[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
25 เมษายน 2562 09:55:42 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก เวบบอร์ด ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

  แสดงกระทู้
หน้า:  [1] 2 3 ... 169
1  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ตลาดสด / Re: แกลเลอรี 'ปักษี' ในดินสอดำบนกระดาน เมื่อ: วานนี้



นกหกใหญ่
Blue-rumped Parrot
Psittinus - cyanurus

นกหกใหญ่ หัวสีเทาแกมฟ้า ลำตัวสีเขียว ตาแดง ปากแดง หัวไหล่มีแถบแดง
ขอบขนปีกสีเหลืองอ่อน ตะโพกสีฟ้า หางสีเขียวเข้ม ใต้หางสีเขียวอ่อน ขาสีเทา
ตัวเมีย หัวสีน้ำตาลปนเทา ชอบอยู่เป็นคู่หรือรวมเป็นฝูง หากินตามต้นไม้ที่มี
ดอกบาน หรือผลไม้สุกเต็มต้น  ในอดีต ถูกจับมาขายเป็นนกเลี้ยง เนื่องจาก
นกแก้วเป็นนกที่มีสีสวยงาม และเลี้ยงให้เชื่องได้ง่าย  นกประจำถิ่นทางภาคใต้
และพบได้ที่แก่งกระจาน
 
มติชนสุดสัปดาห์




นกกระทาดงคอสีแสด
Rufous-throated Partridge
Arborophila rufogulalis

นกกระทาดงคอสีแสด หัวสีเทา กระหม่อมและหลังสีน้ำตาล ขอบตาสีแดง
คิ้วและใต้ตาสีขาว คอสีส้มวนไปถึงท้ายทอย มีจุดสีดำกระจาย ปีกมีลายสีน้ำตาล
ขาว ดำ สลับที่ขน อกสีเทา ท้องสีจาง ข้างลำตัวมีขีดขาวและน้ำตาลแดง ใต้โคน
หางมีลายสีดำ ปากดำ ขาสีส้ม หากินตามพื้นดินที่มีใบไม้ร่วงทับถม ใช้เท้าคุ้ยเขี่ย
หาหนอน แมลง นกประจำถิ่น พบบ่อยบางพื้นที่
 
มติชนสุดสัปดาห์




นกยอดข้าวหางแพนหัวแดง
Bright-headed Cisticola
Cisticola exilis

นกยอดข้าวหางแพนหัวแดง ลำตัวด้านบนสีน้ำตาลเหลือง มีลายดำขีดบนหัวและหลัง
ไหล่คิ้วสีเหลือง ลำตัวด้านล่างขาว สีข้างเหลืองจางๆ ฤดูผสมพันธุ์ หัวเปลี่ยนเป็นสีส้มเหลือง
สดใส ชอบกระโดดหากินแมลงตามพงหญ้า หรือไม้พุ่ม และขึ้นมาเกาะบนยอดหญ้า ส่งเสียง
ร้องไพเราะ ช่วงเช้าและเย็น นกประจำถิ่น พบบ่อย
 
มติชนสุดสัปดาห์

ที่มา : ข้อมูล-ภาพ
แกลเลอรี ดินสอดำบนกระดาน
โดย คุณกรินทร์ จิรัจฉริยกุล
(พิมพ์ในหนังสือมติชนสุดสัปดาห์)
700
2  สุขใจในธรรม / กฏแห่งกรรม - ท่องไตรภูมิ / Re: วงจรปฏิจจสมุปบาท เมื่อ: 19 เมษายน 2562 19:05:26



ปฏิจจสมุปบาทเกิดขึ้นได้ภายในอึดใจ

ถ้าสังเกตดูในพระบาลีจะเห็นว่าไม่ใช่อย่างนั้้น ไม่ต้องรอถึง ๓ ชาติจึงจะมีปฏิจจสมุปบาทครบรอบ ในอึดใจเดียวเท่านั้นก็มีปฏิจจสมุปบาทครบได้ทั้งรอบหรือจะสองอึดใจก็ได้ แล้วแต่กรณี แต่ว่าแม้แต่อึดใจเดียวมันก็เป็นได้ครบทั้งรอบไม่ต้องรอเป็นชาติๆ แล้วตั้ง ๓ ชาติ

ทีนี้ จะยกตัวอย่างให้ฟัง ในการเป็นอยู่ทุกวันๆ ของคนเรามีปฏิจจสมุปบาทอย่างไร เด็กเล็กๆ คนหนึ่งร้องไห้จ้าขึ้นมาเพราะตุ๊กตาตกแตก นี่ก็ลองกำหนดให้ดีเดี๋ยวจะอธิบายให้ฟังว่าเป็นปฏิจจสมุปบาทอย่างไร มีเด็กเล็กๆ คนหนึ่งร้องจ้าขึ้นมาเพราะตุ๊กตาตกแตก พอเขาเห็นตุ๊กตาตกแตกนี้เรียกว่าตากับรูปกระทบกัน เกิดจักษุวิญญาณขึ้นมารู้ว่าตุ๊กตาตกแตก ตามธรรมดาเด็กคนนี้ประกอบอยู่ด้วยอวิชชา เพราะว่าเขาไม่เคยรู้ธรรมะ ไม่รู้อะไรเลย เมื่อตุ๊กตาตกแตกนั้นใจของเขาประกอบอยู่ด้วยอวิชชา อวิชชาจึงปรุงแต่งให้เกิดสังขาร คืออำนาจชนิดหนึ่งที่จะทำให้เกิดความคิด ความนึกอันหนึ่งที่จะเป็นวิญญาณ สิ่งที่เรียกว่าวิญญาณก็เห็นตุ๊กตาตกแตก แล้วรู้ว่าตุ๊กตาตกแตก อันนี้เป็นวิญญาณทางตา เพราะอาศัยตาเห็นตุ๊กตาตกแตก แล้วมีอวิชชาอยู่ในขณะนั้นคือไม่มีสติ เพราะว่าไม่มีความรู้เรื่องธรรมะเลยจึงเรียกว่าไม่มีสติ และมีอวิชชาอยู่ ฉะนั้น จึงเกิดอำนาจปรุงแต่งวิญญาณที่จะเห็นรูปนี้ไปในทางที่จะเป็นทุกข์ ความประจวบของตากับรูปคือตุ๊กตากับวิญญาณที่รู้นี้รวมกันเรียกว่าผัสสะ เดี๋ยวนี้ ผัสสะทางตาได้เกิดขึ้นแก่เด็กคนนี้แล้ว จากผัสสะอันนี้ ถ้าจะพูดให้ละเอียดก็ว่าได้เกิดนามรูป คือ ร่างกาย และใจของเด็กคนนี้ขึ้นมา ชนิดที่ พร้อมสำหรับที่จะเป็นทุกข์

นี่ขอให้รู้ว่าตามธรรมดาร่างกายจิตใจของเราไม่อยู่ในลักษณะที่จะเป็นทุกข์ จะต้องมีอวิชชาหรือ มีอะไรมาปรุงแต่งให้มันเปลี่ยนมาอยู่ในลักษณะ ที่มันอาจจะเป็นทุกข์ ดังนั้น จึงเรียกว่า นามรูปก็พึ่งเกิดเดี๋ยวนี้ เฉพาะกรณีนี้หมายความว่า มันปรุงแต่งวิญญาณด้วยอวิชชานี้ขึ้นมากแล้ว วิญญาณนี้ก็จะช่วยทำให้ร่างกายกับจิตใจนี้เปลี่ยนสภาพลุกขึ้นมาสำหรับทำหน้าที่ที่พร้อมจะเป็นทุกข์ และในนามรูปชนิดนี้ขณะนี้จะเกิดมี อายตนะอันพร้อมที่จะเป็นทุกข์ คือไม่หลับอยู่ตามปกติ แล้วมันก็มีผัสสะที่สมบูรณ์พร้อมที่จะเป็นทุกข์เฉพาะในกรณีนี้ แล้วมันก็มีเวทนา คือ ความรู้สึกเป็นทุกข์ แล้วเวทนาที่เป็นความทุกข์นี้ ทำให้เกิดตัณหา คือ อยาก ไปตามอำนาจของความทุกข์นั้น มีอุปาทานยึดมั่นว่าเป็นความทุกข์ของกู มันก็เกิด กู ขึ้นมา เรียกว่า ภพ แล้วเบิกบานเต็มที่เรียกว่า ชาติ แล้วมีความทุกข์ในเรื่องตุ๊กตาตกแตกนี้คือ ร้องไห้ นั่นก็คือ สิ่งที่เรียกว่า อุปายาส แปลว่าความเหี่ยวแห้งใจอย่างยิ่ง

ทีนี้เรื่องชาตินี้มันมีความหมายกว้างคือ รวมชรามรณะอะไรไว้เสร็จ ถ้าไม่มีอวิชช ก็จะไม่ถือว่า ตุ๊กตาแตก หรือ ตุ๊กตาตาย หรืออะไรทำนองนั้น แล้วก็จะไม่มีทุกข์ แต่อย่างหนึ่งเกิดขึ้นเลยเดี๋ยวนี้ทุกข์มันเกิดเต็มที่เพราะว่ามันเกิดอุปาทานว่าตัวกู ตุ๊กตาของกู แล้วตุ๊กตาก็แตกแล้ว แล้วก็ทำอะไรไม่ถูกเพราะมีอวิชชา ดังนั้น จึงร้องไห้ การร้องไห้คืออาการของความทุกข์ขึ้นสูงสุดเต็มที่ ถึงที่สุดของปฏิจจสมุปบาท

ตรงนี้คนโดยมากฟังไม่เข้าใจในข้อลี้ลั ของข้อที่ว่าภาษาธรรมะ หรือภาษาปฏิจจสมุปบาทนี้ เขาไม่ได้ถือว่าคนได้เกิดอยู่แล้วตลอดเวลา หรือว่า นามรูปได้เกิดอยู่แล้ว หรืออายตนะได้เกิดอยู่แล้ว ถือว่าเท่ากับยังไม่ได้เกิด เพราะมันยังไม่ได้ทำอะไรตามหน้าที่ ต่อเมื่อมีธรรมชาติอันใดอันหนึ่ง มาปรุงแต่งให้มันทำหน้าที่ เมื่อนั้นจึงจะเรียกว่า เกิด เช่น ลูกตาของเรา เราก็ถือว่ามีอยู่แล้ว หรือเกิดอยู่แล้ว แต่ตามทางธรรมะถือว่ายังมิได้เกิด จนกว่าเมื่อใดตานั้นจะเห็นรูปทำหน้าที่การเห็นรูป จึงจะเรียกว่า ตาเกิดขึ้นมา แล้วรูปก็เกิดขึ้นมา แล้ววิญญาณทางตานั้นก็เกิดขึ้นมา ๓ อย่างนี้ ช่วยกันทำให้สิ่งที่เรียกว่า ผัสสะ เกิดขึ้นมา แล้วผัสสะนี้ทำให้เกิด เวทนา ตัณหา เรื่อยไปจนตลอดสาย

ทีนี้ถ้าว่าต่อมา เด็กคนนี้เอาเรื่องตุ๊กตาแตกมานอนคิด แล้วมานอนร้องไห้อยู่อีก นี่มันกลายเป็นเรื่องทางมโนวิญญาณ ไม่ใช่ทางจักขุวิญญาณแล้ว คือ เขานึกคิดขึ้นมาถึงตุ๊กตาที่แตก ก็เป็นเรื่องความคิดที่เป็นธรรมารมณ์ แล้วธรรมารมณ์กับใจสัมผัสกัน ทำให้เกิดมโนวิญญาณ รู้สึกถึงเรื่องที่ตุ๊กตาแตก นี้มันสร้างนามรูป คือ กายกับใจในขณะนั้น ให้เปลี่ยนปั๊บไปเป็น นามรูป ที่จะเป็นที่ตั้งของอายตน ที่จะเป็นทุกข์ อายตนะนั้นก็จะสร้างให้เกิดผัสสะ ชนิดที่เป็นที่ตั้งของความทุกข์ เกิดเวทนา ตัณหา อุปาทาน จนเป็นทุกข์ จนนอนร้องไห้อยู่อีกครั้งหนึ่ง ทั้งที่ตุ๊กตามันแตก มาตั้งหลายวันแล้ว หรือหลายอาทิตย์แล้วก็ได้ ความคิดที่ปรุงแต่งทะยอยกันอย่างนี้เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท มีอยู่ในคนเป็นประจำวัน

ยกตัวอย่างอีกว่า นักเรียนคนหนึ่งสอบไล่ตก นอนร้องไห้อยู่ หรือสมมุติว่าเป็นลม เด็กคนนี้ไปเห็นประกาศที่ติดอยู่ว่าในบัญชีนั้นมีชื่อของตัวแสดงว่าตก สอบไล่ตก หรือไม่มีชื่อของตัว ก็แสดงว่าสอบไล่ตก เขาเห็นประกาศนั้นด้วยตา ประกาศนั้นมันมีความหมาย มันไม่ใช่รูปเฉยๆ มันเป็นรูปที่มีความหมายที่บอกให้เขารู้ว่าอย่างไร สำหรับเขานั้นเมื่อเห็นประกาศนี้ด้วยตา มันเกิดจักษุวิญญาณ ชนิดที่จะทำให้ นามรูป คือ ร่างกายจิตใจตามปกติของเขาเปลี่ยนปั๊บไปเป็นลักษณะอย่างอื่น คือ ลักษณะที่จะให้เกิดอายตนะแล้ว ผัสสะที่จะเป็นทุกข์ อายตนะที่มีอยู่ตามปกตินั้นไม่เป็นทุกข์ พอถูกปรุงแต่งอย่างนี้ อายตนะนั้นมันจะต้องเป็นทุกข์ คือ จะช่วยไปในทางที่ให้เกิดความทุกข์ คือ มีผัสสะ เวทนา เรื่อยไปจนถึง ตัณหา อุปาทาน เป็นตัวกู สอบไล่ตกแล้วเป็นลมล้มพับลงไปในชั่วที่ตาเห็นประกาศนั้นอึดใจหนึ่งเท่านั้น ก็เป็นลมล้มลงไปแล้ว อย่างนี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทได้ทำงานไปแล้วตลอดสายทั้ง ๑๑ อาการ เขามีตัวกู ที่สอบไล่ตก เป็นทุกข์อย่างยิ่ง เป็นโทมนัสอย่างยิ่ง เป็น อุปายาส อย่างยิ่ง

ทีนี้ ต่อมาหลายชั่วโมง หรืออีกสองสามวัน เขามานึกถึงเรื่องนี้ก็ยังเป็นลมอีก อย่างนี้มันก็มีอาการอย่างเดียวกัน คือ เป็นปฏิจจสมุปบาทอย่างเดียวกัน แต่เดี๋ยวนี้อาศัยทางมโนทวาร หรือมโนวิญญาณ มีวิญญาณอย่างนี้เกิดแล้วก็สร้างนามรูปที่จะเป็นทุกข์ สร้างอายตนะที่จะเป็นทุกข์ สร้างผัสสะ เวทนาที่จะเป็นทุกข์ แล้วก็มีตัณหา มีอุปาทาน ปรุงเพื่อเป็นทุกข์ ไปตามลำดับแล้วก็ไปรุนแรงถึงขั้นสุดเมื่อเป็นชาติเป็น "ตัวกูสอบไล่ตก" อีกทีหนึ่ง


ที่มา : ธรรมบรรยาย เรื่อง ปฏิจจสมุปบาท โดย พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)
3  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ห้องสมุด / Re: น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ในการพระราชพิธี ตามโบราณราชประเพณี เมื่อ: 19 เมษายน 2562 16:03:24

ปากแม่น้ำสามประสบ

๓. จังหวัดกาญจนบุรี

แหล่งน้ำสำคัญ ปากแม่น้ำสามประสบ

ประวัติสถานที่ประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำ ปากแม่น้ำสามประสบ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ปากน้ำสามสบ” ตั้งอยู่ ณ หมู่ที่ ๔ บ้านวังกะ ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอประมาณ ๒.๙ กิโลเมตร บริเวณพื้นที่ปากแม่น้ำเป็นที่ตั้งของเจดีย์โบราณ คือ เจดีย์สามประสบ และเจดีย์พุทธคยา (จำลอง) ปากแม่น้ำสามประสบเป็นที่รวมของแม่น้ำ ๓ สาย ได้แก่ แม่น้ำบีคลี่ แม่น้ำซองกาเรีย และแม่น้ำรันตี ซึ่งไหลมาจากเทือกเขาตะนาวศรี มาบรรจบเป็นแม่น้ำสายใหม่ เรียกว่า แม่น้ำแควน้อย หรือแม่น้ำไทรโยค อันเป็นสายหนึ่งของแม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำทั้งสามสายนี้ เคยใช้เป็นเส้นทางการเดินทัพของไทยและพม่าตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ และบริเวณปากแม่น้ำสามประสบนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของสมรภูมิ “ศึกท่าดินแดง-สามสบ” ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปัจจุบันบริเวณบ้านท่าดินแดงนั้นได้ถูกน้ำท่วมไปหมดแล้ว ยังคงเหลือแต่บ้านสามสบไว้เป็นหลักฐานและอนุสรณ์แห่งการสงครามในครั้งกระนั้น และแหล่งน้ำนี้ยังมีความสำคัญยิ่งต่อการอุปโภคบริโภคของชาวไทย ชาวมอญ และชาวพม่า ดังเช่นในอดีตที่ผ่านมา
  
ประวัติสถานที่ประกอบพิธีเสกทำน้ำศักดิ์สิทธิ์
เมื่อประกอบพลีกรรมตักน้ำจากแหล่งน้ำดังกล่าวแล้ว จังหวัดกาญจนบุรีได้นำไปประกอบพิธีเสกทำน้ำศักดิ์สิทธิ์ ณ พระอุโบสถวัดไชยชุมพลชนะสงคราม ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ ๒๒๗ ตำบลบ้านใต้ อำเภอเมืองกาญจนบุรี วัดนี้เป็นวัดโบราณที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เมื่อครั้งไทยทำสงครามกับพม่า และการสร้างเมืองกาญจนบุรี สันนิษฐานว่า พระยาประสิทธิสงคราม หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “พระยาตาแดง” หรือ “เจ้าเมืองตาแดง” เจ้าเมืองกาญจนบุรีเป็นผู้สร้างเมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๖๘ ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปศิลาแลงปางตรัสรู้ซึ่งเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่สมัยทวารวดี นอกจากนั้นยังมีมณฑปประดิษฐานรอยพระพุทธบาท ซึ่งสร้างมาตั้งแต่ครั้งโบราณอยู่ภายในบริเวณวัดด้วย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร มหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะวัดไชยชุมพลชนะสงคราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๒๑  




กุดน้ำลัดเหนือ

๔. จังหวัดกาฬสินธุ์

แหล่งน้ำสำคัญ กุดน้ำลัดเหนือ

ประวัติสถานที่ประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำ
เป็นลำน้ำซึ่งแยกออกจากลำน้ำปาว อยู่ห่างจากอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ไปทางทิศเหนือประมาณ ๑ กิโลกเมตร มีบริเวณกว้างประมาณ ๑๒๐ เมตร ยาวประมาณ ๒.๙ กิโลเมตร มีรูปลักษณะเป็นรูปถ้วย

มีเกาะขนาดพื้นที่ประมาณ ๒๐ ไร่ อยู่ตรงกลาง ปากของกุดเชื่อมกับลำน้ำปาว มีตำนานเล่าว่า ท้าวโสมพะมิตรมีเรื่องขัดใจกับพระเจ้าศิริบุญสาร ผู้ครองนครเวียงจันทน์ จึงพาไพร่พลข้ามลำน้ำโขงมาขึ้นตรงดินแดนที่เป็นอำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนครในปัจจุบัน ต่อมาถูกรุกรานอีกจึงได้อพยพข้ามสันเขาภูพานลงมาทางใต้ ไปตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านกลางหมื่น ในเขตอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ในปัจจุบัน จากนั้นท้าวโสมพะมิตรได้ส่งท้าวตรัย ทหารคู่ใจพร้อมด้วยไพร่พลออกเสาะหาชัยภูมิที่จะสร้างเมืองใหม่ และได้พบลำน้ำปาวช่วงแก่งสำโรงทะลุไปถึงบริเวณกุดน้ำลัดเหนือและชายดงสงเปลือยมีความอุดมสมบูรณ์ จึงได้อพยพผู้คนมาตั้งบ้านเรือน ณ บริเวณนี้ ขณะนั้นตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจักรีบรมนาถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช ซึ่งได้ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี มีความเจริญรุ่งเรืองมาก ท้าวโสมพะมิตรเห็นเป็นโอกาสดีจึงนำเครื่องราชบรรณาการมาถวาย และกราบบังคมทูลขอตั้งบ้านแก่งสำโรงขึ้นเป็นเมืองเมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๓๔ และต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๓๓๖ ท้าวโสมพะมิตรได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “พระยาชัยสุนทร” พร้อมกับพระราชทานนามเมืองว่า “เมืองกาฬสินธุ์” กุดน้ำลัดเหนือนี้เป็นแหล่งน้ำที่ชาวเมืองกาฬสินธุ์ใช้อุปโภคบริโภค และทำการเกษตรกรรม ก่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์อยู่เย็นเป็นสุขตราบเท่าทุกวันนี้

เมื่อประกอบพลีกรรมตักน้ำจากกุดน้ำลัดเหนือแล้ว จังหวัดกาฬสินธุ์ได้นำไปประกอบพิธีเสกน้ำทำน้ำศักดิ์สิทธิ์ ณ พระอุโบสถวัดกลาง ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลกาฬสินธุ์ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ โดยอยู่กึ่งกลางตัวเมืองระหว่างวัดใต้โพธิ์ค้ำกับวัดศรีบุญเรือง (วัดเหนือ) วัดกลางสร้างขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๗๘ ในสมัยพระชัยสุนทร (ท้าวหล้า) เป็นเจ้าเมือง สิ่งสำคัญซึ่งประดิษฐาน ณ วัดนี้คือ พระพุทธมงคล ซึ่งเป็นพระประธานในพระอุโบสถ พระพุทธสัมฤทธิ์นิโรคันตราย พระพุทธบาทจำลอง ซึ่งสร้างด้วยหินสมัยโบราณอายุประมาณพันปีเศษ และรูปพระกัจจายน์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร มหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะวัดกลางเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๒๑




ขอขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ topicza.com

๕. จังหวัดกำแพงเพชร

แหล่งน้ำสำคัญ ๑. บึงสาป  ๒.แม่น้ำปิง 

ประวัติสถานที่ประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำ

๑. บึงสาป เป็นบ่อน้ำพุร้อน ตั้งอยู่ที่บ้านลานหิน หมู่ที่ ๕ ตำบลลานดอกไม้ อำเภอเมืองกำแพงเพชร มีลักษณะเป็นที่ลุ่มน้ำขังมีป่าโปร่งล้อมรอบ สลับด้วยเนินเตี้ยๆ พื้นดินบางแห่งมีหินโผล่ขึ้นเป็นกลุ่มใหญ่น้อยสลับกันไป มีตำนานว่า ครั้งสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี สมเด็จพระร่วงเจ้าได้เสด็จประพาสป่าล่าสัตว์มาถึงบริเวณบ้านลานหิน จึงเสด็จประทับ ณ บริเวณนี้ วันหนึ่งพระองค์ทอดพระเนตรไก่ป่าตัวผู้ตัวหนึ่งมีลักษณะสวยงามและมีเสียงขันที่ไพเราะมาก จึงทรงให้นายพรานที่ตามเสด็จต่อไก่ป่าตัวนั้น และได้ไก่ป่าสมพระราชประสงค์ โดยมีไก่ป่าตัวอื่นๆ ติดไปด้วยเป็นจำนวนมาก  ในวันนั้นพระองค์และนายพรานไม่สามารถล่าสัตว์อื่นได้เลย จึงทรงให้ทหารนำไก่ป่าตัวอื่นๆ ไปปรุงอาหารสำหรับเสวย แต่เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นป่าไม่มีบ้านเรือนราษฎร จึงไม่มีไฟใช้ทำอาหาร พระองค์จึงได้สาปน้ำที่อยู่ในบึงบริเวณใกล้ๆ ให้เป็นน้ำร้อน ด้วยวาจาสิทธิ์ของสมเด็จพระร่วงเจ้า จึงทำให้น้ำในบึงร้อนจนสามารถลวกไก่เป็นอาหารได้ บึงดังกล่าวจึงได้ชื่อว่า “บึงพระร่วงสาป” ต่อมาภายหลังเรียกกันสั้นลงว่า “บึงสาป” และเป็นที่โจษขานกันว่าน้ำในบึงสาปนี้สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บ เช่น โรคปวดตามร่างกายและโรคผิวหนังได้ จึงมีประชาชนในท้องที่และจังหวัดใกล้เคียงพากันไปอาบ ดื่ม กิน และบางรายนำน้ำกลับไปเพื่อเป็นสิริมงคล ปัจจุบันประชาชนได้นำรูปปั้นพระร่วงไปประดิษฐาน ณ บริเวณบึงสาป เพื่อสักการบูชา

ในปีพุทธศักราช ๒๕๒๘-๒๕๒๙ ทางจังหวัดกำแพงเพชรได้เข้าไปพัฒนาบริเวณบึงสาป จึงพบว่ามีน้ำพุร้อนอยู่ ๓ จุด และในการประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำครั้งนี้จะใช้บริเวณน้ำพุร้อนดังกล่าว

๒. แม่น้ำปิง เป็นแม่น้ำเส้นชีพสายสำคัญ ซึ่งไหลพาดผ่านกลางพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร ผ่านอำเภอเมืองกำแพงเพชร อำเภอคลองขลุง และอำเภอขาณุวรลักษบุรี จากทิศเหนือลงสู่ทิศใต้ไปรวมเป็นแควหนึ่งในสี่ของต้นแม่น้ำเจ้าพระยา เส้นทางการไหลของแม่น้ำปิงนี้แบ่งพื้นที่ของจังหวัดออกเป็นสองส่วนเกือบเท่าๆ กัน ทางด้านทิศตะวันตกมีเทือกเขาที่สูงชันสลับซับซ้อนเป็นต้นน้ำลำธาร และมีพื้นที่ราบเชิงเขาเอียงลาดมาทางทิศตะวันออก สู่ที่ราบฝั่งตะวันออกอันเป็นพื้นที่ทำการเพาะปลูกซึ่งนับเป็นพื้นที่เศรษฐกิจการเกษตรที่สำคัญของภาคเหนือ ระบบชลประทานของจังหวัดกำแพงเพชรได้อาศัยน้ำจากแม่น้ำปิงทั้งสิ้น ทางจังหวัดได้กำหนดจุดกลางร่องน้ำเหนือสะพานกำแพงเพชรไปทางทิศเหนือประมาณ ๑๐๐-๑๕๐ เมตร ใกล้ฝั่งแม่น้ำด้านตัวเมืองกำแพงเพชร บริเวณหน้าที่ทำการโครงการพัฒนาริมแม่น้ำปิงเดิม เป็นสถานที่ประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำในครั้งนี้

