[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
13 ธันวาคม 2560 12:29:26 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก เวบบอร์ด ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

  แสดงกระทู้
หน้า:  [1] 2 3 ... 149
1  สุขใจในธรรม / เอกสารธรรม / Re: "พระคติธรรม" สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เมื่อ: 19 ชั่วโมงที่แล้ว


จิตรกรรมฝาผนังพระวิหารพระพุทธชินราช
วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก

"การได้เกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนานั้น
เป็นมงคลสูงสุดของชีวิต
ผู้มีสัมมาทิฐิจึงตั้งจิตปรารถนาอย่างจริงจัง"


คติธรรม สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

450-22
2  สุขใจในธรรม / เกร็ดศาสนา / Re: ทวารบาล เทพพิทักษ์ศาสนสถาน ตามคติและศิลปพื้นบ้าน เมื่อ: 21 ชั่วโมงที่แล้ว



ภาพทวารบาล วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร


วัดพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย


วัดพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย


วัดพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย


วัดบ้านแก่ง อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์


วัดป่าภูก้อน อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี


วัดศรีโคมคำ อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา


วัดปรมัยยิกาวาส เกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี


วัดปรมัยยิกาวาส เกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี


โปรดติดตามตอนต่อไป

600-28
3  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ใต้เงาไม้ / Re: โคลงโลกนิติ : คาถาสุภาษิตจากคัมภีร์โบราณ กับคำอธิบายความ เมื่อ: 22 ชั่วโมงที่แล้ว


จำสารสับปลอกเกี้ยวตีนสาร
จำนาคมนต์โอฬาร       . ผูกแท้
จำคนเพื่อใจหวาน ต่างปลอก
จำโลกนี้นั่นแล้ แต่ด้วยไมตรี ฯ

         อธิบายความ
         ห้ามช้าง ไม่ให้ช้างหนีหรือออกไปหากินไกล ให้จำปลอก หมายถึงให้สวมปลอกที่เท้าคู่หน้าของช้างไว้
         สยบนาค นาคเป็นสัตว์มีอิทธิฤทธิ์ มีพิษร้าย จะปราบพญานาคให้สิ้นพยศ ต้องใช้ทิพยมนต์อาลัมภายน์ เป็นโอสถทิพย์ที่มาจากครุฑ สะกดให้นาคหมดแรง
         จำคน สร้างเสน่ห์ให้คนรักด้วยจิตเมตตา ด้วยถ้อยคำที่อ่อนหวาน วางตนเสมอต้นเสมอปลาย
         จำโลก การมีกัลยาณมิตร คือ เพื่อนที่ดี มีน้ำใจไมตรีต่อกัน ทำเป็นอาจิณ ตนเองและเพื่อนมนุษย์จะมีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุข ห่างไกลจากสิ่งอันเป็นข้าศึก
        
ขอเชิญร่วมอธิบายความตามโคลงโลกนิติ เพื่อเพิ่มพูนสติปัญญา
และแก้ไขสิ่งที่ผู้โพสท์อาจตีความคลาดเคลื่อน  เผยแพร่แก่ผู้สนใจต่อไป

400-al22 (b)
4  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ไปเที่ยว / Re: เปิดตำนานเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก แห่งวัดพนัญเชิง พระนครศรีอยุธยา เมื่อ: 23 ชั่วโมงที่แล้ว

เศษผงเข้าตา เรื่องเล็กๆ ที่เราไม่เคยมอง กระทั่งก่อตัวเป็นปัญหาขึ้นในเวลาต่อมา
ผู้เข้าใจดี,ผู้มีสติปัญญาเลิศ. ย่อมเข้าใจ มิให้ความคิดถูกจำกัดด้วยกรอบ ... อนธกาล
ขอกราบขอบคุณที่เปลี่ยนแนวคิด เพื่อธำรงความศักดิ์สิทธิ์แห่งรูปเคารพแทนองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า















5  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ใต้เงาไม้ / Re: สำนวน-โวหาร-สุภาษิต และคำพังเพย เมื่อ: 08 ธันวาคม 2560 15:38:28

ภาพวาดระบายสีน้ำ

แม้เวียนวัฏปัฏิสนธิ์สถานใด     ขอให้ได้สมสุขเสน่หา
จนพบประสบสร้อยศาสดาอันโอฬาริกภาพจงพร้อมกัน
* เพลงยาวเจ้าฟ้าสังวาลย์ (สำนวนเดิม)

เจ้าฟ้าสังวาลย์ ทรงเป็นพระธิดาของเจ้าฟ้าเทพ (พระราชธิดาในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ) กับพระองค์เจ้าแก้ว (พระโอรสที่เกิดจากพระสนมในสมเด็จพระเพทราชา)

ภายหลังต่อมา เจ้าฟ้าสังวาลย์ ตกเป็นพระสนมเอกของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ทรงเป็นสตรีต้องห้าม ที่นำพาให้เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ (กุ้ง) เข้าสู่หายนะแห่งชีวิต ด้วยอาชญากรรมอันเป็นมหันตโทษ ดับสูญไปตามวิถีกรรม แม้หากเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ ทรงสามารถดำรงพระราชอิสริยยศต่อมาได้อีกประมาณ ๓ ปี ก็จักได้เสวยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ครองกรุงศรีอยุธยาสืบต่อจากสมเด็จพระราชบิดา (ภายหลังเจ้าฟ้ากุ้งสิ้นพระชนม์ประมาณ ๓ ปี - สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เสด็จสวรรคต ด้วยพระโรคชรา เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๐๑)


อกเอ๋ยเคยสังวาส กรรมบำราศคลาศคลาสมร
นับเดือนเลื่อนปีจร ห่อนเห็นแล้วแก้วตาเรียม
พุ่มพวงดวงดอกฟ้า ในใต้หล้าหาไหนเทียม
โฉมงามทรามเสงี่ยม      เรียมรักเจ้าเท่าดวงใจ.
"เห่สังวาส" บทพระนิพนธ์ในเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์
6  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ห้องสมุด / กำเนิดของพิพิธภัณฑสถานของชาติแห่งแรกในราชอาณาจักรไทย เมื่อ: 07 ธันวาคม 2560 11:08:34



กำเนิดพิพิธภัณฑ์ไทย

พิพิธภัณฑสถานถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในดินแดนสยามหรือประเทศไทย ตั้งแต่ครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔  พระองค์ทรงจัดพิพิธภัณฑสถานส่วนพระองค์ ณ พระที่นั่งราชฤดี ต่อมาทรงโปรดฯ ให้ย้ายสิ่งของจัดแสดงมาไว้ยังพระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์ในหมู่พระอภิเนาวนิเวศน์ เมื่อถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕  ทรงโปรดฯ ให้ย้ายโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และของแปลกประหลาดจากพระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์ มาจัดแสดงในหอมิวเซียม (Museum)  ณ หอคองคอเดีย  ซึ่งเป็นอาคารใหม่ภายในพระบรมมหาราชวัง โดยมีพิธีเปิดหอมิวเซียม หรือพิพิธภัณฑสถานหอคองคอเดีย ในวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ.๒๔๑๗ ถือเป็นวันกำเนิดของพิพิธภัณฑสถานของชาติแห่งแรกในราชอาณาจักรไทย เพราะเป็นพิพิธภัณฑสถานของหลวงหรือทางราชการที่จัดตามหลักวิชาการสากลและเปิดให้สาธารณชนเข้าชมเป็นครั้งแรก

จนถึงปีพุทธศักราช ๒๔๓๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงโปรดฯ ให้ย้าย “มิวเซียม” จากพระบรมมหาราชวังไปจัดตั้งในพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า)  โดยใช้พระที่นั่งส่วนหน้าสามองค์เป็นที่จัดแสดงโบราณวัตถุ คือ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระที่นั่งพุทธไธสวรรย์ และพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ครั้นรัชกาลที่ ๗  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานอาคารหมู่พระวิมานทั้งหมด เป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร โดยมีการจัดแสดงนิทรรศการถาวร เรื่องประวัติศาสตร์ไทย ในพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน เรื่องโบราณคดี ประวัติศาสตร์และศิลปกรรม ในอาคารมหาสุรสิงหนาทและอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ เรื่องประณีตศิลป์และชาติพันธุ์วิทยา ในอาคารหมู่พระวิมาน

พิพิธภัณฑสถาน จึงมีความสำคัญในฐานะสถาบันแห่งการอนุรักษ์มรดกอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติ  สถาบันแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต  และเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ด้วยเหตุนี้ ในปีพุทธศักราช ๒๕๓๘  คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบประกาศให้วันที่ ๑๙ กันยายนของทุกปี  เป็นวันพิพิธภัณฑ์ไทย  เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงเล็งเห็นความสำคัญของพิพิธภัณฑสถานต่อการปลูกฝังให้คนไทยรัก และหวงแหนในมรดกศิลปวัฒนธรรม  อันเป็นสิ่งที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของความเป็นไทย เพื่อประโยชน์อย่างมหาศาลต่อการศึกษาและการเรียนรู้ของปวงชนชาวไทยโดยทั่วกัน

ตลอดระยะเวลากว่า ๑๔๐ ปี นับตั้งแต่มิวเซียมหลวงได้ถือกำเนิดขึ้น กิจการของพิพิธภัณฑสถานก็ได้รับการพัฒนาตลอดมาทุกยุคทุกสมัย เพื่อดำรงไว้ซึ่งภารกิจในการดูแลรักษาโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ตลอดจนเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวัตถุที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ ปัจจุบันมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจัดตั้งอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศรวม ๔๒ แห่ง และอีกนับพันแห่งที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ทำให้ประเทศไทยได้ชื่อว่ามีพิพิธภัณฑสถานมากแห่งหนึ่งในภูมิภาคนี้ โดยมีต้นแบบพิพิธภัณฑสถานแห่งแรกในประเทศไทย จากมิวเซียมหลวงและพัฒนาก้าวต่อมาสู่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ในปัจจุบัน

สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการบริหารจัดการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และงานบริการวิชาการด้านพิพิธภัณฑสถานแก่สังคม จึงได้จัดกิจกรรมเนื่องในวันพิพิธภัณฑ์ไทย ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของคนในชาติ และเปิดโอกาสให้บุคคลากรในสายงานพิพิธภัณฑ์ ตลอดจนผู้ที่สนใจงานด้านพิพิธภัณฑ์ ได้มีโอกาสพบปะ แลกเปลี่ยนความคิด ความรู้ และประสบการณ์งานด้านพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
7  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ใต้เงาไม้ / Re: สำนวน-โวหาร-สุภาษิต และคำพังเพย เมื่อ: 06 ธันวาคม 2560 11:35:15

วโส อิสฺสริยํ โลเก
อำนาจเป็นใหญ่ในโลก   
...สคาถวรรค สยุตตนิกาย


พระราชวังโบราณ-วัดพระศรีสรรเพชญ์ พระนครศรีอยุธยา


พระราชวังโบราณ-วัดพระศรีสรรเพชญ์ พระนครศรีอยุธยา

อยุธยายศล่มแล้ว          ลอยสวรรค์ ลงฤา
สิงหาสน์ปรางค์รัตนบรร เจิดหล้า
บุญเพรงพระหากสรร         ศาสน์รุ่ง เรืองแฮ
บังอบายเบิกฟ้า   ฝึกฟื้นใจเมืองฯ
...นิราศนรินทร์.... นายนรินทรธิเบศร (อิน) ประพันธ์
8  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ไปเที่ยว / Re: พิพิธภัณฑ์ หลวงพ่อเดิม พุทฺธสโร จ.นครสวรรค์ เมื่อ: 05 ธันวาคม 2560 16:41:17


พิพิธภัณฑ์หลวงพ่อเดิม-The Laungpho Deam Museum
บ้านหนองโพ  ต.หนองโพ  อ.ตาคลี  จ.นครสวรรค์

พิพิธภัณฑ์หลวงพ่อเดิม ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๕๘ โดยพระครูนิปุณพัฒนวงศ์ เจ้าอาวาสวัดหนองโพ เพื่อเป็นการประกาศกิตติคุณของหลวงพ่อเดิม รวบรวมองค์ความรู้อันแสดงถึงอัตลักษณ์ของท้องถิ่นชาวหนองโพ และเป็นศูนย์แสดงนิทรรศการด้านศิลปวัฒนธรรมของชาวหนองโพ

พิพิธภัณฑ์หลวงพ่อเดิม ตั้งอยู่ภายในองค์ระฆังชั้นล่างของพระมหาธาตุเจดีย์นิวาสธรรมขันธ์กิตติคุณัปกาสินี พื้นที่ของการจัดแสดงแบ่งออกเป็น ๕ ส่วน ประกอบด้วย

๑.ทวาราวดีศรีหนองโพ  จัดแสดงโบราณวัตถุที่งดงาม มีคุณค่า อันเป็นประดิษฐกรรมของมนุษย์ในอดีตกาล ที่พบจากการขุดค้นที่แหล่งโบราณคดี บริเวณตำบลหนองโพ อายุราว ๓,๕๐๐-๘๐๐ ปี ที่ผ่านมาแล้ว เช่น ภาชนะดินเผา เครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำจากโลหะ ลูกปัดที่พบสมัยทวาราวดี เครื่องประดับที่ทำจากหินและเปลือกหอย เหรียญ-เงินตราสมัยทวารวดี ตุ๊กตาเสียกบาล  หม้อดินลายเชือกทาบ ตุ๊กตาปู่เมฆ ลูกสะกดหินสีแดง (สีทับทิม) ที่ล้วงออกมาจากปากของผู้ตาย และแหวนตราประทับ เป็นต้น

๒.มาตุภูมิบ้านหนองโพ จัดแสดงนิทรรศการความเป็นมาของหมู่บ้าน ตั้งแต่การเริ่มตั้งถิ่นฐานของชาวไทยและชาวจีนที่อพยพมาลงหลักปักฐานใต้ร่มเงาต้นโพ วิถีการดำรงชีวิต วัฒนธรรม ประเพณีที่สืบทอดต่อกันมามากกว่า ๒๐๐ ปี ตามความเชื่อเรื่องผีสางนางไม้ เช่น ความเชื่อเรื่องผีโรงแตก  ในส่วนนี้ได้จัดแสดงพระรูปหุ่นขี้ผึ้งกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ที่ชาวบ้านหนองโพ มีความภาคภูมิใจที่กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ได้เสด็จมาถึงวัดหนองโพ เพื่อนมัสการและบูชามีดหมอหลวงพ่อเดิมไว้เป็นเครื่องรางของขลังประจำพระองค์ และมีการจำลองร้านขายสินค้าเบ็ดเตล็ด และร้านกาแฟ ในตลาดหนองโพที่ชาวจีนและชาวไทยรุ่นแรกทำมาค้าขาย และภาพบอกเล่าการแสดงของคณะกลองยาว สมโพช โพธิ์เย็น ซึ่งมีชื่อเสียงในสมัยหลวงพ่อเดิมด้วย

๓.พุทฺธสโร - หลวงพ่อเดิม จัดแสดงอัตชีวประวัติ วัตรปฏิบัติ บารมี ของหลวงพ่อเดิม ในด้านวัฒนบารมี ที่ได้อนุเคราะห์สร้างและการบูรณะศาสนสถานให้แก่วัดต่างๆ  ปัญญาบารมี ด้านการจัดการศึกษาแก่ชาวบ้านในตำบลหนองโพและตำบลใกล้เคียง  อนุสังคบารมี ในการปกครอง สร้างศรัทธาให้แก่ศิษยานุศิษย์ในการร่วมกันสงเคราะห์ประโยชน์แก่ส่วนรวม  และ เมตตาบารมี ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ทั้งมนุษย์และสรรพสัตว์   มีการจำลองกุฏิของหลวงพ่อเดิม จัดแสดงหุ่นขี้ผึ้งหลวงพ่อเดิม พัดยศที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) อัฐบริขารของหลวงพ่อ เช่น บาตร กลด ฯลฯ

๔.เพิ่มพูนศรัทธา จัดแสดงนิทรรศการเรื่องราวหลังการมรณภาพของหลวงพ่อเดิม มีหีบบรรจุศพของหลวงพ่อเดิม มีภาพถ่ายหลวงพ่อเดิม รูปหล่อ เหรียญรุ่นต่างๆ มีดหมอ ผ้ายันต์ งาช้างแกะสลัก ตะกรุด สีผึ้ง   ของดั้งเดิมที่สร้างแต่ครั้งหลวงพ่อยังไม่มรณภาพ  ซึ่งชาวบ้านหนองโพและศิษยานุศิษย์นำมามอบให้กับพิพิธภัณฑ์จัดแสดงให้ประชาชนได้ชม ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์จัดวางไว้เป็นหมวดหมู่ในไซด์บอร์ดติดผนัง มีกระจกกันกระสุนปิดกันไว้

๕.กถาคัมภีร์ จัดแสดงนิทรรศการ คาถา ยันต์ ตำรายา ตำราเรียน ตำรานรลักษณ์ ตำราสวัสดิรักษา คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา เช่น ไตรภูมิ คัมภีร์ไสยเวทย์เลขยันต์ต่างๆ คัมภีร์การปกครอง เช่น กฎหมายตราสามดวง ฉบับเชยศักดิ์ ที่ได้รับการจารไว้ในสมุดไทยดำ ตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ที่เล่าสืบต่อกันมาว่า หลวงพ่อเฒ่า (รอด) ปฐมสมภารแห่งวัดหนองโพ เมื่อก่อนอุปสมบทเคยเป็นทหารในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นผู้นำคัมภีร์ต่างๆ ข้างต้น ติดตัวมาด้วย ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์มากและมีให้ได้ชมจำนวนหลายสิบเล่ม





เพิ่มพูนศรัทธา จัดแสดงนิทรรศการภาพถ่ายหลวงพ่อเดิม รูปหล่อ เหรียญรุ่นต่างๆ มีดหมอ ผ้ายันต์
งาช้างแกะสลัก ตะกรุด สีผึ้ง โดยวัตถุมงคลเป็นของเดิมที่หลวงพ่อเดิมปลุกเสกหรือสร้างไว้


พัดยศหลวงพ่อเดิม ด้ามของเดิมทำด้วยงา แต่ได้หายไปเสียแล้ว ปัจจุบันใช้ด้ามพลาสติกแทน


กลด อัฐบริขารของหลวงพ่อเดิม


พระรูปเหมือน (หุ่นขี้ผึ้ง) พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
ผู้มีความศรัทธาหลวงพ่อเดิม ได้เสด็จมาบูชามีดหมอไว้ประจำพระองค์


อดีตซ้อนทับกาลเวลา
ใต้ผืนดินบ้านหนองโพฝังทับอารยธรรมหลายยุคหลายสมัยมานานหลายพันปี
ร่องรอยประวัติศาสตร์ยืนยันด้วยหลักฐานโบราณวัตถุนานาชนิด ที่ขุดพบในบ้านหนองโพ
ผืนดินแห่งนี้ถูกพลิกฟื้นคืนสู่อาณาจักรแห่งอดีตกาล ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อราว ๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว













มาตุภูมิบ้านหนองโพ
จำลองร้านจำหน่ายสินค้าเบ็ดเตล็ด ร้านกาแฟ -สิ่งของที่นำมาจัดแสดงเป็นของจริง
ที่ชาวบ้านหนองโพมอบให้




เครื่องมือเกษตรกรรม ของใช้ประจำวันของชาวบ้านหนองโพในอดีต
อาจารย์เอมอร ผู้พาชม เล่าว่า มีเครื่องมือเครื่องใช้โบราณที่ชาวบ้านนำมามอบให้จำนวนมาก
เคยตั้งใจว่าจะจำลองส่วนนี้ โดยสร้างเป็นกระท่อมหรือเรีอนไม้ของชาวบ้านชนบท
แต่ติดขัดด้วยพื้นที่มีจำกัด ไม่สามารถทำตามความตั้งใจได้



ร้านค้าจำลอง










ปฏิทินรายวัน (เช้าขึ้นมาก็ฉีกทิ้งหนึ่งใบ - วันละใบ) มีทั้งจันทรคติแบบไทยและแบบจีน




ร้านค้าจำลอง - ร้านโชห่วย (ขายสินค้าเบ็ดเตล็ด) และกาแฟโบราณ
เมื่อมีผู้คนอพยพเข้ามาทำมาหากินหนาแน่นขึ้น จึงเกิดการจับจองที่ดินสร้างห้องแถวทำการค้าขาย
ตลาดหนองโพมีลักษณะเป็นห้องแถวไม้ยาวเรียงรายกว่าสิบห้อง ๒ ฟากฝั่ง จากทิศเหนือไปทิศใต้
มีถนนดินเหนียวผ่านกลางตลาด เจ้าของร้านค้ามีทั้งคนไทยและคนจีน สินค้าที่ขายมักเป็นสินค้า
เบ็ดเตล็ดที่เรียกกันว่า "ร้านโชห่วย" บ้านเรือนที่ทำการค้าในยุคแรกของตลาดหนองโพ คือ บ้าน
จีนเฮีง จีนเจี๋ยเฮียง จีนกี่ จีนฮกไฉ่ จีนคิ้ม ยายเหนย ยายห้าง ฯลฯ และยังมีโรงฝิ่นเจ๊กเป้ง







ช้อน-ส้อม อัลปะกาแท้  ตราตา
วัสดุที่นำมาทำช้อน-ส้อมนี้ ไม่มีในประเทศไทย ต้องสั่งซื้อจากประเทศแถบยุโรป
(ผู้โพสท์ลืมสนิทว่าประเทศอะไร)









นัดกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า ระหว่างวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน - ๑ ธันวาคม ๒๕๖๐
จะเดินทางไปพบอาจารย์เอมอร เพื่อรับฟังข้อมูลเพิ่มเติมและถ่ายรูปภายในพิพิธภัณฑ์
ซึ่งผู้โพสท์ยังถ่ายรูปไม่ครบอีกจำนวนมาก แต่ขัดข้องด้วยภารกิจ จึงต้องเลื่อนการเดินทาง
ไปวัดหนองโพต่อไป ดังนั้น เรื่องนี้จึงยังไม่จบลงในเร็ววัน ณ ขณะนี้อยากจะบอกกล่าวว่า
...โปรดติดตามตอนต่อไป

9  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ในครัว / ผัดต้นอ่อนทานตะวันกับปลาอินทรีย์เค็ม สูตร/วิธีทำ เมื่อ: 05 ธันวาคม 2560 14:43:19



ผัดต้นอ่อนทานตะวันกับปลาอินทรีย์เค็ม

ส่วนผสม
- ยอดอ่อนทานตะวัน     100 กรัม
- เห็ดหูหนูสด     30 กรัม
- ปลาอินทรีย์เค็มทอด     1 ช้อนโต๊ะ
- พริกสดสีแดง บุบให้แตก     3 เม็ด
- กระเทียมไทย บุบให้แตก     5-7 กลีบ
- ซอสหอยนางรม     1 ช้อนโต๊ะ
- ผงปรุงรส     1 ช้อนชา
- น้ำตาลทราย     ½ - 1

วิธีทำ
1.ล้างเห็ดหูหนูให้สะอาด หั่นชิ้นขนาดพอคำ
2.ล้างต้นอ่อนทานตะวันให้สะอาด
3.นำเครื่องปรุงทั้งหมด ใส่รวมเข้าดัวยกัน
   (ต้นอ่อนทานตะวัน เห็ดหูหนู กระเทียมบุบ พริกสดแดงบุบ ซอสหอยนางรม ผงปรุงรส และน้ำตาลทราย)
4.ตั้งกระทะใส่น้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะ รอให้น้ำมันร้อนจัดเต็มที่ ใส่เครื่องที่ผสมไว้ทั้งหมดผัดด้วยไฟแรงจนสุก
5.ตักใส่จานเสิร์ฟ โรยด้วยปลาอินทรีย์ทอด






10  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ใต้เงาไม้ / Re: สำนวน-โวหาร-สุภาษิต และคำพังเพย เมื่อ: 05 ธันวาคม 2560 13:57:31


เจดีย์วัดใหญ่ชัยมงคล อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธา
อนุสรณ์สถานแห่งชัยชนะศึกยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช


“ปีขาลวันอังคารเดือนหน้า ตกฟากเวลาสามชั้นฉาย
เจ้ากรุงจีนเอาแก้วอันแพรวพราย         มาถวายพระเจ้ากรุงอยุธยา
ให้ใส่ไว้ในยอดเจดีย์ใหญ่ สร้างไว้ตั้งแต่ครั้งกรุงหงษา
เรียกวัดเจ้าพระยาไทยแต่ไรมา ให้ชื่อว่าพลายแก้วอันแววไว...”

วัดใหญ่ชัยมงคล แต่เดิมเรียกกันว่า วัดเจ้าพระยาไทย เนื่องจากวัดนี้เคยเป็นที่ประทับ
ของสมเด็จพระสังฆราช และเรียกพระสงฆ์ว่า “เจ้งไทย”  และชื่อวัดเจ้าพระยาไทยก็ยังปรากฏ
ในเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนกำเนิดพลายแก้ว
11  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ใต้เงาไม้ / Re: สำนวน-โวหาร-สุภาษิต และคำพังเพย เมื่อ: 05 ธันวาคม 2560 13:41:32

ภาพประกอบ : สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา
จิตรกรรมผนังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร อ.เมือง จ.พิษณุโลก

๏  พระพี่พระผู้ผ่าน ภพอุตดมเอย
ไป่ชอบเชษฐ์ยืนหยุด ร่มไม้
เชิญการร่วมคชยุทธ์         เผยอเกียรติ ไว้แฮ
สืบว่าสองเราไซร้ สุดสิ้นฤามี ๚ะ 

จาก ลิลิตตะเพลงพ่าย พระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ผู้ทรงนิพนธ์ได้นำ
เหตุการณ์ประวัติศาสตร์สมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงมีชัยชนะเหนือพระมหา -
อุปราชาของพม่ามานิพนธ์ยอพระเกียรติ

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทอดพระเนตรเห็นพระมหาอุปราชาประทับอยู่กับคอช้างภายใต้ร่มต้นไม้ใหญ่
ก็ทรงตะโกนไปด้วยพระสุรเสียงอันดังว่า    “เจ้าพี่ เหตุไฉนจึงยังทรงช้างอยู่ใต้ร่มไม้เช่นนั้นเล่า เชิญเสด็จ
ขับช้างออกมาสิ มาสู้กันตัวต่อตัว ดังเราได้เคยฝึกหัดทดลองมาแล้วในยามศึกษาให้ทหารของเราได้ดู
แลเห็นเป็นขวัญตา ให้เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่ากษัตริย์ยังมีความกล้าหาญอยู่เช่นกาลก่อน และยังมีความ
ชำนาญในการรบตัวต่อตัว และยังกระทำยุทธหัตถีได้”

12  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ดูดวง ทำนายทายทัก / โหราศาสตร์ : ความคิดพื้นฐานและปัญหาบางประการ เมื่อ: 04 ธันวาคม 2560 13:34:03


โหราศาสตร์ : ความคิดพื้นฐานและปัญหาบางประการ
ผู้เขียน : อาจารย์ คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง 
ตีพิมพ์ในหนังสือมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ ๗-๑๓ กรกฎาคม ๒๕๖๐

คุณตาผมเป็นโหรครับ ตอนแกมีชีวิตอยู่ผมไม่คิดอยากเรียนกับแก

พอแกตายก็ทิ้งตำราไว้ดูต่างหน้าหนึ่งเล่มซึ่งไม่ใช่ตำราลับเก่าแก่อะไรหรอกครับ เพียงแต่คุณตารวบรวมความรู้ที่คิดว่าใช้ได้กับสถิติทางโหราศาสตร์ที่แกทายเอาไว้

ภายหลังเมื่อมาทำงานที่ภาควิชาปรัชญาแล้วได้พบกับท่าน ผศ.สุนัย ครองยุทธ ซึ่งสอนปรัชญาตะวันตก แต่ท่านเองสนใจเรื่องโหราศาสตร์ในแบบวิเคราะห์วิพากษ์ ได้ลองปรึกษาหาความรู้กับท่านแล้วก็ทดลองเรียนแบบมือสมัครเล่น

ที่เรียนก็ด้วยสาเหตุสองอย่างครับ อย่างแรก คืออยากรู้ว่าที่เขาดูดวงกันนี่มันอะไรยังไง

กับสอง คิดว่าถ้าพอมีความรู้บ้างจะได้ไม่ไปต้องเสียเงินแพง ดูเองได้ ดูให้ญาติมิตร

และที่สำคัญมันเป็นวิชาที่สาวๆ ชอบครับ (ฮา)

ดังนั้น สิ่งที่ผมเสนอนี้มาจากทัศนะของมือสมัครเล่นที่รู้อย่างพองูๆ ปลาๆ เท่านั้นครับ เป็นการพยายามมองจากภาพรวมเท่าที่เห็น

หากท่านใดเข้าใจในขั้นลึกได้โปรดสั่งสอนชี้แนะเพิ่มเติม

วิชาดูดวงหรือทำนายทายทักมันมีหลายแบบครับ ดูลายมือ โหงวเฮ้ง เลขเจ็ดตัว ไพ่สารพัด

แต่ในวงการเขามีธรรมเนียมว่า คนดูดวงโดยวิชาโหราศาสตร์ไทย (คือทายดวงดาวจากแผนภูมิกำเนิดที่เรียกว่า “ราศีจักร”) เท่านั้นถึงจะได้รับการเรียกว่า “โหร” นอกนั้นเรียกหมอดูหมดครับ

ก็เพราะวิชาโหราศาสตร์นี่มันยากที่สุด ซับซ้อนที่สุด และอาจเก่าแก่มากๆ ในบรรดาวิชาดูดวงทั้งหลาย

วิชาโหราศาสตร์สยามนี่เราได้รับมาจากอินเดียครับ แต่อินเดียจะรับมาจากทางไหนคงต้องสืบค้นอีกที บางท่านว่ามันมาจากอารยธรรมเมโสโปเตเมียเป็นที่แรก บางท่านว่ามันกำเนิดในอินเดียเอง แต่เรารับแล้วก็เอามาปรับในแบบของเราเอง ไม่เหมือนเขาซะทีเดียว

