[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
01 มีนาคม 2567 10:44:45 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก เวบบอร์ด ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

  แสดงกระทู้
หน้า:  [1] 2 3 ... 115
1  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / เครื่องราง ของขลัง พุทธคุณ / ความเชื่อเรื่อง “เวทมนตร์คาถา” สมัยอยุธยา? นิยมทั้งราษฎรไปจนถึงราชสำนัก เมื่อ: 27 กุมภาพันธ์ 2567 15:45:28

ภาพวาดอยุธยา โดย Johann Christoph Haffner ราว ค.ศ.1700

ความเชื่อเรื่อง “เวทมนตร์คาถา” มูเตลูสมัยอยุธยา? นิยมทั้งราษฎรไปจนถึงราชสำนัก

ผู้เขียน - กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม
เผยแพร่ - นิตยสารศิลปวัฒนธรรม   วันจันทร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2566


นอกจากความเชื่อเรื่องผีสางเทวดา ฤกษ์ยาม เครื่องรางของขลัง และโชคลางแล้ว “เวทมนตร์คาถา” ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งในแขนงแห่ง “ไสยศาสตร์” ที่ปรากฏหลักฐานในสมัย “อยุธยา” เช่น สมัย สมเด็จพระมหาธรรมราชา สมเด็จพระนารายณ์ พระเจ้าเสือ โดยเวทมนตร์คาถาเป็นถ้อยคำอันศักดิ์สิทธิ์ที่ผูกขึ้นสำหรับบริกรรมเสกเป่าตามวิธีที่กำหนด อาจใช้เพื่อป้องกันตัว ใช้ทำร้ายผู้อื่น ใช้แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ใช้รักษาโรคภัย ใช้ป้องกันภูติผี หรือใช้ทำเสน่ห์ ฯลฯ


เวทมนตร์คาถา และมนต์ดำ สมัยอยุธยา

ในราชสำนักอยุธยา เวทมนตร์คาถาเป็นสิ่งสำคัญในพิธีกรรม โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับฟ้าฝน ดังในสมัย สมเด็จพระมหาธรรมราชา เกิดภาวะฝนแล้ง ชาวบ้านทำนาไม่ได้ผล เชื่อกันว่าเทวดาเบื้องบนเป็นต้นเหตุให้เกิดฝนแล้ง สมเด็จพระมหาธรรมราชาจึงทรงแก้ไขด้วยการรับสั่งให้พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ 2 องค์ ประกอบพิธีกรรมแก้ไข ปรากฏในคำให้การชาวกรุงเก่า ความว่า

“บัดนี้เกิดภัยคือฝนแล้ง ราษฎรพากันอดอยาก ท่านอาจารย์ทั้ง 2 จะคิดประการใด จึงจะให้ฝนตกได้ พระอาจารย์ทั้ง 2 ก็อาสาว่า ถึงวันนั้นคืนนั้นจะทำให้ฝนตกให้ได้ แล้วพระอาจารย์ทั้ง 2 ก็ไม่กลับไปยังพระอาราม อาศัยอยู่ในพระราชวังตั้งบริกรรมทางอาโปกสิณ และเจริญพระพุทธมนต์ขอฝนด้วยอำนาจสมาธิและพระพุทธมนต์ของพระผู้เป็นเจ้าทั้ง 2 นั้น พอถึงกำหนดวันสัญญา ก็เกิดมหาเมฆตั้งขึ้นทั้ง 8 ทิศ ฝนตกลงมาเป็นอันมาก”

ไสยศาสตร์ อย่าง เวทมนตร์คาถา ในสมัย “อยุธยา” ยังถูกนำมาใช้แก้หรือรักษาโรคร้ายต่าง ๆ เช่น เมื่อถูกผีเข้า หรือถูกคุณไสย ก็จำเป็นต้องแก้ไขด้วยเวทมนตร์ ด้วยการใช้หวายหวด โดยหวายนั้นต้องเสกเวทมนตร์คาถากำกับจึงจะได้ผล ดังที่ ลา ลูแบร์ บันทึกไว้ ความว่า

“ชาวสยามเป็นโรคคลั่งเพ้อบางอย่างเรียกผีเข้า อาการโรคที่เป็นนั้น บางทีก็พิลึกมาก เชื่อกันว่าเป็นด้วยถูกเวทมนตร์คุณไสย…เป็นอำนาจปีศาจแผลงฤทธิ์คือผีเข้า จำต้องแก้ทางขับผี จึงรักษาคนไข้ด้วยใช้หวดด้วยหวายอาคมลงคุณพระ หรือไปหาคนดีมีวิชา…”

เมื่อเวทมนตร์คาถาถูกนำมาใช้ในด้านดี เพื่อช่วยเหลือ แก้ไข หรืออำนวยสิ่งต่าง ๆ ให้เจริญขึ้นได้ฉันใด เวทมนตร์คาถาย่อมต้องถูกนำมาใช้ในด้านร้ายฉันนั้น หรือที่มักจะเรียกกันว่า “มนตร์ดำ” หรือ “คาถาดำ” นั่นเอง ซึ่งปรากฏให้เห็นว่ามีการนำเวทมนตร์คาถามาใช้ในด้านร้าย พบเห็นตั้งแต่ชาวบ้านทั่วไปไปจนถึงในราชสำนัก

ดังในสมัย สมเด็จพระยอดฟ้า ปรากฏมีการใช้เวทมนตร์คาถาโดย “หมอผี” ในแผนการลอบปลงพระชนม์กษัตริย์ของแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ ปรากฏในพงศาวดาร ฉบับ วัน วลิต ความว่า “…พระสนมได้สมรู้ร่วมคิดกับหมอผี ใช้เวทมนตร์สะกดพระเจ้าแผ่นดินและลอบปลงพระชนม์ ทุกวันพระสนมจะนำหมอผีไปยังห้องพระบรรทมและขออยู่ลำพังกับพระเจ้าแผ่นดิน…และเมื่อหมอผีได้ใช้เวทมนตร์คาถาสะกดพระเจ้าแผ่นดินได้แล้ว พระสนมก็นำยาพิษมาถวาย…”

หมอผีในที่นี้ก็คือ ขุนวรวงศาธิราช โดย เยเรเมียส วัน วลิต อธิบายว่า “หมอผีก็อาศัยอยู่ในวังนั่นเอง และด้วยความช่วยเหลือของพระสนม ก็สถาปนาตนเองขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ทรงพระนามว่า พระขุนชินราช ซึ่งขัดกับความประสงค์ของขุนนางและประชาชนทั้งปวง…”

ด้านนอกวังนั้นเล่า มนตร์ดำก็ถูกนำมาใช้เช่นกัน ดังจะเห็นได้จากพระไอยการลักษณะเบ็ดเสร็จ ก็มีการใช้เวทมนตร์คาถาอย่างแพร่หลาย จึงต้องมีกฎหมายควบคุม และกำหนดบทลงโทษผู้นำมนตร์ดำมาใช้ทำลายชีวิตหรือทรัพย์สินของคนในสมัยนั้นด้วยวิธีที่รุนแรง ดังเช่น

มาตรา 163 “ผู้ใดใส่ง้วนยาให้ท่านกิน ท่านเหงาเงื่องจะตายแล แก้รอดก็ดี อนึ่งผู้รู้กระทำให้ท่านปวดหัวมัวตาลำบากด้วยประการใด ๆ ก็ดี ท่านจับได้ ให้เอาตัวมันผู้นั้นมาง้วนยามาให้ท่านกินแลผู้กระทำท่านั้น ขึ้นขาหย่างประจารแล้วปลงลงทวนด้วยลวดหนัง 60 ที แล้วให้ไหมปลูกตัวเปนสินไหม พิไนย กึ่งแล้วส่งตัวจำไว้ ณ คุก โดยยถากำม ถ้าทำท่านตายให้ฆ่ามันเสีย”

มาตรา 165 “ผู้ใดให้ยาแก่ลูกท่านกินเปนบ้า ให้มันรักษาลูกท่าน ถ้ามันรักษาหายให้ทวนมันนั้น 30 ที ถ้ามันรักษามิหาย ให้ไหมปลูกตัวแล้วทวน 60 ที เอาขึ้นขาหย่างประจารแล้วจำไว ณ คุก”

มาตรา 168 “หญิงก็ดีชายก็ดีเปนชู้เมียกัน หญิงจะใคร่ให้ชายนั้นรัก ให้แม่มดพ่อหมอกระทำมนตร์ดนมกรูด ส้มป่อย สรรพการ เสน่ห์ ดั่งนั้น ท่านว่า หญิงทำแต่จะให้ชายรัก ชายทำแต่จะให้หญิงรัก หวังจะให้เปนประโยชน์ จำเริญแก่ตัวสืบไป แม้น ชาย หญิง ก็ดี เคราะห์ร้ายหากไข้เจ็บตาย จะใส่โทษแม่มดพ่อหมอนั้น มิได้เลย เปนกำมแก่ผู้ตายนั้น เทวดายังรู้จุติมนุษหฤๅจะอยู่ได้”

มาตรา 169 “ผู้ใดจะให้ผู้อื่นพิศวงงงงวยในตนแลปรกอบ กฤตยาคุณเปนยาแฝดด้วยสิ่งใด ๆ ให้ท่านกินก็ดี แลปั้นรูปฝังด้วยวิทยาคุณประการใด ๆ ก็ดี พิจารณาเปนสัจ ให้ทวน 60 ที เอาขึ้นขาหย่างประจารแล้วทะเวนบก 3 เรือ 3 วัน แล้วฆ่ามันเสีย ถ้าทำให้ชู้ผัวมันกิน รู้ด้วยประการใด ๆ พิจารณาเปนสัต ให้ลงโทษดุจเดียวแล้วส่งตัวให้ชายผัวตามแต่ใจมัน”

นอกจากนี้ ในกฎมณเฑียรบาล ก็มีการกล่าวถึงเวทมนตร์คาถา ในมาตรา 69 ความว่า “อนึ่งผู้ใดทำลูกกุญแจเรียนมนตร์คุณวุธิวิทยาคมเสดาะประตูวัง แลเปิดโขลนทวารเข้าไปในพระราชมณเฑียรสถาน ลักภาสาวใช้กำนัลแลลักพระราชทรัพย ให้ลงโทษโดยมหันตโทษแล้วให้ฆ่าเสีย ถ้าทรงพระกรรุณาบให้ฆ่าเสียไซ้ ให้ลงโทษ 5 สถาน โดยพระราชอาชาท่านกล่าวไว้”

เห็นได้ว่า มนตร์ดำเหล่านี้ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการทำเสน่ห์ และการทำให้ผู้ที่เป็นศัตรูของตนล้มป่วยเจ็บไข้ หรือถึงขั้นมีอันเป็นไปเสียชีวิต


เวทมนตร์คาถาแสดงบุญญาบารมี

ในเรื่องการนำเวทมนตร์คาถามาใช้เพื่อแสดงอิทธิฤทธิ์อภินิหารนั้น กระทำไปเพื่อเป็นการข่มขวัญข้าศึกศัตรู หรือเพื่อแสดงบุญบารมีของกษัตริย์ เช่น

ในคำให้การชาวกรุงเก่า กล่าวถึงเหตุการณ์ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ อยุธยาตีเมืองเชียงใหม่ พระยาสีหราชเดโช แม่ทัพฝ่ายอยุธยา ใช้เวทมนตร์คาถาล่องหนหายตัวได้ ความว่า “พระยาสีหราชเดโชเห็นลาว [แต่ก่อนเรียกคนในภาคเหนือว่าลาว] นิ่งอยู่ไม่ออกมาสู้รบดังนั้น จึงถือดาบขึ้นหลังม้ากลั้นใจหายตัวควบไปควบมาให้ลาวแลเห็นแต่ดาบ กับได้ยินแต่เสียงมิได้เห็นตัว พวกลาวเห็นดังนั้นก็สะดุ้งตกใจกลัวพากันแตกหนีไปเป็นขบวน”

ขณะที่ สมเด็จพระนารายณ์ เองก็ทรงศึกษาศาสตร์เหล่านี้เช่นกัน ในสำนักของพระอาจารย์พรหม ดังในคำให้การชาวกรุงเก่า ความว่า “เป็นผู้ชำนาญในทางเวทมนตร์ มีอานุภาพเหาะเหินเดินอากาศได้ เพราะฉะนั้นพระนารายณ์จึงมีบุญญาภินิหารและอิทธิฤทธิ์มาก วันหนึ่งเสด็จทรงเรือพระที่นั่งเอกชัยในเวลาน้ำขึ้น รับสั่งว่าให้น้ำลดแล้วทรงเอาพระแสงฟันลง น้ำก็ลดลงตามพระราชประสงค์ ครั้นน้ำลดลงแล้ว จึงรับสั่งให้น้ำขึ้นแล้วทรงพระแสงฟันลงอีก น้ำก็ขึ้นตามพระราชประสงค์ พระนารายณ์มีพระราชประสงค์อย่างไรก็เป็นไปตามทั้งสิ้น”




ภาพลายเส้นฝีมือชาวยุโรป ริ้วกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค พิธีกรรมทางน้ำที่พระเจ้าแผ่นดินครั้งกรุงศรีอยุธยาต้องเสด็จฯ มาประกอบพิธีเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของราชอาณาจักร พิมพ์ในปี พ.ศ. ๒๒๖๒ (ภาพจาก “กรุงศรีอยุธยาในแผนที่ฝรั่ง” โดย ธวัชชัย ตั้งศิริวานิช, ๒๕๔๙)

กษัตริย์อีกพระองค์หนึ่งที่ขึ้นชื่อเรื่องมีอิทธิฤทธิ์ด้วยเวทมนตร์คาถา คือ สมเด็จพระเจ้าเสือ ดังในคำให้การชาวกรุงเก่า ความว่า “มีบุญญาภินิหารและอิทธิฤทธิ์ ชำนาญในทางเวทมนตร์กายสิทธิ์มาก เวลากลางคืนก็ทรงกำบังกายเสด็จประพาส ฟังกิจสุขทุกข์ของราษฎร และทรงตรวจตราโจรผู้ร้ายมิได้ขาด ทรงชุบเลี้ยงคนที่มีเวทมนตร์ ให้เป็นมหาดเล็กใกล้ชิดพระองค์ รับสั่งใช้ให้กำบังกายออกตรวจโจรผู้ร้ายในราตรี ถ้าทรงทราบว่าใครมีเวทมนตร์ดีแล้ว ให้มหาดเล็กลอบไปทำร้ายในเวลาหลับ ผู้ใดไม่เป็นอันตรายก็พามาเลี้ยงไว้เป็นข้าราชการ ผู้ใดที่โอ้อวดทดลองไม่ได้จริงก็ให้ลงพระราชอาญา”

นอกจากนี้ ในคำให้การขุนหลวงหาวัด (ฉบับหลวง) กล่าวถึงเวทมนตร์คาถาของสมเด็จพระเจ้าเสือ ขณะยังเป็นเจ้าพระยาศรีสุรศักดิ์ ไปลักพาตัวบุตรสาวของเจ้าพระยาราชวังสรรค์ ความว่า “ครั้นเวลาสักสองยามเศษ จึงเจ้าพระยาศรีสุรศักดิ์นั้นกับบ่าวที่รักใคร่สนิทกัน จึงเข้าไปดูแยบคาย ครั้นได้ทีแล้วจึงเสกกรวดแล้วก็ปรายเข้าไปอันผู้คนทั้งนั้นก็หลับไปทั้งสิ้น เจ้าพระยาสุรศักดิ์จึงเข้าไปดับไฟแล้วก็เข้าไปอุ้มเอาลูกสาวมา”

เหล่านี้เป็นเรื่องราวของ “เวทมนตร์คาถา” หรือที่ยุคนี้นิยมใช้คำว่า “มูเตลู” เพียงบางส่วนที่ปรากฏในพงศาวดารหรือบันทึกสมัยอยุธยา นอกจากนี้ยังมีเรื่องผีสางเทวดา ฤกษ์ยาม เครื่องรางของขลัง และโชคลาง ฯลฯ ซึ่งแต่ละเรื่องล้วนมีความเกี่ยวข้องกันทั้งสิ้น เพราะต่างก็เป็น “ศาสตร์” แห่ง “ไสย” เช่นเดียวกัน
2  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / เครื่องราง ของขลัง พุทธคุณ / คุณไสย ความรู้และเครื่องมือกำจัดศัตรคู่อาฆาตสมัยโบราณ เมื่อ: 26 กุมภาพันธ์ 2567 10:20:14


"เถรขวาดทำเสน่ห์"
 จิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องขุนช้างขุนแผน ที่ระเบียงคดรอบวิหารหลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี เขียนโดย เมืองสิงห์ จันทร์ฉาย


คุณไสย ความรู้และเครื่องมือกำจัดศัตรคู่อาฆาตสมัยโบราณ

ผู้เขียน - เสมียนนารี
เผยแพร่ - ศิลปวัฒนธรรม วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ.2566


“คุณไสย” ความรู้และเครื่องมือกำจัดศัตรคู่อาฆาตสมัยโบราณ เช่น หนังควาย กรรไกร ฯลฯ

ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา สังคมเริ่มมี “พระเครื่อง” เกิดขึ้น พระเครื่องนี้เข้ามาแทนที่บรรดาเครื่องรางของขลังที่ผู้คนในสังคมใช้ก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็น ผ้าประเจียด, ตะกรุด, ผ้ายันต์ และวัตถุไสยศาสตร์อื่นๆ เพราะพระเครื่องนำเอาพุทธคุณมาผสมผสานกับความเชื่อที่เป็น “ไสยขาว” ทำให้กลายเป็นวัตถุสำเร็จรูปที่รวมของบรรดาของขลังที่พกพาสะดวก, ง่ายต่อการเอาใจใส่ และร่วมสมัยมากขึ้น

อีกด้านที่เป็น “ไสยดำ” มีไว้กำจัดศัตรูคู่แค้น

ดังที่เรามักได้ยินคำว่า “โดนของ” ด้วยการเสกสิ่งต่างๆ เข้าร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ตะปู, เข็ม, หนัง (ควาย) เข้าท้อง ฯลฯ ในภาพยนตร์, ข่าว, ในชีวิตจริงสำหรับบางคน เพราะในสังคมเก่า “คุณไสย” เป็นทั้งความรู้ เป็นเครื่องมือการป้องกันตนเอง และจัดการฝ่ายตรงข้ามในเวลาเดียวกัน ของผู้คนในหลากหลายเชื้อชาติ

ซึ่งหนึ่งผู้ที่ขึ้นชื่อว่ามีความสามารถในด้านนี้คือ เขมร หรือ ส่วย

คนเขมรเรียกคุณไสยว่า “อำเปอ” หรือ วัตถุที่อยู่ในอำนาจเวทมนตร์ สามารถสั่งให้ไปทำอะไรได้ตามที่ใจต้องการ เช่น หนังควาย, ตะปู, ขี้ผึ้ง, ว่าน, กระดูก, เส้นผม ฯลฯ

แต่สิ่งที่นำเข้าร่างกายที่ร้ายกาจ และมีผลรุนแรงที่สุดได้แก่ “อำเปอ กรรไตร-เสกกรรไกรเข้าท้อง” ผู้ถูกกระทำจะเสียชีวิตภายในเวลาไม่เกิน 3 วัน เพราะกรรไกรจะเข้าไปตัดลำไส้ภายในร่างกาย