ประวัติสถานที่ประกอบพิธีเสกทำน้ำศักดิ์สิทธิ์
เมื่อได้ประกอบพลีกรรมตักน้ำจากแหล่งน้ำทั้งสองแล้ว จังหวัดกำแพงเพชรได้นำน้ำดังกล่าวไปประกอบพิธีเสกทำน้ำศักดิ์สิทธิ์ ณ พระอุโบสถวัดพระบรมธาตุวรวิหาร ซึ่งเป็นพระอารามหลวงแห่งเดียวของจังหวัดกำแพงเพชร ตั้งอยู่ที่ตำบลนครชุม อำเภอเมืองกำแพงเพชร โดยอยู่ฝั่งตรงข้ามกับที่ตั้งตัวเมืองกำแพงเพชร มีระยะห่างจากศาลากลางจังหวัดประมาณ ๑.๘ กิโลเมตร วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นก่อนสมัยกรุงสุโขทัย มีพระเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์ขนาดใหญ่ ๑ องค์ ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งพระมหากษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัยจะจัดขบวนแห่มากระทำพิธีสักการบูชาเป็นประจำทุกปีในฤดูเทศกาลเดือน ๓ ดังปรากฏในตอนหนึ่งของศิลาจารึกสุโขทัย หลักที่ ๔ ที่ว่า “ครั้นพอถึงวันเดือนดับเดือนเต็ม ท่านแต่งช้างเผือกกระพัดละยาง เทียนย่อมทองงา ขวาชื่อรูจาศรี พ่อขุนรามคำแหงขึ้นขี่ไปนบพระ”  ฉะนั้น วัดพระบรมธาตุวิหารจึงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และสำคัญทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดกำแพงเพชร  

4  สุขใจในธรรม / เสียงธรรมเทศนา - เอกสารธรรม - วีดีโอ / Re: ญาณสังวรธรรม (เทศนาพิเศษ) สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ เมื่อ: 17 เมษายน 2562 15:31:22

ญาณสังวรธรรม
เทศนาพิเศษ
พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
-----------------------------------------
อนุตตรธรรมเทศนา*  
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
ธมฺเม จ เย อริยปฺปเวทิเต รตา             อนุตฺตรา เต วจสา มนสา กมฺมุนา จ
เต สนฺติโสรจฺจสมาธิสณฺฐิตา     สุตสฺส ปญฺญาย จ สารมชฺฌคูติ ฯ

บัดนี้ จักรับพระราชทานถวายวิสัชนา พระธรรมเทศนา ฉลองพระเดชพระคุณประดับพระปัญญาบารมีอนุรูปแด่พระราชกุศลทักษิณานุสรณ์ ที่สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าทรงบำเพ็ญ เพื่อทรงอุทิศส่วนพระราชกุศลพระราชทานเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ พุทธสรมหาเถระ ในสัตตมวารสมัย แด่วาระถึงมรณภาพ

เจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์นั้น เป็นพระเถระผู้ใหญ่รูปหนึ่งในสังฆมณฑล ได้ปฏิบัติกิจที่เป็นประโยชน์แก่พระศาสนา และแก่วงการศึกษาของประเทศชาติไว้เป็นอันมาก ในทางพระศาสนา ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ในคณะสงฆ์มาด้วยดี เป็นต้นว่า ในฐานะเป็นเจ้าอาวาสวัดอนงคาราม เจ้าอาวาสวัดประยูรวงศาวาสชั่วคราว ในฐานะเจ้าคณะแขวงบางแขวง เจ้าคณะมณฑลพิษณุโลก และเจ้าคณะจังหวัดธนบุรี ในฐานะกรรมการมหาเถรสมาคม สมัยต่อมาในฐานะสมาชิกสังฆสภาและสังฆมนตรี ว่าการองค์การสาธารณูปการฯ ในด้านการศึกษาแห่งคณะสงฆ์ ได้เคยเป็นครูสอนมูลกัจจายนะ เป็นแม่กองธรรมสนามหลวงมณฑลพิษณุโลกและได้อุปถัมภ์การศึกษาในทางต่างๆ ในวงการศึกษาของประเทศชาติได้เคยเป็นครูสอนหนังสือไทย เป็นครูใหญ่โรงเรียนอุดมพิทยายน วัดอนงคาราม ในตอนหลังได้เป็นผู้อุปการะโรงเรียนชายหญิงหลายโรงเรียน นอกจากนี้ท่านได้ทำการพิเศษอีกหลายอย่าง ประการสำคัญที่ควรยกย่องเป็นพิเศษ คือท่านได้เป็นผู้กำกับการพระพุทธบาทจังหวัดสระบุรี อันเป็นปูชนียสถานสำคัญแห่งหนึ่ง ท่านได้ดูแลจัดปรับปรุงให้งดงามเป็นระเบียบเรียบร้อยและเจริญขึ้นโดยลำดับ ได้มีการจัดปฏิสังขรณ์ก่อสร้างมณฑปพระพุทธบาทขึ้นใหม่ ในคราวยกยอดมณฑปพระพุทธบาท สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า ได้พระราชทานพระมหากรุณา เสด็จพระราชดำเนินไปประกอบพระราชพิธียกยอด เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์อันพึงจารึกไว้ในประวัติพระพุทธบาท และก็พึงจารึกไว้ในประวัติของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ผู้กำกับการพระพุทธบาทด้วย

เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ได้ประกอบประโยชน์กิจทั้งแก่พระศาสนา ทั้งแก่ประเทศชาติ มีอาทิ ดังถวายวิสัชนามา จึงได้รับพระราชทานการยกย่องด้วยสมณศักดิ์สูงขึ้นโดยลำดับ จนถึงได้รับพระราชทานสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะ เป็นที่เคารพนับถือโดยทั่วไป

กล่าวโดยย่อ ท่านชื่อว่าเป็นผู้เจริญโดยชาติ เพราะเมื่อเข้ามาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา ชื่อว่าได้เกิดโดยอริยชาติ ตามนัยองคุลิมาลสูตร เป็นผู้เจริญโดยคุณ เพราะได้ปฏิบัติเกื้อกูลแก่ตนและผู้อื่น เป็นผู้เจริญโดยวัย เพราะได้มีอายุยืนนานฯ

กล่าวตามหลักธรรม ความเจริญทั้ง ๓ ประการนี้ ย่อมเป็นที่ตั้งแห่งความเคารพนับถือ ยิ่งเจริญก็ยิ่งเพิ่มความเคารพนับถือ แต่ความเจริญทั้งหมดนี้ย่อมมีความเจริญด้วยคุณเป็นข้อสำคัญ คุณจะเจริญก็ด้วยเจริญธรรมที่เป็นคุณ ตั้งต้นแต่ยินดีในธรรมเป็นต้น ต้องตามพระพุทธนิพนธ์ภาษิต ที่ยกขึ้นไว้เป็นบทอุเทศว่า ธมฺเม จ เย อริยปฺปเวทิเต รตา เป็นต้น แปลความว่า บุคคลผู้ยินดีในธรรมที่พระอริยเจ้าประกาศไว้แล้ว มีความประพฤติดีเยี่ยมด้วยกาย วาจา ใจ ดำรงมั่นอยู่ในสันติ (ความสงบ) โสรัจจะ (ความเสงี่ยม) และสมาธิ (ความตั้งใจมั่น) ย่อมบรรลุถึงแก่นสารแห่งสุตะ (การสดับ) และปัญญาดังนี้

ตามพุทธภาษิตนี้ พระอริยเจ้าคือบุคคลผู้ประเสริฐ พระอริยเจ้าในพระพุทธศาสนาหมายถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอริยสงฆ์สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้พระธรรมจริง ได้เป็นผู้บริสุทธิ์จริง และได้มีพระมหากรุณาแก่สัตว์โลกจริง  ฉะนั้น ธรรมที่พระองค์ได้ทรงประกาศ จึงเป็นธรรมที่จะยังผู้ปฏิบัติให้เป็นผู้รู้จริงและบริสุทธิ์จริง ธรรมเหล่านี้ย่อมประมวลลงในกองศีลบ้าง กองสมาธิบ้าง กองปัญญาบ้าง กองวิมุตติคือ ความหลุดพ้น บ้าง  รวมเรียกว่าเป็นอริยธรรมหรืออารยธรรม บุคคลผู้ยินดีในอริยธรรมดังกล่าว ย่อมมีฉันทะความพอใจและมีความเพียรเพื่อปฏิบัติในอริยธรรมนั้น ในชั้นแรกย่อมสมาทานปฏิบัติในศีล คือมีความตั้งใจคิดงดเว้นจากความประพฤติละเมิดผิดทางกายและวาจา ดังที่เรียกว่า มีศีลห้า ศีลแปด เป็นต้น  ศีลนี้ชื่อว่าความประพฤติเยี่ยม เพราะไม่มีความประพฤติอย่างอื่นจะเยี่ยมไปกว่าศีล  ฉะนั้น ผู้มีศีล จึงชื่อว่ามีความประพฤติเยี่ยมด้วย กาย วาจา ใจ

บุคคลจะรักษาศีลไว้ได้ด้วยดี ก็ต้องอาศัยสันติ โสรัจจะ และสมาธิ สันติคือความสงบ ได้แก่ความสงบ โลภ โกรธ หลง อย่างหนึ่ง  ความสงบทุกข์เดือดร้อนอย่างหนึ่ง  สันติข้อแรกเป็นเหตุ สันติข้อหลังเป็นผล แต่สันติจะมีก็ต้องอาศัยโสรัจจะ คือความเสงี่ยม หมายถึงมีขันติ ความอดทนต่ออารมณ์เครื่องยั่วเย้าต่างๆ รักษาอาการทางกาย วาจา ใจ ให้เรียบร้อยดีงาม  โสรัจจะจะมีได้ก็ต้องอาศัยสมาธิ คือความตั้งใจมั่นอยู่ในธรรม ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน ผู้ประกอบด้วยธรรมทั้ง ๓ ข้อนี้อย่างมั่นคง ชื่อว่าดำรงมั่นอยู่ในสันติ (ความสงบ) โสรัจจะ (ความเสงี่ยม) และสมาธิ (ความตั้งใจมั่น)

บุคคลจะมีศีลตลอดจนถึงมีใจตั้งมั่นอยู่ในธรรม ก็ต้องมีการสดับธรรมอันเรียกว่า สุตะ เพื่อให้รู้ธรรมตามที่พระอริยเจ้าได้ประกาศไว้ และพึงมีปัญญา เพื่อพิจารณาให้รู้จริงเห็นจริงในอริยธรรมนั้น เพื่อผลคือวิมุตติ ความหลุดพ้นจากกิเลสและกองทุกข์ในที่สุด วิมุตตินี้เป็นสาระแก่นสารแห่งความปฏิบัติธรรม ตั้งแต่ข้อต้นๆ มาโดยลำดับจนถึงข้อสุดท้าย ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติในอริยธรรม โดยทำให้บริบูรณ์ตั้งแต่ต้นมาจนถึงสุตะและปัญญา จนได้ประสพวิมุตติตามภูมิชั้น ชื่อว่าย่อมบรรลุถึงแก่นสารแห่งสุตะและปัญญาต้องด้วยประการฉะนี้

เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ได้เป็นผู้ยินดีในอริยธรรม ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้มีความพอใจมีความเพียรปฏิบัติอยู่ในพระธรรมวินัย เป็นผู้มั่งคั่งยั่งยืนอยู่ในพระธรรมวินัยโดยไม่เสื่อมเลย จนถึงอวสานสมัยแห่งชนม์ชีพ จึงชื่อว่าเป็นผู้เจริญด้วยคุณเป็นเครื่องอุดหนุนให้ได้ชื่อว่าเป็นผู้เจริญโดยชาติ และเป็นผู้เจริญโดยวัย มีนัยดังที่ได้รับพระราชทานถวายวิสัชนามา

สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชินี เมื่อได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุสรณ์ทั้งนี้ ชื่อว่าได้ทรงแสดงพระราชธรรมจรรยา ในข้ออปจายนธรรม อันจะทำให้เกิดศุภผล ต้องตามพระพุทธนิพนธ์พุทธภาษิตว่า


เย วุฑฺฒมปจายนฺติ      นรา ธมฺมสฺส โกวิทา
ทิฏฺเฐ ธมฺเม จ ปาสํสา สมฺปราโย จ สุคฺคติ

แปลความว่า นรชนเหล่าใดผู้ฉลาดรู้ธรรม ย่อมประพฤติอ่อนน้อมนับถือบุคคลผู้เจริญ นรชนเหล่านั้นย่อมเป็นผู้อันบัณฑิตพึงสรรเสริญในปัจจุบันบัดนี้ แลจักเป็นผู้มีคติคือทางไปอันดี เป็นที่ไปในอนาคต ภายหน้าดังนี้ฯ

ขออำนาจพระราชกุศลทักษิณานุสรณ์ ที่สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าทรงบำเพ็ญ เพื่อทรงอุทิศส่วนพระราชกุศลพระราชทาน  ทั้งนี้ จงสัมฤทธิ์อิฏฐวิบากมนุญผล แด่เจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ พุทธสรมาเถระ สมตามพระบรมราชูทิศโดยฐานะนิยมฯ

ในอวสานแห่งพระธรรมเทศนานี้ พระสงฆ์ทั้ง ๔ รูปจักได้รับพระราชทานสวดคาถามธรรมบรรยายโดยสรภัญญวิธี เพื่อเพิ่มพูนอัปปมาทธรรมสืบต่อไป

รับพระราชทานถวายวิสัชชนาพระธรรมเทศนา ฉลองพระเดชพระคุณประดับพระปัญญาบารมี ด้วยประการฉะนี้ ขอถวายพระพร


คาถาธรรมบรรยาย

เย วุฑฺฒมปจายนฺติ นรา ธมฺมสฺส โกวิทา
ทิฏฺเฐ ธมฺเม จ ปาสํสา      สมฺปราโย จ สุคฺคติ
สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ
อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข      เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา
สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ
อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข      เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา
สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ ยทา ปญฺญาย ปสฺสติ
อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข      เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา

ยทา หเว ปาตุภวนฺติ ธมฺมา
อาตาปิโน ฌายโต พฺราหฺมณสฺส
อถสฺส กงฺขา วปยนฺติ สพฺพา
ยโต ปชานาติ สเหตุธมฺมํ
ยทา หเว ปาตุภวนฺติ ธมฺมา
อาตาปิโน ฌายโต พฺราหฺมณสฺส
อถสฺส กงฺขา วปยนฺติ สพฺพา
ยโต ขยํ ปจฺจยานํ อเวทิ
ยทา หเว ปาตุภวนฺติ ธมฺมา
อาตาปิโน ฌายโต พฺราหฺมณสฺส
วธูปยํ ติฏฺฐติ มารเสนํ
สูโรว โอภาสยมนฺตลิกฺขนฺติ

เอตฺตกานมฺปิ ปาฐานํ   อตฺถํ ยตฺวา ยถารหํ
ปฏิปชฺเชถ เมธาวี      ปตฺตํ สนฺตึว เจตโสติ


* ทรงแสดงเมื่อดำรงสมณศักดิ์ที่ พระโศภนคณาภรณ์ ในการพระราชกุศลทักษิณานุสรณ์ศพสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดอนงคาราม กรุงเทพมหานคร ในสัตตมวารแรก วันที่ ๘ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๙

5  สุขใจในธรรม / เอกสารธรรม / Re: "พระคติธรรม" สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เมื่อ: 16 เมษายน 2562 19:09:38

พระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก

ความคิดเป็นเหตุแห่งสุขและทุกข์
ความคิดเป็นเหตุแห่งความทุกข์ และความคิดก็เป็นเหตุแห่งความสุขได้
พึงรอบคอบในการใช้ความคิด คิดให้ดี คิดให้งาม คิดให้ถูก คิดให้ชอบ  แล้วชีวิต
ในชาตินี้ก็จะงดงาม สืบเนื่องไปถึงภพชาติใหม่ได้ด้วย     ระวังความคิดให้ดีที่สุด
เพราะความคิดที่ผูกพันในสิ่งที่ไม่สมควร ที่ทำให้พระภิกษุองค์หนึ่งต้องไปเกิดเป็น
เล็น อีกองค์หนึ่งต้องไปเกิดเป็นไก่อยู่หลายภพหลายชาติ เราทั้งหลายหาได้มีบุญ
สมบัติเสมอพระภิกษุทั้งสองนั้นไม่   ความคิดที่ผิดพลาดของเราจะมินำเราไปเป็น
อะไรที่น่ากลัวเหลือเกินหรือ.

คติธรรม สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
6  สุขใจในธรรม / กฏแห่งกรรม - ท่องไตรภูมิ / Re: วงจรปฏิจจสมุปบาท เมื่อ: 16 เมษายน 2562 16:52:59

ภาพจาก วัดมเหยงคณ์ ต.หันตรา อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

ภพชาติในภาษาปฏิจจสมุปบาท

คำว่าภพ คำว่าชาติ ที่แปลว่า ความมีความเป็นหรือความเกิดขึ้นในกรณีของปฏิจจสมุปบาทนี้ มิได้หมายถึงความเกิดทางมารดา ไม่ใช่เกิดจากครรภ์มารดา มันเกิดทางนามธรรม ที่เกิดด้วยอุปาทานที่ปรุงขึ้นมาเป็นความรู้สึกว่า “ตัวกู” นั่นแหละ คือเกิดข้อนี้ก็มีพระบาลีที่ตรัสไว้ชัดที่จะอ้างเป็นหลักได้ก็คือบาลีมหาตัณหาสังขยสูตร อีกเหมือนกัน

พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ในสูตรนั้นว่า “นันทิใดในเวทนาทั้งหลาย นั่นคืออุปาทาน”  หมายความว่า เมื่อเรามีการกระทบทางอายตนะ เกิดเวทนา เป็นสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนาอะไรก็ตาม ก็มีนันทิในเวลานั้น* นั่นแหละคืออุปาทาน  นันทิคืออุปาทาน เพราะว่านันทินี้มันเป็นที่ตั้งของความยึดถือ ถ้ามีนันทิแล้วก็หมายความว่าต้องมีความยึดถือ  นันทิ แปลว่า ความเพลินหรือความพอใจ  นันทิ นั้นเองคือ อุปาทานชนิดที่พระองค์ตรัส เราพอใจสิ่งใดหมายความว่าเรายึดถือสิ่งนั้นเข้าแล้ว เพราะฉะนั้น นันทินั้นเองคืออุปาทาน แล้วนันทินั้นเองเป็นสิ่งที่ต้องมีในเวทนา  เพราะฉะนั้น เป็นอันว่าเมื่อใดเรามีเวทนาแล้ว เมื่อนั้นมีนันทิแล้ว เมื่อนั้นมีอุปาทาน “เพราะมีอุปาทานก็มีภพ เพราะมีภพก็มีชาติ เพราะมีชาติก็มีชรามรณะเกิดขึ้นพร้อมเป็นความทุกข์” นี้แสดงว่าภพกับชาตินี้มันมีติดต่อกันไปจากเวทนา จากตัณหา จากอุปาทาน ไม่ต้องรอต่อตายแล้วไปเกิดใหม่ ไม่ต้องรอให้ตายแล้วไปเกิดใหม่จึงจะมีภพมีชาติ สิ่งที่เรียกว่าภพว่าชาติจะมีอยู่ที่นี่ในวันหนึ่งๆ ไม่รู้กี่ครั้งกี่คราว และจะมีทุกคราวที่มีเวทนา แล้วประกอบอยูด้วยอวิชชา ซึ่งเพลิดเพลินเป็นนันทิ และนันทินั้นคืออุปาทาน อุปาทานก็สร้างภพสร้างชาติ  ฉะนั้น คำว่าภพว่าชาตินั้นมีอยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้ ในวันหนึ่งๆ ไม่รู้กี่ครั้งกี่ครา ไม่ต้องรอต่อตายแล้วไปเกิดใหม่

คำว่าภพว่าชาติในลักษณะอย่างนี้ มันเป็นภาษาธรรม ภาษาธรรมของผู้รู้ธรรม ไม่ใช่ภาษาชาวบ้าน ถ้าเป็นภาษาชาวบ้านต้องรอต่อตายแล้วไปเกิดใหม่จึงจะมีภพมีชาติ แล้วก็มีทีเดียวเท่านั้น เพราะคนเรามันเกิดมาทีเดียวแล้วก็ตายเข้าโลงไปแล้วจึงจะมีภพชาติใหม่อีก เดี๋ยวนี้ภพหรือชาติในภาษาธรรมมีวันหนึ่งหลายหนคือ เกิดตัวกูของกูหนหนึ่ง ก็เรียกว่ามีภพมีชาติหนหนึ่งแล้ว เดือนหนึ่งก็มีได้หลายร้อยหน ปีหนึ่งก็มีหลายพันหน หลายพันภพชาติ แล้วตลอดชาตินี้ก็มีหลายหมื่นหลายแสนภพชาติ  ฉะนั้นเราจะต้องรู้จักสิ่งที่เรียกว่าภพว่าชาติที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน วันหนึ่งหลายๆ หนนี้

นี้จะเห็นได้ทันทีว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นเรื่อง ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่รอต่อตายแล้ว หรือต้องกินเวลาตั้ง ๓ ชาติจึงจะมี  ปฏิจจมุปบาทสักรอบหนึ่ง ที่แท้ในวันหนึ่งๆ มีตั้งหลายๆ หน เมื่อใดมีเวทนามีตัณหา อุปาทาน เมื่อนั้นมีรอบของปฏิจจสมุปบาท แล้วมีภพมีชาติ ทำให้เห็นได้ว่ามันมีในชีวิตประจำวันของคนทุกคน  



*  เราเพลินไปในสุขเวทนา ด้วยความรู้สึกของราคะ เพลินในทุกขเวทนาด้วยความรู้สึกของโกธะ หรือโทสะ เพลินในอทุกขมสุขเวทนาด้วยความรู้สึกของโมหะ


ที่มา : ธรรมบรรยาย เรื่อง ปฏิจจสมุปบาท โดย พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)
500
7  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ในครัว / หอยแมลงภู่ทอด สูตร/วิธีทำ เมื่อ: 11 เมษายน 2562 17:29:45



หอยแมลงภู่ทอด


ส่วนผสม
- หอยแมลงภู่     1 ถ้วย
- แป้งมัน      ½ ถ้วย
- แป้งทอดกรอบ      ½ ถ้วย
- น้ำสะอาด      ¾ ถ้วย
- น้ำปลาดี      1 ช้อนโต๊ะ
- ไข่เป็ด      3 ฟอง
- ต้นหอมซอย       2 ช้อนชา
- ถั่วงอก      1 ถ้วย


วิธีทำ
1. ตั้งกระทะเหล็กใส่น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ รอน้ำมันร้อนจัด
    ใส่ถั่วงอก ผัดด้วยไฟแรงจัดพอสุก ตักขึ้นพักไว้
2. ผสมแป้งทั้งสองชนิดเข้าด้วยกัน เติมน้ำสะอาด น้ำปลา ต้นหอม คนให้เข้ากัน
3. ตั้งกระทะใส่น้ำมัน เทแป้งที่ผสมไว้ ใส่หอยแมลงภู่ ไข่เป็ด ใช้ทัพพีเกลี่ยให้ทั่วแผ่นแป้ง
    ทอดเหลืองกรอบ
4. จัดเสิร์ฟพร้อมถั่วงอกผัก โรยพริกไทยป่น ผักชีหั่นหยาบ
    รับประทานกับซอสพริกศรีราชา











8  สุขใจในธรรม / เกร็ดศาสนา / Re: คติ-สัญลักษณ์สถาปัตยกรรมไทย เมื่อ: 11 เมษายน 2562 16:25:19
             
คติ - สัญลักษณ์สถาปัตยกรรมไทย



พระนอนวัดพนมยงค์

วัดพนมยงค์ เป็นวัดเก่าสมัยอยุธยาตอนกลาง มีพระอุโบสถทรงที่เรียกว่า ท้องสำเภา อันเป็นคติทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายานที่แฝงอยู่กับคติเถรวาท อันหมายถึงพุทธศาสนาเป็นดั่งสำเภาที่จะพาปุถุชนข้ามโอฆสังสารไปสู่ความสิ้นทุกข์ พระพุทธรูปในพระอุโบสถเป็นพระพุทธรูปสมัยอู่ทอง (น่าจะหมายความว่าคงเป็นวัดเก่ามาก่อนที่จะบูรณะขึ้นทั้งวัดในสมัยอยุธยาตอนกลาง)

พระพุทธรูปปางไสยาสน์ที่ประดิษฐานอยู่ในวิหารโปร่ง คือมีฝาผนังตันที่ด้านหัวและท้ายของตัววิหารชั้นเดียว ฐานเตี้ย ผนังด้านข้างโปร่งทั้งสองข้าง

หลังจากสงครามเสียกรุงในปี พ.ศ.๒๓๑๐ วัดพนมยงค์ได้ชำรุดทรุดโทรมและมีการปฏิสังขรณ์โบสถ์วิหารขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ส่วนพระพุทธไสยาสน์องค์นี้พร้อมวิหารได้รับการปฏิสังขรณ์ให้งดงาม ช่วงปี ๒๕๓๘-๒๕๔๐ จากการถูกทอดทิ้งมานับแต่สงครามเสียกรุง

พระพุทธไสยาสน์องค์นี้มีรูปแบบเป็นศิลปะสุโขทัยที่มีความยาวน่าจะประมาณไม่น้อยกว่า ๑๖ เมตร พิจารณาจากการวางแขนหนุนพระเศียรและมีพระเกศา (ผม) เป็นรูปหอยขม และประดิษฐานอยู่ในพระวิหารโปร่งที่ดูเสมือนมีต้นไม้ใหญ่อยู่ส่วนหัวและส่วนท้ายของพระวิหาร

พระเศียรหันไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ พระพักตร์หันไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ อนุมานได้ว่าน่าจะเป็นปางปรินิพพาน

คติแห่งพระปรินิพพานตามปรินิพพานสูตรที่สำคัญมี ๒ ประการ คือ การเทศนาครั้งสุดท้ายที่ได้ตรัสเป็นบาลีและปัจฉิมเทศนาครั้งสุดท้ายว่า "อานนท์ เธออย่าเศร้าโศก ร่ำไรไปเลย เราได้บอกไว้ก่อนแล้วไม่ใช่หรือว่า ความเป็นต่างๆ ความพลัดพราก ความเป็นอย่างอื่นจากของรัก ของชอบใจทั้งสิ้น ต้องมี เพราะฉะนั้น จะพึงได้ในของรักของชอบใจนี้แต่ที่ไหน สิ่งใดเกิดแล้วมีแล้ว ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีความทำลายเป็นธรรมดา การปรารถนาว่าขอสิ่งนั้นอย่าทำลายไปเลย ดังนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้"

และ "ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท มีสติ มีศีล เป็นอย่างดี มีความดำริอันตั้งไว้แล้วด้วยดี ตามรักษาจิตของตนเองในธรรมวินัยนี้ ภิกษุใดเป็นผู้ไม่ประมาทแล้วจักละชาตสังสารทำที่สุดแห่งทุกข์ได้"





พระพุทธไสยาสน์ วัดพระพุทธไสยาสน์

เพชรบุรีหรือ เมืองพริบพี ในอดีต เป็นเมืองท่า ชุมชนเก่า ที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ร่วมสมัยทวารวดี เป็นเมืองปลายเขตแดนของภาคกลางตอนใต้ที่ หัวเมืองที่ต่อจากเพชรบุรีไปนั้นเรียกว่า หัวเมืองปักษ์ใต้

ด้วยเหตุที่เป็นเมืองท่า เป็นชุมชนทางการค้าฝั่งทะเลภาคตะวันออกของประเทศ จึงมีผู้คนเคลื่อนย้ายเข้าออกตลอดเวลา ทั้งชาวมอญ ชาวจีน ชาวลาว และชาวไทพื้นถิ่นดั้งเดิม ที่ปะปนกัน เพชรบุรีจึงเป็นเมืองที่มั่งคั่งร่ำรวย มีงานสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ที่ทรงคุณค่าทางศิลปะ หรือ ช่างฝีมือชั้นยอดของประเทศยังมีช่างฝีมือ เช่น ช่างไม้ ช่างแกะ ช่างปูนที่สืบทอดมาถึงปัจจุบัน