วิชานี้เริ่มจากการสังเกตเทหวัตถุบนท้องฟ้าคือดวงดาวเป็นหลัก จากนั้นจึงคำนวณเพื่อสร้าง “แผนภูมิ” ของดวงดาวนั้นๆ ขึ้นมา ใช้ดาวหลักในระบบสุริยจักรวาล ได้แก่ อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์

ต่อมาเพิ่มจุดตัดที่ก่อให้เกิดเงาขึ้นมาในการคำนวณเรียกว่า “ราหู” และดาวหางหรือ “เกตุ” ขึ้นมาครบเป็น “นพเคราะห์” ทั้งเก้า ราหูจึงไม่ใช่ “ดาว” ในความหมายของเทหวัตถุบนฟ้าแต่เป็น “เงา” หรือความมืด ท่านถึงให้ “มัวเมาทายราหู”

ตารางกลมๆ ที่ท่านเห็นเวลาไป “ผูกดวง” (ผูกดวงไม่ได้หมายความว่าเอาดวงไปผูกกับใคร แต่หมายถึงการสร้างรูปแผนที่ดวงดาวในเวลาเกิดของเราขึ้นมา) คือแผนผังท้องฟ้า พร้อมด้วยตำแหน่งดาวทั้งหลาย จำเพาะในเวลาที่เราเกิด หรือเวลาที่เราจะใช้ (ขึ้นบ้าน ยกเสาเอก ฯลฯ)

จากนั้นจึงทำนายโดยใช้ “ความสัมพันธ์” ระหว่างดวงดาวเหล่านั้นแหละครับมา ไม่ว่าจะ “เล็ง” “ทับ” ตรีโกณ จตุโกณ เป็นสิบสิบเอ็ด ฯลฯ ซึ่งโหรท่านก็จะมีกฎเกณฑ์ต่างๆ ในการตีความ รวมทั้งคุณสมบัติของดาวเหล่านั้น แล้วจึงออกคำทำนาย

นักพยากรณ์สมัยใหม่ท่านอ้างว่า คำทำนาย คือ “สถิติ” หมายความว่า เมื่อตำแหน่งของดวงดาวเป็นแบบนั้นๆ โบราณก็สังเกตว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วจดจำสืบกันต่อมา จึงเอา “เกณฑ์” ดังกล่าวมาใช้พยากรณ์ได้

เรื่องนี้จะจริงหรือเท็จผมยังไม่แน่ใจนัก แต่ในบรรดาวิชาโบราณทั้งหลาย ทั้งโลกตะวันตกและตะวันออกดูจะสนใจพยากรณ์ศาสตร์หรือโหราศาสตร์มากที่สุด พอๆ กับพวกเรื่องการรักษาพื้นบ้าน

เพราะคล้ายๆ มันมี “ความรู้” อะไรบางอย่างอยู่

โหราศาสตร์มีลักษณะผสมผสานความรู้ “แบบ” วิทยาศาสตร์เอาไว้พอสมควร

ดังนั้น หากเราศึกษาดูจะพบว่า การศึกษาโหราศาสตร์ประกอบด้วยสี่ภาคด้วยกัน คือ ภาคดาราศาสตร์ ภาคคำนวณ ภาคพยากรณ์ และภาคพิธีกรรม
 
สองภาคแรกเป็นความรู้ขั้นพื้นฐานที่สุด ท่านอาจารย์สุนัยบอกผมว่า สมัยก่อนใครจะเรียนวิชาโหรต้องผ่านสองภาคนี้มาก่อนทั้งนั้น ไม่มีอยู่ๆ ก็โดดไปทายกันเลยอย่างสมัยนี้

ภาคดาราศาสตร์คือเรียนเรื่องคุณสมบัติของดาวในแง่มุมต่างๆ การโคจร จักรราศี ฯลฯ คล้ายอย่างวิชาดาราศาสตร์ แต่อาจมีจุดเน้นและการตีความต่างกัน

จากนั้นก็มาสู่ภาคที่ยากที่สุดคือภาคคำนวณ คือการคำนวณการโคจรต่างๆ ของดวงดาว การแบ่งวันและเวลา ฯลฯ ต้องเรียนคัมภีร์อินทภาสบาทจันทร์ ไม่มีเครื่องคิดเลขอย่างสมัยนี้ก็ต้องใช้ลูกคิดช่วย

จากนั้นหัดอ่านปฏิทินโหราศาสตร์และทำดวง “อีแปะ” ขึ้นมาดู

เมื่อเรียนภาคพยากรณ์ทีนี้จะสนุกแหละครับ หัดตีความ ผสมความหมาย การทำนายทายทัก อันนี้ใครสนใจลองอ่านคอลัมน์ของอาจารย์ ศ.ดุสิต ในมติชนสุดสัปดาห์นี่แหละครับ สนุกและน่าติดตามวิธีการทำความเข้าใจการพยากรณ์แบบไทย จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็อ่านเป็นความรู้ได้

ส่วนภาคสุดท้ายนี่แหละครับที่เป็นปัญหามาก คือ “ภาคพิธีกรรม” นักพยากรณ์บางท่านไม่เอาภาคนี้เลย ด้วยเห็นว่าเป็นสิ่งต่อเติมเข้ามาในวิชาโหราศาสตร์ ซึ่งมาจากความเชื่อทางศาสนาบ้าง ความเชื่อพื้นบ้านบ้าง เช่น การทำพิธีสะเดาะเคราะห์ รับส่งเทวดานพเคราะห์ พิธีบูชาดวงดาว ฯลฯ

ท่านว่านักพยากรณ์มีหน้าที่แค่การออกคำพยากรณ์เท่านั้น เหลือจากนี้ไม่ใช่สาระสำคัญของโหราศาสตร์

แต่ดูเหมือนภาคพิธีกรรมจะกลายเป็นภาคที่นิยมที่สุด ทั้งจากฝ่ายคนมาดู เพราะกลุ้มใจไม่รู้จะทำยังไงให้แก้ปัญหาชีวิตได้ง่ายๆ กับฝ่ายคนดูให้ด้วย เพราะมันช่างเป็นวิธีการหาเงินที่สะดวกจริงๆ

ในยุคแห่งความง่าย คนอยากแก้ปัญหาแบบง่ายๆ มาเจอคนรู้ว่าจะช่วยแก้ปัญหาอย่างไรให้ง่ายๆ ก็สบายตัวกันเลยครับ อย่างที่ผมเน้นย้ำเสมอ จะเชื่ออย่างไรเป็นสิทธิของท่าน ผมมีหน้าที่นำเสนอข้อมูลความรู้ ท่านต้องดูแลตัวเอง จึงทำได้แต่บอกว่า

“ขอให้โชคดี”

แต่นั่นแหละครับ ปัญหาของโหราศาสตร์ โดยเฉพาะในระดับรากฐานหรือตัวความคิดนั้น ไม่ได้มีเพียงเฉพาะภาคพิธีกรรม ปัญหาของโหราศาสตร์ในทั้งสี่ภาคเป็นดังนี้ครับ

ในภาคดาราศาสตร์และการคำนวณนั้น ปัญหาหลักๆ อยู่ที่ความถูกต้องของความรู้ครับ เนื่องจากว่าความรู้ทางดาราศาสตร์มีความเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ แต่คนในวงการโหราศาสตร์เองก็ตระหนักเรื่องนี้ จึงมีทั้งคนที่เอาดาราศาสตร์สมัยใหม่เข้ามาผสมกับการพยากรณ์ เช่น ระบบยูเรเนี่ยน หรือระบบอื่นๆ

กระนั้นก็มีผู้เห็นว่าแม้วิชาคำนวณของเราบางครั้งตำแหน่งของดาวไม่ตรงกับตำแหน่งจริงบนฟ้า เช่น เมื่อใช้คัมภีร์สุริยยาตรคำนวณ แต่ก็แม่นยำใช้การได้ดีก็ควรจะใช้ต่อไป เรื่องนี้คนในนั้นคงต้องถกเถียงกันเองครับ แต่แสดงให้เราเห็นว่า ความรู้ทางดาราศาสตร์สำหรับนักพยากรณ์ไม่ใช่ความรู้สำคัญ แต่เป็นแค่ “เครื่องมือ” เพื่อนำไปสู่สิ่งอื่นเท่านั้น

ส่วนภาคพยากรณ์ ท่านอาจารย์สุนัยเคยชี้ให้ผมเห็นว่าปัญหามันก็อยู่ที่ “ความสัมพันธ์” นั่นแหละครับ กล่าวคือ อะไรเป็นสิ่งยืนยันความสัมพันธ์ระหว่าง “ดวงดาว” กับ “เหตุการณ์” ที่เกิดขึ้นในชีวิตหรือบนโลกของเรา เนื่องจากเราไม่สามารถยืนยัน “ความสัมพันธ์” อันนี้ได้อย่างแน่นอนชัดเจนทั้งๆ ที่สิ่งนี้คือหัวใจของการพยากรณ์ โหราศาสตร์จึงเป็นศาสตร์ที่ยังอยู่ในฝั่ง “ความเชื่อ” ต่อไป เพราะความเชื่อมโยงเช่นที่ว่ายังเป็นสิ่งลึกลับ

นอกจากนี้ หากเชื่อว่าทุกสิ่งถูกกำหนดมาแล้วล่วงหน้า ทางปรัชญาเรียกทัศนะแบบนี้ว่า “นิยัตินิยม” (Determinism) ปัญหาก็คือ เราจะทราบได้อย่างไรว่า อะไรที่เราเลือกได้หรืออะไรที่ถูกกำหนดมาแล้ว ชีวิตเราจะมีเจตจำนงเสรีแค่ไหนอย่างไร

แน่นอน นักพยากรณ์เองก็ไม่ได้คิดว่าวิชาโหราศาสตร์เป็นการชี้ร่องรอยของสิ่งที่ถูกกำหนดมาแล้วร้อยเปอร์เซ็นต์ กระนั้นปัญหาที่ตามมาคือตกลงคือมันกี่เปอร์เซ็นต์กันแน่ และอะไรบ้างที่ถูกกำหนด อะไรบ้างที่ไม่ถูกกำหนด

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อนักพยากรณ์และคนดูดวงสังกัดตนเองในศาสนา แนวคิดพื้นฐานของโหราศาสตร์นั้นจะขัดกับศาสนาหรือไม่อย่างไร อันนี้คงได้ไว้วิเคราะห์กันต่อในคราวหน้า

ส่วนภาคพิธีกรรม นอกจากปัญหาข้างต้น ผมคิดว่ามันยังสะท้อนอะไรบางอย่างซึ่งเป็นปัญหาในระบบเอง กล่าวคือ ถ้าเชื่อว่าการพยากรณ์ของตนเป็นสิ่งที่ “แม่นยำ” ไม่ว่าจะกี่เปอร์เซ็นต์ก็ตาม เหตุใดจึงยังคิดว่ามันเปลี่ยนแปลงได้ตามที่เราจะกำหนด

ผมไม่แน่ใจว่าภาวะเช่นนี้ อาจถือเป็น “ข้อขัดแย้งในตัวเอง” (self-contradiction) ได้หรือไม่ คือถ้าเชื่อว่ามันแม่น มันก็ต้องเกิดขึ้น แต่จะทำให้มันไม่เกิดขึ้นก็ได้ ซึ่งแปลว่ามันก็ต้องไม่แม่น? ซึ่งมันแสดงถึงความสับสนบางอย่าง ทำให้นักพยากรณ์บางท่านไม่เอาเรื่องพิธีกรรมนี้เลย

นอกจากนี้ โหราศาสตร์ โดยเฉพาะไทยๆ ยังมีความเกี่ยวข้องกับการเมือง ศาสนา และอะไรต่างๆ มาตลอดประวัติศาสตร์ ไว้จะชวนคุยกันอีกครับ





โหราศาสตร์กับศาสนา
ผู้เขียน : อาจารย์ คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง 
ตีพิมพ์ในหนังสือมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ ๑๔-๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๐

โหราศาสตร์แฝงฝังอยู่ในแทบทุกศาสนา ไม่ว่าจะไทย จีน แขก ฝรั่ง ซึ่งแต่เดิมไม่ใช่ของศาสนาแต่เป็นวิชาการทั้งของชาวบ้านและปราชญ์ที่ศาสนารับไปภายหลัง

แต่ปัญหาของโหราศาสตร์ในระบบมันเองมีสองสามเรื่อง อย่างแรกคือ “ความสัมพันธ์” ระหว่างดวงดาว กับปรากฏการณ์บนโลกของชีวิตแต่ละคน ซึ่งไม่มีอะไรพิสูจน์ได้ว่ามันเกี่ยวข้องกัน

ปัญหาอีกประการคือเรื่องพิธีกรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถ้าแก้ไขชะตาชีวิตได้ก็อาจทำให้ ความ “ไม่แม่น” เกิดขึ้น กลายเป็นขัดแย้งในตัวเอง

อีกปัญหาที่ไม่ได้เกิดขึ้นในระบบ คือความสัมพันธ์ระหว่างโหราศาสตร์กับศาสนา ซึ่งไม่ว่าจะพุทธและพราหมณ์ก็มีการใช้โหราศาสตร์เป็นเครื่องมือทั้งนั้น

แต่นักการศาสนาโดยเฉพาะพุทธศาสนาส่วนใหญ่เห็นว่า วิชาโหราศาสตร์จัดอยู่ในประเภท “เดรัจฉานวิชา” โดยมีคำเฉพาะว่า “แหงนหน้ากิน” คือแหงนหน้าดูดาวและพยากรณ์เพื่อหากินนั่นแล ไม่ใช่สิ่งที่พระภิกษุควรเรียนหรือใช้ ผิดพระธรรมวินัย และเป็นสิ่งที่ทำให้พุทธศาสนาเสื่อมลงเพราะพระหวังอามิส

แต่ในทางกลับกันจะเห็นว่ามีพระภิกษุไทยหลายรูปที่เชี่ยวชาญโหราศาสตร์และใช้ช่วยชาวบ้านตามแต่โอกาส อย่าง สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทยมหาเถร) เป็นต้น

อีกทั้งพุทธศาสนาในฝ่ายเหนือ เช่น พุทธศาสนาแบบทิเบตก็มีการใช้โหราศาสตร์กันอย่างแพร่หลาย ที่สำคัญได้รับการรับรองโดยพระอาจารย์ระดับสูงด้วย

ถ้าจำพุทธประวัติสมัยที่เราเรียนหนังสือกันได้ พุทธบิดาคือพระเจ้าสุทโธทนะเชิญพราหมณ์มาเลี้ยงและทำพิธีตั้งชื่อในวันที่สิบห้าหลังเจ้าชายสิทธัตถะประสูติ (พราหมณ์เรียกพิธีนี้ว่า “นามกรรม” คือการตั้งชื่อเด็กแรกเกิด จัดเป็นหนึ่งใน “สัมสการ” สำคัญ คือพิธีกรรมเปลี่ยนผ่านในแต่ละช่วงชีวิต ปัจจุบันยังทำอยู่)

ในพุทธตำนานเล่าว่าพราหมณ์ทั้งหลายพากันพยากรณ์ว่าเจ้าชายองค์นี้หากไม่เป็นจอมจักรพรรดิราชก็จะเป็นศาสดาเอก มีเพียงอัญญาโกณฑัญญะพราหมณ์เท่านั้นที่ยืนยันว่า ต้องเป็นเอกศาสดาของโลก

ผมไม่แน่ใจว่าตำนานนี้มาจากคัมภีร์ไหน แต่ดูเหมือนว่าจะถูกเน้นย้ำมากๆ ซึ่งแปลกดีที่เริ่มต้นปฐมบทพุทธประวัติด้วยสิ่งที่ “ขัดพระวินัย” เช่น โหราศาสตร์ และที่สำคัญดัน “แม่น” เสียด้วย

ดังนั้น ผมคิดว่าคงเป็นไปได้ที่โหราศาสตร์นั้นไม่ได้ขัดกับพุทธศาสนาโดยตัวมันเอง แต่ขึ้นอยู่กับว่า มันถูกใช้ด้วยท่าทีแบบไหนและเพื่ออะไรมากกว่า เช่นเดียวกับ “ไสยศาสตร์” อื่นๆ ที่เข้ามาอิงแอบกับศาสนา

สมมุติฐานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ (ซึ่งนักวิชาการหลายท่านว่า มันพิสูจน์ไม่ได้นั่นแล) ระหว่างดวงดาวกับชีวิตคนในทางโหราศาสตร์ ผมเข้าใจว่ามีอยู่สองลักษณะ ซึ่งมาจากฐานคิดทางศาสนาสองแบบ

แบบแรก คือความคิดที่ว่า การเคลื่อนที่ของดวงดาวและความสัมพันธ์ของมันมี “พลัง” หรืออิทธิพลต่อสิ่งอื่นๆ บนโลก พูดง่ายๆ คือ พลังของดวงดาวนั่นเองที่ส่งผลต่อชีวิตเราแต่ละคน

ลักษณะคำอธิบายเช่นนี้ให้ความสำคัญต่อ “อิทธิพลภายนอก” มาก ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของศาสนาโบราณ หรือศาสนาประเภทเทวนิยม เช่น พราหมณ์-ฮินดู โดยตระหนักว่ามนุษย์นั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติอันกว้างใหญ่ไพศาล จึงไม่แปลกที่โลกธรรมชาติจะส่งผลถึงพฤติกรรม อารมณ์ จิตใจ ร่างกาย และความเป็นไปของมนุษย์ เฉกเช่นเดียวกับการขึ้นลงของน้ำซึ่งเป็นพลังงานของดวงจันทร์ หรือแสงแดดอันแผดเผาของดวงอาทิตย์

ดวงดาวทั้งหมดจึงสามารถที่จะส่งอิทธิพลได้ กระนั้นปัญหาของคำอธิบายแบบนี้คือ เราจะทราบได้อย่างไรว่าอิทธิพลที่ว่ามีอะไรบ้าง มากน้อยเพียงไร สัมพันธ์กันจริงหรือไม่ และที่สำคัญในทางโหราศาสตร์พลังงานของดวงดาวไม่ได้มีเซนส์แบบ “อิทธิพล” แต่เป็นลักษณะของการ “บงการ” หรือให้ผลในอนาคตมากกว่า

แม้เมื่อศาสนาฮินดูเริ่มพัฒนาแนวคิดเรื่องกรรมแล้ว คำอธิบายเหล่านี้ก็ดูจะไม่ได้ชัดเจนขึ้นมากนัก อีกทั้งกลับมีการสร้างเทวตำนานเกี่ยวกับดวงดาวเพื่ออธิบายหลักโหราศาสตร์อีกชั้น

และทำให้พิธีการบูชาดวงดาว การสะเดาะเคราะห์ แพร่หลายมากขึ้น
 
ผมไปท่องเที่ยวในอินเดียมาหลายปี สิ่งที่เปลี่ยนไปคือในเทวสถานเก่าๆ เดิมๆ เขาเริ่มจะรับเอาพิธีบูชาเทวดานพเคราะห์จากที่อื่นๆ มาเพิ่มไว้ ซึ่งแค่เมื่อห้าหกปีที่แล้วผมจำได้ว่ายังไม่มี เช่น การเอาน้ำมันไปรดเทวรูปพระเสาร์ และผมก็เห็นการโปรโมทพิธีกรรมและเทวสถานใหม่ๆ ของเทพนพเคราะห์โดยโหรทางโทรทัศน์ในอินเดียมากขึ้นทุกที

ไม่ต่างกับสถานการณ์ในบ้านเราแต่ประการใดเลยครับ เพราะผมเกิดก่อนมีการประดิษฐ์พิธี “ถวายของดำแปดอย่าง” และก่อน “ราหู” จะดังในหมู่คนไทยมากขนาดนี้เล็กน้อย ซึ่งกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วในยุคนี้

ความคิดแบบที่สองเป็นการคิดชนิดกลับหัวกลับหางเลยครับ คือความคิดว่าที่แท้แล้ววิชาโหราศาสตร์ไม่ได้อยู่บนฐานที่เชื่อว่าดวงดาวส่งอิทธิพลต่อเรา แต่ที่จริงความสัมพันธ์ของดวงดาวคือ “ร่องรอยกรรม” ที่สะท้อนออกมาบนท้องฟ้าในวันที่เราเกิดนั่นเอง

กล่าวแบบง่ายคือ “บุพกรรม” หรือกรรมเก่าของเรานั่นแหละที่ไปทำให้ ดวงดาวเหล่านั้นมันโคจรและอยู่ในตำแหน่งนั้น

งานของโหรจึงเหมือนงานนักสืบ คือไปล้วงแคะแกะเกา ตีความเจ้าร่องรอยกรรมเก่าที่อาจส่งต่อชีวิตในปัจจุบันชาตินี้และอนาคตได้

ดังนั้น ทั้งหมดไม่มีอะไรนอกจากเรื่องกรรม แต่แม้จะฟังดูเข้ากับแนวคิดทางพุทธศาสนามากๆ คือไม่มี “อิทธิพลภายนอก” มาบงการชีวิตของใคร ไม่ว่าดาวหรือเทพ แต่เป็นเพียงวิบากหรือผลกรรมของเราเท่านั้นเอง แต่ก็มีจุดที่น่าสงสัยอยู่

อย่างแรก ปัญหายังคงอยู่ที่เจ้าความสัมพันธ์อีกเช่นกัน ยังคงไม่มีอะไรพิสูจน์ว่า เหตุใดดวงดาวจึงสัมพันธ์กับกรรมของเราในลักษณะที่กรรมไปบงการดวงดาว และการถือว่ากรรมเก่ามีอิทธิพลต่อชีวิตในชาตินี้ล้วนๆ ก็ดูจะขัดหลักพุทธศาสนา

หากบอกว่าไม่ได้บงการร้อยเปอร์เซ็นต์ก็จะวนกลับไปสู่ปัญหาเดิมที่ว่า จะรู้ได้ไงว่ามีอิทธิพลมากน้อยแค่ไหนอย่างไร

ยิ่งส่วนของพิธีกรรมอีก ในเมื่อมันเป็นเรื่องกรรมแล้วจะขจัดปัดเป่าอย่างไรได้ บางท่านก็ว่า พิธีกรรมทางโหราศาสตร์เมื่อเข้ามาสู่ร่มพุทธศาสนาจึงเปลี่ยนจากการบูชาดวงดาวโดยตรงเป็นการอ้างพุทธานุภาพเพื่อขจัดปัดเป่าแทน

แต่ผมไม่แน่ใจนักว่าพุทธานุภาพที่กล่าวถึงนี้คืออะไร และขจัดปัดเป่า “ผลกรรม” ได้จริงหรือไม่ อย่างไร หรือจะมีคำอธิบายอย่างอื่นที่สมเหตุสมผลกว่า เช่น หากเคราะห์ร้ายไม่ใช่ผลกรรม แต่เป็น “สิ่งภายนอก” พุทธานุภาพจะขจัดปัดเป่าได้อย่างสมเหตุสมผลกว่าหรือไม่

แต่แม้จะมีข้อบกพร่องมากน้อยเพียงใด กระนั้นเรื่องนี้ก็สะท้อนให้เห็นว่า โหราศาสตร์ก็อาจไม่ขัดกับหลักศาสนาไปเสียทั้งหมด ผมจึงบอกแต่ต้นว่า เครื่องมือเหล่านี้ถูกใช้โดยท่าทีและวิธีการตีความแบบไหน เพราะพุทธศาสนานั้นมีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งคือ เข้าไปสู่ดินแดนไหนก็พยายามเข้ากับวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่นนั้น

พุทธมหายานแบบจีนจึงมีพิธีบูชาดวงดาว ซึ่งชาวเต๋าเขาบูชากันอยู่แล้วก่อนพุทธจะเข้าไปในจีน ครั้นเข้าไปก็ไม่ไปทำลายศรัทธาชาวบ้าน แต่อธิบายเสียใหม่ว่า ดวงดาวเหล่านั้นคือพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ต่างๆ ชาวพุทธจะกราบไหว้โดยตระหนักข้อนี้ก็ไม่เสียหายอันใด

แม้แต่ไหว้พระจันทร์ เขาก็อธิบายใหม่ว่า พระจันทร์นั้นเป็นพระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง พระสงฆ์จนจึงจัดไหว้พระจันทร์ไปพร้อมกับชาวบ้านด้วยได้

บางท่านว่า สิ่งเหล่านี้มักเกิดเพราะพุทธศาสนาหรือศาสนาใหม่พยายามจะแข่งขันกับศาสนาที่มีอยู่เดิมในท้องถิ่นนั้นๆ ผมก็เห็นว่ามีเหตุนี้ก็มีส่วน แต่ก็อยากมองในแง่ดีด้วยว่า พุทธศาสนานั้นมีหลัก “อุปายะ” คืออะไรที่พอจะใช้เป็นเครื่องมือไปสู่เป้าหมายก็ย่อมใช้ได้ ขอแค่ไม่เสียท่าทีและเป้าหมาย

ที่จริง หลักโหราศาสตร์มีอะไรบางอย่างที่น่าจะช่วยสะท้อนหลักการศาสนาได้ คือโหรรุ่นเก่าๆ ท่านเน้นว่า เวลาเราดูดวง ทั้งดูให้คนอื่นหรือเป็นคนถูกดู เราจะเห็นว่า ชีวิตมันเดี๋ยวก็มีดี สักพักก็จะร้าย ครั้นร้ายแล้วก็ดีอีก เป็นเช่นนี้ไปชั่วชีวิต ไม่มีดีตลอดหรือร้ายตลอดไป

ใครระลึกโลกธรรมนี้ได้ นี่แหละหลักพระอนิจจตา

หรือความไม่เที่ยงอันเป็นบรมธรรม

13  สุขใจในธรรม / เกร็ดศาสนา / Re: ผี-พราหมณ์-พุทธ เมื่อ: 04 ธันวาคม 2560 13:14:36


“พิธีอารตี” คืออะไร ต้นแบบเวียนเทียนสมโภชใช่ไหม?
ผู้เขียน : อาจารย์ คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง  
ตีพิมพ์ในหนังสือมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ ๑๙-๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๐

ใครไปวัดฮินดูเช้าตรู่และย่ำค่ำ จะเห็นพราหมณ์ท่านถือคันประทีปดวงไฟหลายดวงแกว่งๆ วนๆ หน้าเทวรูป ทำเช่นนี้ทุกวัน

นานเข้าคนไทยเริ่มทำพิธีแบบฮินดูที่บ้านเรือนหรือตำหนักทรง ก็เอาพิธีเช่นนี้ไปทำบ้าง รู้จักกันในชื่อ “อารตี” หรือบางคนก็เรียกว่า บูชาไฟ

ที่จริงคำว่าบูชาไฟ ในวงการศาสนาใช้หมายถึงพิธี “โหมะ” คือพิธีบูชายัญโดยการใส่อาหารและเนยลงในกองไฟ (กูณฑ์) สำหรับบวงสรวงให้เทพเจ้า

เป็นคนละพิธีกันกับอารตีครับ
 
พิธีอารตีนั้น เรียกตามศัพท์สันสกฤตว่า อารติกยมฺ หรือ นีราชนมฺ ซึ่งหมายถึงการเวียนประทีป

คันประทีปหรือตะเกียงสำหรับทำพิธีอารตีนั้น ทำเป็นภาชนะเหมือนตะเกียงมีด้ามจับถือ อีกด้านมีหลุมสำหรับใส่สำลีชุบน้ำมันเนยหรือก้อนการบูนจุดไฟ มีตั้งแต่หลุมเดียวไปจนถึงหลายสิบหลุม

แบบง่ายที่สุดคือใช้ถาดโลหะ แล้วจุดประทีปหรือการบูนในนั้น หรือแม้แต่ใช้แป้งสาลีปั้นเป็นถ้วยขนาดเล็กทำเป็นหลุมใส่สำลีชุบน้ำมันเนยก็ใช้ได้

ผมเคยไปวัดหนึ่งในอินเดีย ชื่อวัดสิทธิวินายกมหาคณปติที่เมืองกัลยาณ ในรัฐมหาราษฎร์ พราหมณ์ท่านว่า ที่นี่อารตีใช้ผ้าพันไม้จุดไฟอย่างคบเพลิงโบราณ

ส่วนพราหมณ์สยามท่านไม่ได้ใช้น้ำมันเนยหรือการบูนอย่างอินเดีย แต่ใช้เทียนขี้ผึ้งแทน จะด้วยเพราะน้ำมันเนยมิใช่ของหาง่ายในสมัยโบราณ หรือเพราะไม่นิยมก็ตามแต่ และเรียกคันประทีปนั้นว่า “คันชีพ”

พิธีอารตีนี้พราหมณ์สยามท่านเรียก “แกว่งคันชีพ” ตรงๆ เลยครับ

ส่วนวิธีการอารตี หากเป็นแบบตะเกียง ผู้บูชาจะถือด้วยมือขวา มือซ้ายถือกระดิ่ง จากนั้นวนตะเกียงอารตีตามเข็มนาฬิกา เริ่มจากพระบาทของเทวรูป ขึ้นไปที่พระนาภี และพระพักตร์ตลอดจนพระวรกาย มือซ้ายก็สั่นกระดิ่งไปด้วย จนกว่าจะสวดมนต์หรือประโคมจบ

หากเป็นแบบถาดก็ถือถาดด้วยมือทั้งสอง เวียนตามเข็มนาฬิกาเบื้องหน้าเทวรูป




การอารตีนั้นมีสองแบบ คือแบบที่กระทำในช่วงสนธยา เรียกว่าสันธยารตี มีในช่วงรุ่งเช้าและช่วงโพล้เพล้ ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านเวลาของวัน (กลางคืนเปลี่ยนเป็นกลางวัน กลางวันเป็นกลางคืน) ในแบบนี้มักถือว่าเป็นการบูชาประจำวันของเทวสถานไปด้วย

