดยธรรม ยังต้องอาศัยบุคคลผู้มีหน้าที่ใช้ตัวบทนั้นตั้งอยู่ในธรรมด้วย แม้ตัวบทจะบกพร่องไปบ้างหรือยังไม่มีตัวบท ถ้าบุคคลมีธรรม ก็สามารถจะให้ความเป็นธรรมโดยยุติ (สมควร) ได้ เพราะตัวบทนั้นเอง บุคคลก็เป็นผู้ตั้งขึ้นและจะต้องแก้ไขกันไปเป็นคราวๆ ฉะนั้น เมื่อบุคคลตั้งอยู่ในธรรมะ ก็สามารถที่จะสร้างตัวบทที่เป็นธรรมและใช้ตัวบทให้เป็นธรรมไปด้วย

ในทางพระพุทธศาสนา ปรากฏในพระธรรมบทว่า ครั้งหนึ่งสมเด็จพระบรมศาสดาได้ทรงปรารภวินิจฉัยอำมาตย์ จึงตรัสแสดงลักษณะของบุคคลผู้วินิจฉัยความตามบทพระบาลีที่ยกขึ้นไว้ ณ เบื้องต้น แปลความว่า บุคคล (ผู้วินิจฉัยความ) หาชื่อว่าตั้งอยู่ในธรรม เพราะเหตุที่ชี้ขาดความด้วยคำชี้ขาดที่เป็นมุสาวาทไม่ ส่วนบุคคลใดเป็นบัณฑิตพิจารณาข้อที่เป็นจริงและข้อที่ไม่เป็นจริงทั้งสองจึงชี้ขาดบุคคลอื่นด้วยคำชี้ขาดที่ไม่เป็นมุสาวาทโดยธรรม  โดยสมควร บุคคลนั้น เป็นผู้ทรงปัญญาชอบอันธรรมะคุ้มครอง จึงเรียกว่า ผู้ตั้งอยู่ในธรรม มีอธิบายว่า ผู้ที่ชี้ขาดความด้วยคำชี้ขาดที่เป็นมุสาวาท คือกล่าวเท็จเพราะความลำเอียงด้วยอคติทั้ง ๔ ได้แก่ฉันทาคติ ลำเอียงเพราะความชอบ โทสาคติลำเอียงเพราะความชัง โมหาคติ ลำเอียงเพราะความหลง ภยาคติ ลำเอียงเพราะความกลัว ความชอบ ความชัง และความกลัวเป็นเหตุทำคำชี้ขาดโดยผิดธรรม โดยไม่สมควรแก่ความผิดถูกทั้งรู้อยู่ จึงเป็นมุสาวาททั้งรู้ (สัมปชานมุสาวาท) ส่วนความหลงเป็นเหตุให้นำคำชี้ขาดเป็นมุสาวาทโดยไม่รู้ อาจเป็นเพราะมักง่าย เพราะไม่พิจารณาข้อที่เป็นจริงและเท็จให้ประจักษ์ก่อนก็ได้ เช่นนี้ไม่เรียกว่าตั้งอยู่ในธรรม ส่วนผู้ที่พิจารณาจนประจักษ์ถึงข้อที่เป็นจริงและที่ไม่เป็นจริงทั้งสอง ไม่มักง่ายผลุนผลัน ไม่ลุอำนาจอคติ ยึดถือธรรมะเป็นหลัก คือธรรมสำหรับวินิจฉัย ชั่งดูว่าจะสมควรชี้ขาดว่าใครผิดถูกอย่างไรจึงชี้ขาดลงไป ชื่อว่าเป็นผู้ทรงปัญญาชอบ อันธรรมะคุ้มครอง หมายถึงว่าเป็นผู้ฉลาดด้วยเป็นผู้ซื่อสัตย์ สุจริตด้วย จึงเรียกว่า ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ดังนี้

ตามพระพุทธภาษิตที่อธิบายแต่ใจความโดยสังเขปนี้ แม้เป็นภาษิตของพระพุทธศาสนา แต่ก็อาจเป็นประโยชน์แก่ผู้มุ่งปฏิบัติเพื่อความยุติธรรมโดยทั่วไป กล่าวโดยเฉพาะผู้มีหน้าที่ให้ความยุติธรรมแก่ผู้อื่น เมื่อชี้ขาดความไปแล้ว ก็ย่อมถือว่าเป็นยุติ (เหมาะ ชอบ) ในชั้นหนึ่งๆ จนถึงชั้นเด็ดขาด เมื่อเป็นเช่นนี้ถ้าไม่ตั้งอยู่ในธรรม บุคคลอื่นทั้งสองฝ่ายก็จำต้องรับปฏิบัติโดยไม่เหมาะไม่ชอบ เรียกว่า ไม่ยุติธรรม แต่ถ้าตั้งอยู่ในธรรม บุคคลอื่นทั้งสองฝ่ายก็ย่อมได้รับความเป็นธรรมตามสมควรแก่ผิดถูกของตนๆ เรียกว่าได้รับความยุติธรรมทุกฝ่าย ผู้ตั้งอยู่ในธรรมเท่านั้น จึงเป็นผู้ยังความยุติธรรมให้สถิตอยู่ได้ ชื่อว่าเป็นที่สถิตยุติธรรม หรือเรียกตามพระพุทธภาษิตนี้ว่า ผู้ตั้งอยู่ในธรรม เป็นที่อุ่นใจของปวงชน ผู้หวังพึ่งความยุติธรรมโดยทั่วกัน

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ได้ทรงมีส่วนสำคัญในการปรับปรุงสร้างสรรค์ตัวบทกฎหมายให้บริบูรณ์ และสร้างบุคคลผู้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวแก่กฎหมายให้มีทั้งความรู้ ความฉลาด ทั้งความซื่อสัตย์สุจริตในการปฏิบัติหน้าที่ของตน จนเป็นที่เพียงพอสมกับเป็นที่สถิตยุติธรรม เป็นหลักฐานมั่นคงของประเทศชาติ เพราะพระองค์เองได้ทรงตั้งอยู่ในธรรมตามนัยพระพุทธภาษิตนี้

ขออำนาจกองการกุศลที่เนติบัณฑิตยสภาได้บำเพ็ญในวันที่ระลึกวันระพี และตั้งใจอุทิศส่วนกุศลถวายทั้งนี้ จงเป็นผลสัมฤทธิ์เพื่อมนุญผลสุขสมบัติ แด่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ โดยฐานะ

ถวายวิสัชชนาพระธรรมเทศนาในธัมมัฏฐกถา ยุติด้วยเวลา เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้ ขอถวายพระพร



*ทรงแสดงเมื่อดำรงสมณศักดิ์ที่ พระธรรมวราภรณ์ ในการบำเพ็ญกุศลที่ระลึกวันรพี ของเนติบัณฑิตยสภา วันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๐๕





ญาณสังวรธรรม
เทศนาพิเศษ
พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
-----------------------------------------

ธรรมาธรรมกถา* 
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
น หิ ธมฺโม อธมฺโม จ       อุโภ สมวิปากิโน
อธมฺโม นิรยํ เนติ ธมฺโม ปาเปติ สุคตินฺติ

บัดนี้ จักแสดงพระธรรมเทศนาในธรรมาธรรมกถา ในการที่เนติบัณฑิตยสภา บำเพ็ญกุศลเพื่ออุทิศส่วนกุศลถวายพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ในวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ ซึ่งเรียกว่า วันรพี ตามทางพระพุทธศาสนา

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ทรงมีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ เป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๑๔ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ซึ่งประสูติแต่เจ้าจอมมารดาตลับ ณ วันพุธขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีจอ จุลศักราช ๑๒๓๖ ตรงกับวันที่ ๒๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๑๗

เมื่อทรงพระเยาว์ พระองค์ท่านได้ทรงเข้าศึกษาวิชาภาษาไทยเป็นครั้งแรก ในสำนักพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) และทรงเข้าศึกษาต่อในสำนักพระยาโอวาทวรกิจ (แก่น) เปรียญ  และได้ทรงศึกษาภาษาอังกฤษขั้นต้นในสำนักครูรามสามิ ต่อมาเมื่อโรงเรียนสวนกุหลาบได้ก่อตั้งขึ้นเรียบร้อยแล้ว ก็ได้ทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์หนึ่งในจำนวน ๔ พระองค์ ที่ทรงเรียนรวมกันเป็นพิเศษต่างหากจากนักเรียนอื่นในโรงเรียนแห่งนั้น โดยมีมหาปั้นสุขุม (เจ้าพระยายมราช) เป็นครูผู้สอน ได้ทรงศึกษาอยู่เป็นเวลา ๑ ปี

เมื่อทรงมีพระชนมายุได้ ๑๐ พรรษา ได้ทรงเข้าพิธีโสกันต์พร้อมกับพระเจ้าลูกยาเธออีก ๓ พระองค์ แล้วจึงผนวชเป็นสามเณรพร้อมกัน โดยมีสมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์เป็นพระอุปัชฌายะ ทำพิธี ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วจึงเสด็จไปประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ในความกำกับอบรมของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ซึ่งเสด็จจากวัดมกุฏกษัตริยารามไปประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นการชั่วคราวเพื่อการนี้

ในปีรุ่งขึ้น พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ ได้เสด็จไปกรุงลอนดอนพร้อมกับพระเจ้าลูกยาเธออีก ๓ พระองค์ เพื่อทรงศึกษาภาษาอังกฤษ เสด็จไปในความดูแลของกรมพระนเรศวรฤทธิ์ และได้เสด็จกลับเมืองไทยชั่วคราวในปี พ.ศ.๒๔๓๐ เพื่อเสด็จเยี่ยมบ้านเมือง และประทับอยู่ในกรุงเทพฯ ๑๐ เดือน จึงเสด็จไปยุโรปครั้งที่ ๒ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ได้ทรงเข้าศึกษาในโรงเรียนมัธยมในกรุงลอนดอน ๓ ปี สำเร็จแล้วทรงเข้าศึกษาวิชากฎหมายในวิทยาลัยไครสต์เชิช มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด จบหลักสูตรชั้นปริญญาจนสอบไล่ได้ บี.เอ. ทางกฎหมายแล้วจึงเสด็จกลับเมืองไทย

พระประวัติต่อจากนี้ไปล้วนเป็นพระประวัติที่แสดงถึงการอุทิศพระองค์ให้แก่งานราชการตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปจนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งนับเป็นงานในทางกฎหมายโดยตลอด น้อยนักที่จะมีบุคคลใดได้กระทำงานในด้านกฎหมายได้มากมายกว้างขวางและยาวนานเหมือนพระองค์ท่าน ได้ทรงปฏิบัติงานทั้งทางธุรการ คือทรงเป็นสภานายกในกองข้าหลวงพิเศษจัดตั้งศาล เพื่อจัดการตั้งศาลยุติธรรมสำหรับพิจารณาคดีขึ้นในหัวเมืองให้ดีขึ้นกว่ากาลก่อน และทำการสะสางคดีความที่ค้างชำระอยู่ในศาลหัวเมืองให้หมดไป ได้ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๙ มีพระชนมายุได้ ๒๒ พรรษา ซึ่งนับว่าน้อยมาก แต่ก็เป็นเพราะได้ปรากฏพระปรีชาสามารถเป็นที่นิยมยกย่องทั่วไปในหมู่ประชาชนมาก่อนแล้ว ในทางนิติบัญญัติก็ได้ทรงเป็นประธานกรรมการร่างกฎหมายตรวจพระราชกำหนดบทพระอัยการเก่าใหม่ ต่อมาได้ทรงเป็นกรรมการตรวจร่างกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.๑๒๗ และตรวจร่างประกาศการออกโฉนดที่ดิน และทรงยกร่างกฎหมายออกโฉนดที่ดินฉบับที่ ๓ ในทางตุลาการก็ได้ทรงเป็นกรรมการตรวจตัดสินความฎีกาที่ทูลเกล้าฯ ถวายต่อพระมหากษัตริย์ ในทางด้านการศึกษาวิชากฎหมายก็ได้ทรงริเริ่มตั้งโรงเรียนกฎหมายขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๐ เพื่อสั่งสอนวิชากฎหมาย โดยพระองค์ท่านทรงเป็นพระอาจารย์ประทานคำสอนและจัดทำตำราโดยพระองค์เองทุกลักษณะวิชา จนพวกนักเรียนรุ่นแรกสอบได้เป็นเนติบัณฑิต และช่วยแบ่งเบาสอนรุ่นหลังๆ ต่อไป จนโรงเรียนกฎหมายได้คลี่คลายมาเป็นมหาวิทยาลัยกฎหมายเป็นปึกแผ่นในปัจจุบัน ทั้งยังได้ทรงจัดพิมพ์กฎหมายตรา ๓ ดวงขึ้นเป็นสองเล่ม โดยทรงเขียนคำอธิบายเพิ่มเติม และได้จัดทำอุทาหรณ์และคำอธิบายตัวบทกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.๑๒๗ เป็นความสะดวกอย่างยิ่งแก่การศึกษาและการแปลกฎหมายลักษณะนี้ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากมายแก่ผู้พิพากษา อัยการ ทนายความ และผู้เกี่ยวข้องกับการใช้กฎหมาย นอกจากนี้พระองค์ท่านยังได้ทรงเป็นกรรมการตรวจตำแหน่งพนักงานในรัฐบาล กรรมการจัดราชการฝ่ายการราชทัณฑ์ นำวิธีการพิมพ์ลายนิ้วมือผู้ต้องโทษมาใช้ และยังได้ทรงร่วมจัดการในเรื่องทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่ดิน การจดทะเบียนที่ดินและการออกโฉนด และได้ดำรงตำแหน่งเป็นเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการ ได้ทรงมีส่วนร่วมจัดการการชลประทานในระยะแรก เพื่อประโยชน์ในการกสิกรรมด้วย