แต่ที่รู้กันกว้างขวางคงเป็น “อำเปอ สะแบก-เสกหนัง (ควาย) เข้าท้อง” การเสกหนังเข้าท้อง จะเอาหนังควายทั้งตัวมาวางตรงหน้า แล้วใช้ต้นหวายขนาดเท่านิ้วมือร่ายมนต์เคาะหนังนั้น ที่จะค่อยๆ หดตัวเล็กลงๆ จนเท่านิ้วก้อย แล้วจึงสั่งให้ลอยไปเข้าท้องผู้เป็นเป้าหมาย แล้วเสกขยายให้ใหญ่ขึ้นๆ เท่าเดิม ทำให้คับท้องและอึดอัดตายในที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีคุณไสยประเภทอื่นๆ เช่น คุณไสยที่ทำจากขี้ผึ้ง เส้นผม ว่าน ฯลฯ ที่ทำให้คนที่ถูกคุณไสยมีอาการฟั่นเฟือน บ้าคลั่ง, การฝังรูปฝังรอย ก็อาจทำให้เจ็บป่วยเรื้อรัง ฯลฯ

เมื่อมีการใช้ก็ต้องมีการแก้ไขป้องกัน

การถอนคุณไสย มีตั้งแต่การรดหรืออาบน้ำมนต์ คุณไสยที่โดนก็จะออกจากร่างกายออกมา, การกินยาสมุนไพร เช่น ยาแก้คุณไสยที่ทำให้เป็นบ้า จะใช้รากชะอม ส้มป่อย รากกระถินพิมาน ตะปูที่ตอกโลงศพ และถ่านที่เขาเผาผี 7 ชิ้นมาผูกรวมกันด้วยด้ายดำต้มดื่ม, การสวดมนต์ถอน ฯลฯ

ส่วน การป้องกัน ก็ด้วยการพกพาพระเครื่อง แต่ก่อนหน้าที่ยังไม่มีก็ใช้ตะกรุด, ผ้ายันต์, รากไม้บางชนิด, มนต์บังตัวไม่ให้ถูกทำของ ฯลฯ แน่นอนว่าไสยศาสตร์ก็มีจุดอ่อน และบางครั้งก็ทำอะไรบางคนไม่ได้ นั่นก็คือคนที่มีผิวสีทองแดง (คือร่างกายสดชื่น จิตใจสงบดี สุขภาพกายใจดี)

ทุกวันนี้การใช้ไสยศาสตร์ทำลายศัตรูคู่อาฆาตไม่ค่อยมีให้เห็น เพราะเป็นเรื่องที่ต้องแอบทำด้วยความผิดและการแก้แค้น แต่ที่สำคัญคือคนที่มีวิชาจริงลดน้อยลงนั่นเอง
3  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / เรื่องแปลก - ประสบการณ์ทางจิต - เรื่องลึกลับ / “แม่นาก” ผีชาวบ้านเริ่มเกี่ยวข้องกับสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พระผู้ใหญ่ได้อย่างไร เมื่อ: 26 กุมภาพันธ์ 2567 10:09:14


(ซ้าย) สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหมรํสี) วัดระฆังโฆสิตาราม
 (ขวา) รูปปั้นแม่นากพระโขนง ในศาลแม่นาก ข้างป่าช้าวัดมหาบุศย์ ถ่ายโดย เอนก นาวิกมูล พ.ศ.2521


“แม่นาก” ผีชาวบ้านเริ่มเกี่ยวข้องกับสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พระผู้ใหญ่ได้อย่างไร

ผู้เขียน - กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม
เผยแพร่ - ศิลปวัฒนธรรม วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2566


ตำนาน “แม่นาก พระโขนง” เป็นเรื่องเล่าอมตะของคนไทยที่ร่ำลือกันมาหลายยุคหลายสมัย รายละเอียดแต่ละฉบับอาจแตกต่างกันไปบ้าง แต่ส่วนหนึ่งมักมีเอ่ยถึง สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พระผู้ใหญ่ ซึ่งหลายคนอาจสงสัยกันว่า พระผู้ใหญ่ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือ เริ่มถูกเชื่อมโยงเข้ากับ “ผีชาวบ้าน” ได้อย่างไร

เรื่องเล่าเหนือธรรมชาติในไทยที่เป็นชิ้นคลาสสิก ซึ่งแทบทุกสมัยก็ยังหยิบยกมาพูดถึงเสมอคือเรื่อง “แม่นาก พระโขนง” แม้ว่าเรื่องราวจะผ่านมากว่าร้อยปีแล้วก็ตาม

ต้นตอของเรื่องราวนี้ เอนก นาวิกมูล ผู้ค้นคว้าข้อมูลทางประวัติศาสตร์หลายด้าน รวบรวมข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับแม่นาก และเรียบเรียงไว้ในหนังสือ “เปิดตำนานแม่นากพระโขนง” โดยต้นตำรับประวัติของ”แม่นาก” ที่เชื่อว่าเก่าแก่ที่สุดเป็นฉบับ นายกุหลาบ (ก.ศ.ร. กุหลาบ เกิดสมัยรัชกาลที่ 3 พ.ศ.2377 ถึงแก่กรรมสมัยรัชกาลที่ 6 พ.ศ.2464) เขียนลงใน สยามประเภท ฉบับมีนาคม ร.ศ.118 (พ.ศ.2422) เป็นการเขียนตอบผู้อ่านที่เขียนคำถามในรูปแบบโคลงสี่สุภาพมาถามผู้รอบรู้เรื่องเก่า

นายกุหลาบเขียนคำตอบเป็นร้อยแก้วความยาวหน้าครึ่ง ใจความว่า พระศรีสมโภช (บุศย์) ผู้สร้างวัดมหาบุศย์ เล่าเรื่อง “อำแดงนากพระโขนง” ถวายพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส (วัดโพธิ์) เสด็จอุปัชฌาย์ของนายกุหลาบ เรื่องผีแม่นากตามข้อเขียนของนายกุหลาบ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดในสมัยรัชกาลที่ 3 (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.2367-2394)

เรื่องราวของนายกุหลาบสะท้อนว่า แม่นากมีตัวตนจริง แต่ผีที่เล่าลือกันนั้นเป็นผีปลอม เนื่องจากบุตรของนายชุ่ม-อำแดงนาก หวงทรัพย์ของบิดา กลัวบิดาจะมีภรรยาใหม่ จึงทำอุบายใช้คนไปขว้างปาชาวเรือตามลำคลองริมป่าช้าที่ฝังศพอำแดงนาก

แต่ข้อมูลจากหลักฐานตามคำของนายกุหลาบ ก็ยังไม่อาจปักใจเชื่อได้ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่เกิดเหตุผีแม่นาก

เมื่อพิจารณาจากพระนิพนธ์ของ ม.จ.หญิงพูนพิศมัย ดิศกุล เรื่อง “ชีวิตและงานของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ” ที่เล่าว่า ช่วงที่กรมพระยาดำรงฯ ยังเป็นนายทหารรักษาวังหลวง (ประมาณ ใกล้ๆ พ.ศ.2420) สมเด็จฯ กับเจ้าพี่เจ้าน้องเคยลองถามคนเข้าออกประตูวังว่า ในบรรดารายชื่อ “ท่านขรัวโต (สมเด็จพุฒาจารย์), พระพุทธยอดฟ้าฯ รัชกาลที่ 1, จำไม่ได้ว่าใคร และอีนากพระโขนง” ระหว่าง 4 ท่านนี้รู้จักใครบ้าง




สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหมรํสี) วัดระฆังโฆสิตาราม

คนกลับรู้จัก “อีนากพระโขนง” มากที่สุด สะท้อนให้เห็นว่าคนรู้จักแม่นากกันมานานพอสมควรแล้ว

ส่วนคำถามว่า แม่นาก กับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ไปเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร เอนกเขียนอธิบายไว้ว่า หนังสือชีวประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์โต ที่เขียนเมื่อ พ.ศ.2473 โดย มหาอำมาตย์ตรี พระยาทิพโกษา (สอน โลหะนันทน์) อดีตข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ

เนื้อหาตอนหนึ่งอ้างอิงมาจากคำบอกเล่าของเจ้านายหม่อมราชวงศ์วังหลังที่ไม่ปรากฏนาม เล่าให้พระยาทิพโกษาว่า พักหนึ่งสมเด็จฯ ท่านทำอะไรแปลกๆ อยู่กรุงเทพฯ ไม่มีเวลาว่างสักวัน ผู้คนไปมาไม่ขาดสาย ต้องเอาปัสสาวะสาดกุฏิบ้าง ทาหัวบ้างจนหัวเหลือง และยังไปพักผ่อนในป่าช้าผีดิบวัดสระเกศ

เมื่อครั้งนางนากพระโขนงตายทั้งกลม ปีศาจของนางกำเริบ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) รู้เรื่อง ท่านลงไปค้างที่วัดมหาบุศย์ ตกค่ำก็ไปนั่งหน้าปากหลุม เรียกนางนากขึ้นมาสนทนา เรื่องราวจากนั้นก็เป็นไปตามที่ทุกท่านเล่าต่อกันมาคือ พระพุฒาจารย์เจาะกระดูกหน้าผากนางนาก ขัดเกลาเป็นมัน นำมาวัดระฆัง ลงยันต์เป็นอักษรไว้ตลอด เจาะเป็นปั้นเหน่งคาดเอว ปีศาจในพระโขนงก็หายกำเริบ

ส่วนปั้นเหน่งนั้น เล่าต่อกันมาว่า สมเด็จฯ มอบให้หม่อมเจ้าพระพุทธบาทปิลันทน์

เนื้อเรื่องเหล่านี้เป็นการอ้างอิงคำบอกเล่าจากเจ้านายหม่อมราชวงศ์วังหลัง ซึ่งยังไม่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริง ไม่อาจหาหลักฐานมายืนยันได้ ยังมีวิจารณ์กันไปต่างๆ นานา บางท่านว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) เป็นพระผู้ใหญ่มาก การข้องเกี่ยวกับผีชาวบ้านอาจเป็นไปได้ยาก และท่านไม่น่ายุ่งเกี่ยวกับไสยศาสตร์ขนาดเอาหน้าผากแม่นากมาคาดเอว

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาจากระยะเวลาที่พระยาทิพโกษานำเรื่องแม่นากมาเขียนก็ห่างไกลเหตุการณ์มากแล้ว เขียนเมื่อ พ.ศ.2473 แต่ความเกี่ยวข้องระหว่าง แม่นาก กับสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ก็เป็นด้วยการบอกเล่าประการนี้
4  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ไปรษณีย์ / คลองพระโขนง คลอง [หนึ่ง] ที่คนรู้จักมากที่สุดในไทย เมื่อ: 26 กุมภาพันธ์ 2567 09:59:40


คลองพระโขนงบริเวณหน้าวัดมหาบุศย์ ภาพนี้ เอนก นาวิกมลเป็นผู้ถ่ายเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2532

คลองพระโขนง คลอง [หนึ่ง] ที่คนรู้จักมากที่สุดในไทย

ผู้เขียน -  เสมียนนารี
เผยแพร่ - ศิลปวัฒนธรรม วันจันทร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2567


ในบรรดาคลองทั่วเมืองไทยที่มี หรือเคยมีแต่ตื้นเขินใช้การไม่ได้แล้ว “คลองพระโขนง” ต้องติดลำดับต้นของคลองที่มีผู้รู้จักมากที่สุดในประเทศคลองหนึ่ง สาเหตุในเรื่องนี้ไม่ใช่เพราะคลองพระโขนงเป็นคลองเก่าแก่ หรือเป็นเส้นทางคมนาคมที่มีความสำคัญเป็นพิเศษ

หากเป็นเพราะเป็นเรื่องราวของ “แม่นาค” ที่เล่าลือ, บอกต่อ รวมทั้งฉายเป็นภาพยนตร์ ฯลฯ มาอย่างยาวนาน ผู้คนมักกล่าวชื่อ “คลองพระโขนง” เสมือนหนึ่งเป็นส่วนขยายชื่อต่อท้าย “แม่นาค” ว่า “แม่นาคพระโขนง” อยู่เสมอๆ

เช่นนี้ ชื่อ “คลองพระโขนง” จึงถูกกล่าว และเป็นที่รู้จักกว้างขวาง

ส. พลายน้อย หรือ สมบัติ พลายน้อย เคยอธิบายเรื่องนี้ไว้ใน “แม่น้ำลำคลอง” (มติชน, 2555) ว่า

“ที่กล่าวว่าคลองพระโขนงขึ้นชื่อลือชามากที่สุด ก็เพราะในคลองนี้มี วัดมหาบุศย์ เป็นวัดสำคัญ ตามประวัติว่า ‘มหาบุศย์’ เปรียญธรรม 5 ประโยค วัดราชบุรณราชวรวิหาร ได้มาเยี่ยมญาติโยมในคลองพระโขนง ชาวบ้านมีความเลื่อมใสศรัทธา จึงนิมนต์ให้อยู่สร้างวัด ท่านก็ไม่ขัดข้อง เมื่อสร้างเสร็จแล้วจึงเรียกกันว่า ‘วัดมหาบุศย์’

ส่วนผู้ที่ไม่ทราบประวัติก็แต่งเรื่องขึ้น อย่างนายช่วงแต่งนิราศ คลองประเวศ ก็แต่งว่า

‘ได้ยินข่าวท่านผู้เฒ่าเล่าสืบมา   ว่าบุตราเที่ยวเล่นเลยหายไป
เที่ยวค้นคว้าหาจบไม่พบปะ       จะเลยละก็ไม่สิ้นความสงสัย
เที่ยวค้นค้นจนพบลูกสายใจ      เห็นอยู่ในวัดนี้จงวิจารณ์
จึงให้นามอารามมาหาบุตร        มาเสื่อมทรุดโทรมหมดโบสถ์วิหาร


เหลือแต่ชื่อกับอิฐเป็นประธาน   ชาวเราท่านจึงได้เรียกต่อกันมา’

ตามกลอนนี้เห็นได้ชัดว่าแต่งเรื่องเข้าหาชื่อวัด เพราะนายช่วงไม่ทราบเรื่องเดิม ส่วนทางวัดก็เขียนขยายความต่อไปอีกว่า ‘วัดมหาบุศย์ ประชาชนนิยมเรียกอีกนามหนึ่งว่า วัดแม่นาคพระโขนง’

คลองพระโขนงเป็นคลองเก่า ยิ่งมีเรื่องผีนางนาคเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็ยิ่งทำให้คลองพระโขนงโด่งดังมากกว่าคลองอื่นๆ ที่ไม่มีเรื่องแปลกประหลาดเข้ามาเกี่ยวข้อง”

แล้วคลองพระโขนงที่ว่าอยู่ตรงไหน? มีมาแต่เมื่อใด? สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 33 เรื่องที่ 3 คลอง บันทึกไว้ว่า

“คลองพระโขนง อยู่ในเขตพระโขนง และส่วนหนึ่งของเขตประเวศ กรุงเทพฯ ขุดแยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ใกล้กับบริเวณท่าเรือกรุงเทพฯ ไปต่อกับคลองประเวศบุรีรมย์ ขุดขึ้นในรัชกาลที่ 3 ผู้ดำเนินการขุดคือ พระยาศรีพิพัฒน์ฯ (ทัต บุนนาค) เริ่มขุดเมื่อ พ.ศ.2380 แล้วเสร็จใน พ.ศ.2383 ยาว 362 เส้น 5 วา (14.5 กิโลเมตร)”

ส่วนทำไมจึงเรียก “แม่นาค [คลอง] พระโขนง” ไม่เรียกว่า “แม่นาค [วัด] มหาบุศย์” บ้าง อันนี้ยังจำกัดด้วยข้อมูล แต่ถ้าท่านผู้อ่านจะช่วยแถลงไขก็เป็นเรื่องน่ายินดี
5  สุขใจในธรรม / กฏแห่งกรรม - ท่องไตรภูมิ / ไขปริศนาวันเวลาที่ “ครูบาเจ้าศรีวิชัย” มรณภาพ 20 ก.พ. หรือ 21 ก.พ. หรือ 22 มี.ค. เมื่อ: 23 กุมภาพันธ์ 2567 09:23:03



ไขปริศนาวันเวลาที่ “ครูบาเจ้าศรีวิชัย” มรณภาพ 20 ก.พ. หรือ 21 ก.พ. หรือ 22 มี.ค.?

ที่มา - คอลัมน์ปริศนาโบราณคดี มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 25 - 31 สิงหาคม 2560
ผู้เขียน - เพ็ญสุภา สุขคตะ
เผยแพร่ - วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2567


มาอีกหนึ่งปริศนา (ปราบเซียน) ที่เกี่ยวข้องกับครูบาเจ้าศรีวิชัย นั่นคือเรื่องวันมรณภาพของท่าน

เนื่องจากที่ผ่านมานั้นในเอกสารแต่ละเล่ม ล้วนให้ข้อมูลสับสนหลายแนวทาง จนเรามิอาจรู้ได้ว่าที่ถูกต้องคือวันไหนกันแน่ ระหว่าง 20 กุมภาพันธ์, 21 กุมภาพันธ์ กับ 22 มีนาคม

ส่วนศักราชนั้น ระบุว่า พ.ศ.2481 ไม่ใช่ประเด็นปัญหา เป็นที่เข้าใจกันได้ว่า หากนับแบบปัจจุบันก็คือต้นปี 2482 นั่นเอง เนื่องจากในอดีต ก่อนที่ จอมพล ป. พิบูลสงคราม จะเปลี่ยนระบบใหม่ในปี พ.ศ.2484 นั้นเราเริ่มนับศักราชใหม่ในช่วงสงกรานต์

ในที่สุดก็ได้ข้อยุติว่า วันมรณภาพของครูบาเจ้าศรีวิชัยคือวันที่ 21 กุมภาพันธ์ แน่ชัดแล้ว

ถอดรหัสจาก “คร่าวร่ำ” เคลื่อนศพ
คําว่า “คร่าว” ภาษาล้านนาอ่านเสียง “ค่าว” เป็นรูปแบบคำประพันธ์ล้านนาประเภทหนึ่งที่ลักษณะละม้ายก้ำกึ่งระหว่างกลอนและร่ายของทางภาคกลาง ส่วนคำว่า “ร่ำ” คนเหนืออ่าน “ฮ่ำ” หมายถึงการพรรณนารำพึงรำพันร่ำไร

หลักฐานยืนยันว่า ครูบาเจ้าศรีวิชัยถึงแก่มรณภาพในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2481 (นับตามปฏิทินระบบเดิม หากนับแบบปัจจุบันคือปี 2482) หรือตรงกับวันอังคาร เดือน 6 เหนือ ขึ้น 3 ค่ำ ปีขาล นั้นมีปรากฏในคำประพันธ์ประเภท “คร่าว” ชื่อเรื่องว่า

“ค่าวฮ่ำจะเอาศพครูบาสีวิไชยมาเวียงลำพูน” บันทึกโดย “พ่อน้อยจี๋” ชาวบ้านอาศัยแถบประตูแสนปรุงชั้นนอก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้อยู่ในเหตุการณ์การเคลื่อนย้ายศพ เขียนคำคร่าวเป็นตัวอักษรธัมม์ล้านนา

ปริวรรตเป็นภาษาไทยกลาง เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2537 โดย พ่อครูอินทร สิงหนาท อดีตประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอลี้ ผู้ล่วงลับ โดยพ่อครูอินทรได้รับต้นฉบับมาจากพ่อน้อยเป็ง จ๊ะถา หมู่ที่ 2 บ้านห้วยแหน ตำบลป่าไผ่ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ปัจจุบันคร่าวฉบับดังกล่าว เก็บรักษาไว้ที่วัดบ้านโฮ่งหลวง