ดังนั้น อารตีแบบนี้มักมีเครื่องบูชาอื่นๆ ประกอบ เช่น เครื่องสรงน้ำ ดอกไม้ ธูป ฯลฯ ผสมกับการเวียนประทีป ระบบที่การรวมการบูชาเข้ากับพิธีอารตีนี้ เข้าใจว่าพราหมณ์พังคละในฝ่ายเคาฑิยะเป็นพวกแรกที่ทำและแพร่ไปยังพราหมณ์ฝ่ายอื่นๆ

อารตีสนธยาจะต้องมีการประโคม ทำนองเดียวกับย่ำยาม โดยมีเครื่องกระทบโลหะ เช่น กระดิ่ง ระฆัง กังสดาล และกลองประจำเทวสถาน หรือหากเป็นเทวสถานที่สำคัญก็มักมีวงประโคมพวกปี่กลองด้วย

ในอินเดียภาคเหนือ ปราชญ์และพราหมณ์หลายท่านเห็นว่า อารตีเป็นเวลาที่ศาสนิกชุมนุมกันมากที่สุด จึงแต่งบทกวีสรรเสริญพระเป็นเจ้าสำหรับขับร้องประกอบในเวลาอารตีด้วย ซึ่งมีมากมายหลากหลายเพลง เพื่อเพิ่มบรรยากาศความงดงามและส่งเสริมความภักดี กลายเป็นธรรมเนียมใหม่ที่นิยมโดยทั่วไป

ส่วนอารตีอีกแบบนั้น ไม่จำเป็นจะต้องทำตามเวลา เป็นพิธีที่ทำตามวาระโอกาสต่างๆ เช่น พระเป็นเจ้าออกแห่ หรือทำเมื่อเสร็จสิ้นพิธีกรรมต่างๆ

บางท่านว่า พิธีนี้จะทำในขั้นตอนสุดท้ายของพิธีบูชาเทพเจ้า แต่ที่จริงแล้วไม่ถึงกับสุดท้าย เพราะหลังอารตียังมีขั้นตอนอื่นๆ อีกเล็กน้อย เช่น การกระพุ่มมือบูชาด้วยดอกไม้ (มนตรปุษปาญชลิ) หรือขอสมาลาโทษ

ที่จริงนอกจากเทวรูปแล้ว การอารตียังกระทำต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ เช่น คัมภีร์ ตำรา หรือแม้แต่บุคคลและสถานที่ก็ได้ เช่น ต่อครูบาอาจารย์ เจ้าบ่าว ผู้ใหญ่ หรือแม่น้ำคงคา พระอาทิตย์ ภูเขา ฯลฯ
 
ดังใครไปอินเดีย ก็มักต้องไปชมพิธีอารตีแม่น้ำคงคา ไม่ว่าจะที่พาราณสีหรือหริทวารซึ่งมีชื่อเสียงมาก ซึ่งฮินดูเขากระทำบูชาต่อแม่น้ำโดยตรง ไม่ต้องผ่านสัญลักษณ์แทนเช่นเทวรูป

เพราะตัวแม่น้ำคงคาเองนั่นแหละคือเทพีที่ปรากฏเบื้องหน้า ไม่จำเป็นต้องใช้อะไรแทน

เหตุใดถึงต้องทำพิธีนี้ ท่านอาจารย์ลลิต โมหัน วยาส ครูของผมกรุณาอธิบายไว้ว่า ที่จริงเป็นความจำเป็นมาสู่พิธีกรรม คือแต่เดิมเทวรูปถูกสร้างอยู่ในปราสาทหิน หรือไม่ก็ถ้ำตามธรรมชาติที่ถูกเปลี่ยนเป็นเทวสถาน

และโดยหลักอาคมในการสร้างเทวสถาน ภายในห้องประดิษฐานเทวรูปที่เรียกว่าครรภคฤหะนั้น จะต้องมีทางเข้าออกทางเดียว และไม่มีช่องแสงหรือหน้าต่าง จึงมืดมาก มองอะไรแทบไม่เห็น

ครั้นศาสนิกชนไปสักการะ ซึ่งโดยหลักฮินดู บุญกิริยาง่ายๆ คือการได้ไป มองดู (ภาษาสันสกฤตว่า ทรฺศนมฺ หรือ ทรรศนะ) สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นบุญแก่ตาเนื้อตาใจ

พราหมณ์ผู้ดูแลจึงจุดไฟขึ้นด้วยตะเกียงที่มีดวงไฟหลายดวงหรือใช้ไฟจากการบูนซึ่งให้ไฟสว่างและมีกลิ่นหอม ส่องให้ดูตั้งแต่พระบาทไปจนทั่วพระวรกายของเทวรูป ผู้คนจะได้ชื่นชมยินดี

ท่านว่าเริ่มต้นอย่างนี้แล และเมื่อกระทำบูชาประจำวันอันประกอบด้วยการสรงน้ำและตกแต่งประดับประดาพระวรกายของเทวรูปแล้ว จึงเปิดม่านออกและอารตีด้วย ให้คนเข้าเฝ้าได้เห็นความงามอลังการที่ตกแต่งแล้ว เฉกเช่นเดียวกับพระราชาธิราชเสด็จออกเหมือนกับในพระราชพิธีของเรานั่นเอง

นอกจากความหมายตรงๆ ง่ายๆ ข้างต้น มีคำอธิบายหนึ่งว่า การอารตีหรือเวียนประทีปนั้น ยังเป็นการขจัดเสนียดจัญไรอวมงคลต่างๆ ด้วย ซึ่งท่านพระยาอนุมานราชธนเขียนไว้ในภาคผนวกของหนังสือนิทานเบงคอลีที่ท่านแปล

ผมพินิจดูก็จริงดังท่านว่า ตัวอย่างเช่น เวลาเอาพระเทวรูปออกแห่แล้ว จะนำกลับเข้าเทวสถานก็ต้องทำพิธีอารตีก่อน นัยว่าขจัด “ตาร้อน” ของคนที่มาดูท่านด้วยอกุศลจิต

นอกจากน้ำ ในทัศนะฮินดูไฟก็เป็นเครื่องชำระได้ เพราะไฟผลาญทุกสิ่งให้เป็นจุณ เป็นภัสมธุลีไม่เหลือความสกปรกอะไรทั้งหมด โลกจึงประลัยด้วยไฟไม่ใช่น้ำ

การอารตีเวลาออกแห่ นอกจากจะใช้ตะเกียงตามปกติ เขายังใช้มะพร้าว คือจุดไฟวางบนมะพร้าวแล้วก็ทุบมะพร้าวนั้น เพื่อสื่อว่าได้ชำระล้างและทำลายสิ่งไม่ดีไปหมดแล้ว

เมื่ออารตีเสร็จ ไฟนั้นเขานับถือว่าศักดิ์สิทธิ์เพราะได้ผ่านพระเป็นเจ้ามา ก็ให้วักลูบหน้าลูบตาเป็นสวัสดิมงคลขจัดความมืด ทำนองอย่างโบกควันเทียนของเราในเวียนเทียนสมโภช

โดยสรุปคือ อารตีของแขกนั้น เป็นทั้งการแสดงให้คนเห็นพระเป็นเจ้า เป็นการบูชาและไล่วิฆนจัญไรผสมๆ กัน ใช้ไปใช้มาจนไม่ได้คิดถึงความหมายใดเป็นพิเศษ

เบิกแว่นเวียนเทียนในพิธีพราหมณ์อย่างไทยก็ได้รับอิทธิพลของแขกมานั่นแหละครับ มันเห็นกันชัดอยู่ ทั้งแกว่งแว่นเวียนเทียนโบกควันใส่สิ่งที่เราสมโภช ผิดกันที่แขกไม่ได้เอาประทีปไปเวียนรอบๆ สิ่งเคารพอย่างเรา

ส่วนที่ต่าง ตรงที่เราส่งแว่นเวียนเทียนกันไปรอบๆ วง ผมคิดว่า ก็เพราะเรามีวัฒนธรรม “ล้อมวง” (ซึ่งแขกไม่มีนะครับ กินข้าวกันก็นั่งเรียงตามยาว เน้นระเบียบแนวแถวตามอาวุโส) ซึ่งมาจากศาสนาพื้นบ้าน คือธรรมเนียมทำขวัญนั่นแหละ ญาติพี่น้องมาล้อมกัน ครั้นรับบางส่วนของพราหมณ์มาใช้ ก็ยังคงใช้วิธีล้อมวงทำพิธีเหมือนอย่างเดิม

ส่วนการ “เวียนเทียน” ในความหมายอย่างที่เราทำในวันสำคัญทางพุทธศาสนา แขกเรียก “ประทักษิณา” คือเดินเวียนขวารอบสิ่งเคารพ ผิดกับเราตรงที่เขาไม่ต้องถือดอกไม้ธูปเทียนเครื่องบูชา และเขาถือเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งไม่เกี่ยวกับการอารตี

จะได้ไม่สับสนครับ





นิกายของพราหมณ์
ผู้เขียน : อาจารย์ คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง  
ตีพิมพ์ในหนังสือมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ ๙-๑๕ มิถุนายน ๒๕๖๐

“นิกาย” ในศาสนาพราหมณ์ ฮินดู ใช้คำภาษาสันสกฤตว่า “สัมปรทายะ” โดยพยัญชนะแปลว่า “ประเพณี หรือการใช้” (Tradition, usage) ซึ่งในวัฒนธรรมอินเดียมีความหมายตรงตามนั้น คือคำสอนและการปฏิบัติเป็นประเพณีที่สืบๆ กันมา หรือเรียกว่าวงศ์ก็ได้

ความแตกต่างระหว่างนิกายของฮินดู เอาเข้าจริงๆ แล้ว จึงอาจไม่ได้แตกต่างกันในแง่ความเชื่อ คำสอนหรือวิถีปฏิบัติมากนัก เป็นแต่มีครูอาจารย์ผู้สืบทอดมาต่างกัน หรือตีความอะไรที่ต่างกันเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง จะมีที่ต่างกันบ้างก็ไม่มาก

ศาสนาในกลุ่มอินเดียมักเป็นเช่นนี้ ต่างกับศาสนาเทวนิยมแบบอับราฮัม คือ ยูดาย คริสต์และอิสลาม ที่ความเชื่อเป็นแกนกลางของศาสนา และเป็นตัวแบ่งศาสนิกของแต่ละนิกาย

ชาวบ้านที่นับถือฮินดู ถ้าไม่ได้อยู่ในชุมชนทางศาสนาที่เข้มข้น (คือบางนิกายเป็นนิกายที่ผูกพันอยู่กับท้องถิ่นโดยเฉพาะ) ก็มักจะถือว่าตนนับถือศาสนาฮินดูไม่ได้แยกนิกายอะไร

ทั้งนี้ เราอาจต้องแบ่งนิกาย (โดยทางการ) ในศาสนาพราหมณ์ ออกเป็นสองลักษณะ อย่างแรก คือนิกายของศาสนิก อย่างที่สองคือนิกายของนักบวช (สันยาสี)

นิกายของศาสนิกชนทั่วๆ ไปมีไม่มากนัก แต่นิกายของนักบวชนั้นมีมากและแบ่งย่อยออกไปมากมายหลากหลาย ภายในตัวนิกายใหญ่อีกชั้นหนึ่ง

อันนี้แหละที่สะท้อนความเป็น “ประเพณี” ในความหมายของนิกายตามแบบอินเดีย ครูต้นประเพณีมีเยอะ นิกายก็มีมากตาม

หากถือตามแบบเรียนวิชาศาสนาที่เราเรียนๆ กัน (ซึ่งที่จริงไม่ได้อัพเดตข้อมูลความรู้เลย) มักกล่าวว่าศาสนาฮินดูมีสามนิกาย ไศวะคือนับถือพระศิวะ ไวษณวะนับถือพระวิษณุ และศากตะ นับถือศักติหรือเทวีเป็นใหญ่

แต่ที่จริงมีมากกว่านั้น

ที่ว่านับถือองค์ใดเป็นใหญ่นั้น มิได้แปลว่าไม่ได้นับถือเทพเจ้าพระองค์อื่นๆ นะครับ เพียงแต่โดยเทววิทยาของนิกายนั้นๆ ย่อมถือว่าพระเป็นเจ้าที่ตนนับถือเป็นพระเจ้าสูงสุด

เทพอื่นอาจดำรงอยู่ในฐานะบริวารบ้าง หรือเป็นภาคส่วนหนึ่งของพระองค์บ้าง

เช่น ไวษณวนิกายที่นับถือพระวิษณุนั้น ก็ถือว่าพระวิษณุเป็นพระเจ้าสูงสุด พระศิวะ พระคเณศ ฯลฯ ล้วนแต่เป็นบริวาร และนับถือน้อยไปกว่าพระอวตารต่างๆ เช่น พระรามหรือพระกฤษณะเสียอีก เพราะถือว่าอวตารเหล่านี้เป็นภาคแท้ของพระเจ้า ผิดกับเทพอื่นๆ

ไวษณวนิกาย (เขียน “ไวษณพ” ก็ได้ เพราะ ว มักเปลี่ยนเป็น พ ในภาษาไทย ซึ่งมีฐานเสียงเดียวกัน) เช่นที่ว่านี้ ยังแบ่งย่อยออกไปอีกมาก นับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่สิบเอ็ดซึ่งรามานุชาจารย์ ปฐมาจารย์ก่อตั้งไวษณวนิกายอย่างมั่นคง จากนั้นไวษณวนิกายก็แยกไปตามคำสอนของอาจารย์ต่างๆ ในรุ่นหลัง ไม่ว่าจะเป็น วัลลภาจารย์ นิมพารกาจารย์ ไจตันยาจารย์ ฯลฯ

นิกายเหล่านี้มีความแตกต่างกันนิดๆ หน่อยๆ ในเชิงปรัชญา เช่น ในไวษณวนิกายของรามานุชะ แบ่งนิกายย่อยออกเป็น เตงคไลกับวัทคไล สองนิกายนี้ต่างกันโดยหลักใหญ่คือ ฝ่ายหนึ่งถือว่าพระเจ้าย่อมพาสาวกไปสู่โมกษะตามน้ำพระทัยโดยไม่เกี่ยวกับการประพฤติของสาวก อีกฝ่ายว่าสาวกเองก็จะต้องปฏิบัติในสมควรด้วย เป็นต้น และใช้สัญลักษณ์ต่างกัน ฝ่ายนึงเขียนตัววีสีขาวที่หน้าผาก เส้นกลางสีเหลือง อีกฝ่ายสีแดง เป็นต้น

ความแตกต่างเช่นที่ว่า มักเป็นเรื่องของนักบวชและพราหมณ์หรือคนวรรณะสูงๆ ชาวบ้านก็ไม่ได้ซีเรียสขนาดนั้น ที่จริงจะว่าชาวบ้านไม่ได้สนใจนิกายก็ไม่เชิงครับ อย่างที่ผมบอกไว้แล้วว่า บางนิกายก็เกี่ยวพันกับพื้นที่หรือชุมชน คือเป็นเรื่องประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่นด้วย อย่างในพฤนทาวันใครๆ ก็นับถือพระกฤษณะ เพราะถือเป็นดินแดนของพระองค์

บางนิกายก็เป็นเรื่องของคนชั้นล่างโดยเฉพาะ เช่น นิกายวรการีในแคว้นมหาราษฏร์ นิกายนี้เป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมไปด้วยในตัว คือเน้นการยกเลิกชนชั้นวรรณะ และเน้นความรักในหมู่เพื่อนมนุษย์

นอกจากสามนิกายใหญ่เพราะมีศาสนิกมาก คือ ไวษณวนิกาย ไศวนิกาย ศากตะนิกาย ยังมีนิกายย่อยอื่นที่สำคัญ คือ คาณปตยนิกาย ซึ่งถือเอาพระคณปติหรือพระคเณศเป็นใหญ่ มีศูนย์กลางที่แคว้นมหาราษฏร์ เริ่มขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่สิบสี่ นิกายเกามาระ นับถือกุมารหรือพระขันทกุมาร และนิกายเสาระ ซึ่งนับถือพระอาทิตย์

ที่ผมบอกว่าข้อมูลเรื่องศาสนาไม่อัพเดตนั้น เพราะที่จริง นอกจากสามนิกายใหญ่ ยังมีนิกายที่สำคัญมากอีกนิกายหนึ่ง และอาจจะมีอิทธิพลต่อศาสนิกทั่วไปมากที่สุด นั่นคือนิกาย “สมารตะ”

“สมารตะ” มาจากคำ “สมฤติ” แปลว่า ทรงจำ จำได้ หมายถึงคัมภีร์ชั้นสองของศาสนาฮินดู เช่น พวกปุราณะและตำราศาสตร์ต่างๆ ส่วนคัมภีร์ชั้นแรกเรียกว่า ศรุติ แปลว่าได้ยินได้ฟังซึ่งหมายถึงพระเวทเท่านั้น เพราะถือว่าฤๅษีสมัยโบราณได้ยินได้ฟังจากพระเจ้าโดยตรง

นิกายสมารตะ โดยนามจึงหมายถึงนิกายที่ยอมรับทั้งคัมภีร์ขั้นศรุติและสมฤติ นิกายนี้เริ่มต้นขึ้นโดยอาทิศังกราจารย์ นักปรัชญาคนสำคัญชาวเกรละซึ่งมีชีวิตในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ห้าถึงเจ็ดโดยประมาณ

ที่จริงว่าท่านตั้งนิกายก็ไม่เชิงครับ แต่หลักปรัชญาของท่านกลายเป็นหลักสำคัญของนิกายนี้ หลักของศังกราจารย์เรียกว่า “อไทฺวตเวทานตะ” หรือคำสอนที่ไม่เป็นทวิภาวะ

สรุปแบบย่อที่สุด หลักนี้ถือว่า ความจริงหรือสัจธรรมนั้นมีหนึ่งเดียวเรียกว่า “พรหมัน” ซึ่งมีสภาวะนามธรรม พ้นจากการพูดหรือคิดถึงได้ อาตมันย่อยๆ ก็มิได้มีอยู่จริง แต่เป็นหนึ่งเดียวกับพรหมัน(ผิดกับที่เคยสอนๆ กันว่า พราหมณ์สอนว่า อาตมันดุจสะเก็ดไฟออกมาจากกองไฟคือปรมาตมันอะไรงี้) โลกนี้คือสภาพมายามิได้มีอยู่จริง

ทีนี้โดยหลักของอไทฺวตะ ในเมื่อทุกสิ่งเป็นมายาแล้ว แม้แต่เทพเจ้าต่างๆ ก็เช่นกัน ย่อมมีเนื้อแท้เบื้องหลังเป็นสิ่งเดียวกัน คือพรหมันนี่เอง เทพเจ้าทั้งหลายจึงต่างกันในเบื้องหน้าเท่านั้น ข้างหลังไม่ต่าง

พรหมันมีสองด้าน ด้านหนึ่งเป็นสัจภาวะสูงสุดที่ปราศจากคุณสมบัติที่จะพูดถึงได้ทุกประการ (นิรคุณพรหมัน) อีกด้านคือพรหมันที่ปรากฏด้วยอำนาจมายาเป็นพระเจ้าสูงสุดที่มีคุณสมบัติต่างๆ (สคุณพรหมัน) แล้วปรากฏเป็นเทพทั้งปวงนี่เอง

ความคิดนี้เป็นความคิดทางศาสนาที่น่าจะมีอิทธิพลมากที่สุดในหมู่ศาสนิกพราหมณ์ฮินดู และเป็นความคิดที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ซึ่งที่จริงแล้วเป็นความคิดของนิกายสมารตะนี่เอง มิใช่ของนิกายอื่นๆ

ดังนั้น ในเทวสถานและบ้านเรือนของชาวสมารตะเขาจึงไม่ประดิษฐานเทวรูปเทพเจ้าองค์เดียวโดดๆ แต่จะบูชาห้าองค์ เรียกว่าการบูชาแบบ “ปัญจายตนเทวตา” ครับ

การบูชาเทพแบบปัญจายตนเทวตานี่ เป็นเอกลักษณ์ของนิกายสมารตะโดยเฉพาะ ห้าองค์นี้ประกอบด้วย พระคเณศ พระเทวี (หมายถึงพระเทวีรวมๆ) พระวิษณุ พระศิวะ และพระสุริยเทพ (บางทีก็เป็นพระขันทกุมารหรือพระพรหมา)

เมื่อจะบูชาการจัดวางจะให้เทวดาที่ศาสนิกนับถือเป็นพิเศษอยู่ตรงกลาง องค์อื่นๆ อยู่รอบๆ ตามทิศที่กำหนด เทพตรงกลางนี้เปลี่ยนแปลงได้ตามความศรัทธา พระศิวะอยู่ตรงกลางเรียก ศิวปัญจายตนะ พระวิษณุอยู่กลางเรียก วิษณุปัญจายตนะ เป็นต้น

ดังนั้น ระบบการบูชาปัญจายตนะนี้ จริงๆ คือความพยายามจะรวมเอานิกายต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันของท่านศังกราจารย์นี่เอง และนอกจากนี้ ยังถือว่าบูชาทั้งห้าองค์ก็เท่ากับบูชาเทวดาทั้งหมดของฮินดูแล้วนั่นเอง เพราะทั้งห้าสะท้อนนิกายสำคัญทั้งห้า ธาตุทั้งห้าและสรรพสิ่งทั้งหมดของจักรวาล

เทวสถานของชาวอินเดียในเมืองไทยทั้งวัดวิษณุ ฮินดูธรรมสภา ที่ยานนาวา และวัดเทพมณเฑียร สมาคมฮินดูสมาช เสาชิงช้าก็ล้วนเป็นวัดของนิกายสมารตะครับ ไม่ใช่วัดของนิกายพระวิษณุอย่างที่เคยมีข้อมูลออกมา เพราะแม้พระวิษณุจะอยู่ตรงกลางแท่นประดิษฐานเทพเจ้า แต่ก็จะเห็นว่ามีเทพเจ้าอื่นๆ อยู่ในแท่นเดียวกันด้วย

ที่สำคัญ เราจะเห็นการประดิษฐานแบบปัญจายตนเทวตาตามแบบแผนที่กำหนด ที่เทวสถานย่อยๆ เช่น ซุ้มพระศิวลึงค์และพระสรัสวตีที่เทพมณเฑียร โดยเขาเอาพระศิวลึงค์และพระสรัสวตีไว้ตรงกลาง อีกสี่องค์อยู่โดยรอบ

และคำสอนส่วนมากก็อิงตามหลักของท่านศังกราจารย์

นิกายสมารตะสำคัญถึงปานนี้ แบบเรียนและข้อมูลความรู้ทั้งหลายควรปรับปรุงเสียที






ปรากฏการณ์ “องค์น้อง” เทพเจ้าฮินดูปางเบบี๋ กับคติการสร้างเทวรูปของอินเดีย
ผู้เขียน : อาจารย์ คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง  
ตีพิมพ์ในหนังสือมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ ๑๖-๒๒ มิถุนายน ๒๕๖๐

ไม่นานนี้ผมเพิ่งได้ยินคำแปลกๆ ที่เริ่มพูดถึงกันมากขึ้นในแวดวงคนที่สนใจเรื่องเทวรูปอย่างคำว่า “องค์น้อง”

ครั้งแรกที่ได้ยินก็คิดว่ามียี่เกที่ไหน เรียกกันเจ้าพี่เจ้าน้อง ที่ไหนได้เขาเอาไว้เรียกเทวรูปพระพิฆเนศวร์ที่ออกแบบมาให้ดูเป็นเด็กน้อยทั้งร่างกายและอิริยาบถ แต่งองค์ทรงเครื่องระยิบระยับราวกับหางเครื่องก็มิปาน

นอกจากเทวรูปพระพิฆเนศวร์แล้ว “องค์น้อง” ก็เริ่มมีเทพอื่นๆ ด้วย เช่น พระลักษมี พระศิวะ หรือแม้แต่เทพเจ้าในภาคดุร้ายอย่างเจ้าแม่กาลี

แอบฉงนว่าเดี๋ยวนี้บ้านเรานับญาติกับเทพแบบกลับตาลปัตร คือเดิมพยายามจะให้มาแทนเจ้าปู่เจ้าย่า ก็เรียกปู่เรียกย่า มาคราวนี้ลดอาวุโสเทพให้เทพมาเป็น “น้อง” ซะงั้น เกิดมาเพิ่งเคยเห็นนี่แหละครับ

บางคนก็เรียกว่าเทวรูปเหล่านี้รวมๆ ว่า “ปางเบบี๋” เข้าใจว่าเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ และชนชั้นกลางในเมือง เพราะรูปลักษณ์โดนใจ น่ารัก ดูทันสมัยและเข้าถึงง่าย

ผมเข้าใจเอาเองว่า แต่เดิมก่อนที่เมืองไทยเราจะพัฒนารูปแบบสารพัดเทพเบบี๋ขึ้นมา ผู้สร้างเทวรูปเหล่านี้คงได้เดินทางไปอินเดียหรืออาจพบว่า ในอินเดียนั้นมีเทวรูปพระคเณศหลากหลายรูปแบบมาก รวมทั้งแบบที่เป็นเด็กๆ ด้วย ซึ่งมีมากกว่าแบบอื่นทั้งหมด โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลคเณศจตุรถี

คนสร้างเขาคงคิดว่า แขกทำได้เราก็น่าจะเอามาทำบ้างได้ แถมดีด้วยเพราะลูกเทพตกยุคไปแล้ว ใช้องค์น้องนี่แหละ คล้ายๆ เดิม แต่ดูดีกว่า วงกว้างกว่า

เรื่องนี้ผมมีข้อสังเกตสองประการเกี่ยวกับการสร้างเทวรูปของฮินดู เพื่อจะสะท้อนหรือมองเรื่องนี้จากโลกขนบ

ประการแรก เราอาจต้องแบ่งเทวรูปออกเป็นสองลักษณะ คือเทวรูปสำหรับสักการบูชา และเทวรูปชั่วคราวสำหรับเทศกาลหรือเทวรูปในฐานะงานศิลปะหรือของตกแต่งบ้าน

เทวรูปพระพิฆเนศวร์สารพัดรูปแบบในอินเดียที่ดูแหวกขนบการสร้างโดยปกตินั้น เกือบทั้งหมดเป็นอย่างหลังคือสร้างขึ้นในเทศกาลชั่วคราว ไม่ใช่ของคงทนถาวร ในงานแบบนี้คนอินเดียชอบประกวดประชันไอเดียกันด้วย จึงผลิตออกมาอย่างที่เห็น เช่น เป็นยอดมนุษย์ในภาพยนตร์บ้าง หรือมีรูปแบบแปลกๆ

แต่เขาก็ไม่ได้เก็บรักษาไว้ตลอดไปครับ หมดเทศกาลบูชาแล้วก็จำเริญท่านลงทะเลแม่น้ำลำคลองไปหมด เทวรูปที่เหลืออยู่ก็ล้วนเทวรูปตามขนบเสียส่วนใหญ่ซึ่งเขาสร้างไว้สำหรับเทวสถานหรือบูชาในบ้านเรือน

กับอีกแบบหนึ่ง คือเทวรูปสำหรับตกแต่งบ้านหรืออยู่ในฐานะ “งานศิลปะ” อันนี้เขาก็ไม่ได้เอาไว้บูชาเหมือนกัน ใครเอาไปตกแต่งบ้านก็คิดแค่ว่าเป็นงานตกแต่งเพื่อสิริมงคล ส่วนศิลปินจะออกแบบอย่างไรก็เป็นเรื่องไอเดียทางศิลปะเหมือนกัน

ฉะนั้น สรุปแบบง่ายๆ เลยว่า โดยความเชื่อในอินเดียนั้น ถ้าจะเป็นเทวรูปสำหรับสักการบูชาเป็นประจำ หรือประดิษฐานในเทวสถานก็มักสร้างตามขนบประเพณี ส่วนเทวรูปที่สร้างชั่วคราว (เท่าที่เห็นคือพระคเณศ) เทวรูปในฐานะงานศิลปะหรือสิ่งตกแต่งจะแหวกจากขนบไปก็มีบ้าง

ข้อสังเกตประการที่สองของผมคือ นอกจากเทวรูปพระคเณศนั้น เทพเจ้าพระองค์อื่นๆ ไม่ว่าจะสร้างชั่วคราวหรือถาวรก็แทบไม่มีปางเบบี๋หรือทำในรูปลักษณ์เด็กๆ น่ารักกุ๊กกิ๊กเลย ผิดกับที่สร้างในเมืองไทย

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เนื่องด้วยการสร้างเทวรูปมี “ปรัชญา” และแนวคิดอยู่เบื้องหลังมาก (ที่จริงพอๆ หรืออาจมากกว่าพระพุทธรูปเสียอีก)

เพราะเทวรูปไม่ใช่รูปมนุษย์ แต่เป็นการแสดง “ภาวะ” ของเทพ ซึ่งเทพแต่ละองค์นั้นมีภาวะที่ไม่เหมือนกัน แม้ว่าจะมีบางส่วนร่วมกัน เช่น เทวรูปตามขนบทุกพระองค์ไม่มี “กล้ามเนื้อ” อย่างรูปเหมือนบุคคลแม้จะมีสัดส่วนสรีระถูกต้อง เพราะเทพเจ้าไม่ได้มีเนื้อหนังอย่างมนุษย์

เทวรูปเทวีแทบทุกองค์ล้วนมีพระถันกลมโต มีเอวบางและสะโพกผายใหญ่ เนื่องเพราะเป็นสัญลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์แล้ว ต้องแสดงความงามตามอุดมคติอันแฝงไว้ด้วย “กามะ” คือภาวะแห่งความรื่นรมย์ของโลกียสุขและเพศรสอันเป็นด้านของอิตถีภาพซึ่งสูงส่งอย่างยิ่ง

เทพเจ้าบางพระองค์ก็มีภาวะดุร้าย คือเป็นการสำแดงด้านรุนแรงของธรรมชาติ เทวรูปประเภท “อุครมูรติ” หรือเทวรูปดุร้ายนี้ก็ย่อมต้องสร้างให้มีความดุร้ายด้วย