ได้ทรงเกี่ยวข้องกับกฎหมายมาโดยตลอด ทรงเป็นผู้แผ้วถางและวางรากฐานวิชากฎหมายในประเทศไทย จึงเหมาะสมกับสมญานามที่พระองค์ท่านได้รับว่า ทรงเป็นพระบิดาและองค์ปฐมาจารย์ของนักนิติศาสตร์แห่งประเทศไทย กล่าวโดยย่อ ได้ทรงปฏิบัติทุกอย่างเพื่อให้การปกครองเป็นไปโดยธรรม ให้มีการชี้ขาดว่าถูกหรือผิดโดยยุติธรรม ในการพระพุทธศาสนา พระบรมศาสดาก็ได้ทรงแสดงคำสั่งสอนชี้ความดีความชั่ว พร้อมทั้งผลที่ต่างกันโดยธรรม สมดังพระพุทธภาษิตที่ยกขึ้นไว้ ณ เบื้องต้นว่า น หิ ธมฺโม อธมฺโม จ เป็นอาทิ แปลความว่า ธรรมและอธรรม หามีวิบากคือผลเสมอกันไม่ อธรรมย่อมนำไปสู่นิรยะ ส่วนธรรมย่อมให้ถึงสุคติ ดั่งนี้

พระพุทธภาษิตนี้แสดงถึงธรรมะและอธรรมเป็นส่วนเหตุ และแสดงถึง นิรยะ กับ สุคติ เป็นส่วนผล  กล่าวคือ ธรรมะเป็นเหตุให้ถึงสุคติ ส่วนอธรรมเป็นเหตุให้ถึงนิรยะดั่งนี้ จึงควรทำความเข้าใจในพระพุทธภาษิตนี้ในทางที่จะเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่สัมมาปฏิบัติ จะกล่าวถึงส่วนเหตุก่อน อันได้แก่ธรรมะ กับ อธรรม ในที่นี้ ธรรมมะได้แก่ คุณ คือความเกื้อกูลหรือความดี ส่วนอธรรม ก็หมายถึงโทษที่ไม่เกื้อกูลที่ก่อให้เกิดทุกข์หรือความชั่ว ตามที่กล่าวมานี้ย่อมเป็นที่เข้าใจกันอยู่แล้ว แต่ข้อที่สมควรหยิบยกขึ้นพิจารณาก็คือ อะไรเป็นคุณหรือความดีที่เรียกว่า ธรรมะ อะไรเป็นโทษหรือความชั่วอันเรียกว่า อธรรม

ในข้อนี้ก็พึงคำนึงถึงตัวคุณคือความดี หรือตัวโทษคือความชั่ว อันสิ่งที่เรียกว่าเป็นคุณหรือความดีนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่เกื้อกูลให้เกิดความสุข  ส่วนสิ่งที่เป็นโทษหรือความชั่วนั้นย่อมเป็นสิ่งที่ก่อโทษทุกข์ให้บังเกิดขึ้น บุคคลทุกๆ คนย่อมต้องการความสุข รังเกียจความทุกข์ ฉะนั้น เมื่อมีใครมาก่อความสุขให้ก็เข้าใจว่าผู้นั้นเป็นผู้มีคุณ เช่น มารดา บิดา ก่อความสุขให้แก่บุตรธิดา ผู้มีเมตตากรุณาก่อความสุขให้แก่บุคคลนั้นๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เรียกผู้ก่อความสุขให้นั้นว่ามีคุณ การกระทำของผู้มีคุณนั้นก็เรียกว่าเป็นคุณหรือความดี แต่ความชั่วนั้นตรงกันข้าม เมื่อมีใครมาก่อโทษทุกข์ให้ก็เรียกผู้นั้นว่าเป็นผู้ก่อโทษสร้างทุกข์ และทุกๆ คนเมื่อได้โทษทุกข์จากผู้ใด ก็จะต้องเข้าใจว่าผู้นั้นเป็นผู้สร้างโทษทุกข์ และถ้าเรียกอย่างแรงก็ต้องเรียกว่าเป็นผู้ที่ไม่ดี และการกระทำของผู้ที่ก่อโทษทุกข์ให้นั้นก็เรียกว่า อธรรม หรือ ความชั่ว ความเข้าใจกันว่าอะไรเป็นธรรมะ อะไรเป็นอธรรมย่อมมีอยู่โดยปรกติดั่งนี้ แม้บุคคลทุกๆ คนจะต้องการความสุขและเกลียดความทุกข์ดังกล่าวนี้ก็ตาม แต่ถึงเช่นนั้น ก็ยังมีไปก่อโทษทุกข์ให้แก่บุคคลอื่นโดยไม่ได้นึกเอาใจเขามาใส่ใจตน ไม่ได้นึกเทียบเคียงว่าคนต้องการสุขเกลียดทุกข์ฉันใด บุคคลอื่นสัตว์อื่นก็ต้องการสุขเกลียดทุกข์ฉันนั้น  เพราะฉะนั้น จึงมีการเบียดเบียนกันและกันบังเกิดอยู่ในโลก ผู้ที่ทำความเบียดเบียนเขานั้นย่อมไม่ต้องการให้ใครมาเบียดเบียนตนเองเลย เพราะตนเองต้องการสุขเกลียดทุกข์ดังที่กล่าวมาแล้ว  เพราะฉะนั้น ในทางพระพุทธศาสนา พระบรมศาสดาทรงแสดงให้บุคคลเว้นอธรรมและประพฤติธรรมก็ด้วยได้ทรงสั่งสอนให้มีความคิดเปรียบเทียบดั่งที่พระพุทธภาษิตแสดงไว้ เป็นต้นว่า บุคคลอื่น สัตว์อื่นมีความรักชีวิตต้องการสุขไม่ต้องการทุกข์ฉันใด ตนเองก็รักชีวิตของตน ต้องการสุขไม่ต้องการทุกข์ฉันนั้น  เพราะฉะนั้น ก็ไม่พึงประทุษร้ายชีวิตของเขา ไม่พึงก่อทุกข์แก่เขาฉันนั้น

การแสดงว่าอะไรเป็นธรรมะ อะไรเป็นอธรรมในทางพระพุทธศาสนา พิจารณาดูแล้วก็อาศัยหลักแห่งคุณและโทษ และอาศัยหลักการพิจารณาเปรียบเทียบดังที่กล่าวมาแล้ว และบุคคลผู้ทีประพฤติธรรม อันเรียกว่า ธรรมจารี ทางพระพุทธศาสนานั้นก็ย่อมมีความประพฤติเว้นจากการก่อโทษทุกข์ให้แก่เขา แต่สร้างคุณขึ้นเกื้อกูลให้แก่เขา ดั่งที่กล่าวมานี้ จึงได้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็น สมจารี แปลว่าผู้ประพฤติสมควรหรือผู้ประพฤติสม่ำเสมอ อันหมายถึงว่าเสมอกันระหว่างตนและผู้อื่นด้วยหลักการเปรียบเทียบดังที่กล่าวมาแล้วนั้น เช่นว่า เขาก็ต้องการสุขเกลียดทุกข์เหมือนกับตน ตนก็ต้องการสุขเกลียดทุกข์เหมือนกับเขา ตกว่าทั้งตนและเขานั้นเป็นผู้เสมอกันในการต้องการสุขเกลียดทุกข์ เมื่อเป็นดั่งนี้แล้ว ประพฤติแก่ตนฉันใด ก็สมควรประพฤติแก่เขาฉันนั้น เช่นว่า ประพฤติแก่ตนไม่ก่อโทษให้แก่ตน ก่อความสุขให้แก่ตน ก็พึงเว้นโทษก่อสุขให้แก่ผู้อื่นเช่นเดียวกัน ความประพฤติดั่งนี้ จึงเรียกว่า สมจารี ผู้สม่ำเสมอหรือผู้ประพฤติสมควรและสมจารีนี้แหละก็เรียกธรรมจารี ผู้ประพฤติธรรม เพราะที่จะชื่อว่าผู้ประพฤติธรรมนั้นก็ต้องมีความประพฤติเว้นโทษทำสิ่งที่เป็นคุณด้วย มีการเปรียบเทียบกันระหว่างตนและผู้อื่นดังที่กล่าวมา

ฉะนั้น ความประพฤติธรรมในพระพุทธศาสนาจึงกล่าวได้ว่าเป็นความประพฤติที่เป็นยุติธรรม พระพุทธเจ้าแสดงศีลก็อาศัยหลักธรรมดังที่กล่าวมานี้ เป็นต้นว่า เว้นจากการฆ่า เว้นจากการลัก เว้นจากการประพฤติผิดประเพณีในทางกาม เว้นจากการพูดเท็จหลอกลวง ทุกๆ คนนั้นย่อมมีความรักสงวนทรัพย์สมบัติเชื้อสายวงศ์ตระกูลและความจริง ไม่ต้องการให้ใครมาทำร้ายชีวิต ทำร้ายทรัพย์สมบัติ ทำร้ายเชื้อสายวงศ์ตระกูล และมาหลอกลวง เมื่อเป็นเช่นนี้ก็สมควรที่จะเว้นจากการประพฤติเช่นนั้นแก่บุคคลอื่นด้วย พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงบัญญัติศีลลงไปว่า เว้นจากการฆ่า เว้นจากการลัก เป็นต้น  ฉะนั้น หลักแห่งการบัญญัติศีลของพระพุทธเจ้าจึงเป็นหลักที่เป็นสมธรรมจริยาหรือว่าหลักยุติธรรมโดยแท้ ยังส่องถึงน้ำพระหฤทัยของพระพุทธเจ้าที่มีความยุติธรรมในสัตว์ทุกถ้วนหน้า ดังเช่นในข้อเว้นจากการฆ่า ก็แสดงถึงว่าสัตว์มีปราณ คือมีชีวิตโดยทั่วไปทั้งที่เป็นมนุษย์และทั้งที่เป็นเดรัจฉาน ก็เป็นวัตถุที่ควรเว้นจากการฆ่าทั้งหมดจากศีลข้อหนึ่ง ทั้งนี้ก็เพราะว่าสัตว์ทุกหมู่เหล่า แม้จะเป็นสัตว์เดรัจฉานก็ย่อมมีความรักชีวิต ไม่ต้องการจะตายอยู่ด้วยกันทั้งนั้น จึงเป็นสิ่งที่พึงเว้นจากการฆ่า การบัญญัติศีลของพระพุทธเจ้าจึงเป็นการบัญญัติอย่างยุติธรรมแก่สัตว์ทุกหมู่เหล่าถ้วนหน้า ไม่ได้เว้นไว้ให้แก่ความเห็นแก่ตัวของบุคคล เช่นเมื่อต้องการที่จะบริโภค ก็แสดงผ่อนลงมาด้วยอ้างเหตุที่จะพึงยกเว้นในข้อผ่อนนั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่มนุษย์เป็นผู้บัญญัติเอา เป็นผู้ว่าเอา ซึ่งถ้าจะให้สัตว์ที่จะถูกฆ่านั้นเป็นผู้บัญญัติ ก็คงจะไม่บัญญัติอย่างนั้น

เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาอันเรียกว่า สมจริยา หรือว่าดังที่เรียกในบัดนี้ว่า ยุติธรรมนั้น ก็อาศัยหลักความจริงตามเหตุและผลตามที่ทุกๆ คนรู้สึกต้องการและไม่ต้องการอยู่นี้เอง ไม่ใช่เป็นการปฏิบัติฝืนธรรมชาติธรรมดา ฝืนเหตุฝืนผล แต่ว่าเป็นไปตามเหตุผลที่เหมาะสม แต่ในการที่บุคคลจะมองเห็นเหตุผลและรับปฏิบัติในเรื่องนี้ได้นั้น ก็จะต้องพึงเป็นผู้ที่ปฏิบัติอบรมจิตใจให้ปราศจากอคติ  อคตินั้นได้แก่ความลำเอียง ความลำเอียงนั้นก็มีความชัดอยู่ในตัวแล้วว่าคือความไม่เที่ยงธรรม หมายความว่าไม่ดำรงอยู่ตามหลักธรรมดังที่กล่าวมาแล้ว แต่ว่าได้เอียงไปจากความเที่ยงธรรม ความลำเอียงด้วยอำนาจแห่งความชอบเรียกว่า ฉันทาคติ ความลำเอียงด้วยอำนาจของความชัง เรียกว่า โทสาคติ ความลำเอียงด้วยอำนาจของความหลง เรียกว่า โมหาคติ ความลำเอียงด้วยอำนาจของความกลัว เรียก ภยาคติ

ความลำเอียงดังกล่าวมานี้ย่อมมีแก่บุคคลที่ยังมีความชอบความชัง เป็นต้น  เพราะฉะนั้นบุคคลทั่วไป จึงไม่สามารถที่จะประพฤติธรรมรักษาความยุติธรรมตามหลักที่กล่าวมานั้นได้ ดังจะพึงเห็นได้ว่าแม้แต่เพียงศีลห้า ก็ยากที่จะรักษาได้เป็นนิจ เพราะยังมีความชอบความชังอันเป็นเหตุให้ลำเอียงอยู่ ความชอบนั้นก็เป็นความชอบในตน ในพวกของตน ในผู้ที่ทำให้คนชอบใจด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง แต่ถ้าตรงกันข้ามก็เป็นความชัง ในผู้ที่ไม่ใช่ตน ไม่ใช่พวกของตน ไม่ทำให้ตนชอบใจ แต่ว่าทำให้เกิดความขัดใจขึ้น ความขัดใจนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะไปขัดอะไรอื่น คือว่าขัดกับความชอบแห่งจิตใจของตนนั่นเอง เรียกว่าความขัดใจ ความชอบแห่งใจของตนนั้นจึงเป็นพื้น เมื่อไปขัดกับความชอบเข้าก็เรียกว่าความขัดใจ ก็ทำให้เกิดความลำเอียง

ความหลงนั้น ก็หมายถึงว่าความที่ถือเอาผิด บางทีเพราะไม่รู้ แต่เข้าใจว่ารู้ บางทีก็เพราะว่าเข้าใจไม่ถูกต้อง เข้าใจผิดพลาดก็มักจะเกิดจากการที่ไม่สอบสวนให้ถ่องแท้เสียก่อน เชื่อลงไปก่อนที่จะสอบสวนให้รู้ ทำความเข้าใจลงไปเสียก่อน ตัดสินใจลงไปเสียก่อนที่จะพิจารณาให้รอบคอบ เหล่านี้ก็เป็นตัวความหลงทั้งนั้น และเมื่อเป็นความหลงขึ้นก็มักไม่รู้ว่าตนหลง ก็มักจะเข้าใจว่าตนรู้ ความจริงไม่รู้ อันนี้แหละเป็นข้อร้ายมาก เพราะฉะนั้น ถ้ามีสติที่รู้ตัวอยู่และใช้ปัญญาที่จะพิจารณาให้ถ่องแท้ในสิ่งทั้งหลายแล้ว ความหลงที่จะบังเกิดขึ้นให้ลำเอียงนั้นก็ยากเข้า

ความกลัวนั้น ก็เป็นที่ทราบกันอยู่แล้ว เมื่อความกลัวบังเกิดขึ้นก็ทำให้ใจลำเอียงไปได้เพราะความกลัว

ความชอบ ความชัง ความหลง ดังกล่าวมานี้ เป็นเหตุให้เกิดความลำเอียง เมื่อเกิดความลำเอียงขึ้นแล้วก็รักษาธรรมะไว้ไม่ได้  ฉะนั้น ในการที่จะประพฤติธรรมได้ก็ต้องอบรมจิตใจให้พ้นจากความลำเอียง และอบรมให้มีพรหมวิหารธรรม คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา บังเกิดขึ้นแผ่ให้กว้างขวางออกไป เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะสามารถประพฤติธรรมะให้เป็นธรรมจารี ให้เป็น สมจารี หรือว่าให้เป็นความยุติธรรมขึ้นได้ในบุคคลทั้งหลาย ในเรื่องทั้งหลาย ธรรมะที่เป็นส่วนคุณดังที่กล่าวมานี้เป็นเหตุให้บรรลุถึงสุคติ คือทางไปที่ดี อันจะพึงเห็นได้ในปัจจุบันนี้เอง ทางดำเนินไปของความประพฤติทางกาย ทางวาจา ทางใจ ของผู้ที่มีธรรมะอยู่ย่อมเป็นทางที่ชอบ จะทำให้อะไรทางกายก็ดี เป็นสุจริต ทางวาจาเป็นสุจริต ทางใจก็เป็นสุจริต และเมื่อเป็นเช่นนี้ คติ คือทางไปที่เนื่องกัน ก็เป็นคติที่ดี เป็นคติที่มีความสุข มีความปลอดโปร่ง มีความพ้นภัย แม้ตนจะไม่รู้ ไม่เห็นในคติที่จะพึงไปดังกล่าว เพราะไม่รู้อนาคต แม้ในชาตินี้ แต่ก็พึงมั่นใจได้ว่า คติที่จะพึงได้พึงถึงแม้ในปัจจุบันนั้น ก็เป็นคติที่ดี ไม่เป็นคติที่ชั่ว

ส่วนอธรรมอันตรงกันข้ามก็ให้ผลเป็น นิรยะ คือที่ไร้ความเจริญ เพราะว่าจิตใจที่มีอธรรมก็เป็นจิตใจที่ไม่เจริญอยู่แล้ว คติที่ไปของกาย วาจา ใจ ก็เป็นคติที่ไร้ความเจริญ และคติที่จะพึงไปสืบต่อไปแม้ในชาตินี้ก็เป็นคติที่ไร้ความเจริญ แม้ตนเองจะมองมุ่งถึงความเจริญ แต่ก็เป็นความมุ่งเท่านั้น เพราะความจริงในอนาคตนั้นทุกๆ คนสามัญย่อมไม่รู้แต่ว่าเมื่อประพฤติธรรมแล้วก็จำต้องหวัง ทุคติ คือคติที่ไม่ดีอันเป็นนิรยะ คือที่ไร้ความเจริญดังกล่าวมานั้น บุคคลเมื่อมีศรัทธาคือความเชื่อในหลักธรรมะของพระพุทธเจ้าอันประกอบด้วยเหตุผลดังเช่นที่กล่าวมานี้ก็เป็นผู้ที่มีความอุ่นใจ สบายใจในปัจจุบัน ในอนาคต และคนสามัญทุกๆ คนนั้นไม่รู้อนาคตในวันนี้เอง ชั่วโมงหน้าจะเป็นอย่างไร วันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรหารู้ไม่ การที่คิดว่าจะทำนั่นทำนี่ จะไปนั่นจะไปนี่ต่างๆ นั้นเป็นความกำหนดคิด เป็นความตั้งใจเอาไว้เท่านั้น เพราะฉะนั้น เมื่อพิจารณาดูแล้วจะเห็นได้ว่าทุกๆ คนนี้มีความประมาท เผลอ เพลินกันอยู่มาก  ฉะนั้น หากได้ตั้งใจประพฤติธรรมะให้เป็นธรรมจารี สมจารี รักษาความยุติธรรมตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็ย่อมจะมีความสุขในปัจจุบันว่าได้ประพฤติดีแล้ว แม้จะไม่รู้อนาคต แต่ว่าก็เท่ากับว่าได้รับคำทำนายจากพระพุทธเจ้าไว้แล้วว่าจะต้องไปดี เวลานี้ทำดี เวลาต่อไปก็จะต้องทำดี วันนี้ทำดี พรุ่งนี้ก็จะต้องไปดี เท่ากับว่าได้รับพุทธพยากรณ์ไว้แล้ว ซึ่งพุทธพยากรณ์ของพระพุทธเจ้านี้เป็นสัจจะคือความจริงที่ยิ่งกว่าคำของหมอดูใดๆ ทั้งสิ้น ยิ่งกว่าพิพากษาวินิจฉัยของใครทั้งสิ้น แต่บุคคลก็มักจะไม่คำนึงถึง เพราะฉะนั้น เมื่อมาคำนึงถึงกันแล้วไปปลูกศรัทธาปสาทะไว้ในพระพุทธศาสนา ตั้งใจประพฤติธรรมตามพระพุทธศาสนาแล้ว ก็จะมีความสุขทั้งในปัจจุบันและทั้งในต่อไป มีอรรถาธิบายดังแสดงมาด้วยประการฉะนี้ 



* ทรงแสดงเมื่อดำรงสมณศักดิ์ที่ พระธรรมวราภรณ์ ในวันรพี ที่เนติบัณฑิตสภา วันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๐๘
16  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ห้องสมุด / กระต๊อบ - เรือนที่อยู่อาศัย เมื่อ: 04 กุมภาพันธ์ 2562 15:17:52


ครั้นถึงกระท่อมทับที่อยู่          . แลดูสมเพชเป็นหนักหนา
ไม่เคยเห็นเช่นนี้แต่เกิดมา     ก็โศกาทรุดนั่งอยู่นอกชาน

ที่มา นิทานพื้นบ้านเรื่อง 'สังข์ทอง'
ตอนหนึ่งบรรยายให้เห็นภาพนางรจนาเศร้าโศกเสียใจ เมื่อเห็นที่อยู่ที่พระสังข์สร้าง ว่าเป็นกระต๊อบ ทำจากแฝกและไม้ไผ่


กระต๊อบ

กระต๊อบ  เป็นคำชาวบ้านเรียกเรือนที่อยู่อาศัย สร้างด้วยวัสดุที่ไม่เป็นของคงทนถาวร มีขนาดเล็กกว่าเรือนประเภทอื่นๆ เป็นเรือนที่ไม่สวยงาม ไม่สู้มีราคา ทำขึ้นพอให้เป็นที่คุ้มแดดคุ้มฝนเท่านั้น

กระต๊อบ เป็นเรือนยกพื้นไม่สูง ตัวเรือนเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มักใช้ไม้ไผ่ทำเสา ตง คาน พื้น ส่วนของฝาและหลังคา มุงจากแฝก หรือหญ้าคา การคุมเรือนใช้หวาย ตอก หรือเถาย่านาง ผูกคุมเรือนเข้าด้วยกันทั้งหลัง ในเรือนมีพื้นลด ส่วนหนึ่งใช้เป็นที่หุงหาอาหาร

พระยาอนุมานราชธน ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับคำว่ากระต๊อบและกระท่อมไว้ในหนังสือบันทึกความรู้ต่างๆ ดังนี้

“ข้าพระพุทธเจ้าได้ค้นหาคำว่า กระท่อม ในภาษาไทยต่างๆ ก็มีแต่คำว่าเถียง หรือเถียงนา แปลว่ากระท่อมกลางนา คำนี้ไม่ปรากฏในภาษาไทยสยาม  ส่วนภาษาไทยทางพายัพและอุดรมีคำว่า ตูบ แปลว่า กระท่อม เสียงยิ่งใกล้กับคำว่า กระต๊อบ  กะ คงจะเพิ่มขึ้นเพื่อให้ถ่วงเสียงกับ กระท่อม   ในภาษาเขมรมีคำว่า ขตอม ซึ่งเป็นคงเป็นคำเดียวกับ กระท่อม ข้าพระพุทธเจ้าลองเทียบคำว่า ทับ กับ (กระ) ท่อม ดูก็คล้ายกับว่าเป็นคำเดียวกัน”

อาจกล่าวได้ว่ากระท่อม กับ กระต๊อบเป็นสิ่งปลูกสร้างประเภทเดียวกัน



ครั้นถึงจึงเที่ยวเกี่ยวแฝก          . ตัดไม้ไผ่มาอึงมี่
บ้างกล่อมเสาเกลาฟากมากมี     ปลูกกระท่อมลงที่ท้องนา

ที่มา นิทานพื้นบ้านเรื่อง 'สังข์ทอง'
ตอนหนึ่งบรรยายถึงการทำกระต๊อบของพระสังข์ ว่าทำจากแฝกและไม้ไผ่ ปลูกเสร็จอย่างรวดเร็ว


สังข์ทอง เป็นนิทานพื้นบ้าน ได้มาจากสุวัณสังขชาดก หนึ่งใน ชาดกพุทธประวัติ เดิมทีนั้นเป็นบทเล่นละครในมีมาแต่กรุงสุโขทัยยังเป็นราชธานีถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงตัดเรื่องสังข์ทองตอนปลาย (ตั้งแต่ตอนพระสังข์หนีนางพันธุรัต) มาทรงพระราชนิพนธ์ให้ละครหลวงเล่น มีตัวละครที่เป็นรู้จักกันเป็นอย่างดี คือ เจ้าเงาะซึ่งคือพระสังข์ กับนางรจนา พระธิดาของท้าวสามล เนื้อเรื่องมีความสนุกสนานและเป็นนิยม จึงมีการนำเนื้อเรื่องบางบทที่นิยม ได้แก่ บทพระสังข์ได้นางรจนา เพื่อนำมาประยุกต์เป็นการแสดงชุด รจนาเสี่ยงพวงมาลัย

17  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ห้องสมุด / Re: 'อาเซียน' เรื่องน่ารู้..ที่คนไทยควรรู้ เมื่อ: 01 กุมภาพันธ์ 2562 16:19:33
.