พ่อน้อยจี๋ เป็นหนึ่งในศิษย์ที่ติดสอยห้อยตามครูบาเจ้าศรีวิชัยตั้งแต่ท่านยังมีชีวิต กล่าวถึงการเคลื่อนขบวนศพครูบาเจ้าศรีวิชัยจากวัดบ้านปางเข้าสู่วัดจามเทวี ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากครูบาเจ้าศรีวิชัยมรณภาพได้ราว 1 ปีเต็ม

ตอนต้นของคร่าวระบุชัดว่า ครูบาเจ้าศรีวิชัยมรณภาพในวันอังคาร และปีขาล ทั้งสองข้อนี้ตรงกับวันและปีที่ท่านชาตะ สำหรับเดือนและวันตามจันทรคตินั้นเป็น เดือน 6 เหนือ (หรือเดือน 4 ภาคกลาง) วันออก (หมายถึง ขึ้น) 3 ค่ำ เมื่อตรวจสอบกับหนังสือปฏิทิน 120 ปีแล้ว ตรงกับ “วันที่ 21 กุมภาพันธ์”

จากการที่ท่านมรณะในเวลาก่อน 01.00 น. ของเช้าวันใหม่ แต่เลยเวลา 24.00 น. ของคืนวันก่อนไปแล้ว คือ 24.50 นาที 30 วินาที ถือเป็นเวลาที่คาบเกี่ยวระหว่างคืนวันจันทร์เลยเที่ยงคืนเล็กน้อย กำลังย่างเข้าสู่เช้าวันใหม่ของวันอังคาร

ช่วงเวลาที่ท่านมรณภาพนั้น พ่ออุ๊ยสี แสนอุ่น (เสียชีวิต พ.ศ.2558 เมื่ออายุ 98 ปี เป็นหลานชายแท้ๆ ของครูบาเจ้าศรีวิชัย) เล่าไว้เป็นหลักฐานว่า เป็นตอนเช้ามืด ท่านจำได้อย่างแม่นยำ เพราะคืนก่อนที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยจะมรณภาพนั้น พ่ออุ๊ยสี แสนอุ่น ได้ฝันไปว่า ครูบาเจ้าศรีวิชัยมาสั่งให้ตนเป็นผู้ดูแลวัด และเมื่อตื่นขึ้นมาจึงเกิดสงสัยว่า ทำไมครูบาเจ้าศรีวิชัยต้องมาสั่งตนคนเดียว จึงรีบเดินไปวัดบ้านปาง เพื่อจะสอบถามกับครูบาเจ้าศรีวิชัย แต่ไปไม่ทัน ครูบาเจ้าศรีวิชัยดับจิตเสียก่อน

และวันที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยมรณภาพ มีชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านได้ยินเสียงฟ้าคำรามเบาๆ แต่ญาติโยมที่เฝ้าครูบาเจ้าศรีวิชัยไม่ได้ยิน เพราะมัวแต่ร้องไห้

ความที่ท่านมรณะในเวลาก่อนจะตีหนึ่ง แต่พ้นเที่ยงคืนนิดหน่อยเท่านั้น จึงมีบางท่านบันทึกว่าครูบาเจ้าศรีวิชัย มรณะวันที่ 20 กุมภาพันธ์ อันตรงกับวันจันทร์ ขึ้น 2 ค่ำ

ดังเช่นในแผ่นจารึกหินอ่อนป้ายสถูปครูบาเจ้าศรีวิชัย ที่วัดบ้านโฮ่งหลวง จังหวัดลำพูน ปัจจุบันแตกหักเป็นสองท่อน ทำขึ้นใน พ.ศ.2490 ในคราวที่บรรจุอัฐิครูบาเจ้าศรีวิชัย โดยครูบาศีลาภรณ์พิมล (ครูบาบุญมา สีลาภิรโต) มหาวงศ์ ภิกขุ ที่แผ่นจารึกเขียนวันมรณภาพของครูบาเจ้าศรีวิชัยว่า เดือน 6 เหนือขึ้น 2 ค่ำ วันจันทร์ กุมภาพันธ์ 2481

คร่าวร่ำของ “พ่อน้อยจี๋” ระบุวันเวลาที่เริ่มเคลื่อนศพครูบาเจ้าศรีวิชัยออกจากวัดบ้านปางสู่วัดจามเทวี ว่าอยู่ในเดือน 6 เหนือ แรม 3 ค่ำ ปี 2482 (หมายถึงต้นปี 2483 คือเก็บศพที่วัดบ้านปางหนึ่งปีเต็ม)

ทั้งๆ ที่เจ้าวรทัศน์ ณ ลำพูน ได้เดินทางมาขอร้องให้ย้ายศพครูบาเจ้าศรีวิชัยไปไว้ที่วัดจามเทวีตั้งแต่เดือนธันวาคม 2482 เพื่อสะดวกต่อการกราบไหว้ของประชาชนทั่วล้านนา

แสดงว่าพ่อน้อยจี๋ ย่อมทราบดีว่าครูบาเจ้าศรีวิชัยละสังขารในปีขาล วันอังคาร เดือน 6 เหนือ ขึ้น 3 ค่ำ (ตรงกับ 21 กุมภาพันธ์) จึงพยายามอิดเอื้อนรั้งเวลาเก็บศพไว้ที่วัดบ้านปางให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างน้อยก็มีข้อต่อรองกับเจ้าวรทัศน์ ณ ลำพูน ได้ว่าขอเก็บศพครูบาเจ้าศรีวิชัย ณ มาตุคามเป็นเวลา 1 ปีเต็ม




จดหมายแจ้งข่าวมรณกรรมครูบาเจ้าฯ
ครูบาทองสุขลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์


หลักฐานสำคัญที่ใช้เป็นเครื่องยืนยันว่าครูบาเจ้าศรีวิชัยมรณะวันที่ 21 กุมภาพันธ์ อีกชิ้นหนึ่ง ก็คือราวปี 2530 ครูบาอานันท์ พุทฺธธมฺโม แห่งวัดพระธาตุแสงแก้วมงคล จังหวัดพะเยา กำลังวางแผนจัดสร้างพิพิธภัณฑ์เครื่องบริขารครูบาเจ้าศรีวิชัยที่วัดบ้านปาง จึงเก็บรวบรวมข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับครูบาเจ้าศรีวิชัย

ครูบาอานันท์ได้สัมภาษณ์ “ครูบาทองสุข ธมฺมสโร” (บั้นปลายชีวิตสึกเป็นหนาน พระลูกศิษย์ที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยไว้วางใจมาก เป็นผู้ที่เอาน้ำผึ้งกรอกปากครูบาเจ้าศรีวิชัยทันทีที่มรณะ และได้รับมอบหมายให้รักษาการเฝ้าวัดบ้านปางแทน จึงมีสถานะเป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านปางรูปที่ 2) ขณะนั้นมีอายุ 90 ปีกว่า เล่าให้ครูบาอานันท์ ฟังว่า

“ครูบาเจ้าศรีวิชัยบอกกับศิษยานุศิษย์ในคืนวันจันทร์ว่า “เฮาจะละสังขารในวันที่เฮาเกิดเน้อ” (หมายถึงวันอังคาร) จากนั้นท่านก็ถามศิษย์ตลอดเวลาว่า เลยเที่ยง (หมายถึงเที่ยงคืน – ภาษาเหนือนิยมเรียกเที่ยงคืนแบบย่อๆ ว่าเที่ยงเท่านั้น) หรือยัง ถ้าถึงเที่ยงแล้วให้บอกด้วย ครั้นเมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนเศษ ท่านก็ถามย้ำอีกว่าเลยเที่ยงแล้วใช่ไหม ลูกศิษย์ยังไม่อยากให้ท่านสิ้นลม ก็ไม่มีใครกล้าบอก แต่ก็อดสงสารท่านไม่ได้ เพราะสภาพสังขารท่านไม่ไหวแล้วจริงๆ จึงตัดสินใจบอกความจริงกับครูบาว่าล่วงเลยเข้าสู่วันใหม่แล้ว จากนั้นครูบาก็ละสังขาร”

การยืนยันเจตนารมณ์ของครูบาเจ้าศรีวิชัย ว่าท่านมีความประสงค์จะละสังขารในวันอังคารนั้น ตามความเชื่อของชาวล้านนา หากเมื่อคนเราเกิดและตาย ในวันหรือปีเดียวกัน จะเชื่อว่าผู้ตายได้หมดบุญที่มีมาแล้ว ถือเป็นการตายที่สมบูรณ์

หลังจากครูบาเจ้าศรีวิชัยมรณภาพได้เพียง 3 วัน ครูบาทองสุขได้เขียนจดหมายแจ้งข่าวต่อเครือข่ายศิษยานุศิษย์ทั่วล้านนา ในจดหมายลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์

ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยจะมรณภาพในวันที่ 22 มีนาคม เพราะจักเป็นการขัดแย้งกับหัวจดหมาย (จดหมายฉบับนี้เก็บรักษาไว้ที่วัดบ้านปาง โดยครูบาอานันท์ พุทฺธธมฺโม เป็นผู้ไปขอจดหมายจากทายาทของพ่อหนานอ้าย ชาวดอยสะเก็ด ผู้เป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของครูบาเจ้าศรีวิชัยที่ได้รับจดหมายของครูบาทองสุข)

หากนับตั้งแต่วันที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยเกิดคือ 11 มิถุนายน 2421 ถึงวันมรณภาพ 21 กุมภาพันธ์ 2481 (หรือนับแบบปัจจุบันคือ 2482) แล้ว สิริรวมอายุได้ 60 ปี 8 เดือน 10 วัน หรือมีอายุย่าง 61 ปี

ตรงกับข้อมูลสัมภาษณ์แม่ชีเทียมตา ไชยกันต์ จากบ้านแม่ช่อแล อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ อายุ 91 ปี (เมื่อ พ.ศ.2559) เล่าว่ามีคร่าวซอขับร้องป่าวประกาศกระจายข่าวกันทั่วแผ่นดินล้านนาตอนที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยมรณภาพใหม่ๆ ว่า

“หกสิบเอ็ด เป็นเสร็จธุระ สีวิไชยพระ ท่านเสี้ยงแก่กรรม”

เป็นที่รับรู้กันในสังคมล้านนาว่าครูบาเจ้าศรีวิชัยมรณภาพในขณะที่อายุย่าง 61 ปีแล้ว

ดังนั้น ไม่ว่าจะระบุวันที่ 20 กุมภาพันธ์ หรือ 21 กุมภาพันธ์ ก็มีค่าเท่ากัน ถือว่าไม่ผิดทั้งคู่ แต่หากจะยึดตามเจตนารมณ์ของครูบาเจ้าศรีวิชัยอย่างแท้จริงแล้ว พบว่าท่านมีความประสงค์จะมรณภาพในวันอังคาร มิเช่นนั้นคงไม่อั้นลมหายใจให้ยืดยาวข้ามคืน

 

22 มีนาคม
การตีความที่คลาดเคลื่อน
ส่วนกรณีที่เอกสารบางเล่มตีความเป็นวันที่ 22 มีนาคมนั้น ปรากฏครั้งแรกในหนังสือที่พระวิมลญาณมุนี อดีตเจ้าคณะจังหวัดลำพูน จัดทำเพื่อบำเพ็ญกุศลศพครูบาเจ้าศรีวิชัย ในปี 2482

เป็นการนำระบบการนับเดือนทางจันทรคติไปเทียบกับภาคกลางแบบคร่าวๆ โดยไม่คำนึงถึงรายละเอียดปลีกย่อย คือคิดว่าในเมื่อโดยมาตรฐานแล้ว เดือน 6 เหนือ = เดือน 4 กลาง ดังนั้น คำว่าเดือน 4 ควรจะต้องเป็นมีนาคม และวันขึ้น 2 ค่ำ (หากยึดก่อนเที่ยงคืน) ในเดือนมีนาคม ก็จะตรงกับวันที่ 22 จึงได้ยึดเอาวันนั้นมาเป็นวันมรณะของครูบาเจ้าศรีวิชัย

ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อเทียบกับตารางปฏิทิน 120 ปี พบว่าวันที่ 22 มีนาคม 2481 (หรือ 2482 ตามแบบใหม่) ตรงกับวันพุธ ไม่ใช่วันอังคาร ซ้ำยังเข้าสู่ปีเถาะ ล่วงเลยจากปีขาลไป อีกทั้งเดือนมีนาคมตั้งแต่วันที่ 21 เป็นต้นมาก็เข้าสู่เดือน 5 ภาคกลาง หรือเดือน 7 เหนือไปแล้ว ไม่ใช่เดือน 6 อีกต่อไป

สำหรับประเด็นการที่มีหนังสือบางเล่ม ระบุวันที่ 22 มีนาคม ด้วยเช่นกันนั้น เข้าใจว่าเป็นการเขียนตามการตีความของพระวิมลญาณมุนี ที่เผยแพร่ไว้ก่อนแล้ว เพราะหนังสือของพระวิมลญาณมุนีได้พิมพ์แจกอย่างแพร่หลายในช่วงบำเพ็ญกุศลศพครูบาเจ้าศรีวิชัยตอนที่เคลื่อนศพมาวัดจามเทวีหลังมรณภาพ 1 ปี

อย่างไรก็ตาม ท่านที่เชื่อว่า 22 มีนาคมคือวันที่ถูกต้อง ก็ถือว่าสงวนไว้สำหรับความเห็นส่วนบุคคล เพราะท้ายที่สุด ผู้อ่านจะใช้วิจารณญาณของตนเองเป็นผู้ตัดสิน


6  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ตลาดสด / ทางรถไฟสายมรณะในพม่า ประวัติศาสตร์ที่โหดร้าย เจ็บปวดไม่แพ้ในฝั่งไทย เมื่อ: 23 กุมภาพันธ์ 2567 09:06:20

สะพานข้ามแม่น้ำสาละวินและ ทางรถไฟสายมรณะ ในฝั่งพม่า
ภาพสเก๊ตช์หาดูยากฝีมือเชลยศึกพร้อมด้วยข้อมูลที่สาบสูญ
(ภาพจาก THE ILLUSTRATED LONDON NEW, 5 Jan.1946 ของสะสม คุณไกรฤกษ์ นานา)   


ทางรถไฟสายมรณะในพม่า ประวัติศาสตร์ที่โหดร้าย เจ็บปวดไม่แพ้ในฝั่งไทย

เขียน - เสมียนนารี
เผยแพร่ -  ศิลปวัฒนธรรม วันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2567

เมื่อนึกถึง “ทางรถไฟสายมรณะ” ก็จะคิดถึง “สะพานข้ามแม่น้ำแคว” เป็นหลัก แต่ทางรถไฟสายมรณะไม่ได้สร้างอยู่ทางฝั่งประเทศไทยเท่านั้น แต่ “กองทัพญี่ปุ่น” ยังได้สร้างทางฝั่งประเทศพม่าที่มีประวัติโหดร้าย เจ็บปวดไม่แพ้กัน แต่แทบไม่มีใครพูดถึง ในความเป็นจริงทางรถไฟสายมรณะมีระยะทางทั้งสิ้น 415 กิโลเมตร สร้างอยู่ในเขตแดนไทย 304 กิโลเมตร และอยู่ในเขตแดนพม่า 111 กิโลเมตร

หนังสือพิมพ์ THE ILLUSTRATED LONDON NEWS ของอังกฤษ รายงานเบาะแสนี้เมื่อ พ.ศ.2489 ว่า บนเส้นทางรถไฟสายมรณะ มีสะพานแห่งที่ 2 ข้ามแม่น้ำสาละวิน ในเขตของพม่าใกล้เมืองตันบูซายัด และแน่นอนว่าที่นั่นมีเชลยศึกต่างชาตินับหมื่นคน ที่สังเวยชีวิตให้ทางรถไฟสายนี้ไม่น้อยไปกว่าทางสายรถไฟบนฝั่งไทย

กองทัพญี่ปุ่น เคลื่อนตัวเข้าสู่พม่าต้น พ.ศ.2485 หลายเมืองถูกทำลายและเกิดความเสียหายอย่างหนัก อังกฤษเองก็ทำลายเครือข่ายทางรถไฟที่วางไว้ในพม่าอย่างไม่เสียดาย เพราะตระหนักว่า กองทัพญี่ปุ่น จะเข้ามาครอบครองทางรถไฟเดิมของตนใช้เคลื่อนพลเดินทัพ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ในภาวะสงคราม และเป็นเหตุให้ญี่ปุ่นต้องเริ่มซ่อมสร้างทางรถไฟขึ้นใหม่ในพม่า เพื่อเดินทัพญี่ปุ่นอย่างรวบรัดและเร่งด่วนทดแทนของเก่าทันที

กองทัพญี่ปุ่น เร่งก่อสร้างทางรถไฟสายหนองปลาดุก-กาญจนบุรี-ตันบูซายัด (ทางรถไฟสายไทย-พม่า) หรือที่ต่อมารู้จักกันในชื่อ “ทางรถไฟสายมรณะ” จนเปิดใช้เดินทางอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคม พ.ศ.2486 จากนั้นกองทัพได้ระดมขนส่งกำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ เพื่อเป็นกองกำลังสมทบไปเสริมแนวหน้าของกองทัพญี่ปุ่นในพม่า ซึ่งที่ผ่านมาประสบปัญหาการถูกโจมตีกลับอย่างหนักจากกองกำลังของอังกฤษ ที่อยู่ตามแนวพรมแดนระหว่างพม่ากับอินเดีย

การลำเลียงทหารญี่ปุ่นและอาวุธหนักจากประเทศไทยผ่านทางรถไฟมีความสำคัญยิ่งขึ้น เมื่อทางรถไฟไทย-พม่า สามารถเชื่อมต่อกับทางรถไฟเส้นเดิมของอังกฤษ ซึ่งได้รับการซ่อมแซม จากนั้นก็จะได้ตัดตรงขึ้นไปภาคเหนือเลียบแม่น้ำ “สาละวิน” มุ่งหน้าสู่ Burma Road ในแถบรัฐฉานที่ติดกับชายแดนจีน

ตามชายฝั่งของแม่น้ำสาละวิน ซึ่งเป็นพื้นที่ทุรกันดารด้วยป่าเขา ไม่ต่างไปจากฝั่งแม่น้ำแควใหญ่แควน้อยในเขตไทย มีค่ายเชลยศึกตั้งเรียงรายอยู่ ดังเช่น ค่ายขนาดใหญ่อย่าง “ค่ายชองกูไร”

ค่ายชองกูไร คือ ชื่อของค่ายนรกแห่งใหม่ในแนวหลังด่านพระเจดีย์สามองค์ ในพื้นที่ป่าดงดิบลุ่มน้ำสาละวิน ค่ายนี้มีภารกิจสร้างสะพานทางรถไฟเชื่อมสองฝั่งแม่น้ำเข้าด้วยกัน ตามพิมพ์เขียวที่จะสร้างต่อไปยังเมืองตันบูซายัด วันที่ 8 เมษายน พ.ศ.2486 แม่ทัพญี่ปุ่นประจำสิงคโปร์มีคำสั่งให้เกณฑ์เชลยศึกสัมพันธมิตร ณ เรือนจำชางงี ราว 7,000 คน เดินทางไปยังค่ายพักพิงแห่งใหม่ที่มิอาจเปิดเผยได้ ในจำนวนนั้นมีเชลยราว 2,000 คน ที่เป็นผู้ป่วยไม่พร้อมทำงาน แต่ก็ถูกลวงว่าจะย้ายพวกเขาไปค่ายพักฟื้น