ปรัชญาที่อยู่เบื้องหลังรวมถึงภาวะต่างๆ ของเทพนี้เอง จึงทำให้มีการกำหนดรูปแบบการสร้างของเทพแต่ละองค์ไว้ในหมวดคัมภีร์ที่เรียกว่า “ศิลปศาสตร์”


 

ผมเพิ่งได้หนังสือเล่มน้อยชื่อ Hindu Iconography : A short treatise เขียนโดยท่านสวามีหรรษานันทะ แห่ง Ramakrishna Math เมืองบังกะลอร์ เล่มนี้สรุปคติความเชื่อเกี่ยวกับสร้างและการบูชาเทวรูปฮินดูไว้พอสังเขป อ่านง่าย

ในหนังสือนี้บอกว่า คัมภีร์ศิลปะศาสตร์นั้นมีมากมายหลายเล่ม เช่น มานสาระ, ศิลปรัตนะ, พฤหัตสัมหิตา ฯลฯ

ใครชอบเรื่องพวกนี้ แต่อยากอ่านในภาษาไทย มีงานวิจัยที่น่าสนใจของอาจารย์เชษฐ์ ติงสัญชลี แห่งคณะโบราณคดี ว่าด้วยเรื่องการสร้างเทวรูปกับคัมภีร์ศิลปศาสตร์ตีพิมพ์ออกมาแล้ว ลองหากันดู (ผมไม่ได้ค่าโฆษณาแต่อย่างใด)

ในคัมภีร์เหล่านี้ จำแนกท่าทาง รูปแบบของเครื่องแต่งกาย อาวุธ สัดส่วนไว้ละเอียดมากน้อยต่างกัน

ที่สำคัญคัมภีร์ศิลปศาสตร์ได้กำหนดระบบ “ตาลมาน” หรือระบบสัดส่วนในการสร้างเทวรูปไว้

ตาล หมายถึงสัดส่วนพื้นฐาน (คำนี้ใช้ในวงการดนตรีอินเดียด้วยเมื่อพูดถึงสัดส่วนของ “จังหวะ”) ในทางประติมากรรม คือ “หนึ่งฝ่ามือ” โดยประมาณ วัดจากปลายนิ้วกลางถึงโคนมือ หรือจากไรผมถึงปลายคางบนใบหน้า

หนึ่งตาล หากแบ่งย่อยออกเป็นสิบสองส่วน เรียกส่วนย่อยนี้ว่า “องฺคุละ” หรือหนึ่งข้อนิ้ว (ช่างไทยเรียก องคุลี)

ในคัมภีร์พฤหัตสัมหิตาแบ่งจัดประเภทมนุษย์ตามความสูงไว้ห้าจำพวก นอกจากนี้ ยังแบ่งตาลหรือความสูงของเทพ ยักษ์ อสูร สัตว์รวมไว้ถึงสิบหกแบบ

จำพวกภูตหรือ “คณะ” บริวารพระศิวะสูงสามตาล พระคณปติหรือพระคเณศสูงห้าหรือหกตาล ซึ่งใกล้เคียงกับ คนค่อม วามนาวตาร (พราหมณ์แคระ) และเด็กชาย (สูงห้าตาล)

พระขันธกุมารสูงหกตาละ ฤษีและมนุษย์ชายหญิงโดยทั่วไปสูงแปดตาละ เทวดาสำคัญ เช่น พระลักษมี พระปารวตี พระพรหมา พระศิวะและพระวิษณุสูงสิบตาละ

สูงไปกว่านี้คือสิบเอ็ดถึงสิบหกตาละ มักเป็นเทวดาในภาคดุร้าย เช่น พระนรสิงห์ มหิษาสุรมรทินี หรือตัวร้ายอย่างทศกัณฐ์

อันนี้ไม่ได้แปลว่า เทวดาเหล่านี้จะมีความสูงเช่นนี้จริงๆ นะครับ แต่เป็น “สัดส่วน” ในทางศิลปะเมื่อจะสร้างเทวรูป ให้สะท้อนภาวะและวัยของเทพตามคติความเชื่อ

จึงเห็นได้ว่า เทวดาที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว มีสัดส่วนร่างกายสูงกว่าเทวดาที่อยู่ในพวกเดียวกับยักษ์หรือคณะ หรือสะท้อนภาวะ “เด็ก” เช่น พระคเณศและพระขันธกุมาร

ส่วนเทพเจ้าหรืออมนุษย์ที่มีอำนาจมากและดุร้ายนั้น เขาจึงกำหนดให้มีร่างกายใหญ่โตกว่าปกติเพื่อสะท้อนภาวะนี้

ถามว่าในทางปฏิบัติ ช่างฝีมือสร้างเทวรูปตรงตามคัมภีร์เลยไหม ก็ไม่ขนาดนั้นครับ แต่อย่างน้อยที่สุดก็พยายามจะให้มีสัดส่วนรูปแบบตามที่สืบกันมาในขนบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทวรูปในเทวสถาน จะมีแปลกไปบ้างก็นิดๆ หน่อยๆ ไม่ใช่เพราะช่างอินเดียไม่มีความคิดสร้างสรรค์นะครับ แต่ความงามตามสูตรที่สร้างกันมานั้นมันก็ลงตัวพอสมควรแล้ว

แถมทำพระให้คนเขากราบเขาไหว้ ทำตามขนบน่าจะปลอดภัยกว่า

ในศิลปศาสตร์ระบุว่า ถ้าสร้างเทวรูปตามรูปแบบที่กำหนดไว้ในคัมภีร์เทวรูปก็จะ “ศักดิ์สิทธิ์” บางคัมภีร์หนักหน่อยก็แสดงโทษว่าถ้าทำพระประติมาไม่ตรงช่างจะได้รับทุกข์ภัยต่างๆ

ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องความเชื่อ ตัวใครตัวมันละกันครับ

ย้อนกลับมาเรื่องเทวปางเบบี๋กัน ผมยกเรื่องคัมภีร์ศิลปศาสตร์มาเพื่อจะบอกเพียงว่า เทวรูปสำหรับสักการบูชาในบ้านเรือนหรือเทวสถานนั้นชาวฮินดูมีระบบความเชื่ออยู่เบื้องหลัง จึงมักสร้างตามขนบไม่ได้สร้างอย่างแหวกแนว ผิดกับในรูปแบบงานศิลปะหรือของโชว์

โดยความเชื่อ เทวรูปของเทพแต่ละองค์มีภาวะต่างกัน เอาไปทำน่ารักๆ ทั้งที่เป็น “อุคระ” (ดุร้าย) ก็เสียภาวะหมด

อีกทั้งในอินเดียยังไม่ได้มีการตลาดวัตถุมงคลใหญ่โตมโหฬารเท่าบ้านเรา การสร้างรูปแบบใหม่ๆ ในทางเทวพาณิชย์จึงน้อยกว่าเรามาก

ส่วนตัวผมยังยืนยันท่าทีเหมือนเดิมครับ ใครอยากจะทำอะไรก็ทำไป เป็นสิทธิของท่าน แต่ความรู้ของคนโบราณนั้นมีอยู่และควรรู้เสียด้วย

ส่วนรู้แล้วจะยังไงต่อก็ตามแต่ใจเถิด

14  สุขใจในธรรม / พุทธประวัติ แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า / Re: บางแง่มุมเกี่ยวกับพระพุทธองค์ จากพุทธคยาถึงสารนาถ เมื่อ: 04 ธันวาคม 2560 13:01:51



บางแง่มุมเกี่ยวกับพระพุทธองค์ (๑๕)
พุทธองค์ – พระเวสสันดรให้ทานด้วยปัญญา

 หลังเขียนข้อเขียนเล็กๆ น้อยๆ ลงในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับที่ผ่านมา มีท่านผู้อ่านหลายท่านแจ้งมาว่า อ่านแล้วชอบใจและเข้าใจ แต่ก่อนไม่เคยคิดในแง่มุมที่ผมคิด ว่าอย่างนั้น

มีท่านหนึ่งเป็นอาจารย์ ขออนุญาตคัดลอกไปให้นักเรียนอ่าน เพื่อจะได้มีเจตนาอันถูกต้องต่อพระเวสสันดรและพระพุทธศาสนา

เมื่อไม่นานมานี้ไปค้นเจอหนังสือ วารสารอักษรศาสตร์ ฉบับเฉลิมฉลอง ๘๐ ปี ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากศาสตราจารย์กิติคุณ ปรีชา ช้างขวัญยืน มีบทความเรื่องพระปัญญาบารมีของพระเวสสันดร ที่ท่านเขียนรวมอยู่ด้วย ผมรีบเปิดอ่านด้วยความยินดี

อ่านไปก็ขนลุกไปครับ ที่ทราบว่าอาจารย์ปรีชาก็คิดคล้ายกับผม แต่ท่านคิดลึกกว่า ผมจึงขอนำมาขยายให้ฟังตรงนี้เลยเพื่อเสริมให้ข้อเขียนที่แล้วมาสมบูรณ์ขึ้น

เนื่องจากภาษาของศาสตราจารย์เป็นภาษาวิชาการที่อลังการมาก ผมจึงขอถ่ายทอดออกมาโดยภาษาคอลัมนิสต์ก็แล้วกันละครับ จะได้ไม่ลำบากหาบันไดมาปีนดู

ในประเด็นที่พระเวสสันดรโพธิสัตว์ให้ลูกเป็นทาสนั้น อาจารย์ปรีชาบอกว่าเหตุผลหลักคือเพื่อโพธิญาณ เมื่อสละเพื่อโพธิญาณจึงมิใช่เรื่องส่วนตัว เพราะการบรรลุโพธิญาณนั้นเพื่อประโยชน์แก่คนส่วนมาก พูดง่ายๆ คือ เพื่อช่วยเหลือคนให้พ้นทุกข์แทนที่จะมองว่าเป็นการเห็นแก่ตัวกลับเป็นการเสียสละอันยิ่งใหญ่เสียอีก

ถามว่า พระเวสสันดรไม่รักลูกรักเมียหรือ จึงให้ลูกเมียเป็นทาน ตอบว่ารักยิ่งชีวิตดั่งคำยืนยันจากพระเวสสันดร (ในพระไตรปิฏก) ว่า “เพราะเหตุแห่งโพธิญาณนั้น ทั้งสองเป็นที่เกลียดชังของเราก็หามิได้ พระมัทรีเทวีไม่เป็นที่รักเราก็หามิได้ แต่สัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา ฉะนั้น เราจึงให้ของอันเป็นที่รักของเรา”

อาจารย์ปรีชาบอกว่า พระปรีชาญาณของพระเวสสันดรนั้นได้คิดหาอุบายเพื่อช่วยเหลือทั้งพระเทวี ทั้งพระโอรสธิดาอย่างชาญฉลาด ทั้งนี้เพราะความรักลูกเมียสุดชีวิต ไม่อยากให้ลูกเมียลำบากลำบนอยู่กับพระองค์ในป่า

อย่าลืมเรื่องเดิมว่า พระเวสสันดรถูกเนรเทศพระองค์เดียว ลูกเมียมิได้ถูกเนรเทศด้วย พระนางมัทรีได้ยืนยันจะติดตามพระสวามีเอง แม้พระเวสสันดรก็ทัดทานไม่ได้ พระเจ้ากรุงสีพีก็ทัดทานไม่ได้

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมทัพ หม่อมฉันต้องไปแน่นอน แม่น้ำไม่มีน้ำก็เปล่าดาย แว่นแคว้นไม่มีพระราชาก็เปล่าดาย หญิงเป็นม่ายก็เปล่าดาย หม่อมฉันว่างเว้นพระเวสสันดรเสียแล้วไม่พึงปรารถนาแผ่นดินอันมีสาครเป็นขอบเขต ทรงไว้ซึ่งเครื่องปลื้มใจเป็นอันมาก บริบูรณ์ด้วยรัตนะต่างๆ เมื่อสามีตกทุกข์แล้ว หญิงเหล่าใดย่อมหวังสุขเพื่อตน หญิงเหล่านั้นเลวทรามหนอ หัวใจของหญิงเหล่านั้นเป็นอย่างไรหนอ

เมื่อนางมัทรีออกจากวังตามพระสวามีไป ก็เป็นเหตุให้กัณหาชาลีต้องติดตามแม่ไปด้วย เหตุการณ์ทั้งหมดนี้พระเวสสันดรมิได้เป็นผู้กำหนด

พระเวสสันดรนั้นด้วยความรักเมียและลูกมาก ไม่อยากให้ทั้งสามชีวิตต้องมาลำบากกับพระองค์ ถึงกับตรัสกับพระนางมัทรีว่าจงอยู่ในวังกับลูกเทิด ไปอยู่ป่ากับพระองค์นั้นลำบากและไม่รู้ว่าจะนานเท่าไรจึงจะได้กลับ

ดูกรพระน้องมัทรี เธอพึงเอาใจใส่ในลูกทั้งสองในพระชนนี และพระชนกของพี่ อนึ่ง ผู้ใดพึงตกลงปลงใจว่าจะเป็นพระสวามี พระน้องนางเธอพึงบำรุงผู้นั้นโดยเคารพ ถ้าไม่มีใครมาปลงใจเป็นพระสวามีของพระน้องนาง เพราะพระน้องนางกับพี่ต้องพลัดพรากจากกัน พระน้องนางจงแสวงหาพระสวามีอื่นเถิด อย่าลำบากเพราะจากพี่เลย
ห่วงหาอาทรเมียจนกระทั่งบอกว่า จะหาสามีอื่นพี่ก็ไม่ว่า เห็นหรือยังว่ารักเมียปานใด

รักปานนั้นแล้ว จากไปทำไม อ้าว ก็เนรเทศท่านนี่คะ

แน่นอน เมื่อพระชายาและพระโอรสธิดาไปตกระกำลำบากด้วยในป่า ย่อมไม่เป็นที่พึงประสงค์ของพระเวสสันดร แต่ก็จนใจไม่รู้จะทำอย่างไร

เมื่อเห็นชูชกเข้ามา จึงดีพระทัย เพราะชูชกจะช่วยเป็นสะพานให้พระองค์ส่งลูกเมียกลับไปสู่มาตุภูมิ อันจะได้สุขสบายเสียที เริ่มด้วยให้สองกุมารเป็นทาน แล้วตั้งค่าไถ่ไว้แพงๆ ชูชกเป็นคนโลภอยู่แล้ว ยังไงๆ ก็ต้องพาสองกุมารไปกรุงสีพี พระเจ้าปู่ก็คงจะต้องไถ่หลานไว้แน่นอน และพระเจ้าหลานทั้งสองก็จะได้มีชีวิตที่สบายในวัง นี่ก็เป็นแผนการที่วางไว้ เพราะความรักลูกเป็นพื้นฐาน

ที่ไม่บอกนางมัทรีก็เพราะไม่แน่ใจว่านางมัทรีจะขัดขวางหรือไม่ จึงต้องรีบๆ บอกชูชกพาสองกุมารไปก่อนแม่จะกลับมา

พระเวสสันดรคาดว่า แม่ย่อมรักลูกยิ่งชีวิต เมื่อเห็นว่าลูกจากไปก็ต้องตามหาลูกไม่ต้องสงสัย โดยวิธีนี้ พระนางมัทรีคงจะตามลูกไปยังเมืองสีพี และได้อยู่กับลูกในที่สุด เป็นอันว่าพระเวสสันดรก็จะได้หมดห่วงเพราะลูกเมียได้กลับคืนสู่อ้อมกอดพ่อแม่และปู่แล้ว ไปสบายแล้ว ย่อมลำบากเฉพาะพระองค์แต่เดียวดายดีกว่า

แต่พระเวสสันดรคาดผิดอยู่อย่างหนึ่ง พระนางมัทรีพอรู้ว่าพระสวามีให้ลูกเป็นทาน มิได้ติดตามไปจนถึงเมืองสีพี ได้แต่ตามหา ณ สถานที่ใกล้ๆ นั้น เมื่อไม่พบก็สลบไสลไป ฟื้นขึ้นมา แทนที่จะโกรธพระสวามีที่สละลูกเป็นทาน พอรู้เป้าหมายของการกระทำกลับยินดีอนุโมทนาและอยู่ปรนนิบัติดูแลพระเวสสันดรตามปณิธานเดิมเมื่อเสด็จออกจากวัง

ท้ายบทความอาจารย์ปรีชา สรุปว่า เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าพระเวสสันดรนั้นมิใช่เพียงแต่ทรงทำทานบารมีอันยิ่งใหญ่นั้น แต่ยังทรงมีพระปัญญาบารมียิ่ง สามารถแก้ปัญหาให้จบลง โดยทุกคนทุกฝ่ายมีความสุข ความยินดี ไม่ต้องมีใครเป็นฝ่ายเสียหาย

แม้ชูชกก็กลายเป็นเศรษฐี (ในพระไตรปิฎก ชูชกได้รับค่าไถ่ และไม่มีเรื่องกินอาหารจนท้องแตกตาย) พระปัญญานี้แม้นางมัทรีไม่ทรงคาดได้แต่ก็แสดงความเชื่อมั่นในสิ่งที่พระสวามีทำ ว่าได้คิดดีแล้วและทรงแสดงถึงความรักที่มีต่อพระสวามีอย่างไม่เสื่อมคลาย จึงเห็นว่าด้วยพระอุบายอันลึกล้ำเช่นนี้เราน่าจะถือว่าเรื่องพระเวสสันดรชาดกเป็นเรื่องแสดงปัญญาบารมีไม่น้อยไปกว่าทานบารมี

คือทรงมองเห็นช่องทางที่ดีที่สุดที่จะได้ทั้งการทำทานและทำให้ทั้งตัวผู้เป็นทาน และผู้รับผลของทานมีความสุขโดยทั่วหน้า

และพระปัญญาเช่นนี้เอง ที่เป็นเครื่องทำให้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในกาลต่อมา


ที่มา : บางแง่มุมเกี่ยวกับพระพุทธองค์ (๑๕)  พระเวสสันดรให้ทานด้วยปัญญาโดย ศาสตราจารย์พิเศษ เสฐียรพงษ์ วรรณปก หนังสือมติชนสุดสัปดาห์ น.๗๑ ฉบับที่ ๑๙๔๔ ประจำวันที่ ๑๗-๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๐





บางแง่มุมเกี่ยวกับพระพุทธองค์ (๑๖)
เหตุผลที่ทรงแต่งตั้งพระอัครสาวก

อ่านพุทธประวัติไปเรื่อย คิดไปเรื่อยๆ ก็ได้ทั้งคำถามและคำตอบ บางคำถามก็ไม่ได้คำตอบ หรือได้มายังไม่สนิทใจ ก็คงหาไปเรื่อยๆ เป็นการประเทืองปัญญา และเหนือสิ่งอื่นใดเป็นการเพิ่มศรัทธาปสาทะในสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ามากยิ่งขึ้น

พระพุทธองค์ตรัสไว้ในพระสูตรหนึ่งว่า เพียงคิดในเรื่องกุศล ยังมีอานิสงส์มหาศาล ไม่จำเป็นต้องพูดถึงการกระทำ

หมายถึงความคิดเรื่องดีๆ ก็มีผลในทางดีมหาศาลแล้ว ถ้าลงมือทำด้วยก็จะยิ่งเพิ่มพูนผลมหาศาลขึ้นไปอีก

คิดถึงพระพุทธองค์ก็จิตใจผ่องแผ้วปานนี้ ถ้าดำเนินรอยตามพระยุคลบาทจะผ่องแผ้วปานใดคิดเอาก็แล้วกันครับ

วันนี้อ่าน พระวินัยปิฎกเล่มที่ ๔ ที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับพุทธประวัติตั้งแต่ตอนตรัสรู้จนกระทั่งถึงประกาศพระพุทธศาสนาจนมั่นคงเจริญแพร่หลายในแคว้นมคธ อ่านถึงตอนทรงประกาศแต่งตั้งพระอัครสาวกก็ทำให้เกิดคำถามว่า ทำไม

ทำไมของผมก็คือ ทำไมพระพุทธองค์ทรงประกาศแต่งตั้งท่านทั้งสอง (พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ) เป็นอัครสาวก ทั้งๆ ที่ท่านอายุพรรษาน้อย และเหนืออื่นใด ตั้งแต่ท่านทั้งสองยังไม่ได้อุปสมบทเสียด้วยซ้ำ

เรื่องมีอยู่ว่า อุปติสสะมาณพ และ โกลิตะมาณพ เป็นสหายรักกัน เบื่อชีวิตครองเรือนที่วุ่นวาย จึงพากันไปศึกษาอยู่กับอาจารย์สัญชัย เวลัฏฐบุตร หนึ่งใน “ครูทั้งหก” ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในสมัยพุทธกาล ท่านสัญชัยสอนปรัชญาที่สมัยนี้รู้จักกันในนามว่า skepticism เรียกตามศัพท์บาลีว่า อมราวิกเขปิกา

อมราวิกเขปิกา” โบราณแปลว่า ทฤษฎีที่ลื่นไหลไปเรื่อยๆ ดุจปลาไหล คือไม่ยืนยันหรือปฏิเสธทฤษฎีใดๆ แน่นอน กลัวจะเป็นการผูกมัดตัวเอง สงสัยมันไปเรื่อยไป สองบวกสองเขาว่าเป็นสี่ มันจะเป็นสี่จริงหรือไม่ ทำไมมันเป็นสี่ เป็นห้าเป็นหกไม่ได้หรือ อะไรทำนองนี้แหละครับ อย่าให้ผมอธิบายเลย เดี๋ยวเข้ารกเข้าพงไปกันใหญ่

ท่านทั้งสองศึกษาอยู่จนจบหลักสูตรของอาจารย์แล้ว ก็รู้สึกว่ามิใช่แนวทางที่ตนเองต้องการ จึงตกลงกันเงียบๆ ว่า จะแสวงหาอาจารย์ที่สามารถชี้แนะแนวทางที่ดีกว่านี้ ใครพบก่อนกันก็ให้แจ้งแก่อีกฝ่ายหนึ่งด้วยจะได้ไปด้วยกัน

อุปติสสะพบ พระอัสสชิ น้องสุดท้องแห่งปัญจวัคคีย์ ขณะท่านเดินบิณฑบาตอยู่ รู้สึกประทับใจ จึงเข้าไปขอให้ท่านสอนธรรมให้ พระอัสสชิท่านออกตัวว่ายังเป็นพระนวกะอยู่ สอนให้ไม่ได้มาก อุปติสสะเรียนท่านว่า สอนสั้นๆ ก็ได้ พระเถระจึงกล่าวคาถาอันเป็นหัวใจของอริยสัจสี่ให้ฟังว่า

“สิ่งทั้งหลายเกิดแต่เหตุ พระตถาคตเจ้าตรัสเหตุของสิ่งเหล่านั้น และการดับเหตุของสิ่งเหล่านั้น พระมหาสมณะสอนอย่างนี้”

คาถานี้เรียกกันว่า คาถาเยธัมมา เพราะขึ้นต้นด้วยคำว่า “เย ธัมมา” สมัยโบราณถือเป็น หัวใจพระพุทธศาสนา มักจะจารหรือสลักไว้ให้ศึกษากันต่อๆ มา ดังจารึกพระเจ้าอโศกที่ค้นพบที่นครปฐม เป็นต้น

พอท่านอัสสชิกล่าวจบ อุปติสสะก็ดวงตาเห็นธรรม กลับไปบอกโกลิตะ โกลิตะก็ดวงตาเห็นธรรมเช่นกัน ทั้งสองจึงไปชวนอาจารย์สัญชัยไปบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าด้วยกัน

ชวนด้วยความปรารถนาดีครับ แต่คนระดับสัญชัยเป็นอาจารย์คนแล้ว จะลดฐานะเป็นลูกพรรค เอ๊ยสาวกของคนอื่น พูดได้คำเดียวว่า ยาก ท่านจึงปฏิเสธ บอกศิษย์ว่า เธอทั้งสองอยากไปเป็นศิษย์สมณโคดมก็ไปเถิด อย่ามาชวนข้าให้ยากเลย ครั้นทั้งสองรบเร้าว่า พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ตรัสรู้ชอบเอง เป็นผู้รู้แจ้งจริง อาจารย์น่าจะไปเป็นสาวกของพระองค์

พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในโลกแล้วอย่างนี้ ต่อไปคนทั้งหลายก็หลั่งไหลไปฟังธรรมจากพระพุทธองค์ แล้วอาจารย์จะอยู่ได้อย่างไร

สัญชัยจึงถามว่า ในโลกนี้คนโง่มาก หรือคนฉลาดมาก

“คนโง่มากกว่าครับ” ศิษย์ทั้งสองตอบ“ถ้าเช่นนั้น คนโง่ๆ มันจะเป็นศิษย์ของข้าเอง เธอทั้งสองไม่ต้องกลัวว่าข้าจะไม่มีศิษย์ดอก คนฉลาดๆ อย่างเธอทั้งสอง จะไปเป็นศิษย์สมณโคดมก็ตามใจ”

ไม่รู้ว่าพูดด้วยใจจริงหรือพูดทำนองประชดประเทียด แต่ศิษย์ทั้งสองก็อำลาอาจารย์ไปยังพระเวฬุวัน เพื่อบวชเป็นสาวกของพระพุทธองค์ในที่สุด

ขณะนั้นพระพุทธองค์ประทับท่ามกลางพุทธบริษัทจำนวนมาก ทอดพระเนตรเห็นสองท่านกำลังเดินมา ตรัสบอกภิกษุสงฆ์ว่า ภิกษุทั้งหลาย มานพทั้งสองคนนี้จะเป็นอัครสาวกของเราตถาคต

ทรงประกาศแต่งตั้งให้เป็นอัครสาวกตั้งแต่ท่านทั้งสองยังไม่ได้บวชแน่ะครับ

หลังจากบวชแล้ว ๗ วัน โกลิตะ ต่อมาเรียกกันว่า พระโมคคัลลานะ ก็ได้บรรลุพระอรหัต และ ๑๔ วัน อุปติสสะ ต่อมาเรียกกันว่า พระสารีบุตรก็ได้บรรลุพระอรหัต

วันที่ท่านพระสารีบุตรบรรลุพระอรหัต ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือนมาฆะพอดี คืนวันนั้นเองพระพุทธเจ้าทรงประทานโอวาทปาติโมกข์ ที่ประกอบด้วยจาตุรงคสันนิบาต (การประชุมใหญ่อันประกอบด้วยองค์ ๔) อันเป็นต้นเหตุให้เกิดวันมาฆบูชาในเวลาต่อมา

จากนั้นพระพุทธองค์ทรงประกาศแต่งตั้งพระสารีบุตรเป็นอัครสาวกเบื้องขวา เลิศกว่าผู้อื่นในทางมีปัญญามาก พระโมคคัลลานะเป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย เลิศกว่าผู้อื่นในทางมีฤทธิ์มาก

ถามว่าทำไมพระพุทธองค์จึงทรงแต่งตั้งทั้งสองท่าน ซึ่งอายุพรรษาน้อยกว่าพระภิกษุรูปอื่นๆ ทำไมพระองค์จึงทรงละเลยพระเถระผู้ใหญ่อื่นๆ เช่น พระมหากัสสปะ พระอัญญาโกณฑัญญะ หรือแม้แต่พระอัสสชิ อาจารย์รูปแรกของพระสารีบุตร ทรงเห็นแก่ท่านทั้งสอง หรือว่าทรงโปรดปรานอะไรท่านทั้งสองเป็นพิเศษหรือ

ดูคำตอบในอรรถกถา ท่านบอกว่า เพราะท่านทั้งสองได้ตั้งความปรารถนาต่อพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าในอดีตพระองค์หนึ่ง ท่านทั้งสองได้เห็นพระอัครสาวกทั้งสองของพระพุทธเจ้า อยากจะทำหน้าที่รับใช้พระพุทธเจ้าอย่างนั้นบ้างในอนาคต จึงตั้งความปรารถนาไว้ ว่าอย่างนั้น

ก็ฟังท่านครับ แต่ก็ยังไม่สนิทใจร้อยเปอร์เซ็นต์ มันน่าจะมีเหตุผลอื่นใดนอกจากยกอดีตชาติไหม ผมคิดเล่นๆ ตามประสาผมว่าน่าจะมีนะครับ ถ้าดูตามบริบท (ข้อความแวดล้อม) น่าจะเป็นดังนี้ครับ

ในช่วงนี้ พระพุทธองค์เริ่มประกาศพระพุทธศาสนาใหม่ๆ แนวทางที่พระองค์ทรงเผยแพร่นั้นขัดแย้งกับลัทธิ ความเชื่อถือของคนสมัยนั้นชนิดหน้ามือหลังมือทีเดียว คนสมัยนั้นเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้า (พระพรหม) และเชื่อในเรื่องวรรณะ ค่านิยม ความดีความชั่วขึ้นอยู่กับวรรณะที่แต่ละคนเกิด เกิดในวรรณะสูงเป็นคนดี เกิดในวรรณะต่ำเป็นคนชั่วโดยอัตโนมัติ

พระพุทธเจ้าจะต้องแสดงเหตุผลหักล้างความคิดความเชื่อเหล่านี้ให้เขาเห็นชัด เขาจึงจะสละความคิดความเชื่อเดิมๆ นี้ได้ ภาระหน้าที่ด้านปัญญาเป็นเรื่องสำคัญ พระองค์ทรงต้องการ มือ มาช่วยทำงานเผยแพร่พระพุทธศาสนา

สาวกผู้ที่จะเหมาะสมกับภารกิจนี้ จะต้องเป็นผู้มีปัญญา มีปฏิภาณในการโต้ตอบ อธิบายหรือมีความสามารถในการ สื่อ กับพวกเขาได้อย่างดี

พระมหากัสสปะ นั้นเป็นพระป่า เคร่งครัดในธุดงควัตร ท่านก็คงไม่ถนัดในการอธิบายโต้ตอบหักล้างความเห็นของคู่สนทนา ท่านเหมาะเป็นแบบอย่างของชีวิตที่เรียบง่าย