    อาปัมบาลิก์

"อาปัมบาลิก์" แพนเค้กคว่ำครึ่งใส่ไส้หวาน สามารถพบเห็นตามตลาดนัด และริมข้างทางในหลายประเทศ ทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และบรูไน ไส้ดั้งเดิมเป็นถั่วลิสงบดกับน้ำตาล แต่มีการปรับเปลี่ยนตามความชอบและยุคสมัย บางที่เพิ่มครีมข้าวโพด และบางที่ใส่ชีสกับครีมช็อกโกแลต

อาปัมบาลิก์ยังมีความละม้ายคล้ายขนมถังแตกของไทย จะต่างก็แค่ขนาดที่ใหญ่กว่า และไส้ซึ่งต้นฉบับถังแตกไทยใช้น้ำตาลกับมะพร้าวขูด

สำหรับมาเลเซียโดยทั่วๆ ไปเรียก อาปัมบาลิก์ ไม่ก็ "คูอิห์ฮาจี" ขณะที่ชุมชนชาวจีน รัฐยะโฮร์ และสิงคโปร์ เรียกว่า "มินเจียงก๊วย" อาปัมบาลิก์ในรัฐเปรักคือ "ไต้กั๋วหมิน" ที่เกาะปีนังเรียกว่า "อาปัม ปูลัว เปนัง" และในรัฐกลันตันคือ "อาปง"

ข้ามไปฝั่งประเทศบรูไนเรียก "คูลิห์มา มาลายา" ส่วนอินโดนีเซียนั้น ในกรุงจาการ์ตาและรอบๆ เขตปริมณฑล เรียก "มาร์ตาบัก มานิส" มีความหมายว่า มะตะบะหวาน หรือจะเรียก "เตรังบุลัน" ซึ่งแปลว่าแสงจันทร์ มีที่มาจากลักษณะของขนมซึ่งด้านนอกกรอบเป็นสีทองสวย และรูปร่างแบบดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยวนั่นเอง


    ทังหยวน-บัวลอย แจ่ เจ่ย เนื้อก  ทังหยวน

ขนม "ทังหยวน" ของสิงคโปร์ มีต้นตำรับมาจากจีน และนิยมรับประทานในช่วงเทศกาลโคมไฟ ทำจากแป้งข้าวเหนียวผสมแป้งมัน นวดกับน้ำต้มสุกจนเป็นเนื้อเนียน ผสมสีต่างๆ ตามชอบ จากนั้นนำมาแบ่งปั้นเป็นก้อนกลมลูกเล็กๆ ทังหยวนดั้งเดิมใส่ไส้งาดำคั่วแล้วบดละเอียด แต่มีการประยุกต์เพิ่มไส้ต่างๆ

อาทิ ฟักเชื่อม หัวเผือก ถั่วเขียว และถั่วแดงบด เมื่อปั้นเสร็จนำขนมไปลวกในน้ำต้มเดือดจนพองตัวลอยขึ้นมา ตักพักใส่น้ำเย็นให้คงตัว กินกับน้ำขิงต้มน้ำตาล

นอกจากสิงคโปร์แล้ว ทังหยวนเป็นที่นิยมในหลายประเทศอาเซียน ในไทยคือ "บัวลอยน้ำขิง" อินโดนีเซียเรียกว่า "เวดัง รอนเด" คำว่าเวดังหมายถึงเครื่องดื่ม ส่วนรอนเดคือลูกกลมๆ ใช้แป้งข้าวเหนียวปั้นเป็นก้อน มักผสมสีแดง เขียว หรือขาว ต้มสุกกินกับน้ำขิงต้มน้ำตาล และเพิ่มน้ำใบเตยเพื่อความหอม

"กินาตัง บิโล-บิโล" เป็นทังหยวนเวอร์ชั่นฟิลิปปินส์ มีความผสมผสานของทังหยวนกับรวมมิตรของไทย เพราะนิยมใช้น้ำกะทิแทนน้ำขิง และเพิ่มสาคู รวมถึงใส่ขนุนหั่นเป็นชิ้นๆ ลงไปด้วย เวียดนามเองก็มี เรียกว่า "แจ่ เจ่ย เนื้อก" ไส้บัวลอยมักใช้ถั่วเขียวบดผสมน้ำกะทิ กินกับน้ำขิงต้มน้ำตาลเหมือนกัน แต่เพิ่มเนื้อขิงบดลงไปด้วย ขณะที่ทางเหนือของเวียดนามจะกินกับน้ำกะทิแทน


    ตูรอน-เปาะเปี๊ยะ

"ตูรอน" เปาะเปี๊ยะทอดไส้หวานของฟิลิปปินส์ พบเห็นได้ทั่วไปตามตลาดและริมข้างทาง มีแบบไส้กล้วยอย่างเดียว และไส้กล้วยผสมขนุน หั่นกล้วยครึ่งลูกและฉีกขนุนเป็นชิ้นๆ พอดีคำ นำกล้วยแต่ละชิ้นคลุกกับน้ำตาลทรายแดง

จากนั้นวางกล้วยที่คลุกแล้วลงบนแผ่นเปาะเปี๊ยะ และนำขนุนที่ฉีกไว้วางทับลงไป ห่อแผ่นปอเปี๊ยะปิดหัว-ท้ายให้มิดชิด นำไปทอดในน้ำมันร้อนจนเหลืองกรอบ ตักขึ้นสะเด็ดน้ำมัน โรยน้ำตาลทรายแดง หรือจะนำน้ำตาลไปเคี่ยวทำเป็นน้ำราดเพิ่มความหวานได้ดี นอกจากไส้กล้วยและขนุนแล้ว ตูรอนยังประยุกต์ใส่ไส้ชีส ช็อกโกแลต และไอศกรีมด้วย

อินโดนีเซียก็มีขนมคล้ายกับตูรอน แต่เป็นของว่างไส้คาวละม้ายคล้ายเปาะเปี๊ยะของจีน เรียกว่า "ลุมเปีย" นิยมทำไส้ผักผสมกันระหว่างกะหล่ำปลี ถั่วลันเตา หน่อไม้ แครอต และกล้วย บางครั้งก็ใส่เนื้อสัตว์สับลงไปด้วย เช่น หมู ไก่ วัว และกุ้ง กินได้ทั้งแบบทอดและแป้งสด

ขณะที่เวียดนามก็มีเช่นกัน ทางใต้เรียก "จ๋า ยอ" ทางเหนือเรียก "แนม ก๋วน" หรือ "แนม สาน" ส่วนใหญ่เป็นไส้กุ้งกับต้นหอม ทอดให้เหลืองกรอบก่อนรับประทาน ไทยเราก็คุ้นเคยแบบ ไส้คาวเรียก "เปาะเปี๊ยะทอด" ส่วนแบบหวานใกล้เคียงกับ "ข้าวเม่าทอด" ต่างกันตรงที่ไม่ได้ ห่อกล้วยด้วยแป้งเปาะเปี๊ยะ แต่มีไส้และนำไปทอดรับประทานเหมือนกัน


    ดาดาร์ กุลุง

ในอินโดนีเซียมีขนมที่เรียกว่า "ดาดาร์ กุลุง" ลักษณะคล้ายแพนเค้กม้วนห่อไส้หวาน บางครั้งก็เรียกว่าแพนเค้กอินโดฯ ตัวแป้งผสมกับเกลือ ไข่ไก่ กะทิ และน้ำใบเตย อาจหยดสีผสมอาหารสีเขียวเพิ่มลงไปเพื่อให้ดูน่ารับประทาน

ตัวไส้ทำจากมะพร้าวขูดผสมกับน้ำตาลปี๊บ เกลือ อบเชย และน้ำสะอาด นำไปใส่หม้อตั้งไฟเคี่ยวจนเป็นเนื้อเดียว กัน จากนั้นนำส่วนแป้งทอดด้วยเนยบนกระทะแบนแบบเดียวกับแพนเค้ก เมื่อแป้งสุกนำไส้ที่พักไว้มาใส่ด้านในแล้วม้วนปิด เสิร์ฟรับประทานร้อนๆ อร่อยไม่แพ้แพนเค้กฝรั่ง

ในมาเลเซียและบรูไนก็มีขนมแบบเดียวกัน เรียกว่า "กูอิห์ กุลัง" หรือ "กูอิห์ เกตายัป" และ "กูอิห์ เลงแกง" ที่สิงคโปร์คือ "กูอิห์ ดาดาร์" ส่วนขนมไทยที่คล้ายๆ น่าจะเป็น "ทองม้วนสด" ต่างกันตรงที่ไม่มีไส้ และ ดาดาร์ กุลุงไม่ได้ใส่มะพร้าวขูดเป็นเส้นผสมกับตัวแป้ง


    ขนมไข่เต่า-งาทอด

สัปดาห์นี้มาว่ากันต่อด้วยเรื่องขนมหวานสไตล์อาเซียน คนไทยหลายคนคงคุ้นเคยกับ "ขนมไข่เต่า" หรือ ขนมงาทอด ขนมที่ได้รับอิทธิพลมาจากจีน ทำจากแป้งข้าวเหนียวผสมแป้งสาลีปั้นเป็นก้อนกลมๆ ใส่ไส้ถั่วซีกนึ่งที่นำไปผัดกับน้ำตาล เกลือ และกะทิ แล้วห่อ ให้มิด จากนั้นคลุกด้วยงาขาวให้ทั่วก่อนนำไปทอดในน้ำมันจนสุกเหลืองเป็นอันเสร็จ

นอกจากไทยแล้วเพื่อนบ้านอาเซียนอีกหลายประเทศก็มีขนมคล้ายๆ กับขนมไข่เต่า ในอินโดนีเซียเรียกว่า "ออนเด ออนเด" เป็นขนมแป้งทอดคลุกงา และข้างในใส่ไส้ถั่วเหมือนกัน

มาเลเซียเรียกว่า "กูอิห์บอม" มีความ แตกต่างคือไส้ของกูอิห์บอมนิยมใช้เป็นมะพร้าวฉีกฝอยผัดกับน้ำตาล ขณะที่ไส้ถั่วหวานก็มีขายเช่นกัน

ฟิลิปปินส์เรียกว่า "บุตซี" แม้ด้านนอกจะเหมือนเป๊ะ แต่ไส้ในเป็นเม็ดบัวบดผสมถั่วแดง

สำหรับเวียดนามตอนใต้เรียก "แบ๊งกัม" เวียดนามเหนือคือ "แบ๊งสาน" ใช้ไส้ถั่วบดหวานเหมือนกัน แต่แบ๊งสานจะใส่กลิ่นมะลิเพิ่มความหอมลงไปด้วย


    ข้าวต้มมัดอาเซียน "เคว เลมเปอร์"

"เคว เลมเปอร์" ของว่างอินโดนีเซีย ทำจากข้าวเหนียวผัดไส้เนื้อสัตว์ปรุงรส ทั้งปลา และเนื้อหย็อง แต่ที่นิยมคือ "เลมเปอร์ อะยัม" ข้าวเหนียวผัดไส้ไก่ฉีกเป็นชิ้นๆ นำไปนึ่งหรือปิ้ง เดิมห่อด้วยใบตอง แต่ปัจจุบันห่อด้วยกระดาษน้ำมัน พลาสติก และฟอยล์ นอกจากรับประทานเป็นของว่างแล้ว เคว เลมเปอร์ ยังเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยก่อนรับประทานอาหารมื้อหลักอีกด้วย

เคว เลมเปอร์ คล้ายกับ "อะเร็ม อะเร็ม" ของว่างท้องถิ่นบนเกาะชวาของอินโดนีเซียเช่นกัน แต่ไส้ผสมผสานระหว่างเนื้อสัตว์กับผัก เรียกได้ว่าเป็นบ๊ะจ่างแดนอิเหนา ในมาเลเซียมีของว่างที่ละม้ายคล้ายกัน ชื่อ "เลอปัต" เป็นข้าวเหนียวผัดกับกะทิและถั่วลิสง ห่อด้วยใบมะพร้าวหรือใบลาน ฟิลิปปินส์ก็มีเรียกว่า "ซูมัน" เป็นข้าวเหนียวผัดกับกะทิ ห่อใบตองแล้วนำไปนึ่ง เวลากินราดหน้าด้วย "ลาติก" หรือกะทิ เคี่ยวจนแห้ง

