[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
18 พฤศจิกายน 2561 22:06:27 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก   เวบบอร์ด   ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: Did you know?  (อ่าน 272 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3262


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: 14 กันยายน 2561 14:05:11 »



ประตูเมืองนครเขื่อนขันธ์ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก เว็บไซต์ farm4.static.flickr.com

พระประแดง เมืองหน้าด่านสมัยขอมเรืองอำนาจ

อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เดิมคือ นครเขื่อนขันธ์ (Nakhon Khuean Khan) สร้างขึ้นเมื่อสมัยรัชกาลที่ ๑ และเปลี่ยนเป็นเมืองพระประแดง หรือจังหวัดพระประแดง ในสมัยรัชกาลที่ ๖

พระประแดง เป็นเมืองหน้าด่านสมัยขอม (พ.ศ.๑๔๐๐)  คำว่า ประแดง หรือ บาแดง แปลว่า คนนำสาร  ฉะนั้น หากมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น เมืองหน้าด่านจะต้องรีบแจ้งข่าวสารไปให้เมืองหลวง (ละโว้) ทราบให้เร็วที่สุด

มีความเชื่อว่า เมืองปากน้ำสมุทรปราการก็เป็นส่วนหนึ่งของพระประแดงด้วย.





พระศรีมหาโพธิ

พระศรีมหาโพธิ ที่มีอยู่ในเมืองไทยแต่โบราณล้วนได้พันธุ์มาจากลังกา ที่ได้พันธุ์จากพุทธคยาโดยตรงมาได้ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) ก็ได้เพียงเมล็ดซึ่งเจ้าเมืองอังกฤษในอินเดียจัดถวายเท่านั้น   เมื่อสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จพุทธคยา มิสเตอร์เดรียสัน เจ้าเมืองคยาได้ถวายต้นโพธิ์พันธุ์พระศรีมหาโพธิ์ ๓ ต้น พระองค์จึงนับว่าเป็นบุคคลแรกที่ได้นำต้นพระศรีมหาโพธิจากพุทธคยาโดยตรงมายังประเทศไทย


๕๐-๑๘

Share this topic on AskShare this topic on DiggShare this topic on FacebookShare this topic on GoogleShare this topic on LiveShare this topic on RedditShare this topic on TwitterShare this topic on YahooShare this topic on Google buzz

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19 กันยายน 2561 17:39:12 โดย Kimleng » บันทึกการเข้า

Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3262


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: 19 กันยายน 2561 18:00:53 »


วัฒนธรรมการแต่งกายของหญิงไทยสมัยโบราณ
ขอขอบคุณภาพจาก เว็บไซต์ f.ptcdn.info
*หมายเหตุ ภาพประกอบนี้ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาที่โพสท์แต่อย่างใด

บ้านขี้ทูด

ที่ตำบลหนองหญ้าปล้องในมณฑลอุดร มีบ้านขี้ทูดอยู่หมู่บ้านหนึ่ง บ้านขี้ทูดนี้มาตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครทราบ  แต่เป็นธรรมเนียมมาแต่โบราณ (ทั่วทั้งมณฑลอุดร และน่าจะตลอดไปถึงมณฑลอีสาน) ถือกันว่า ถ้าใครเป็นโรคกุฏฐัง ต้องย้ายมาอยู่ตำบลนี้เองโดยไม่ต้องมีใครขับไล่  สร้างบ้านเรือนทำมาหากินกันโดยปรกติ กำนันผู้ใหญ่บ้านที่ปกครอง ล้วนเป็นโรคกุฏฐังทั้งสิ้น  ที่มา "นิทานโบราณคดี" พระนิพนธ์ พระบรมวงศ์เธอ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ


ถูกสาป

ในระหว่างที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประทับอยู่ที่เมืองชัยปุระ ประเทศอินเดีย เมื่อจะเสด็จไปไหนก็มีราชรถเทียมม้าจัดถวาย และมีขบวนทหารม้า แซงหน้าหลังอย่างสมพระเกียรติ  วันหนึ่งขณะที่พระองค์เสด็จไปตามถนน มีดาบสตนหนึ่งถวายพระพรอยู่ริมทางหน้าแถวผู้คนที่มาดู แต่ครั้นพอกระบวนผ่านไป พระองค์ก็ทอดพระเนตรเห็นฤๅษีตนนั้นแสดงอาการโกรธแค้น กล่าวคำที่พระองค์พอจะทรงเข้าใจได้ว่าเป็นการสาปแช่ง ทรงได้รับคำกราบทูลจากขุนนางอังกฤษ ซึ่งอยู่ในรถด้วยว่า เป็นประเพณีของอินเดีย เมื่อเวลามหาราชเสด็จไปไหนมีขบวนแห่ ย่อมโปรยเงินเป็นทานแก่ราษฎรที่มาอยู่ข้างราชวิถี พวกนั้นเคยได้เงินก็อยากได้อีก พระองค์ก็ทรงเข้าพระทัยในอาการของดาบสนั้น และทรงอธิบายว่า ได้รับความรู้สองอย่างคือ  ประเพณีพระเจ้าแผ่นดินโปรยเงินเป็นทาน ในเวลาที่เสด็จโดยขบวนพยุหยาตราของไทยนั้น คงจะเป็นประเพณีที่ไทยเราได้มาจากอินเดีย  และเกี่ยวกับการสาป ซึ่งเป็นคติที่ไทยเราได้รับมาจากอินเดียเหมือนกัน พระองค์พึ่งจะทรงพบว่า เขาใช้วิธีตะโกนแช่งเอาซึ่งๆ หน้า มิได้ลอบภาวนาสาปในที่ลับ อย่างที่เรียกว่า "กฤตยาคม" หรือปั้นรูปสาปแล้วฝังไว้ ดังที่ทรงเคยพบเห็น แสดงว่ามีสองอย่างต่างครูกัน   ที่มา "นิทานโบราณคดี" พระนิพนธ์ พระบรมวงศ์เธอ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
บันทึกการเข้า

Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3262


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: 25 กันยายน 2561 18:11:32 »



ขอขอบคุณเจ้าของเว็บไซต์ภาพประกอบ : sara1000update.com

กบาล

กบาล มีหลายความหมาย พูดถึงคำว่า "กบาล" โดยมากเรามักนึกถึงส่วนกลางของศีรษะ และเป็นคำไม่สุภาพ เช่น เขกกบาล ตีกบาล เป็นต้น

ในอีกความหมายหนึ่ง "กบาล" คือ ภาชนะรูปร่างสี่เหลี่ยม สำหรับใส่ของไปวางเซ่นผีตามทางสามแพร่ง

ธรรมเนียมโบราณเขาทำ "กบาล" ด้วยกาบกล้วย วิธีคือลอกกาบกล้วยมาเป็นแผ่นๆ ตัดท่อนๆ วางเป็นพื้นและหักพับตั้งยกเป็นขอบ แล้วเอาไม้กลัดกลัดกาบกล้วยเป็นปาก ให้คงรูปร่างเป็นกระบะสี่เหลี่ยม ข้างในใส่อาหารหวานคาว หมาก พลู บุหรี่ เหล้าขาว บางคนอาจปั้นตุ๊กตาดินเหนียวแทนตัวหรือผู้ต้องการให้เสียกบาล เวลาเอาไปกระบะตั้งเซ่นผีก็ต้องเอาไปวางที่ตรง “ทางสามแพร่ง” แล้วจุดธูปบอกกล่าว  เพราะคนไทยเชื่อกันว่า “ทางสามแพร่ง” คือ "ทางผีผ่าน” เหมือนประตูสู่ภพภูมิที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ของเซ่นไหว้จึงต้องมาวางรอผีไว้ตรงนี้