พระอัญญาโกณฑัญญะ ท่านเป็นพระผู้เฒ่า เคยเป็นโหราจารย์มาก่อน มีประสบการณ์มาก (รัตตัญญู) ก็จริง แต่ความสามารถในปฏิภาณปัญญาชี้แจงแสดงธรรมคงไม่เด่น

ดังตัวท่านเองก็รู้ตัวดี จึงไปชักจูงหลานชายนาม ปุณณมันตานีบุตร มาบวช เพื่อช่วยพระพุทธเจ้าในด้านนี้ในเวลาต่อมา

พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะนั้น อย่าลืมว่าเป็นบัณฑิตทางปรัชญา เกิดในตระกูลพราหมณ์ เชี่ยวชาญในไตรเพทมาก่อน เรียกว่า มีคุณสมบัติพร้อม รู้ทั้งสกสมัย (เรื่องของตนคือพระพุทธศาสนา) และปรสมัย (เรื่องของผู้อื่น คือลัทธิคำสอนอื่น) ผู้ รู้เขา-รู้เรา อย่างนี้ย่อมเหมาะสำหรับหน้าที่เป็น มือ ช่วยพระพุทธองค์ประกาศพระพุทธศาสนา

เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกที่พระพุทธองค์พอทอดพระเนตรเห็นสองท่านเดินมา ก็ตรัสว่าสองคนนั้นจะเป็นอัครสาวกของเรา

ผมว่านี้คือเหตุผลสำคัญ นอกเหนือจากความปรารถนาที่ทั้งสองท่านตั้งไว้ในอดีตชาติ ผมไม่ถามละว่าท่านผู้อ่านเห็นอย่างไร อยากเห็นก็เห็นเอาเอง เพระเข็ดแล้วเวลาขอความช่วยเหลืออย่างนอบน้อม มักจะได้รับคำ “ด่า” (เรียกว่าด่าก็แล้วกัน) ว่าชอบคิดนอกรีตนอกรอยบ้างละ นรกจะกินหัวบ้างละ

เหตุผลดีๆ ก็โปรดให้เป็นธรรมทานแบบใจเย็นๆ ก็ได้ครับ ให้ทานด้วยความเครียดความโกรธ เดี๋ยวเกิดชาติหน้าไม่หล่อนะจะบอกให้



ที่มา : บางแง่มุมเกี่ยวกับพระพุทธองค์ (๑๖) เหตุผลที่ทรงแต่งตั้งพระอัครสาวก โดย ศาสตราจารย์พิเศษ เสฐียรพงษ์ วรรณปก หนังสือมติชนสุดสัปดาห์ น.๖๗ ฉบับที่ ๑๙๔๕ ประจำวันที่ ๒๔-๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๐
15  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ในครัว / แกงเหลืองปลาลึงค์ (ปลาแม่น้ำ) สูตร/วิธีทำ เมื่อ: 02 ธันวาคม 2560 10:50:40



แกงเหลืองปลาลึงค์ (ปลาแม่น้ำ)

ส่วนผสม
- ปลาลึงค์     300 กรัม
- มะละกอ     300 กรัม
- กะหล่ำปลี (และผักอื่นๆ)     200 กรัม
- ส้มแขก     3-4 แว่น
- น้ำมะขามเปียก    
- น้ำมะนาว    
- น้ำปลาดี    
- น้ำตาลปีบ    

ส่วนผสม
- พริกขี้หนูสด หรือแห้ง     25-40 เม็ด
- หอมแดง     5 หัว
- กระเทียมไทย     ½
- ขมิ้นสดขูดเปลือก     ยาว 2 ซม.
- กะปิใต้     1 ช้อนโต๊ะ
- ข้าวสาร (ถ้าต้องการน้ำแกงข้น)     2 ช้อนชา

วิธีทำ
1.โขลกเครื่องแกง (หอม กระเทียม ขมิ้น พริก ข้าวสาร ให้ละเอียด) ใส่กะปิโขลกให้เข้ากัน
2.ล้างปลาให้สะอาด ใส่ภาชนะก้นลึก
3.ตั้งน้ำสะอาดพอท่วมปลาให้เดือดจัด เทราดไปในชามปลา (ดับกลิ่นคาวปลา) เทน้ำทิ้ง พักปลาให้สะเด็ดน้ำ
4.ล้างผักให้สะอาด หั่นชิ้นขนาดตามต้องการ พักไว้
5.ใส่น้ำในหม้อ 2 1/2 ถ้วยตวง ยกขึ้นตั้งไฟ พอเดือดใส่พริกแกง มะละกอ ส้มแขก เคี่ยวให้มะละกอสุกนิ่ม
   เร่งไฟให้แรงสุด พอน้ำเดือดใส่ปลา กะหล่ำปลี (และผักอื่นๆ) ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก น้ำมะนาว น้ำปลาดี และน้ำตาลปีบ  ชิมรสตามชอบ  








ใส่น้ำในหม้อยกขึ้นตั้งไฟ พอเดือดใส่พริกแกง มะละกอ เคี่ยวให้มะละกอสุกนิ่ม


มะละกอสุกนิ่มแล้ว เร่งไฟให้แรงสุด พอน้ำเดือดใส่ปลา กะหล่ำปลี
ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก น้ำมะนาว น้ำปลาดี และน้ำตาลปีบ  ชิมรสตามชอบ  


ตามภาพที่เห็นเป็นแว่นสีน้ำตาล คือส้มแขก ทำให้น้ำแกงมีรสเปรี้ยวจี๊ดจ๊าด
(ส้มแขกหาซื้อได้ในจังหวัดทางภาคใต้ตอนล่าง -ผู้โพสท์ซื้อตุนไว้ในช่องแช่แข็ง จากจังหวัดพัทลุง และกระบี่)



------------------------------------------------------------

ปลาสายยู ปลาลึงค์ ปลาโมง เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pangasius conchophilus อยู่ในวงศ์ปลาสวาย (Pagasiidae) มีลักษณะคล้ายปลาเผาะ (P. bocourti) อันเป็นปลาที่อยู่ในสกุลเดียวกัน มีตาเล็ก ปากอยู่ด้านล่าง หนวดยาวถึงบริเวณช่องเหงือก แถบฟันบนเพดานเชื่อมติดกันเป็นรูปเหลี่ยม รูปร่างเพรียว หางคอด ก้านครีบแข็งที่หลังค่อนข้างยาวและใหญ่ หัวและลำตัวสีเทาหรือสีเขียวมะกอกเหลือบเหลืองหรือเขียว บางตัวสีเทาจาง ข้างลำตัวสีจางและไม่มีแถบคล้ำ ท้องสีจาง ครีบสีจาง ลูกปลามีสีเทาอมน้ำตาลหรือเหลือง มีขนาดประมาณ 60 - 80 เซนติเมตร

พบปลาที่ถูกค้นพบในปี พ.ศ.2534 โดยระบุว่าเป็นปลาชนิดใหม่ที่มีขนาดเล็ก กินกุ้ง ปู และแมลงเป็นส่วนใหญ่ ปลาขนาดใหญ่กินหอย ปู เมล็ดพืช โดยหอยจะถูกกินทั้งตัวแล้วถ่ายออกมาเฉพาะเปลือก อาศัยในแม่น้ำสายใหญ่ พบมากในแม่น้ำโขง, แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำบางปะกง บริโภคโดยการปรุงสด และหมักสับปะรด เนื้อมีรสชาติดี ต่างประเทศเช่นที่ เวียตนามและมาเลเชีย มีการเลี้ยงปลาชนิดนี้เป็นปลาเศรษฐกิจด้วย

มีชื่อเรียกอื่นอีก เช่น "โมงออดอ้อ", "เผาะ" ลึงค์ (เรียกซ้ำกับปลาเผาะชนิด P. bocourti) หรือที่ทางกรมประมงตั้งให้ คือ "สายยูเผือก" เป็นต้น


ขอขอบคุณข้อมูล เรื่อง "ปลาลึง" โดยคุณ p_lmm จากเว็บไซท์ siamfishing.com



ปลาลึง จับได้จากแม่น้ำเจ้าพระยา น้ำหนักโดยประมาณ 3 - 3.5 กิโลกรัม
ตัวที่ผู้โพสท์ซื้อมีขนาดย่อมลงมา น้ำหนักประมาณ 2.5 กิโลกรัม
ราคากิโลกรัมละ 130-180 บาท (แล้วแต่ขนาด)


ปลากด จับได้จากแม่น้ำเจ้าพระยา
ตั้งใจจะซื้อปลากดน่ะแหละ ไม่ตายสักที ไปทำบุญที่วัดกลับมาแล้ว
ย้อนมาดูอีกทีก็ยังหายใจอยู่ เลยต้องเปลี่ยนใจไปซื้อปลาลึงค์แทน

16  สุขใจในธรรม / ประวัติพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ในยุคปัจจุบัน / Re: หลวงปู่หลอด ปโมทิโต จากหนังสือ ปโมทิตเถรบูชา หลวงปู่เล่าให้ฟัง เมื่อ: 01 ธันวาคม 2560 16:28:54

• วินัยบัญญัติ
…วินัย คู่กับ ธรรม ปกติเรียกว่า ธรรมวินัย ถ้าแยกคำ ธรรมคือคำสั่งสอน  วินัย คือข้อบังคับ  ดังนั้น วินัยบัญญัติก็ข้อบังคับที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้เพื่อเป็นหลักให้พระภิกษุปฏิบัติให้เป็นบรรทัดฐานแนวเดียวกัน ใครทำผิดก็จะถูกลงโทษเช่นเดียวกันกับกฎหมายของบ้านเมือง.../size]

• พรรษาที่ ๕-๗ (พ.ศ.๒๔๘๔-๒๔๘๖)
อานิสงส์ของการท่องปาฏิโมกข์

พอออกพรรษาอาตมาก็ออกธุดงค์หาวิเวกไปในถิ่นต่างๆ ภายในเขตอำเภอหล่มสัก ต่อมาเมื่อใกล้จะเข้าพรรษาในปี พ.ศ.๒๔๘๔ อาตมาก็ตั้งใจว่าจะกลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดสามัคคีพัฒนาเหมือนเดิม แต่พอดีทางวัดเกาะแก้ว ตำบลน้ำเฮี้ย อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ มีพระที่จะจำพรรษาไม่ครบ ๕ รูป ทางพระอาจารย์สิงห์ทอง สุวณฺณธมฺโม เจ้าอาวาสในขณะนั้น จึงได้มากราบเรียน ขอความอนุเคราะห์จากพระอาจารย์โชติ เพื่อขอพระ ๑ รูป ไปอยู่จำพรรษาที่วัดเกาะแก้วด้วย

พระอาจารย์โชติเลยขอร้องให้อาตมาไปอยู่จำพรรษาที่นั่น อาตมาก็ไม่ขัดข้อง และรู้สึกชอบใจเมื่อได้ทราบว่า ที่วัดนั้นเป็นสถานที่สงบเงียบมากเพราะไกลจากชุมชน เป็นอันแน่นอนว่าพรรษาที่ ๕ นี้อาตมาก็จำพรรษาที่วัดเกาะแก้ว”

หลวงปู่ท่านได้เล่าให้ฟังว่า ท่านตั้งใจว่าท่านจะพากเพียรพยายามท่องปาฏิโมกข์ให้ได้ เพื่อว่าในวันออกพรรษา ท่านจะได้เป็นผู้สวดปาฏิโมกข์เอง ดังนั้นสิ่งใดที่จะเป็นอุปสรรคต่อความเพียรในครั้งนี้ หลวงปู่ท่านจะงดทำหมด เช่นท่านไปกราบเรียนท่านพระอาจารย์สิงห์ทองว่า ในพรรษานี้ท่านจะไม่ขอรับกิจนิมนต์ ไม่ว่าจะเป็นฉันในบ้าน สวดมนต์ในบ้าน ในงานต่างๆ แต่ข้อวัตรของภิกษุไม่ว่าบิณฑบาต กวาดลานวัด ทำวัตรสวดมนต์ ปฏิบัติภาวนา ท่านนี้ไม่ให้ขาดเลย ยังทำอยู่อย่างสม่ำเสมอ ฉันก็น้อยลง พักผ่อนก็น้อยลง เพื่อจะได้มีเวลาท่องจำมากๆ ในการทำความเพียรของหลวงปู่ ท่านเล่าว่า ท่านเริ่มท่องจำพระปาฏิโมกข์ตั้งแต่ ๙ โมงเช้า เรื่อยไป ๕ โมงเย็น ก็ทำวัตรเย็น แล้วก็ท่องต่อไป แล้วแต่เหตุปัจจัย ปฏิบัติอย่างจริงจังอย่างนี้ทุกวันตลอดพรรษา และแล้วท่านก็ทำได้สำเร็จ สามารถท่องพระปาฏิโมกข์ได้จบก่อนจะถึงวันออกพรรษา

หลวงปู่ได้เมตตาเล่าให้ฟังว่า “นี่อานิสงส์ของการท่องปาฏิโมกข์ มันเกิดขึ้นตรงนี้ ในระหว่างที่อาตมากำลังท่องพระปาฏิโมกข์อยู่นั้น ทุกๆ วันตอนเช้าจะมีชายชราคนหนึ่งชื่อ ไทย เดิมเป็นคนโคราชมาได้ภรรยาอยู่บ้านนี้ อยู่ใกล้วัดนี้ ซึ่งแกเป็นคนที่ไม่ค่อยสนใจเข้าวัดเลย หรือแม้แต่จะนับถือศาสนาอะไร เอาว่าไม่ยอมเข้าวัดเข้าวาเลยว่างั้นนะ เมื่อเข้าพรรษาซึ่งอยู่ในช่วงทำนา ตาไทยแกต้องเอาข้าวไปส่งให้ลูกๆ ที่ไปทำนาทุกวัน จำเป็นต้องเดินผ่านกุฏิของอาตมา แกจะผ่านมาในช่วง ๓ โมงเช้าพอถึงใกล้ๆ กุฏิของอาตมา ตาไทยแกก็จะยืนฟังเสียงท่องปาฏิโมกข์สักชั่วครู แล้วแกก็เดินผ่านไป ตอนขากลับจากนาตอนเย็น แกจะผ่านมาประมาณ ๓ โมงเย็น แกก็จะยืนฟัง แกคงจะแปลกใจว่าพระรูปไหนหนอถึงขยันผิดมนุษย์ผิดมนากระมัง ดีไม่ดี แกอาจจะคิดว่าอาตมาท่องทั้งวันทั้งคืนด้วยซ้ำไป

บางครั้ง ตาไทยแกก็จะหยุดยืนมองหาต้นเสียงว่าเป็นใคร เพราะแกเองก็ยังไม่เคยเจออาตมาเลย บางคราวที่สายตาของแกมองมา ก็มาประสานกันกับอาตมาพอดี แล้วต่างคนก็ต่างละสายตาจากกัน จากนั้นในแต่ละวันตาไทยแกจะหยุดมองอาตมาชั่วขณะ แล้วแกก็เดินจากไปทั้งขาไปและขากลับ สังเกตดูกิริยาแล้ว แกคงแปลกใจที่เห็นอาตมาขยันท่องปาฏิโมกข์อยู่ที่ได้ทุกวัน เพราะได้ยินทั้งเช้าและเย็น จนกระทั่งวันออกพรรษามาถึง อาตมาก็ได้สวดพระปาฏิโมกข์ต่อหมู่สงฆ์ได้สมดังใจ ในวันนั้นมีชาวบ้านมาทำบุญกันมากมาย มาฟังเทศน์ฟังธรรม จำศีลภาวนากันจนเต็มศาลา ตกบ่ายอาตมาก็กลับไปพักที่กุฏิ สักครู่หนึ่ง ตาไทยแกก็ย่องเข้ามาหาอาตมา แล้วก้มลงกราบเท้าอาตมา ๓ ครั้ง แล้วแกก็บอกกับอาตมาว่า

กระผมยอมรับนับถือในความเพียรของท่านจริงๆ ตลอดเวลาสามเดือนที่ผ่านมานี้ กระผมเดินผ่านกุฏิท่านทุกวัน ทั้งเช้า-ทั้งเย็น กระผมก็อัศจรรย์ใจว่า ยังมีพระอย่างนี้อยู่อีกหรือทุกวันๆ แทบไม่ได้หยุดเลย ไหนจะอ่านหนังสือ ไหนจะนั่งสมาธิ ไหนจะเดินจงกรม และยังงานอย่างอื่นอีก ทั้งๆ ที่ท่านก็ฉันแค่หนเดียว ผมสอบถามคนอื่นๆ หลายๆ คนจึงทราบว่าที่กระผมเห็นนั้นเป็นความจริง พระอย่างท่านนี้หายาก ทำไห้คิดว่าพระดีก็ยังมีอยู่ โดยเฉพาะตัวท่านเองนี่แหละ ที่ผมเห็นเป็นตัวอย่างว่าพระบางรูปนั้นน่ายกย่องสรรเสริญ น่าศรัทธาจริงๆ สมดังคำเขาว่าจริงๆ กระผมเห็นกับตาแล้วก็เกิดศรัทธาอย่างมาก ผมเริ่มสงสารแอบเห็นใจพระเณร จึงได้เข้ามากราบต่อท่านในวันนี้ และตัดสินใจเข้าวัดฟังธรรมตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และขอให้ท่านเป็นพยานด้วยว่า กระผมจะขอยึดพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของกระผมตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปด้วย เพราะว่าเมื่อก่อน กระผมบอกตามตรงว่า ผมไม่ค่อยศรัทธาพระและวัดเท่าใดนัก เพราะพระบางรูปเอาแต่กินแล้วก็นอนอยู่สบาย ไม่เห็นทำอะไร แต่พอมาเห็นท่านแล้ว กระผมก็คิดว่า ปัจจุบันนี้ก็ยังมีพระดีๆ อยู่บ้าง ผมยอมรับเลย

เป็นอันว่าเพราะการท่องปาฏิโมกข์แท้ๆ เป็นเหตุให้ตาแก่คนหนึ่งที่เคยนับถือผีสาง ไม่ศรัทธาพระเจ้าเลย ได้หันมาเลื่อมใสศรัทธาในวัดวาในศาสนาขึ้นมาได้ อาตมาจะถือว่าการที่ตาไทย หันมาสนใจวัดวาศาสนาเช่นนี้เป็นเพราะอานิสงส์ในการท่องปาฏิโมกข์นั่นเอง

หลังจากออกพรรษาไม่นาน หลวงปู่ก็กลับมาพักอยู่ที่วัดสามัคคีพัฒนา ในขณะที่ท่านกลับมาพักที่นี่ ก็มีคณะญาติโยมจากบ้านหนองไขว่ บ้านน้ำกร้อ บ้านน้ำชุน บ้านโนนทอง บ้านปากดุก บ้านดงเมือง มานิมนต์หลวงปู่ไปช่วยเทศน์อบรมชาวบ้านในหมู่บ้านของตน โดยหลวงปู่เล่าให้ฟังว่า

“เมื่ออาตมาพิจารณาแล้วว่าที่เขามานิมนต์ ถ้าอาตมาไปเทศน์มันก็จะก่อประโยชน์ให้กับเขามากมาย อาตมาจึงสนองศรัทธาไปตามหมู่บ้านนั้นๆ เฉพาะที่บ้านดงเมืองนั้น เป็นเมืองเก่าแก่โบราณมีซากสิ่งก่อสร้างกองพะเนินมากมาย ดูแล้วน่าศักดิ์สิทธิ์ น่าขลัง น่าประทับใจเป็นยิ่งนัก ยามค่ำคืนมีเสียงสัตว์ร้องกึกก้องพนาไพร ส่วนอาตมาก็ปักกลดอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ โดยมีชายชราคนหนึ่ง คือ นายกรวย คอยอยู่รับใช้ปรนนิบัติ

อาตมาพักอยู่เมืองโบราณแห่งนี้ประมาณ ๑ เดือน ก็ย้ายไปเรื่อยๆ ตามแนวริมฝั่งแม่น้ำป่าสัก ตลอดระยะเวลา ๔ เดือนในหน้าแล้ง พอถึงหน้าฝนอาตมาก็ย้อนกลับมาวัดสามัคคีพัฒนาอีก เพื่อช่วยการจัดงานสร้างสรรค์สังคม... เป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นรักใคร่สามัคคีกันแบบฉันท์พี่น้อง  ฉะนั้น จึงต้องมีกิจกรรมเพื่อกระชับไมตรีกันหลายอย่าง ในงานนั้น อาตมาเห็นว่าเป็นงานที่เกิดผลดีเป็นอย่างมากแก่สังคม น่าเสียดาย ที่ปัจจุบันนี้ไม่มีงานในลักษณะดังกล่าวนั้นเสียแล้ว”

หลวงปู่เล่าให้ฟังว่า “จากนั้นไม่นาน พระอาจารย์วิฤทธิ์และสามเณรบัวลัย ก็ได้ลาสิกขาไปทั้งๆ ที่พระอาจารย์วิฤทธิ์อายุขณะนั้นก็ ๔๕ ปีแล้ว หากสึกไปใช้ชีวิตแบบฆราวาสก็คงจะลำบาก เพราะได้บวชมานาน ไม่เคยได้มีประสบการณ์ในการใช้ชีวิตอย่างฆราวาสมาก่อนเลย แต่ห้ามเท่าไรก็ไม่ฟัง จะขอลาสิกขาท่าเดียว จึงจำต้องปล่อยไปตามหนทางของแต่ละคน ทั้งที่อาตมาก็มีความเป็นห่วงในตัวเพื่อนสหธรรมิกด้วยกันมาก”

ในที่สุด พระอาจารย์วิฤทธิ์ก็ได้สึกออกไปตามที่ได้ตั้งใจไว้ ส่วนหลวงปู่ท่านก็เดินธุดงค์ต่อไปสักระยะหนึ่ง ครั้นกลับมาที่วัดสามัคคีพัฒนาก็ทราบว่าสามเณรบัวลัยได้ขอลาสิกขาไปอีกคน รวมแล้วท่านหลวงปู่ได้อยู่จำพรรษาและได้เที่ยวตระเวนธุดงค์ไปเขตจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นระยะเวลา ๓ ปีเต็มๆ



          หลวงปู่ภูมี ฐิตธมฺโม


          หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม

• อยู่วัดโนนนิเวศน์
หลวงปู่ก็ได้เดินทางออกจากจังหวัดเพชรบูรณ์ กลับมาอยู่ที่วัดโนนนิเวศน์ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งมีหลวงปู่ภูมี จิตธมฺโม เป็นเจ้าอาวาส

หลวงปู่ได้เมตตาเล่าถึงหลวงปู่ภูมีให้ฟังว่า
“ตอนที่อาตมาไปจำพรรษาที่วัดโนนนิเวศน์ ดูเหมือนจะเป็นพรรษาที่ ๖ ซึ่งขณะนั้นหลวงพ่อภูมี เป็นเจ้าอาวาส หลวงพ่อภูมีท่านเป็นคนบ้านไก่เถื่อน จังหวัดอุดรธานี เมื่ออายุ ๑๔ ปี บรรพชาเป็นสามเณร จนกระทั่งอายุ ๒๐ ปี ก็อุปสมบทเป็นพระ ในช่วงปี พ.ศ.๒๔๗๘- พ.ศ.๒๔๘๐ ท่านบวชก่อนอาตมา ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่หลวงปู่สิงห์ ขนฺตฺยาคโม ศิษย์เอกของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้มาสร้างสำนักปฏิบัติกรรมฐานขึ้น ณ ที่ที่เรารู้จักกันว่าวัดป่าสาลวัน เมืองโคราชทุกวันนี้

นับว่าเป็นสำนักพระกรรมฐานแห่งแรกในภาคอีสาน ในช่วงนั้นกิตติศัพท์ของหลวงปู่สิงห์ ขนฺตฺยาคโม ดังกระฉ่อนมาก หลวงพ่อภูมีซึ่งเป็นผู้มีบารมีทางพระกรรมฐานอยู่แล้ว หรือจะเรียกว่าท่านเป็นดอกบัวประเภทที่หนึ่งก็ว่าได้ พอได้ยินกิตติศัพท์เท่านั้น หลวงพ่อภูมีท่านก็ต้องการไปปฏิบัติกรรมฐานที่สำนักของหลวงปู่สิงห์ที่โคราช แล้วท่านก็ได้เดินทางไปตามที่ท่านตั้งใจไว้

เมื่อมาถึงวัดป่าสาลวันแล้ว ก็เข้าพบท่านอาจารย์ ขอฝากเนื้อฝากตัวต่อหลวงปู่สิงห์ ซึ่งท่านก็ได้เมตตารับไว้เป็นศิษย์

หลวงพ่อภูมี ท่านได้ตั้งใจเรียนและปฏิบัติอย่างจริงจัง และมีความสันทัดในการเทศน์เป็นอย่างดี มีญาติโยมที่รู้จักนับถือในวงกว้าง โดยเฉพาะท่านได้ไปตั้งสำนักปฏิบัติธรรมอยู่ที่อำเภอจักราช ต่อมาญาติโยมจากจังหวัดอุดรธานีก็ตามไปนิมนต์ท่านที่โคราช เพื่อให้ท่านกลับมาเป็นเจ้าอาวาสวัดโนนนิเวศน์ อุดรธานี หลวงพ่อภูมีท่านก็รับนิมนต์แล้วเดินทางกลับอุดรธานี

ราวปี พ.ศ.๒๕๐๕ หลวงปู่สิงห์ ก็มรณภาพ ทางวัดป่าสาลวันไม่มีผู้ใดที่มีความเหมาะสมที่จะมารับตำแหน่งเจ้าอาวาส คณะญาติโยมวัดป่าสาลวันก็พากันเดินทางไปอุดรธานี เพื่อนิมนต์หลวงพ่อภูมีกลับไปเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าสาลวัน

วันแต่ละวันท่านแทบไม่ได้อยู่ฉันภัตตาหารที่วัดเลย เพราะติดกิจนิมนต์นอกวัดเสียยาวเหยียด วันหนึ่งประมาณ ปี พ.ศ.๒๕๑๒-พ.ศ.๒๕๑๓ หลวงพ่อภูมีรับกิจนิมนต์ของลูกศิษย์ที่จังหวัดชลบุรี พอถึงวันงานลูกศิษย์ก็เอารถมารับที่วัดป่าสาลวัน ประมาณตี ๓ ตี ๔ เพื่อจะไปให้ทันสวดมนต์ฉันเช้าที่ชลบุรี รถรับท่านเดินทางไปจนถึงเขตอำเภอปากช่อง รถเกิดอุบัติเหตุ หลวงพ่อภูมีก็ถึงแก่มรณภาพทันที โดยที่ท่านมิได้ทุกข์ทรมานใดๆ เลย นี่แหละหนอชีวิต ไม่มีเครื่องหมายให้รู้ได้เลยว่าจะตายวันไหน เวลาใด”

เมื่อหลวงปู่กลับมาอยู่จำพรรษาที่วัดโนนนิเวศน์ ท่านจึงได้รู้จักคุ้นเคยสนิทสนมกับหลวงปู่ภูมีเป็นอย่างดี จนกระทั่งเดือนมกราคม พ.ศ.๒๔๘๖ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะและสะดวกแก่การออกธุดงค์ ในระหว่างที่กำลังตระเวนธุดงค์อยู่ในเขตจังหวัดอุดรธานีนั้น

หลวงปู่ท่านเล่าให้ฟังถึงตอนนี้ว่า “นับว่าเป็นความโชคดีของอาตมาที่ได้พบครูบาอาจารย์ผู้มีประสบการณ์ทางพระกรรมฐานมากอีกองค์หนึ่งคือ พระอาจารย์อ่อนศรี สุเมโธ ท่านเคยปฏิบัติธรรมอยู่กับหลวงปู่มั่น  ที่อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเวลาหลายปี

การออกธุดงค์ครั้งนี้เราไปด้วยกัน ๕ รูป คือ พระอาจารย์อ่อนศรี สุเมโธ, พระอาจารย์เหล็ก, อาตมา และพระหนุ่มอีก ๒ รูป ธุดงค์มุ่งหน้าไปทางอำเภอบ้านผือ ผ่านหมู่บ้านพันเหมือน แวะพักอยู่ที่ป่าช้าของบ้านพันเหมือน ๑๕ วัน ปักกลดอยู่ห่างกันประมาณ ๓ เส้นตามใต้ต้นไม้ โดยญาติโยมได้ขนฟางมาเกลี่ยปูพื้นที่ให้ การที่เอาฟางมาปูแม้ว่าจะช่วยให้เกิดความอบอุ่นได้ แต่เราก็ต้องระวังปลวกมาแทะเล็มกลด เพราะฟางจะส่งกลิ่นหอม เป็นอาหารที่โอชะของปลวกดีนัก

ที่ป่าช้าหมู่บ้านพันเหมือน ในคืนแรกก็มีคนหามศพมาทิ้ง คือเอามาฝังเสร็จแล้วก็หนีไป อยู่หลายวันก็ได้เห็นหลายศพ กลางคืนยิ่งดึกยิ่งเงียบ ได้ยินเสียงใบไม้กระพือสะพัดหวีดหวิวแบบแผ่วเบา นานๆ ทีก็มีเสียงสุนัขจิ้งจอกเห่าหอนเป็นระยะๆ นอกจากนี้สัตว์ที่หากินกลางคืน เช่น ค่าง บ่าง ชะนี และค้างคาว เป็นต้น บางทีมันบินมาใกล้ๆ เสียงปีกมันดังผับๆ บางครั้งถึงกับตกใจตื่น เพราะจิตกำลังจะสงบ ก็ต้องเริ่มประคองจิตใหม่เพื่อให้สงบอีก

ทุกๆ คืนประมาณ ๓ ทุ่ม พวกเราก็ฟังการอบรมธรรมะจากพระอาจารย์อ่อนศรี ส่วนมากท่านจะอบรมเกี่ยวกับเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา คืนไหนที่นั่งสมาธินานๆ เมื่อออกจากสมาธิแล้ว ควรดัดตนยืดเส้นยืดสายบ้างเพื่อให้เส้นสายคลายตัว เลือดลมเดินสะดวก เมื่อยู่ป่าช้าบ้านพันเหมือนครบ ๑๕ วันแล้ว หลังจากนั้นคณะของอาตมาก็ออกเดินทางต่อ มุ่งไปยังอำเภอบ้านผือ ตามรายทาง เมื่อค่ำไหนก็นอนนั่น