พระพุทธไสยาสน์ วัดพระพุทธไสยาสน์ จังหวัดเพชรบุรี เป็นพระพุทธรูปที่มีความยาวตั้งแต่พระเศียรถึงพระบาทประมาณ ๔๓ เมตร นับได้ว่าเป็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์ที่ใหญ่โตองค์หนึ่งที่ไม่ปรากฏผู้สร้าง

เมื่อเปรียบเทียบกับรูปทรงพระอุโบสถซึ่งเป็นศิลปะอยุธยาตอนปลาย พระพุทธรูปองค์นี้ก็น่าเปรียบเทียบว่าอยู่ในยุคอยุธยาด้วยกัน แต่ไม่ปรากฏชื่อของผู้สร้าง ด้วยเหตุที่เมืองเพชรบุรีอยู่ชายเขตแดนของภาคกลาง จึงไม่มีการบันทึกประวัติของชุมชนมากพอที่จะรู้วัตถุประสงค์ของการสร้างศาสนสถานแห่งนี้

งานหรือสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่โตที่เรามักจะเชื่อกันว่าจะเป็นงานที่สร้างบุญกุศลอย่างสูงแก่ผู้สร้าง จะซ่อนเจตนารมณ์ของจิตใต้สำนึกบางประการ ก็คือการประกาศความยิ่งใหญ่ของผู้สร้าง และเพื่อชดเชย ทดแทนอกุศลกรรมที่ได้เคยกระทำไว้ในอดีตด้วย

องค์พระพุทธรูปนอนประทับในอิริยาบถตะแคงขวา พระเศียรหันไปทางทิศตะวันตก ตั้งอยู่กลางแจ้งบนแท่นประทับที่มีระดับสูง แยกองค์วิหารที่มีผนังด้านหลังออกจากกำแพงแก้วของพระอุโบสถ ตัววิหารสร้างหลังคาคลุมองค์พระด้วยสังกะสี ในสมัยรัชกาลที่ ๔ และเพิ่มเติมการปฏิสังขรณ์องค์วิหารทั้งหมดในสมัยรัชกาลที่ ๕

สันนิษฐานเป็นคติ สัญลักษณ์ของปางปรินิพพาน จึงเป็นสัญลักษณ์ของการเทศนาปัจฉิมเทศนา มหาปรินิพพานสูตร เช่นเดียวกับพระนอนวัดพนมยงค์ จ.พระนครศรีอยุธยา





พระนอนป่าโมก จ.อ่างทอง

อ่างทอง จังหวัดเล็กๆ ของภาคกลาง ที่ร่ำรวยด้วยศาสนสถานขนาดใหญ่ มีวัด ๒๑๗ วัด จากจำนวนประชากรประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คน ๗ อำเภอ ในพื้นที่ ๒๙๒ ตารางกิโลเมตร

อ่างทองเป็นจังหวัดเล็กๆ แต่มีหลักฐานการมีอยู่ของชุมชนมาแต่สมัยทวารวดี มีหลักฐานการตั้งถิ่นฐานเป็นคูเมืองที่ตำบลห้วยไผ่ อำเภอแสวงหา ซึ่งคงมีการก่อตั้งชุมชนอยู่ต่อมาที่ปรากฏเป็นตำนานก็คือ โครงสร้างของพระนอนขุนอินทประมูล ที่เป็นพระนอนองค์ใหญ่ ที่เชื่อว่ามีมาแต่สมัยสุโขทัยมีอำนาจอยู่ในตอนเหนือของภาคกลาง

พระนอนป่าโมกเป็นพระนอนขนาดใหญ่เช่นเดียวกับพระนอนขุนอินทประมูล โดยมีความยาวถึง ๒๔ เมตร ลักษณะขององค์พระน่าจะมีขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น มีพระราชพงศาวดารกล่าวถึงในสมัยพระนเรศวรกับพระเอกาทศรถ ก่อนจะยกทัพไปรบกับพระยาพะสิมที่สุพรรณบุรี ได้ทำพิธีตัดไม้ข่มนามที่เมืองอ่างทองนี้

พระนอนป่าโมกนี้เดิมประดิษฐานอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แต่เนื่องจากต้องถูกน้ำเซาะเกรงว่าตลิ่งจะพังลง มีการร้องเรียนมายังกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้พระราชสงครามเป็นนายกอง (ปัจจุบันเรียกกันว่าที่ปรึกษา) ไปจัดการย้ายให้อยู่ห่างจากที่เดิม ๔ เส้น ๔ วา ก็คือประมาณ ๘๐๐ เมตร (นี่คือความสามารถประสบการณ์สำคัญของนายกองหรือที่ปรึกษาสมัยนั้นที่เคลื่อนย้ายพระพุทธรูปหรือสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่โครงเป็นก่ออิฐถือปูนด้วยเทคโนโลยีโบราณ

การเคลื่อนย้ายพระพุทธไสยาสน์องค์นี้ จึงทำให้ไม่อาจแปลความหมายได้ว่าพระพุทธไสยาสน์องค์นี้มีคติหรือสัญลักษณ์ของธรรมะในข้อใดว่าเป็นปางทรมานอสุรินทราหูหรือปางปรินิพพาน

สิ่งที่สำคัญสำหรับพระนอนองค์นี้คือ เทคโนโลยีในการเคลื่อนย้ายองค์พระขนาดใหญ่ในสมัยที่มิได้มีเครื่องมือใดสำคัญกว่าจิตใจอันมั่นคง มีสติที่จะกำกับการเคลื่อนย้ายนั้นโดยไม่เกิดอุบัติเหตุ อุบัติภัยใดๆ 





พระนอนวัดอรัญญิการาม จังหวัดราชบุรี

เป็นพระนอนยาว ประมาณ ๓๐ วา สร้างขึ้นครอบพระนอนหินทรายแดงยาวประมาณ ๑๕ วา ที่เชื่อกันว่าสร้างมาในสมัย พ.ศ. ๒๐๓๐-๒๐๓๕ ปลายสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถพระบรมราชาธิราชที่ ๓ - พระรามาธิบดีที่ ๒ สมัยอยุธยาตอนต้น

พระนอนองค์นี้ประดิษฐานกลางแจ้ง ด้านหลังพระปรางค์ ก่ออิฐปูนปั้นเรื่องราวของเทพในไศวนิกาย ไม่นับเป็นมหาธาตุทางพุทธศาสนา ตัวพระปรางค์สูง ๔๐ เมตร มีพระปรางค์ ๔ ทิศ ล้อมรอบด้วยวิหารคด ประดิษฐานพระพุทธรูปโดยรอบ ซึ่งน่าจะสร้างในภายหลังเช่นเดียวกับพระอุโบสถ และพระนอนปางไสยาสน์องค์นี้

การสร้างพระนอนและพระอุโบสถในพื้นที่นี้ น่าจะสันนิษฐานว่าเป็นการสร้างทับศาสนาสถานทางไศวนิกายเดิมที่มีอิทธิพลทางสังคม ประกอบกับราชบุรีเป็นชุมชนเมืองที่มีมาแต่สมัยทวาราวดีและศรีวิชัย ผู้สร้างก็คงเป็นผู้มีอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจการเมืองพอสมควร จึงสร้างได้ใหญ่โต

การสร้างพระนอนองค์นี้สร้างมาประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๕ มาสำเร็จประมาณปี พ.ศ.๒๕๔๗ เป็นการยืนยันของการเผยแพร่ศรัทธาในพุทธศาสนาที่หยั่งลงในพื้นที่นี้กว่า ๕๐๐ ปี





พระนอนวัดศรีมหาโพธิ์ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม

พระนอนองค์นี้เป็นพระพุทธรูปองค์ไม่ใหญ่โตนัก ทำจากหินทรายแดงเช่นเดียวกับพระพุทธรูปอีก ๙ องค์ ประดิษฐานในวิหารที่สันนิษฐานว่าสร้างรวมสมัยกันประมาณปี พ.ศ.๒๑๙๔ สมัยอยุธยากลางระหว่างพระเจ้าเอกาทศรถจนถึงสมัยพระเจ้าปราสาททอง (พระเจ้าปราสาททองครองราชย์ พ.ศ.๒๑๗๓ - พ.ศ.๒๑๙๙)

เดิมพระพุทธรูปองค์นี้ประทับอยู่กลางแจ้งใต้ต้นโพธิ์ ซึ่งชาวบ้านบอกเล่ากันต่อมาว่า ต้นโพธิ์ต้นนี้ลอยทวนน้ำในคลองบางพระ ชาวบ้านจึงนำมาปลูกไว้ เล่าขานแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ว่า พระพุทธรูปปางไสยาสน์หินทรายแดงองค์นี้ลอยติดกับต้นโพธิ์มาด้วย

แต่โดยที่พระพุทธรูปองค์นี้ได้มีรูปแบบและองค์ประกอบภายนอก เช่น มีต้นรังขนาดใหญ่ ที่จะหมายถึงการเทศนาปางปรินิพพานหรือมิใช่ประดิษฐานอยู่ในวิหารที่คับแคบที่เรียกกันว่าปางอสุนรินทราหู

พระพุทธรูปองค์นี้จึงน่าจะเป็นการแสดงถึงการพิจารณา ระลึกถึงความไม่เที่ยงของอริยาบถ ๔ คือ เดิน นั่ง นอน ยืน ที่ต้องมีสติกำกับ





พระนอน-พนมกุเลน

ขอไปเล่าถึงพระนอนองค์ใหญ่ที่น่าสนใจองค์หนึ่งที่พนมกุเลน (เขาลิ้นจี่) ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยกัมพูชา ซึ่งเดิมบริเวณนี้อยู่ในความครอบครองของพระเจ้าแผ่นดินเขมร ไม่มีเขตแดนประเทศที่ชัดเจน ความแตกต่างของกลุ่มชนก็คือ ภาษาและวัฒนธรรม

พนมกุเลนปรากฏชื่อในประวัติศาสตร์ คือ พื้นที่เทือกเขาที่สลับซับซ้อนกลางดินแดนที่เรียกกันว่า เขมร หรือ ขอม ในอดีต ที่มีศรัทธาในศาสนาพราหมณ์ เรียกว่า ไศวนิกาย ที่มีอิทธิพลและคติของการก่อสร้างเป็นปราสาทหินเพื่อบูชาแก่พระศิวะ เทพผู้มีอำนาจสูงสุด

พระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ (ประมาณ พ.ศ.๑๓๔๕) ผู้สถาปนาศูนย์กลางแห่งอำนาจที่เมืองหริหราลัย ใช้เป็นฐานกำลังและการบัญชาการ การขยายตัวหรือพัฒนาการงานทางสถาปัตยกรรมที่บูชาพระศิวะ ในยุคนี้เป็นการก่อสร้างด้วยอิฐและพัฒนาต่อเป็นการใช้หินทรายก่อสร้างเป็นปราสาทหรือวิหาร ซึ่งมีอิทธิพลต่อมาจนถึงนครวัด กระทั่งหมดอิทธิพลลงประมาณปี พ.ศ.๑๙๐๐

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ท่ามกลางงานสถาปัตยกรรมของศาสนาพราหมณ์ และพุทธศาสนาฝ่ายมหายานในปลายสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๔ ที่ใช้หินทรายเป็นองค์ประกอบสำคัญ ได้มีงานสถาปัตยกรรมฝ่ายเถรวาท คือ พระพุทธไสยาสน์ที่วัดพระนครธมบนภูเขาพนมกุเลน (หรือภูเขาลิ้นจี่) เป็นพระพุทธไสยาสน์ที่แกะเป็นภาพนูนสูงจากหินก้อนใหญ่

พระพุทธไสยาสน์นี้ยาวประมาณ ๑๐ เมตร สูง ๓ เมตร พระเศียรประทับอยู่บนแขนที่วางราบ ซึ่งดูจะร่วมสมัยกับสมัยอยุธยาตอนกลาง





พระพุทธไสยาสน์ พระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม

พระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม เจดีย์ที่เชื่อกันว่า เป็นมหาเจดีย์ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศ มีการปฏิสังขรณ์มาหลายครั้ง ครั้งสำคัญ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่มีการปฏิสังขรณ์มหาเจดีย์องค์นี้อยู่ตลอดรัชกาล

การปฏิสังขรณ์มหาเจดีย์ในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้อัญเชิญพระพุทธรูปปางต่างๆ มาประดิษฐานไว้ที่องค์พระปฐมเจดีย์หลายองค์ ที่สำคัญได้แก่ พระประธานในพระอุโบสถ ภายในพระวิหารด้านทิศเหนือประดิษฐานพระปฏิมาปางพระกุมารพร้อมบริวารสตรีสองคน

วิหารด้านตะวันออกหรือวิหารหลวง ประดิษฐานพระพุทธนิรันตราย ปางสมาธิ

วิหารด้านทิศใต้ ประดิษฐานพระปางโปรดปัญจวัคคีย์ ปางประธานปฐมเทศนาพร้อมพระสาวก ๕ รูป เป็นพระประธานและพระพุทธรูปปางนาคปรก

พระวิหารทิศตะวันตก เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางไสยาสน์องค์ใหญ่ ยาว ๑๗ เมตร เป็นพระประธานพร้อมพระพุทธรูปปูนปั้นปางเสด็จดับขันธปรินิพพาน ยาว ๓ เมตร พร้อมพระสาวก ๓ องค์

การประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่างๆ ตั้งแต่ พระปฏิมาปางพระกุมารจนถึงพระพุทธรูปปางปรินิพพาน จึงเป็นสัญลักษณ์ทางพุทธประวัติของพระพุทธเจ้า

สัญลักษณ์ของพระนอนปางปรินิพพานที่ประกอบด้วยพระสาวก ๓ รูป น่าจะเป็นคติสำคัญที่เน้นไปถึงการแสดงธรรมที่ในพระสูตรเรียกว่ามหาปรินิพพานสูตร ที่รวบรวมสรุปคำสอน แนวทางการปฏิบัติที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาทั้งแนวความคิด การปฏิบัติ

ส่วนพระสาวก ๓ รูปนั้น เป็นสัญลักษณ์ของภิกษุ ผู้มาเฝ้าพระพุทธเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย และหมายถึง พระภิกษุระดับเอตทัคคะ คือพระอนิรุทเถระ พระอานนท์ ผู้เป็นอุปัฏฐาก และพระอุปวาณะ ผู้เป็นอุปัฏฐากอีกองค์หนึ่งของพระพุทธเจ้า





พระพุทธไสยาสน์ พระนอนเมืองกุสินารา

พระพุทธไสยาสน์ ที่เก่าแก่ที่สุดอยู่ที่เมืองกุสินารา สถานที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน อายุการสร้างกว่า ๑,๕๐๐ ปี มีบันทึกชื่อของผู้สร้าง ทวิพลสวามี นายช่างชื่อ ทินะ เป็นพระพุทธรูปปางปรินิพพาน

พระพุทธรูปองค์นี้ ประทับนอนราบตะแคงขวา พระเศียรหนุนพระหัตถ์ขวา ที่วางนอนแบนราบ (ต่างจากพระพุทธรูปไสยาสน์ในประเทศไทยที่มักจะสร้างเป็นพระเศียรหนุนพระหัตถ์ที่ตั้งฉากและมีหมอนเอียงช่วยรองพระเศียร)

ข้อสังเกตของพระพุทธรูปปางปรินิพพานนี้ก็คือ รูปปั้น ๓ แห่ง ที่ฐานของพระพุทธรูป ทางด้านพระเศียรเป็นรูปปั้นแทนบรรดาวรรณะกษัตริย์มัลละ

องค์กลางที่อยู่กลางองค์พระพุทธไสยาสน์ก็คือ พระอนิรุทธเถระ เอตทัคคะ ผู้เป็นเลิศในการรู้จิตใจ เป็นประกาศว่า พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว

พระอานนท์ องค์ที่อยู่ปลายพระบาทพระพุทธเจ้าในท่าร้องไห้คร่ำครวญถึงการจะจากไปของพระพุทธเจ้า

สาระสำคัญสุดท้ายของคำสอนพระพุทธเจ้าที่มีต่อพระอานนท์ก็คือ "อานนท์ เราเคยบอกเธอแล้วมิใช่หรือว่า บุคคลย่อมต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พึงใจเป็นธรรมดา หลีกเลี่ยงไม่ได้ อานนท์เอย ชีวิตนี้มีความพลัดพรากเป็นที่สุด สิ่งทั้งหลายมีความแตกไป ดับไป สลายไปเป็นธรรมดา จะปรารถนามิให้เป็นอย่างที่มันควรจะเป็นนั้น เป็นฐานะที่ไม่พึงหวังได้ ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไป เคลื่อนไปสู่จุดสลายตัวอยู่ทุกขณะ"





พระนอนวัดโพธิ์

พระนอนที่มิได้นำมาเล่าสู่ให้อ่านกัน ยังมีอีกหลายองค์ ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยหลังๆ อายุไม่เกิน ๑๐๐ ปี คติและสัญลักษณ์ไม่ชัดเจนว่า เป็นพระพุทธรูปปางใดใน ๓ ปาง

ปางปราบอสุรินทราหู หรือในคติที่กล่าวว่า เรื่องการสำคัญผิดถึงความยิ่งใหญ่ของตัวตน

ปางปรินิพพานที่คติมุ่งหมายให้ศึกษาบทสรุปรวมคำสอนของพระพุทธเจ้า

ปางถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้าที่เป็นคติของการแตกสลายของรูปกาย

พระนอนวัดโพธิ์ เป็นพระพุทธรูปพระนอนที่จะเขียนเล่าถึงความสำคัญ คติและสัญลักษณ์ที่ปรากฏในพระพุทธรูปองค์นี้

พระวิหารและพระนอนวัดโพธิ์ เป็นพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูนลงรักปิดทอง ที่มีขนาดสูง ๑๕ เมตร ยาว ๔๖ เมตร ก่อสร้างในการบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่แต่เดิมเป็นที่ประทับของพระเจ้าไปยิกาเธอ กรมหลวงนรินทรเทวี พระกนิษฐาต่างพระชนนีในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ภายหลังไม่มีพระบรมวงศานุวงศ์ประทับแล้ว รัชกาลที่ ๓ จึงทรงให้รื้อวัง แล้วสร้างพระวิหาร และพระนอนวัดโพธิ์ขึ้น ซึ่งนับกันว่าเป็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์ที่สวยงามที่สุด ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นสัญลักษณ์ของปางปราบอสุรินทราหู

ความสำคัญอีกส่วนหนึ่งของพระพุทธรูปองค์นี้คือ ภาพฝังมุกประดับที่พระบาทของพระพุทธรูปที่เป็นสัญลักษณ์ของมหาบุรุษผู้ที่พ้นไปจากสังสารวัฏ หรือเหนือจักรวาลทัศน์ หรือความเป็นโลกไปแล้ว





คติสัญลักษณ์ของพระนั่ง

หลังจากอธิบายคติ สัญลักษณ์ ความสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธรูปปางไสยาสน์ หรือเรียกตามภาษาชาวบ้านว่า พระนอน ที่มีขนาดใหญ่ในประเทศมาพอสมควร ครั้งนี้จะอธิบายคติสัญลักษณ์ของพระพุทธรูปอีกชนิดหนึ่ง (เฉพาะขนาดใหญ่) ที่เป็นที่รู้จักกันดีของพุทธศาสนิกชนอีกรูปแบบที่เรียกว่า พระนั่ง

พระนั่งขนาดใหญ่ในประเทศที่ประดิษฐานอยู่ในวัดต่างๆ มีหลายรูปแบบ เรียกว่า ปางต่างๆ นั่งราบก็มี นั่งห้อยพระบาทหรือขาก็มี แต่ที่สำคัญก็คือ การใช้อิริยาบถที่เป็นการแสดงธรรมที่เรียกเป็นภาษาพระคือ มุทรา หรือท่าต่างๆ เป็นคติสัญลักษณ์ในการแสดงธรรมะว่าด้วยเรื่องใด

พระพุทธรูปที่นำมาเล่ามาอธิบายนี้ ขอเริ่มที่พระพุทธรูปศิลาสีเขียวเก่าแก่ อยู่ในยุคต้นๆ ของพระพุทธรูปในประเทศไทย เชื่อกันว่าเป็นพระพุทธรูปในศิลปะทวารวดี หรือรูปแบบเรียกว่า พระคันธารราฐ (มีเรือนแก้วรอบพระเศียรเป็นศิลปะแบบจีน) อยู่ที่วิหารหลักข้างพระอุโบสถวัดหน้า พระเมรุราชิการาม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เดิมอยู่ที่วัดมหาธาตุ เกาะเมืองอยุธยา ที่นักโบราณคดีเชื่อกันว่าอยู่ที่วัดทุ่งพระเมรุ จ.นครปฐม บันทึกของพระยาไชยวิชิต ผู้บูรณะวัดหน้าพระเมรุ ว่าพระพุทธรูปองค์นี้ พระอุบาลี มหาเถระนำมาจากศรีลังกา

เป็นพระพุทธรูปปางนั่งห้อยพระบาท พระหัตถ์วางอยู่บนพระเพลา (เข่า) ทอดพระเนตรดูต่ำ เป็นลักษณะของพระนั่งสมาธิทำวิปัสสนา พิจารณาเรื่องของมหาสติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ การพิจารณากาย เวทนา (ความรู้สึกสุขทุกข์) จิต และธรรม





พระนั่งวัดถ้ำเขางู จังหวัดราชบุรี

เป็นพระพุทธรูปใหญ่ จำหลักอยู่ปากทางเข้าถ้ำ เป็นพระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาท ปางปฐมเทศนา ศิลปะทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๙-๑๓ ประมาณว่าอยู่ในยุคต้นที่พระพุทธศาสนาได้เข้ามาในดินแดนสุวรรณภูมิปักหลักฐานในบริเวณนี้ และปรากฏชุมชนหรือเมืองเก่าสมัยเดียวกัน คือ เมืองคูบัว ถึงแม้จะโยกย้ายกันตามลำน้ำที่เปลี่ยนทางเดินก็ตาม

นั่นก็คือหลักฐานสำคัญของการเป็นศูนย์กลางที่เป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่น่าแสดงถึงความมั่งคั่ง มั่นคง ของผู้คนในยุคนั้น

พระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาทองค์นี้ ยกพระหัตถ์หรือมือข้างขวาที่ดูเหมือนการวางนิ้วเป็นวงกลมน่าจะหมายถึงการแสดงธรรมที่เรียกว่า ธัมมจักกัปปวัตนสูตร การหมุนวงล้อแห่งธรรมจักร แต่คงไม่ใช่ปฐมเทศนา โดยปกติ แต่น่าจะหมายถึง การหมุนวงล้อแห่งธรรมจักรในสุวรรณภูมิได้ปรากฏมั่นคงขึ้นแล้ว





วัดพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม

พระพุทธรูปศิลาขาว (ชาวบ้านเรียกหลวงพ่อประทานพร) เป็น "พระพุทธรูปในศิลปะทวารวดี" ทำด้วยศิลาขาว (ถอดได้เป็นชิ้น) ร่วมสมัยกับพระพุทธรูปศิลาเขียวที่วัดหน้าพระเมรุ จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา แสดงธรรมชื่อ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร (หมายถึงการเคลื่อนกงล้อแห่งธรรม) หรือเรื่องของอริยสัจ ๔ ที่รู้จักกันทั่วไปของพุทธศาสนิกชนต่อปัญจวัคคีย์ และพระพุทธรูปศิลาขาวอีก ๒ องค์ ซึ่งปัจจุบันองค์หนึ่งประดิษฐานไว้ในพิพิธภัณฑ์เจ้าสามพระยา จ.พระนครศรีอยุธยา

และอีกองค์หนึ่งประดิษฐานอยู่ทางทิศใต้ขององค์พระปฐมเจดีย์ วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร ซึ่งค้นพบพร้อมกันทั้ง ๔ องค์จากวัดพระเมรุ จ.นครปฐม สมัยของพระบรมราชาธิราชที่ ๑ สมเด็จพระราเมศวร (โอรสของพระเจ้าอู่ทอง) จากนั้นแยกย้ายทั้งพระพุทธรูป ๓ องค์ไปไว้ที่อยุธยา

ส่วนพระพุทธรูปศิลาขาวองค์นี้ยังคงทิ้งไว้วัดพระเมรุ ที่ จ.นครปฐม เคยถูกกองอิฐจากการพังทลายของวิหารขององค์พระนี้ทับถมไว้ กระทั่งมีการรื้อกองอิฐที่จะนำมาสร้างหรือบูรณะพระปฐมเจดีย์ จึงพบอีกครั้ง

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้ปฏิสังขรณ์พระปฐมเจดีย์เสร็จแล้วจึงได้นำไปประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถของพระปฐมเจดีย์

การที่ชาวบ้านเรียกหลวงพ่อประทานพรน่าจะเข้าใจได้ว่าท่าของการยกพระหัตถ์ขวาขึ้นเสมออกนั้น หมายถึงปางที่พระพุทธเจ้าประทานพรให้กับพระอานนท์ (คำว่าประทานพรของพระพุทธเจ้าในที่นี้หมายความว่าเป็นการให้คำมั่นโดยประเสริฐแก่ พระอานนท์ในการที่พระอานนท์จะปฏิบัติตนอย่างไรที่จะเป็นพระอุปัฏฐากแก่พระพุทธเจ้า)

สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ การมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ทั้ง ๔ องค์ ในพื้นที่เดียวกัน คือ วัดพระเมรุ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ธนิต อยู่โพธิ์ ให้ความเห็นว่าพระพุทธรูปทั้ง ๔ องค์นี้ อยู่ประจำมุขทั้ง ๔ ของสถูปโบราณที่วัดพระเมรุ นครปฐม ยืนยันถึงเมืองนครปฐมว่าเป็นเมืองใหญ่สำคัญ ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจสำคัญของเมืองนครปฐม

และเมื่อศึกษาถึงประวัติของเมืองบางส่วนที่กล่าวถึงพระมหาเถรศรีศรัทธา พ่อขุนผาเมือง ผู้เป็นสหายกับพ่อขุนบางกลางหาว (ขุนศรีอินทราทิตย์) ได้เสด็จกลับจากเมืองลังกามาซ่อมยอดพระปฐมเจดีย์ ณ เมืองนครปฐม ยืนยันได้ว่า เมืองนครปฐมย่อมเป็นศูนย์กลางที่สำคัญยิ่ง แต่หลังจากนั้นประวัติศาสตร์ของนครปฐมก็หายไป ไม่มีสาเหตุให้ทราบว่าทำไมชุมชนขนาดใหญ่ที่มั่งคั่งทางเศรษฐกิจจึงเลือนไป

ไม่มีพงศาวดารที่กล่าวถึงการถูกรุกรานต้อนผู้คนไปจากเมืองนี้แต่ประการใด





พระนั่ง วัดป่าเลไลยก์ จ.สุพรรณบุรี

พระพุทธรูปปูนปั้นปิดทองขนาดใหญ่ นั่งห้อยพระบาท สูงประมาณ ๑๑ วา หรือ ๒๓.๑๗๑ เมตร เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ อยู่ในศิลปะสมัยอู่ทอง มีอายุไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐ ปี มีการซ่อมบำรุงกันถึง ๓ ครั้ง ตามตำนานเล่าขานกันมาว่า ครั้งแรกประมาณปี พ.ศ.๑๗๐๖  โดยกลุ่มของชาวมอญซึ่งเคลื่อนย้ายเข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่นั้น ครั้งที่สอง สมัยสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ พระเจ้าเอกทัศ และสร้างวิหารครอบพระพุทธรูปองค์นี้

ครั้งที่ ๓ สมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ซ่อมบำรุงขยายพระวิหารและซ่อมบำรุงหลวงพ่อโตองค์นี้