สำหรับไทยคือ "ข้าวต้มมัด" มองภายนอกนั้นเหมือนกับเคว เลมเปอร์ จะต่างกันตรงไส้ เพราะข้าวต้มมัดไทยเป็นขนมหวาน นำข้าวเหนียวมาผัดกับกะทิและถั่วดำ ข้างในเป็นไส้กล้วย ไทยยังมี "ข้าวต้มลูกโยน" "ข้าวต้มมัดไต้" ที่เป็นไส้เค็ม และ "ข้าวเหนียวปิ้ง" ขณะที่ลาวมี "เข้าต้ม" ไส้เค็มใส่มันหมูกับถั่วเขียว และไส้หวานใส่กล้วย


    ขนมชั้น - แบ๋ง ซา เลิ๋น

ไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้นนะที่มี "ขนมชั้น" แต่เพื่อนบ้านอาเซียนอีกหลายประเทศก็มีขนมหน้าตาแบบนี้เหมือนกัน ในไทยขนมชั้นเป็นของหวานงานมงคล และเป็นขนมยอดนิยมที่มีวางขายตามร้านขนมไทยเกือบทุกแห่ง

ขนมชั้นทำจากแป้งมันสำปะหลัง แป้งข้าวเจ้า แป้งท้าวยายม่อม และแป้งถั่วเขียว ผสมกับน้ำกะทิ น้ำตาล และเดิมทีจะเติมน้ำใบเตยคั้นซึ่งให้สีเขียว แบ่งเป็นสีเขียวอ่อนและเข้ม นำส่วนผสมถ้วยหนึ่งเทลงถาด แล้วนึ่ง พอเริ่มสุกเทส่วนผสมอีกถ้วยลงไป ทำสลับไปมาเป็นชั้นๆ โดยมีความเชื่อว่าจะต้องหยอดขนมให้ได้ ๙ ชั้นเพื่อความเป็นสิริมงคล

นอกจากสีเขียวแล้ว ปัจจุบันมีขนมชั้นสีต่างๆ ทั้งม่วงอ่อนจากดอกอัญชัน สีชมพูจากดอกกุหลาบ สีน้ำตาลจากน้ำกรองเมล็ดกาแฟคั่ว รวมถึงจากสีผสมอาหารหลากสีสัน

ในเวียดนามมี "แบ๋ง ซา เลิ๋น" หรือ "แบ๋ง ซา แฮว" มีความหมายตรงตัวว่าเค้กหนังหมู เพราะเป็นชั้นหนา เป็นขนมท้องถิ่นในเมืองฮอยอัน คล้ายขนมชั้น ทำจากแป้งข้าวเจ้าผสมแป้งมัน แป้งส่วนหนึ่งคลุกน้ำคั้นจากถั่วเขียว ผสมกะทิ น้ำตาล อีกส่วนผสมน้ำใบเตย กะทิ และน้ำตาลเช่นกัน นำไปนึ่งทีละชั้นสลับสีไปมา บางครั้งตัดขายเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม บางทีก็ม้วนเหมือนแยมโรลฝรั่ง


    ขนมชั้น - เคว ลาปิส

อินโดนีเซียเองก็มีขนมชั้น เรียกว่า "เคว ลาปิส" เควคือขนม ส่วนลาปิสแปลว่าชั้น รวมกันมีความหมายตรงตัวว่าขนมชั้น เคว ลาปิส เวอร์ชั่น อินโดฯ ใช้แป้งข้าวเจ้าผสมกะทิ สาคู น้ำตาล เกลือ และสีผสมอาหารตามชอบ แต่ที่นิยมคือสีเขียว ไม่ก็ใช้น้ำคั้นใบเตยเมืองไทย แบ่งส่วนผสมเป็นเฉดสีอ่อน-เข้ม แล้วเทลงถาดพิมพ์นำไปนึ่งพอคงตัว เทส่วนผสมอีกสีลงไปแล้วนึ่งต่อ ทำสลับไปมาเป็นชั้นๆ

คาดว่า เคว ลาปิส มีต้นแบบจาก "เค้ก สเป๊กคุก" ของเนเธอร์แลนด์ ชื่อขนมมีความหมายว่าเค้กท้องหมู เพราะเป็นชั้นๆ คล้ายการเรียกชื่อขนมชนิดนี้ในเวียดนาม สเป๊กคุกของชาวดัตช์มีต้นแบบสืบทอดอีกต่อหนึ่งจากเยอรมนี นั่นคือ "เค้กบามคูเฮน" จะต่างตรงที่เค้กฝั่งยุโรปทั้งสองชนิดเป็นขนมอบ ไม่ใช่ขนมนึ่งแบบขนมชั้นเอเชีย

ขณะที่มาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไน เรียกขนมชั้นว่า "กูเว ลาปิส" และมีส่วนผสมรวมทั้งวิธีทำเหมือนเคว ลาปิส ของอินโดฯ


    ขนมไข่-กูอิห์บาฮูลู

"กูอิห์บาฮูลู" หรือขนมไข่ในมาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไน มีลักษณะและส่วนประกอบเหมือน "ขนมไข่" ในไทย

ทั้งกูอิห์บาฮูลู และขนมไข่ เป็นขนมอบที่ทำจากแป้งสาลี ไข่ และน้ำตาล เริ่มจากตีไข่ขาวแล้วทยอยใส่น้ำตาลทรายลงไป ค่อยๆ ตีอย่างสม่ำเสมอ พอได้ที่ก็ใส่ไข่แดงลงไป ตามด้วยน้ำเปล่าเล็กน้อย สามารถเพิ่มกลิ่นต่างๆ ได้ อาทิ กลิ่นวานิลลา ตีต่อไปจนฟู

พักชามไข่ไว้ เพื่อเตรียมส่วนแป้งโดยร่อนแป้งสาลีกับผงฟูและเกลือป่น นำไข่ที่ตีฟูผสมกับส่วนแป้ง ตะล่อมเบาๆ จนเข้ากันแล้วนำไปใส่พิมพ์ขนมไข่ที่อุ่นร้อนไว้ก่อนหน้านี้ หยอดส่วนผสมแล้วอบที่ความร้อนประมาณ ๑๘๐-๒๒๐ องศาเซลเซียส แล้วแต่ความชอบว่าอยากให้ผิวนอกนุ่มหรือกรอบ อบนาน ๑๐-๑๒ นาที แซะขนมออกจากพิมพ์เป็นอันเสร็จ



    ขนมครก

"ขนมครก" หนึ่งในขนมไทยโบราณที่ยังคงความนิยมไม่เสื่อมคลาย แต่รู้หรือไม่ว่าเพื่อนบ้านอาเซียนก็มีขนมรูปร่างหน้าตาและรสชาติคล้ายขนมครกของไทย

ในอินโดนีเซียเรียกขนมชนิดนี้ว่า "เซอ ราบี" ที่พม่ามีชื่อว่า "โมก หลีน-มะย้า" แปลตรงตัวคือขนมผัว-เมีย และลาวเรียกว่า "ขนมคก" ต่างมีส่วนผสมเหมือนกัน ได้แก่ แป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว หัวกะทิ น้ำตาลทราย เกลือ และน้ำมันพืช วิธีทำเริ่มจากผสมแป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว น้ำตาล และเกลือรวมกัน ใส่หัวกะทิแล้วค่อยๆ ตะล่อมส่วนผสม จากนั้นใส่ น้ำร้อนลงไป คนจนส่วนผสมเข้ากันดี เสร็จแล้วพักไว้ หันไปเตรียมหน้ากะทิ โดยใส่น้ำตาลทราย เกลือ และแป้งข้าวเจ้าลงในชาม คลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากันก่อนจะค่อยๆ ใส่หัวกะทิลงไป คนต่อจนเนียนเป็นเนื้อเดียว

เมื่อส่วนผสมครบแล้วก็นำเตาขนมครกตั้งไฟกลาง ใช้ผ้าชุบน้ำมันพืชทาหน้าเตาให้ทั่ว หยอดแป้งขนมครกลงไปในหลุมโดยเหลือขอบไว้เล็กน้อย เมื่อแป้งเริ่มสุกให้หยอดหน้ากะทิตามลงไปแล้วจึงปิดฝาเตาราว ๔-๕ นาที เมื่อขนมสุกเปิดฝาเตาช้อนออกจากเบ้าเสิร์ฟรับประทานได้

ขนมครกในไทยมีทั้งแบบไม่โรยหน้า และโรยหน้าด้วยต้นหอมซอย เผือกหั่นเป็นลูกเต๋า ฟักทอง และข้าวโพด ส่วนโมก หลีน-มะย้า มักโรยหน้าด้วยน้ำตาลทรายแดง ขณะที่ขนมคกนิยมรับประทานแบบไม่โรยหน้า และเซอราบีจะเสิร์ฟพร้อมน้ำเชื่อมมะพร้าวตำรับอิเหนา


    สังขยาลเปาว์

"สังขยาลเปาว์" ของประเทศกัมพูชา นิยมปรุงกับฟักทองคล้าย "สังขยาฟักทอง" ของไทย ต่างเป็นขนมที่ได้รับอิทธิพลมาจากโปรตุเกส ตัวสังขยานำมารับประทานกับข้าวเหนียวหรือใส่ในฟักทองหรือเผือกก็ได้

วิธีทำ นำหัวกะทิ น้ำตาลปี๊บ ไข่ เกลือ ขยำให้เข้ากันด้วยใบเตยเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม กรองด้วยกระชอนแล้วนำไปนึ่ง หากทำเป็นสังขยาลเปาว์ และสังขยาฟักทอง ให้คว้านส่วนขั้วของผลฟักทองออก จากนั้นขูดเมล็ดที่อยู่ข้างในออก นำส่วนผสมสังขยาเทใส่ในลูกฟักทองก่อนนำไปนึ่งจนสุก

ในอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไน ก็มีสังขยาเหมือนกัน เรียกว่า "เซอรีกายา" หรือ "กายา" นิยมรับประทานเป็นหน้าข้าวเหนียว ในมาเลเซียใส่สีกายาเป็นสีเขียว เรียก "ปูลุตเซอรีกายา" ส่วนอินโดนีเซียทำกายาเป็นสีน้ำตาลอ่อน เรียกว่า "เกอตันเซอรีกายา" แบบนึ่งในผลฟักทองมีชื่อว่า "เซอรีกายาลาบูกูนิง"


    คลีปอน-ขนมโค

อินโดนีเซียมีขนมหวานแสนอร่อย ที่เรียกว่า "คลีปอน" ทำจากแป้งข้าวเหนียว บางครั้งผสมแป้งมันสำปะหลัง ใส่ไส้น้ำตาลโตนดหรือน้ำตาลมะพร้าว นำไปต้มและคลุกด้วยมะพร้าวขูด นอกจากอินโดนีเซียแล้ว มาเลเซีย บรูไน และสิงคโปร์ ก็มีขนมคลีปอนและเรียกชื่อเดียวกัน

แถมยังคล้ายมากๆ กับ "ขนมโค" ขนมพื้นบ้านภาคใต้ของไทย ทำจากแป้งข้าวเหนียว ค่อยๆ นวดกับน้ำกะทิ นิยมใส่น้ำคั้นใบเตยเพื่อเพิ่มกลิ่นหอมและสีสันน่ารับประทาน เมื่อเข้ากันดีปั้นเป็นก้อนกลมๆ ขนาดพอดีคำ ใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำบิดหมาดๆ คลุมไว้พักหนึ่ง นำก้อนแป้งมาแผ่ออกแล้วใส่น้ำตาลแว่นลงตรงกลางก่อน ห่อปิดให้มิด ตั้งหม้อใส่น้ำใช้ไฟแรงจนน้ำเดือด นำขนมลงไปต้มพอสุกจะลอยขึ้นมา ตักพักไว้ในภาชนะ คลุกกับมะพร้าวขูดผสมเกลือเล็กน้อย บางทีผสมงาขาวและถั่วทองคั่วด้วย


    ซาโก กูลา เมลากา

ซาโก กูลา เมลากา" ของมาเลเซีย และมีในสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และ บรูไน กับส่วนผสมของเม็ดสาคู กะทิ และน้ำตาลมะพร้าวเคี่ยว เริ่มจากต้มน้ำสะอาดให้เดือด ใส่เม็ดสาคูลงไป คนเบาๆ เพื่อไม่ให้เม็ดสาคูติดกัน ต้มราว ๘-๑๐ นาที ยกลงจากเตาแล้วเทผ่านกระชอนเพื่อกรองน้ำออก ตักพักไว้ในถ้วยขนาดเล็ก ปิดด้านบนด้วยฟิล์มถนอม เวลาเสิร์ฟคว่ำถ้วยลงกับจานหรือชามที่ต้องการ ราดหน้าด้วยน้ำกะทิต้ม ปรุงรสด้วยเกลือและน้ำตาลเล็กน้อย