หลวงปู่ท่านได้อธิบายถึงเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา หลังจากที่ได้เล่าเรื่องนี้จบลง

“ในใจของคนเราถ้าตั้งมั่นเป็นสมาธิ เชื่อมั่นในพระศาสนา เชื่อมั่นในศีลในพระธรรมวินัย หมั่นทำความเพียรอย่าใด้ลดละ ทำอย่างอุชุปฏิบัติ คือ ปฏิบัติตรงไปตรงมา ตรงต่อศีลต่อธรรม เคยปฏิบัติอย่างไรก็ทำอย่างนั้น เคยทำเวลาใดก็ทำเวลานั้น ปัญญาความรอบรู้ในกองสังขารก็จะบังเกิดขึ้น เมื่อรู้ในสังขารทั้งหลายว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ทนได้ยาก ไม่ใช่เราไม่ใช่ของๆ เรา แล้วตัวกูของกูที่ไหนมันจะมี มันก็ไม่ยึดถือ ไม่ติดไม่เกี่ยว อะไรจะมากระทบอายตนะทั้ง ๖ สิ่งนั้นก็เป็นแต่สักว่าเฉยๆ สิ่งนั้นมันก็ไม่เกี่ยวไม่ข้องไม่กวนอะไรเรา มันก็อยู่ตามสภาวะของมันไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล มันก็ทิ้งไป วางไป ถ้ารู้อย่างนี้ก็เรียกว่า พุทโธ คือว่ารู้แล้ว เป็นเช่นนั้น จิตของคนเราก็จะไปหาเวรที่ไหนมามี จิตก็ไม่พยาบาทจองเวร จิตก็ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ ปราศจากความเศร้าหมองขุ่นเคืองจิตใจ นั้นก็คือบริสุทธิจิต จิตสะอาดจิตว่าง นั้น เพราะเราได้เป็นสุคะโต ฝึกจิตมาดี รักษาศีล ให้ทาน เจริญภาวนา พิจารณากาย นั่นแหละจึงได้ชื่อว่า ปัญญาทางโลกจะสู่ปัญญารอบรู้สังขาร ปัญญาผู้รู้เท่าทันกิเลสได้อย่างไร ซึ่งก็มีแต่ความสุข ความสุขที่มิใช่ทางโลก แต่เป็นความสุขทางธรรม เป็นความสุขที่ปราศจากกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ ทางออกจากทุกข์ก็มีอยู่ที่ ศีล สมาธิ ปัญญา จะไปหาทางอื่นนั้นไม่มี คนมันเกิดจาก ๓ ตัวนี้ ทางอื่นไม่ใช่สุขแท้ แต่นั่นคือข้าศึกที่เรียกว่า กิเลส นั่นเอง



มีต่อ
17  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ห้องสมุด / Re: ประวัติวัดอรุณราชวราราม เมื่อ: 30 พฤศจิกายน 2560 15:27:16



รัชกาลที่ ๖

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เมื่อปีจอ พ.ศ.๒๔๕๓ การปฏิสังขรณ์วัดอรุณฯ ไม่สู้จะมีมากนักเพราะทุกสิ่งทุกอย่างภายในวัดยังบริบูรณ์ดีอยู่ จะมีบ้างก็เป็นส่วนปลีกย่อยที่ทางวัดกับผู้มีจิตศรัทธาร่วมกันดำเนินการเอง ปรากฏตามรายงานของมรรคนายกมีดังต่อไปนี้

พ.ศ.๒๔๕๔
๑.ก่อเขื่อนหน้าวัดทางด้านที่จะขึ้นพระปรางค์ ยาว ๓๙ วา ๒ ศอก
๒.ทำเสาเหล็กและสะพานท่าน้ำ
๓.ซ่อมรูปยักษ์หน้าประตูซุ้มยอดมงกุฎ
๔.ทำฐานรองพระบรมรูปหล่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในพระอุโบสถ
   ทั้ง ๔ รายการนี้ ใช้เงินผลประโยชน์ของวัด


พ.ศ.๒๔๕๖
๑.สร้างกุฎขึ้นใหม่ ๒ หลัง ปฏิสังขรณ์ของเก่า ๒ หลัง และก่อกำแพงด้านหน้าและด้านหลังของกุฏิด้วยเงินของเจ้าคุณพระสาธุศีลสังวร (เผื่อน)
๒.สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม ๒ ชั้น ๑ หลัง ในคณะ ๗ ด้วยเงินของพระครูประสิทธิ์พุทธมนต์ (ลืม)(๑) กับนายบ๋า บุตรพระยาอัษฎงคตทิศรักษา (ต้นกิมจิ๋ง ณ ระนอง)
๓.สร้างถนนระหว่างกุฏิกับโรงเรียนทวีธาภิเศก และระหว่างพระอุโบสถ ๔ สาย ด้วยเงินของผู้มีจิตศรัทธาบริจาคร่วมกัน
๔.มหาเสวกตรี พระยาอัพภันตรีกามาตย์ (จ่าง ภาณุทัต) บริจาคเงินให้พระครูภาวนาภิรมย์ (พุ่ม)(๒) สร้างกุฏิหลัง ๑
๕.ทำเขื่อนหน้าวัดต่อขึ้นมาทางเหนือ ยาว ๖๖ วา ๒ ศอก สูง ๔ ศอก ๑ คืบ
๖.ซ่อมแซมรูปยักษ์หน้าประตูซุ้มยอดมงกุฎ
๗.ซ่อมศาลานายนกและนายเรื่อง เพราะหลังคาพัง ต้องทำใหม่
    รายการที่ ๕-๗ ใช้เงินของผู้มีจิตศรัทธาบริจาคร่วมกัน


---------------------------------------------
(๑) เป็นบุตรพระยาปริยัติธรรมธาดา (เปี่ยม ปี่ยัมปุตร) และคุณหญิงส้มลิ้ม ต่อมาได้เลื่อนขั้นเป็นพระครูวิสุทธิธรรมภาณ และพระครูภาวนาวิจารณ์โดยลำดับ
(๒) ต่อมาได้รับสมณศักดิ์เป็นพระปัญญาคัมภีรเถระ


รัชกาลที่ ๗

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเมื่อปีฉลู พ.ศ.๒๔๖๘ ไม่ปรากฏหลักฐานการปฏิสังขรณ์ เข้าใจว่าการก่อสร้างในรัชกาลนี้คงจะมีบ้าง ทางวัดได้รับมอบกรรมสิทธิ์ที่ดินมีทั้งเรือนและห้องแถวเพิ่มขึ้น คือ นางวิวิธนการ (ภูล สุคนธะชาติ) บ้านตำบลตรอกสลักหิน ถนนรองเมือง อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร ยกกรรมสิทธิ์ที่ดิน ๕๓ ตารางวา พร้อมด้วยห้องแถว ๒ ชั้น ๓ ห้อง พื้นไม้ตะแบก ฝาไม้สิงคโปร์ หลังคามุงสังกะสี กับเรือนชั้นเดียว ๑ หลัง พื้นและฝาไม้สัก หลังคามุงสังกะสี ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินท้องที่อำเภอบางกอกใหญ่ จังหวัดธนบุรี เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ขุนมหาฤทธิไกร (ผ่อง เนตรนิยม) บิดาและนางจีน มหาฤทธิไกร มารดา เมื่อวันที่ ๕ กันยายน พ.ศ.๒๔๗๒

รัชกาลที่ ๘

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เมื่อปีจอ พ.ศ.๒๔๗๗ ไม่ปรากฏหลักฐานการปฏิสังขรณ์วัด แต่พระเถระผู้ใหญ่ในวัดนี้ได้ชี้แจงและยืนยันว่า ได้มีการปฏิสังขรณ์วัดหลายอย่าง เช่นทำถนนหนทางในวัดให้มั่นคงถาวรยิ่งขึ้น และทำเขื่อนหน้าวัดให้แข็งแรง เพราะของเดิมชำรุดทรุดโทรมมาก ได้จัดการซ่อมและทำใหม่ให้มั่นคง

รัชกาลที่ ๙

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เมื่อปีจอ พ.ศ.๒๔๘๙ ในรัชกาลนี้มีการบูรณปฏิสังขรณ์หลายอย่าง โดยเฉพาะย่างยิ่ง คือ สมัยเมื่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันมาครองวัดนี้ งานปฏิสังขรณ์ปูชนียวัตถุและถาวรวัตถุตลอดจนการก่อสร้างต่างๆ ได้ดำเนินมาโดยลำดับ จากหลักฐานทางวัดมีดังต่อไปนี้

พ.ศ.๒๔๙๑
๑.ซ่อมถนนและฐานพระศรีมหาโพธิ์หน้าวัด
๒.รื้อศาลาการเปรียญของเก่า แล้วสร้างโรงเรียนปริยัติธรรมเป็นตึกทรงไทย ๒ ชั้น มีมุข ๔ ด้าน เทคอนกรีตเสริมเหล็ก ผนังก่ออิฐถือปูน มุงด้วยกระเบื้องเคลือบ แล้วเสร็จใน พ.ศ.๒๔๙๒ นางเผือก ยุวบูรณ์ เป็นผู้บริจาคทรัพย์จำนวน ๒๘๐,๐๐๐ บาท และเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันบริจาคสมทบอีก ๑๗,๔๒๓ บาท ๒๕ สตางค์ ให้ชื่อว่าโรงเรียนพระปริยัติธรรม “เผือกวิทยาประสาธน์”


พ.ศ.๒๔๙๒
๑.ซ่อมกุฏิในคณะ ๑ ด้วยเงินของผู้มีจิตศรัทธาบ้าง ผลประโยชน์ของวัดบ้าง
๒.ซ่อมประตูและกำแพงวัดด้านตะวันตก ด้วยเงินของผู้มีจิตศรัทธา


พ.ศ.๒๔๙๓
๑.ปฏิสังขรณ์พระวิหาร ซึ่งชำรุดเสียหายมาก และซ่อมองค์พระประธานในพระวิหารพร้อมทั้งฐานชุกชี ด้วยเงินของรัฐบาลร่วมกับผู้มีจิตศรัทธา เงินรายได้จากงานเทศน์มหาชาติ และเงินจัดงานประจำปีของวัด(๑)
๒.ซ่อมรั้วเหล็กรอบพระปรางค์ ด้วยเงินของรัฐบาลและเงินของวัด
๓.ซ่อมช่อฟ้าใบระกาและหางหงส์พระระเบียงหรือวิหารคดบางส่วน ด้วยเงินของผู้มีจิตศรัทธา


---------------------------------------------
(๑) งานประจำปีของวัด กองทัพเรือเป็นผู้อุปถัมภ์เสมอมา

พ.ศ.๒๔๙๔
๑.ปฏิสังขรณ์โบสถ์น้อยและวิหารน้อยหน้าพระปรางค์ ด้วยเงินของรัฐบาล

พ.ศ.๒๔๙๕
๑.สร้างเขื่อนปากคลองหน้าวัด ยาว ๔๕ เมตร กว้างครึ่งเมตร ด้วยเงินของนางชลิอจิตต์ สุมาวงศ์

พ.ศ.๒๔๙๖
๑.ซ่อมกุฏิ ๕ ห้อง ๑ หลัง
๒.ซ่อมศาลาราย ๒ หลัง
๓.ซ่อมถนน ๓ สาย
๔.ก่อกำแพงด้านหลังวัด และหน้าพระอุโบสถ
๕.ซ๋อมรูปยักษ์หน้าประตูซุ้มยอดมงกุฎและทำแผงตาข่ายเหล็กกั้น
    ทั้ง ๕ รายการนี้ ด้วยเงินผลประโยชน์ของวัด
๖.คุณหญิงมนูเวทย์วิมลนาท (แฉล้ม สุมาวงศ์) บริจาคเงินสร้างอาคารไม้รูปทรงแบบจีน ๔ หลัง ศาลาท่าน้ำแบบทรงไทยหลัง ๑ ชื่อ “อนุสรณ์ท่าเรือคุณแม่เผือก” พร้อมกับสร้างสะพานท่าน้ำทำโป๊ะหล่อด้วยปูนซีเมนต์ สร้างกำแพงกั้นเป็นเขตจดเขื่อนหน้าวัด มีประตูเหล็กใหญ่ประตู ๑ ประตูเล็กประตู ๑ และซ่อมศาลาท่าน้ำหน้าวัด ๔ หลัง
     สิ่งก่อสร้างตามรายการที่ ๖ นี้ ผู้สร้างถวายไว้เป็นสมบัติของวัด


พ.ศ.๒๔๙๗
๑.สร้างเขื่อนริมคลองด้านเหนือวัด ยาว ๑๕๐ เมตร แล้วทำรั้วสังกะสีกั้นเป็นเขต ยาว ๑๐๐ เมตร ด้วยเงินของวัดและของผู้เช่าที่ดิน
๒.ปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ โดยรื้อช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ลง เปลี่ยนตัวไม้ที่เสีย ส่วนที่ยังใช้ได้ก็คงไว้ แล้วลงรักปิดทองประดับกระจกตามเชิงชายน้ำตก กะเทาะปูนออก เทคอนกรีตเสริมเหล็ก แล้วถือปูนใหม่ทุกชั้น ทาน้ำปูนกำแพงด้านนอกพระอุโบสถและเสาโดยรอบ พร้อมกันนั้นได้ซ่อมลายฉลุพื้นเพดานที่ลบเลือนเสียหาย ลงรักปิดทองประดับกระจกบัวหัวเสาและบัวเชิงเสา
๓.ซุ้มบุษบกยอดปรางค์หน้าพระอุโบสถทรุด ได้แก้ไขให้คงสภาพเดิม แล้วลงรักปิดทองประดับกระจกใหม่ ทำลายรดน้ำบานหน้าต่างด้านนอก ๔ ช่อง
๔.เปลี่ยนกระเบื้องหลังคาพระระเบียงใหม่ทั้งหมด และทำช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ตามซุ้มจระนำที่เสียหาย แล้วลงรักปิดทอง
    รายการที่ ๒-๔ นี้ ส่วนใหญ่ด้วยเงินที่รัฐบาลมอบให้ เป็นจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท สมทบด้วยเงินที่ได้จากงานเทศน์มหาชาติงานประจำปี และผู้มีจิตศรัทธาบริจาค
๕.บูรณะศาลารายข้างพระวิหารใหญ่ ๓ หลัง หอไตรหลัง ๑ และกุฏิ ๑๔ หลัง ด้วยเงินของกระทรวงกลาโหมมอบให้ เป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท


พ.ศ.๒๔๙๘
๑.บูรณะซุ้มประตูยอดกุฎหน้าพระอุโบสถ ด้วยเงินของวัด
๒.ลงมือปฏิสังขรณ์พระปรางค์ทิศกับมณฑปทิศทางด้านเหนือด้วยเงินที่รัฐมอบให้ เป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๙๗ เหลือมา


พ.ศ.๒๕๐๐
๑.รื้อหอกลาง ๒ ชั้น ในคณะ ๗ ซึ่งเดิมใช้เป็นโรงเรียนปริยัติธรรมของวัด แล้วปรับปรุงให้เป็นชั้นเดียว เปลี่ยนเสาระเบียง ๓ ด้าน เป็นคอนกรีต ปรับพื้น ตีเพดาน ทาสีใหม่
๒.ลงรักปิดทองบัวพระอุโบสถด้านหลัง บูรณะซุ้มและประตูบางส่วนที่ชำรุด
๓.ซ่อมศาลาท่าน้ำ ๖ หลัง แล้วทาสีใหม่
๔.เปลี่ยนพื้นสะพาน ๑ สะพาน พร้อมทั้งเปลี่ยนลูกกรงบางส่วนที่ชำรุด แล้วทาสี
๕.ซ่อมปูนที่ชำรุดตามรั้วพระปรางค์ แล้วทาสีใหม่ กับทาสีลูกกรงเหล็กด้วย
๖.บูรณะหอกลางในคณะ ๑ คือ รื้อหลังคาปรับปรุงเครื่องบนใหม่หมด แล้วมุงด้วยกระเบื้องสีเขียว ถือปูนอกไก่และตามตะเฆ่ ทำใบระกาหล่อด้วยซีเมนต์ทั้ง ๒ ด้าน ทำเพดาน ปรับพื้น ถากเสาให้เล็กลง แล้วถือปูน ก่อกำแพงระเบียงด้านเหนือด้านใต้ ทำเป็นประตูเข้าออก ๔ ประตู หน้าต่าง ๕ หน้าต่าง ส่วนระเบียงด้านตะวันออก รักษาลูกกรงไว้ตามเดิม แต่ทำหน้าต่างเพิ่มอีก ๔ หน้าต่าง ทำรางน้ำ ทาสีและติดโคมไฟฟ้าใหม่ (เฉพาะรายนี้ นางตลับ ชินะการ บริจาคเงินสมทบ ๒๐,๐๐๐ บาท อุทิศส่วนกุศลให้ นายอั๋น ชินะการ สามี)
๗.ปฏิสังขรณ์พระปรางค์ทิศด้านเหนือของพระปรางค์ใหญ่ ๑ องค์
     ทั้ง ๗ รายการนี้ ด้วยเงินบริจาคของผู้มีจิตศรัทธาและเงินรายได้จากงานสมโภชพระบรมสารีริกธาตุ


พ.ศ.๒๕๐๑
๑.ซ่อมพระเจดีย์ ๔ องค์ ระหว่างมณฑปพระพุทธบาทจำลองกับพระระเบียงพระอุโบสถด้านใต้
๒.ซ่อมกุฏิ
๓.ซ่อมหอเขียวในคณะ ๑
ทั้ง ๓ รายการนี้ ด้วยเงินของผู้มีจิตศรัทธาร่วมกันบริจาค


พ.ศ.๒๕๐๓
๑.สร้างฌาปนสถาน ระหว่างหลังกุฏิคณะ ๖-๘ กับกำแพงหลังวัด ด้วยเงินผลประโยชน์ของวัดกับเงินบริจาคของผู้มีจิตศรัทธา สิ้นค่าใช้จ่ายประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ บาทเศษ

พ.ศ.๒๕๐๗
๑.ซ่อมหอเขียวในคณะ ๑ และสร้างกุฏิติดหอเหลืองอีก ๑ หลัง
๒.ซ่อมกุฏิในคณะ ๒
ทั้ง ๒ รายการนี้ ด้วยเงินผลประโยชน์ของวัด และเงินบริจาคของผู้มีจิตศรัทธา


พ.ศ.๒๕๐๘
๑.ปฏิสังขรณ์พระปรางค์ทิศด้านทิศเหนืออีก ๑ องค์
๒.ปฏิสังขรณ์มณฑปทิศด้านเหนือ
ทั้ง ๒ รายการนี้ ด้วยเงินงบประมาณของรัฐบาล ๕๐,๐๐๐ บาทเศษ ร่วมกับเงินบริจาคของผู้มีจิตศรัทธาอีกประมาณ ๕๐,๐๐๐ บาทเศษ


พ.ศ.๒๕๐๙
๑.ซ่อมกุฏิในคณะ ๓ ด้วยเงินผลประโยชน์ของวัด

พ.ศ.๒๕๑๐
๑.ทำสะพานท่าน้ำ เปลี่ยนจากไม้เป็นคอนกรีต
๒.ทำรั้วลูกกรงเหล็กรอบโรงเรียนพระปริยัติธรรม “เผือกวิทยาประสาธน์”
ทั้ง ๒ รายการนี้ ด้วยเงินผลประโยชน์ของวัด และผู้มีจิตศรัทธาบริจาคร่วมกัน

ในปีนี้ กรมศิลปากรกับกรมการศาสนาได้รับมอบให้ดำเนินการบูรณะปฏิสังขรณ์พระปรางค์เป็นการใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะต้องใช้เวลาและเงินจำนวนมาก มูลเหตุแห่งการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งนี้ มีลำดับความเป็นมาดังต่อไปนี้

เมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๙ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (วน ฐิติญาโณ) เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน ได้มีลิขิตถึง ฯพณฯ จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี เป็นใจความว่า พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม ซึ่งเป็นปูชนียสถานเก่าแก่อันหาค่ามิได้ของชาติไทย ขณะนี้อยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมมาก แม้ทางวัดจะได้บูรณะซ่อมแซมตลอดมา ก็ยังไม่สมบูรณ์เช่นเดิม จึงใคร่ขอให้ทางราชการอุปถัมภ์ช่วยเหลือบูรณะให้อยู่ในสภาพดีต่อไป

พันเอก ขุนทะยานราญรอน รองเลขาธิการทำเนียบนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง รักษาราชการแทนเลขาธิการทำเนียบนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือ ที่ สร.๐๒๐๙/๒๐๘๓ ลงวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๐๙ ถึงปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ขอให้กระทรวงศึกษาธิการพิจารณาว่า จะให้ความอุปถัมภ์ได้เพียงใด กระทรวงศึกษาธิการจึงได้มอบให้กรมการศาสนาเป็นผู้พิจารณา แล้วได้มีหนังสือ ด่วนมากที่ ศธ.๐๔๐๗/๗๐๙๐ ลงวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๐๙ ถึงเลขาธิการทำเนียบนายกรัฐมนตรี เป็นใจความว่า พระปรางค์วัดอรุณฯ อยู่ในสภาพที่ชำรุดทรุดโทรมจริง และเห็นสมควรให้กรมศิลปากรส่งช่างไปตรวจพิจารณาเพื่อบูรณะ โดยกำหนดโครงการไว้ ๓ ปี เริ่มแต่ปี ๒๕๑๐ ในวงเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมกันนั้นได้มีหนังสือ ด่วนมากที่ ศธ.๐๔๐๗/๒๓๔๖ ลงวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๐๙ ถึงอธิบดีกรมศิลปากร มีข้อความอย่างเดียวกัน

กรมศิลปากรได้มอบให้กองหัตถศิลป จัดช่างในกองหัตถศิลป ไปตรวจพิจารณารายละเอียดต่างๆ ซึ่งจะต้องบูรณะพร้อมทั้งจัดทำผังบริเวณถ่ายภาพ และร่างโครงการซ่อมเสนอ แล้วกรมศิลปากรได้เชิญผู้เชี่ยวชาญทั้งฝ่ายช่าง ฝ่ายโบราณคดี ฝ่ายสถาปัตย์ ฝ่ายจิตรกรรมและประติมากรรม ฝ่ายประณีตศิลป และฝ่ายวิศวกร ของกรมศิลปากร ประชุมปรึกษาหารือกัน เป็นที่ตกลงแล้ว กรมศิลปากรจึงมีหนังสือที่ ศธ.๐๘๐๘/๕๓๒ ลงวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๐ ถึงอธิบดีกรมการศาสนา แจ้งว่า ได้จัดทำโครงการบูรณะพระปรางค์วัดอรุณฯ พร้อมทั้งประมาณการค่าใช้จ่ายต่อจากงวดแรก (๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท) ซึ่งจะต้องดำเนินการบูรณะจนแล้วเสร็จเป็นเงินเพิ่มขึ้นอีก ๑๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท  โดยแบ่งงานบูรณะออกเป็น ๔ งวด ใช้เวลา ๕ ปี และในที่ประชุมอธิบดีในกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๑๐ ที่ประชุมได้มีมติมอบให้กรมศิลปากรเป็นเจ้าของเรื่องดำเนินการบูรณะพระปรางค์วัดอรุณฯ และหนังสือชี้แจงให้ทราบ กระทรวงศึกษาธิการ เสนอโดยหนังสือ ที่ ศธ.๐๘๐๑/๗๒๖๖ ลงวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๑๐ ถึงคณะรัฐมนตรี พร้อมกับเสนอขอแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาแผนการบูรณะรวม ๑๖ ท่าน ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้ลงมติอนุมัติเมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๑๐ ตามหนังสือที่ สร.๐๔๐๓/๖๖๘๕ ลงวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๑๐ มีรายนามดังต่อไปนี้


                                 คณะกรรมการแผนการบูรณะ
๑.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ          ประธาน
๒.หม่อมหลวงชูชาติ กำภู รองประธาน
๓.รองเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม กรรมการ
๔.ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กรรมการ
๕.ปลัดกระทรวงมหาดไทย กรรมการ
๖.อธิบดีกรมศิลปากร กรรมการ
๗.อธิบดีกรมการศาสนา กรรมการ
๘.ผู้ว่าราชการจังหวัดธนบุรี กรรมการ
๙.นายกเทศมนตรีนครธนบุรี กรรมการ
๑๐.ผู้แทนสำนักพระราชวังกรรมการ
๑๑.ผู้แทนสำนักงบประมาณ กรรมการ
๑๒.ผู้แทนกรมโยธาเทศบาล กรรมการ
๑๓.ผู้แทนกองทัพเรือ กรรมการ
๑๔.สถาปนิกพิเศษ กรรมการ
๑๕.รองอธิบดีกรมศิลปากร กรรมการและเลขานุการ
๑๖.เลขานุการกรมศิลปากร กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

และให้เจ้าอาวาสวัดอรุณฯ เป็นที่ปรึกษาของกรรมการคณะนี้ ต่อมา ฯพณฯ ม.ล.ปิ่น มาลากุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประธานกรรมการพิจารณาแผนการบูรณะพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม ได้มีคำสั่ง ที่ ๓๖๖/๒๕๑๐ ลงวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๑๐ แต่งตั้งอนุกรรมการสำรวจความชำรุดของพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามมีรายนามดังต่อไปนี้

                                 คณะอนุกรรมการสำรวจความชำรุดของพระปรางค์
๑.ม.ล.ชูชาติ กำภู ประธานกรรมการ
๒.อธิบดีกรมศิลปากรรองประธานกรรมการ
๓.ดร.ชัย มุกตพันธ์ อนุกรรมการ
๔.ดร.รชฏ  กาญจนะวณิชย์ อนุกรรมการ
๕.สถาปนิกพิเศษ กรมศิลปากร อนุกรรมการ
๖.หัวหน้ากองสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร     อนุกรรมการ
๗.นายสุวิชญ์  รัศมิภูติ อนุกรรมการ
๘.หัวหน้ากองหัตถศิลป กรมศิลปากร อนุกรรมการและเลขานุการ


พิธีบวงสรวง
ฯพณฯ ม.ล.ปิ่น มาลากุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานกรรมการ พร้อมด้วยคณะกรรมการบูรณะพระปรางค์วัดอรุณฯ ได้ประกอบพิธีบวงสรวงก่อนเริ่มการบูรณะพระปรางค์ ณ ภายในบริเวณด้านหน้าองค์พระปรางค์ เมื่อวันพุธที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๑๐ เวลา ๙.๐๐ น.  พิธีเริ่มด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยในพิธีมณฑล พระราชครูวามเทพมุนี ประกอบพิธีบวงสรวงเสร็จแล้วสมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าอาวาสประพรมน้ำพระพุทธมนต์แก่ผู้ร่วมงาน พระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถา เป็นเสร็จพิธี


โปรดติดตามตอนต่อไป
p 34
18  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ไปเที่ยว / Re: พิพิธภัณฑ์ หลวงพ่อเดิม พุทฺธสโร จ.นครสวรรค์ เมื่อ: 29 พฤศจิกายน 2560 18:15:33

อุโบสถวัดหนองหลวง อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์


หน้าบันอุโบสถด้านทิศใต้ เขียนไว้ว่า พระครูนิวาสธรรมขันธ เริ่มสร้างเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๗


หน้าบันอุโบสถด้านทิศเหนือ เขียนไว้ว่า สร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๒




สร้างถาวรวัตถุในวัด
หลวงพ่อมีนิสัยและมีฝีมือในการสร้าง ซึ่งหลวงพ่อได้ก่อสร้างสิ่งที่เป็นถาวรวัตถุในพระพุทธศาสนา และที่เป็นสาธารณประโยชน์อื่นๆ ไว้มากมาย เมื่ออุปสมบทแล้วมาอยู่จำพรรษาในวัดหนองโพ ในพรรษาแรกๆ นั้น หลวงพ่อก็เริ่มสร้างศาลาการเปรียญขึ้นในวัดหนองโพ แล้วหลวงพ่อก็ปฏิสังขรณ์แก้ขยายขึ้นจากหลังที่หลวงพ่อสร้างไว้แต่ก่อนนั้นอีกเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๔ ก่อนหน้านั้น เมื่อปีมะโรง พ.ศ.๒๔๓๕ หลวงพ่อได้สร้างกุฏิขึ้นใหม่ในวัดหลังหนึ่งเป็นกุฏิหลังแรกที่ใช้ฝาไม้กระดาน และซื้อมาจากบ้านบางไก่เถื่อน (ตำบลบ้านตลุก อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท) เมื่อสร้างศาลาและกุฏิขึ้นใหม่ในวัดหนองโพ ครั้งนั้น บรรดาท่านผู้เฒ่าผู้แก่ปู่ย่าตายายของชาวบ้านหนองโพซึ่งมีวิตอยู่ในสมัยนั้น ต่างออกปากชมกันว่า “ท่านองค์นี้ไม่ใช่ใครอื่นแล้วคือหลวงพ่อเฒ่าเจ้าของวัดของท่านมาเกิด”  นอกจากศาลาการเปรียญและหมู่กุฏิ หลวงพ่อได้ร่วมกับทายกทายิกา ชาวบ้าน สร้างโรงอุโบสถขึ้นในที่โรงอุโบสถเดิม เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๘ และในคราวเดียวกันได้สร้างพระเจดีย์ ๓ องค์ มีกำแพงล้อมรอบไว้ตรงหน้าพระอุโบสถด้วย