 เดิมทีเชื่อกันว่าพระพุทธรูปองค์นี้สร้างขึ้นในปางปฐมเทศนา แสดงธัมมจักรกัปปวัตนสูตร เรื่องอริยสัจ ๔ แก่ปัญจวัคคีย์ พระหัตถ์ ๒ ข้าง บรรจบกันเว้นวงซ้อนกัน (ที่หมายถึง กงล้อแห่งธรรมได้หมุนมายังพื้นที่นี้แล้ว)

ภายหลังพระกรทั้งสองข้างหักลงจึงบูรณะเปลี่ยนเป็นปางป่าเลไลยก์ คือ พระหัตถ์ซ้ายวางคว่ำลงที่หัวเข่า ส่วนพระหัตถ์ขวา วางหงายบนหัวเข่าแสดงกิริยาคือ การรับของ

คติสัญลักษณ์ของพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ เป็นเรื่องราวของการแยกตัวของพระพุทธเจ้า เสด็จหลีกบรรดาภิกษุมากรูปที่เป็นผู้ว่ายาก วิวาทกัน ไม่อยู่ในโอวาท ประพฤติตามใจด้วยอำนาจทิฐิ ไปประทับอยู่ในป่ารักขิตวันพระองค์เดียว โดยมีช้างชื่อปาลิไลยกะ ที่เป็นเจ้าแห่งโขลงช้าง และลิง ๑ ตัว เป็นผู้อุปัฏฐากพระองค์

เป็นคติคำสอนในเรื่องความสำรวมในการอยู่ด้วยกัน หรือมีความสามัคคีในธรรมเดียวกัน ไม่ขัดแย้ง โกลาหลวุ่นวาย ทะเลาะวิวาทกัน ไม่ประพฤติตามใจตัวด้วยอำนาจ มานะ (ความถือตัว) ทิฏฐิ (ความเห็นผิด) ไม่มีขันติ (ความอดกลั้น (ต่อบาป) และโสรัจจะ (ความเสงี่ยมเจียมตัว) ย่อมได้รับความเดือดร้อน ไม่ได้รับการต้อนรับ ไม่ได้รับการบำรุงจากผู้อื่น


ที่มา : คติสัญลักษณ์สถาปัตยกรรมไทย
โดย ชวพงศ์ ชำนิประศาสน์
หนังสือพิมพ์ข่าวสด

9  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ห้องสมุด / Re: รู้จักพันธุ์นก ก่อนสูญพันธุ์ เมื่อ: 11 เมษายน 2562 12:01:47

ภาพวาดระบายสีไม้

นกคาร์ดินัลแดง
Northern Cardinal

นกคาร์ดินัลแดง Northern Cardinal หรือนกบาทหลวง Cardinalidae สามารถพบเห็นได้ในหลายรัฐทางซีกตะวันออกของสหรัฐอเมริกา จุดเด่นก็คือ นกตัวผู้มีมีขนสีแดงสด ขนกระหม่อมชี้ตั้ง และมีขนสีดำที่หน้าจนถึงคอ มีแถบขนบริเวณใบหน้าเป็นแถบสีดำ เหมือนใส่หน้ากากหรือที่คาดตา ในขณะที่นกคาร์ดินัลตัวเมียจะมีสีสันที่ออกโทนน้ำตาลมากกว่า และแถบขนสีดำตรงตาจะไม่ชัดมากเท่าไหร่ จึงเป็นที่สังเกตได้ง่าย กินผลไม้จำพวกเบอร์รี่เป็นหลัก

นกคาร์ดินัล ตัวเต็มวัย จะมีขนาด ประมาณ ๗-๙ นิ้ว (จากหัวถึงหาง) ส่วนความกว้างของปีก ๑๒ นิ้ว สามารถมีอายุขัยเฉลี่ยถึงประมาณ ๑๕ ปี 




ภาพวาดระบายสีไม้

นกขุนแผน
(Red-billed blue magpie)

นกขุนแผน หรือ นกสาลิกาดง (Red-billed blue magpie)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Urocissa erythrorhyncha

จัดเป็นนกขนาดเล็กชนิดหนึ่ง อยู่ในวงศ์ Corvidae อันเป็นวงศ์เดียวกับกา
นกขุนแผนเป็นนกที่มีสีสันสวยงามมาก กล่าวคือ โดยมีบริเวณหัวถึงลำคอสีดำ ขนบริเวณลำตัวมีสีฟ้าแกมม่วง ส่วนโคนปีกมีสีฟ้าแกมม่วง ด้านปลายปีกสีขาว มีหางสวยงามและยาวมาก มีสีฟ้าแกมม่วงส่วนบริเวณปลายหางมีสีขาว มีขนหางคู่บนยาวกว่าคู่อื่นๆ ปากสีแดง ขาสีแดงส้มและตาสีดำ ทั้งตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันมาก จนยากที่จะแยกได้ออกจากการมองแค่ภายนอก

ความยาวจากปลายปากถึงปลายหางประมาณ ๖๕-๖๘ เซนติเมตร และมีขนหางยาวมากราว ๓๗-๔๒ เซนติเมตร หรือ ๒ใน ๓ ของความยาวจากปากถึงปลายหาง ขนหางค่อนข้างแข็ง มี ๑๒ เส้น ซึ่งแต่ละคู่ยาวลดหลั่นกันลงไป โดยมีขนหางคู่บนสุดยาวที่สุด ซึ่งยาวกว่าขนหางคู่ที่ ๕ อย่างเห็นได้ชัด ปลายขนหางแต่ละเส้นมีลักษณะมน ขนหางทุกเส้นมีสีฟ้าอมม่วง แต่ปลายขนหางแต่ละเส้นเป็นแถบสีขาว และเฉพาะปลายขนหางคู่ที่ ๑ ถึงคู่ที่ ๕ มีแถบสีดำถัดจากแถบสีขาวด้วย ปลายขนหางคู่ที่ ๖ ซึ่งเป็นคู่บนสุดโค้งลงมาเล็กน้อย

พบกระจายพันธุ์ตั้งแต่เชิงเขาหิมาลัยจนถึงจีน, พม่า และภูมิภาคอินโดจีน ในประเทศไทยพบเกือบทุกภาคยกเว้นภาคใต้

มีพฤติกรรมชอบอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงเล็กๆ ตามป่าละเมาะ, ป่าโปร่ง มักส่งเสียงร้องขณะที่มันเริ่มออกหากิน บางเวลาอาจลงมาหากินตามพื้นดินหรือซอกก้อนหิน ซอกไม้ผุๆ อาหารได้แก่ แมลงชนิดต่าง ๆ เช่น ด้วง, ปลวก, หนอน, หอยทาก, กิ้งก่า, จิ้งจก, จิ้งเหลน, งู รวมทั้งปาด, ตะขาบ และหนู แม้แต่ไข่นกและลูกนกชนิดอื่นในรัง รวมทั้งซากสัตว์ด้วย

ฤดูผสมพันธุ์อยู่ในช่วงประมาณเดือนมีนาคม-พฤษภาคม จะทำรังโดยนำกิ่งไม้เล็กมาขัดสานกันเป็นแอ่งตรงกลาง และรองพื้นด้วยรากไม้หรือใบไม้ที่พอจะหาได้ในบริเวณนั้น ตัวเมียจะวางไข่ครั้งละ ๓-๖ ฟอง อยู่สูงจากพื้น ๖-๘ เมตร มีสถานะเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช ๒๕๓๕ แต่ก็นิยมเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงเพราะสีสันและหางที่สวยงาม
  ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี



ภาพวาดระบายสีไม้

นกขาบ หรือนกตะขาบทุ่ง
Indian roller, Blue jay

นกขาบ หรือนกตะขาบทุ่ง Indian roller, Blue jay


ชื่อวิทยาศาสตร์: Coracias benghalensis

นกตะขาบทุ่งเป็นนกหนึ่งในสองชนิดของวงศ์นกตะขาบ เป็นนกประจำถิ่นที่พบในทวีปเอเชีย บริเวณตั้งแต่ประเทศอิรัก อนุทวีปอินเดีย จนถึงคาบสมุทรอินโดจีน พบได้ทั่วไปตามต้นไม้ริมทางหรือสายไฟ ทุ่งนา ป่าโปร่ง ในประเทศไทยพบอยู่ทั่วทุกภาค ยกเว้นทางตอนใต้ของภาคใต้ พบได้ที่ความสูงมากว่าหรือประมาณ ๑,๕๐๐ เมตร จากระดับน้ำทะเล ในประเทศไทย พบในป่าดิบชื้น ป่าเบญจพรรณ ป่าไผ่ ป่าฟื้นตัวที่ค่อนข้างทึบ มักพบที่ความสูงต่ำกว่า ๙๐๐ เมตรจากระดับน้ำทะเล ที่ระดับ ๑,๕๐๐ เมตรพบได้บ้างจนถึงหายาก พบที่เทือกเขาของภาคตะวันออก เทือกเขาที่กั้นภาคกลางตอนบนกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือด้านตะวันออก และผืนป่าตะวันตกตอนบน ในประเทศไทยพบได้ทุกภาคยกเว้นภาคใต้ฝั่งอันดามัน

นกตะขาบทุ่งมีขนาดใกล้เคียงกับนกพิราบ อาหารคือแมลง สัตว์ตัวเล็กๆ หรือกิ้งก่าในบางครั้ง

ลักษณะ เป็นนกขนาดกลาง มีขนาดลำตัวประมาณ ๓๓ เซนติเมตร ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะเหมือนกัน รูปร่างไม่เพรียวลม ลำตัวตั้งตรง คอสั้น หัวโต ปากสีดำด้านยาวปานกลาง สันปากบนโค้ง จะงอยเป็นตะของุ้ม ปีกกว้างแต่ยาวและปลายปีกแหลม ปลายปีกมีขน ๑๑ เส้น ขนปลายปีกเส้นที่ ๑๑ สั้นกว่าขนเส้นอื่นๆ จึงเห็นได้ชัดเพียง ๑๐ เส้น ปลายหางเป็นรูปสี่เหลี่ยมหรือเว้าเล็กน้อย หลายชนิดมีหางแฉกลึก และบางชนิดมีหางแบบปลายแหมขึ้นอยู่กับชนิด ขาสั้น นิ้วเท้าสั้นและไม่แข็งแรง เล็บโค้ง นิ้วเท้าข้างละ ๔ นิ้ว นิ้วที่ ๒ และนิ้วที่ ๓ เชื่อมติดกันตรงโคนนิ้ว เรียกเท้าที่มีลักษณะดังกล่าวว่า Syndactyly foot ลักษณะนิ้วมีความคล้ายคลึงกับนกกะรางหัวขวาน ในวงศ์ Upupidae

สีสัน ปากสีดำด้าน ม่านตาสีน้าตาลแกมเขียว ตัวผู้มีคิ้วยาวสีขาวลายดำละเอียด ตัวเมียมีคิ้วสั้นกว่าตัวผู้เล็กน้อย ขนหางสีฟ้า ปลายหางสีน้ำเงินเข้ม ขนปีกมีหลายสีเหลื่อมกัน คือ ขนคลุมหัวปีกมีสีฟ้าอมเทา ขนกลางปีกและขนปลายปีกสีน้ำเงินที่โคนขนมีสีฟ้าสด คางและใต้คอสีม่วงแดงเข้มและมีขีดสีฟ้าเด่นชัด อกและท้องตอนบนสีน้ำตาลแกมม่วง ท้องตอนล่างจนถึงขนคลุมใต้โคนหางเป็นสีฟ้าสดแกมเขียว ใต้หางสีฟ้าสดและมีแถบสีน้ำเงินตอนปลายหาง ขาและนิ้วเท้ามีสีน้ำตาลแกมเหลือง เล็บสีดำ

นกวัยอ่อนหัวจะมีสีเขียวและหลังคอจะมีสีน้ำตาลมากกว่านกโตเต็มวัย หลังคอมีสีหม่นกว่า คอสีเนื้อแกมม่วง ท้องสีฟ้าอมเขียว ขนคลุมปีกสีน้ำตาล

พฤติกรรมและการขยายพันธุ์ ชอบอยู่ตามลำพังตัวเดียว เหยื่อของนกตะขาบทุ่งได้แก่ ตั๊กแตน จิ้งหรีด แมลงหางหนีบ ผีเสื้อกลางคืน บุ้ง ต่อ ด้วง แมลงปอและแมงมุม และสัตว์มีกระดูกสันหลังตัวเล็กๆ เช่น กิ้งก่า จิ้งเหลน คางคก งู หนู หนูผีและลูกนก นกตะขาบทุ่งนับว่าเป็นนกล่าเหยื่อที่พิเศษกว่านกล่าเหยื่ออื่นๆ เช่น นกอีเสือ นกกระเต็น หรือนกแซงแซว เพราะมันสามารถล่าเหยื่อที่นกชนิดอื่นๆไม่กล้าแตะต้องเนื่องจากมีพิษได้ อย่างเช่น ตั๊กแตนหรือผีเสื้อกลางคืนที่มีสีเตือนภัย แมงป่อง ตะขาบหรืองูพิษเป็นต้น นกตะขาบทุ่งจะล่าเหยื่อตั้งแต่ตอนเช้าจนกระทั่งพลบค่ำ หรือแม้กระทั่งในเวลากลางคืน นกตะขาบทุ่งเป็นนกที่หวงถิ่นมาก ถ้าหากมีนกตัวอื่นบุกรุกเข้ามา มันจะบินขึ้นไปบนเหนือยอดไม้ แล้วบินม้วนตัวลงมายังผู้บุกรุกอย่างรวดเร็วเพื่อขับไล่ โดยใช้เวลาราว ๓๐ วินาที บางครั้งอาจบินผาดโผนพลิกแพลงราว ๔๘ วินาที และจะร้องเสียงดัง "ค๊าบ แค๊บ ค๊าบ" ไปเรื่อยๆ จนถึง ๑๒๐ ครั้ง และเพราะเหตุที่นกตะขาบทุ่งมีความสามารถในการบินม้วนตัวกลางอากาศได้ ชาวตะวันตกจึงเรียกมันว่า "Roller" ซึ่งแปลว่า "ลูกกลิ้ง" หรือ"ผู้กลิ้งม้วนตัว นกตะขาบทุ่งผสมพันธุ์ในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ทำรังบนต้นไม้บริเวณโพรงไม้ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในบางครั้งจะแย่งรัง หรือโพรงเก่าของนกอื่นเพื่อวางไข่ ตัวเมียวางไข่ครั้งละ ๒-๕ ฟอง



750
10  สุขใจในธรรม / เสียงธรรมเทศนา - เอกสารธรรม - วีดีโอ / Re: ญาณสังวรธรรม (เทศนาพิเศษ) สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ เมื่อ: 09 เมษายน 2562 18:57:17

ญาณสังวรธรรม
เทศนาพิเศษ
พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
-----------------------------------------
วิทยุธรรมเทศนา*  
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
โย สหสฺสํ สหสฺเสน             สงฺคาเม มานุเส ชิเน
เอกญฺจ เชยฺยมตฺตานํ     ส เว สงฺคามชุตฺตโมติ.

บัดนี้ จักแสดงพระธรรมเทศนาตามสมควรแก่วันธรรมสวนะที่เวียนมาถึงเข้าและแก่วันกาชาดโลก เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ผู้ให้กำเนิดการกาชาด  ฉะนั้น ในวันที่ ๘ พฤษภาคมนี้ สภากาชาดไทยจึงจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อฉลองวันกาชาดโลก และชักชวนให้ประชาชนสนใจในกาชาด และจัดให้มีการแสดงพระธรรมเทศนาทางวิทยุกระจายเสียงด้วยเป็นพิเศษ

อันที่จริงพระพุทธศาสนาย่อมแสดงธรรมส่งเสริมการทำความดีของมนุษยชาติทุกถ้วนหน้าเช่นหลักศีล ทั้งยังคุ้มครองไปในสัตว์ดิรัจฉานทั้งหลายด้วย จึงเป็นหลักศีลหลักธรรมที่คุ้มครองไปในสัตว์โลกทั้งหมด  ฉะนั้น เมื่อหลักคติของกาชาด กับจุดประสงค์ของสันนิบาตสภากาชาด ดำเนินไปในหลักของศีลธรรมในพระพุทธศาสนา จึงสมควรที่จะสนับสนุนส่งเสริม ข้อนี้ จะพึงเห็นได้จากหลักการกาชาด ๗ ข้อ คือ :-

มนุษยธรรม กาชาดเกิดขึ้นมาจากความปรารถนาที่จะนำความช่วยเหลือโลก มิเลือกปฏิบัติมาสู่ผู้บาดเจ็บในสนามรบ กาชาดเพียรพยายามทั้งในฐานะทางระหว่างประเทศและในระดับชาติ เพื่อป้องกันและบรรเทาทุกข์ทรมานของมนุษย์ไม่ว่าจะพบได้ในที่ใด ความมุ่งประสงค์ของกาชาดได้แก่การคุ้มครองชีวิตและสุขภาพ และการประกันความเคารพนับถือต่อมนุษยชน กาชาดส่งเสริมความเข้าใจ มิตรภาพ ความร่วมมือระหว่างกัน และสันติภาพยั่งยืนระหว่างประชากรทั้งมวล

ความไม่ลำเอียง กาชาดไม่เลือกปฏิบัติในเรื่องสัญชาติ เชื้อชาติ ความเชื่อถือทางศาสนา ชั้น วรรณะ หรือความคิดเห็นทางการเมือง กาชาดเพียรพยายามอย่างเดียวที่จะบรรเทาความทุกข์ทรมาน โดยให้การปฏิบัติลำดับแรกต่อกรณีความทุกข์ยากที่เร่งด่วนที่สุด

ความเป็นกลาง เพื่อที่จะได้รับความไว้วางใจสืบต่อไปจากทุกฝ่าย กาชาดไม่อาจเข้ากับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในการสู้รบ หรือเกี่ยวข้องไม่ว่าในเวลาใดในการขัดแย้ง ซึ่งมีลักษณะทางการเมือง เชื้อชาติ ศาสนา หรือลัทธินิยม

ความเป็นอิสระ กาชาดเป็นอิสระ สภากาชาดแห่งชาติแม้จะมีส่วนช่วยเหลือในการบริการด้านมนุษยธรรมของรัฐบาลของตน และอยู่ในบังคับแห่งกฎหมายของประเทศของตน จะต้องธำรงความเป็นอิสระอยู่เสมอไป เพื่อที่จะสามารถปฏิบัติตามหลักการกาชาดได้ทุกเวลา

บริการอาสาสมัคร กาชาดเป็นองค์การอาสาสมัครในการบรรเทาทุกข์ โดยไม่มีความปรารถนาประโยชน์ในการใดๆ

ความเป็นเอกภาพ ในประเทศหนึ่งพึงมีสภากาชาดได้เพียงแห่งเดียว สภากาชาดต้องเปิดให้แก่คนทั่วไป สภากาชาดต้องปฏิบัติงานด้วยมนุษยธรรม ตลอดทั่วดินแดนของตน

ความเป็นสากล กาชาดเป็นสถาบันสากล ซึ่งสภากาชาดทั้งมวลที่สังกัดอยู่มีฐานะเท่าเทียมกัน และมีส่วนความรับผิดชอบและหน้าที่เท่าเทียมกัน ในการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

หลักการกาชาด ๗ ข้อนี้ สภาประศาสนการแห่งสันนิบาตสภากาชาดได้ลงมติรับรองในปี ๒๕๐๔ ต่อมาก็ได้รับความเห็นชอบในที่ประชุมใหญ่อีก ๒ ครั้ง และให้มีพิธีอ่านหลักการนี้ในการเปิดประชุมกาชาดระหว่างประเทศทุกครั้ง

ได้มีอนุสัญญาเจนีวา จำนวน ๔ ฉบับ ในปี ๒๔๙๒ มีหลักการมูลฐานสำคัญ ๓ ประการคือ มนุษยธรรม ความเสมอภาค และความไม่ลำเอียง มีบทบัญญัติทันสมัยและสมบูรณ์ที่สุด เกี่ยวกับการคุ้มครองมนุษยชนในกรณีเกิดการขัดแย้งทางอาวุธ

ผู้เสนอความดำรินี้เป็นต้นเหตุให้เกิดกาชาดขึ้นในยุโรป ชื่อ อังรี ดูนังต์ ชาวสวิส เกิดเมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๓๗๑ ได้ไปเห็นภาพอันสยดสยองในสงครามครั้งหนึ่ง ซึ่งทหารจำนวนมากล้มตายและบาดเจ็บเกลื่อนกลาดทั่วสนามรบโดยไม่มีผู้พยาบาลรักษา จึงได้เขียนบันทึกความทรงจำเป็นหนังสือขึ้นเล่มหนึ่งและแสดงความคิดว่า “จะเป็นไปไม่ได้หรือ ที่จะตั้งองค์การอาสมัคร ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือดูแลทหารบาดเจ็บในยามสงคราม” เนื่องด้วยความคิดนี้ จึงได้เกิดมี่คณะกรรมการระหว่างประเทศ เพื่อการบรรเทาทุกข์ทหารบาดเจ็บขึ้น ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ ดังที่ได้ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ หน้าที่สำคัญของคณะกรรมการนี้ คือดูแลให้มีการเคารพนับถือปฏิบัติ ทั้งชี้แจงเผยแพร่อนุสัญญาเจนีวา ธำรงรักษาหลักการกาชาด ๗ ข้อ ดังกล่าวแล้วเป็นต้น  ต่อมา ภายหลังการสงบศึกของสงครามโลกครั้งที่ ๑ ได้มีสันนิบาตกาชาดขึ้นคือ สหพันธ์ของบรรดาสภากาชาดทั่วโลก ทำหน้าที่ทั่วไป เพื่อส่งเสริมและอำนวยความสะดวกแก่สภากาชาดในการปฏิบัติงานด้านมนุษยธรรม กล่าวโดยย่อ สันนิบาตทำหน้าที่ติดต่อกับสภากาชาดต่างๆ ร่วมมือกับบรรดาสภากาชาดในกิจการต่างๆ กล่าวโดยเฉพาะคือ การอนามัย ร่วมมือกับคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ ทำหน้าที่แทนบรรดาสภากาชาดในระดับระหว่างประเทศ และเป็นโฆษกส่งเสริมและอำนวยความสะดวกในการจัดตั้งและการพัฒนาสภากาชาดในทุกประเทศ ดูแลความเป็นไปและคุ้มครองผลประโยชน์ของสภากาชาด จัดการบรรเทาทุกข์เมื่อเกิดภัยพิบัติแห่งชาติ หรือระหว่างประเทศ ความรับผิดชอบใหญ่และสำคัญมากของสันนิบาต คือ การบรรเทาทุกข์เกี่ยวกับภัยธรรมชาติ หรือระหว่างประเทศทุกส่วนของโลก เป็นอันว่า สภากาชาดได้ขยายให้มีการปฏิบัติในยามสงบด้วย ซึ่งนอกจากในคราวเกิดภัยธรรมชาติแล้ว ยังเน้นหนักในการอนามัย ในการนี้ได้มีสภาประศาสนการคือ สมัชชาใหญ่ของสันนิบาติสภากาชาดเป็นเจ้าหน้าที่สูงสุดของสันนิบาต และได้มีคณะกรรมการบริหาร ปฏิบัติหน้าที่บางอย่างของสภาประศาสนการในระหว่างที่สภานั้นไม่มีการประชุม

ส่วนสภากาชาดไทยเป็นสภาการกุศลอาสาสงเคราะห์ ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติว่าด้วยสภากาชาดไทย พุทธศักราช ๒๔๖๑ มีวัตถุประสงค์ คือ ช่วยรักษาพยาบาลผู้ป่วยไข้และบาดเจ็บในเวลาสงครามและในยามสงบ กับทั้งทำการบรรเทาทุกข์ในเหตุการณ์สาธารณภัยพินาศ ยึดหลักมนุษยธรรมเป็นที่ตั้ง ความจริงสภากาชาดไทยได้เริ่มมีขึ้นตั้งแต่ปี ๒๔๓๖ ในรัชกาลที่ ๕ คือ สภาอุณาโลมแดง ต่อมาในรัชกาลที่ ๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้สร้างโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ให้เป็นของสภากาชาดสยาม เมื่อปี ๒๔๕๗ ชื่อสภาอุณาโลมแดง จึงเปลี่ยนเป็น สภากาชาดสยาม แล้วเปลี่ยนเป็นสภากาชาดไทยตามชื่อประเทศ ซึ่งได้รับการรับรองจากคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศและสันนิบาตสภากาชาด ในปี ๒๔๖๓-๒๔๖๔ โดยลำดับ สภากาชาดไทยอยู่ในความควบคุมทั่วไปของคณะกรรมการสภากาชาด บัดนี้ สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงดำรงตำแหน่งองค์สภานายิกา และยังมีกรรมการเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นผู้ดำเนินงานโดยตรง มีอุปนายกผู้อำนวยการเป็นประธาน

กิจการของสภากาชาดไทย แบ่งออกเป็น
๑. สำนักงานกลาง
๒. กองบรรเทาทุกข์และอนามัย
๓. กองวิทยาศาสตร์
๔. กองอนุกาชาด
๕. กองอาสาสมัคร
๖. ศูนย์บริการโลหิต

กับได้มีเหล่ากาชาดจังหวัด ซึ่งได้ตั้งขึ้นในส่วนภูมิภาค ตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๐๔ มีวัตถุประสงค์ คือ สะสมทุนและเตรียมการไว้ล่วงหน้า เพื่อการสาธารณกุศลสงเคราะห์ ช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยในท้องที่แต่จังหวัดได้อย่างใกล้ชิดกันทันท่วงที ในชั้นต้น และเพื่อร่วมมือกับสภากาชาดในการนี้ในยามสงครามและยามสงบอีก ตามวัตถุประสงค์ของสภากาชาด

เรื่องของสภากาชาดดังที่กล่าวมาโดยสังเขปนี้ มีการสงครามเป็นมูลเหตุ ฉะนั้น จะยกพระพุทธภาษิตที่ตรัสถึงสงคราม มาแสดงตามพระคาถาธรรมบทอุทเทศว่า “โย สหสฺสํ สหสฺเสน สงฺคาเม มานุเส ชิเน  บุคคลใด พึงชนะกองทัพมนุษย์ในสงครามตั้งพัน ด้วยพัน  เอกญฺจ เชยฺยมตฺตานํ  ส่วนบุคคลใดพึงชนะตนผู้เดียว  สเว สงฺคาม ชุตฺตโม  บุคคลนั้นแลเป็นผู้สูงสุดแห่งผู้ชนะในสงครามนั้น”  ดังนี้ พระพุทธภาษิตนี้ ตรัสปรารภสงครามภายนอกอย่างหนึ่ง สงครามภายในอย่างหนึ่ง  สงครามภายนอกนั้น คือ สงครามในหมู่มนุษย์ที่กองทัพทั้งสองฝ่ายหรือหลายฝ่ายเข้าต่อสู้ประหัตประหารกันอันเกิดมีอยู่ในโลก  สงครามภายในนั้น คือ การรบเอาชนะตนเอง หรือเอาชนะจิตใจของตนเอง