นอกจากนี้แล้ว กบาล ยังหมายถึงเครื่องใช้หรืออุปกรณ์ในงานหล่อโลหะ มีลักษณะเป็นแผ่นกลมเหมือนงบน้ำอ้อย ทำด้วยดินเหนียวผสมขี้เถ้าแกลบ ใช้ปิดปากจอกและรูผุดของพิมพ์ขณะสุมพิมพ์หล่อพระพุทธรูป เพื่อกันมิให้ความร้อนระเหยออกไปจากพิมพ์  

กบาลนี้ยังใช้เป็นเครื่องตรวจดูความพร้อมของพิมพ์ที่สุมไฟให้สุก ว่าจะได้ที่หรือยัง ถ้าเปิดหงายแผ่นกบาลดู และเห็นว่าแผ่นกบาลยังมีสีดำและมีเปลวไฟลุกขึ้นมาจากปากจอก ซึ่งเรียกว่า "รุกดวง" แสดงว่าขี้ผึ้งกำลังละลาย ถ้าตรงกลางแผ่นกบาลเริ่มมีสีแดงและมีเขม่าดำๆ โดยรอบ เรียกว่า"ออกดวง" แสดงว่ายังไม่ได้ที่

ภายหลังเผาพิมพ์จนขี้ผึ้งไหลออกทางกระบวนซึ่งเป็นรางสำหรับรับขี้ผึ้งเหลวหมดแล้ว พิมพ์จะร้อนระอุพอดี และแผ่นกบาลซึ่งเปิดขึ้นดูจะเป็นสีขาว เรียกว่า"ดวงดับ" แสดงว่าขี้ผึ้งหมดแล้ว พร้อมที่จะเททองได้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25 กันยายน 2561 18:22:40 โดย Kimleng » บันทึกการเข้า

Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3262


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 18 ตุลาคม 2561 18:52:23 »



การย่ำยาม

การย่ำยาม หมายถึง การให้สัญญาณ โดยใช้เครื่องดนตรีบรรเลง มีการปฏิบัติสืบเนื่องมาแต่สมัยอยุธยาจนถึงปัจจุบัน
ย่ำ คือ การตีกลองหรือฆ้องถี่ๆ หลายครั้งเพื่อบอกเวลาหรือกำหนดเปลี่ยนเวรยาม เรียกว่า ย่ำกลอง ย่ำฆ้อง หรือย่ำยาม
ยาม คือ ชื่อส่วนแห่งวัน

การย่ำยามที่ใช้ในพระบรมมหาราชวังของไทยในสมัยโบราณ มีระยะห่างกันตามเวลาดังนี้ คือ ๖.๐๐ น. (ย่ำรุ่ง)  ๑๒.๐๐ น. (ย่ำเที่ยง)  ๑๘.๐๐ น. (ย่ำค่ำ)  ๒๑.๐๐ น. (ยามหนึ่ง)  ๒๔.๐๐ น. (ยามสอง)  ๓.๐๐ น. (ยามสาม)

ในบาลี แบ่งคืนออกเป็น ๓ ยาม มีระเวลาห่างกันยามละ ๔ ชั่วโมง  เรียกว่า
ปฐมยาม  คือ ยามแรก กำหนดเวลา ๔ ชั่วโมงตั้งแต่ย่ำค่ำ หรือ ๑๘ นาฬิกา ถึง ๔ ทุ่ม หรือ ๒๒ นาฬิกา 
มัชฌิมยาม คือ ยามกลาง กำหนดเวลาตั้งแต่ ๔ ทุ่ม หรือ ๒๒ นาฬิกา ถึงตี ๒ หรือ ๒ นาฬิกา
ปัจฉิมยาม คือ ยามหลัง หรือยามสุดท้าย  กำหนดเวลาตั้งแต่ตี ๒ หรือ ๒ นาฬิกา ถึงย่ำรุ่ง หรือ ๖ นาฬิกา.
บันทึกการเข้า

Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3262


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 23 ตุลาคม 2561 17:55:03 »