วันที่ 27 เมษายน พ.ศ.2486 รถไฟ 13 ขบวน นำทหารเชลยกลุ่มดังกล่าวมาถึงบ้านโป่ง (จังหวัดราชบุรี) ต่อจากนั้นพวกเขาก็ถูกบังคับให้เดินเท้าผ่านป่าดงจากชายแดนไทยบนระยะทาง 300 กิโลเมตร ท่ามกลางความมืดครึ้มของฤดูมรสุมอันเฉอะแฉะเปียกชื้น กับฝนที่ตกทั้งกลางวันกลางคืน จนถึง “ค่ายชองกูไร” ในวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ.2486 โดยมีอหิวาตกโรคที่กำลังระบาดคอยต้อนรับอยู่เมื่อคณะไปถึง แต่งานก่อสร้างสร้างทางรถไฟก็ต้องดำเนินทันทีในวันรุ่งขึ้น

ค่ายชองกูไร ขาดระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน โรคร้ายต่างๆ จึงแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ภายในค่ายแห่งนี้มีทั้งอหิวาต์, ไข้ป่า, ท้องร่วง, แผลเน่าเปื่อยพุพอง ฯลฯ ขาดก็แต่ยาที่จะรักษาให้หายขาด เชลยอังกฤษจำนวน 1,600 คน ที่ไปถึงค่ายชองกูไรในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2486 ป่วยหนัก และเสียชีวิตหลังจากไปถึงค่ายเพียงเดือนเดียวถึง 1,200 คน เมื่อเวลา 1 ปีผ่านไป เชลยรวมกันมากถึง 5,000 คน ถูกฝังร่างไว้ข้างทางรถไฟที่พวกเขาสร้างนั่นเอง

นี่คือเรื่องย่อๆ ของ ทางรถไฟสายมรณะ ในพม่า และ “สะพานข้ามแม่น้ำสาละวิน” ส่วนหนึ่งของทางรถไฟสายมรณะในพม่า ที่กลืนเชลยศึก 5,000 ชีวิต ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
7  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ห้องสมุด / เจ้าชายอัลเบิร์ต “ผู้พรากรอยยิ้ม” ไปจากควีนวิกตอเรีย เมื่อ: 19 กุมภาพันธ์ 2567 13:11:15

เจ้าชายอัลเบิร์ต และควีนวิกตอเรีย ในพระราชพิธ๊อภิเษกสมรส

เจ้าชายอัลเบิร์ต “ผู้พรากรอยยิ้ม” ไปจากควีนวิกตอเรีย

ผู้เขียน - วิภา จิรภาไพศาล
เผยแพร่ - วันศุกร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2567


ควีนวิกตอเรีย (ค.ศ.1819-1901) รัชกาลของพระองค์นับเป็นช่วงเวลาที่อังกฤษเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด ซึ่งแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของควีนวิกตอเรียก็คือ “เจ้าชายอัลเบิร์ต” พระราชสวามีของพระองค์ ซึ่งเป็นที่รักยิ่ง

เจ้าชายอัลเบิร์ต (ค.ศ.1819-1861)เป็นผู้มีพรสวรรค์ในการปกครองคน จึงมีส่วนช่วยประสานงานกับรัฐบาล และเข้าไปมีส่วนในการตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องสำคัญๆ แทนควีนวิกตอเรีย ตลอดจนนำพาประเทศผ่านวิกฤติการณ์ทางการเมืองไปได้หลายครั้งหลายหน ฯลฯ

วันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ.1861 เวลาประมาณ 11.00 น. เจ้าชายอัลเบิร์ตสิ้นพระชนม์โดยปราศจากคำอำลา ด้วยพระชนมายุเพียง 42 พรรษา หมอหลวงสรุปสาเหตุของการสิ้นพระชนม์ว่าเกิดจากไข้ไทฟอยด์ และหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ขณะที่นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าอาการประชวรเป็นผลมาจากการทรงงานหนัก

การจากไปของ เจ้าชายอัลเบิร์ต สั่นคลอนราชบัลลังก์อังกฤษอย่างยิ่ง

ควีนวิกตอเรียเสียศูนย์ และทำใจไม่ได้กับเรื่องร้ายที่ขึ้น ผลักดันให้ควีนกลายเป็นคนเงียบขรึม เก็บเนื้อเก็บตัว และไม่ทรงแย้มพระสรวล (ยิ้ม) อีกเลย

นักประวัติศาสตร์กล่าวว่า “…ตลอด 20 ปีของการใช้ชีวิตคู่ ควีนและพระสวามีช่วยกันกอบกู้ราชบัลลังก์อันเอียงเอนให้มั่นคงอีกครั้ง…เจ้าชายอัลเบิร์ตเป็นทุกอย่างในชีวิตของควีน เป็นพระสวามี เพื่อนสนิท คนคอยปรับทุกข์ ที่ปรึกษา เลขานุการ และองคมนตรีพร้อมสรรพในคนๆ เดียว ไม่มีสักเรื่องเดียวที่ควีนทรงเป็นกังวลแต่เจ้าชายอัลเบิร์ต ไม่ทราบ แม้เรื่องจุกจิกที่ราษฎรอย่างเราคาดไม่ถึง เช่น ควรจะใส่พระมาลา (หมวก) แบบไหนออกงาน

เป็นเวลาถึง 10 ปีภายหลังการเสวยราชย์ ควีนทรงพระครรภ์อย่างต่อเนื่องแบบหัวปีท้ายปี เจ้าชายอัลเบิร์ต ต้องกลายเป็นตัวแทนของควีนในการทำหน้าที่ต่างๆ ที่กษัตริย์พึงกระทำเมื่อพระราชินีต้องดูแลครอบครัว แต่คนส่วนใหญ่ก็มองข้ามกันหมด จะรู้สึกตัวอีกทีก็เมื่อไม่มีเจ้าชายอัลเบิร์ตแล้วแต่ราชการแผ่นดินก็ต้องดำเนินต่อไป

ควีนยังทรงทำใจไม่ได้แม้เจ้าชายอัลเบิร์ตจะจากไปมากกว่า 2 ปีแล้ว พระนางก็ยังทรงซึมเศร้าเหมือนเดิมถ้าเป็นเรือก็เป็นเรือที่ขาดหางเสือ พระนางตรัสว่า ‘การสูญเสียอัลเบิร์ตไปเหมือนแล่เนื้อออกจากกระดูกของฉัน’ แล้วยังตรัสด้วยความรันทดว่า ‘คงไม่มีใครอยากเรียกฉันว่าพระราชินีอีกแล้ว’

ควีนทรงมีท่าที่ว่าจะไว้ทุกข์ให้เจ้าชายอัลเบิร์ตไปจนตลอดชีวิต ยิ่งนานวันเข้าพระอาการก็ยิ่งหนักขึ้นกับภาวะซึมเศร้าอย่างไม่สิ้นสุด ไม่ใช่พระนางองค์เดียวที่ต้องเผชิญชะตากรรม แต่พระราชโอรสธิดาทุกพระองค์ก็ต้องรับรู้ความทุกข์นี้ด้วย ภายในวังจึงไม่มีใครกล้าแต่งชุดสดใสและต้องอำพรางตนเองไว้กับความหม่นหมอง…

แม้นว่าเจ้าชายอัลเบิร์ตจะสิ้นพระชนม์ไปหลายปีแล้วแต่ควีนก็ยังไม่คลายความโศกเศร้า ด้านนอกวังเกิดกระแสต่อต้านของประชาชน ประมาณปี ค.ศ.1869 นักการเมืองฝ่ายค้านปลุกระดมมวลชนเรียกร้องให้ควีนทรงสละราชสมบัติ ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในพระราชินีและมีการรณรงค์ให้ปลดพระนางออกจากตำแหน่ง

ความรู้สึกจากภายนอกวังทวีความรุนแรงขึ้นถึงขนาดมีคนดักประทุษร้ายควีนบนรถม้าพระที่นั่งเมื่อเสด็จฯ ออกมานอกวังเหตุการณ์สะเทือนใจนี้ทำให้ราษฎรรู้สึกสมเพชเวทนาแม่หม้ายผู้ตกอับขึ้นมาจับใจ ทุกฝ่ายเรียกร้องให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองแก้ไขปัญหา ทำให้ควีนกลับมาดำเนินชีวิตอย่างคนปกติอีกครั้ง”

ค.ศ.1874 นายดิสราเอลลี่ (Disraeli) ได้รับเลือกตั้ง เขาคือนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่ควีนวิกตอเรียทรงสนับสนุน เป็นผู้เกลี้ยกล่อมให้ควีนคิดได้ในที่สุด ทำให้ควีนตั้งพระสติได้และหันมาประกอบพระราชกรณียกิจด้วยพระองค์เองอีกครั้ง ด้วยสีหน้าอมทุกข์จนวันสุดท้ายของพระชนมชีพ
8  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ไปรษณีย์ / เผาตำรา-ฆ่าบัณฑิต วิธีกำจัดคนเห็นต่าง สร้างเอกภาพทางการเมืองของจิ๋นซี เมื่อ: 19 กุมภาพันธ์ 2567 13:05:31


จิ๋นซีฮ่องเต้ วีรบุรุษที่เกิดจากสถานการณ์ช่วงเสื่อมของราชวงศ์โจวตะวันตก
รวบรวมเมืองต่างๆ ขึ้นเป็นจักรวรรดิเอกภาพ


เผาตำรา-ฆ่าบัณฑิต วิธีกำจัดคนเห็นต่าง สร้างเอกภาพทางการเมืองของจิ๋นซี

ผู้เขียน - กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม
เผยแพร่ - วันศุกร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2567


“เผาตำรา ฆ่าบัณฑิต” วิธีกำจัดคนเห็นต่าง สร้างเอกภาพทางการเมืองของ “จิ๋นซี”

เมื่อ “ฉินสื่อหวง” หรือ “จิ๋นซี” รวบรวมอาณาจักร สถาปนาราชวงศ์ฉินจนเป็นปึกแผ่น ได้แต่งตั้ง “หลี่ซือ” ขุนนางสำคัญเป็นอัครมหาเสนาบดี หลี่ซือผู้นี้เป็นต้นคิดที่เสนอให้จิ๋นซีรวมศูนย์อำนาจการปกครองไว้ที่จักรพรรดิแต่ผู้เดียว ขุนนางผู้ปกครองแคว้นต่างๆ ทั้งทหารและพลเรือนแต่งตั้งหรือถอดถอนโดยพระองค์เท่านั้น

ต่อมาในช่วง 213 ปีก่อน ค.ศ. เหล่าปัญญาชนแสดงความคิดให้รื้อฟื้นระบอบเจ้าที่ดินศักดินาอย่างสมัยก่อนรวมอาณาจักร ซึ่งเจ้าที่ดินปกครองดินแดนเขตแคว้นใหญ่น้อย หลี่ซือยืนกรานคัดค้านอย่างเด็ดขาดเขาเห็นว่าความคิดดังกล่าวเป็นภัยต่อบ้านเมืองและราชวงศ์ฉิน

หลี่ซือตำหนิปัญญาชนนักศึกษาเหล่านี้มีแต่ความดื้อรั้น นำความรู้เล่าเรียนมาคัดค้านลบหลู่ดูหมิ่นกฎหมายของบ้านเมือง ปลุกระดมผู้คนปล่อยข่าวลือไปทั่ว พฤติกรรมเช่นนี้ หากไม่ปราบปรามให้หมดสิ้น จะเสื่อมเสียพระเกียรติภูมิ

เขาเสนอให้เผาประวัติศาสตร์ที่บันทึกเรื่องราวของทั้ง 6 แคว้น, เผาบทนิพนธ์ของสำนักปรัชญาการเมืองต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างมากในยุคร้อยสำนัก, บทเพลงโบราณ, ตำรากฎหมาย ฯลฯ สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษากฎหมายต้องไปเรียนยังสำนักอาจารย์เท่านั้น ส่วนตำราที่ได้รับข้อยกเว้นไม่ถูกทำลาย ได้แก่ ประวัติศาสตร์ของแคว้นฉิน, ตำราแพทย์, โหราศาสตร์ และการเกษตร

หากใครเก็บตำราดังกล่าวให้ทางการดำเนินริบตำราดังกล่าวและเผาทำลายเสีย ส่วนปัญญาชนที่บังอาจอ้างอิงตำราเหล่านั้น และเจ้าหน้าที่ที่รู้เห็นปิดบังความจริง ให้ประหารชีวิตในที่สาธารณะ

แนวคิดของหลี่ซือ ได้รับความเห็นชอบจากจิ๋นซีเห็น มาตรการ “เผาตำรา ฆ่าบัณฑิต” กลายเป็นกฎหมายบ้านเมือง และมีการบังคับใช้

หลังจากพระบรมราชโองการออกมาภายใน 30 วัน ถ้าเจ้าของหนังสือตามที่กล่าวมาข้างต้น ยังไม่ทำลายหนังสือเหล่านั้น แม้จะไม่ถูกประหารชีวิต แต่จะถูกสักหน้าและใช้แรงงาน 4 ปี โดยให้ไปทำงานหนักก่อสร้างกำแพงหมื่นลี้

เวลาผ่านไป 2 ปี แต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์พระองค์ยังไม่สงบ จิ๋นซียังคงได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์พระองค์ การถูกลบหลู่เช่นนี้ทำให้กริ้ว และมีรับสั่งให้ดำเนินการสอบสวนเหล่าปัญญาชนและนักศึกษาจำนวนมาก จากเหตุการครั้งนี้ปรากฏว่า มีบัณฑิตถูกฝังทั้งเป็นกว่า 460 คน

ซี.พี.ฟิตซเจอรัลด์ ชาวอังกฤษผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์จีน อธิบายต่อกรณี “เผาตำรา ฆ่าบัณฑิต” ว่า เสนาบดีหลี่ซือ มองเห็นอันตรายอันเกิดจากการโฆษณาชวนเชื่อของเหล่าปัญญาชน ที่เป็นศัตรูของระบอบการปกครอง คำโฆษณาของเหล่าบัณฑิตที่เผยแพร่แก่สาธารณะ มีพื้นฐานจากวรรณคดี ตลอดจนตำราต่างๆ ซึ่งเป็นปฏิปักษ์โดยสิ้นเชิงต่อระเบียบแบบแผนของทางการ เป็นอาวุธที่มีอันตรายต่ออาณาจักรใหม่

หลี่ซือก็ตัดสินใจทำลายระบอบการปกครองเดิมที่มีเจ้าที่ดินครอบครองเขตแดนศักดินาที่ต่างก็เป็นอิสระเหนือเขตแดนของตน ในลักษณะการกระจายอำนาจ แต่แค่นั้นยังไม่เพียงพอ แม้แต่ความทรงจำในอดีตก็ต้องกำจัดให้หมดสิ้น ประวัติศาสตร์โดยตัวของมันเองจึงต้องลบล้างออกไปให้หมด หลี่ซือจึงทูลองค์จักรพรรดิเสนอแผนเผาหนังสือของเขาขึ้น ทำให้ชื่อของหลี่ซือและจิ๋นซี เป็นที่เกลียดชังไม่มีวันจางหายไปได้ของบรรดานักศึกษาปัญญาชนรุ่นหลังๆ

ซึ่งจุดประสงค์สำคัญของการเผาตำรา ฆ่าบัณฑิต ของฉินสื่อหวงก็เพื่อทำให้เกิดเอกภาพทางความคิด แต่วิธีการเช่นนี้นับเป็นวิธีที่โหดร้ายและโง่เขลา ก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงต่อแหล่งวิทยาการความรู้และการพัฒนาเติบโตทางวัฒนธรรม
9  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ตลาดสด / อย่าอวดสูงกว่าพ่อแม่ อย่าอวดแก่กว่าอาจารย์ เมื่อ: 16 กุมภาพันธ์ 2567 14:01:10


อย่าอวดสูงกว่าพ่อแม่ อย่าอวดแก่กว่าอาจารย์

ที่มา - มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 6 - 12 ตุลาคม 2566
คอลัมน์ - ล้านนาคำเมือง
เผยแพร่ - วันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ.2566


คำว่า “สูง”ในที่นี้แปลว่า ทำตัวสูงส่ง หรือเหยียบย่ำ

คำว่า “แก่” มิได้หมายถึงอายุมาก แต่แปลว่า แก่กล้า อวดเก่ง อวดดี อะไรทำนองนั้น

โดยรวมสำนวนนี้สอนว่า ให้รู้จักเคารพพ่อแม่และครูบาอาจารย์ ให้นอบน้อมต่อความมีอาวุโส ตลอดจนรวมความไปถึงต้องมีความกตัญญูรู้คุณที่พ่อแม่ได้เลี้ยงดูและครูบาอาจารย์ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้

สังคมไทยเป็นสังคมตะวันออก ได้รับอิทธิพลมาจากทั้งชมพูทวีป จีน และขอม นอกจากจะรับวัฒนธรรมมาจากอินเดียแล้ว ยังมีอิทธิพลของทั้งศาสนาพุทธ ฮินดู และลัทธิขงจื๊อด้วย ทำให้คนไทยมีกฎเกณฑ์ทางมารยาทแบบประนีประนอม ผู้น้อยเคารพผู้ใหญ่ตามประเพณี มีลำดับอาวุโส บิดามารดาอยู่ในสถานะสูงกว่าบุตร ครูบาอาจารย์อยู่สูงกว่าศิษย์

สังคมไทยสอนกันแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร ในสังคมล้านนาก็ไม่เว้น ดังคำสอนล้านนาข้างต้นเป็นตัวอย่างอันหนึ่ง

เรามีนิทาน หรือชาดกที่สอนคนรุ่นก่อนหน้าหลายเรื่องเกี่ยวกับความกตัญญู ซึ่งจะให้ผลดีและเป็นเกราะป้องกันภัยให้ตัวลูกหลานเป็นอย่างดี และถูกเล่าสอนสืบๆ ต่อกันมา เช่น เรื่องปลาบู่ทอง เรื่องสิงโตเฒ่าเจ้าปัญญา เรื่องของนก ไก่ หงส์ ยอดกตัญญู ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ ชาดกเรื่องสุวรรณสาม ท้าวรถเสนกับนางสิบสอง รวมทั้งทรพีทรพา เป็นต้น

จะลองฟื้นความทรงจำสักเรื่อง สิงโตเฒ่าเจ้าปัญญา

สิงโตฝูงหนึ่งอยู่ในทุ่งกว้าง สิงโตเฒ่าทำหน้าที่สอนสิงโตรุ่นหลังรู้จักหาอาหาร ต่อสู้ปกป้องฝูง รวมทั้งรู้จักกตัญญู ต่อมาเมื่อสิงโตเฒ่าชราลง สิงโตหนุ่มขึ้นมารับตำแหน่งหัวหน้าฝูงแทน มันจึงขับสิงโตเฒ่าให้ออกจากฝูงไปอยู่ตามลำพัง

วันหนึ่งสุนัขจิ้งจอกจำนวนมากที่ร้ายกาจพาพวกมาล้อมฝูงสิงโตแล้วจะขับออกจากทุ่งหญ้านิวาสสถานเดิม ยกเว้นว่าฝูงสิงโตจะฟั่นเชือกจากขี้เถ้าได้ บรรดาสิงโตนึกไม่ออกว่าจะทำอย่างไร จึงไปหาสิงโตเฒ่า