ว่าถึงสงครามย่อมเป็นการแสดงออกอย่างรุนแรงของกิเลสกองโทสะ กิเลสกองนี้ในเบื้องต้นก็เกิดจากปฏิฆะ คือ ความกระทบกระทั่งกัน ก่อให้เกิดความโกรธ คือ ความขัดใจขึ้นเคียดและโทสะ คือความเดือดพลุ่งพล่าน ขัดเคืองแรงออกมาก็เป็นพยาบาท ซึ่งในภาษาธรรมะก็หมายความว่า จิตวิปริตวิบัติ คือมุ่งร้ายออกไป หมายความว่า มุ่งที่จะทำร้ายบุคคลอื่นให้วิบัติเสียหายทางทรัพย์สิน ทางอวัยวะร่างกาย ตลอดถึงชีวิต เมื่อกิเลสกองนี้ใหญ่โตขึ้น ความมุ่งหมายทำลายเช่นนั้นก็แผ่กว้างออกไป คือ ไม่ใช่แก่บุคคลเดียว แต่แก่บุคคลทั้งหมู่ตั้งแต่หมู่เล็กจนถึงหมู่ใหญ่ และกิเลสกองนี้เอง เป็นเหตุให้เกิดกรรมของมนุษย์ขึ้นอย่างหนึ่ง คือ สงคราม ซึ่งหมู่มนุษย์ทำสงครามกันตั้งแต่กลุ่มเล็กจนถึงกลุ่มใหญ่ กรรมอันนี้ก็เป็นกรรมของบุคคลกลุ่มเล็กจนถึงกลุ่มใหญ่ซึ่งมีอำนาจทำลายล้างทรัพย์สินอวัยวะร่างกายและชีวิตอย่างใหญ่โต

การชนะสงครามภายนอกนี้ไม่ใช่เป็นสิ่งประเสริฐ เพราะเป็นการชนะด้วยการทำลายล้าง ก่อให้เกิดเวร คือความผูกโกรธเพื่อจองล้างจองผลาญกันสืบต่อไปอีก  ดังที่มีพระพุทธภาษิตแสดงไว้ว่า ชยํ เวรํ ปสวติ ผู้ชนะย่อมประสบเวร  ทุกฺขํ เสติ ปราชิโต ผู้แพ้ย่อมนอนเป็นทุกข์ เมื่อเป็นเช่นนี้ ความแพ้ ความชนะในสงครามจึงเป็นการก่อเวร เพื่อที่จะสนองเวรกันต่อไป ไม่ใช่เป็นการชนะเด็ดขาด  ฉะนั้น จึงได้ตรัสถือเอาความว่า “ผู้ใดพึงชนะกองทัพมนุษย์ในสงครามตั้งพันด้วยพัน ความชนะของผู้นั้นไม่ประเสริฐ” ดังนี้

ส่วนการชนะภายใน คือ เอาชนะตนเอง หรือชนะจิตใจของตนเองนั้น ก็หมายความว่า เอาชนะกิเลสในจิตใจของตนเอง เมื่อเอาชนะกิเลสในจิตใจของตนเองได้ ก็ชื่อว่า ชนะตนเองหรือชนะจิตใจของตนเอง แต่การที่จะเอาชนะกิเลสดั่งนี้ ก็ต้องทำสงครามเหมือนกัน คือ ต้องทำการต่อสู้กับกิเลสในใจ ด้วยว่ากิเลสในใจนี้เป็นมาร คือ เป็นผู้ฆ่าผู้ทำลายล้าง หรือเป็นข้าศึกที่มีอยู่ในจิตใจ แต่เป็นข้าศึกชนิดที่ตนเองรักษาเอาไว้ เช่น ตัณหา ความอยาก หรือความดิ้นรนทะยานอยาก ต่างโดยเป็นกามตัณหา ความดิ้นรนไปในอารมณ์ที่ปรารถนาพอใจ ภวตัณหา ความดิ้นรนไปในภพ  ความดิ้นรนไปในความเป็นนั่น เป็นนี่ วิภวตัณหา ความดิ้นรนไปในความไม่เป็นนั่นไม่เป็นนี่  ตัณหา คือ ความดิ้นรนนี้ มีตัณหานุสัย คือ ความอยากที่เป็นอนุสัยนอนเนื่องอยู่ในจิต และเมื่อได้มีอารมณ์ต่างๆ มากระทบจิตใจ ตัณหานุสัยนี้ก็ฟุ้งขึ้น เป็นตัณหาที่เป็นชั้นนิวรณ์ คือ เป็นความดิ้นรนทะยานอยากไปในอารมณ์ต่างๆ นั้น จึงปรากฏกิเลสที่สืบเนื่องกัน คือ โลภะ ความโลภอยากได้บ้าง  โทสะ ความขัดเคืองบ้าง  โมหะ ความหลง คือความไม่รู้บ้าง  กิเลสเหล่านี้ก็ปรากฏขึ้นอาศัยกระแสของตัณหา คือความดิ้นรนนี้แหละ กล่าวคือ ความดิ้นรนทะยานอยากในอารมณ์ที่ใคร่ที่ปรารถนา ย่อมเป็นที่อาศัยเกิดโลภะ ความโลภ อยากได้ในอารมณ์เหล่านั้น แต่ครั้นไม่ได้รับอารมณ์เช่นนั้นก็เกิดโทสะ คือความขัดเคือง และแม้ไม่ได้รับอารมณ์อันเป็นที่ตั้งของโทสะ เมื่อได้รับอารมณ์ทั่วๆ ไปที่รู้สึกว่า ไม่ใช่ให้เกิดความโลภอยากได้หรือความขัดเคืองอะไร แต่ก็ยังติดอยู่ในอารมณ์เหล่านั้นด้วยความไม่รู้ คือ ไม่รู้ในความเกิดความดับ ไม่รู้ในคุณในโทษ ไม่รู้ในทางที่จะนำจิตใจออกไป ตนเองอาจรู้สึกเหมือนอย่างเป็นอุเบกขา คือเฉยๆ แต่ก็เฉยด้วยความไม่รู้ดังกล่าว มีความติดอยู่ในความเฉยนั้น ดั่งนี้เป็นตัวโมหะ ที่เรียกว่า ความหลง  โมหะคือความหลงนี้ย่อมเป็นไปในอารมณ์ที่มีลักษณะดังกล่าวนั้นด้วย มีอยู่เป็นภาคพื้นด้วย

กิเลสดังกล่าวนี้ย่อมมีอยู่ในจิตใจ เรียกว่าบุคคลยังรักษาเอาไว้ จะเรียกว่าเพราะโมหะคือความหลงเพราะขาดปัญญาที่จะรู้จักว่าเป็นตัวกิเลส เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ดั่งนี้ก็ได้ เพราะฉะนั้น กิเลสจึงมีอำนาจครอบงำใจ เพราะนอกจากที่จะรักษาไว้แล้ว ยังชุบเลี้ยงให้กำลังกิเลสอีกด้วย ทั้งยอมตนเป็นทาสของกิเลส ดังที่เรียกว่า ตณฺหาทาโส เป็นทาสของตัณหา เมื่อเป็นดั่งนี้แล้ว ก็เป็นอันว่าไม่มีสงครามคือการต่อสู้กับกิเลส เพราะเป็นทาสของกิเลสเต็มตัวเสียแล้ว บุคคลที่จะทำสงครามต่อสู้กับกิเลสนั้นก็จะต้องเริ่มมีสติ ความระลึกได้ มีปัญญา ความรู้ ว่าตนเองเป็นทาสของกิเลสและต้องการจะให้ตนเป็นอิสระ หรือมีเสรีภาพจากกิเลส เมื่อเป็นดั่งนี้แล้ว ก็ต้องรวบรวมพล คือ กำลัง ซึ่งได้แก่ธรรมที่เป็นพละ คือกำลัง ๕ ประการ คือ
๑. ศรัทธา ความเชื่อต่อสิ่งที่ควรเชื่อ ได้แก่ เชื่อต่อความตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตลอดจนถึงคำสั่งสอนของพระพุทธองค์
๒. วิริยะ ความเพียร ละบาป บำเพ็ญกุศล
๓. สติ ความระลึกได้
๔. สมาธิ ความตั้งใจมั่น และ
๕. ปัญญา ความรู้จักบาป บุญคุณโทษ

ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ จนถึงความรู้ในสัจธรรม  ธรรมะที่เป็นตัวความจริง เมื่อมีพละคือธรรมที่เป็นกำลังทั้ง ๕ ประการนี้ ก็ย่อมมีกำลังที่จะต่อสู้กับกิเลสในใจ อันได้แก่ตัณหา หรือ โลภะ โทสะ โมหะ นั้น  ในการต่อสู้นั้น จิตใจก็จะต้องมีความลำบาก ต้องเป็นทุกข์ เป็นสงครามในจิตใจ แต่เมื่อมีขันติ ความอดทนไม่ละความเพียร สั่งสมธรรมะที่เป็นกำลังเหล่านี้ให้ทวีมากขึ้น ในที่สุดก็จะสามารถทำสงครามคือรบเอาชนะกิเลสในจิตใจของตนเองได้ ธรรมะเหล่านี้ก็เป็นอินทรีย์คือ เป็นใหญ่ครองจิตใจแทนกิเลส จิตใจที่มีธรรมะเป็นอินทรีย์ครองอยู่ ย่อมเป็นจิตใจที่เป็นอิสรเสรี และมีความสุขตั้งแต่ขั้นต้นจนถึงขั้นสูง ความชนะตนเองดังกล่าวนี้ คือชนะกิเลสในจิตใจของตนเองผู้เดียว ย่อมประเสริฐกว่าการชนะในสงครามทั้งสิ้น เพราะเป็นความชนะที่เป็นความชนะภัยชนะเวรทั้งสิ้น ทำให้เกิดความสงบความสุขแก่ตนเองและแก่ผู้อื่นที่เกี่ยวข้องด้วย  เพราะฉะนั้น หน้าที่ของบุคคลทุกๆ คน จึงอยู่ที่การจะเอาชนะตนเองแต่ผู้เดียวนี้แหละ  หมายความว่าเอาชนะกิเลสในใจของตนเอง ด้วยการสร้างเสริมธรรมะที่เป็นกำลังจนมีกำลังเหนือกิเลส กิเลสก็สงบไปจากจิตใจ ธรรมะก็จะเข้าครองใจแทน ทำให้มีความสุขสงบอย่างยิ่ง จึงได้ตรัสว่า “ส่วนผู้ใดพึงชนะตนผู้เดียว ผู้นั้นแลเป็นผู้สูงสุดแห่งผู้ชนะในสงครามนั้น” มีอรรถาธิบายดังแสดงมาด้วยประการฉะนี้.



* ทรงแสดงเมื่อดำรงสมณศักดิ์ที่ พระสาสนโสภณ ในวันธรรมสวนะ ทางวิทยุกระจายเสียง กรมประชาสัมพันธ์ วันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๒
11  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ อนามัย / Re: สมุนไพรเพื่อสุขภาพ เมื่อ: 05 เมษายน 2562 16:22:22


รู้จักต้นคูนหรืออ้อดิบ
กินให้ถูกมีประโยชน์ กินผิด ‘อันตราย’
 

เมื่อต้นเดือนมีนาคม มีข่าวว่าผู้หญิงคนหนึ่งสั่งแกงส้มปลาใส่อ้อดิบกับไก่ต้มขมิ้นมากิน

เพียงแค่กินคำแรกก็ได้เรื่อง หลังจากเคี้ยวกินมีความรู้สึกแปลกๆ ในปาก แสบเริ่มชา ความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนในปากแล้ว ลามถึงในลำคอ จนต้องนำส่งโรงพยาบาล

หลังจากสืบสาวก็ได้ความว่า แม่ค้าร้านแกงไม่รู้จักหรือแยกไม่ออกระหว่าง “อ้อดิบ” กับ “บอน” ซึ่งพืชจำพวกบอนเป็นพืชพิษ ถ้าจะนำมาปรุงอาหารต้องมีความรู้และประสบการณ์อย่างดี ไม่เช่นนั้นจะเกิดอันตรายได้ง่าย

ในทางวิชาการ เรียก อ้อดิบ หรือ ต้นคูน หรือ โหรา มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Colocasia gigantea (Blume) Hook. F. H. ชื่อสามัญภาษาอังกฤษว่า Green Taro

ภาคกลางและภาคอีสานเรียกว่า ทูน คูน หัวคูณ

ภาคเหนือเรียกว่า ตูน ภาคใต้เรียกว่า เอาะดิบ ออกดิบ ออดิบ นครศรีธรรมราช-ยะลา เรียก ออดิบ ชุมพรเรียกว่า กะเอาะขาว ประจวบคีรีขันธ์เรียกว่า บอน กาญจนบุรีเรียกว่า กระดาดขาว

แต่ต้องระวังเพราะเรียกชื่อซ้ำกันแต่เป็นคนละชนิดกับกระดาษขาว (Alocasia alba Schott) และกระดาษดำ (Alocasia macrorrhizos (L. ) G. Don

คูนหรืออ้อดิบ เป็นพืชตระกูลบอน มีหัวอยู่ใต้ดิน ใบเดี่ยวขนาดใหญ่ รูปร่างเป็นลูกศร มีนวลเคลือบแผ่นใบ ก้านใบยาวกลมมีนวลเคลือบ มี ๒ ชนิด คือ ชนิดสีเขียวอ่อน ใบมีสีเขียวอ่อน ก้านใบสีเขียวอมขาว ชนิดสีม่วง ใบและก้านใบสีม่วง ออกดอกเป็นช่อเชิงลด มีกาบหุ้ม ก้านช่อดอกกลมยาว มีกาบหุ้มจนมิด เมื่อดอกยังไม่บาน ช่อดอกทรงกระบอก  ในบางพื้นที่ที่มีความชื้นสูง จะส่งเสริมปลูกเป็นแปลงเพราะสามารถเก็บก้านและใบมากินได้ตลอดปี

ในการนำอ้อดิบมาประกอบอาหาร มักใช้ก้านที่โตเต็มที่ ลอกเอาเปลือกเขียวที่หุ้มอยู่ออก กินเป็นผักสดจิ้มน้ำพริก แกล้มแกงรสจัด ส้มตำ

ชาวเหนือมักนำใบอ่อนและก้านไปแกงส้มใส่ปลา ปรุงเป็นผักในแกงแคหรือแกงกะทิ

ชาวใต้นิยมนำก้านไปแกงเหลืองใส่ปลา ยำอ้อดิบเป็นอาหารที่ทำกินกันในจังหวัดสงขลา พัทลุง และนครศรีธรรมราช เป็นอาหารที่มีราคาถูก ทำง่าย กินได้เป็นประจำ

ประโยชน์ด้านสมุนไพร ใบใช้รักษาแผลใช้ฆ่าเชื้อโรคได้ และดอก แก้แผลเรื้อรัง ลำต้นใต้ดินนำมาตำพอกช่วยถ่ายแก้พิษไข้ พิษร้อน หรือเอาเหง้ามาตำพอกแก้ฝี และถ้านำผลอ้อดิบสดๆ มาฝนผสมกับน้ำผึ้งกินช่วยละลายเสมหะได้

นอกจากนี้ ฝักแก่ยังมีสารที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทของแมลง ถ้านำฝักมาบดผสมน้ำ แช่ทิ้งไว้ ๒-๓ วัน กรองเอาน้ำที่ได้ไปฉีดพ่นกำจัดแมลงและหนอนในแปลงผักต่างๆ ได้ ฝักแก่ยังใช้แทนฟื้นในการหุงต้มกับเตาเศรษฐกิจได้ มีขนาดที่พอเหมาะ ใช้สะดวกไม่ต้องผ่าไม่ต้องตัดฟืน เนื้อของฝักแก่ยังใช้แทนกากน้ำตาลในการทำหัวเชื้อจุลินทรีย์ที่ใช้ในการทำเกษตรธรรมชาติ ได้จุลินทรีย์ไปขยายทำปุ๋ยหรือสารกำจัดแมลงศัตรูพืช

คูน หรือ อ้อดิบ เป็นพืชที่มีศักยภาพที่ดี ควรจะส่งเสริมให้มีการปลูกเป็นอาชีพ

นอกจากทำอาหารกินได้แล้วยังเป็นการอนุรักษ์พืชในกลุ่มนี้

เพราะส่วนใหญ่เราเคยชินกับความเป็นพิษของบอนและเผือก จึงทำให้ไม่กล้ากินคูนหรืออ้อดิบ ซึ่งเป็นพืชในกลุ่มบอน แต่ไม่มีพิษเหมือนชนิดอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม อ้อดิบมีลักษณะค่อนข้างใกล้เคียงกับ กระดาษขาว (Alocasia alba Schott) และกระดาษดำ (Alocasia macrorrhizos (L. ) G. Don ในทางวิทยาศาสตร์จัดว่าเป็นพืชคนละสกุล เนื่องจากมีลักษณะของดอกที่แตกต่างกัน

ต้นกระดาษขาวมีข้อมูลค่อนข้างน้อย ส่วนต้นกระดาษดำ มีชื่อสามัญในภาษาอังกฤษว่า Elephant ear, Giant taro, Ape, Ear elephant, Giant alocasia, Pai มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ ว่า กระดาดดำ (กาญจนบุรี) กระดาดแดง (กรุงเทพฯ) บึมบื้อ (เชียงใหม่) บอนกาวี เอาะลาย (ยะลา) โหรา (สงขลา) คือ โทป๊ะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) เผือกกะลา มันโทป้าด (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน) กลาดีบูเก๊าะ (มลายู-ยะลา) เป็นต้น

กระดาดดำมีถิ่นกำเนิดอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นไม้ล้มลุก มีเหง้าทอดไปตามพื้นดิน ลำต้นสั้นตั้งตรงและเป็นสีม่วงปนสีน้ำตาล มีหัวอยู่ใต้ดิน ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด แยกหน่อและไหล มีเขตการกระจายพันธุ์ในเขตร้อนทั่วไป ในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วทุกภาค จัดเป็นไม้พิษอีกชนิดหนึ่ง ต้นกระดาดทั้งขาวและดำ จะมีสารจำพวกเรซิน และ Protoanemonine ซึ่งเป็นพิษ และยังมีแคลเซียมออกซาเลต (Calcium oxalate) อีกมาก ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ผิวหนังบวมแดง ถ้าจะกินเหง้า ต้องต้มให้สุก หรือทำใส่แกงต้มสุกค่อยกินได้

อ้อดิบกินได้ แต่มีคำแนะนำต้องมั่นใจว่าเป็นชนิดที่กินได้ หากไม่มั่นใจควรปรึกษาผู้รู้ ส่วนแม่ค้ามือใหม่ก่อนคิดปรุงอาหารกับพืชจำพวกบอนต้องเรียนรู้ให้ลึกซึ้ง มิฉะนั้นจะเกิดอันตรายที่ไม่ตั้งใจขึ้นได้ ปัจจุบันมีสถานที่พักผ่อนแนวรีสอร์ต จัดสวนหรือจัดภูมิทัศน์ด้วยการปลูกอ้อดิบไว้ แล้วนำมาปรุงอาหารบริการนักท่องเที่ยวด้วย

แกงส้มอ้อดิบสอนให้รู้ว่า ทั้งอาหารและยาสมุนไพรมีประโยชน์ แต่ต้องใช้ให้ถูกต้องถูกชนิดด้วย
 มติชนสุดสัปดาห์




๕ ความรู้สมุนไพร เราเข้าใจดีแค่ไหน?

การจัดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๖ ที่ผ่านมาเมื่อต้นเดือนมีนาคมนั้น มูลนิธิสุขภาพไทยจัดนิทรรศการและสาธิตอาหารและยาสมุนไพรหลายเรื่อง มีผู้สนใจอย่างดี ที่ขอหยิบยกมาเล่าเพื่อการขยายผลก็เป็นกิจกรรมสำรวจผู้ที่มาชมงานว่า มีความรู้ความเข้าใจสมุนไพรดีแค่ไหน คล้ายๆ ทดสอบว่า ข้อมูลที่แชร์กันสนั่นในโลกโซเชียลนั่น เชื่อได้หรือไม่?


ผู้อ่านลองให้คะแนนตัวเองตามไปด้วยก็ได้ มูลนิธิตั้งคำถามไว้ ๖ ข้อ เป็นเรื่องสมุนไพร ๕ เรื่อง อีก ๑ เรื่องว่าด้วยการนวดไทย การเล่นเกมที่บูธถือเป็นการสำรวจดูว่าคนที่มาเที่ยวงานสมุนไพรมีความรู้ดีแค่ไหนไปในตัวด้วย มีผู้มาทดสอบทั้งหมด ๒๐๘ คน ได้ผลดังนี้

คำถามที่ ๑
ฝาง แก้ร้อนใน กระหายน้ำ บำรุงเลือด เหมาะกับคนท้องใช่หรือไม่?

ให้เลือกคำตอบว่า “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” มีคนตอบถูกเพียงร้อยละ ๒๖ ตอบผิด ร้อยละ ๗๔ซึ่งไม่น่าเชื่อเลย และพลอยเป็นห่วงเรื่องการใช้ฝาง เพราะคนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่า ไม่ควรกินฝางในสตรีตั้งครรภ์ เพราะฝางมีสรรพคุณขับประจำเดือน จะทำให้แท้งลูกได้ สำหรับคนปกติทั่วไปไม่มีผลข้างเคียงใดๆ
ฝางเสน หรือเรียกสั้นๆ ว่า ฝาง ชื่อวิทยาศาสตร์ Caesalpinia sappan L. เป็นสมุนไพรที่มีคุณสมบัติเย็น ตามตำรายาไทย แก่นฝางเสนมีสรรพคุณบำรุงโลหิต ขับประจำเดือน แก้ปอดพิการ ขับเสมหะ แก้ร้อนใน ช่วยลดความร้อนในร่างกาย กระหายน้ำ แก้ไอ ขับระดู และน้ำยาอุทัยที่นำมาผสมน้ำดื่มกินแก้กระหายนั้นก็ทำมาจากฝางนั่นเอง

คำถามที่ ๒
กินเห็ดสดๆ ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายใช่หรือไม่?

ในช่วงที่ผ่านมาคนทั่วไปสนใจการกินเห็ดกันมาก แต่ไม่น่าเชื่อว่า มีผู้ตอบถูกเพียงร้อยละ ๓๕ ตอบผิดร้อยละ ๖๕ คำถามข้อนี้อาจลวงให้หลงคำตอบ เพราะเห็ดนั้นมีสรรพคุณเสริมภูมิคุ้มกันได้
แต่ที่ต้องย้ำให้รู้คือ ห้ามกินเห็ดสดๆ เด็ดขาด ต้องนำมาทำให้สุกก่อนทุกครั้ง และเห็ดมีทั้งชนิดที่กินได้และชนิดที่มีพิษ (ห้ามกิน) จึงต้องรู้จักเห็ดอย่างดีก่อนนำมาปรุงกินเพื่อประโยชน์ทั้งอาหารและยา

คำถามที่ ๓
น้ำมะนาวล้างไตใช่หรือไม่?

ข้อนี้ดูง่ายๆ หรือหมูๆ กว่าข้ออื่น แต่ผู้ที่ตอบคำถามนี้ก็ได้ผลชนะกันไม่ขาด
คือ มีผู้ตอบถูกคิดเป็นร้อยละ ๕๖ ยังมีคนเข้าใจผิดถึงร้อยละ ๔๔ ซึ่งไม่น่าเชื่อ อาจเป็นเพราะเชื่อในข่าวสารทางการแชร์กันมาก และนึกไปว่ารสเปรี้ยวของมะนาวคงไปช่วยล้างไต ซึ่งไม่เป็นความจริง มะนาวมีสารซิเตรตสามารถป้องกันการเกิดนิ่วบางชนิด แต่น้ำมะนาวไม่ได้ช่วยในการล้างไต

มะนาวมีประโยชน์ด้านสมุนไพรมากมาย สรรพคุณเด่นสุด คือ เป็นยาแก้ไอ แก้เจ็บคอ

วิธีปรุงน้ำมะนาวให้เป็นยาสมุนไพรง่ายที่สุดคือ การคั้นน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้งหรือน้ำตาล และแต่งรสด้วยเกลือเล็กน้อย ใช้วิธีจิบน้ำมะนาวทีละน้อย เพื่อให้ตัวยาออกฤทธิ์บริเวณคอเพื่อลดอาการไอและเจ็บคอ

น้ำมะนาวมีวิตามินซีและมีกรดซิตริกตามธรรมชาติ ซึ่งให้ทั้งความเปรี้ยวและออกฤทธิ์ช่วยให้อารมณ์แจ่มใส คลายเครียด ช่วยแก้ความอ่อนล้าอ่อนเพลีย หากท่านกำลังอยู่ในอาการเหนื่อยล้าหรือต้องการความสดชื่น หรืออากาศร้อนๆ ในเวลานี้ถ้าได้ดื่มน้ำมะนาวเย็นๆ สักแก้วจะช่วยให้ร่างกายและจิตใจสดชื่นแน่นอน

คำถามที่ ๔
กินใบย่านาง แก้เข่าเสื่อมใช่หรือไม่?