เรื่องห้ามไม่ให้เจ้านายไปสุพรรณ

มีคติโบราณเชื่อถือกันว่า ห้ามมิให้เจ้านายเสด็จไปสุพรรณบุรี ถ้าขืนไปจะเกิดเหตุอาเพศต่างๆ เช่น ทำให้เสียพระจริต เป็นต้น  ไม่ทราบแน่นอนว่าห้ามมาตั้งแต่เมื่อไร และมีสิ่งใดเป็นตัวการให้เกิดอาเพศเหล่านั้น เพียงแต่พูดกันไปต่างๆ นานา และเจ้านายก็ไม่เสด็จไปสุพรรณบุรีมาช้านาน

จนถึง ปี พ.ศ.๒๔๓๕ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จตรวจหัวเมืองฝ่ายเหนือ ครั้งเที่ยวกลับก็รับสั่งให้เตรียมการไปสุพรรณ เพื่อพิสูจน์และเลิกถอนความเชื่อนั้น โดยมิทรงฟังคำทูลทัดทานของผู้ใด

เมื่อเสด็จถึงเมืองสุพรรณ พระยาสุนทรสงครามเจ้าเมือง หลบหน้าหนีเข้ากรุงเทพฯ เพราะมีความผิดที่กดขี่เอาเงินจากราษฎร  พระองค์จึงทรงรับสั่งให้ปลดพระยาสุนทรสงคราม ออกจากตำแหน่งเจ้าเมืองทันที เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง  ในระหว่างที่ประทับอยู่เมืองสุพรรณ พระองค์ได้เสด็จชมโบราณสถานต่างๆ และเสด็จไปทำพลีกรรมเทพารักษ์ หลักเมือง ทรงพิจารณาเห็นว่า ศาลเทพารักษ์ทรุดโทรมมาก จึงทรงเป็นหัวหน้าชักชวนให้ช่วยกันสมทบทุนสร้างศาลขึ้นใหม่ ก็มีประชาชนโดยเฉพาะคนจีนร่วมบริจาคเงินทองเป็นอันมาก เมื่อพระองค์ทรงจัดการสิ่งต่างๆ เรียบร้อยแล้วก็เสด็จกลับโดยปลอดภัย

ตั้งแต่นั้นมา เจ้านายก็เริ่มเสด็จไปเที่ยวเมืองสุพรรณ  จนถึงปี พ.ศ.๒๔๔๗  สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทูลเชิญเสด็จพระเจ้าอยู่หัวให้เสด็จประพาสเมืองสุพรรณบุรี และหลังจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสเมืองสุพรรณบุรีแล้ว ความเชื่อถือก็หมดไป
 

ที่มา (โดยสรุป) : นิทานโบราณคดี พระนิพนธ์พระบรมวงศ์เธอสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23 ตุลาคม 2561 17:56:43 โดย Kimleng » บันทึกการเข้า

Kimleng
กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล มาจากกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราเท่านี้...คติธรรม หลวงปู
สุขใจ๊ สุขใจ
นักโพสท์ระดับ 13
*

คะแนนความดี: +5/-0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Thailand Thailand

กระทู้: 3262


ระบบปฏิบัติการ:
Windows 7/Server 2008 R2 Windows 7/Server 2008 R2
เวบเบราเซอร์:
Mozilla รองรับ Mozilla รองรับ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 09 พฤศจิกายน 2561 12:44:28 »


ภาพ : แม่น้ำโขง

เรื่องแม่น้ำโขง

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าเรื่องแม่น้ำโขงที่ทรงรู้เห็นเมื่อครั้งเสด็จตรวจราชการมณฑลอุดรและอีสาน ในปี พ.ศ.๒๔๔๙ สรุปเรื่องได้ดังนี้