สิงโตเฒ่าแนะนำว่า ให้เอาหญ้าแห้งมาฟั่นเป็นเชือก เสร็จแล้วจึงจุดไฟเผา ก็จะได้ขี้เถ้าเป็นรูปเชือกไปให้ฝูงสุนัขจิ้งจอก

เมื่อแก้ปัญหาได้ สิงโตหนุ่มสำนึกในพระคุณคำสอนของสิงโตเฒ่าจึงแสดงความกตัญญูโดยเชิญกลับเข้ามาอยู่ในฝูงตามเดิม

ที่จริงลูกหลานไทยถูกสอนให้เคารพบิดามารดา เคารพครูอาจารย์ตลอดมาเป็นพันปี แต่อยู่มาวันหนึ่งมีใครไม่รู้มากรอกหูซ้ำๆ ว่า พ่อแม่ทำให้ลูกเกิดมาเอง ลูกไม่ได้อยากมาเกิดสักหน่อย ไม่ต้องทดแทนพระคุณก็ได้ ส่วนครูก็ได้เงินเดือน ไม่ต้องเห็นแก่พระคุณครู ในที่สุดความคิดก็ก้าวร้าวเบี่ยงเบนไป กลายเป็นสังคมวุ่นวายแบบในปัจจุบันนี้

จึงต้องยกคำพูดของวอร์เรน บัฟเฟตต์ มาเป็นอุทาหรณ์ว่า

“ผมรู้สึกว่า พฤติกรรมของคนยุคนี้เหมือน tribal คือมักทำหรือคิดอะไรคล้อยตามคนอื่น เช่น เมื่อคุณรู้อยู่แล้วว่า 2+2 เป็นเท่าไร แต่เมื่อหลายๆ คนบอกว่า 2+2 เป็น 5 คุณก็เริ่มเชื่อ”

วอร์เรน บัฟเฟตต์ พูดถูก เรื่องความกตัญญูในสังคมไทยที่สั่งสมสั่งสอนกันมานาน แต่พอมีหลายๆ คนออกมาค้าน คนรุ่นใหม่ก็เริ่มมีความเชื่อที่ผิดเพี้ยนไป •



อยฯ่าอวฯดสูงกวฯ่าพํ่อฯแม่ อยฯ่าอวฯดแก่กวฯ่าอาจาร์ยฯ
อ่านเป็นภาษาล้านนาว่า “อย่าอวดสูงกว่าป้อแม่ อย่าอวดแก่กว่าอาจ๋าน”



สิงฯโตเถั้าหัลฯวฯกเนิ่อฯ
สิงโตเถ้าหลวักเน่อ
แปลว่า สิงโตแก่ฉลาดนะ

 
10  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / ไขตำนาน - ประวัติศาสตร์ - การค้นพบ อารยธรรม / ตำนานของ วัดพระธาตุดอยสุเทพ ที่หลายคนอาจไม่เคยทราบมาก่อน เมื่อ: 16 กุมภาพันธ์ 2567 13:51:08


ตำนานของ วัดพระธาตุดอยสุเทพ ที่หลายคนอาจไม่เคยทราบมาก่อน

ที่มา - มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 5 - 11 พฤศจิกายน 2564
คอลัมน์ - ล้านนาคำเมือง
เผยแพร่ - วันพุธที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2566


วัดพระธาตุดอยสุเทพฯ เป็นวัดสำคัญยิ่งของเมืองเชียงใหม่ เป็นวัดอารามหลวง ชั้นโท มีองค์เจดีย์ทรงเชียงแสนที่งดงาม อร่ามด้วยแผ่นทองหุ้มฝีมือของช่างชาวล้านนา สวยงามอ่อนช้อยด้วยการฉลุลวดลาย ดุนลาย และตอกลายตามแบบโบราณ

องค์พระบรมสารีริกธาตุจะถูกบรรจุไว้ใต้ดิน ตามธรรมเนียมการสร้างพระธาตุในสมัยก่อน และเชียงใหม่จะมีประเพณีนมัสการและสรงน้ำพระธาตุดอยสุเทพ ซึ่งตรงกับคืนก่อนถึงวันวิสาขบูชา โดยใช้การเดินขึ้นไปสักการะโดยมีพระสงฆ์ สามเณร และพุทธศาสนิกชนมาร่วมงานเป็นจำนวนมากทุกปี เพื่อความเป็นสิริมงคล และเชื่อกันว่ามีอานิสงส์มาก กระทำสิ่งใดก็จะประสบกับความสำเร็จ แคล้วคลาดจากภยันตรายและอุปสรรคทั้งปวง

สมัยโบราณจะเดินป่าขึ้นไป แต่ทุกวันนี้เดินตามถนนลาดยางระยะทาง 11 ก.ม.

มหาวิทยาลัยในเชียงใหม่หลายแห่ง จึงนำนักศึกษาใหม่เดินขึ้นไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพทุกปี เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการศึกษาเล่าเรียนให้สำเร็จ

ตามตำนานการเริ่มสร้างวัด กล่าวว่าในสมัยพญากือนา ได้นิมนต์พระมหาสุมนเถระจากเมืองศรีสัชนาลัย กรุงสุโขทัย โดยได้นำพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้ามาด้วย และจัดพิธีสักการะ แล้วเกิดปาฏิหาริย์พระธาตุลอยขึ้นเหนือน้ำ แยกเป็นสององค์

พญากือนาได้นำองค์หนึ่งประดิษฐานไว้ ณ วัดสวนดอก ส่วนอีกองค์หนึ่ง ได้อัญเชิญบรรจุในผอบ นำขึ้นหลังช้างมงคลและอธิษฐานเสี่ยงทายว่า หากพระบรมธาตุประสงค์จะสถิตอยู่ ณ ที่ใดก็ขอให้ช้างมงคลหยุดอยู่ ณ ที่แห่งนั้น

เมื่อช้างมงคลไต่เขาสูงขึ้นไปถึงยอดดอยวาสุเทวบรรพต ได้เดินประทักษิณ 3 รอบแล้วจึงคุกเข่าลง และล้มลงสิ้นชีพ จึงเป็นที่หมายว่า ณ ที่แห่งนี้ จะได้จัดสร้างองค์พระเจดีย์เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุขึ้น รวมทั้งต่อมามีการสร้างวิหาร และบันไดนาคทอดยาวสูง 300 ขั้น เพื่อใช้เดินขึ้นไปยังบริเวณวัด โดยในสมัยของพระเจ้ากาวิละได้มีการสร้างวิหารเพิ่มขึ้นอีก 2 หลัง ทางทิศตะวันตกและตะวันออก ตลอดจนทำการบูรณปฏิสังขรณ์องค์พระบรมธาตุ ด้วยการสร้างฉัตรโลหะปักไว้ที่มุมสี่ด้านและสร้างรั้วเหล็กล้อมรอบองค์พระธาตุไว้อีกด้วย

ในปี พ.ศ.2477 พระครูบาศรีวิชัย ชักชวนพ่อค้าประชาชนชาวเชียงใหม่ร่วมกันสร้างถนนขึ้นไปยังวัดพระธาตุดอยสุเทพฯ โดยท่านรับเป็นองค์ประธานฝ่ายสงฆ์ ร่วมกับเจ้าแก้วนวรัฐ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ช่วยกันสร้างถนนสำเร็จ ใช้ระยะเวลาเพียง 5 เดือน 22 วัน

ทำให้ประชาชนที่ต้องการขึ้นไปสักการะพระธาตุ เดินทางได้อย่างสะดวกจวบจนถึงปัจจุบัน

การบูรณะองค์พระธาตุครั้งล่าสุด เพิ่งประกอบพิธีมงคลไปเมื่อไม่นาน คือในเดือนกรกฎาคมปีนี้ เป็นการยกปลียอดและฉัตรทองคำเหนือองค์พระเจดีย์ สนใจสามารถหาคลิปดูได้

ชาวล้านนามีความเชื่อเรื่องพระธาตุประจำปีเกิดตามที่กำหนดไว้มาแต่โบราณ สมควรต้องไปกราบไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งพระธาตุดอยสุเทพ เป็นพระธาตุสำหรับคนที่เกิดปีมะแม

เมื่ออยู่ในตัวเมืองเชียงใหม่ มองมายังทิศตะวันตก จะเห็นองค์พระธาตุดอยสุเทพสีทองทาบเทือกเขาสีน้ำเงินเข้ม ตั้งอยู่สง่างามเหนือยอดดอย สร้างความรู้สึกศรัทธา ความสงบ และเกิดกำลังใจ

นอกจากวัดพระธาตุดอยสุเทพฯ จะมีความสำคัญต่อจิตใจของประชาชนชาวเชียงใหม่อย่างยิ่งแล้ว ผู้มาจากถิ่นอื่น หากเยือนเชียงใหม่ สมควรหาโอกาสขึ้นไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพสักครั้งเพื่อความเป็นสิริมงคล
11  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ตลาดสด / ตำนานรักก้องโลกในราชสำนักจีน - พิศวาสจนตัดแขนเสื้อ เมื่อ: 13 กุมภาพันธ์ 2567 18:43:28


ตำนานรักก้องโลกในราชสำนักจีน - พิศวาสจนตัดแขนเสื้อ

ว่ากันว่า ราชสำนักจีนโบราณมีเรื่องราวและขนบธรรมเนียมอันน่าพิศวงชวนให้ค้นหาเหลือคณานับ หนึ่งในนั้นที่จะกล่าวถึงคือเรื่อง ‘ต้วนซิ่ว’ อันจั่วหัวไว้ตั้งแต่แรกเริ่ม ซึ่งหมายถึง ‘ชายรักชาย’ ในสมัยนั้นเป็นเรื่องปกติและแสนจะธรรมดาสามัญมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์โจว หรือช่วงตั้งแต่ 1,046-256 ปีก่อนคริสตกาลมาแล้ว อันที่จริงแล้วจะบอกว่าเฉพาะในราชสำนักจีนก็ไม่ถูกเท่าใดนัก เพราะทั่วทั้งสังคมจีนโบราณต่างก็คุ้นชินกับรักร่วมเพศ ตั้งแต่ในราชสำนัก กลุ่มขุนนาง ชนชั้นสูง ยันคนธรรมดา

ทว่าความรักที่จะเล่าถึงในที่นี้มิใช่รักที่งดงามหวานซึ้งและมีตอนจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งเหมือนกับในนิยาย หากแต่เป็นรักที่ ‘งามหน้า’ เสียมากกว่า
.
ในตำนานเล่าขานถึงจักรพรรดิหนุ่มรุ่นองค์หนึ่ง ทรงมีพระนามว่า ‘ฮั่นอ้ายตี้’ แห่งราชวงศ์ฮั่น ครองราชย์เมื่อชันษาเพียงยี่สิบปี ได้ตกหลุมรักกับขุนนางหนุ่มรูปงามนาม ‘ต่งเสียน’ และครองรักกันในพระราชวังเว่ยหยางกง ณ เมืองหลวงฉางอาน นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา หากแต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด ความหายนะได้คืบคลานเข้ามาสู่ชาวฮั่นทั้งแผ่นดิน เมื่อฮ่องเต้ของพวกเขาเกิด ‘หลงผู้ชาย’ ขึ้นมาจนหัวปักหัวปำ หากเป็นสามัญชนคนธรรมดาคงไม่มีอะไรยากนัก แต่มันเกิดขึ้นกับคนที่เป็นถึงประมุขของแผ่นดิน แล้วชาติบ้านเมืองจะเป็นเช่นไร?

อาการ ‘หลงผู้ชาย’ ของฮ่องเต้อ้ายตี้นั้นรุนแรงถึงขั้นชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ เพราะในเวลาเพียงไม่ถึงครึ่งทศวรรษ ต่งเสียนก็ได้รับการอวยยศจากฮ่องเต้ให้เป็นถึงแม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพฮั่นทั่วทั้งราชอาณาจักร แม้เขาจะไม่เคยลงสนามรบเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่ช้าก่อน ท่านผู้อ่านจะกังวลไปใยเล่า ในเมื่อหน้าที่ทั้งหมดนั้นไม่ต้องทำ เพราะหน้าที่เดียวที่ต่งเสียนต้องรับผิดชอบคืออยู่ข้างกายฮ่องเต้เป็นพอ เท่านี้ยังน้อย เพราะพระองค์ยังพระราชทานเบี้ยหวัดให้กับชายหนุ่มมากมายมหาศาล ถึงขั้นสร้างคฤหาสน์วิลิศมาหราทัดเทียมวังหลวงได้ อีกทั้งเหล่าบรรดาญาติสนิทมิตรสหายทั้งหลายของเขาก็ยังได้รับการปูนบำเหน็จและเลื่อนตำแหน่งกันโดยถ้วนหน้าอย่างไม่ขาดตกบกพร่องทั้งที่ไม่ได้ทำประโยชน์อันใดแก่ประเทศชาติเลยแม้แต่น้อย

ซ้ำร้ายยิ่งไปกว่านั้น คนที่คัดค้านพระองค์เรื่องของต่งเสียนต่างก็มีจุดจบอันน่าอนาถใจทุกราย ทั้งถูกขังคุก ถอดจากฐานันดรศักดิ์ ปลดจากตำแหน่ง ลงอาญาจนตายก็มี นับว่าเป็นพลังทำลายล้างอันยิ่งใหญ่จากความรักอันขาดเขลาของพระองค์

คำว่า ‘ต้วนซิ่ว’ นี้ได้แต่ใดมา?



เรื่อง: Maggie Mae
.

12  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / เครื่องราง ของขลัง พุทธคุณ / Re: เครื่องรางของขลัง เมื่อ: 09 กุมภาพันธ์ 2567 07:59:56





เครื่องรางลิงไม้แกะสลัก หลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว พระเกจิลุ่มน้ำบางปะกง

ที่มา - มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 14 - 20 เมษายน 2566
คอลัมน์ - โฟกัสพระเครื่อง
เผยแพร่ - วันพฤหัสที่ 13 เมษายน พ.ศ.2566


พระเกจิที่ได้รับการยกย่อง “พระครูพิบูลย์คณารักษ์” หรือ “หลวงพ่อดิ่ง คังคสุวัณโณ” อดีตเจ้าอาวาสวัดอุสภาราม (บางวัว) อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา

วัตถุมงคลและเครื่องรางของขลัง ได้รับความนิยมสะสม ที่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษ คือ “ลิงแกะ” ที่แกะสลักจากรากต้นรักและรากต้นพุดซ้อน ซึ่งต้องมีเคล็ดลับหรือกรรมวิธีเฉพาะในการขุดรากของต้นไม้ทั้งสองชนิด ดังนี้

1. เวลาขุดรากต้องดูฤกษ์หามยามดี

2. ไม้ที่นำมาแกะตามตำรากล่าวไว้ว่า แกะจากรากต้นรักซ้อนหรือรากต้นพุดซ้อนที่ตัวรากชอนไปทางทิศตะวันออก

3. ผู้ที่ขุดต้องนุ่งขาวห่มขาว และอยู่ในมุมที่ห้ามทับเงาตัวเอง จึงจะเป็นรากที่ใช้ได้

4. ขณะขุดต้องคิดแต่สิ่งที่ดี และภาวนาพระคาถาตลอดเวลาที่ทำการขุด

เริ่มสร้างแจกลูกศิษย์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2460 เป็นต้นมา ในแต่ละครั้งจะทำจำนวนไม่มาก โดยจะให้ลูกศิษย์จำนวน 4-5 คน ช่วยกันแกะ โดยมีรูปแบบเป็นลิงนั่งยอง มีหางพันเป็นฐาน และในมือถืออาวุธ เช่น กระบอง พระขรรค์ เป็นต้น อีกทั้งยังมีแบบไม่ถืออาวุธด้วย

ในส่วนขั้นตอนการปลุกเสก ทำได้เข้มขลัง ด้วยการให้ลูกศิษย์นำศัสตราวุธนานาชนิด นำมากองรวมไว้ในอุโบสถ และนำหนังเสือผืนใหญ่มาห่มทับบนกองอาวุธ ท่านนั่งทับบนหนังเสือ ส่วนลิงที่แกะเอาไว้นำมารวมใส่ไว้ในบาตร ตั้งไว้ด้านหน้า

ร่ำลือกันว่า จะปลุกเสกจนลิงไม้เหล่านั้นกระโดดออกจากบาตรจนหมดทุกตัว เป็นอันเสร็จพิธี

ลิงหลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว เชื่อว่ามีพุทธคุณสูงล้ำด้านเมตตามหานิยมและด้านคงกระพันชาตรี

ผู้ที่มีลิงแกะจะใช้คาถาหนุมาน เริ่มจากตั้งนะโม 3 จบ กล่าวพระคาถา ดังนี้ “หนุมานะ นะมะพะทะ” อุปเท่ห์การใช้พระคาถาดังกล่าว คือ ให้เสกตามกำลังวัน เช่น เสาร์ 10 อาทิตย์ 6 จันทร์ 15 อังคาร 8 เป็นต้น




หลวงพ่อดิ่ง คังคสุวัณโณ

เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 มีนาคม 2420 ที่บ้านบางวัว ต.บางวัว อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา

เข้าวัยการศึกษา บิดามารดานำไปฝากให้ศึกษาเล่าเรียนอยู่กับพระภิกษุที่วัดบางวัว ซึ่งรับการอุปถัมภ์ด้วยดี ยามว่างจะเข้ามาช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพทำนา

อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ เข้าพิธีอุปสมบทเมื่อวันเสาร์ที่ 10 เมษายน 2440 ที่พัทธสีมาวัดบางวัว มีพระอาจารย์ดิษฐ์ พรหมสโร วัดบางสมัคร ต.บางสมัคร อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอาจารย์จ่าง วัดบางสมัคร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์ปลอด วัดบางวัว เป็นพระอนุสาวนาจารย์

ได้รับนามฉายาว่า คังคสุวัณโณ มีความหมายว่า “ผู้มีจิตชุ่มเย็นเช่นดังแม่น้ำ และแกร่งเช่นดังทองคำ”

อยู่จำพรรษาที่วัดบางวัว ศึกษาพระปริยัติธรรมเป็นเวลา 2 พรรษา หลังจากนั้น เดินทางเข้ากรุง ศึกษาพระปริยัติธรรมที่วัดไตรมิตรวิทยาราม (วัดสามจีน) ในสมัยที่พระครูวิริยกิจจการี หรือหลวงพ่อโม ธัมมสโร ยังมีชีวิต

จากบันทึกที่เล่าให้ศิษย์ใกล้ชิดฟังว่า “ขณะที่มาอยู่ที่วัดไตรมิตรฯ เพียง 1 พรรษา พระอธิการเปีย เจ้าอาวาสวัดบางวัว มรณภาพลง พระภิกษุในวัดและญาติโยม ประชุมปรึกษากัน มีมติให้ไปนิมนต์กลับมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสสืบต่อไป”

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่อาจขัดศรัทธาและเดินทางมาครองวัดบางวัวตั้งแต่ปี พ.ศ.2443

เมื่อดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส เริ่มพัฒนาถาวรวัตถุต่างๆ ในวัด ซึ่งขณะนั้นกำลังชำรุดทรุดโทรม จึงพัฒนาให้ศึกษาพระปริยัติธรรมแก่พระภิกษุ-สามเณร

เคยปรารภให้ศิษย์ใกล้ชิดฟังเสมอ ว่า “อาจารย์ที่ฉันได้เล่าเรียนวิชามาด้วยกันจริงๆ มีอยู่ 3 องค์ คือ หลวงพ่อดิษฐ์ พรหมสโร วัดบางสมัคร ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์, หลวงพ่อเปิ้น วัดบ้านเก่า ต.บ้านเก่า อ.พานทอง จ.ชลบุรี และหลวงพ่อเปอะ วัดจวนเขื่อนขันธ์ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ”

ลำดับงานปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2443 เป็นเจ้าอาวาสวัดบางวัว

พ.ศ.2452 เป็นเจ้าคณะตำบลบางวัว

พ.ศ.2463 เป็นพระอุปัชฌาย์

พ.ศ.2479 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะแขวงอำเภอบางปะกง

ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2480 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรในราชทินนามที่พระครูพิบูลย์คณารักษ์

ด้านวัตถุมงคล กล่าวขานกันว่า ในจังหวัดฉะเชิงเทรา มีเหรียญดังที่สนนราคาเหรียญค่อนข้างสูง เป็นที่รู้จักแพร่หลายในวงการเหรียญพระคณาจารย์ คือเหรียญหลวงพ่อโสทธร รุ่นปี พ.ศ.2460, เหรียญหลวงคง วัดซำป่างาม และเหรียญหลวงพ่อดิ่ง วัดอุสภาราม

เป็นพระเถราจารย์ที่เคร่งในวัตรปฏิบัติ มีเมตตาจิต และเชี่ยวชาญแตกฉานในทุกสาขาวิชา รวมถึงพุทธาคมต่างๆ เป็นที่เลื่อมใสศรัทธา วัตถุมงคลของท่านล้วนเป็นที่นิยมสะสมทั้งสิ้น ความโดดเด่นเป็นพิเศษและปัจจุบันนับว่าหาดูหาเช่าได้ยากยิ่ง

ถึงแก่มรณภาพด้วยอาการสงบ ขณะที่พระสงฆ์จะทำสังฆกรรมสวดปาติโมกข์ ตรงกับวันที่ 6 สิงหาคม 2495 สิริอายุ 75 พรรษา 55

ทุกวันนี้ วัตุมงคล โดยเฉพาะเหรียญรูปเหมือนรุ่นแรก ปี พ.ศ.2481 เป็นอีกวัตถุมงคลที่เสาะแสวงหา •
13  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ไปรษณีย์ / ผักกาดส้มยำ เมื่อ: 09 กุมภาพันธ์ 2567 07:33:38



ผักฯกาดฯส้มฯ ยำ
ผักกาดส้มยำ อ่านเป็นภาษาล้านนาว่า “ผั๋กกาดส้มยำ” คือ ผักกาดดองยำ

ผักกาดส้มยำ

ที่มา - มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 2 - 8 กุมภาพันธ์ 2567
คอลัมน์ - ล้านนาคำเมือง
เผยแพร่ - วันอาทิตย์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2567


“ส้ม” คือ รสเปรี้ยว ใช้เรียกชื่อผักกาดที่ดองหมักให้เข้ากันกับเกลือ มีรสเค็มเปรี้ยว ทำเป็นผักเครื่องเคียงกินแกล้มกับข้าวซอย ทำแกงผักดอง ต้มจืดผักดอง และยำผักดอง ซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านล้านนาตามฤดูกาล

ช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงมักจะทำให้คนไม่สบายเจ็บไข้ได้ป่วย กินข้าวไม่อร่อย ลองมาทำอาหารแบบโบราณกิน เป็นเมนูเด็ด เค็มเผ็ดเปรี้ยว หอมกลิ่นเครื่องปรุงของพืชผักสมุนไพรที่มีกลิ่นหอม และกลิ่นหอมของน้ำดองผัก ยั่วน้ำลายไหลได้ กินง่าย ทำก็ง่าย จ่ายก็ไม่แพง กินได้หลายคน

วัตถุดิบที่ใช้มีผักกาดดอง นำมาหั่นชิ้น

ส่วนน้ำผักดองนำไปตั้งไฟพออุ่น เตรียมไว้ก่อน

กินกับข้าวสวยหรือข้าวเหนียวร้อนๆ วันฯนี้ขํอฯกินฯเขั้าหื้ลำๆกับฯฯยำผักฯส฿้มฯแอมฯปลฯาปิ้งฯแฅบฯฯหมฯูฯกินฯลำแท้ๆ อ่านว่า วันนี้ขอกิ๋นเข้าหื้อลำๆ กั๋บยำผั๋กส้มแอมป๋าปิ้งแคบหมูกิ๋นลำแต๊ๆ แปลว่า วันนี้ขอกินข้าวให้อร่อยๆ กับยำผักดองแกล้มปลาปิ้งแคบหมู กินได้อร่อยจริงๆ

เครื่องปรุงในน้ำพริกยำ พริกแห้งเม็ดใหญ่ พริกขี้หนูแห้งปิ้งไฟ กระเทียมปิ้ง หอมแดงปิ้ง กะปิหรือปลาร้าใส่ตองปิ้ง นำส่วนผสมทั้งหมดลงโขลกให้ละเอียดตักใส่ถ้วย

เครื่องปรุงสมุนไพร มีข่าซอย ตะไคร้ซอย มะเขือเปราะซอย ต้นหอมผักชีซอย

วิธียำ ละลายน้ำพริกในน้ำดองผัก ใส่ผักดองที่หั่น ข่า ตะไคร้ มะเขือเปราะ คลุกเคล้าให้เข้ากัน ชิมรส เค็ม เผ็ด เปรี้ยว ตักใส่ถ้วยโรยหน้าด้วยต้นหอมผักชี •
14  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ตลาดสด / ประเทศที่มีผู้คนเดินทางน้อยที่สุดในโลก เมื่อ: 05 กุมภาพันธ์ 2567 13:56:37


ประเทศที่มีผู้คนเดินทางน้อยที่สุดในโลก

ในยุคปัจจุบันที่ผู้คนต่างหลงใหลในการท่องเที่ยว การเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ทั่วโลกเพื่อสัมผัสกับวัฒนธรรม ธรรมชาติ และวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน แต่ยังมีอีกหลายประเทศที่ผู้คนไม่ค่อยรู้จักหรือเดินทางไปเยือน เนื่องด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น การเดินทางที่ยากลำบาก ค่าใช้จ่ายที่สูง หรือขาดการประชาสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยว

จากข้อมูลขององค์การการท่องเที่ยวโลก (UNWTO) ในปี 2565 พบว่าประเทศที่มีผู้คนเดินทางน้อยที่สุดในโลก 10 อันดับแรก ได้แก่

ตูวาลู ประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก มีพื้นที่เพียง 26 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 11,000 คน การเดินทางไปยังตูวาลูนั้นค่อนข้างยากลำบาก เนื่องจากไม่มีสนามบินนานาชาติ ต้องเดินทางโดยเรือหรือเครื่องบินเช่าเหมาลำเท่านั้น

มอนต์เซอร์รัต ดินแดนโพ้นทะเลของสหราชอาณาจักรในทะเลแคริบเบียน เคยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม แต่การปะทุของภูเขาไฟในปี พ.ศ.2538 ได้ทำลายโครงสร้างพื้นฐานและการท่องเที่ยวของเกาะไปมาก ในปัจจุบัน มอนต์เซอร์รัตได้เริ่มฟื้นฟูการท่องเที่ยวขึ้นใหม่ แต่ยังคงมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนน้อย

นาอูรู ประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก มีพื้นที่เพียง 21 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 10,000 คน การเดินทางไปยังนาอูรูนั้นค่อนข้างยากลำบาก เนื่องจากไม่มีสนามบินนานาชาติ ต้องเดินทางโดยเรือหรือเครื่องบินเช่าเหมาลำเท่านั้น

ซานมารีโน ประเทศเมืองในทวีปยุโรป มีพื้นที่เพียง 61 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 33,000 คน ซานมารีโนเป็นประเทศที่เล็กที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก และตั้งอยู่ในหุบเขาที่ล้อมรอบด้วยประเทศอิตาลี ทำให้การเดินทางไปยังซานมารีโนนั้นค่อนข้างลำบาก

นครวาติกัน ประเทศเมืองในทวีปยุโรป มีพื้นที่เพียง 0.44 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 800 คน นครวาติกันเป็นศูนย์กลางของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก แต่จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนนครวาติกันนั้นค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เนื่องด้วยพื้นที่ที่เล็กและจำนวนประชากรที่น้อย

โซโลมอนไอส์แลนด์ ประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก มีพื้นที่ประมาณ 28,400 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 700,000 คน โซโลมอนไอส์แลนด์เป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ แต่การเดินทางไปยังโซโลมอนไอส์แลนด์นั้นค่อนข้างยากลำบาก เนื่องจากไม่มีสนามบินนานาชาติ ต้องเดินทางโดยเรือหรือเครื่องบินเช่าเหมาลำเท่านั้น

หมู่เกาะมาร์แชลล์ ประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก มีพื้นที่ประมาณ 181 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 58,000 คน หมู่เกาะมาร์แชลล์เป็นประเทศที่มีชายหาดที่สวยงามและแหล่งดำน้ำที่อุดมสมบูรณ์ แต่การเดินทางไปยังหมู่เกาะมาร์แชลล์นั้นค่อนข้างยากลำบาก เนื่องจากไม่มีสนามบินนานาชาติ ต้องเดินทางโดยเรือหรือเครื่องบินเช่าเหมาลำเท่านั้น

หมู่เกาะไมโครนีเซีย ประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก มีพื้นที่ประมาณ 700 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 100,000 คน หมู่เกาะไมโครนีเซียเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมและประเพณีที่หลากหลาย แต่การเดินทางไปยังหมู่เกาะไมโครนีเซียนั้นค่อนข้างยากลำบาก เนื่องจากไม่มีสนามบินนานาชาติ ต้องเดินทางโดยเรือหรือเครื่องบินเช่าเหมาลำเท่านั้น

ตองกา ประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก มีพื้นที่ประมาณ 748 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 105,000 คน ตองกาเป็นประเทศที่มีชายหาดที่สวยงามและแหล่งดำน้ำที่อุดมสมบูรณ์ แต่การเดินทางไปยังตองกานั้นค่อนข้างยากลำบาก เนื่องจากไม่มีสนามบินนานาชาติ ต้องเดินทางโดยเรือหรือเครื่องบินเช่าเหมาลำเท่านั้น

วานูอาตู ประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก มีพื้นที่ประมาณ 2,040 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 280,000 คน วานูอาตูเป็นประเทศที่มีชายหาดที่สวยงามและแหล่งดำน้ำที่อุดมสมบูรณ์ แต่การเดินทางไปยังวานูอาตูนั้นค่อนข้างยากลำบาก เนื่องจากไม่มีสนามบินนานาชาติ ต้องเดินทางโดยเรือหรือเครื่องบินเช่าเหมาลำเท่านั้น

ประเทศที่มีผู้คนเดินทางน้อยที่สุดในโลกเหล่านี้ ล้วนมีเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่รอให้นักท่องเที่ยวมาสัมผัส แม้จะเดินทางยากลำบาก แต่หากมีโอกาส


ที่มา https://board.postjung.com/1529323
15  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ไปรษณีย์ / ชาวล้านนาสมัยก่อน ปลูก “บ่าขาม=มะขาม” ทำนายสภาพอากาศ เมื่อ: 01 กุมภาพันธ์ 2567 14:23:32


ชาวล้านนาสมัยก่อน ปลูก “บ่าขาม=มะขาม” ทำนายสภาพอากาศ


ที่มา - มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 19 - 25 มกราคม 2567
คอลัมน์ - ล้านนาคำเมือง
เผยแพร่ - วันจันทร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ.2567




บ่าขาม อ่านว่า “บ่าขาม” หมายถึง มะขาม
 
บ่าขาม มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tamarindus indica L. เป็นสมาชิกวงศ์ถั่ว (Family Fabaceae) วงศ์ย่อยไมยราบ (Subfamily Mimosoideae) ชื่อสกุล Tamarindus มาจากคำว่า Tamrhindiyy ที่เป็นชื่อมะขามในภาษาอาราบิก และคำว่า indica มาจาก India หรือประเทศอินเดีย ชื่อภาษาอังกฤษเรียก Tamarind หรือ Indian date

บ่าขาม เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เปลือกต้นหนา แตกเป็นร่อง ใบประกอบขนนกชั้นเดียว เรียงสลับ แผ่นใบย่อยออกเป็นคู่ รูปขอบขนาน ปลายใบและโคนใบมน ดอกช่อออกตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกสีเหลือง มีลายเส้นร่างแหสีน้ำตาลแดง ผลเป็นฝัก บิดงอจนถึงตรง

เมื่อแก่เปลือกผลแห้งกรอบ เนื้อผลสีน้ำตาลเหนียวมีเส้นใบเหนียว เมล็ดเรียงแถวเดียว ทรงเกือบกลม แบน สีน้ำตาลเป็นมัน ออกดอกช่วงต้นฤดูฝน ติดผลแก่ช่วงปลายฝนต้นหนาวจนถึงต้นฤดูร้อน

เก๊าบ่าขาม หรือต้นมะขาม ชาวล้านนาเรามีการใช้ประโยชน์เกือบทั้งต้น ทั้งทางด้านอาหาร และทางยา ดังนี้

ใบมะขามอ่อนผลิใบหลังทิ้งใบในช่วงฤดูร้อนนำมายำกับน้ำยำแบบล้านนา (หมูสับต้มกับน้ำปลาร้า ตำกับน้ำพริกแกงเมือง แล้วเคี่ยวให้เข้ากัน) เป็นเมนู “ยำยอดมะขาม” โรยหน้าด้วยหอมแดงทอด กินอร่อย แถมช่วยระบายได้ด้วย หรืออาจประยุกต์ด้วยการยำกับปลากระป๋องก็อร่อยไปอีกแบบ ดอกมะขามออกในช่วงเดียวกันกับที่มีเห็ดถอบหรือเห็ดเผาะ บางครั้งหากมาทางเหนือเราอาจพบการใช้ดอกมะขามให้รสเปรี้ยวแทนยอดส้มป่อย หรือยอดมะเม่าในแกงเห็ดถอบได้

เนื้อมะขามมีรสชาติที่หลากหลายตั้งแต่เปรี้ยว เปรี้ยวอมหวาน จนถึงหวาน คนเฒ่าคนแก่ในล้านนานิยมกินมะขามหวานกับข้าวเหนียวเป็นอาหาร ส่วนเนื้อมะขามเปรี้ยวจะแกะเมล็ดปั้นเป็นก้อน เก็บไว้ปรุงอาหาร อย่าง จอผักกาด แกงฮังเล หรือแม้แต่ส้มตำมะละกอแบบล้านนาเราก็ใช้รสเปรี้ยวจากมะขามเป็นหลัก เส้นใยหรือ “แส้” ที่เหลือจากการแกะเมล็ดเอาเนื้อมะขาม ชาวล้านนานิยมนำมาขัดผิว

ใยจากเนื้อผลมะขามมีรสเปรี้ยวของเนื้อมะขามติดมาด้วยจึงช่วยให้หลังอาบน้ำแล้วผิวไม่แห้งเหมือนใช้สบู่ที่มีฤทธิ์เป็นด่าง ผิวจะสะอาด นุ่ม ลื่น ชุ่มชื้นดี




อ่านว่า จอผักกาดใส่บ่าขามลำแต๊ลำว่า แปลว่า จอผักกาด (ต้มผักกาดรสเปรี้ยว) ใส่มะขาม อร่อยมากๆ

เมล็ดนำไปคั่ว กินเป็นของกินเล่นหรืออาหารว่าง โดยคั่วให้เนื้อในเหลือง กะเทาะเปลือกแช่น้ำให้นิ่ม รับประทานแบบถั่วต้ม หรือนำมาเล่นหลากหลายวิธี เปลือกผลนำไปตำเก็บไว้ผสมยาสูบ หรือยาเส้น ไว้มวนบุหรี่ เพื่อช่วยลดความฉุนของยาสูบ เรียกว่า “ขี้โย” หรือ “บุหรี่ขี้โย” ว่ากันว่าเปลือกมะขามเปรี้ยวจะดีที่สุด เพราะเปลือกบาง ติดไฟง่าย

ประโยชน์ทางยาของมะขาม ทั้งส่วนยอด ดอก และเนื้อมะขาม ช่วยระบายจากสารกลุ่มแอนทราควิโนน ที่มีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้เช่นเดียวกับมะขามแขก จึงช่วยให้ระบายได้ โดยปริมาณแอนทราควิโนนไม่ขึ้นอยู่กับรสชาติของเนื้อมะขาม ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นมะขามหวานหรือมะขามเปรี้ยวก็ช่วยระบายได้เหมือนๆ กัน เมล็ดมะขามช่วยถ่ายพยาธิตัวกลม พยาธิเส้นด้าย โดยใช้เนื้อใน 20-25 เมล็ด ต้มกับน้ำใส่เกลือเล็กน้อย รับประทานทั้งเนื้อให้หมดในคราวเดียว

ใบมะขามที่โตเต็มที่ ไม่แก่ไม่อ่อนเกินไปใช้เป็นส่วนผสมในลูกประคบล้านนา โดยรสเปรี้ยวในใบมะขามจะช่วยเปิดรูขุมขนระหว่างการนวดด้วยลูกประคบ ช่วยให้ตัวยาในลูกประคบสมุนไพรซึมซาบเข้าไปได้ดีขึ้น ดั้งนั้น หากเตรียมใบมะขามสำหรับทำลูกประคบให้รูดเอาเฉพาะใบเท่านั้น ห้ามเด็ดมาทั้งแกนใบประกอบ เนื่องจากเส้นแกนของใบประกอบมีรสฝาด มีฤทธิ์สมาน จะทำให้รูขุมขนปิด และปิดกั้นการซึมซาบของสารสำคัญจากสมุนไพรในลูกประคบได้

นอกจากนี้ ยังเชื่อว่าการปลูกมะขามไว้ในบ้านจะช่วยเสริมบารมีให้มีคนเกรงขาม นับหน้าถือตา ปกป้องจากสิ่งชั่วร้ายได้ และยังใช้ทำนายสภาพอากาศในแต่ละปีได้จากการงอของฝักมะขาม โดยว่ากันว่าหากปีใดฝักมะขามงอมาก อากาศในปีนั้นจะหนาวมาก

ในทางตรงข้าม หากฝักมะขามไม่ค่อยขดหรืองอมากนัก ทำนายว่าฤดูหนาวปีนั้นจะไม่ค่อยหนาว หรือค่อนข้างอบอุ่น และไม้มะขามถือว่าเป็นไม้ที่มีเนื้อละเอียดและแกร่ง นิยมใช้ทำเขียง •
16  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ตลาดสด / ส่วนสีขาวของ "ขี้จิ้งจก" คืออะไร ทำไมขี้จิ้งจกมีสองสี ส่วนไหนคือขี้กันแน่ เมื่อ: 26 มกราคม 2567 16:40:45


ส่วนสีขาวของ "ขี้จิ้งจก" คืออะไร ทำไมขี้จิ้งจกมีสองสี ส่วนไหนคือขี้กันแน่

"จิ้งจก" เป็นสัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็ก ซึ่งบางคนอาจรู้สึกกลัว หรือบางคนก็ไม่ได้รู้สึกอะไร แต่ที่แน่นอนคือเมื่อมีจิ้งจกอยู่ในบ้านสิ่งหนึ่งที่เลี่ยงไม่ได้เลยคือ "ขี้จิ้งจก" ซึ่งกลายเป็นสิ่งสกปรกของบ้าน และรู้สึกเหน็ดเหนื่อยทุกครั้งที่จะต้องทำความสะอาด เนื่องจากหากทิ้งขี้จิ้งจกไว้จนแห้งและมีเป็นจำนวนมาก จะทำความสะอาดได้ยากยิ่งขึ้น