ย่านางเป็นอาหารที่กินกันทั่วไป จึงช่วยให้มีผู้ตอบถูกมาก คิดเป็นร้อยละ ๖๔ และตอบผิดร้อยละ ๓๖ แต่ก็ยังเข้าใจผิดถึงประมาณ ๑ ใน ๓  จึงขอให้ความรู้เพิ่มเติมว่า โรคข้อเข่าเสื่อม เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ความผิดปกติของขาหรือเข่าผิดรูป น้ำหนักตัวมาก ใช้ข้อเข่าหักโหม และซ้ำๆ เช่น งอเข่ามากเกินไป การคุกเข่า หรือนั่งยองๆ เป็นเวลานาน ฯลฯ

ย่านาง เป็นผักพื้นบ้านชนิดหนึ่ง มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เช่น ใบย่านางมีวิตามินเอ และวิตามินซีสูง ยังมีโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน ไฟเบอร์ แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก ไทอะมีน ไรโบฟลาวิน และไนอะซีน

ย่านาง เป็นยาเย็น มีสรรพคุณโดดเด่น เกี่ยวกับการดับพิษและลดไข้ หรือลดความร้อนในร่างกาย รากย่านางเป็นยาสำคัญตัวหนึ่งในกลุ่มยา ๕ ราก ที่เป็นยาตำรับโบราณคู่บ้านคู่เมืองไทย ใช้สำหรับแก้ไข้ทั้งปวง ประกอบด้วยรากย่านาง รากคนทา รากมะเดื่อชุมพร รากชิงชี่ และรากเท้ายายม่อม แต่เนื่องจากย่านางเป็นพืชผักที่หาง่ายในตลาดสด จึงนิยมนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรตัวเดี่ยวเพื่อแก้ไข้

คำถามที่ ๕
ว่านชักมดลูกตัวผู้หรือตัวเมีย? ที่ใช้แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ ช่วยมดลูกเข้าอู่เร็ว


ว่านชักมดลูกเป็นสมุนไพรยอดนิยมอีกชนิดหนึ่ง ก็นึกว่าคนทั่วไปจะตอบถูกสักร้อยละ ๘๐ แต่กลายเป็นว่า มีผู้ตอบถูกร้อยละ ๖๒ เท่านั้น และตอบผิดร้อยละ ๓๗ คงเพราะคนทั่วไปไม่รู้ว่าว่านชักมดลูกมีชนิดตัวผู้และตัวเมีย

ว่านชักมดลูกตัวผู้ ไม่มีสรรพคุณแก้ประจำเดือนมาไม่ปกติและมดลูกเข้าอู่เร็ว แต่ควรจำไว้ว่า ว่านชักมดลูกตัวผู้มีพิษต่อตับ ไต ม้าม และที่วางขายในท้องตลาด พบว่ามีการใช้ทั้งตัวผู้และตัวเมียปะปนกันจึงต้องระวัง และควรเลือกผู้ผลิตที่วางใจได้จริง ๆ ไม่นำสมุนไพรผิดชนิดมาใช้

ว่านชักมดลูกตัวเมีย (Curcuma comosa) มีสรรพคุณรักษาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ ตกขาว ช่วยขับน้ำคาวปลา นอกจากนี้นักวิจัยยังพบอีกว่า ว่านชักมดลูกตัวเมียมีสารสำคัญ คือ กลุ่มไฟโตเอสโตรเจน ที่ออกฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจน และยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเทียบเท่าวิตามินซี ช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง สรุปได้ว่า ว่านชักมดลูกตัวเมียเป็นฮอร์โมนธรรมชาติจากพืชช่วยดูแลสุขภาพของสตรี ช่วยชะลอความเสื่อม ป้องกันโรคเรื้อรังต่างๆ จากความเสื่อมของร่างกาย และมีความปลอดภัยเป็นอย่างดี

คำถามที่ ๖ เก็บไว้เล่าคราวหน้า เฉพาะ ๕ คำถามนี้มิตรรักแฟนสมุนไพรตอบถูกหรือผิดไปกี่ข้อ ผลการสำรวจครั้งนี้แสดงให้เห็นเบื้องต้นว่า ท่ามกลางกระแสตื่นตัวการใช้สมุนไพร แต่คนจำนวนมากยังมีความรู้หรือเข้าใจสมุนไพรไม่ถูกต้องมากมายด้วย ต้องมาช่วยกันเรียนรู้และส่งเสริมการใช้ประโยชน์สมุนไพรให้ถูกต้อง
 ... มติชนสุดสัปดาห์
12  สุขใจในธรรม / เอกสารธรรม / Re: พุทธธรรมเพื่อชีวิตและสังคม เมื่อ: 04 เมษายน 2562 19:46:35



วิมุตติ คือความหลุดพ้นจากความยึดถือ
หลุดพ้นจากอุปาทานความยึดมั่นถือมั่น พ้นจากภพจากชาติ ตั้งใจทำเอา


คติธรรม หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล อ.หนองบัวลำภู จ.หนองบัวลำภู (เดิม จ.อุดรธานี)
13  สุขใจในธรรม / เอกสารธรรม / Re: พุทธธรรมเพื่อชีวิตและสังคม เมื่อ: 02 เมษายน 2562 18:47:23



เราเป็นผู้ก่อกรรม ก่อเวร ก่อภัย ไม่ใครก่อให้ ไม่ใช่เทวดาบุตรเทวดาสร้างให้
พี่น้องสร้างให้ เราสร้างเอาเอง


วาทะธรรม หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
พระป่ากรรมฐานศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
14  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ห้องสมุด / Re: น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ในการพระราชพิธี ตามโบราณราชประเพณี เมื่อ: 01 เมษายน 2562 16:12:12

ประวัติแหล่งน้ำสำคัญที่ประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำ
และสถานทีประกอบพิธีเสกทำน้ำศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัดต่างๆ


http://www.sac.or.th/databases/thaiarts/uploads/artwork/19/gallery/large-57b13dfe10b97.jpg

หอศาสตราคม หรือ หอพระปริตร  ในพระบรมมหาราชวัง

๑. กรุงเทพมหานคร

แหล่งน้ำสำคัญ น้ำพระพุทธมนต์จากหอศาสตราคม ในพระบรมมหาราชวัง

ประวัติสถานที่ประกอบพิธีกรรมตักน้ำและเสกทำน้ำศักดิ์สิทธิ์  เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระบรมมหาราชวัง ได้โปรดให้มีหอสวดทำน้ำมนต์พุทธปริตร โดยนิมนต์พระสงฆ์วัดตองปุ หรือวัดชนะสงคราม เป็นผู้ทำพิธี ตามแบบอย่างธรรมเนียมกรุงศรีอยุธยา  ในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งมีเหตุหวาดระแวงเรื่องภูตผีปีศาจ และการไม่เป็นมงคลเกิดขึ้นในพระราชวังบ่อยครั้ง ได้มีการจัดหาพระสงฆ์เกจิอาจารย์มาสวดทำพิธีปัดเป่า ทำน้ำมนต์ประพรมเป็นการขับไล่ แต่ก็หาเสื่อมคลายไม่ จึงโปรดให้นิมนต์พระสงฆ์ฝ่ายรามัญนิกายสำนักวัดตองปุ ๕ รูป มาทำพิธีสวดพระปริตรเสกทำน้ำพระพุทธมนต์ ๓ วัน ๓ คืน เหตุการณ์ต่างๆ จึงสงบลง ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างหอสวดทำน้ำมนต์พุทธปริตรขึ้นใหม่ เรียกว่า หอศาสตราคม เพื่อใช้สวดทำน้ำพระพุทธมนต์สำหรับถวายสรงและนิมนต์พระสงฆ์เข้าประพรมน้ำพระพุทธมนต์รอบพระมหามณเฑียร และได้เพิ่มเติมพิธีการจากเดิมนอกเหนือจากพระสงฆ์ฝ่ายรามัญนิกาย วัดชนะสงคราม ซึ่งทำพิธีในเวลาบ่าย คือ ให้มีพระพิธีธรรม ๔ รูป ซึ่งนิมนต์จากวัดหลวงทั้งเก้าวัด คือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดสระเกศ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ วัดสุทัศนเทพวราราม วัดจักรวรรดิราชาวาส วัดระฆังโฆษิตาราม วัดประยุรวงศาวาส วัดอนงคาราม และวัดราชสิทธิราม  มาสวดพระพุทธปริตรในเวลากลางคืนเป็นประจำทุกวัน  ปัจจุบันทำพิธีสวดน้ำพระพุทธมนต์เฉพาะวันธรรมสวนะเท่านั้น  น้ำพระพุทธมนต์นี้ เจ้าพนักงานจะตักบรรจุพระเต้าห่อผ้าขาวประทับตรา เชิญไปทอดถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสำหรับสรงทุกวัน โดยถือเป็นราชประเพณี และปฏิบัติสืบมาตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ จนถึงรัชกาลปัจจุบัน

ในการประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ของกรุงเทพมหานคร เพื่อเสกทำน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ทูลเกล้าฯ ถวายสรงอภิเษกในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ รอบครั้งนี้ เป็นการต่างจากของจังหวัดอื่นๆ กล่าวคือ ในวันพุธที่ ๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๓๐ เจ้าพนักงานพระราชพิธี สำนักพระราชวัง ได้ตักน้ำพระพุทธมนต์จากหม้อทะนน ซึ่งพระสงฆ์ทำพิธีสวดพระพุทธปริตรเป็นประจำทุกวันธรรมสวนะแล้วนั้น เชิญไปยังวัดสุทัศนเทพวราราม เพื่อเข้าพิธีเสกทำน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ร่วมกับน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่จังหวัดต่างๆ ทั่วราชอาณาจักรจัดส่งมา




น้ำตกห้วยโต้  จังหวัดกระบี่

๒. จังหวัดกระบี่

แหล่งน้ำสำคัญ น้ำตกห้วยโต้

ประวัติสถานที่ประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำ น้ำตกห้วยโต้ ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติพนมเบญจา ท้องที่บ้านห้วยโต้ หมู่ที่ ๔ ตำบลทับปริก อำเภอเมืองกระบี่ ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๒๕ กิโลเมตร บริเวณที่ตั้งของน้ำตกนี้เดิมเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ของชาวบ้าน และมีสัตว์ป่าชุกชุม ชาวบ้านเรียกน้ำตกนี้ว่า คลองโตน ซึ่งหมายถึง ลำห้วยหรือลำคลองที่มีน้ำตก เมื่อประมาณปีพุทธศักราช ๒๔๙๐ อธิบดีกรมชลประทานในขณะนั้นและคณะได้เดินทางมาสำรวจคลองโตนเพื่อสำรวจกำลังน้ำในการจัดตั้งโรงไฟฟ้าพลังน้ำ แต่เนื่องจากมีกำลังผลิตไม่เพียงพอการนี้จึงระงับไป  คณะสำรวจได้เรียกชื่อน้ำตกนี้ว่า  น้ำตกห้วยโต้ ตามชื่อหมู่บ้าน จึงใช้เรียกกันเป็นทางการแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

น้ำตกนี้มีลักษณะเป็นธารน้ำไหลลดหลั่นกันเป็นชั้นๆ บางชั้นเป็นชั้นน้ำตกเล็กๆ บางชั้นเป็นน้ำตกที่ไหลมาจากหน้าผาสูงกว่า ๕๐ เมตร แต่ละชั้นมีวังน้ำ ซึ่งมีชื่อต่างๆ กัน บางวังน้ำเรียกตามชื่อต้นไม้ที่ขึ้นในบริเวณวังน้ำนั้น เช่น วังชก วังหวายแดง วังปรง บางวังน้ำเรียกตามคำเล่าขานกันต่อๆ มา เช่น วังสามหาบ ซึ่งเล่ากันว่ามีชาวบ้านไปหาปลาที่วังน้ำนี้และใช้รากของว่านสาวดำเป็นยาเบื่อปลาได้ถึง ๓ หาบ  วังเทวดา ซึ่งเล่ากันว่ามีคนพบงูขาวตัวใหญ่มีหงอน เชื่อว่าเป็นเทวดาที่รักษาป่าแห่งนี้ หรือเป็นวังน้ำซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของเทวดาผู้คุ้มครองป่าแห่งนี้ ผู้ใดมาที่วังน้ำนี้แล้วแสดงกิริยาวาจาที่ไม่ให้ความเคารพมักจะเกิดอาเพศให้ได้รับความเดือดร้อน หรือไม่สบาย ต้องทำพิธีบูชาเทวดาเพื่อขอขมาโทษ เป็นต้น  น้ำตกห้วยโต้นี้ชาวจังหวัดกระบี่ถือว่าเป็นแหล่งน้ำสำคัญและศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัดกระบี่


ประวัติสถานที่ประกอบพิธีเสกทำน้ำศักดิ์สิทธิ์
เมื่อประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำ ณ บริเวณน้ำตกห้วยโต้แล้ว จังหวัดกระบี่ได้นำน้ำดังกล่าวไปประกอบพิธีเสกทำน้ำศักดิ์สิทธิ์ ณ พระอุโบสถวัดแก้วโกรวาราม ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ ๒๔ ถนนอิศรา หมู่ที่ ๑ ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองกระบี่ ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๑ กิโลเมตร  วัดแห่งนี้สร้างเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๔๓ โดยพระยาอิศราธิชัย (หมี ณ ถลาง ) ครั้งดำรงตำแหน่งพระแก้วโกรพ เจ้าเมืองกระบี่ ร่วมกับข้าราชการและประชาชน สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานที่บำเพ็ญกุศลและทำพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๔๖๕ คณะสงฆ์และทางราชการได้สร้างพระอุโบสถขึ้น และทำพิธีผูกพัทธสีมาเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๖๗ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร มหาราช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เคยเสด็จพระราชดำเนินทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในวันวิสาขบูชา ณ วัดแก้วโกรวาราม เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๑๓
15  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ จิบกาแฟ / Re: Did you know? เมื่อ: 01 เมษายน 2562 14:49:27



กลบบัตรสุมเพลิง

พิธีของพราหมณ์ที่นำมาใช้ในเมืองไทยตั้งแต่สมัยอยุธยามีหลายพิธี พิธีที่เลิกไปนาน คือพิธีกลบบัตรสุมเพลิง (สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ส.พลายน้อย พิมพ์คำสำนักพิมพ์ พ.ศ.๒๕๕๓) 

ชื่อพิธี มีในเอกสารโบราณ เขียนกันหลายอย่าง กลบบาท ก็มี กลบบาตร ก็มี ลองอ่านกันดูแล้วคิดต่อกันเอาเอง คำไหนถูกต้องมากกว่า

พระราชพงศาวดาร สมัยอยุธยา มีความตอนหนึ่งว่า เมื่อศักราช ๗๑๒ ปีขาล โทศก (พ.ศ.๑๘๙๓) วันศุกร์ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๕ เพลา ๓ นาฬิกา ๙ บาท สถาปนากรุงพระนครศรีอยุธยา

ชีพ่อพราหมณ์ให้ฤกษ์ตั้งพิธีกลบบัตร (ต้นฉบับเขียนกลบบาตร)

อาจารย์ ส.พลายน้อย อธิบายว่า พิธีนี้เป็นพิธีทำให้ผืนดินบริสุทธิ์ เช่น มีคนสามัญไปคลอดลูกในพระราชวังชั้นใน ต้องทำพิธีกลบบัตรสุมเพลิง ณ ที่นั้น

ถือกันว่า ถ้าโลหิตตกในพระราชวัง ถือเป็นเสนียด ต้องปลูกศาลเพียงตา ขุดพื้นดินในที่ซึ่งมีคนตายหรือโลหิตตก ให้มีขนาดกว้างยาวประมาณสองศอก ลึกศอกเศษ

ใช้แกลบกลบลงไปในหลุมสูงหนึ่งศอก แล้วก่อกองไฟในหลุม หยิบเครื่องสังเวยเจ็บหยิบใส่ลงในกองเพลิง อ่านโองการแล้วเกลี่ยดินกลบหลุมนั้น

การสร้างพระตำหนัก ก็เคยมี พระราชกิจจานุเบกษา ได้ประกาศว่า  เมื่อวันพฤหัสบดี ๒๒ สิงหาคม ร.ศ.๑๓๑ (พ.ศ.๒๔๕๕) เวลาเช้า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินในการพระราชพิธีกลบบัตร (ต้นฉบับเขียนกลบบาท) สุมเพลิง ปักผังพระตำหนักที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใหม่ที่สวนจิตรลดา

ครั้นถึงเวลาเช้า  ๓ โมง กับ ๓๐ นาที อันเป็นสิริมงคลได้ฤกษ์ ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายมั่น นายคง นายอยู่ นายไชย กระทำพิธีกลับพื้นปถพี ปักผังตามพระราชประเพณีแต่โบราณ  แล้วโปรดเกล้าฯ พระราชทานรางวัลเงินคนละ ๑๒ บาท กับเสื้อผ้าแก่คนทั้ง ๔ นี้ คนละสำรับ

ฝ่ายพระสิทธิไชย ก็กระทำพิธีกลบบัตรสุมเพลิง ในขณะเมื่อเริ่มกลับพื้นปถพี พระมหาราชครูพิธีก็หลั่งน้ำสังข์บนพื้นปถพีที่กลับตามแบบพราหมณ์แล้ว เป็นเสร็จการ

พิธีกลบบัตรสุมเพลิง ครั้ง...๑๒ พฤษภาคม ๒๔๖๗ นั้น จดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน เขียนว่า เวลา ๖.๐๐ พราหมณ์พฤติบาศได้ตั้งพระราชพิธีกลบบัตรสุมเพลิง ที่หน้าประตูสวัสดิโสภา

เพราะเหตุเมื่อคืนวันนี้ เวลา ๒.๐๐ ฝนตก จ่าตรีเขียน กรมยุทธศึกษาทหารเรือเดินทางมา เกรงฝนจะเปียก จึงถอดเครื่องแบบหนีเข้าไปแฝงอยู่ใกล้ซุ้มประตู  บังเอิญอสนีบาตตกต้องยอดซุ้มประตูนั้น ออกแตกเป็นสามเสี่ยง ยอดนภศูลตก ปูนพังลงมาตกลงในพระบรมมหาราชวัง ทับหลังคาโรงทหารรักษาวัง ชำรุดยาวประมาณ ๑ วา

จ่าตรีเขียน ล้มลงตายริมประตูภายนอกห่างประมาณ ๒ ศอก แพทย์ทหารเรือตรวจว่าไม่มีบาดแผลฉกรรจ์ที่จะทำให้ถึงตายได้ สันนิษฐานว่าคงจะตายด้วยหัวใจหยุด อันเกิดแต่ความกลัว

คนรุ่นหลัง บางคนทันเห็นพิธีโล้ชิงช้าที่หน้าโบสถ์พราหมณ์ เรียกพิธีตรียัมพวาย (รับพระอิศวร) พิธีตรีปวาย (รับพระนารายณ์)

พิธีพราหมณ์ที่ยังทำกันทุกปี คือพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เรายังเห็นพราหมณ์นุ่งขาวห่มขาว ในพิธียกเสาหลักเมืองจังหวัด และพิธีบวงสรวงสำคัญกันอยู่

ส่วนพิธีกลบบัตรสุมเพลิงนั้น เรื่องฟ้าผ่าจ่าตรีเขียนตายนอกประตูสวัสดิภา...น่าจะเป็นครั้งสุดท้าย
  ที่มา "กลบบัตรสุมเพลิง" คอลัมน์ชักธงรบ นสพ.ไทยรัฐ ฉบับประจำวันอังคารที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๒
16  สุขใจในธรรม / นิทาน - ชาดก / ฉัททันตชาดก เมื่อ: 29 มีนาคม 2562 16:34:39


ภาพจากหอไตรกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส แหล่งเรียนรู้พระพุทธศาสนาและภูมิปัญญาไทยในวัดโพธิ์

ฉัททันตชาดก

ภาพจิตรกรรมฝาผนังหอไตรกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสด้านทิศใต้ เขียนเรื่องฉัททันตชาดก ในอรรถกถาชาดก ตึงสนิบาต ว่าด้วยเรื่องพระโพธิสัตว์ ครั้งเสวยพระชาติเป็นพระยาช้างฉัททันต์ มีโคลงจารึกบอกเรื่อง จึงย่อเนื้อเรื่องจากนิบาตชาดก มาลงไว้ดังนี้

ครั้งอดีตกาลในหิมวันตประเทศ (ป่าหิมพานต์) มีช้างประเสริฐอยู่ประมาณ ๘,๐๐๐ มีฤทธิ์สามารถเหาะท่องเที่ยวไปในนภากาศได้ อาศัยอยู่ที่สระฉัททันต์ ในกาลนั้นพระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นบุตรพระยาช้าง มีสีกายเผือกผ่อง ปากและเท้าสีแดง เมื่อเจริญวัยขึ้นสูงประมาณ ๘๘ ศอก ส่วนยาว ๑๒๐ ศอก งวงคล้ายกับพวงเงิน ยาวประมาณ ๕๘ ศอก งาทั้งสองมีขนาดวัดโดยรอบได้ ๕๐ กำ โดยยาว ๓๐ ศอก เปล่งปลั่งด้วยรัศมี มีพรรณ ๖ ประการ ได้เป็นหัวหน้าแห่งช้าง ๘,๐๐๐ แลกระทำการบูชาพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์  พระโพธิสัตว์มีอัครมเหสี ๒ พระองค์ ชื่อจุลสุภัททา ๑  ชื่อมหาสุภัทรา ๑  มีช้าง ๘,๐๐๐ เป็นบริวาร อาศัยอยู่ในถ้ำอันตระการไปด้วยทอง

สระฉัททันต์นั้นกว้างและยาวประมาณ ๕๒ โยชน์ ตรงกลางลึกประมาณ ๑๒ โยชน์ สาหร่ายจอกแหนหรือตะกอนน้ำไม่มีเจือปนอยู่เลย น้ำหยุดนิ่งมิได้ไหล ใสราวกับกองแก้วมณี  รอบๆ สระมีดอกจงกลนี ดอกอุบลเขียว อุบลแดง อุบลขาว ดอกประทุมแดง ประทุมขาว ดอกโกมุท มีพืชพรรณธัญญาหารและไม้ดอกไม้ผลอุดมสมบูรณ์  มีภูเขา ๗ ชั้นตั้งล้อมอยู่โดยรอบ ที่ภูเขาสุวรรณปัสสบรรพตด้านทิศประจิมของสระฉัททันต์ มีกาญจนคูหาถ้ำทองใหญ่ประมาณ ๑๒ โยชน์ ในฤดูฝนพระยาช้างฉัททันต์และบริวารก็อาศัยอยู่ในถ้ำ ถึงฤดูร้อนก็อาศัยอยู่โคนต้นไทรใหญ่ ทางทิศอีสานของสระ

อยู่มาวันหนึ่ง พระยาช้างฉัททันต์พามเหสีและบริวารไปหากินใต้ต้นรัง เอางากระแทกต้นรังให้ดอกและใบร่วงลงมา ใบเก่าๆ กิ่งแห้งๆ และมดแดงมดดำตกลงมาทางนางจุลสุภัททาซึ่งยืนอยู่เหนือลม  ส่วนเกสรดอกไม้และใบสดๆ ก็โปรยปรายลงมาทางนางมหาสุภัททาซึ่งยืนอยู่ใต้ลม  นางจุลสุภัททาจึงคิดผูกเวรกับพระยาช้างตั้งแต่นั้นมา

วันหนึ่งพระยาช้างโพธิสัตว์ได้ถวายเผือกมันและน้ำผึ้งแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์  นางจุลสุภัททาก็ได้ถวายผลไม้ที่ตนได้มาแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วตั้งความปรารถนาว่า “ข้าพเจ้าจุติจากนี้แล้วขอได้ไปเกิดในมัทราชสกุล ได้นามว่า สุภัททาราชกัญญา เจริญวัยแล้ว ขอได้เป็นอัครมเหสีของพระเจ้าพาราณสี เป็นที่โปรดปรานของพระราชา สามารถจะทูลขอให้พระองค์ทรงส่งนายพรานคนหนึ่งมายิงพระยาช้างตัวนี้ ด้วยลูกศรอาบยาพิษตายแล้ว ให้ตัดงาทั้งคู่อันเปล่งปลั่งด้วยรัศมี ๖ ประการมาได้”  ต่อจากนั้นมานางก็ไม่กินน้ำและหญ้า ไม่ช้านานก็สิ้นชีวิต จึงได้ไปเกิดในครรภ์พระอัครมเหสีในแคว้นมัทราฐ  ได้นามว่า สุภัททา ครั้นเจริญวัยได้เป็นอัครมเหสีของพระเจ้าพาราณสี  นางระลึกชาติได้ คิดที่จะให้ไปเอางาพระยาฉัททันต์ จึงทูลพระเจ้าพาราณสีให้ส่งนายพรานชื่อโสณุดรเดินทางไปตัดเอางาพระยาช้างมา

พรานโสณุดรใช้เวลาเดินทางบุกป่าฝ่าดงรอนแรม ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน จึงถึงสระฉัททันต์ ใช้วิธีขุดหลุมพรางแล้วลงไปซ่อนตัวอยู่ด้านล่างพื้นที่พระโพธิสัตว์มายืนเป็นประจำ แล้วใช้ลูกศรอาบยาพิษยิงใต้ท้องทะลุหลังพระโพธิสัตว์ๆ ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด เหล่าบริวารพากันวิ่งไปหาที่มาของศัตรู  พระโพธิสัตว์รู้ว่าลูกศรมาจากด้านล่างจึงเอาเท้ากระทืบเปิดแผ่นกระดานที่ปูพรางออก จะฆ่านายพราน แต่แลเห็นผ้ากาสาวพัสตร์ อันเป็นธงชัยของพระอรหันต์บนศีรษะของพราน จึงระงับโทสะไว้ ถามถึงสาเหตุที่ฆ่าตน เมื่อทราบจึงยอมให้นายพรานตัดงาของตนไปถวายพระนางสุภัททา และให้คาถาป้องกันภยันตรายในการเดินทางแก่พราน ด้วยการตั้งสัตยาธิษฐานของตน แล้วสิ้นชีวิตลง นายพรานแบกงาช้างกลับไปถวายพระนางสุภัททาได้ภายใน ๗ วัน ด้วยกำลังอธิษฐานของพระยาช้างฉัททันต์ พระนางสุภัททาเห็นงาช้างแล้วระลึกถึงพระโพธิสัตว์ จึงหทัยแตกสลายสิ้นพระชนม์ลงในที่นั้น

พระนางสุภัททากลับชาติมาเป็นภิกษุณีรูปหนึ่ง พรานโสณุดรกลับชาติมาเป็นพระเทวทัต  พระยาช้างฉัททันต์โพธิสัตว์กลับชาติมาเป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คาถาที่พระโพธิสัตว์ตั้งสัจจะวาจาปรากฏเป็นตำนานพระปริตร ชื่อว่าฉัททันตปริตร ใช้สวดป้องกันภยันตราย มีข้อความว่า


"วธิสฺสเมนนฺติ ปรามสนฺโต กาสาวมทฺทกฺขิ ธชํ อิสีนํ
ทุกฺเขน ผุฏฐสฺสุทปาทิ สญฺญา       อรหทฺธโช สพฺภิ อวชฺฌรูโป      
สลฺเลน วิทฺโธ พฺยถิโตปิ สนฺโตกาสาววตฺถมฺหิ มนํ น ทุสฺสยิ
สเจ อิมํ นาควเรน สจฺจํ มามํ วเน พาลมิคา อคญฺฉุนฺติ

พระยาช้างเอาเท้ากระทืบดิน  หวังจะจับตัวนายพรานออกมาฆ่าเสีย
ทันทีที่ได้เห็นผ้ากาสาวพัสตร์อันเป็นธงชัยแห่งพระอรหันต์ เกิดความ
รู้สึกขึ้นทั้งที่กำลังเจ็บว่า ธงชัยแห่งพระอรหันต์เป็นสิ่งที่สัตบุรุษไม่พึง
ทำร้าย  เราถูกลูกศรเสียบแทงแล้ว  แม้เวทนาครอบงำอยู่ แต่ก็หาได้
มุ่งร้ายในบุคคลผู้นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ไม่ ถ้านี้เป็นความสัจจริง อัน
เราผู้เป็นพระยาช้างตัวประเสริฐได้ตั้งไว้แล้ว ก็ขออย่าให้พาลมฤค –
สัตว์ร้ายในป่ามากล้ำกรายนายพรานผู้นี้ได้เลย”



ภาพสตรี ๙ คน ต่อตัวกันเป็นรูปช้าง (นวนารีกุญชรย)
ภาพจากหอไตรกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส แหล่งเรียนรู้พระพุทธศาสนาและภูมิปัญญาไทยในวัดโพธิ์


17  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ในครัว / ผัดเผ็ดซี่โครงหมู สูตร/วิธีทำ เมื่อ: 29 มีนาคม 2562 16:18:15



ผัดเผ็ดซี่โครงหมู


ส่วนผสม
- ซี่โครงหมู     300 กรัม
- พริกแกง     1 ช้อนโต๊ะ
- พริกขี้หนูแดงเม็ดใหญ่ หรือพริกจินดา     3 เม็ด
- ใบมะกรูด     2-3 ใบ
- ใบโหระพา     2 ช้อนโต๊ะ

พริกแกงเผ็ด
- พริกแห้งเม็ดใหญ่         15-20 เม็ด
- กระเทียมไทย     3 หัว
- หอมแดง     5-7 หัว
- ข่าหั่นละเอียด     3/4 ช้อนโต๊ะ
- ตะไคร้ซอย     2 ช้อนโต๊ะ
- ผิวมะกรูดซอย     ½ ช้อนโต๊ะ
- กะปิ     2 ช้อนชา


* โขลกพริกแห้ง ข่า ตะไคร้ ผิวมะกรูด พอหยาบๆ ใส่กระเทียม หอมแดง โขลกให้ละเอียด ใส่กะปิโขลกให้เข้ากัน
(ส่วนผสมนี้ใช้ได้ 2-3 ครั้ง)




วิธีทำ
1. ล้างซี่โครงหมูให้สะอาด  
2. ผัดพริกแกงกับน้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ ด้วยไฟอ่อนจนหอม  
3. ใส่ซี่โครงหมูลงไปผัดให้เข้ากัน
4. เติมน้ำสะอาด ½ ถ้วยตวง คนให้เข้ากันกับซี่โครงหมู แล้วตักเฉพาะน้ำแกงใส่ภาชนะ พักไว้นอกกระทะ
5. เคี่ยวหมูกับน้ำสะอาด 1+ ½ ถ้วยตวง  ด้วยไฟกลางจนซี่โครงหมูนิ่ม และน้ำแห้งหรือขลุกขลิก
6. ใส่น้ำแกงที่ตักพักไว้ (ข้อ 4.) ลงกระทะซี่โครงหมู คนให้เข้ากัน พอเดือด ใส่พริกชี้ฟ้า ใบโหระพา
    ปรุงรสด้วยน้ำปลาดี และน้ำตาลทรายเล็กน้อย
*  ผู้ทำแนะนำให้ตักน้ำแกงที่ผัดซี่โครงหมูพักแยกไว้นอกกระทะเคี่ยวหมู เนื่องจากถ้าเคี่ยวซี่โครงหมู
    กับน้ำพริกแกงนานๆ สีของน้ำแกงจะดำคล้ำ ไม่น่ารับประทาน  