ลักษณะแม่น้ำโขง
เป็นแม่น้ำที่แปลกกว่าแม่น้ำอื่นในเมืองไทยหลายสถานกล่าวคือ ใหญ่กว่าแม่น้ำใดๆ ในเมืองไทย  ในฤดูที่เสด็จพอพลบค่ำหมอกก็ลง เรือจะเดินได้ต่อเมื่อแดดแจ้งหมอกจางแล้ว มีเกาะที่เป็นดอนอยู่ใต้น้ำหลายแห่ง ในฤดูน้ำหลากเกาะนี้จะอยู่ใต้น้ำ พอหน้าแล้ง จึงจะโผล่พ้นน้ำขึ้นมา ท้องน้ำเป็นดินอุดมใช้เพาะปลูกได้ดี ตามริมฝั่งแม่น้ำโขงนอกจากบริเวณที่เป็นเมืองแล้ว มักจะเป็นป่าที่รกร้างว่างเปล่า ไม่มีผู้คนอยู่อาศัย เพราะเป็นที่ดอนเฉพาะริมตลิ่งเท่านั้น  ถัดตลิ่งเข้าไปเป็นลำลาบ เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำก็ท่วมลึก เพาะปลูกไม่ได้ ราษฎรจึงมักไม่ค่อยตั้งบ้านเรือนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง นอกจากริมฝั่งตรงที่มีเกาะกลางน้ำเพาะปลูกพืชล้มลุกเป็นสินค้าได้เท่านั้น

เรือที่ใช้ในแม่น้ำโขง ราษฎรใช้กันแต่เรือพายอย่างขุดมาดไม้ต้นเดียว เพราะมีเกาะแก่งมากจะใช้เรือกระดานต่อ หรือเรืออื่นๆ ไม่สะดวก การขนส่งสินค้าก็ใช้เรือสองลำผูกติดกัน หรือใช้แพ ในเวลานั้นมีเรือกลไฟของบริษัทฝรั่งเศสมาเดินประจำทาง ระหว่างสุวรรณเขตกับเวียงจันทน์ กิจการก็ไม่เจริญ รัฐบาลฝรั่งเศสต้องช่วยเหลือจึงดำรงอยู่ได้ การขึ้นล่องในแม่น้ำโขงเต็มไปด้วยอันตราย คือมีเกาะแก่งน้ำตื้นมากมาย สัตว์ร้าย เช่น จระเข้ เงือก ชุกชุม  นอกจากนั้นก็มีหินนอนวันใต้น้ำ ซึ่งคนล่องเรือไม่เห็นด้วยน้ำขุ่น และมีหาดทรายลอย คือทรายที่พัดมากับสายน้ำ มาตกพอกพูนขึ้นเป็นหาดพื้นชั่วคราว ซึ่งคนเดินเรือไม่รู้ได้ว่าอยู่ที่ใด สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดอันตรายขึ้นเนืองๆ

แก่งในแม่น้ำโขงก็ผิดกับแก่งในแม่น้ำเมืองไทย ด้วยแม่น้ำเมืองไทยจะมีแก่งเฉพาะบริเวณภูเขา แต่แม่น้ำโขงแม้บริเวณที่ไม่มีภูเขาเลยก็มีแก่งมากมาย และบางแก่งก็ร้ายแรง ต้องมีผู้เชี่ยวชาญนำเรือผ่านแก่งจึงจะไปได้ ทรงเล่าว่าแก่งในเมืองไทยที่พอจะเปรียบกับแก่งในแม่น้ำโขงก็มีแก่งเชียงใหม่เท่านั้น และทรงเล่าถึงการล่องแก่งที่เชียงใหม่ฝากไว้ในเรื่องนี้อย่างพิสดารด้วย

การล่องแก่งในแม่น้ำโขงนั้น นอกจากจะมีอันตรายจากการกระทบกับแก่งหินแล้ว ยังมีน้ำวนร้ายที่ชาวบ้านเรียกว่า “เอิบ” ซึ่งชาวเมืองกลัวกันมากกว่าแก่งหินเสียอีก และนอกจากแก่งแล้วในแม่น้ำโขงยังมี “เรียว” คือชายหาดทรายสองฟากยื่นมาใกล้กัน ทำให้ร่องน้ำแคบและคดเคี้ยว ถ้าเรือล่องหลีกไม่พ้นก็เกยล่ม