ปิดท้ายราดด้วยน้ำตาลมะพร้าวเคี่ยวอีกชั้นเป็นอันเสร็จ บางครั้งอาจเติมน้ำใบเตยคั้น สีผสมอาหาร หรือเม็ดสาคูสำเร็จที่ผสมสี เพื่อเพิ่มความน่ารับประทาน

ซาโก กูลา เมลากา คล้ายกับ "สาคูเปียกน้ำกะทิ" ของไทยมากๆ จะต่างแค่สาคูเปียกไม่ได้ใส่น้ำตาลมะพร้าวเคี่ยว แต่เริ่มต้นแบบเดียวกัน คือตั้งหม้อใส่น้ำเปล่าลงไป รอให้น้ำเดือด ตามด้วยเม็ดสาคู ค่อยๆ คนจนเม็ดสาคูสุกใส ใส่น้ำตาลลงไปคนจนละลายแล้วพักไว้ ทำน้ำกะทิราดหน้าโดยผสมเกลือ และแป้งสาลี คนให้แป้งละลาย นำขึ้นตั้งไฟคนจนทุกอย่างเข้ากันดี

เสิร์ฟโดยนำกะทิราดบนสาคู และใส่เนื้อมะพร้าวอ่อนเพิ่มความอร่อย


ที่มา Khaosod daily
18  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ อนามัย / Re: สมุนไพรเพื่อสุขภาพ เมื่อ: 01 กุมภาพันธ์ 2562 16:15:57



สะเดา

สะเดา ชื่อวิทยาศาสตร์ Azadirachta indica A. Juss. วงศ์กระท้อน Meliaceae ชื่ออื่นๆ สะเดา สะเดาบ้าน (ภาคกลาง), สะเลียม (ภาคเหนือ), เดา กระเดา กะเดา (ภาคใต้), จะดัง จะตัง (ส่วย), ผักสะเลม (ไทลื้อ), ลำต๋าว (ลั้วะ), สะเรียม (ขมุ), ตะหม่าเหมาะ (กะเหรี่ยงแดง), ควินิน (ทั่วไป), สะเดาอินเดีย (กรุงเทพฯ) พบขึ้นทั่วไปตามป่าแล้งในอินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย พม่า ปากีสถาน ศรีลังกา และไทย

จัดเป็นพันธุ์ไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ความสูงประมาณ ๒๐-๒๕ เมตร เนื้อไม้แข็งแรงทนทาน ใบสะเดามีสีเขียวเข้ม เมื่ออ่อนมีสีแดง ใบประกอบขนนกชั้นเดียว ใบย่อยรสขมจัด ขอบใบจักเล็กๆ ส่วนดอกสะเดาออกเป็นช่อ ดอกขนาดเล็กสีขาวหรือ สีเทา กลิ่นหอมอ่อนๆ กลีบดอกมี ๕ กลีบแยกจากกัน ลักษณะเป็นรูปช้อนแคบยาวประมาณ ๔-๖ ม.ม. มีขนนุ่มสั้นขึ้นทั้งสองด้าน ในช่อดอกมีสารจำพวกไกลโคไซด์ Nimbasterin ๐.๐๐๕% และมีน้ำมันหอมระเหยที่มีรสเผ็ดจัดอยู่ ๐.๕% นอกจากนี้ยังพบว่ามีสาร Nimbecetin, Nimbesterol, กรดไขมัน และสารที่มีรสขม

ผลกลมยาวเล็กน้อย เมื่อสุกสีเหลือง ส่วนเมล็ดสะเดามีลักษณะกลมรี ผิวเมล็ดค่อนข้างเรียบหรือแตกเป็นร่องเล็กๆ ตามยาว สีเหลืองซีดหรือเป็นสีน้ำตาล ในน้ำหนัก ๑ กิโลกรัมมีเมล็ดประมาณ ๔,๐๐๐ เมล็ด ในเมล็ดจะมีน้ำมันอยู่ประมาณ ๔๕% มีน้ำมันขม Margosic acid ๔๕% หรือเรียกว่า im oil และมีสารขม Nimbin

เกี่ยวกับสรรพคุณของสะเดา นำคำตอบมาจากเว็บไซต์คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ข้อมูลของกรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข เผยว่า สะเดาเป็น ผักสมุนไพรพื้นบ้านที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ โปรตีน แร่ธาตุและวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย มีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย

สรรพคุณทางยาของสะเดา

๑. ดีท็อกซ์สารพิษตกค้างในร่างกาย ใบสะเดาเมื่อนำมาต้มในน้ำร้อนใช้จิบอย่างน้อยวันละครั้ง ล้างพิษในกระแสเลือด กระตุ้นให้เลือดลมไหลเวียนดีขึ้น

๒.รักษาโรคผิวหนัง สารเกดูนิน (Gedunin) และนิมโบลิดี (Nimbolide) ในใบและเมล็ดมีประสิทธิภาพสูงในการออกฤทธิ์ยับยั้งเชื้อรา แบคทีเรียและเชื้อไวรัส ไม่ว่าจะเป็นเชื้อราที่เท้า เล็บ กลาก-เกลื้อน หิด เริม แผลจากโรคสะเก็ดเงิน (เชื้อแบคทีเรีย) หัด ลมพิษ ผดผื่นคัน หูด และอีสุกอีใส
 
๓. แก้ไข้มาลาเรีย สารเคมีกลุ่มลิโมนอยด์ (Limonoids) ได้แก่ สารเกดูนิน และนิมโบลิดี ในใบและเมล็ดสะเดา สามารถยับยั้งเชื้อฟัลซิปารัม (P.Falciparum) ซึ่งเป็นเชื้อไข้มาลาเรียดื้อยาชนิดหนึ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

๔. รักษาโรคไขข้อ ขอบใบสะเดา เมล็ดสะเดา และเปลือกต้น เป็นส่วนที่นำมาใช้เป็นยารักษาโรคไขข้อได้ ช่วยลดอาการปวด บวมในข้อ โดยอาจนำมาสกัดเป็นน้ำมันใช้ทาบริเวณที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ และอาการปวดหลังช่วงล่าง หรือนำใบมาต้มเป็นน้ำดื่มเพื่อรักษาอาการของโรครูมาตอยด์ โรคเกาต์ โรคกระดูกพรุน

๕. ช่วยย่อยอาหาร ใบสะเดานำมาทำเป็นเมนูเรียกน้ำย่อยได้ เป็นการกระตุ้นให้ร่างกายผลิตน้ำดี ช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารได้ดีขึ้น อีกทั้งน้ำดีที่ถูกกระตุ้นสร้างออกมานั้นจะช่วยย่อยอาหารประเภทไขมันได้ดีขึ้นด้วย

๖. บำรุงสุขภาพช่องปาก บำรุงเหงือกและฟัน นิยมนำมา สกัดเป็นส่วนผสมในยาสีฟันทั่วไป ช่วยรักษาโรครำมะนาด โรคเลือดออกตามไรฟัน โรคเหงือก และลดอาการติดเชื้อแบคทีเรียในช่องปาก

๗.ลดความเสี่ยงการเกิดเนื้องอก และมะเร็ง มีผลวิจัยบางชิ้นเผยว่า สารพอลิแซ็กคาไรด์ (Polysaccharides) และ สารลิโมนอยด์ (Limonoids) ที่พบในเปลือก ใบ และผลสะเดา มีคุณสมบัติช่วยลดความเสี่ยงการเกิดเนื้องอกและมะเร็ง

๘. คุมกำเนิด ใช้น้ำมันสะเดาเพื่อคุมกำเนิดในผู้หญิงและผู้ชาย โดยใช้วิธีต่างกัน ผู้หญิงจะใช้น้ำมันสะเดาชุบสำลีทาบริเวณปากช่องคลอด ส่วนผู้ชายจะใช้ฉีดน้ำมันสะเดาบริเวณท่อนำอสุจิ

๙. สะเดาช่วยบำรุงกระดูกและข้อต่อต่างๆ ในร่างกาย

๑๐. ช่วยรักษาโรคเบาหวาน โดยจะยับยั้งการผลิตอินซูลินได้กว่าร้อยละ ๕๐ และยังช่วยปรับสมดุลความอยากอาหาร

๑๑. ดีท็อกซ์สารพิษในกระแสเลือด ทำให้มีปริมาณเลือดดีหมุนเวียนในร่างกายมากขึ้น

๑๒. ต้านมะเร็งสารพอลิแซ็กคาไรด์ และสารลิโมนอยด์ ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้อร้าย

๑๓. ลดการติดเชื้อราในช่องคลอด

๑๔. บำรุงหัวใจ ผลของต้นสะเดาหากนำมาต้ม ใช้จิบอย่างน้อย วันละครั้ง มีคุณสมบัติช่วยขยายหลอดเลือด ทำให้การไหลเวียนของเลือดเป็นปกติ



กุยช่าย

กุยช่าย (Chinese Chive) พืชสมุนไพรจำพวกผัก มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาคเหนือเรียกหัวซู ภาคอีสานเรียก หอมแป้น กูไฉ่ หรือ ผักแป้น โดยทั่วไปมี ๒ ประเภท คือ กุยช่ายเขียวและกุยช่ายขาว ต่างกันในเรื่องการปลูกและดูแลรักษาเท่านั้น

ต้นกุยช่ายเป็นไม้ล้มลุก ลำต้นสูงประมาณ ๓๐-๔๕ ซ.ม. เหง้าเล็ก ใบแบนเป็นรูปขอบขนาน บริเวณโคนมีกาบบางซ้อนสลับกันไปมา ดอกกุยช่ายนั้นคนทั่วไปมักนิยมเรียกกันว่า ดอกไม้กวาด ออกดอกเป็นช่อสีขาว กลิ่นหอม ก้านช่อดอกมีลักษณะกลม มีใบประดับหุ้มช่อดอก ผลทรงกลม เมื่อผลแก่จะแตกตามตะเข็บ มีเมล็ดในช่องผนังด้านในช่องละ ๑-๒

เมล็ด สีน้ำตาลแบนและขรุขระ

สรรพคุณ ใบช่วยแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย แก้ฟกช้ำบวม แก้ไอหรืออาเจียนเป็นเลือด แก้อาการปวดแน่นหน้าอก ขับลม เมล็ดใช้เป็นยาขับพยาธิเส้นด้ายหรือพยาธิแส้ม้า บำรุงตับ บำรุงไต แก้อาการปวดเอว เหง้าแก้อาการฟกช้ำบวม แก้กลาก


ที่มาข้อมูล Khaosod daily
19  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ห้องสมุด / Re: พรรณไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้มงคล เมื่อ: 01 กุมภาพันธ์ 2562 16:03:54
.