ส่วนผสมผัดเผ็ดซี่โครงหมู




ผัดพริกพริกกับซี่โครงหมูให้เข้ากัน เติมน้ำสะอาดครึ่งถ้วยตวง


ตักน้ำพริกแกงใส่ชามพักไว้นอกกระทะ - เติมน้ำสะอาดเอีกส่วนหนึ่งคี่ยวซี่โครงหมูจนเปื่อยนิ่ม


หมูสุกนิ่มเหลือน้ำขลุกขลิก นำน้ำพริกแกงที่ตักพักไว้นอกกระทะใส่ไปในกระทะ


เคี่ยวส้กครู่ ใส่พริกชี้ฟ้า ใบมะกรูดหั่นหยาบ ใบโหระพา  ปรุงรสด้วยน้ำปลาดี และน้ำตาลทรายเล็กน้อย




18  สุขใจในธรรม / กฏแห่งกรรม - ท่องไตรภูมิ / วงจรปฏิจจสมุปบาท เมื่อ: 29 มีนาคม 2562 09:54:56



วงจรแห่งปฏิจจสมุปบาท

อวิชชา    เป็นปัจจัยจึงเกิด        สังขาร
สังขาร    เป็นปัจจัยจึงเกิด        วิญญาณ
วิญญาณ    เป็นปัจจัยจึงเกิด        นามรูป
นามรูป    เป็นปัจจัยจึงเกิด        อายตยะหก
อายตยะหก            เป็นปัจจัยจึงเกิด            ผัสสะ
ผัสสะ    เป็นปัจจัยจึงเกิด        เวทนา
เวทนา    เป็นปัจจัยจึงเกิด        ตัณหา
ตัณหา    เป็นปัจจัยจึงเกิด        อุปาทาน
อุปาทาน    เป็นปัจจัยจึงเกิด        ภพ
ภพ    เป็นปัจจัยจึงเกิด        ชาติ
ชาติ    เป็นปัจจัยจึงเกิด        ชรา, มรณะ, ปริเทวะ, ทุกข์, โทมนัส, อุปายาส




ภาพจาก วัดเจดีย์หลวง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

กำเนิดของเรื่องปฏิจจสมุปบาท

เรื่องปฏิจจสมุปบาทมันก่อขึ้นมาได้อย่างไร มีกำเนิดอย่างไร ก็ถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นหลัก คือเรื่องที่พระพุทธเจ้าท่านมาตรัสเล่าให้ฟังในพระบาลี สูตรที่ ๑๐ แห่งพุทธวรรค อภิสมยสํยุต นิทานวรรค สํยุตต นิกาย ถ้าเป็นฉบับบาลีก็เล่มที่ ๑๖ หน้า ๑๑ หัวข้อที่ ๒๖ 

ในสูตรนั้น พระองค์ได้เล่าถึงการออกผนวชของพระองค์เองที่ได้ทรงทำความเพียรในระยะ ๖ ปีนั้น เดี๋ยวทำอย่างนั้นเดี๋ยวทำอย่างนี้ แล้วในที่สุดในระยะเวลาหนึ่งได้ค้นเรื่องสิ่งที่เรากำลังเรียกกันเดี๋ยวนี้ว่าปฏิจจสมุปบาทนั้น ซึ่งจะขออ่านพระพุทธภาษิตนั้นให้ฟังดีกว่า

พระบาลีนั้นมีว่า “ภิกษุทั้งหลาย ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อยังไม่ได้ตรัสรู้ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ได้เกิดความรู้สึกอันนี้ขึ้นว่า สัตว์โลกนี้หนอถึงทั่วแล้วซึ่งความทุกข์ ย่อมเกิดแก่ตายจุติบังเกิดอีก เมื่อสัตว์โลกไม่รู้จักอุบายเรื่องออกไปให้พ้นจากทุกข์ คือ ชรามรณะ แล้ว การออกจากทุกข์จักปรากฏขึ้นได้อย่างไร

“ภิกษุทั้งหลายความสงสัยได้เกิดขึ้นแก่เราว่าเมื่ออะไรมีอยู่หนอ ชรามรณะ จึงได้มี?  ชรามรณะ มีเพราะปัจจัยอะไรหนอ? ภิกษุทั้งหลายได้เกิดความรู้ด้วยปัญญาเพราะการพิจารณาโดยแยบคายเกิดขึ้นแก่เราว่า เพราะชาตินี้เองมีอยู่ ชรามรณะจึงได้มี ชรามรณะมีเพราะชาติเป็นปัจจัย และภพนี้เองมีอยู่ ชาติจึงได้มี ชาติมีเพราะภพเป็นปัจจัย เพราะอุปาทานนี้เองมีอยู่ภพจึงได้มี ภพมีเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย เพราะตัณหานี้เองมีอยู่อุปาทานจึงได้มี อุปาทานมีเพราะตัณหาเป็นปัจจัย เวทนานี้เองเองมีอยู่ตัณหาจึงได้มี ตัณหามีเพราะเวทนาเป็นปัจจัย เพราะผัสสะนี้เองมีอยู่เวทนาจึงได้มี เวทนามีเพราะผัสสะเป็นปัจจัย เพราะสฬายตนะนี้เองมีอยู่ผัสสะจึงได้มี ผัสสะมีเพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย เพราะนามรูปนี้เองมีอยู่สฬายตนะจึงได้มี สฬายตนะมีเพราะนามรูปเป็นปัจจัย เพราะวิญญาณนี้เองมีอยู่นามรูปจึงได้มี นามรูปมีเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย เพราะสังขารนี้เองมีอยู่วิญญาณจึงได้มี วิญญาณมีเพราะสังขารเป็นปัจจัย เพราะว่าอวิชชานั้นเองมีอยู่สังขารจึงได้มี สังขารมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย” ดังนี้

แล้วก็ทรงทบทวนอีกแบบหนึ่งว่า “เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงเกิดสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงเกิดเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเป็นเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงเกิดอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงเกิดภพ เพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิดชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรามรณะ โสกะปริเทวะ ทุกขะโทมนัสอุปายาส ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นมีได้ด้วยอาการอย่างนี้W

ภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา อวิชชา แสงสว่าง ในสิ่งที่เราไม่เคยฟังมาแต่ก่อน ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า นี้คือความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้

นี้คือ การค้นปฏิจจสมุปบาทของพระพุทธองค์เมื่อก่อนตรัสรู้ เรียกว่า การค้นห่วงแห่งลูกโซ่ของความทุกข์ มันเกิดขึ้นมาโดยอาการ ๑๑ อย่าง ๑๑ ตอน อย่างนี้


ที่มา : ธรรมบรรยาย เรื่อง ปฏิจจสมุปบาท โดย พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)
19  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ใต้เงาไม้ / Re: สำนวน-โวหาร-สุภาษิต และคำพังเพย เมื่อ: 28 มีนาคม 2562 18:24:31


กามินทร์มือยุดเท้า          . เหยียดหยัด
มือหนึ่งเท้าเข่าขัด     สมาธิ์คู้
เข้าฌานช่วยแรงดัด. ทุกค่ำ คืนนา
ระงับราคอยากจะสู้     โรคร้ายภายใน ฯ

โคลงฤๅษีดัดตน
(ดัดตนแก้เส้นมหาสนุกระงับ)
20  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ใต้เงาไม้ / Re: ระเด่นลันได กลอนไทยจากเค้ามูลเรื่องจริง เมื่อ: 27 มีนาคม 2562 16:28:35
.



บรรยายความ
เรื่อง ระเด่นลันได
ขุนวิจิตรมาตรา : กาญจนาคพันธุ์

เมื่อข้าพเจ้าเป็นเด็กเล็กๆ เคยได้ยินผู้ใหญ่เขาพูดเล่นกันบ่อยๆ เช่นว่า “มีทหารหอนเห่าเฝ้าโมงยาม” บ้าง “นางประแดะหูกลวงดวงสมร” บ้าง พูดกันหัวเราะกันสนุกสนาน ตอนนั้นไม่รู้ว่าอะไร ต่อมาได้อ่านหนังสือเรื่อง “ระเด่นลันได” จึงรู้ว่า คำกลอนที่พูดเล่นกันนั้น อยู่ในหนังสือเรื่อง “ระเด่นลันได”

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงกล่าวถึงเรื่อง “ระเด่นลันได” ว่า “เรื่องระเด่นลันได เป็นหนังสือแต่งในรัชกาลที่ ๓ เล่ากันมาว่า ครั้งนั้น มีแขกคนหนึ่งชื่อ ลันได ทำนองจะเป็นพวกฮินดู ชาวอินเดีย ซัดเซพเนจรเข้ามาอาศัยอยู่ที่ใกล้โบสถ์พราหมณ์ในกรุงเทพฯ เที่ยวสีซอขอทานเขาเลี้ยงชีพเป็นนิจ พูดภาษาไทยก็มิใคร่ได้ หัดร้องเพลงขอทานได้เพียงว่า "สุวรรณหงส์ถูกหอกอย่าบอกใคร บอกใครก็บอกใคร"  ร้องทวนอยู่แต่เท่านี้ แขกลันไดเที่ยวขอทานจนคนรู้จักกันโดยมาก  ในครั้งนั้นมีแขกอีกคนหนึ่ง เรียกกันว่า แขกประดู่ ทำนองก็จะเป็นชาวอินเดียเหมือนกัน ตั้งคอกเลี้ยงวัวนมอยู่ที่หัวป้อม(อยู่ราวที่สนามหน้าศาลสถิตยุติธรรม ทุกวันนี้) มีภรรยาเป็นหญิงแขกมลายู ชื่อประแดะ อยู่มาแขกลันไดกับแขกประดู่ เกิดวิวาทกันด้วยเรื่องแย่งหญิงมลายูนั้น โดยทำนองที่กล่าวในเรื่องละคอน  คนทั้งหลายเห็นเป็นเรื่องขบขันก็โจษกันแพร่หลาย พระมหามนตรี (ทรัพย์) ทราบเรื่อง จึงคิดแต่งเป็นบทละคอนขึ้น”

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวอีกตอนหนึ่งว่า “ส่วนบทละคอนเรื่องระเด่นลันได เหตุที่แต่งเป็นดังอธิบายมาข้างต้น ถ้าผู้อ่านสังเกตจะเห็นได้ว่าทางสำนวนแต่ง ดีทั้งกระบวนบทสุภาพ แลวิธีที่เอาถ้อยคำขบขันเข้าสอดแซม บางแห่งกล้าใช้สำนวนต่ำช้าลงไปให้สมกับตัวบท แต่อ่านก็ไม่มีที่จะเขินเคอะในแห่งใด  เพราะฉะนั้น จึงเป็นหนังสือซึ่งชอบอ่านกันแพร่หลายตั้งแต่แรกแต่ง ตลอดมาจนถึงในรัชกาลหลังๆ นับถือกันว่าเป็นหนังสือกลอนชั้นเอกเรื่องหนึ่ง”

บทละคอนเรื่องระเด่นลันไดนี้ ใครๆ ที่ได้อ่าน อาจจะเห็นว่า พระมหามนตรีทรัพย์ แต่งให้เป็นตลกเล่นขันๆ เท่านั้น แต่ถ้าเราได้อ่านบทละคอนเรื่องอิเหนาหรือรามเกียรติ์แล้วนึกเทียบเคียงดู เราจะเห็นว่า วิธีแต่งของพระมหามนตรีทรัพย์ ไม่เพียงแต่ขันอย่างเดียว แต่ประกอบไปด้วยความขำและคมคาย อันเป็นลักษณะอีกอย่างหนึ่ง พระราชนิพนธ์บทละคอนเรื่องอิเหนา หรือรามเกียรติ์เป็นเรื่องสูง เป็นเรื่องของกษัตริย์ ส่วนเรื่องระเด่นลันไดเป็นเรื่องต่ำ เป็นเรื่องของคนสามัญ แต่สมมุติขึ้นให้เป็นกษัตริย์ การใช้ถ้อยคำอะไรๆ จึงต้องให้เป็นอย่างกษัตริย์  พระมหามนตรีทรัพย์เข้าใจพลิกแพลงเอาคำหรือความที่เป็นของต่ำมาตัดกัน หรือมาเทียบกันให้ตรงกันข้ามอย่างเหมาะสมที่สุด ขอยกกลอนขึ้นต้นเรื่องระเด่นลันไดมาเป็นตัวอย่างดังนี้


"มาจะกล่าวบทไป ถึงระเด่นลันได “อนาถา”
เสวยราชย์องค์เดียวเที่ยวรำภา    ตามตลาดเสาชิงช้าหน้าโบสถ์พราหมณ์

ในกลอนนี้ พระมหามนตรีทรัพย์ เล่นคำว่า “นาถา” คำว่า “นาถา” เป็นคำสูง แปลว่า “ที่พึ่ง” กลอนในบทละคอนมักใช้เสมอ เช่นในเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๒ แห่งหนึ่งว่า “เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกนาถา

ในระเด่นลันได พระมหามนตรีทรัพย์ เลียนคำนี้ แต่แทนที่จะใช้ว่า “นาถา” กลับเอาคำว่า “อนาถา” ซึ่งรู้จักกันดี มาใช้ให้คู่กับคำว่า “นาถา” ดังนี้เราจะเห็นว่า พระมหามนตรีทรัพย์ เข้าใจเล่นคำด้วยความคิดอันคมคาย ทั้งขำทั้งขันเหมาะสมกับกษัตริย์ระเด่นลันได เข้าทีนักทีเดียว


"อยู่ปราสาทเสาคอดยอดด้วน     กำแพงแก้วแล้วล้วนด้วยเรียวหนาม
มีทหารหอนเห่าเฝ้าโมงยาม      คอยปราบปรามปัจจามิตรที่คิดร้าย

ปราสาท เป็นที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดิน มี “ยอดแหลม” ใครๆ ก็รู้จัก พระมหามนตรีทรัพย์ แต่งเป็น “ยอดด้วน” กำแพงแก้วเป็นเขตกั้น บ้านราษฎรสามัญมีรั้ว ทำอย่างเลวๆ ก็ใช้เรียวหนามคือไม้ที่มีหนามกั้น พระมหามนตรีทรัพย์ เอา “กำแพงแก้ว” กับ “เรียวหนาม” มาเข้าคู่กัน ในกลอนต่อๆ ไป ก็ใช้คำสูงหรือของสูง กับคำต่ำหรือของต่ำมาตัดกันทำนองนี้ตลอดเรื่อง การลำดับความในเรื่อง ก็เข้าใจสรรเอาคำมาใช้ให้ได้สัมผัสกลมกลืนเข้ากับท้องเรื่อง เช่น กลอนลงคำว่า “โบสถ์พราหมณ์” แล้วก็กลับไปกล่าวถึงที่อยู่ ได้คำว่า “เรียวหนาม” ต่อไปเป็น “โมงยาม” และ “ปราบปราม” เข้ากันสนิทสนมกลมกลืนดีนัก

มีกลอนในเรื่องระเด่นลันไดแห่งหนึ่งที่อาจทำให้ท่านผู้อ่านในสมัยปัจจุบันเข้าใจว่าแต่งตลกเล่นๆ คือกลอนว่า
          “เสร็จเสวยข้าวตังกับหนังปลา
          ลงสระสรงคงคาในท้องคลอง”


ทั้งนี้ก็เพราะกลอนข้างต้นว่าระเด่นลันได อยู่แถวโบสถ์พราหมณ์ เสาชิงช้า แถวนั้นปัจจุบันไม่มีคลอง คลองมีก็อยู่ไกล เช่น คลองวัดมหรรณพ์ คลองสะพานถ่าน หรือคลองหลอด ไม่น่าที่ระเด่นลันไดจะไปสระสรงคงคาไกลอย่างนั้น ก็คงจะแต่งเล่นขันๆ เท่านั้นเอง แต่ความจริงแถวนั้นแต่ก่อนมีคลอง คือคลองซอยระหว่างคลองวัดมหรรณพ์ กับคลองสะพานถ่าน ซึ่งอยู่ข้างวัดสุทัศน์ด้านตะวันออก (เดี๋ยวนี้ถมเป็นสนามหญ้ากลางถนน)

ในสมัยรัชกาลที่ ๑ เมื่อสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นทางฟากตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ได้ขุดคลองบางลำพูหรือคลองโอ่งอ่างขึ้นเป็นคูเมือง เสร็จแล้วขุดคลองเล็กเชื่อมคลองบางลำพูกับคลองตลาด ซึ่งเป็นคูเมืองธนบุรีเดิมขึ้นอีก ๒ คลอง เรียกว่า “คลองหลอด” คือคลองวัดมหรรณพ์กับคลองสะพานถ่าน สำหรับชักน้ำให้ถึงกัน สองคลองนี้ เป็นคลองหลอดแท้ ต่อมาเมื่อใดก็ไม่ทราบ คนเอาชื่อ “คลองหลอด” ไปใช้เรียก “คลองตลาด” เสีย แล้วมาเรียกคลองหลอดแท้ที่อยู่ทางเหนือว่า “คลองวัดมหรรณพ์” บ้าง “คลองวัดเทพธิดา” บ้าง และเรียก “คลองวัดสิริ” ก็มี ส่วนที่อยู่ทางใต้ เรียก “คลองสะพานถ่าน” บ้าง “คลองวัดสุทัศน์” บ้าง และเรียก “คลองวัดราชบพิธ” ก็มี จะเป็นคราวเดียวกับที่ขุดคลองหลอดทั้งสองนี้ หรือเมื่อใดไม่ทราบ ได้มีคลองซอยเชื่อมคลองหลอดทั้งสองอีกคลองหนึ่ง อยู่ติดกับวัดสุทัศน์ด้านตะวันออกดังกล่าวแล้ว คลองนี้ตัดถนนเสาชิงช้า หรือถนนบำรุงเมือง มีสะพานข้าม ชั้นเดิมอาจจะเป็นสะพานแบบสะพานช้าง อย่างในกลอนพระราชนิพนธ์อิเหนาว่า

          “สะพานช้างทางข้ามคชสาร
          ก่ออิฐปูกระดานแน่นหนา”


ทั้งนี้เพราะปรากฏว่า ช้างที่นำมาจากนครนายก ปราจีน ฯลฯ นั้น มาลงน้ำข้ามคลองบางลำพู ราวที่สะพานผ่านฟ้ามาขึ้นที่ริมกำแพงเมือง แล้วเดินเลียบกำแพงเมืองมาเข้าประตูผี มาตามถนนเสาชิงช้า สะพานที่ข้ามคลองริมวัดสุทัศน์นี้ก็จะต้องเป็นสะพานช้าง และถนนเสาชิงช้านี้ ก็ยังมีสะพานช้างข้ามคลองตลาดที่เรียกว่า “สะพานช้างโรงสี” แปลว่าถนนเสาชิงช้านี้เป็นทางเดินของช้างมาแต่โบราณ สะพานที่ข้ามคลองสองแห่งก็จะต้องเป็นสะพานช้างเหมือนกัน สะพานช้างวัดสุทัศน์เดิมจะมีชื่อเรียกอย่างไรไม่ทราบ มาเมื่อสร้างเป็นสะพานแบบใหม่เป็นรูปโค้งขึ้นไปสูง มีชื่อเรียกว่า “สะพานเจริญทัศน์” คลองซอยริมวัดสุทัศน์นี้ ถมเสียเมื่อราว ๓๐ ปีมานี้ สะพานเจริญทัศน์เลยสูญไปด้วย

ตั้งแต่สร้างกรุงรัตนโกสินทร์มาจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๓ ทางที่นับว่าเป็นถนนใหญ่มีสายเดียว คือสายที่ตั้งต้นจากสะพานช้างโรงสี ผ่านเสาชิงช้าหน้าวัดสุทัศน์ไปจดประตูผีที่กำแพงเมือง เรียกว่าถนนเสาชิงช้าหรือถนนบำรุงเมือง เรียกว่าถนนเสาชิงช้าหรือถนนบำรุงเมืองดังกล่าวแล้ว ถนนอื่นยังไม่มี จะมีก็แต่เป็นเพียงทางเดิน เช่นทางที่เป็นถนนบ้านตะนาว (หน้าวัดมหรรณพ์) ต่อทางที่เป็นเฟื่องนคร (หลังกระทรวงมหาดไทย) ที่บริเวณเสาชิงช้าก็มีทางที่เป็นถนนตีทอง (ข้างวัดสุทัศน์ด้านตะวันตก ตรงไปเฉลิมกรุง) และทางที่เป็นถนนดินสอ (จากบริเวณเสาชิงช้า ไปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย) ถนนตีทองนั้น เป็นทางตรงอยู่ฟากเดียว คือฟากวัดสุทัศน์ ส่วนอีกฟากหนึ่ง แม้เมื่อข้าพเจ้าเป็นเด็กๆ ก็ยังได้เห็นบ้านเรือนปลูกยักไปเยื้องมา บางบ้านอยู่ยื่นล้ำออกมาถึงกลางถนนก็มี แสดงว่ายังไม่เป็นรูปถนนตรงแท้ ทางอื่นๆ ก็เป็นเช่นเดียวกัน แปลว่าในสมัยรัชกาลที่ ๓ นั้น บ้านเรือนจะเป็นแนวดี ก็เฉพาะที่เป็นเสาชิงช้าเท่านั้น นอกนั้น คงจะเกะกะรุงรังอยู่มาก

ตลาดเสาชิงช้าที่เป็นตลาดประจำนั้น เดิมทีเดียวผู้ใหญ่บอกว่าอยู่ทางใต้ของโบสถ์พราหมณ์ คืออยู่ราวที่เป็นตึกแถว ๓ ชั้น ตรงกับถนนตีทองปัจจุบันนี้ ที่บริเวณที่ตั้งเสาชิงช้าตรงที่เป็นสนามกีฬาของเทศบาลในปัจจุบันนี้ เดิมทีเดียวคงจะเป็นลาน จึงอาจจะติดตลาดกันบ้างแบบตลาดแผงลอยก็ได้ แปลว่าแถวโบสถ์พราหมณ์นั้น เป็นตลาดที่ขายของต่างๆ ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ตั้งโรงแก๊สสำหรับจุดไฟขึ้นในพระบรมมหาราชวัง ต่อมาเกิดไฟลุกขึ้นจึงย้ายโรงแก๊สมาสร้างขึ้นที่ตรงลานริมเสาชิงช้านั้น สร้างเป็นตึกมั่นคง มีประตูใหญ่ (แบบเดียวกับตึกกองมหันตโทษที่ถนนหน้าหับเผย ปัจจุบันรื้อเป็นที่ทำการเนติบัณฑิตยสภาเสียแล้ว) ภายในตึกตรงกลางทำเป็นสระใหญ่ เลี้ยงจระเข้ด้วย ต่อมาเกิดมีโรงไฟฟ้าขึ้น จึงรื้อโรงแก๊สทำเป็นตลาด สร้างเป็นตึกแถวยาวเป็นรูปสี่เหลี่ยมสี่ด้าน มุมบรรจบกัน ภายในตรงกลางเป็นตลาดใหญ่ ตึกแถวทั้งสี่ด้าน ตรงกลางเว้นเป็นช่องคูหาสำหรับเข้าตลาด ตึกแถวด้านใต้ตรงกับเสาชิงช้าเป็นพวกขายของเบ็ดเตล็ด หน้าตึกแถวปลูกต้นหูกวางเป็นระยะไป เวลามีพิธีโล้ชิงช้า สร้างโรงมาฬกสำหรับพระยายืนชิงช้านั่ง หน้าตึกแถวค่อนไปทางสะพานเจริญทัศน์ รูปร่างคล้ายเพิง ๓ โรง ที่ลานตรงหน้าโรงมาฬก ตั้งขันสาครใหญ่สำหรับพราหมณ์นาฬีวันที่โล้ชิงช้า ๑๒ คน เสร็จแล้วมารำเสนง คือทุกคนถือเสนง หรือเขาควายรำเวียนไปรอบๆ ขันสาคร พลางเอาเสนงวิดน้ำในขันสาคร สาดไปเรื่อยๆ จนครบ ๓ รอบ ตึกแถวด้านตะวันตกทางถนนดินสอ ตั้งแต่หัวมุมไปจนจดคูหาตรงกลาง ขายเครื่องรูปพรรณทองเหลือง เช่น สายสร้อย กำไล แหวน ตุ้มหู ฯลฯ ที่เรียกกันว่า “ทองเสาชิงช้า” อย่างสุภาษิตสอนหญิงของสุนทรภู่ว่า

หาทองแท้แก้ไขมันไม่คล่อง
ต้องเอา “ทองเสาชิงช้า” น่าใจหาย


ตลาดเสาชิงช้า เดิมคงจะเป็นแหล่งขายเครื่องรูปพรรณทองเหลือง พวกขายเครื่องทองเหลืองจึงได้เข้าอยู่ในตึกแถวนั้น ค้าเครื่องทองเหลืองต่อมาตลอดทั้งแถว ตึกแถวต่อจากคูหาไปจนจดมุม ส่วนมากเป็นที่เช่าอยู่อาศัย ตึกแถวด้านเหนือ (เรียกว่าหลังตลาด) ส่วนมากเป็นโกดังเก็บสินค้า ตึกแถวด้านตะวันออกริมคลองซอยวัดสุทัศน์ ส่วนมากเป็นที่เช่าอยู่อาศัย เมื่อข้าพเจ้าเป็นเด็กยังจำได้ว่า ห้องหนึ่งเป็นที่อยู่ของข้าราชการคนหนึ่ง มีราชทินนามว่า “ขุนศรีศุภหัตถ์” เป็นช่างเขียนหรือจิตรกรมีชื่อ วันหนึ่งจะเป็นเพราะเหตุใดไม่ทราบ เกิดอาละวาดถือดาบไล่ฟันคนจนตำรวจต้องล้อมจับกันโกลาหล เป็นเรื่องอึกทึกครึกโครม จนถึงมีผู้แต่งเป็นแหล่เทศน์ไว้ด้วย

ตลาดเสาชิงช้าสมัยที่เป็นตึกนี้ เป็นตลาดใหญ่โตกลางพระนคร เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายมากที่สุด ต่อมาเลิกตลาดใช้เป็นที่ทำการของเทศบาลอยู่ระยะหนึ่ง แล้วก็รื้อ กลายเป็นสนามกีฬาของเทศบาล ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้

เล่าเรื่องตลาดเสาชิงช้าย่อๆ มาแล้ว ทีนี้จะได้ย้อนกลับไปกล่าวถึงเรื่องระเด่นลันได ต่อไปใหม่

ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ที่ดินตรงที่เป็นสนามกีฬาเทศบาลปัจจุบันนี้ นอกจากเป็นลานบริเวณตัวเสาชิงช้าแล้ว คงจะเป็นบ้านเล็กเรือนน้อยมาก “ปราสาทเสาคอดยอดด้วน” ของระเด่นลันได คงจะอยู่แถวริมคลองซอยวัดสุทัศน์ ดังกล่าวแล้ว ระเด่นลันไดจะต้องอาบน้ำในคลองนั้น ที่พระมหามนตรีทรัพย์ แต่งว่า