หากสังเกตขี้จิ้งจกจะพบว่าขี้จิ้งจกมี 2 ส่วนประกอบคือส่วนที่เป็นสีดำ หรือสีน้ำตาล กับส่วนที่เป็นสีขาว ทราบหรือไม่ว่าทำไมขี้จิ้งจกจึงมีลักษณะเป็นเช่นนั้น และส่วนสีเข้ม หรือสีขาวที่เป็นขี้กันแน่ เรามีคำตอบ

ทำไมขี้จิ้งจกมีสองสี
เนื่องจากจิ้งจกขับถ่ายทั้งอุจจาระ (ขี้) กับปัสสาวะช่องขับถ่ายเดียวกัน ดังนั้นเวลาถ่ายจึงมีทั้งสองส่วนปนกันออกมา

ส่วนสีขาวของขี้จิ้งจกคืออะไร
ขี้จิ้งจกประกอบด้วยสองส่วนสำหรับส่วนที่ใหญ่กว่าคือกากอาหาร จะมีสีดำ หรือสีน้ำตาลรูปทรงกระบอก ส่วนที่เล็กกว่าและสีขาวคือปัสสาวะซึ่งเป็นกรดยูริกของเสียในปัสสาวะ เป็นสีขาว ทรงกลม ที่เรียกว่ายูเรตที่มีลักษณะเป็นก้อนแข็ง เพราะมันกินแต่อาหารไม่กินน้ำ ร่างกายจึงต้องป้องกันการสูญเสียน้ำไปกับการขับถ่ายโดยดูดน้ำจากของเสียคืนสูร่างกาย ดังนั้นส่วนของปัสสาวะที่เป็นสีขาวจึงแห้งกลายเป็นผลึกกรดยูริกที่ขับถ่ายออกมาพร้อมอุจจาระสีเข้มกว่า ดังนั้นส่วนสีขาวคือปัสสาวะ และส่วนสีเข้มที่มีทั้งสีน้ำตาล และสีดำคืออุจจาระ


https://www.sanook.com/
17  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ไปรษณีย์ / ธาตุเจ้าเรือน คืออะไร เมื่อ: 25 มกราคม 2567 14:08:32


ธาตุเจ้าเรือน คืออะไร

ตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทย กล่าวว่าคนเราเกิดมาในร่างกายประกอบด้วยธาตุทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งในแต่ละคนมีธาตุหลักเป็นธาตุประจำตัว เรียกว่า “ธาตุเจ้าเรือน” ซึ่งธาตุเจ้าเรือนนี้มี ๒ ลักษณะ คือ ธาตุเจ้าเรือนเกิด ซึ่งเป็นไปตามวันเดือนปีเกิด และธาตุเจ้าเรือนปัจจุบัน  พิจารณาจากบุคลิกลักษณะ อุปนิสัยและภาวะด้านสุขภาพ กายใจ ว่าสอดคล้องกับลักษณะของบุคคล  ธาตุเจ้าเรือน ได้แก่

ธาตุดิน
ธาตุดิน คือ คนที่เกิดเดือน ๑๑, ๑๒, ๑
หรือ ตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม

ลักษณะรูปร่าง : รูปร่างสูงใหญ่ ผิวค่อนข้างคล้ำ ผมดกดำ กระดูกใหญ่ ข้อกระดูกแข็งแรง น้ำหนักตัวมาก ลำสัน เสียงดังหนักแน่น

ควรรับประทานอาหารรสฝาด หวาน มัน  และเค็ม   

ตัวอย่างผลไม้ : มังคุด ฝรั่ง ฟักทอง เผือก ถั่วต่างๆ เงาะ หัวมันเทศ   

ตัวอย่างผักพื้นบ้าน :  ผักกระโดน กล้วยดิบ ยอดมะม่วงหิมพานต์ ยอดมะยม สมอไทย กระถินไทย กระโดนบก กระโดนน้ำ ผักหวาน ขนุนอ่อน สะตอ ผักโขม โสน ขจร ยอดฟักทอง ผักเชียงดา บวบต่างๆ   

ตัวอย่างเมนูอาหาร : ผักกูดน้ำมันงา ดอกงิ้วทอดไข่ ผัดบวบงู แกงเลียงผักหวานใส่ปลาย่าง ถั่วลิสงต้มเค็ม ดอกขจรผัดไข่ แกงป่ากล้วยดิบ คั่วขนุน สตอผัดกุ้ง สมอไทยผัดน้ำมันหอย

ตัวอย่างอาหารว่าง : เต้าส่วน วุ้นกะทิ กล้วยบวดชี แกงบวดฟักทอง ตะโก้เผือก

ตัวอย่างเครื่องดื่ม : น้ำอ้อย น้ำมะพร้าว น้ำตาลสด น้ำมะตูม นมถั่วเหลือง น้ำแคนตาลูป น้ำส้ม น้ำฝรั่ง น้ำลูกเดือย น้ำข้าวโพด น้ำแห้ว น้ำฟักทอง

เกร็ดความรู้ : ผู้ที่มีธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุดิน มักจะไม่ค่อยเจ็บป่วย เพราะธาตุดินเป็นที่ตั้งของกองธาตุ



ธาตุน้ำ
ธาตุน้ำ คือ คนที่เกิดเดือน ๘,๙,๑๐
หรือ กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน

ลักษณะรูปร่าง : รูปร่างสมบูรณ์ สมส่วน ผิวพรรณสดใส เต่งตึง ตาหวาน น้ำในตามาก ท่าทางเดินมั่นคง ผมดกดำงาม ทนหิว ทนร้อน ทนเย็นได้ดี เสียงโปร่ง ความรู้สึกทางเพศดี อากัปกิริยามักเฉื่อย และค่อนข้างเกียจคร้าน

ควรรับประทานอาหารรส : เปรี้ยว และขม
 
ตัวอย่างผลไม้ : มะนาว ส้ม สับปะรด มะเขือเทศ มะยม มะกอก มะดัน กระท้อน

ตัวอย่างผักพื้นบ้าน : ขี้เหล็ก แคบ้าน ชะมวง ผักติ้ว ยอดมะกอก ยอดมะขาม มะอึก มะเขือเครือ มะระจีน มะแว้ง สะเดาบ้าน มะระขี้นก
 
ตัวอย่างเมนูอาหาร : แกงส้มดอกแค ต้มโคล้งยอดมะขาม ต้มยำใส่ใบติ้ว ยำกระท้อน แกงขี้เหล็กปลาย่าง

ตัวอย่างอาหารว่าง : มะยมเชื่อม มะม่วงกาวน

ตัวอย่างเครื่องดื่ม : น้ำมะนาว น้ำมะเขือเทศ น้ำมะขาม น้ำสับปะรด น้ำกระเจี๊ยบ น้ำมะเฟือง


เกร็ดความรู้ : ผู้ที่มีธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุน้ำ ในช่วงอายุแรกเกิด – 16 ปี มักจะมีอาการเป็นหวัด คัดจมูก ตาแฉะ ในฤดูหนาว จะเจ็บป่วยง่าย เพราะธาตุน้ำกำเริบ



ธาตุลม
ธาตุดิน คือ คนที่เกิดเดือน ๕,๖,๗
หรือ เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน

ลักษณะรูปร่าง : ผิวหนังหยาบแห้ง รูปร่างโปร่ง ผอมบาง ข้อกระดูกมักลั่นเมื่อเคลื่อนไหว รักง่ายหน่ายเร็ว ทนหนาวไม่ค่อยได้ นอนไม่ค่อยหลับ ช่างพูด เสียงต่ำ ออกเสียงไม่ชัดเจน ความรู้สึกทางเพศไม่ค่อยดี

ควรรับประทานอาหารรส : เผ็ดร้อน
 
ตัวอย่างผลไม้ : ลูกจันทน์

ตัวอย่างผักพื้นบ้าน : ขิง ข่า ตะไคร้ กระชาย พริกไทย โหระพา กระทือ ดอกกระเจียว ขมิ้นชัน ผักคราด ช้าพลู ผักไผ่ พริกขี้หนู สะระแหน่ หูเสือ ผักแขยง ผักชีลาว ผักชีล้อม ยี่หร่า กานพลู
 
ตัวอย่างเมนูอาหาร : แกงปลาดุกใส่กระทือ ต้มข่าไก่ ต้มยำกุ้ง แกงหอยขมใส่ใบชะพลู แกงแค

ตัวอย่างอาหารว่าง : บัวลอยน้ำขิง เต้าฮวย เต้าทึง มันต้มขิง ถั่วเขียวต้มขิง เมี่ยงคำ

ตัวอย่างเครื่องดื่ม : น้ำขิง น้ำตะไคร้ น้ำข่า น้ำกานพลู

เกร็ดความรู้ : ผู้ที่มีธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุดิน ในช่วงอายุ 32 ปีขึ้นไป มักจะมีอาการเวียนหัว หน้ามืด เป็นลมง่าย ในฤดูฝนจะเจ็บป่วยง่าย เพราะธาตุลมกำเริบ



ธาตุไฟ
ธาตุดิน คือ คนที่เกิดเดือน ๒,๓,๔
หรือ มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม

ลักษณะรูปร่าง : มักขิ้ร้อน ทนร้อนไม่ค่อยได้ หิวบ่อย กินเก่ง ผมหงอกเร็ว มักหัวล้าน ผัวหนังย่น ผม ขน และหนวดอ่อนนิ่ม ไม่ค่อยอดทน ใจร้อน ข้อกระดูกหลวม มีกลิ่นปาก กลิ่นตัวแรง ความต้องการทางเพศปานกลาง

ควรรับประทานอาหารรส : ขม เย็น และจืด
 
ตัวอย่างผลไม้ : แตงโม มันแกว พุทรา แอปเปิ้ล

ตัวอย่างผักพื้นบ้าน : ผักบุ้ง ตำลึง ผักกระเฉด ผักกระสัง สายบัว ผักกาดจีน ผักกาดนา มะระ ผักปลัง มะรุม มะเขือยาว ผักหนาม ยอดมันเทศ กระเจี๊ยบมอญ สะเดา ยอดฟักทอง หยวกกล้วย หม่อน มะเขือยาว กุยช่าย 
 
ตัวอย่างเมนูอาหาร : ผัดผักบุ้ง แกงจืดตำลึง ผัดสายบัวใส่พริก แกงส้มมะรุม แกงคูน แกงจืดมะระ แกงส้มหยวกกล้วยใส่ปลาช่อน ยำผักกระเฉด ผักหนามผัดน้ำมันหอย

ตัวอย่างอาหารว่าง : ซ่าหริ่ม ไอศกรีม น้ำแข็ง

ตัวอย่างเครื่องดื่ม : น้ำแตงโมปั่น น้ำใบบัวบก น้ำใบเตย น้ำเก๊กฮวย


เกร็ดความรู้ : ผู้ที่มีธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุไฟ ในช่วงอายุ 16-32 ปี มักหงุดหงิดง่าย อารมณ์เสียบ่อย เป็นคนเจ้าอารมณ์  ในฤดูร้อนจะเจ็บป่วยง่าย อาจเป็นไข้ตัวร้อนได้ง่าย เพราะธาตุไฟกำเริบ

18  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ไปรษณีย์ / แกงส้มผักรวม ยอดแกงต้านมะเร็ง เมื่อ: 23 มกราคม 2567 17:10:36


แกงส้มผักรวม ยอดแกงต้านมะเร็ง ชัวร์ไม่แกง

ที่มา - มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 19 - 25 มกราคม 2567
คอลัมน์ โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งพาตนเอง
เผยแพร่ - วันเสาร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ.2567


ปีกระต่ายทอง 2566 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป เป็นปีปังของแกงส้ม ที่ปังทั้งหัวปี ท้ายปี

ช่วงหัวปีก็โดนตีข่าวในโลกโซเชียลเรื่องเมนูแกงส้มของไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็นอาหารยอดแย่ที่สุดในโลกโดยเว็บไซต์ท่องเที่ยวชื่อดังเว็บหนึ่ง กระตุกต่อมรักชาติไทยใจช่างเหี้ยมหาญ รักษาแกงไทยไว้ให้ลูกหลาน (ฮา) ระดมกันติดแฮชแท็ก #SAVE แกงส้ม สร้างกระแสโต้กลับในโลกโซเชียล

กระทรวงสาธารณสุขไทยถึงกับร้อนอาสน์ออกมาร่วมวงแจมแฮชแท็ก #SAVE แกงส้ม เชิญชวนให้ผู้บริโภคทั่วโลกเปิดใจรักแกงส้ม พร้อมโปรโมตประโยชน์ทางโภชนาการของแกงส้มในฐานะแกงผักรวมสมุนไพรที่ถือเป็นอาหารหลักอยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน

แต่เพียงไม่กี่วันก่อนสิ้นปีกระต่าย เมนูแกงส้มก็โดน “แกง” (แกล้ง) อีก คราวนี้ถูกสื่อทำเนียบนำไปตั้งฉายาว่า “แกงส้มผักรวม”

แต่ถึงอย่างไรก็ไม่มีใครด้อยค่าแกงส้มได้ แกงส้มยังคงเป็นยอดภูมิปัญญาอาหารไทย ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ด้วยคุณค่าส่งเสริมคุ้มครองสุขภาพ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว รสร้อนซ้อนเปรี้ยวอันเป็นซิกเนเจอร์ของแกงส้ม ช่วยอุ่นร่างกายคลายไอเย็น ขับหวัดขจัดโรคที่มากับความหนาวเย็นเป็นปลิดทิ้ง

ถ้าจัดกลุ่มสกุลแกงไทยก็ต้องนับว่าแกงส้มเป็นอาหารชาวบ้าน ไม่ใช่อาหารชาววังที่ใส่กะทิอย่าง “มัสมั่นแกงแก้วตาหอมยี่หร่ารสร้อนแรง” ในราชสำนักของรัชกาลที่ 2 หรือเป็นเมนู “คั่วแกงพะแนงผัดที่โรยหน้าพริกไทยใส่ผักชีเหมือนสีกา” ของพระภิกษุสุนทรภู่

แม้แกงส้มจะไม่เทียบชั้นกับอาหารชาววังอันเริ่ดหรู ที่ปรุงด้วยหัวกะทิ เครื่องเทศชั้นสูงจำพวกใบกระวาน กานพลู ดอกจันทน์ อบเชย ลูกผักชียี่หร่า ฯลฯ

แต่แกงบ้านๆ รสล้ำที่ใช้เครื่องแกงและเครื่องปรุงธรรมดาหาง่ายนี่แหละที่เป็นจุดแข็ง ซึ่งทำให้แกงส้มแพร่หลายกลายเป็นเมนูยอดฮิตของชาวไทย และชาวอุษาคเนย์

เริ่มจากสูตรเครื่องแกงตำเองง่ายๆ ประกอบด้วยเครื่องเทศไทยพื้นๆ แต่เพียบพร้อมสรรพคุณ ได้แก่ กระชายขาวตำครึ่งถ้วย มีน้ำมันหอมระเหยหลายชนิด ที่นอกจากจะช่วยให้แกงส้มมีกลิ่นหอมเฉพาะน่ารับประทานแล้ว ยังมีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะ ชะลอความชรา บำรุงกำลัง กระตุ้นระบบการไหลเวียนโลหิต ช่วยย่อยอาหาร รักษาแผลในกระเพาะ แก้ท้องเสีย บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แถมเสริมสรรถภาพทางเพศด้วย

เมื่อเร็วๆ นี้ ทีมวิจัยไทยยังค้นพบว่ากระชายขาวสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโควิด-19 ในหลอดทดลองได้ โดยสารสกัด 2 ตัว คือ แพนดูราทิน และพิโนสโตรบิน

กระเทียม 5 กลีบ สรรพคุณแก้กลุ่มอาการเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ได้แก่ แก้ไอ หวัด หืดหอบ ขับเสมหะ ช่วยป้องกันการตีบตันของหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดทั่วร่างกาย กำจัดไขมันในเลือดชนิดไม่ดี และเผาผลาญไขมันส่วนเกินในอวัยวะต่างๆ ช่วยควบคุมน้ำหนัก

ยิ่งกว่านั้นกระเทียมสดช่วยกระตุ้นน้ำย่อยในกระเพาะอาหารให้หลั่งออกมาย่อยอาหารในปริมาณมากขึ้น และเสริมการทำงานของเอนไซม์ที่ช่วยย่อยสาร อาหารจำพวกโปรตีนและมีสารปฏิชีวนะยับยั้งเชื้อแบคทีเรียตัวร้ายในทางเดินอาหารด้วย

หอมแดงใหญ่ 1 1/2 หัว มีสรรพคุณคล้ายกระเทียม ส่วนที่เพิ่มเติมคือ ช่วยบำรุงสมอง บำรุงหัวใจ ขับปัสสาวะ และขับพยาธิ เป็นต้น

พริกชี้ฟ้า แห้ง 4 ดอก แช่น้ำให้นิ่มแล้วสับ เอาเม็ดออก ถ้าไม่ชอบเผ็ด พริกแห้ง อุดมไปด้วย ธาตุเหล็ก โพแทสเซียม แมกนีเซียม วิตามิน เอ ซี เค ที่มีคุณค่าสูงต่อสุขภาพ ช่วยย่อย ขับลมในกระเพาะ ช่วยลดน้ำหนัก มีสารแคปไซซินแก้ขัดตามข้อ ลดอาการปวดเมื่อยของร่างกาย แถมมีสารเอนโดรฟิน สร้างความสุข คลายเครียดด้วย

พริกแดง สด 2 ดอก สรรพคุณเหมือนพริกแห้ง

กะปิ อย่างดี 2 ช้อนชา เป็นโปรไบโอติกส์ชั้นดี มีคุณค่าปรับสมมดุลสภาพแวดล้อมในลำไส้ ป้องกันการติดเชื้อฉวยโอกาสที่ก่อโรครุนแรง อุดมด้วยวิตามินบี 12 ที่ช่วยสร้างเม็ดโลหิตแดง ป้องกันภาวะโลหิตจาง มีแคลเซียมสูงบำรุงกระดูกและข้อ มีสารแอสตาแซนตินบำรุงประสาทตา

และที่สำคัญคือ เพิ่มกรดไขมันชนิดดีช่วยลดโอกาสการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง

เครื่องแกงส้มทั้งหมดตำแหลกพอทำแกงส้มหม้อเล็กได้ โดยปรุงกับผักและเนื้อสัตว์น้ำจำพวกปลา กุ้ง ตามใจชอบ ทำให้ออกรสเปรี้ยวด้วยน้ำมะขามเปรี้ยวข้นประมาณครึ่งถ้วย ซึ่งมีกรดทาร์ทาลิกที่ช่วยระบายอ่อนๆ แก้ไข้ ไอ หวัด ขับเสมหะ ลดความดันโลหิต

ส่วนผักรวมในที่นี้ ขอแนะนำผักรวมพื้นบ้านตระกูลถั่วที่หาง่าย ไร้สาร 2 อย่าง ได้แก่ ดอกแค ถั่วพู ซึ่งแน่นไปด้วยคุณค่าอาหารและยา

ดอกแค อุดมด้วยวิตามินบี 2 ช่วยในการเผาผลาญอาหารประเภทแป้ง ไขมัน และโปรตีน ในกระบวนการสร้างการเจริญเติบโตของเด็กและคนวัยเจริญพันธุ์