การะเกด

การะเกด ชื่อวิทยาศาสตร์ Pandanus tectorius Blume ชื่ออื่น การะเกดด่าง ลำเจียกหนู เตยดง เตยด่าง เป็นไม้พุ่มกึ่งไม้ต้น สูง ๓-๗ เมตร ลำต้นมักแตกกิ่งก้านสาขา มีรากอากาศค่อนข้างยาว และใหญ่ ใบเดี่ยวเรียงเวียนสลับกันเป็น ๓ เกลียวที่ปลายกิ่ง รูปรางน้ำ กว้าง ๐.๗-๒.๕ ซ.ม. ยาว ๓-๙ ซ.ม. ค่อยๆ เรียวแหลมไปหาปลาย ขอบมีหนามแข็งยาว ๐.๒-๑ ซ.ม. แผ่นใบด้านล่างนวล ดอกแยกเพศ อยู่ต่างต้นกัน ออกตามปลายยอด มีจำนวนมาก ติดบนแกนของช่อ ไม่มีกลีบเลี้ยงและกลีบดอก ช่อดอกเพศผู้ตั้งตรง ยาว ๒๕-๖๐ ซ.ม. มีกาบสีนวลหุ้ม กลิ่นหอม ผลเบียดกันแน่นเป็นก้อนกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง ๑๐-๒๐ ซ.ม. เมื่อสุกหอม โคนสีเหลือง ตรงกลางสีแสด ตรงปลายยอดสีน้ำตาลอมเหลือง ผลที่สุกแล้วมีโพรงอากาศจำนวนมาก

สรรพคุณ ดอก ปรุงยาหอม ทำให้ชุ่มชื่นหัวใจ ดอกหอมรับประทานมีรสขมเล็กน้อย แก้โรคในอก เช่น เจ็บคอ แก้เสมหะ บำรุงธาตุ อบกลิ่นเสื้อผ้าให้หอม วิธีใช้ นำดอกไปเคี่ยวกับน้ำมันมะพร้าวหรือมันหมู ปรุงเป็นน้ำมันใส่ผม นำดอกเข้ายาหอมบำรุงหัวใจ




กาหลง

กาหลง ชื่อวิทยาศาสตร์ Bauhinia acuminata Linn. ชื่อเรียกอื่น กาแจ๊ะ กูโด ส้มเสี้ยว เป็นไม้พุ่มสูงได้ถึง ๓ เมตร กิ่งอ่อนมีขนนุ่มปกคลุม ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปมน ปลายแยกเป็น ๒ แฉก ปลายใบแหลมเป็นสามเหลี่ยม ด้านล่างมีขนสีน้ำตาลเทาปกคลุมตามเส้นใบ ขนาดใบกว้างได้ถึง ๑๓ ซ.ม. ก้านใบยาว ๓-๔ ซ.ม. มีขนประปราย ดอกสีขาวออกเป็นช่อที่ด้านข้างและปลายกิ่ง แต่ละช่อมีประมาณ ๓-๑๐ ดอก โดยจะเปลี่ยนกันบานคราวละ ๒-๓ ดอก กลีบดอก ๕ กลีบซ้อนเหลื่อมกัน ดอกบานกว้าง ๕-๘ ซ.ม. ผลเป็นฝักแคบแบน กว้าง ๑.๕ ซ.ม. ยาว ๑๑ ซ.ม. เมล็ดมี ๕-๑๑ เมล็ด ลักษณะแบน

ปลูกทั่วไปในประเทศไทยแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศรีลังกา อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ในประเทศไทยขึ้นได้ดีทุกภาค เป็นต้นไม้ที่ชอบขึ้นกลางแจ้ง ออกดอกตลอดปี

ชาวบ้านทางภาคเหนือนิยมปลูกเพราะถือกันว่ามีคุณแก่เจ้าของ โดยนำมาปลูกเป็นไม้ในบ้านและประดับตามข้างทาง




ปีบ-กาสะลอง

ปีบ-กาสะลอง
กาสะลอง คือชื่อในภาษาล้านนาของ ปีบ ชื่อสามัญ Cork tree, Indian cork ชื่อวิทยาศาสตร์ Millingtonia hortensis L.f. จัดอยู่ใน วงศ์แคหางค่าง (BIGNONIACEAE) และมีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ อีกเช่น เต็กตองโพ่ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี), กาสะลอง กาดสะลอง กาสะลองคำ (ภาคเหนือ), ปีบ ก้องกลางดง (ภาคกลาง) กางของ (ภาคอีสาน) เป็นพันธุ์ไม้พื้นเมืองของพม่าและไทยที่ขึ้นกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปตามป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้งทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ปีบเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ความสูงประมาณ ๑๐-๒๐ เมตร ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มทรงกระบอก กิ่งก้านมักจะย้อยลง เปลือกต้นสีน้ำตาลแตกเป็นร่องลึกตามยาวลำต้นอย่างไม่เป็นระเบียบ เนื้อหยุ่นคล้ายไม้ก๊อก รากเกิดเป็นหน่อเจริญเป็นต้นใหม่ได้ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ๒-๓ ชั้น ใบย่อยรูปไข่แกมรูปหอก ยาว ๒.๕-๘ ซ.ม. กว้าง ๑.๕-๓ ซ.ม. แผ่นใบบางเรียบ ขอบใบหยัก ฐานใบมน ปลายใบแหลม

ดอกสีขาวนวล หรืออมชมพู กลิ่นหอม ออกเป็นช่อแบบช่อกระจุกซ้อนตามปลายกิ่ง ช่อดอกขนาดใหญ่ ยาว ๑๐-๓๕ ซ.ม. มีขน กลีบเลี้ยงมีขนาดเล็ก โคนติดกันเป็นรูปถ้วย ปลายแยก ๕ แฉก ปลายมนกว้างม้วนลง เป็นหลอดยาวปลาย ๔ แฉก มี ๑ กลีบที่ปลายเป็น ๒ แฉก ดอกบานเต็มที่กว้าง ๓.๕-๔ ซ.ม. ออกดอกช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนพฤษภาคม ผลแห้งแตกเป็นฝักแบนและตรง สีน้ำตาล หัวท้ายแหลม กว้าง ๑.๕-๒.๓ ซ.ม. ยาว ๒๕-๓๐ ซ.ม. เมล็ดแบนมีปีกเป็นเยื่อบางใส

สรรพคุณ ดอก รสหวานขมหอม เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงโลหิต เพิ่มการหลั่งน้ำดี ใช้เป็นยารักษาไซนัสอักเสบ ช่วยรักษาริดสีดวงจมูก โดยใช้ดอกที่ตากแห้งแล้วนำมามวนเป็นบุหรี่สูบเพื่อรักษาอาการ ทั้งช่วยขยายหลอดลม รักษาอาการหอบหืด หอบเหนื่อย ทำให้ระบบการหายใจดีขึ้น และใช้เป็นยาแก้ลม, รากรสเฝื่อน บำรุงปอด ช่วยรักษาวัณโรค แก้ไอ

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจากโครง การสมุนไพรเพื่อ การพึ่งตนเอง มูลนิธิสุขภาพไทย www.thaiof.org ระบุว่า ปีบ ไม้ดอกหอมไทยเป็นทางเลือกใหม่ของคนเลิกเหล้า โดยสรรพคุณของปีบที่หมอไทยทุกภาครู้จักกันดีก็คือ ดอกปีบนำมาตากแห้งประมาณ ๑๐ ดอก แล้วมวนเป็นบุหรี่แก้หืดหอบ รักษาริดสีดวงจมูกและไซนัสอักเสบได้ผลดีเป็นที่ประจักษ์มาช้านาน ก่อนที่จะมีการพบว่าในดอกปีบมีสารหอมระเหย ฮีสไปดูลิน (Hispidulin) ที่มีฤทธิ์ขยายหลอดลมได้ดีกว่ายาอะมิโนฟิลลีน (Aminophyllin) ซึ่งเป็นยาแผนปัจจุบันที่ใช้รักษาโรคหืด และข้อดีอีกประการหนึ่งก็คือ สารสำคัญในดอกปีบไม่พบความเป็นพิษเลย

แต่เรื่องที่หมอยาชาวไทยน้อยอย่างเราๆ ยังไม่ค่อยรู้ แต่หมอชาวไทยใหญ่และหมอชาวล้านนารู้จักกันดีก็คือ ฤทธิ์ยับยั้งการดื่มสุราของกาสะลอง โดยนำกิ่งแก่หรือแก่นต้นสดมาสับให้ป่นเท่าที่ทำได้ ตากแห้งแล้วตำเป็นผงเก็บไว้กินกับกระสายน้ำผึ้ง ครั้งละ ๑ ช้อนชา วันละ ๑-๒ ครั้ง หรือจะปั้นเป็นลูกกลอน กินเป็นประจำครั้งละ ๕ เม็ด วันละ ๒ ครั้ง ภายใน ๗ วัน อาการอยากเหล้าจะคลายไปเองโดยไม่มีอาการลงแดง มือสั่น ใจสั่น ยังช่วยลดความดันโลหิตสูงด้วย ถ้าไม่ทำเป็นผงหรือลูกกลอนก็อาจนำแก่นแห้งมาต้มกินก็ได้




เลา

เลา ชื่อวิทยาศาสตร์ Saccharum spontaneum L. เป็นไม้ล้มลุก อายุปีเดียวหรือหลายปี ความสูง ๑-๒ เมตร ลำต้นขึ้นเป็นกอและมีเหง้าแตกแขนงเป็นวงกว้าง ใบแคบเรียว ยาว ๑.๐-๑.๕ เมตร ปลายเรียวแหลม ช่อดอกใหญ่ แตกแขนงเป็นช่อย่อยจำนวนมาก มีขนยาวสีขาวเงิน เมื่อติดเมล็ดจะหลุดปลิวไปกับลมได้ง่าย ออกดอกช่วงฤดูหนาว

เจริญเติบโตได้ดีในดินทั่วไป น้ำปานกลาง ไม่ขังแฉะ แสงแดดตลอดวัน ขยายพันธุ์โดยการแยกเหง้าหรือเพาะเมล็ด พบได้ริมทาง ข้างถนนและริมน้ำทั่วไปในที่ราบต่ำ เป็นสมุนไพร ต้นต้มน้ำกินแก้ฝีหนอง รากต้มกินเป็นยาเย็น ขับปัสสาวะแก้โรคผิวหนัง คำเปรียบเปรย "สีดอกเลา" ก็มาจากหญ้าต้นไม้นี้




กาฬพฤกษ์

กาฬพฤกษ์ ชื่อวิทยาศาสตร์ Cassia grandis L.f. เป็นไม้ต้น ผลัดใบ สูงถึง ๒๐ เมตร โคนมีพูพอน เปลือกสีดำ แตกเป็นร่องลึก กิ่งอ่อนหรือช่อดอกมีขนสีน้ำตาล ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อยมี ๑๐-๒๐ คู่ ใบอ่อนสีแดง แผ่นใบย่อยรูปขอบขนาน กว้าง ๑-๒ ซ.ม. ยาว ๓-๕ ซ.ม. ด้านบนเป็นมัน ด้านล่างมีขน ดอกเริ่มบานสีแดงแล้วเปลี่ยนเป็นสีชมพู

ผลเป็นฝัก ฝักแก่แห้งไม่แตก ค่อนข้างกลม รูปทรงกระบอก โคนและปลายสอบ เปลือกหนาแข็ง ขรุขระ ที่ขอบฝักเป็นสันตามแนวยาวทั้ง ๒ ข้าง เมล็ดอ่อนสีครีม เมล็ดแก่สีน้ำตาล มีจำนวน ๒๐-๔๐ เมล็ด มีถิ่นกำเนิดมาจากอเมริกากลาง นำมาปลูกกันอย่างแพร่หลายในเขตร้อน ออกดอกช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม

เนื้อในฝักปรุงรับประทานเป็นยาระบายอ่อนๆ เปลือกและเมล็ดรับประทานทำให้อาเจียน เป็นยาถ่ายพิษไข้ได้ดี




กุ่มน้ำ

กุ่มน้ำ ชื่อวิทยาศาสตร์ Crateva religiosa G.Forst. เป็นไม้ยืนต้นสูงได้ถึง ๒๐ เมตร เปลือกลำต้นค่อนข้างเรียบ สีเทา จะผลัดใบร่วงหมดทั้งต้นเมื่อจะออกดอก ใบประกอบแบบนิ้วมือ ใบย่อย ๓ ใบ รูปวงรีหรือรูปไข่ ออกเรียงสลับ กว้าง ๒.๕-๗ ซ.ม. ยาว ๕.๕-๑๖ ซ.ม. ปลายกว้างแหลม โคนสอบแคบ ขอบใบเรียบ ผิวใบบางและนิ่ม หลังใบสีเขียวเป็นมัน ท้องใบมีขนอ่อนสีเทา เส้นกลางใบอมแดง ปลายก้านใบมีต่อมน้ำตาล ใบที่อยู่ด้านข้างโคนจะเบี้ยวเล็กน้อย หลังใบและท้องใบเรียบ ดอกช่อออกที่ปลายกิ่งและซอกใบ ยาว ๔-๖ นิ้ว ติดดอก ๒๐-๖๐ ดอก กลีบดอกเมื่อแรกบานสีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน กลีบรองดอกรูปไข่ปลายแหลม ผลสดรูปร่างค่อนข้างกลมรี เปลือกหนา ผลอ่อนผิวมีสะเก็ดสีเหลืองอมเทา เมื่อสุกสีเทา ผลแก่ผิวเรียบยาว ๕-๘ ซ.ม. เมล็ดรูปเกือกม้ายาว ๖-๙ ม.ม. มีหลายเมล็ด

พบตามข้างลำธาร ริมแม่น้ำ ที่ชื้นแฉะ ในป่าเบญจพรรณ ออกดอกราวเดือนกุมภาพันธ์ถึงมิถุนายน ยอดอ่อนใช้ปรุงอาหารได้ แต่ต้องนำมาดองน้ำเกลือตากแดด ทิ้งไว้ประมาณ ๒-๓ วัน แล้วจึงนำไปปรุงอาหารโดยผัดหรือแกง




พุดน้ำบุษย์

พุดน้ำบุษย์ ชื่อวิทยาศาสตร์ Gardenia carinata Wallich เป็นดอกพุดอีกชนิดหนึ่งที่สวยงาม มีกลิ่นหอมแรง ส่งกลิ่นหอมไปได้ไกลประมาณ ๒-๓ เมตรตลอดทั้งวัน แต่จะหอมมากที่สุดในตอนค่ำ เป็นไม้ทรงพุ่มเตี้ย แน่น แตกกิ่งก้านตามข้อของลำต้นแบบต่ำๆ มากมาย กิ่งเปราะหักได้ง่าย ลำต้นเป็นสีน้ำตาล กิ่งอ่อนมีสีเขียว