นิสัยชอบก่อสร้างของหลวงพ่อนั้น อาจกล่าวได้ว่าเป็นชีวิตจิตใจของหลวงพ่อติดต่อมาจนตลอดชีวิต โดยเหตุที่วัดวาอารามตามท้องถิ่นในสมัยนั้นมักมีแต่กุฏิสงฆ์และมีแต่ศาลาดิน คือใช้พื้นดินนั่นเองเป็นพื้นศาลา หลังคาก็มุงแฝก ไม่มีโบสถ์ หลวงพ่อจึงสร้างศาลาการเปรียญ เป็นศาลายกพื้นหลังคามุงกระเบื้อง และสร้างโรงอุโบสถก่ออิฐถือปูนและคอนกรีต ขึ้นเป็นถาวรวัตถุของวัด โบสถ์และศาลาการเปรียญที่หลวงพ่อสร้างขึ้น มักจะกว้างขวางใหญ่โตสำหรับท้องถิ่น จึงต้องใช้เงินทองและสิ่งของเครื่องใช้ในการก่อสร้างมาก วัตถุปัจจัยหรือเงินทองที่มีผู้ถวายหลวงพ่อเนื่องในกิจนิมนต์หรือถวายด้วยมีศรัทธาเลื่อมใสในตัวหลวงพ่อเองก็ดี หลวงพ่อมิได้เก็บสะสมไว้ หากแต่ได้ใช้จ่ายไปในการทำสาธารณประโยชน์และเป็นทุนรอนในการก่อสร้างถาวรวัตถุในพระพุทธศาสนาและสถานศึกษาเล่าเรียนจนหมดสิ้น เห็นจะเป็นเพราะเหตุนี้ และเนื่องจากกิตติคุณทางวิทยาอาคมของหลวงพ่อด้วย จึงมักมีพวกทายกทายิกาช่วยกันเรี่ยไรรวบรวมทุนถวายให้หลวงพ่อทำการก่อสร้างอยู่เนื่องๆ วัดไหนตำบลใดต้องการจะสร้างหรือปฏิสังขรณ์โบสถ์วิหารหรือศาลาการเปรียญขึ้นเป็นถาวรวัตถุในวัด หรือเริ่มก่อสร้างปฏิสังขรณ์กันไว้แล้วแต่ทำไม่เสร็จเพราะขาดช่างและขาดทุนรอน ชาวบ้านสมภารวัดในตำบลนั้นๆ ก็มักพากันมานิมนต์หลวงพ่อให้ไปช่วยอำนวยการสร้างหรือเป็นเป็นประธานในงานก่อสร้างปฏิสังขรณ์ หลวงพ่อก็ยินดีไปตามคำนิมนต์ และมิใช่แต่จะไปบงการให้คนอื่นทำเท่านั้น แต่หลวงพ่อได้ลงมือทำด้วยตนเองด้วย เช่น ถ้าเป็นเครื่องไม้ก็ลงมือกะตัวไม้ และถากไม้ ฟันไม้ เลื่อยไม้ ด้วยตนเอง  ถ้าเป็นเครื่องปูน ก็ลงมือตัดและผูกเหล็กโครงร่าง และผสมทรายผสมปูนเทหล่อด้วยตนเอง จนเป็นเหตุให้คนอื่นนั่งเฉยอยู่ไม่ได้ ทั้งชาวบ้านและชาววัดต่างก็พากันลงมือทำงานช่วยหลวงพ่อ บางรายหลวงพ่อก็ทำตั้งแต่ตัดไม้ ชักลาก ทำอิฐและเผาอิฐปูนมาทีเดียว ยิ่งเป็นการก่อสร้างในบ้านป่าขาดอนซึ่งห่างไกลเส้นทางคมนาคม กำลังผู้คนและพาหนะก็เป็นของจำเป็นยิ่งนัก แต่หลวงพ่อก็จัดสร้างให้สำเร็จจนได้

คิดดูก็เป็นของน่าประหลาด ดูหลวงพ่อช่างมีอภินิหารในการก่อสร้างเสียจริงๆ โบสถ์วิหารหรือศาลาการเปรียญ ที่หลวงพ่อไปอำนวยการสร้างปฏิสังขรณ์ หรือไปเป็นประธานในงานก่อสร้างหรือปฏิสังขรณ์นั้นๆ ย่อมสำเร็จเรียบร้อยทุกแห่ง ทุนรอนที่ขาดอยู่มากน้อยเท่าใดก็มักมีผู้ศรัทธาบริจาคถวายให้จนครบ หรือบางแห่งบางรายก็เกินกว่าจำนวนที่ต้องการเสียอีก เมื่อเห็นมีคนชอบเอาเงินทองมาถวายหลวงพ่อเนืองๆ และบางรายก็ถวายไว้มากๆ เสียด้วย  ผู้เขียนเคยกราบเรียนถามว่า “หลวงพ่อทำอย่างไรจึงชอบมีคนนำเงินมาถวายเนืองๆ?”  หลวงพ่อก็ยิ้มแล้วตอบว่า “ก็เราไม่เอานะสิ เขาจึงชอบให้ ถ้าเราอยากได้ใครเขาจะให้” บรรดาศิษย์รุ่นเก่า ซึ่งเคยติดสอยห้อยตามหลวงพ่อมาหลายสิบปี เช่น นายยิ้ม ศรีเดช มรรคนายกวัดหนองโพ ซึ่งเวลานั้นมีอายุกว่า ๘๐ ปี (บัดนี้ล่วงลับไปแล้ว) เคยปรารภว่า “เงินทองสัมผัสแต่เพียงตาของหลวงพ่อ ไม่กระทบเข้าไปถึงใจ” เงินทองที่มีผู้ถวายมากมายเท่าใดหลวงพ่อก็ใช้จ่ายไปในการก่อสร้างและทำสิ่งสาธารณประโยชน์หมดสิ้น”

สิ่งก่อสร้างที่หลวงพ่ออำนวยการสร้าง หรือเป็นประธานในการก่อสร้าง และมีถาวรวัตถุเป็นพยานให้เห็นมากมายหลายแห่ง จนหลวงพ่อเองก็จำสถานที่และลำดับรายการไม่ได้ นอกจากจะมีใครถามขึ้น บางทีหลวงพ่อก็นึกได้สิ่งก่อสร้างและถาวรวัตถุที่หลวงพ่อสร้างขึ้นนี้ เห็นได้ว่าหลวงพ่อได้สร้างความเจริญให้เกิดขึ้นแก่ท้องถิ่นเหล่านั้นเพราะเท่ากับทำบ้านและตำบลนั้นๆ ให้ตั้งอยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง และมีถาวรวัตถุเป็นหลักฐานของหมู่บ้าน ซึ่งจะเป็นพยานยั่งยืนมั่นคงไปชั่วกาลนาน



ปรับปรุงบ้านและวัดหนองโพ
หลวงพ่อคงจะได้คิดที่จะปรับปรุงฟื้นฟูสภาพและความเป็นอยู่ของบ้านและวัดหนองโพมานาน อย่างน้อยก็ตั้งแต่เริ่มอุปสมบท ดังจะเห็นได้ในตอนต้นซึ่งพออุปสมบทแล้วหลวงพ่อก็เริ่มสร้างศาลาการเปรียญและต่อมาก็สร้างกุฏิฝาไม้กระดานขึ้น เมื่อปีมะโรง พ.ศ.๒๔๓๕ ตรงที่ซึ่งเป็นบริเวณกุฏิสมภารในบัดนี้ ท่านผู้อ่านย่อมจะทราบได้ดีว่าบ้านวัดหนองโพตั้งอยู่ในที่ดอนและห่างจากลำน้ำเจ้าพระยา ในฤดูฝนก็ได้อาศัยน้ำฝนที่ตกขังอยู่ แต่ในฤดูแล้งมักจะกันดารน้ำแทบทุปี ถ้าปีใดฝนตกล่าไปจนถึงปลายเดือน ๖ เดือน ๗ ก็อดน้ำ หลวงพ่อได้ขุดขยายสระน้ำในวัดให้ลึกและกว้างขึ้น แต่ประชาชนชาวบ้านก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นหลวงพ่อจึงพยายามขยายสระน้ำให้ลึกและกว้างอีกหลายครั้ง

อีกอย่างหนึ่ง โดยเหตุที่แต่เดิมมา บ้านหนองโพ ตั้งอยู่ห่างไกลจากเส้นทางคมนาคม อันจะนำเอาความเจริญแบบต่างๆ มาสู่ท้องถิ่น ความเจริญแบบใหม่จึงเดินทางเข้าไปไม่ค่อยถึงหมู่บ้าน และเป็นไปอย่างเชื่องช้ามากแม้เมื่อมีทางรถไฟสายเหนือผ่านไป และตั้งสถานีรถไฟชื่อสถานีหนองโพ (สถานีหนองโพตั้งอยู่หลักกิโลเมตรที่ ๒๑๑ จากกรุงเทพฯ) ณ ตำบลนั้นก็คงห่างจากหมู่บ้านประมาณ ๑ กิโลเมตร แม้กระนั้นก็ด้วยบารมีของหลวงพ่อ ทำให้มีผู้คนในท้องถิ่นต่างๆ ที่ห่างไกลอุตสาหะทรมานกายไปมาหาสู่หลวงพ่อ จนถึงวัดเนืองๆ เจ้านายที่เคยเสด็จไปหาหลวงพ่อถึงวัดก็มี อาทิเช่นพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอลงกต กรมมื่นอดิศรอุดมศักดิ์ องคมนตรี ซึ่งเสด็จล่วงลับไปแล้ว ต่อมาหลวงพ่อได้พยายามสร้างถนนจากที่ตั้งสถานีรถไฟ ตัดตรงเข้าไปในหมู่บ้าน เมื่อตัดสร้างถนนตอนแรกนั้น ถ้ายืนอยู่ที่สถานีหนองโพจะมองไปเห็นโบสถ์ในวัดหนองโพตั้งอยู่ลิบๆ และเมื่อยืนอยู่ที่ลานหน้าโบสถ์ในวัดก็มองเห็นโรงสถานีรถไฟบ้านหนองโพได้เช่นกัน ทำให้การคมนาคมระหว่างหมู่บ้านกับรถไฟสะดวกสบายเป็นอันมาก แต่ถนนที่หลวงพ่อสร้างขึ้นไว้นั้น เป็นแต่ขุดคูพูนดินให้นูนขึ้นเป็นทางเดิน มิได้ลงหินราดบดโรยลูกรังเช่นถนนที่สร้างกันในสมัยนี้ และขาดการซ่อมแซมในระยะติดต่อกันมา เมื่อใช้มานานหลายปีถูกน้ำฝนเซาะบ้าง สัตว์พาหนะเดินบ้างภายหลังเป็นถนนที่ขาดเป็นตอนๆ และบางตอนก็มีต้นไม้ขึ้นจนเติบโตบังทิวทัศน์ที่จะมองเห็นกันได้ระหว่างตัวสถานีรถไฟกับวัดเช่นแต่ก่อน หลวงพ่อได้ดำริที่จะซ่อมแซมถนนสายนี้ให้เป็นเส้นทางคมนาคมที่ดีและสะดวกสบายแก่การสัญจรไปมา แต่เนื่องจากมีภาระในงานก่อสร้างอย่างอื่นจึงมิทันได้ลงมือทำ ก็มาถึงแก่มรณภาพไปเสียก่อน ปัญหาเรื่องถนนสายนี้จึงยังคงค้างมาจนถึงสมัยหลวงพ่อน้อย (พระครูนิพนธ์ธรรมคุต) เป็นเจ้าอาวาสวัดหนองโพ และดำเนินงานพัฒนาโดยการร่วมริเริ่มของบรรดาลูกชาวบ้านหนองโพติดต่อชักจูงทางการให้ตัดถนนแยกจากทางหลวงสายเอเชีย ณ จุดใกล้กิโลเมตรที่ ๑๙๐-๑๙๑ ผ่านเข้าไปถึงหมู่บ้านหนองโพและเลยไปถึงสถานีรถไฟหนองโพแล้ว



จัดการศึกษา
เมื่อนึกถึงสภาพของบ้านและวัดหนองโพแต่เดิม ซึ่งเคยเป็นบ้านป่าขาดอนและตั้งอยู่ห่างไกลความเจริญ แต่ที่มามีความเจริญก้าวหน้าเทียมทันกับตำบลบ้านใกล้เคียงซึ่งอยู่ในเส้นทางคมนาคมเช่นที่เป็นอยู่ ก็อาจกล่าวได้โดยไม่ผิดพลาดว่า เจริญมาด้วยบารมีของหลวงพ่อ หลวงพ่อได้พยายามปรับปรุงสภาพของวัดและบ้านหนองโพให้ได้รับความเจริญอย่างใหม่โดยจัดสร้างโรงเรียนขึ้นในวัดและหาครูมาสอนเป็นประจำ ทำนองโรงเรียนเทศบาลเดี๋ยวนี้ หลวงพ่อเป็นคนจัดหาเงินเดือนค่าสอนให้แก่ครูเอง โรงเรียนหลังแรกสร้างขึ้นในลานวัด เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๑ ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกของวัด ครูที่สอนชุดแรกก็มี พระปลัดห่วง อนุวัตร(๑) (เป็นชาวบ้านเขาพนมรอก อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ ภายหลังลาสิกขาแล้วกลับไปอยู่ภูมิลำเนาเดิม) เป็นหัวหน้า มีครูเพ็ชร ครูคง และครูเกษม เป็นครูผู้ช่วย ต่อมา คือ ครูสวัสดิ์ (มักเป็นลมบ้าหมูบ่อยๆ) เมื่อมีนักเรียนมากขึ้นหลวงพ่อจึงสร้างตัวโรงเรียนขึ้นใหม่ ตั้งอยู่ระหว่างโบสถ์และสระน้ำลูกเหนือ (สระบัว) ครูที่สอนโรงเรียนในระยะนี้ก็มี ครูนิ่ม ขวัญเมือง และครูถมยา พวงสมบัติ ส่วนตัวโรงเรียนหลังเก่า ก็ย้ายมาปลูกเป็นหลังคาของร้านใส่บาตรสำหรับชาวบ้านมาร่วมตักบาตรทำบุญในวัด ภายหลังได้รื้อออกไปแล้ว

ครั้นต่อมาทางการจัดตั้งเป็นโรงเรียนประชาบาลประจำตำบลหนองโพขึ้น หลวงพ่อได้สร้างตัวโรงเรียนให้ใหม่ เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๒ ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของวัดพร้อมทั้งได้สร้างบ้านพักให้พวกครูตั้งอยู่ทางทิศเหนือของวัดอีกด้วย แล้วต่อมาได้ย้ายโรงเรียนไปตั้งทางตะวันออกของวัด ปัจจุบันเรียกชื่อว่า โรงเรียนวัดหนองโพนิวาสานุสรณ์ เพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงหลวงพ่อเดิม (พระครูนิวาสธรรมขันธ์)



จัดการศึกษาด้านศิลปะ
เมื่อหลวงพ่อตั้งโรงเรียนสำหรับให้กุลบุตรกุลธิดาได้เล่าเรียนหนังสือกันในตอนแรกๆ นั้น หลวงพ่อก็หาวิธีให้เด็กได้ศึกษาเล่าเรียนความรู้อย่างอื่นด้วย เช่น สร้างสำนักขึ้นสอนดนตรีปี่พาทย์ คราวแรกหลวงพ่อเป็นแต่ทดลองโดยเข้าหุ้นส่วนกับนายนิลไปซื้อเครื่องปี่พาทย์มาแล้วหาคนไปให้นายนิลช่วยฝึกหัด แต่นายนิลจะทำไม่เสร็จอย่างไรไม่ทราบ หลวงพ่อจึงย้ายมาร่วมมือกับนายพวง แต่ในตอนนั้นยังคงให้หัดและสอนกันในบ้านภายหลังย้ายมาตั้งฝึกสอนในวัด แล้วจ้างครูมาสอนประจำ ตั้งวงยี่เกขึ้นหาคนมาหัดเป็นประจำ และครูหัดยี่เกคนแรก คือ ครูปุ่น เป็นคนชาวบ้านพยุหะแด่น เป็นครูควบคุมและฝึกรำ ส่วนแง่คิดในการเล่นในการแสดงเป็นของหลวงพ่อ ศิษย์หัดยี่เกรุ่นแรกครั้งนั้นต่างก็ล้มหายตายจากไปนานแล้ว ครูยี่เกคนต่อมาก็คือ ครูโชติ แล้วมาครูวิง และต่อมาก็คือ ครูทองคำ (นิ้วด้วน) ได้ตั้งแตรวงขึ้นคราวหนึ่งมีครูบุญเหลือเป็นผู้หัด แต่มิช้าก็เลิกเสีย เพราะครูบุญเหลือลาออกไปและหาครูคนอื่นมาสอนสืบต่อไม่ได้ ภายหลังได้สร้างเรือนให้พวกปี่พาทย์อยู่เป็นประจำเรียกกันว่า “โรงปี่พาทย์” ตั้งอยู่ริมรั้ววัดทิศเหนือ ครูปี่พาทย์คนแรกคือ ครูอุ้ย แล้วต่อมาก็คือครูพุฒ (เรียกกันว่าพุฒหน้าดำ หรือ พุฒทศกัณฐ์) ต่อมาครูแย้ม (ตาบอดทั้งสองข้าง)  เครื่องปี่พาทย์หลวงพ่อก็สร้างเอง เว้นแต่เครื่องโลหะ เช่น ฆ้องโหม่งและฆ้องวง ส่วนระนาดทั้งไม้ทั้งเหล็กและกลองนั้น หลวงพ่อลงมือทำเอง เหลาลูกระนาดไม้และลูกระนาดเหล็กเอง โดยมีพวกพระภิกษุในวัดซึ่งเป็นศิษย์เป็นผู้ช่วย  สามารถทำได้ประณีตประกับรางเลี่ยมงาเลี่ยมมุกและเลี่ยมโลหะได้งดงาม กลองก็ขุดและกลึงเองขึงก็ขึ้นกลองเอง ตอกหมุดเอง หมุดกลองนั้นใช้ทำด้วยกระดูกควาย กระดูกช้าง หรือแก่นไม้แสมสาร เมื่อผู้เขียนเป็นเด็กวัดก็ได้เคยเป็นลูกมือศิลปกรรมด้านนี้ของหลวงพ่อด้วย

วัดหนองโพ เคยเป็นสำนักศึกษาตามแบบโบราณมาแต่สมัยหลวงพ่อเฒ่าและนับแต่หลวงพ่อเฒ่าได้ล่วงลับไปแล้ว ก็เสื่อมโทรมลงโดยลำดับ ครั้นต่อมาถึงสมัยหลวงพ่อเดิมท่านได้พยายามปรับปรุงการศึกษาของวัดและความเป็นไปของหมู่บ้านขึ้นใหม่ ในระยะเมื่อราว ๘๐-๑๐๐ ปีมาแล้วนี้ วัดหนองโพจึงกลับเป็นสำนักศึกษาศิลปวิทยาการที่สำคัญขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง พวกเด็กๆ ในบ้านหนองโพและตลอดไปถึงตำบลอื่นๆ ใครอยากเรียนหนังสือก็มาเข้าโรงเรียน ใครอยากหัดยี่เกก็ไปหัดยี่เก ถ้าไม่ชอบเรียนชอบหัดดังกล่าวแล้วก็ไปเลี้ยงช้างเลี้ยงม้า เพราะหลวงพ่อมีช้างหลายเชือกและมีม้าหลายตัว หลวงพ่อพยายามนำความเจริญแทบทุกทางมาสู่หมู่บ้านหนองโพ เสมือนจะสร้างบ้านให้เป็นเมือง



ปลายชีวิตของหลวงพ่อเดิม
หลวงพ่อเป็นเสมือนต้นโพธิ์และต้นไทรที่มีกิ่งก้านสาขาแผ่ออกไปอย่างไพศาล เป็นที่พึ่งพาอาศัยของประชาชนไม่เลือกหน้า เนื่องจากหลวงพ่อมีอายุยืนยาวมาก บรรดาศิษยานุศิษย์รุ่นผู้ใหญ่ซึ่งเคยติดสอยห้อยตามและร่วมงานร่วมการกันมา ก็ล้มหายตายจากไปก่อนหลวงพ่อเกือบหมด ถ้าว่ากันอย่างฆราวาสก็น่าจะทำให้หลวงพ่อว้าเหว่มาก ครั้นต่อมาราว ๑๐ กว่าปี ก่อนหลวงพ่อมรณภาพ ร่างกายของหลวงพ่อซึ่งใช้กรากกรำทำสาธารณประโยชน์มาช้านานหลายสิบปีก็ทรุดโทรมจนแข้งขาใช้เดินไม่ได้ จะลุกนั่งก็ต้องมีคนพยุง จะเดินทางไปไหนก็ต้องขึ้นคานหามหรือขึ้นเกวียนไป แม้กระนั้นก็ยังมีผู้เลื่อมใสศรัทธานิมนต์หลวงพ่อไปในงานการบุญกุศลเนืองๆ เพราะหลวงพ่อมีศิษยานุศิษย์มากทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อยแทบทั่วบ้านทั่วเมือง  หลวงพ่อปรารภว่าถ้าท่านแตกดับลงบรรดาหลานเหลนและศิษยานุศิษย์ในตำบลหนองโพและหมู่บ้านใกล้เคียงจะได้รับความลำบาก หลวงพ่อจึงได้ปรารภถึงความตายให้เห็นประจักษ์ สิ่งใดควรจัดทำขึ้นไว้ได้ก่อนท่านแตกดับหลวงพ่อก็ให้จัดทำเตรียมไว้ เช่น สร้างหีบบรรจุศพของท่านเองและให้ก่อสร้างตัวเมรุที่เผาศพของท่านไว้ด้วย แต่บังเอิญตัวเมรุนั้นทำล่าช้ามากยังมิทันเสร็จ จนหลวงพ่อมรณภาพแล้ว แม้แข้งขาของหลวงพ่อจะทานน้ำหนักตัวของท่านเองไม่ได้แล้ว หูก็ตึงไปบ้าง แต่นัยน์ตายังแจ่มใสดี มือก็ยังลงเลขยันต์ได้ตามเคย ปากก็ยังเสกเป่าและเจรจาปราศรัยได้ โดยมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ดีตลอดมา

ภายหลังที่หลวงพ่อกลับจากไปเป็นประธานในงานก่อสร้างโบสถ์ในวัดอินทาราม (วัดใน) ตำบลพยุหะ อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ และกลับมาอยู่ในวัดหนองโพแล้ว ต่อมาหลวงพ่อก็เริ่มอาพาธ ตั้งแต่วันอังคาร ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๖ ก(ตรงกับวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๔) อาการทรุดลงเป็นลำดับมา จนถึงวัดอังคาร แรม ๑ ค่ำ เดือนเดียวกัน (วันที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๔) อาการก็เพียบหนักขึ้น บรรดาศิษยานุศิษย์และหลานเหลนต่างพากันมาห้อมล้อมพยาบาล ฟังอาการกันเนืองแน่นด้วยความเศร้าโศกและห่วงใย เล่ากันว่า “ครั้นตกบ่ายในวันนั้น หลวงพ่อก็คอยแต่สอบถามอยู่ว่า”  “เวลาเท่าใดแล้วๆ” ศิษย์ผู้พยาบาลก็กราบเรียนตอบไปๆ จนถึงราว ๑๗.๐๐ น. หลวงพ่อจึงถามว่า “น้ำในสระมีพอกินกันหรือ” (เพราะบ้านหนองโพมักกันดารน้ำดังกล่าวแล้ว) ศิษย์ที่พยาบาลอยู่ก็เรียนตอบว่า “ถ้าฝนไม่ตกภายใน ๖-๗ วันนี้ ก็น่ากลัวจะถึงกับอัตคัดน้ำ” หลวงพ่อก็นิ่งสงบไม่ถามว่ากระไรต่อไปอีก ในทันใดนั้นกลุ่มเมฆก็ตั้งเค้าและฟ้าคะนอง มิช้าฝนก็ตกห่าใหญ่ น้ำฝนไหลลงสระราวครึ่งค่อนสระ พอฝนขาดเม็ดหลวงพ่อก็สิ้นลมหายใจ เมื่อเวลา ๑๗.๔๕ น.  คำนวณอายุได้ ๙๒ ปี สิริรวมแต่อุปสมบทมาได้ ๗๑ พรรษา

บรรดาศิษยานุศิษย์ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ได้ช่วยกันสรงน้ำศพหลวงพ่อ แล้วบรรจุศพ ตั้งบำเพ็ญกุศล ณ วัดหนองโพ ตั้งแต่วันรุ่งขึ้น (วันที่ ๒๓ พฤษภาคม) ติดต่อมาครบ ๗ วัน เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม แล้วก็ทำติดต่อมาอีกและทำบุญครบ ๕๐ วัน เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ทำบุญครบ ๑๐๐ วัน เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๔๙๔ จึงเก็บศพหลวงพ่อรอไว้จนถึงเวลาจัดการพระราชทานเพลิง




หีบบรรจุสังขารของหลวงพ่อเดิม มีครอบหีบ ลักษณะหลังคาจั่วซ้อนกันเป็นซุ้มเรือนยอด แกะสลัก
ปิดทอง ประดับกระจกสี (วัดเก็บรักษาไว้ใต้อาคารหลังเก่า)


เมรุประกอบพระราชพิธีพระราชทานเพลิงศพ พระครูนิวาสธรรมขันธ์ (หลวงพ่อเดิม)
ณ วัดหนองโพ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์

เมรุหลังนี้ สร้างขึ้น เมื่อต้นปี ๒๔๙๔ ใช้เวลาในการสร้างประมาณ ๔ เดือน ซึ่งเป็นพรรษาสุดท้าย
ของหลวงพ่อเดิม  หลวงพ่อให้ช่างบ้านหางน้ำหนองแขม ชื่อ นายสวัสดิ์ และบุตรสาว ๒ คน  เป็น
ผู้สร้าง ต่อมาหลวงพ่อได้มรณภาพลง เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๔๙๔ ตรงกับวันแรม ๒ ค่ำ
เดือน ๖ ต่อมาอีกหนึ่งปี จึงได้ใช้เมรุหลังนี้ ประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพของหลวงพ่อในปี ๒๔๙๔

โปรดติดตามตอนต่อไป
19  สุขใจในธรรม / พุทธวัจนะ - ภาษิตธรรม / Re: พระสูตรน่าสนใจ : ข้อคิดจากคอลัมน์ "ฟ้าสางเมื่อใกล้ค่ำ เมื่อ: 28 พฤศจิกายน 2560 14:53:04

สังเวค-สังเวช

เมื่อพระมหากัสสปะ พระเถระผู้เฒ่าผู้เคร่งครัดธุดงค์ พร้อมภิกษุสงฆ์บริวารจำนวนหนึ่ง เดินมุ่งหน้าไปยังเมืองกุสินารา เพื่อเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ทรงพระประชวรหนักอยู่ที่สาลวโนทยาน ของเหล่ามัลลกษัตริย์เมืองกุสินารา เดินสวนทางกับปริพาชกคนหนึ่ง พระมหากัสสปะถามข่าวพระพุทธเจ้า

ปริพาชกนั้นตอบว่า ศาสดาของพวกท่านปรินิพพานได้ ๗ วันล่วงไปแล้ว ได้ยินดังนั้นเหล่าภิกษุที่ยังมิได้บรรลุพระอรหันต์ก็ร้องไห้อาลัยอาวรณ์ในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฝ่ายผู้ที่เป็นพระอรหันต์ก็นั่งนิ่ง ปลงธรรมสังเวช

ก่อนหน้านั้นไม่นาน พระพุทธองค์ตรัสกับพระอานนท์ว่า หลังจากพระองค์ล่วงลับไปแล้วมีสถานที่ที่ควรไปชม (ทสฺสนียานิ) ควรแก่การสังเวช (สํเวชนียานิ) ๔ แห่งที่กุลบุตรผู้มีศรัทธาพึงไปเที่ยวชมเพื่อให้เกิดสังเวช คือ
     ๑.สถานที่ประสูติ
     ๒.สถานที่ตรัสรู้
     ๓.สถานที่แสดงปฐมเทศนา
     ๔.สถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน

คำว่า "สังเวช" เป็นคำนามเขียนว่า "สังเวค" เขียนให้เต็มยศว่า "ธรรมสังเวค" หมายถึงปลงใจให้ถูกต้องตามธรรมหรือตามหลักการที่ควรจะเป็น คือเกิดแรงกระตุ้นภายในใจของเรา ให้มองเห็นคติธรรมดาของสังขารทั้งหลายว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มีเกิดแล้วมีดับสลาย

ผู้ที่ "ปลง" ได้อย่างนี้มิใช่คนเศร้าโศกสลดตรง กันข้ามกลับเป็นผู้ที่เบิกบาน ปลอดโปร่งอย่างยิ่ง เพราะมีปัญญาคอยบอกว่าอะไรเป็นอะไร และควรทำอะไรในสถานการณ์นั้นๆ พูดอีกนัยหนึ่ง ผู้ที่มีสังเวชหรือผู้ที่ปลงได้จะเป็นผู้ไม่ประมาทต่อชีวิต เพียรพยายามทำสิ่งที่ดีต่อไป มิใช่คนที่มีจิตใจห่อเหี่ยว เศร้าสร้อยปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม

ต่างจาก สังเวช หรือสมเพช ในภาษาไทย ซึ่งหมายถึงความเวทนา สงสาร หรือความสลดหดหู่ท้อแท้สิ้นหวัง ไม่คิดทำอะไร ดังเช่น นักการเมืองน้ำเน่าแต่ละคนล้วนน่าสังเวช (สมเพช) หมายถึงน่าสงสาร (เชิงเหยียดนิดๆ) หรือกูหนอกูบวชมาตั้งนาน มีคนนับหน้าถือตามากมาย ต้องมาติดคุกที่อเมริกาจนได้

น่าสังเวชตัวเองแท้ หมายถึงสงสารตัวเอง สลดหดหู่กับชะตาชีวิตคิดมาแล้วท้อ  



โยนิ – โยนี

เคยอ่านวรรณกรรมของพระองค์วรรณฯ (กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์) นานแล้ว มีเรื่องหนึ่งตั้งชื่อว่า โยนี แปลว่า ปัญญาได้หรือไม่ อ่านแล้วก็จำไม่ได้ว่ามันแปลว่าปัญญาได้หรือไม่ เพราะนานแล้ว ลืมไปหมดแล้ว