เสร็จเสวยข้าวตังกับหนังปลา
ลงสระสรงคงคาในท้องคลอง


จึงจะต้องเป็นความจริง ไม่ใช่นึกแต่งไปเล่นๆ เพื่อจะให้สนุกขบขัน

เรื่องระเด่นลันไดเป็นเรื่องจริง ดังปรากฏตามคำอธิบายของสมเด็จพระยาดำรงราชานุภาพที่กล่าวข้างต้นแล้ว สถานที่ต่างๆ ตามคำกลอนในเรื่อง จึงจะต้องเป็นความจริงด้วย เท่าที่พิจารณาดูก็สอดคล้องกันดี ปัจจุบันอะไรๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปเกือบหมดแล้ว แต่ก็ยังมีอะไรๆ เป็นเค้าอยู่บ้างรางๆ ท้าวประดู่นั้นเลี้ยงวัว กลอนตอนหนึ่งกล่าวถึงท้าวประดู่ว่า

มาเอยมาถึง
เมืองหนึ่งสร้างใหม่ดูใหญ่กว้าง
ปราสาทเสาเล้าหมูอยู่ตรงกลาง
มีคอกโคอยู่ข้างกำแพงวัง”


อีกตอนหนึ่งท้าวประดู่วิวาทกับนางประแดะ มีกลอนว่า


“บัดนั้น      พวกหัวไม้กระดูกผีขี้ข้า
บ่อนเลิกกินเหล้าเมากลับมา ได้ยินเสียงเถียงด่ากันอื้ออึง
จึงหยุดนั่งข้างนอกริมคอกวัว      ว่าเมียผัวคู่นี้มันขี้หึง
พอพลบค่ำราตรีตีตะบึง อึงคะนึงนักหนาน่าขัดใจ
แล้วคว้าก้อนอิฐปาเข้าฝาโผง      ตกถูกโอ่งปาล้อแลหม้อไห
พลางตบมือร้องเย้ยเผยไยไย แล้ววิ่งไปทางตะพานบ้านตะนาว”

ปัจจุบัน ที่ถนนราชดำเนินกลางตัดกับถนนตะนาว มีชื่อว่า “สี่แยกคอกวัว” ทำให้เข้าใจว่า แถวนั้นแต่โบราณมาจะต้องเป็นที่เลี้ยงวัว ชื่อ “สี่แยกคอกวัว” จึงได้ติดมาจนทุกวันนี้ เมืองของท้าวประดู่ว่าอยู่ทางหัวป้อม ดังมีกลอนตอนท้าวประดู่กลับจากเลี้ยงวัวว่า

ครั้นถึงขอบรั้วริมหัวป้อม

คำว่า “ป้อม” จะหมายถึงอะไรไม่ทราบแน่ แต่เมื่อคิดย้อนไปถึงสมัยธนบุรี ราชธานีตั้งอยู่สองฟากแม่น้ำเจ้าพระยา ทางฟากตะวันออกมีคลองตลาด (หรือที่มาเรียกกันว่าคลองหลอด) เป็นคูเมือง มีกำแพงเมืองยาวตลอดแนวคลอง มีป้อมเช่นป้อมวิชเยนทร์อยู่ตรงโรงเรียนราชินีปัจจุบันนี้ ป้อมนั้นเข้าใจว่าจะต้องมีหลายป้อม คลองตลาดนั้นหักโค้งเป็นมุมตรงสะพานผ่านพิภพปัจจุบัน จึงเข้าใจว่าตรงมุมโค้งก็จะต้องมีป้อมด้วย และแถวสะพานผ่านพิภพ น่าจะเรียกกันว่า “ตำบลหัวป้อม” ดังนั้นปราสาทของท้าวประดู่ที่ว่าอยู่หัวป้อม ก็เห็นจะอยู่แถวถัดสะพานผ่านพิภพขึ้นมา และมีคอกวัวอยู่ต่อขึ้นมา ซึ่งก็คงจะเป็นแถวสี่แยกคอกวัวปัจจุบันนี้นั่นเอง พวกหัวไม้ที่ขว้างปราสาทท้าวประดู่ คงจะอยู่มาทางสี่กั๊กเสาชิงช้า (คือที่ถนนตะนาว ซึ่งแต่ก่อนเรียกกันว่า “ถนนบ้านตะนาว” ตัดกับถนนบำรุงเมือง) “บ่อนถั่วโป” คงจะเป็นบ่อนที่ตลาดยอดบางลำพู (ประตูใหม่) เมื่อบ่อนเลิก พวกนั้นเดินกลับจะมาทางเสาชิงช้า ผ่านคอกวัวของท้าวประดู่ได้ยินเสียงเอะอะจึงเอาอิฐขว้างแล้ววิ่งไปทางสะพานบ้านตะนาวตามที่กลอนว่าสะพานบ้านตะนาวนี้ก็คงจะเป็นสะพานข้ามคลองหลอดตรงหน้าวัดมหรรณพ์ ทั้งนี้เพราะถนนบ้านตะนาว หรือถนนตะนาวมีสะพานข้ามคลองหลอด ตรงหน้าวัดมหรรณพ์สะพานเดียวเท่านั้น สมัยรัชกาลที่ ๓ คงจะเรียกกันว่า “สะพานบ้านตะนาว” สะพานนี้ ต่อมาเรียกกันว่า “สะพานวัดมหรรณพ์” สะพานเดิมคงจะเป็นสะพานไม้กระดานทอด เท่าที่เห็นในสมัยต่อมา เป็นสะพานก่ออิฐโค้งสูงแบบเดียวกับสะพานข้ามคลองหลอดใต้ตรงวัดราชบพิธ (ถนนสายเดียวกัน คือถนนตะนาว ตั้งแต่ตอนสี่กั๊กเสาชิงช้ามาวัดราชบพิธ ต่อมาเรียกถนนเฟื่องนคร) สะพานวัดราชบพิธนี้ เรียก “สะพานเฉลิมพงศ์” แต่สะพานวัดมหรรณพ์ ไม่เห็นมีชื่อ ปัจจุบันรื้อหมดแล้ว ทำเป็นสะพานราบแนวเดียวกับถนนดังที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

ว่าถึงเรื่องระเด่นลันได ที่เป็นบทละคอน (ละคอนรำ) เข้าใจว่าพระมหามนตรีทรัพย์ คงจะรู้สึกว่า ถ้าแต่งเป็นกลอนอย่างธรรมแล้วคงจะไม่ขำ สู้แต่งเป็นบทละคอนไม่ได้ เพราะมีอะไรๆ ที่จะเลียนบทบาทของท้าวพระยามหากษัตริย์ได้มาก พิเคราะห์ดูให้ดีก็จะเห็นเช่นนั้นจริงๆ คือถ้าแต่งเป็นกลอนนิยายธรรมดาแล้ว จะสู้แต่งเป็นบทละคอนไม่ได้แน่ ความขำอยู่ที่แต่งเป็นบทละคอนนี้เป็นข้อเด่น  อนึ่ง ลักษณะที่แต่งเป็นบทละคอนนั้นรู้สึกว่าพระมหามนตรีทรัพย์ รอบรู้แบบแผนของละคอนรำเป็นอย่างดีด้วย ทั้งนี้เพราะการแต่งกลอนธรรมดากับกลอนละคอน แม้จะเป็นกลอนสุภาพแบบเดียวกันก็ไม่เหมือนกัน การแต่งกลอนเป็นนิยายธรรมดา แต่งไปได้ตามท้องเรื่องที่จะดำเนินการไปอย่างไรก็ได้ ไม่ต้องพะวงถึงอะไร แต่การแต่งกลอนละคอน จะต้องคำนึงถึงบทบาทของตัวละคอนเป็นระยะๆ ไป ต้องคำนึงถึงเพลงร้องซึ่งกำหนดลงเป็นคำคำหนึ่งเท่ากับ ๒ วรรคของกลอน, ๔ วรรค ครบบริบูรณ์ตามลักษณะของกลอนเท่ากับ ๒ คำ เพลงร้องสำหรับละคอนรำ อาจจะมี ๒ คำ หรือ ๔ คำ ๖ คำ๘ คำ ฯลฯ แล้วแต่จะเหมาะสำหรับบทบาทตอนนั้นๆ นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงหน้าพาทย์ ไว้จังหวะที่จะลงหน้าพาทย์สำหรับตัวละคอน เช่น เดิน นอน ร้องไห้ ฯลฯ  การแต่งกลอนเรื่องธรรมดา ไม่ต้องคำนึงถึงลักษณะต่างๆ ดังกล่าว  วางโครงเรื่องไว้อย่างไรก็แต่งไปตามชอบใจ เหตุนี้กลอนธรรมดาจึงเอามาเล่นเป็นละคอนไม่ถนัด เช่นเรื่องพระอภัยมณีหรือขุนช้างขุนแผน จะเอามาเล่นเป็นละคอนรำ จะเล่นไปตามกลอนในเรื่องแท้ๆ ไม่ได้ ต้องเอามาดัดแปลงแต่งใหม่ ให้เข้ากับกระบวนละคอนรำ กลอนเรื่องธรรมดาหรือกลอนอะไรก็ตาม จะนับเป็นคำก็ได้ คือนับ ๒ วรรคเป็นคำ แบบเดียวกับกลอนละคอน แต่เราไม่นิยมนับกัน นอกจากต้องการจะรู้ว่าบทกลอนนั้นยาวเท่าใดจึงนับกัน หรือว่าให้แต่งกลอนยาวเท่านั้นๆ คำ เช่นให้แต่ง ๒๐ คำกลอน ๔๐ คำกลอน เป็นต้น

เรื่องระเด่นลันได พระมหามนตรีทรัพย์ แต่งเป็นรูปละคอนรำแท้ ได้ใส่เพลงร้องและหน้าพาทย์ไว้ด้วยบางแห่งดังที่มีปรากฏอยู่ในเรื่องนั้น ขอนำมากล่าวพอเป็นตัวอย่างเล็กน้อย เช่นเริ่มต้นกล่าวถึงระเด่นลันได มีคำว่า “ช้าปี่” ช้าปี่เป็นเพลงสำหรับตัวท้าวพระยามหากษัตริย์หรือบุคคลสำคัญที่เริ่มจะกล่าวถึง เพลงนี้มี ๔ คำ ต่อไปขึ้นความใหม่ “เที่ยวสีซอขอข้าวสารทุกบ้านช่อง” ไม่ใส่เพลงไว้ แต่ผู้ชำนาญการละคอนและเพลงอาจจะใส่ทำนองเพลงอะไรให้เหมาะกับความนั้นได้ ตอนนี้มี ๔ คำเหมือนกัน ต่อไปขึ้นความใหม่ “ครั้นรุ่งแสงสุริยันตะวันโด่ง” ใส่เพลงร่าย มี ๒ คำ แล้วลงหน้าพาทย์ “เสมอ” เป็นท่าสำหรับออกเดินต่อไป “กระโดดดำสามทีสีเหงื่อไคล” ใส่เพลง “ชมตลาด” เพลงนี้นิยมใช้กับการแต่งตัว มี ๖ คำ แล้วลงหน้าพาทย์เป็น “เพลงช้า” คือเดิน ต่อไปขึ้นความใหม่ “มาเอย มาถึง” ใส่เพลง “ร่าย” มี ๔ คำ ถึง “พระทรงศักดิ์หยักรั้งคอยราญรอน” ใส่หน้าพาทย์เป็น “เชิด

สรุปความว่า พระมหามนตรีทรัพย์แต่งเรื่องระเด่นลันไดให้เป็นแบบละคอนรำ ใส่เพลงสำหรับร้องไว้เป็นระยะๆ ไป ชื่อเพลงใส่ไว้เมื่อขึ้นความใหม่ตามทำนองที่ละคอนรำนิยมใช้สำหรับบทบาทนั้นๆ เช่นต่อไปก็มีเพลง “ชมโฉม” ชมนางประแดะ เพลง “โอ้โลม” ตอนเกี้ยว ฯลฯ เพลงหน้าพาทย์ใส่ไว้ตอนท้ายความ เช่นต่อไปก็มีเพลง “โอด” ตอนร้องไห้ เพลง “รัว” ตอนขว้างบ้าน เพลง “ทะยอย” ตอน โศก เพลง “ตระ” ตอนนอน ฯลฯ  ใครได้อ่านเรื่องระเด่นลันได เข้าใจวิธีการละคอนรำ แล้วเอาไปนึกเทียบเคียงกับบทละคอนรำเช่นอิเหนาหรือรามเกียรติ์แล้วจะเห็นว่า พระมหามนตรี แต่งดีนักหนา

กลอนที่พระมหามนตรีทรัพย์แต่งยังมีเพลงยาวแต่งว่าพระยามหาเทพ (ทองปาน) เรื่องหนึ่ง (แต่งเมื่อพระยามหาเทพ มียศเป็นจหมื่นราชามาตย์) กับเพลงยาวกลบท “กบเต้นสามตอน” อีกเรื่องหนึ่ง (ซึ่งพิมพ์ไว้ตอนท้ายเรื่องระเด่นลันไดในหนังสือเล่มนี้) ทั้งสองนี้พอจะนำมาเทียบเคียงกันกับเรื่องระเด่นลันไดได้ คือเรื่องระเด่นลันไดแต่งเป็นอย่างกลอนบทละคอนแท้ ส่วนอีกสองเรื่องนั้น แต่งเป็นกลอนสุภาพธรรมดาที่เรียกกันว่า“เพลงยาว” ไม่บอกกำหนดเป็นคำอย่างละคอนรำ แต่จะนับเป็นคำก็ได้ คือเพลงยาวว่าพระยามหาเทพ นับเป็นคำได้ ๕๓ คำครึ่ง (กลอนเพลงยาว ขึ้นต้นนิยมใช้ครึ่งคำ) กลอนกลบทนับได้ ๑๑ คำครึ่ง กลอนเรื่องธรรมดา จะเป็นเพลงยาว นิยาย หรือนิราศอะไรๆ จะยาวเท่าใดก็ได้ ไม่กำหนดหรือไม่มีเป็นคำอย่างกลอนละคอนรำ

สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทรงกล่าวถึงเพลงยาวเรื่องพระยามหาเทพว่า “เพลงยาวว่าพระยามหาเทพ (ทองปาน) นั้น เล่ากันมาว่า เป็นแต่ลอบแต่ง แล้วเขียนมาปิดไว้ที่ทิมดาบตำรวจ ในพระบรมมหาราชวัง ผู้อื่นเห็นก็รู้ว่าเป็นฝีปากพระมหามนตรี (ทรัพย์) แต่ไม่มีผู้ใดฟ้องร้องว่ากล่าว มีแต่ผู้ลอกคัดเอาไป (แล้วเห็นจะเลยฉีกทิ้งต้นหนังสือเสียจึงไม่เกิดความฐานทอดบัตรสนเท่ห์) ด้วยครั้งนั้น มีคนชังพระยามหาเทพ (ทองปาน) อยู่มากด้วยกัน เพลงยาวนั้นก็เลยแพร่หลาย”

ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓ ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์มีกล่าวถึงพระยามหาเทพ (ทองปาน) ไว้เหมือนกัน ความว่า
“ในเดือน ๑๒ ข้างแรมนั้น มีการอัศจรรย์ควรจะกล่าวไว้ ด้วยพระยามหาเทพ (ปาน) ทำผ้าป่าจะไปทอดที่วัดบวรมงคล มีนายเวร ขุนหมื่น ผู้คุมในกรม และขุนนาง เจ๊สัว จุ้นจู๊ ขุนพัฒน์ และชาวแพ มาขออาสารับฎีกาไปทำมากกว่ามากจนเหลือ พระในวัดต้องเอาไปทอดวัดอื่นๆ ต่อไป ผ้าป่านั้นทำประกวดประชันกัน เป็นกระจาด ๓ ชั้นบ้าง ๔ ชั้นบ้าง เป็นยักษ์ใหญ่บ้าง เป็นรูปสัตว์ต่างๆ บ้าง เป็นอศุภบ้าง มีเครื่องเล่นสำหรับกระจาดทุกกระจาด จะพรรณนาก็ยืดยาว ลงทุนเจ้าของหนึ่งก็หลายชั่งไม่เสียดาย คิดแต่จะให้เจ้าคุณมีความกรุณาอย่าให้ข่มเหงอย่างเดียว เจ้าคุณนั้นก็ทำยศเหมือนอย่างในหลวง ผูกแพใหญ่ขึ้นบนเรือที่ปากคลองหน้าบ้าน แล้วก็ลงมานั่งอยู่ในแพ มีหม่อมๆ ละคอนและมโหรี ห่มแพรสีทับทิมลงมาหมอบเฝ้าดูผ้าป่าอยู่หน้าแพ ก็เป็นการเอิกเกริกอย่างใหญ่ในแผ่นดินครั้งหนึ่ง ถึงโดยว่าเจ้าและขุนนางผู้ใหญ่จะทำบ้างก็ไม่ได้เช่นนั้น และเมื่อปีฉลู ตรีศกนั้น กรมหมื่นอัปษรสุดาเทพ เป็นถึงพระราชบุตรี โปรดปรานมาก คนก็เข้าพึ่งพระบารมีแทบทั้งแผ่นดิน ทำผ้าป่ากระจาดใหญ่ขึ้นที่หน้าพระตำหนักน้ำครั้งหนึ่ง ก็ยังสู้พระยามหาเทพไม่ได้ พระยามหาเทพทำครั้งนั้นก็เพื่อจะลองบุญวาสนา ว่าตัวกับกรมหมื่นอัปษรสุดาเทพ ผู้คนจะยำเกรงนับถือใครมากกว่ากัน จึงได้คิดทำประกวดประชันขึ้นบ้าง ทำการศพพี่หญิงก็ครั้งหนึ่ง ทำการศพบุตรหญิงก็ครั้งหนึ่ง แต่ผู้เอาผ้าแลของไปช่วยขุนนาง ดูเหมือนจะหมดทั้งแผ่นดิน เจ๊สัว เจ้าภาษี นายอากร จุ้นจู๊ และราษฎรชาวแพแทบจะหมด ผ้าขาวใช้ในการศพทำบุญให้ทานก็ไม่หมด แต่เหลืออยู่หลายพันพับ ครั้นทีตัวตายลงบ้างก็ไม่มีใครไปช่วย ได้ผ้าขาวไม่ถึงร้อยพับ แต่ชั้นหีบก็ไม่มีผู้ใดคิดต่อให้ บุตรภรรยาก็มัวแต่วิวาทจะชิงสมบัติกัน หลวงเสนาวานิชไปอยู่ที่นั่น เห็นว่าไม่มีผู้ใดทำหีบ ก็ไปเรียกบ่าวไพร่ของตัวมาช่วยต่อหีบขึ้น จึงได้ไว้ศพ อันนี้ก็เป็นที่น่าสังเวชอย่างหนึ่ง เมื่อมีชีวิตอยู่ผู้คนบ่าวไพร่ทั้งชายหญิงมีใช้อยู่ในบ้านกว่าพัน กล่าวไว้เพื่อจะให้ท่านทั้งหลายภายหน้ารู้ไว้ การเบียดเบียนข่มเหงคนทั้งปวง ให้ได้ความเดือดร้อน เมื่อตนยังปกติมีชีวิตอยู่พอเป็นสุขสบายไปได้ สิ้นชีวิตไปแล้ว ทรัพย์สินเงินทอง เครื่องใช้บ่าวทาส ก็ผันแปรเป็นอย่างอื่นไป บุตรก็ไม่ได้สืบตระกูล และบ้านเรือนโตใหญ่ก็เป็นป่าช้าไปทั้งสิ้น”

ในพระราชพงศาวดาร กล่าวถึงอสัญกรรมของพระยามหาเทพ (ทองปาน) ว่า ไปปราบจีนอั้งยี่ที่เมืองสมุทรสาคร ถูกพวกอั้งยี่ยิงที่ท้อง กลับมาบ้านได้ ๓ วัน ก็ถึงแก่อนิจกรรม

เพลงยาวว่าพระยามหาเทพ (ทองปาน) เมื่อยังเป็นจมื่นราชามาตย์นี้ แต่งพรรณนาความมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ไว้ยศไว้อย่าง ตรงกับที่ในพระราชพงศาวดารว่า “ทำยศเหมือนอย่างในหลวง” ใช้ถ้อยคำให้มีอะไรๆ ดูเป็นพระเอกละคอนรำ ชวนให้ขำๆ เข้าทีดีแท้ เช่นแห่งหนึ่งว่า

จะเข้าวังตั้งโห่เสียสามหน 
ตรวจพลอึกทึกกึกก้อง


ด้วยละคอนรำ เวลาพระเจ้าแผ่นดินหรือตัวละคอนสำคัญจะยกทัพ มีโห่และตรวจพล อีกแห่งหนึ่งว่า

ถึงวันพระไม่ได้ชำระความในวัง 
ออกมานั่งหอนอกออกแขกเมือง”


หมายความว่า ออกรับ “แขก” คือคนที่มาหา แต่เติมคำว่า “เมือง” เข้าไป เป็น “แขกเมือง” ซึ่งเป็นคำเก่าสำหรับใช้กับชาวต่างประเทศที่เข้ามาในเมืองเป็นพิเศษ เช่นมาเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน มีคำบางคำที่คนชั้นหลังอาจไม่รู้หรือไม่เข้าใจ จึงบอกไว้เล็กน้อย

ประกอบหมดยศศักดิ์แลทรัพย์สิน
เจ๊กจีนกลัวกว่าราชาเศรษฐี


ปัจจุบันนี้ เรามักจะนิยมเอาคำว่า “ราชา” มาใช้ประกอบกับคำอื่น เช่น ราชาที่ดิน ราชาเครื่องดนตรี ฯลฯ ถ้าใครหลงคิดว่าเป็นคำเกิดขึ้นใหม่ พวกนี้ก็ผิด “ราชาเศรษฐี” หมายถึงพระยาราชาเศรษฐี อันเป็นบรรดาศักดิ์สำหรับจีนที่เป็นหัวหน้าพวกจีนทั่วไป ตำแหน่งนี้ได้แก่จีนที่มั่งมีเป็นที่นับถือของพวกจีน

ห่อผ้ากาน้ำมีพานรอง
หอกสมุดชุดกล้องร่มค้างคาว”


ชุด” คือที่สำหรับจุดไฟ “กล้อง” คือกล้องสูบยา “ร่ม” คือ ร่มกันแดด “ค้างคาว” เป็นชื่อของร่ม ชื่อที่เรียกกันทั่วไปนั้นเรียกว่า “ร่มปีกค้างคาว” ไม่ได้เรียกว่า “ร่มค้างคาว” แต่ในที่นี้เป็นกลอน คงจะต้องการให้คำกระชับจึงตัดคำว่า “ปีก” ออกเสีย เรียก “ร่มค้างคาว” ก็เป็นเข้าใจกัน ร่มปีกค้างคาวเป็นร่มฝรั่ง ผิดกับร่มไทย คือร่มไทยทำด้วยกระดาษ ซี่เป็นไม้ไผ่ แต่ร่มปีกค้างคาวทำด้วยผ้า ซี่เป็นลวด ผ้าที่เป็นตัวร่มเป็นผ้าบาง เนื้อละเอียดเป็นมัน (ดูเหมือนจะเรียกว่า ผ้ากำมะหริด) สีน้ำตาลแก่จนดำ หรือน้ำตาลไหม้ เวลากางร่มออกจะมีลักษณะบางใสเหมือนปีกค้างคาวที่กางขึงออกไปเต็มที่ จึงได้เรียกกันว่า”ร่มปีกค้างคาว” ร่มนี้เห็นจะมีเข้ามาขายในสมัยรัชกาลที่ ๓ เช่นขายที่ห้างฮันเตอร์ซึ่งเป็นห้างฝรั่งห้างแรกที่มาตั้งขายสินค้าในพระนครเมื่อขึ้นรัชกาลที่ ๓ ใครใช้ของฝรั่งก็เป็นคนสมัยใหม่ มีหน้ามีตา จ้าวนายขุนนาง ผู้ดีมีเงินน่าจะนิยมใช้กัน จึงมีกลอนกล่าวถึง พระยามหาเทพ (ทองปาน) ใช้ร่มปีกค้างคาวนี้ ร่มปีกค้างคาวที่มีเข้ามาแต่เดิมคงจะมีสีเดียว คือสีดำหรือสีน้ำตาลไหม้เหมือนปีกค้างคาวจริงๆ จึงได้เกิดชื่อนั้นขึ้น เป็นชื่อเรียกให้ต่างไปจากร่มกระดาษของไทยที่เคยมี ปัจจุบันร่มผ้าหรือแพรที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ก็เป็นแบบร่มปีกค้างคาวนั้นเอง ไม่ต่างอะไรกัน ผิดกันเพียงเป็นสีต่างๆ หรือเป็นดอกลวดลายต่างๆ ไม่เป็นอย่างปีกค้างคาว เลยไม่เรียกร่มปีกค้างคาว และถ้าใครไปเรียกร่มปีกค้างคาวก็คงไม่มีใครรู้จัก ชื่อร่มปีกค้างคาวจึงสูญไป

ลงจากหอกลางหางหงส์ยาว
เมียชมว่างามราวกับนายโรง


หางหงส์” นั้น คือชายกระเบนที่ปล่อยให้ห้อยยาวลงมา แบบเดียวกับตัวพระเอกละคอนรำ แต่งตัวนุ่งจีบโจงแล้วทิ้งชาย  “นายโรง” คือเจ้าของคณะละคอนรำ สมัยก่อนนายโรงหรือเจ้าของละคอนรำที่เป็นชาวบ้าน เล่นเป็นตัวเอก หรือที่เรียกว่า “พระเอก” ในเรื่องด้วยคำ “นายโรง” จึงเพี้ยนมาหมายถึงว่าเป็น “พระเอก” ในที่สุด คำว่า “นายโรง” ก็กลายมามีความหมายตรงกับ “พระเอก” อย่างที่เราเข้าใจกันทุกวันนี้ เมื่อพูดถึง “นายโรง” ก็เป็นที่รู้กันว่าคือ “ตัวพระเอก” ในกลอนก็หมายความตามที่กล่าวมา คือแต่งตัวทิ้งชายกระเบนยาวเหมือนตัวพระเอกละคอนรำ

ข้าพเจ้าได้ส่องกล้องเป่าไฟ
ไม่ใกล้ไกลดอกกลัวฝากตัวเอย ฯ


สมัยก่อนในครัวตามบ้าน เห็นจะทุกบ้าน มีของชนิดหนึ่งเป็นกระบอกไม้ไผ่แห้ง ตัดข้อที่หัวท้ายออก เหลือเป็นท่อกลวงยาวราวเกือบศอก ใช้สำหรับเป่าไฟ คือเวลาติดเตา เชื้อฟืนหรือถ่านคุกรุ่นอยู่ ไม่มีเปลวไฟ เราก็ใช้กระบอกไม้ไผ่นั้นเป่า ๒-๓ ที ไฟก็ลุกขึ้น กระบอกไม้ไผ่นี้ใช้ส่องดูอะไรไกลๆ ได้เหมือนส่องกล้องตาเดียว ตามกลอนนั้นแปลว่า พระมหามนตรีเอากระบอกไม้ไผ่ สำหรับเป่าไฟส่องดูพระยามหาเทพ (ทองปาน) บ้านทั้งสองท่าน ปรากฏตามกลอนว่าอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกัน จึงเป็นระยะที่เหมาะพอดีกับที่จะใช้กล้องเป่าไฟ ส่องดูเห็นอะไร ได้ถนัดชัดเจน สังเกตดูพระมหามนตรีทรัพย์คงจะเป็นคนมีอารมณ์ขัน ชอบสนุก จึงแต่กลอนได้สนุก ทั้งบทละคนเรื่อง “ระเด่นลันได” และ “เพลงยาวว่าพระยามหาเทพ (ทองปาน)

หน้า:  [1] 2 3 ... 169
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.505 วินาที กับ 26 คำสั่ง

Google visited last this page 9 ชั่วโมงที่แล้ว