ความสูงของลำต้นประมาณ ๑-๓ เมตร ใบรูปทรงรี ออกเป็นใบเดี่ยวแบบตรงกันข้าม ผิวใบมัน ส่วนบนใบมี สีเขียวเข้ม หลังใบสีเขียวอ่อน ความกว้างยาวของใบประมาณ ๕-๑๑ ซ.ม. มีเส้นกลางใบเด่นชัด แผ่นใบหนา ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ ดอกเดี่ยวออกบริเวณซอกใบและปลายกิ่ง กลีบดอกมีลักษณะคล้ายช้อน ยาวประมาณ ๒ ซ.ม. มีประมาณ ๗-๘ กลีบ

เมื่อดอกแรกบานสีขาวนวลและมีกลิ่นหอมมาก ในวันต่อๆ มาจะค่อยๆ กลายเป็นสีเหลืองอ่อนไปจนถึงสีเหลืองเข้ม ดอกจะบานอยู่บนต้นได้นานถึง๗ วัน ออกดอกตลอดทั้งปี ช่วงฤดูฝนให้ดอกมากที่สุด

ขยายพันธุ์โดยวิธีการปักชำ ตอนกิ่ง หรือเพาะเมล็ด



http://i1251.photobucket.com/albums/hh558/moveetwanida/rosemary.jpg

โรสแมรี่

โรสแมรี่ ชื่อวิทยาศาสตร์ Rosmarinus officinalis L. มีถิ่นกำเนิดในแถบเมดิเตอร์เรเนียน ยุโรปตอนใต้ เป็นไม้ดอกอายุหลายปี ลำต้นพุ่มสูง ๑-๒ เมตร มีทั้งชนิดพุ่มและชนิดเลื้อย ลำต้นและใบมีขนนุ่มสั้นสีขาว ใบรูปแถบ ปลายแหลมคล้ายเข็ม ใบสีเขียวสดหรือเขียวอมเทา ก้านใบสั้น มีกลิ่นหอม ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบ ดอกรูปปากเปิด ขนาด ๑ ซ.ม. กลีบดอกสีฟ้าอมม่วง (พบบ่อย) ขาว และชมพู ผลมีเปลือกแข็งสีน้ำตาลอ่อน มี ๑ เมล็ด

ชอบดินร่วนระบายน้ำดี ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์ ทนดินเค็ม แสงแดดเต็มวัน ชอบอากาศเย็น น้ำปานกลาง ขยายพันธุ์โดยการปักชำกิ่ง เพาะเมล็ด

การใช้งาน ปลูกเป็นไม้กระถาง ไม้ประดับแปลง ไม้คลุมดิน (ชนิดเลื้อย) ใบใช้สกัดน้ำมันหอมระเหย เป็นส่วนผสมของยา เครื่องสำอาง มีกลิ่นหอม รสเผ็ดร้อน ใช้แต่งกลิ่นอาหารจำพวกเนื้อ ชา และไวน์ นิยมปลูกเป็นสมุนไพรในสวนครัว




พอยน์เซตเทีย

พอยน์เซตเทีย หรือที่คนไทยเรียกว่าต้นคริสต์มาส ชื่อวิทยาศาสตร์ Euphorbia pulcherrima ชื่ออื่นๆ โพผัน บานใบ สองระดู อยู่ในวงศ์ใกล้เคียงกับโป๊ยเซียน แต่ไม่มีหนาม

เป็นไม้พุ่มสูง ๑-๓ เมตร ใบคล้ายรูปไข่ปลายแหลม ขอบใบหยัก ๒-๓ หยัก ดอกสีเหลืองออกเป็นช่อที่ยอดโดยมีดอกเพศผู้และเพศเมียอยู่บนช่อเดียวกัน เป็นไม้พุ่มเนื้ออ่อน ขนาดต้นมีความสูงตั้งแต่ ๐.๖ ถึง ๔ เมตร ลำต้น มีน้ำยาง ใบสีเขียวแก่ เมื่ออากาศเย็นยอดใบจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม แต่อาจมีพันธุ์ผสมสีอื่นๆ เช่น สีเขียวอ่อน สีครีม สีชมพู สีส้ม สีขาว สีม่วง

เป็นไม้ดอกพื้นเมืองของอเมริกาใต้ แถบเม็กซิโกและกัวเตมาลา เข้ามาแพร่หลายในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี ค.ศ.๑๘๒๘ โดยโจเอล โรเบิร์ตส์ พอยเซตต์ อดีตทูตสหรัฐอเมริกาประจำเม็กซิโก ในประเทศไทยต้นคริสต์มาสมีแหล่งเพาะพันธุ์ในเขตพื้นที่อากาศเย็น เช่นที่ภูเรือ จังหวัดเลย




รักเร่

รักเร่ ชื่อวิทยาศาสตร์ Dahlia hybrids ถิ่นกำเนิดในเม็กซิโก โคลัมเบีย มีทั้งชนิดอายุหลายปี และชนิดอายุสั้น ชนิดอายุหลายปี มีพุ่มสูง ๐.๗๐-๑.๒๐ เมตร ชนิดอายุสั้นมีพุ่มสูง ๓๐-๔๕ ซ.ม. ใบรูปไข่แกมรี ขอบจักฟันเลื่อยหรือหยักลึกสุดแบบขนนก แผ่นใบหนา สีเขียวเข้ม ดอกชั้นเดียวและดอกซ้อน ขนาด ๔-๑๕ ซ.ม. ดอกวงนอกมักแทนที่ดอกวงใน กลีบดอกรูปไข่ ปลายแหลม สีขาว เหลือง ชมพู ส้ม แดง และสองสีในดอกเดียวกัน ปัจจุบันมีการปรับปรุงพันธุ์จนได้พันธุ์ลูกผสมที่มีลักษณะดอกหลายแบบ

ชอบดินร่วนปนทราย แสงแดดจัด น้ำปานกลาง ปลูกเป็นไม้ตัดดอก ไม้กระถาง ไม้ประดับแปลง ทางสมุนไพรนำหัวมาต้มกับหมู กินทั้งน้ำและเนื้อ ช่วยรักษาโรคหัวใจ




กุ่มบก

กุ่มบก ชื่อวิทยาศาสตร์ Crateva adansonii DC. เป็นไม้ยืนต้น ผลัดใบ สูงได้ถึง ๒๐ เมตร แตกกิ่ง ก้านโปร่ง กิ่งก้านมักคดงอ เปลือกสีน้ำตาลอ่อน ใบประกอบแบบนิ้วมือ มีใบย่อย ๓ ใบ ออกเรียงสลับ ใบรูปไข่ กว้าง ๒-๖ ซ.ม. ยาว ๒-๑๐ ซ.ม. ปลายใบแหลมมีติ่งสั้น โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ เนื้อใบหนานุ่ม ผิวใบมัน แผ่นใบเรียบทั้งสองด้าน

ดอกออกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบใกล้ปลายยอด ดอกสีขาวเมื่อแรกบาน แล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือสีชมพู กลีบดอกมี ๔ กลีบ รูปรี ปลายมน โคนสอบเรียว ก้านเป็นเส้นสีม่วง ผลสดรูปทรงกลม เปลือกแข็ง ผลอ่อนมีสีเขียว พอสุกมีสีน้ำตาลแดง พบตามป่าผสมผลัดใบ ป่าเต็งรัง ไร่นา ป่าเบญจพรรณ เขาหินปูนและป่าไผ่ ออกดอกราวเดือน ก.พ.-มี.ค. ติดผลราวเดือน ก.ย.-ธ.ค.

ตำรายาไทยใช้ใบรสร้อนต้มน้ำดื่มบำรุงหัวใจและขับลม ใบสดตำทาแก้กลากเกลื้อน เปลือกต้นผสมกับสมุนไพรอื่น ต้มน้ำดื่ม เป็นยาเจริญอาหาร ดอกเป็นยาเจริญอาหาร ผล แก้ท้องผูก ยอดอ่อนและช่อดอกนำมาดอง รับประทานเป็นผักได้ ผักกุ่มมีกรดไฮดรอไซยานิกซึ่งเป็นสารพิษ จึงต้องนำไปทำให้สุกหรือดองก่อนรับประทาน




โคลงเคลง

โคลงเคลง ชื่อวิทยาศาสตร์ Melastoma villosun Lodd. พบทั่วไป ในบริเวณขอบพรุที่โล่งแจ้ง เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง ๑-๒ เมตร ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามเป็นคู่สลับ แผ่นใบรูปขอบขนาน แกมรูปรีถึงรูปขอบขนานแกมรูปหอก ยาว ๗-๑๐ ซ.ม. กว้าง ๓-๔ ซ.ม. ผิวใบมีเกล็ดเล็กแหลมสั้นๆ ปลายใบแหลมถึงเรียวแหลม โคนใบแหลม เส้นใบ ๓ เส้น เด่นออกจากโคนใบไปจรดที่ปลายใบ เส้นใบอื่นไม่เด่นชัด ก้านใบยาว ๑-๒ ซ.ม. มีเกล็ดเรียบและขนสั้น

ดอกสีชมพูแกมม่วงสด ถ้วยรองดอกมีเกล็ดเล็กเรียวแหลมสีม่วง ค่อนข้างเรียบ เส้นผ่านศูนย์กลางดอก ๕ ซ.ม. ออกดอกเกือบตลอดทั้งปี ผลรูปถ้วยปากผาย กว้างยาวประมาณ ๑.๕ ซ.ม. มีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดเล็กเนื้อสีดำ ผลสุกรสหวานกินได้


ที่มาข้อมูล นสพ.ข่าวสด
20  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / Re: Did you know? เมื่อ: 31 มกราคม 2562 16:15:29

นกหัสดี หรือ หัสดีลิงค์ (Hussadee bird) ลักษณะตัวเป็นนก หัวเป็นราชสีห์
มีงวงและงาแบบช้าง มีปีกและลำตัวใหญ่โต พลังมหาศาล

นกหัสดีลิงค์

ในทางธรรมะ เปรียบนกหัสดีลิงค์เหมือนกิเลส

เมื่อตามองเห็น เมื่อหูได้ยินเสียง เมื่อจมูกได้ดมกลิ่น เมื่อลิ้นกระทบรส เมื่อกายได้สัมผัส ใจ ก็ตอบรับ... ด้วยรัก-ชัง  จึงเป็นที่มาของราคะ โลภะ โทสะ โมหะ

ผู้รู้เล่นคำผวนให้จำง่ายๆ เมื่อ “ตาหัน ก็เกิด ตัณหา”

ผู้ที่ยิงธนูฆ่านกหัสดีลิงค์ ชื่อนางสีดา ธิดาเจ้านครตักกะสิลาเชียงรุ้งแสนหวีฟ้า  เรื่องในตำนาน หลายพันปีที่แล้ว

เมื่อเจ้านครตักกะสิลาสวรรคต ตามประเพณีต้องแห่พระศพไปถวายพระเพลิงที่ทุ่งหลวง ไกลพระนคร ระหว่างทางเจ้านกยักษ์จากหิมพานต์ สักกะไดลิงค์ หรือหัสดีลิงค์ ก็บินมาโฉบเอาพระศพไป

นกหัสดีลิงค์ หัวเป็นช้าง หางเป็นหงส์ มีพละกำลังดั่งช้างสารห้าเชือกรวมกัน เมื่อมหาเทวีตักกะสิลานครเกณฑ์คนไปสู้ก็ถูกนกฆ่าตายไม่เหลือ


แต่เมื่อนาง “สีดา” พระราชธิดา อาสายิงด้วยศรอาบยาพิษ ปักกลางอก นกหัสดีลิงค์ก็ตาย

พระมหาเทวีสั่งให้ทำหอแก้ว หรือพระเมรุบนหลังนกหัสดีลิงค์ ประกอบพิธีถวายพระเพลิงจ้านคร  ประเพณีสืบทอดต่อๆ กันมา จนเป็นหนึ่งในอารยะประเพณีวิถีอีสาน

เมื่อผู้ใหญ่หรือพระสงฆ์ที่นับถือตาย การทำเมรุเป็นนกหัสดีลิงค์ ด้วยความเชื่อว่านกหิมพานต์นี้ สามารถนำดวงวิญญาณผู้ตายไปสู่สวรรค์ 
... ข้อมูลจากคอลัมน์ "ชักธงรบ" น.๒ นสพ.ไทยรัฐ ฉบับประจำวันศุกร์ที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
หน้า:  [1] 2 3 ... 168
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.708 วินาที กับ 26 คำสั่ง

Google visited last this page 22 ชั่วโมงที่แล้ว