เนื่องจากความยากลำบากและมีอันตรายในการขึ้นล่อง  ดังนั้น การค้าขายตามลำแม่น้ำโขงจึงมีน้อย มักขนสินค้ากันทางบกเป็นส่วนมาก


ที่มา : นิทานโบราณคดี  พระนิพนธ์ พระบรมวงศ์เธอสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
-----------------------------------------------
ลำลาบ ที่ลุ่มไหล่เนินดอนซึ่งเป็นคันยาว มักมีน้ำขังตลอดปีหรือบางฤดู

เงือก ตามที่ทรงอธิบาย คงจะตรงกับที่เรียกกันทั่วไปว่า ปลาไฟฟ้า ซึ่งปลาชนิดนี้ ในท้องน้ำเมืองไทยก็มี ปลาไฟฟ้ามักอยู่ตามหนองบึง น้ำเงียบๆ (แต่ทรงกล่าวว่าเงือกชนิดที่มีในแม่น้ำโขงไม่มีในเมืองไทย)



เรื่อง เส้นแบ่งเขตแดนไทย-ลาว

เส้นแบ่งเขตแดนไทย–ลาว ตามลำแม่น้ำโขง  เป็นผลสืบเนื่องจากหนังสือสัญญาที่ไทยทำไว้กับฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖ (ค.ศ.๑๘๙๓) ซึ่งกำหนดให้สยาม (ไทย) สละข้ออ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนฝั่งซ้าย รวมทั้งเกาะทุกเกาะในแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส  ต่อมาได้มีการทำอนุสัญญาฉบับลงวันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๙ (ค.ศ.๑๙๒๖)  ซึ่งว่าด้วยแม่น้ำโขงโดยเฉพาะอนุสัญญาฉบับนี้กำหนดเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างไทย – ลาว ในแม่น้ำโขง  โดยระบุว่า ในตอนที่แม่น้ำโขงไม่แยกออกเป็นหลายสายเพราะมีเกาะตั้งอยู่  ให้ถือร่องน้ำลึกเป็นเส้นแบ่งเขตแดน  ส่วนในตอนที่แยกออกเป็นหลายสาย ให้ใช้ร่องน้ำลึกของสายแยกที่ใกล้ฝั่งไทยที่สุดเป็นเส้นแบ่งเขตแดน  แม้ภายหลังร่องน้ำลึกดังกล่าวจะตื้นเขินจนเชื่อมเกาะติดกับฝั่ง ก็ยังคงให้ถือร่องน้ำเดิมที่ตื้นเขินนั้นเป็นเส้นแบ่งเขตแดนตลอดไป  หากจะย้ายเส้นแบ่งเขตแดนก็ให้เป็นหน้าที่ของคณะข้าหลวงใหญ่ประจำแม่น้ำโขงเป็นผู้พิจารณา  โดยย้ายไปได้เพียงร่องน้ำที่อยู่ใกล้ที่สุด ถัดจากร่องน้ำเดิมที่ตื้นเขินเท่านั้น  นอกจากนี้ ยังได้ระบุชื่อเกาะ ๘ เกาะให้เป็นดินแดนของไทยด้วย เช่น ดอนเขียว  ดอนเขียวน้อย  ดอนน้อย  ดอนบ้านแพง

ที่มา :“เส้นแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศ” :  หนังสือสารานุกรมไทยฯ โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่ม ๓๒  หน้า ๑๖๒-๑๖๔

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09 พฤศจิกายน 2561 15:38:14 โดย Kimleng » บันทึกการเข้า

คำค้น:
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
คุณ ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขข้อความได้
BBCode เปิดใช้งาน
Smilies เปิดใช้งาน
[img] เปิดใช้งาน
HTML เปิดใช้งาน

Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.242 วินาที กับ 31 คำสั่ง

Google visited last this page 14 ชั่วโมงที่แล้ว