มีคำบาลีคำหนึ่งว่า โยนิโสมนสิการ ซึ่งประกอบขึ้นด้วยคำว่า โยนิโสคำหนึ่งกับมนสิการอีกคำหนึ่ง โบราณาจารย์ (แปลว่าอาจารย์เก่าและอาจารย์แก่ เก่าแล้วไม่แก่ได้หรือขนาดไม่แก่ยังเก่าเลย ใช่ไหมๆ) พากันแปลกันมาว่า "การทำในใจโดยอุบายอันแยบคาย" แปลไทยเป็นไทยอีกทีว่า คิดอย่างรอบคอบ

เฉพาะคำ โยนิโส มาจากคำเดิมว่า โยนิ+โส (โส เป็นเครื่องหมายแห่งตติยาวิภัติ แปลว่า โดย, ด้วย, ตาม) โยนิโสแปลว่า โดยโยนิ หรือโดยโยนี ซึ่งโบราณาจารย์แปลว่า "อุบายอันแยบคาย"  

ความจริง "อุบายอันแยบคาย"มิใช่คำแปล เป็นคำอธิบายหรือการตีความ เพราะโยนิโส แปลตามศัพท์ว่า "โดยโยนิ"หรือ "โดยโยนี"เพราะโบราณาจารย์ตีความโยนิโสว่า โดยอุบายอันแยบคายนี้กระมัง เสด็จในกรมฯ จึงทรงตั้งคำถามว่า โยนี แปลว่า ปัญญาได้หรือไม่

โยนิ กับ โยนี เป็นคำเดียวกัน เดิมใช้ โยนิ แต่ไทยใช้ว่า โยนี ภาษาไทยแปลอย่างเดียวคือแปลว่า อวัยวะเพศหญิง

โยนิ หรือ โยนี ยังแปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า แหล่งกำเนิด, ต้นตอ, การพิจารณาจนถึงแหล่งกำเนิด หรือพิจารณาถึงต้นตอ ก็คือการใช้ความคิดพินิจพิจารณาสืบสาวจนรอบคอบตลอดสาย คนที่ทำเช่นนี้แสดงว่าเป็นคนคิดรอบคอบ คนคิดรอบคอบก็คือคนใช้ปัญญาพิจารณาก่อนทำก่อนพูดก่อนคิด

วิธีคิดด้วยปัญญา หรือวิธีคิดอย่างรอบคอบ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ๑๐ ประการ แต่พระอรรถกถาจารย์สรุปไว้เพียง ๔ ประการ คือ  
     ๑.คิดเป็นทาง หรือคิดเป็นระเบียบ (ปถมนสิการ)
     ๒.คิดถูกวิธี (อุปายมนสิการ)
     ๓.คิดมีเหตุผล (การณมนสิการ)
     ๔.คิดเร้ากุศล หรือคิดแล้วเกิดการกระทำที่เป็นกุศล (อุปปาทกมนสิการ)

พิจารณาตามนัยนี้ โยนิ หรือ โยนี แปลว่า ปัญญา ได้แล  



ศาสดา – สาวก

ในช่วงเวลาที่อสัชชีบางคนกำลังเป็นข่าวฉาวโฉ่ไปทั่วโลก ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ทุกฉบับติดตามไปทำข่าวเพื่อนำเสนอประชาชนให้ทราบความเคลื่อนไหวต่างๆ ว่ากันว่าสร้างความไม่พอใจแก่สานุศิษย์ของอลัชชีมาก

เฉพาะผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์มติชนและหนังสือพิมพ์ข่าวสด จะถูกลูกสมุนบริวารของอลัชชีจับตามองเป็นพิเศษ บางครั้งถึงกับถูกคุกคาม

ผู้สื่อข่าวคนหนึ่งบอกว่า เขาเคยทำข่าวปฏิวัติรัฐประหาร ทำข่าวการก่อจลาจลมาแล้ว ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัว แต่เมื่อมาทำข่าวพระ กลับรู้สึกว่าไม่มีความปลอดภัยกับชีวิตและทรัพย์สินเลย

ถูก "สาวก" ของพระผู้เป็นข่าวคุกคามตลอด

หนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ เวลาพูดถึงศิษย์ของพระภิกษุบางรูป แม้กระทั่งลูกน้องของนักการเมือง มักจะใช้คำว่า "สาวก"

เช่น "สาวกยันดะซ่า ขู่ฆ่าผู้สื่อข่าว"

คำว่าสาวกแปลตามศัพท์ว่า ผู้ฟัง หมายถึงผู้ฟังคำสั่งสอนพระศาสดาและปฏิบัติตาม เพราะฉะนั้นฝรั่งจึงแปลว่า follower

ผู้ฟังคำสอนของคนอื่น เช่น นักเรียนนักศึกษาฟังเล็กเชอร์ของอาจารย์ หรือนายกรัฐมนตรีฟังคำปรึกษาของที่ปรึกษา ที่เป็นอาจารย์ทำวิทยานิพนธ์ด้วย ไม่เรียกว่า "สาวก" หรือ Follower เพราะอาจารย์หรือที่ปรึกษาคนนั้นไม่ใช่ "ศาสดา" ถ้าสถานการณ์บังคับ "ผู้ฟัง" นั้นสามารถปลดอาจารย์จากรัฐมนตรีได้ อย่าได้ซีเรียส

แต่ถ้าเป็นศาสดา สาวกไม่มีสิทธิปลดนะ จะบอกให้

เห็นหรือยังครับ คำว่าสาวกจะนำมาใช้ง่ายๆ ไม่ได้ คนธรรมดาไม่มีสิทธิเรียกศิษย์ตัวเองว่าสาวก และเราก็ไม่ควรไปเรียกศิษย์พระ ก. พระ ข. ใดๆ ว่าสาวก

ยิ่งอลัชชีด้วยแล้ว ไม่มีสิทธิมีแม้กระทั่งศิษย์ จะมีแต่สมุนเท่านั้น

มีผู้กราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ศาสดามีกี่จำพวก พระองค์ตรัสว่า ศาสดามี ๓ จำพวก คือ

ศาสดาที่ไม่บรรลุคุณธรรมสูงสุด ดีแต่สอนคนอื่น และสาวกไม่ค่อยเชื่อฟัง

ศาสดาไม่บรรลุคุณธรรมสูงสุด สอนคนอื่นเก่ง สาวกเชื่อฟัง

และศาสดาที่บรรลุคุณธรรมสูงสุด สอนคนอื่นเก่ง และสาวกเชื่อฟังอย่างดี


ศาสดาประเภทหลัง น่าสรรเสริญ

คำว่าสาวกควรสงวนใช้กับศาสดาเท่านั้นครับ กรุณาอย่าใช้พร่ำเพรื่อ ที่ถูกอยู่แล้วใช้พร่ำเพรื่อยังน่ารำคาญเลยครับ สิ่งที่ไม่ถูกยังมาพร่ำเพรื่ออยู่ มันจะน่า "ขี้เดียด" ขนาดไหน

คิดดูแล้วกัน



อริยะ อรหันต์

รําคาญมานานแล้ว ที่เห็นคำสองคำนี้ถูกใช้ในฐานะที่ไม่ควรใช้ ถ้าเป็นคนก็เรียกว่าไม่ได้รับเกียรติสมกับตำแหน่งหน้าที่ของเขา ใช้อธิบดีให้ทำหน้าที่เสมียน อะไรทำนองนั้นแหละครับ เมื่อท่านบรรณาธิการบริหารขอ (ความจริงบังคับ) ให้เขียนเรื่องคำศัพท์น่ารู้ลงในมติชนสุดสัปดาห์ จึงขอนำคำสองคำนี้มาพูดถึงก่อนคำอื่น

อริยะ แปลว่า ประเสริฐ อรหันต์ แปลว่า ผู้ควรบูชา คำแรกฝรั่งแปลว่า (หมายถึงที่นิยมใช้กันทั่วไป) The Noble One คำหลังแปลว่า The Worthy One  ยังแปลได้อีกหลายอย่าง เอาเฉพาะความหมายที่นิยมกันก่อน

สองคำนี้มีใช้ก่อนพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนา พระองค์ทรงนำสองคำนี้มาใช้ในความหมายใหม่ ซึ่งต่างจากความหมายเดิมโดยสิ้นเชิง พระองค์ทรงแบ่งบุคคลออกเป็น ๒ ระดับใหญ่ๆ คือ

๑.ปุถุชน
หมายถึงคนที่มีกิเลสหนา (ปุถุ แปลว่า หนา) คือคฤหัสถ์หัวดำอย่างเราๆ ท่านๆ นี้แหละ รวมถึงนักบวชผู้ยังไม่บรรลุมรรคผลนิพพานด้วย ปุถุชนนี้แบ่งย่อยออกเป็นกัลญาณปุถุชน (ปุถุชนที่ดีงาม) อีกด้วย อย่างหลังนี้ใช้เรียกปุถุชนที่มีศีลมีธรรมดีกว่าคนทั่วไป เช่น มีศีลห้าสมบูรณ์

๒.อริยะ หรืออริยบุคคล หมายถึงบุคคล ผู้บรรลุธรรมตั้งแต่โสดาปัตติมรรคจนถึง อรหัตผล อริยบุคคลจึงมี ๔ ระดับ คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอานาคามี และพระอรหันต์

บุคคล ๔ ประเภทนี้เท่านั้น มีสิทธิถูกเรียกเป็นอริยะ และอริยะระดับสูงสุดเท่านั้น จึงจะเรียกว่าอรหันต์ (อ่านว่า "อะระหัน" ไม่ใช่ "อรหัน")

ความเป็นอริยะ หรือเป็นอรหันต์ ผู้ใดเป็นผู้ใด ถึงผู้นั้นรู้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่ให้คนอื่นมาบอกว่าเป็นหรือไม่เป็น คนที่จะสามารถบอกว่าคนอื่นเป็นหรือไม่ ขั้นใด คนนั้นจะต้องเป็นต้องได้ขั้นนั้นหรือสูงกว่า

ปัจจุบันนี้ คฤหัสถ์หัวดำ ที่ดำผุดดำว่ายอยู่ในทะเลโลกีย์ อุตริแต่งตั้งพระ ก. พระ ข. ซึ่งบางทีความประพฤติก็ไม่ต่างอะไรกับชาวบ้านธรรมดาว่า เป็นพระอริยะนี้ คำถามก็คือ "คุณรู้ได้อย่างไรว่าท่านเป็นพระอริยะหรือพระอรหันต์"

คนที่เป็นจริง เขาไม่บอกดอกครับ คนที่เที่ยวบอกคนอื่นนั้นคือคนที่ไม่ได้เป็น

ดุจนักการเมืองที่อ้างศีลธรรมสามเวลาหลังอาหารนั่นแหละ ร้อยทั้งร้อยขาดแคลนศีลธรรมทั้งนั้น  



คฤหัสถ์ ฆราวาส

สองคำนี้มักใช้สับสนกันเสมอ ความจริงคำมันไม่สับสนดอก คนสับสนเองครับ อ่านหนังสือไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์หรือหนังสือระดับตำรับตำรา ถ้าอ่านด้วยความคิดจะจับผิด ย่อมเจอผิดจนได้

ฆราวาส เป็นคำนาม แปลว่า การอยู่ครองเรือน ฝรั่งแปลว่า the household life มีหลักธรรมหมวดหนึ่งเรียกว่า ฆราวาสธรรม มักแปลกันว่า ธรรมะสำหรับผู้ครองเรือน แต่ที่จริงต้องแปลว่า ธรรมะสำหรับครองเรือน

คนไทยมักนำคำนี้มาใช้หมายถึงบุคคลผู้ครองเรือน คือใช้แทนคำว่า คฤหัสถ์ ไม่ทราบว่าใครเป็นคนพาใช้ กว่าจะรู้ตัวก็กู่แทบไม่กลับอยู่แล้ว จนกระทั่งผู้ทำพจนานุกรมศัพท์ศาสนาท่านใส่ไว้ว่า "ในภาษาไทย มักใช้ หมายถึงผู้ครองเรือน คือคฤหัสถ์" (พจนานุกรมพุทธศาสนา ฉบับประมวลศัพท์ โดย พระราชวรมุนี)

ส่วนคำ คฤหัสถ์ บาลีเขียนว่า คหฏโฐ แปลตามศัพท์ว่าบุคคลผู้ตั้งอยู่ในเรือน หรือบุคคลผู้อยู่ในเรือน หมายถึงผู้ครองเรือน บุคคลผู้ครองเรือน คือผู้มีครอบครัว มีบุตรภรรยา อย่างเราๆ ท่านๆ นี้แหละ

ภาษาฝรั่งแปลว่า a householder

คฤหัสถ์ พระพุทธเจ้าตรัสเรียกอีกคำหนึ่งว่า กามโภคี แปลว่า "ผู้บริโภคกาม" หมายถึง ผู้ยังเพลิดเพลินอยู่ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส

สมัยหนึ่ง พระเจ้าปเสนทิโกศล ขณะเฝ้าพระพุทธเจ้าอยู่ เห็นบรรดาอเจลก (นักบวชไม่นุ่งผ้า) และปริพาชก (นักบวชเร่ร่อนพวกหนึ่ง) เดินผ่านไป ประคองอัญชลีนมัสการด้วยความเคารพ ตรัสดังๆ ว่า "ข้าพเจ้า ปเสนทิโกศล กษัตริย์แห่งโกศลรัฐเจ้าข้า"

เมื่อนักบวชเหล่านั้นคล้อยหลังไป พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า "นักบวชเหล่านั้นเป็นพระอรหันต์ พระเจ้าข้า"

พระพุทธเจ้าตรัสว่า มหาบพิตรทรงทราบได้อย่างไรว่า นักบวชเหล่านั้นเป็นพระอรหันต์ ในเมื่อมหาบพิตรเป็น "กามโภคี"

แปลไทยเป็นไทยก็คือ ยังมีกิเลสเต็มอัตราศึก รู้ได้อย่างไรว่า เขาหมดกิเลส คนจะรู้ว่าคนอื่นหมดกิเลสหรือไม่ ตนเองจะต้องหมดกิเลสก่อน ว่าอย่างนั้นเถอะ

พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า
     "จะรู้ว่าใครมีศีลหรือไม่ ต้องอยู่ร่วมกันนานๆ
      จะรู้ว่าใครมือสะอาดหรือไม่ ต้องดูที่การทำงาน
      จะรู้ว่าใครมีปัญญาหรือไม่ ต้องดูที่การสนทนา
      จะรู้ว่าใครมีกำลังใจเข้มแข็งหรือไม่ ต้องดูเมื่อคราวคับขัน"

พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงยอมรับสารภาพว่า นักบวชเหล่านั้น แท้ที่จริงคือจารบุรุษที่พระองค์ทรง งไปสอดแนมความเคลื่อนไหวตามชายแดน (เป็นยังงั้นไป)

กามโภคีบุคคล มักมีอะไรลับลมคมในอย่างนี้แหละครับ



บันยะบันยัง อัญญะมัญญัง

ไอ้หนุ่มนิวัติ (นามสมมติ) แต่งงานใหม่ๆ กำลังอยู่ในภาวะ "ข้าวใหม่ปลามัน" หายหน้าไปครึ่งเดือน กลับมาท่าทางอิดโรย ตาโบ๋เชียว ผู้เฒ่าณรงค์ (นามสมมติ) พบหน้าวันหนึ่ง จึงร้องทักด้วยความเป็นห่วง

"ไอ้หนูเอ๋ย รู้จักบันยะบันยังเสียบ้างสิวะ"
"อะไรครับลุง" หนุ่มนิวัติทำท่าทางงง แล้วก็ยิ้ม พลางกล่าวเบาๆ ว่า
"อ๋อ ครับๆ" แล้วก็จากไปด้วยท่าทางเหนียมอาย

บันยะบันยัง ในความหมายของผู้เฒ่าณรงค์ หมายถึงความรู้จักพอเหมาะพอดี ไม่ทำอะไรเกินกำลัง รู้จักประมาณ หรือเพลาๆ เสียบ้าง อย่าหักโหม

หักโหมเรื่องอะไร ก็พอจะเดารู้ ไม่จำเป็นต้องนำมาลงอย่างแจ่มแจ้งดุจดังหนังสือพิมพ์ลงภาพดารา

บันยะบันยัง มักใช้ในแง่ลบ ทั้งๆ ที่ในความหมายของคำหมายเอาในแง่ดี เช่น เมื่อเห็นใครทำอะไรเกินขอบเขต เกินประมาณ ผู้ใหญ่หรือผู้หวังดีจะร้องบอกว่าให้รู้จักบันยะบันยังเสียบ้าง หรือเวลาตำหนิใครที่กระทำอย่างนั้นก็จะพูดว่ามันไม่บันยะบันยังเสียบ้างเลย

หลายคนบอกว่า คำนี้มักใช้กับเรื่องพรรค์อย่างนั้น แต่ความจริงจะใช้กับเรื่องอื่นก็ได้

ที่นำคำนี้มาสนทนากันวันนี้ ก็ด้วยมานึกว่ามันเป็นคำที่เพี้ยนไปจากคำเดิม คำเดิม คือ อัญญะมัญญัง (เขียนให้ถูกจริงๆ ว่า อญฺญมญฺญํ) แปลว่า ซึ่งกันและกัน

ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า คฤหัสถ์กับบรรพชิต พึงอาศัยซึ่งกันและกัน

ฝ่ายบรรพชิตหรือพระสงฆ์พึงอนุเคราะห์ชาวบ้าน ๖ สถาน คือ ๑.ห้ามปรามจากความชั่ว ๒.ให้ทำความดี ๓.อนุเคราะห์ด้วยใจดีงาม ๔.ให้ได้ฟังได้รู้สิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้ฟัง ๕.ชี้แจงสิ่งที่ได้ฟังแล้วให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และ ๖.บอกทางสวรรค์ให้ (หมายถึงแนะนำวิธีดำเนินชีวิตที่ดีงามให้)

ฝ่ายคฤหัสถ์หรือชาวบ้านพึงอนุเคราะห์พระสงฆ์ ๕ สถาน คือ ๑-๓ พูด ทำ คิด ด้วยจิตประกอบด้วยเมตตา ๔.ต้อนรับด้วยความเต็มใจ และ ๕.อุปถัมภ์ด้วยปัจจัย ๔

ทั้งชาววัดและชาวบ้านพึงอาศัยซึ่งกันและกัน อย่างนี้แหละเรียกว่า "อัญญะมัญญัง"

เมื่อต่างฝ่ายต่างอัญญะมัญญัง การพระศาสนาก็เจริญรุ่งเรือง แม่นบ่ครับ



อยัมภะทันตา

นึกว่าจะมีแต่หนังสือพิมพ์ฉบับอื่นที่มี "ผู้หวังดี" มติชนสุดสัปดาห์ก็มี "ผู้หวังดี" กับเขาด้วย

"มีศัพท์-มีแสง" ในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับที่ ๘๓๒ วันอังคารที่ ๓๐ กรกฎาคม ผมเขียนว่า "เหล่าภิกษุที่ยังมิได้บรรลุ พระอรหัต ก็ร้องไห้อาลัยอาวรณ์ในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า"

ท่านก็แก้ให้ผมด้วยความหวังดีว่า "ยังมิได้บรรลุพระอรหันต์..."

พระอรหันต์เป็นคำนาม ยังมิได้บรรลุพระอรหัต หมายถึงมิได้บรรลุความเป็นพระอรหันต์

ถ้าจะใช้คำพระอรหันต์ จะต้องเขียนว่า ยังมิได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ แก้ตัวไว้ก่อนปรู๊พผิดมิใช่เขียนผิด

ท่านผู้อ่านสมัยนี้ล้วนแต่ผู้รอบรู้ ผิดอะไรนิดหน่อย บางท่านก็ "เล่นงาน" หนักๆ พูดจาเชือดเฉือนหัวใจชะมัด

ผมจำต้องตั้ง "การ์ด" ไว้สูงๆ หน่อย ฮิฮิ

คุณพี่บุญเสมอ แดงสังวาลย์ เจ้าของคอลัมน์กรรมกำหนด มักพูดเสมอว่า มันเห็นผล อยัมภะทันตา เลยนะครับ

ว่าแล้วก็เล่าเรื่องคนทำกรรมแล้วได้รับผลสนองให้ฟังบางเรื่องก็สยดสยองจนขนลุก

อยัมภะทันตา ของคุณพี่ก็หมายถึงว่า เห็นผลทันตา เห็นผลในชั่วชีวิตนี้ มีผู้ถามว่าสำนวนนี้ฟังดูเป็นภาษาบาลี มันกลายมาเป็นสำนวนไทยที่ใช้ทั่วไปแม้กระทั่งชาวบ้านได้อย่างไร

ก็ไม่รู้สิครับ แต่มันเป็นมาแล้ว ผมนึกถึงบท "อัญเชิญเทวดา" หรือคาถาชุมนุมเทวดา ที่พระสงฆ์ท่านสวดก่อนที่จะเจริญพระพุทธมนต์ คือก่อนสวดพุทธมนต์ บทสวดอัญเชิญเทวดานั้นแปลว่า

"เทวดาที่อยู่ในกามาวจรสวรรค์ และรูปาวจรสวรรค์ เทวดาที่สถิตอยู่บนยอดเขา ซอกเขา ในที่กลางแจ้ง และในวิมาน เทพที่อยู่ในทวีป ประเทศ หมู่บ้าน และในป่ารกชัฏ ภุมมเทวดาที่อยู่ตามเขตเรือน ไร่นา ยักษ์ คนธรรพ์และนาคที่อยู่ในน้ำ บนบก และพื้นอันขรุขระ เหล่าเทพเป็นต้นเหล่านั้น ผู้เป็นสาธุชน (คนดี) ขอจงมายืนอยู่ใกล้ๆ ฟังพระวจนะ ของพระมุนีผู้ประเสริฐ

ท่านผู้เจริญทั้งหลายเอย เวลานี้เป็นเวลาฟังธรรมแล้ว

เมื่อพระรูปหนึ่ง (ส่วนมากจะเป็นรูปที่นั่งอยู่ในอันดับที่สามของแถว) สวดคาถาอัญเชิญเทวดานี้จบลง

พระสงฆ์ทั้งปวงก็จะเจริญ (คือสวด) พระพุทธมนต์ไปจนจบ สวดจบแล้วก็จะสวดคาถา "ส่งเทพกลับ"

ตอนท้ายของคาถาอัญเชิญเทวดามีว่า "ธมฺมสฺส กาโล อยมฺภทนฺตา" ทันทีที่จบ "อยมฺภทนฺตา" พระก็จะสวดมนต์กระหึ่มทันที ทันอกทันใจอะไรเช่นนั้น

อาจเป็นเพราะเหตุนี้ก็ได้ เมื่อเห็นใครได้รับ ผลกรรมทันควันเราจึงมักพูดว่า "อยัมภะทันตา"

คือเห็นผลทันตาเลย




ที่มา คอลัมน์ "ฟ้าสางเมื่อใกล้ค่ำ"
โดย ศาสตราจารย์ เสฐียรพงษ์ วรรณปก
หนังสือพิมพ์รายวันข่าวสด

20  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ในครัว / แกงเขียวหวานโรตี สูตร/วิธีทำ เมื่อ: 25 พฤศจิกายน 2560 15:57:43





แกงเขียวหวานโรตี

ส่วนผสม
- เนื้ออกไก่หั่นชิ้นพอคำ     120 กรัม
- เครื่องในไก่ (ตับไก่ กึ๋นไก่)      อย่างละ 1 อัน
- เลือดไก่หั่นชิ้นพอคำ      1/3 ถ้วย
- หัวกะทิ      ½ ถ้วย
- กะทิมันปานกลาง        1 ถ้วย
- น้ำพริกแกงเขียวหวาน       2 ช้อนโต๊ะ
- ผักสดต่างๆ ได้แก่ มะเขือเปราะ กระชายบุบ 2 ราก ใบโหระพา พริกไทยสด พริกชี้ฟ้าหั่นแฉลบ ใบมะกรูดฉีก
- เครื่องปรุงรส : น้ำตาลปีบ และน้ำปลาดี


ส่วนผสมพริกแกงเขียวหวาน
- พริกขี้หนูสวน      30 เม็ด
- กระเทียมไทย      1 หัว
- หอมแดง      2 หัว
- ข่าหั่นละเอียด      ½ ช้อนชา
- ตะไคร้หั่นละเอียด       2 ช้อนชา
- ผิวมะกรูดหั่น      ½ ช้อนชา
- ขมิ้นสดปอกเปลือก      ยาว ½ เซ็นติเมตร
- เม็ดยี่หร่าคั่วให้หอม      ¼ ช้อนชา
- กะปิดี      1 ช้อนชา

* โขลกยี่หร่า ขมิ้น และผิวมะกรูดให้ละเอียด ใสตะไคร้ ข่า พริก หอม กระเทียม โขลกให้ละเอียด ใส่กะปิโขลกตะล่อมพอเข้ากัน


วิธีทำ
1. เคี่ยวหัวกะทิ 2 ช้อนโต๊ะ ให้แตกมัน ใส่พริกแกงลงผัดให้หอม
2. ใส่เนื้อไก่ผัดกับเครื่องแกง ใส่หางกะทิ (กรณีใช้แต่หัวกะทิผสมน้ำสะอาดให้เจือจาง) พอน้ำแกงเดือดใส่กระชายบุบ
    เครื่องในไก่ เลือดไก่ มะเขือเปราะ มะเขือพวง ปรุงรสด้วยน้ำปลาดี  น้ำตาลปีบ   
4. ใส่หัวกะทิส่วนที่เหลือ ใบโหระพา พริกชี้ฟ้า และเมล็ดพริกไทยสด ชิมรสตามชอบ ตักใส่ภาชนะเสิร์ฟ
5. รับประทานกับโรตีสำเร็จรูป (นำไปนาบบนกระทะเทฟล่อนโดยไม่ต้องใส่น้ำมัน ให้สุกเหลืองกรอบทั้งสองด้าน)

*  เครื่องในไก่หั่นชิ้นแล้ว นำไปลวกให้เกือบสุกจึงนำไปใส่ในแกงเขียวหวาน (น้ำแกงจะเขียวสวย ไม่ดำคล้ำ)




ส่วนผสมแกงเขียวหวานไก่ ผู้โพสท์ใช้หัวกะทิคั้นไม่ผสมน้ำเพื่อประหยัดพื้นที่เก็บรักษา
เมื่อต้องการใช้หางกะทิจึงนำไปผสมน้ำสะอาดให้เจือจาง


ส่วนผสมเครื่องแกงเขียวหวาน ผู้โพสท์ไม่นิยมการซื้อพริกแกงสำเร็จรูป โขลกเองไม่นานได้พริกแกงที่สดและหอมมากกว่า
(ไม่ได้ถ่ายรูปยี่หร่าคั่ว ขออภัยค่ะ)


ในถุงซ้ายมือคือ พริกแกงเขียวหวานที่ซื้อจากตลาด เรียกว่า 'ครู' เสียค่าครูไป 10 บาท คิดว่าตัวเอง
ทำอาหารได้มากมายหลายอย่าง แต่ทำไมกะแค่พริกแกงเขียวหวานจึงทำออกมาสีซีด สีไม่สวยเหมือนที่เขาขาย
ในตลาด เคยสอบถามเพื่อนพ้องวงศ์วาร มีแต่แนะนำให้ใช้ใบพริกหรือใบตำลึงสีเขียวจัดไปโขลกรวมกับเครื่องแกง
... ทดลองทำมาแล้วค่ะ ทิ้งไว้ไม่นานน้ำแกงจะกลายจากสีเขียวสดเป็นสีดำคล้ำ และยังมีกลิ่นของใบพริกหรือ
ใบตำลึงผสมปนเปไปในน้ำแกงอีกด้วย...เสียรสชาติอาหาร

วิธีหาความรู้ คือไปซื้อพริกแกงในตลาดสด แล้วสอบถามว่าทำไมเขาจึงใส่สีเหลืองในพริกแกงเขียวหวาน
เหมือนกันหมดทุกร้าน (ลองสังเกตให้ดีจะเห็นว่าพริกแกงที่ขายมีสีเหลืองมากกว่าสีเขียว) ได้รับคำตอบ
จากแม่ค้าว่า เขาไม่ใส่สีค่ะ แต่ใส่ขมิ้นแทน...แต่ใส่นิ๊ดเดียวพอให้เกิดสีสัน ใส่มากกลิ่นขมิ้นออกมาอีก


เคี่ยวหัวกะทิ 2 ช้อนโต๊ะ ให้แตกมัน ใส่พริกแกงลงผัดให้หอม


ใส่เนื้อไก่ลงไปผัดให้เข้ากันกับเครื่องแกง


เติมหางกะทิ พอเดือด ใส่กระชายบุบพอแตก ใส่เครื่องในไก่ (เครื่องในอาจทำให้น้ำแกงมีสีดำคล้ำ แต่มันเป็นของโปรด)
เลือดไก่ ใบมะกรูดฉีก พอน้ำแกงเดือดอีกครั้งใส่มะเขือ (ถ้าน้ำไม่เดือดมะเขือจะดำ) ปรุงรสด้วยน้ำตาลปีบ น้ำปลาดี
ใส่ใบโหระพา พริกแดงหั่นแฉลบ พริกไทยอ่อน ก่อนยกลงจากเตาใส่หัวกะทิ คนให้เข้ากัน ยกลงตักใส่จานเสิร์ฟ
(การใส่หัวกะทิท้ายสุด จะทำให้น้ำแกงมีรสมัน และไม่เป็นไขมันลอยบนน้ำแกง)


โรตีสำเร็จ มีขายตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป



หน้า:  [1] 2 3 ... 149
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.529 วินาที กับ 26 คำสั่ง

Google visited last this page 5 ชั่วโมงที่แล้ว