ช่วยต้านอนุมูลอิสระ บำรุงผิวพรรณ เล็บ และเส้นผม

ลดความเจ็บปวดจากไมเกรน ช่วยบรรเทาอาการอ่อนล้าของสายตา และเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น รักษาโรคปากนกกระจอก ช่วยต่อมหมวกไตผลิตคอร์ติโคสเตียรอยด์เพื่อควบคุมการทำงานของร่างกายให้เป็นปกติ และเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมสารอาหารร่างกายมากขึ้น

มีแคโรทีนบำรุงสายตาและผิวพรรณ มีแคลเซียม ฟอสฟอรัสเสริมสร้างกระดูก ฟันให้แข็งแรง

ส่วนสรรพคุณยาที่คุ้นหู คือ แกงส้มดอกแค แก้ไข้หัวลม สร้างภูมิคุ้มกันหวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล แก้ไซนัส หลอดลมอักเสบ บำรุงตับขับน้ำดี ช่วยให้เจริญอาหารกินได้ นอนหลับสบายไม่ต้องพึ่งยานอนหลับ

ฝักถั่วพู อุดมไปด้วยใยอาหารและวิตามินเอ ซี อี และยังเป็นผักที่มีโปรตีนสูง ซึ่งเป็นตัวช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายและทำให้ร่างกายแข็งแรง

ถั่วพูเป็นผักที่มีสารขัดขวางต่ำจึงช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมไปใช้ได้ถึง 39.1-51.9 % เลยทีเดียว

ไฮไลต์ของแกงส้มผักรวมหม้อนี้ คือ เป็นอาหารไทยต้านมะเร็ง

สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดลได้วิจัยพบว่า แกงส้มเป็น 1 ใน ยอด 5 แกงไทยต้านมะเร็ง

เพราะแกงส้มมีสมุนไพรหลากชนิดในเครื่องแกงและในผักพื้นบ้าน ที่สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งแบบธรรมชาติ โดยไม่ต้องใช้เคมีบำบัดได้ถึงประมาณ 45%

อันนี้ชัวร์ ไม่แกง ใครจะ “แกง” แสร้งว่า แกงส้มไทยเป็นเมนูยอดแย่ อย่าไปน้อยใจ จงเชื่อมั่นในภูมิปัญญาอาหารไทย โดยเฉพาะในยามโรคภัยไข้เจ็บชุกชุม และเต็มไปด้วยปัจจัยก่อโรคมะเร็งเช่นนี้

ถึงเวลาแล้วที่คนไทยต้องกลับมาพึ่งพาตนเองด้านสุขภาพด้วยภูมิปัญญาอาหารไทยต้านโรค •
19  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ อนามัย / การพอกยาสมุนไพร เมื่อ: 22 มกราคม 2567 16:05:33


การพอกยาสมุนไพร


ข้อเสี่อมเกิดขึ้นได้อย่างไร

โรคเรื้อรังที่เกิดจากความผิดปกติของข้อชนิดหนึ่งที่ไม่มีการอักเสบของข้อชนิดที่มีเยื่อบุข้อที่เกิดจากการเสื่อมและสึกหรอของผิวกระดูกอ่อนหุ้มข้อต่างๆ  ตามกระบวนการสูงอายุตามวัยหรือเหตุจากปัจจัยอื่นที่มีผลต่อการเสี่อมสภาพของข้อ ซึ่งจะมีผลทำให้เกิดอาการเจ็บปวดบริเวณข้อ และความสามารถในการเคลื่อนไหวของข้อน้อยลง เช่น ข้อเข่า ข้อเท้า ข้อมือ ข้อสะโพก ข้อต่อหัวไหล่ เป็นต้น

ปัจจัยเสี่ยง ที่ทำให้เกิดข้อต่างๆ (เข่า สะโพก หัวไหล่ มือ) เสื่อมหรือทำให้โรคลุกลามมากขึ้นได้แก่
1. อายุ ยิ่งอายุมาก ยิ่งมีโอกาสเกิดข้อเสื่อมมาก เพศหญิงมีโอกาสเกิดข้อเสื่อมมากกว่าเพศชาย
2. โรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน
3. เคยได้รับบาดเจ็บที่ข้อนั้นๆ มาก่อน
4. แนวกระดูกที่ประกอบเป็นข้อผิดรูป เช่น มีเข่าโก่ง กรรมพันธุ์
5. เยื่อบุข้ออักเสบเรื้อรัง




การพอกยาสมุนไพร
การพอยาสมุนไพร รักษาอาการปวดและการอักเสบ มีทั้งยาฤทธิ์ร้อนและยาฤทธิ์เย็น ยาพอกสมุนไพรแก้ปวดลดการอักเสบ เป็นตำรับยาสมุนไพรดั้งเดิม ที่แพทย์แผนไทยใช้ในการรักษาผู้ป่วย โดยใช้พอกตามข้อต่อ เช่น ข้อเข่า ข้อเท้า ข้อต่อหัวไหล่ ข้อมือ เป็นต้น หรือบริเวณแนวกล้ามเนื้อ เพื่อลดอาการปวดบวม อักเสบ และมีการบันทึกผลการรักษาว่าลดอาการดังกล่าวได้

วัสดุอุปกรณ์
1. แผ่นแป้งสาลี
2. ยาสมุนไพรหมัก ได้แก่
   2.1 ผักเสี้ยนผี ทั้งต้น
        - ช่วยรักษาโรคข้ออักเสบ
        - ผักเสี้ยนผีมีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ ช่วยแก้อาการปวดได้
        - สมุนไพร ทำเป็นยาพอกแก้อาการปวดศีรษะและปวดตามข้อ หรือบดเกลือทาแก้อาการปวดหลัง
        - ใช้เป็นยาถูนวดเพื่อช่วยให้เลือดไปเลี้ยงได้ดี ทำให้เลือดลมเดินสะดวกยิ่งขึ้น

   2.2 ไพร :  สรรพคุณ ลดอาการอักเสบ แก้ฟกช้ำ ลดบวม
   2.3 ข่า :  สรรพคุณ ขับลม เพิ่มระบบการไหลเวียนเลือด ลดการอักเสบ
   2.4 ขิง : สรรพคุณ ใช้ภายนอก แก้ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ถ้าใช้ภายใน บำรุงธาตุไฟ แก้ท้องอืด เฟ้อ อาหารไม่ย่อย ปวดเกร็งช่องท้อง แก้หวัด บรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะเนื่องจากโรคไมเกรน
   2.5. ผิว/ใบมะกรูด : สรรพคุณ น้ำมันหอมระเหยจากมะกรูดมีสรรพคุณช่วยผ่อนคลายความเครียด คลายความกังวล ทำให้จิตใจสงบนิ่ง ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ช่วยแก้ลม หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ บรรเทาอาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อ ระงับความปวด
   2.6 การบูร : สรรพคุณ แก้เคล็ดขัดยอก ลดบวม ลดอาการปวดตามข้อ

ขั้นตอนในการหมักยา
1. นำสมุนไพรทั้งหมดล้างให้สะอาด นำมาโขลก/สับพอหยาบ คลุกเคล้าให้เข้ากัน
2. บรรจุลงในโหลแก้ว เทเหล้าขาวหรือแอลกอฮอล์ให้ท่วมตัวยาสมุนไพร
3. หมักทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน แยกกากสมุนไพร เก็บน้ำสมุนไพรไว้ในขวดแยก ผสมการบูรพอประมาณ ใช้พอก หรือบรรจุในขวดสเปรย์พ่นบริเวณกล้ามเนื้อ หรือข้อต่อกระดูก บรรเทาอาการปวด

วิธีการพอกยาสมุนไพร
1. นำแผ่นแป้งสาลีตัดให้พอดีกับเข่า แล้วเทยาพอกที่หมักแล้วลงบนแผ่นแป้งแช่ไว้ประมาณ 10 นาที จนแผ่นแป้งนิ่ม
2. นำแผ่นแป้งชุบยาสมุนไพร ไปพอกบริเวณที่มีอาการปวด ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที (หากมีอาการแสบร้อน ควรยุติการพอกยา)

ข้อห้าม/ควรระวังพอกย
1. ควรหลีกเลี่ยง หรือบริเวณที่มีแผลเปิด
2. ไม่ควรพอกนานเกินระยะเวลาที่กำหนด คือไม่ควรเกิน 20 นาที อาจทำให้ผิวหนังพุพองหรือเกิดอาการผิวหนังอักเสบได้
3. หากมีอาการแสบร้อนบริเวณผิวหนังให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาด แล้วเช็ดด้วยน้ำมันมะกอกหรือน้ำมันมะพร้าว

20  วิทยาศาสตร์ทางจิต เรื่องลี้ลับ / เครื่องราง ของขลัง พุทธคุณ / Re: พระเครื่อง เมื่อ: 15 มกราคม 2567 11:57:39


พระปิดตาเนื้อผง-คลุกรัก หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ พระเกจิดังรุ่นเก่า จ.ชลบุรี

ที่มา คอลัมน์โฟกัสพระเครื่อง    มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 10 - 16 มีนาคม 2566
เผยแพร่ - วันเสาร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ.2566


“พระปิดตา” เป็นพระเครื่องประเภทหนึ่ง ซึ่งมีพุทธศิลปะเป็นเอกลักษณ์ แตกต่างจากพระเครื่องประเภทอื่นๆ จนกลายเป็นความโดดเด่นและได้รับความนิยมอย่างสูง

ลักษณะของพระปิดตา เป็นรูปทรงองค์พระที่ค่อนข้างอวบอ้วน ยกพระหัตถ์ขึ้นปิดพระพักตร์ บางสำนักจะทำเป็นรูปมือ เพิ่มอีก 2 ข้าง เอื้อมไปปิดทวารด้านล่าง (วงการเรียก “โยงก้น”) อีกด้วย

ลักษณะเด่นนับเป็นพระเครื่องที่แสดงถึง “นัย” หรือ “ปริศนาธรรม” แห่งงานพุทธศิลปะอย่างโดดเด่น ยากจะหาพระเครื่องประเภทใดเทียบเทียมได้

ความหมายเบื้องต้นแห่งการปิดตา คือ การปิด “ทวาร” หรือทางเข้าทางออกแห่งอาสวะกิเลสทั้งหลาย ซึ่งเราเชื่อกันว่าร่างกายของมนุษย์ (หรือสัตว์) มี “ทวาร” หมายถึงประตูแห่งการเข้าออก 9 ทาง ได้แก่ ตา 2 จมูก 2 หู 2 ปาก 1 รวมทั้งช่องทางขับถ่ายด้านหน้าและด้านหลังอีก 2

“การปิดกั้นทวารทั้ง 9” เป็นปริศนาธรรมที่กั้นกิเลสจากภายนอกไม่ให้เข้ามาสู่ภายใน เพื่อจุดหมายแห่งการปฏิบัติกรรมฐาน ซึ่งโบราณาจารย์ที่สร้าง “พระปิดตา” (หรือปิดทวาร) ในอดีตจะเป็นพระภิกษุที่ขึ้นชื่อลือเลื่องทางวิปัสสนาธุระทั้งสิ้น

ในกระบวนพระปิดตาแต่โบราณนั้น มีที่ขึ้นชื่อลือเลื่องหลายสำนักด้วยกัน วัสดุมวลสารที่นำมาประกอบเป็นองค์พระ มีทั้งเนื้อชินตะกั่ว เนื้อผงคลุกรัก เนื้อผงใบลาน เนื้อผงมวลสาร เนื้อสัมฤทธิ์ เนื้อเมฆพัด เนื้อเมฆสิทธิ์ เป็นต้น

ที่อยู่ในความนิยมสูงสุด เช่น พระปิดตาหลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ จ.ชลบุรี, พระปิดตาหลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน พระปิดตาแร่บางไผ่ พระปิดตาหลวงปู่ทับ วัดทอง, พระปิดตาหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง, พระปิดตาหลวงปู่นาค วัดห้วยจระเข้, พระปิดตาหลวงปู่ทับ วัดอนงคาราม, พระปิดตาหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท และอื่นๆ อีกหลายคณาจารย์ที่มีชื่อเสียงในอดีต

กล่าวได้ว่า พระปิดตาหลวงพ่อแก้ว เป็นพระที่หายากที่สุด และจะเป็นพระปิดตาเนื้อผงคลุกรักที่มีราคาแพงที่สุด เนื่องมาจากประสบการณ์และคำร่ำลือถึงเรื่องเมตตามหานิยม โชคลาภ ค้าขาย และจำนวนพระที่มีจำนวนน้อยมาก ใครมีต่างก็หวงแหน

พระปิดตาหลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ พิมพ์กลาง : ประวัติไม่มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร มีเพียงคำบอกเล่าสืบต่อกันมา ซึ่งก็จะเหมือนกับพระสงฆ์ในอดีตอีกหลายรูปที่ไม่มีการบันทึกไว้ เนื่องจากการคมนาคมในพื้นที่ต่างจังหวัดเป็นไปด้วยความยากลำบาก จะมีการบันทึกไว้เพียงพระสงฆ์ที่อยู่ใกล้กับเมืองกรุงหรือพระเถระที่มีสมณศักดิ์สูงเพียงเท่านั้น

มีเพียงคำบอกกล่าวกันต่อๆ มาว่า ท่านเป็นชาวเพชรบุรี และออกธุดงค์มาเรื่อยๆ ผ่านมาหลายจังหวัด จนกระทั่งมาถึงเมืองชลบุรี และปักกลดอยู่ตรงบริเวณที่เป็นวัดเครือวัลย์ ชาวบ้านต่างเลื่อมใสในตัวหลวงพ่อแก้ว จึงนิมนต์ขอให้อยู่จำพรรษาและสร้างวัดเครือวัลย์ ก็เมตตาอยู่จำพรรษาและสร้างวัดเครือวัลย์ขึ้นมา

มีการบอกเล่าถึงการสร้างศาลาการเปรียญว่า ชาวบ้านก็ช่วยกันหาไม้ในป่าและช่วยกันสร้างศาลาการเปรียญขึ้นจนสำเร็จ หลวงพ่อแก้วสร้างพระปิดตาเนื้อผงคลุกรัก เป็นการตอบแทน

ใช้มวลสารจากว่านมงคล 108 ชนิด อาทิ ไม้ไก่กุก กาฝากรัก กาฝากมะยม กาฝากมะขาม ฯลฯ ผสมกับผงอิทธิเจ ผงปถมัง ผงพุทธคุณ นำมาบดเป็นผงแล้วกรอง จากนั้นใช้น้ำรักเป็นตัวประสาน และเม็ดรักซึ่งได้จากต้นรักที่เป็นมงคลนามตำผสมลงไป แล้วกดพิมพ์ออกมาเป็นองค์พระ

ดังนั้น เนื้อองค์พระจะละเอียด นอกจากนี้ มักปรากฏเม็ดสีน้ำตาล สีแดง ซึ่งเกิดจากว่านขึ้นประปราย และหากองค์พระสึกจะเห็นเนื้อในละเอียดเป็นสีน้ำตาลอมดำ

ลักษณะพิมพ์ทรง เป็นรูปสามเหลี่ยมมุมโค้งคล้ายเล็บมือ องค์พระประธานประทับนั่ง ขัดสมาธิราบ พระวรกายอวบอ้วน ยกพระหัตถ์ขึ้นปิดพระเนตร ในลักษณะป้องทั้งพระพักตร์

พระปิดตาเนื้อผงคลุกรักที่ด้านหลังจะมีทั้งหลังแบบและหลังเรียบ แต่ทุกพิมพ์จะหายากมาก

ซึ่งพิมพ์มาตรฐาน อาทิ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง และพิมพ์เล็ก





รูปหล่อเหมือน หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์

มีเรื่องเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่เล่าขานกันหลากหลายเรื่อง เช่น มีลูกศิษย์วัดบางรายไปหลงรักสาว แต่สาวเจ้าไม่เล่นด้วย จึงนำผงของพระปิดตาไปแอบใส่น้ำให้สาวกิน แล้วก็ได้แต่งงานอยู่กินด้วยกัน

ความทราบถึงหลวงพ่อแก้ว จึงประกาศว่าถ้าใครนำพระไปขูดเอาผงใส่น้ำให้ผู้หญิงกิน แล้วไม่รับเลี้ยงดู จะเป็นบ้าแล้วก็สั่งห้ามไว้ เรื่องเมตตามหานิยมนั้นมีมากมาย

จำพรรษาอยู่ที่วัดเครือวัลย์จวบจนมรณภาพ จากปากคำของผู้เฒ่าผู้แก่ ซึ่งได้รับฟังมาจากบิดามารดาอีกทีหนึ่งว่ามรณภาพขณะอายุประมาณ 80 ปี

จากการสืบค้นข้อมูลการสำรวจคณะสงฆ์มณฑลปราจีนบุรี (คณะสงฆ์ฝ่ายภาคตะวันออก) มีการทำบัญชีภิกษุสามเณรศิษย์วัดในเมืองแล แขวงเมืองชลบุรี รัตนโกสินทร์ศก 118 แนบท้ายรายงานจัดการศึกษา การศาสนามณฑลปราจีนบุรี ของพระอมราภิรักขิต (สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์-เจริญ ญาณวรเถร) ระบุว่า “วัดเครือวัลย์ ตำบลหนองต้นโพธิ์ อำเภอเมือง นามเจ้าอธิการ แจ่ม พรรษา 20 อายุ 40 พระ 3 เณร 4”

ความนี้จึงทำให้ทราบว่า ในปี พ.ศ.2442 หลวงพ่อแก้วมรณภาพแล้ว หลวงพ่อแจ่มเป็นเจ้าอาวาสวัดเครือวัลย์อยู่ในปีนั้น •




พระกสิณเนื้อดิน หลวงพ่อพัฒน์ นารโท

พระ-เหรียญกสิณรุ่น 1 หลวงพ่อพัฒน์ วัดใหม่ พระเกจิดังสุราษฎร์ธานี

ที่มา - คอลัมน์โฟกัสพระเครื่อง มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 17 - 23 มีนาคม 2566
เผยแพร่ - วันศุกร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2566


“หลวงพ่อพัฒน์ นารโท” อดีตเจ้าอาวาสวัดพัฒนาราม (วัดใหม่) อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี พระเกจิอาจารย์เรืองวิทยาคมที่มีชื่อเสียงโด่งดัง

จัดสร้างวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังที่ล้วนแต่ได้รับความนิยม

วัตถุมงคลที่สร้างขึ้น คือ พระกสิณ มีทั้งเนื้อดินเผา เนื้อผงผสมว่าน และที่เป็นเหรียญ คือ เหรียญกสิณ ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง

พระกสิณ ทำมาจากผงกสิณ ผงที่เกิดจากพระเกจิอาจารย์เขียนอักขระกสิณลงไปบนกระดานชนวนหลายครั้ง แล้วนำมาผสมกับดินเพื่อเป็นพระเครื่องราง

สร้างพระกสิณ จากนิมิตสมาธิ เมื่อสร้างออกมา มีรูปแบบที่ไม่เหมือนใคร รุ่นแรก ปลุกเสกโดยหลวงพ่อพัฒน์ สร้างขึ้นในราวปี พ.ศ.2467-2472

ลักษณะรูปทรงคล้ายหยดน้ำ ด้านหน้าเป็นรูปพระพุทธนั่งสมาธิขัดราบประทับนั่งบนดอกบัว ใต้ดอกบัวเป็นอักขระพระกสิณ รอบองค์พระพุทธมีเส้นรัศมีที่เกิดจากการเข้าพระกสิณ

ด้านหลัง ตรงกลางเป็นอักขระพระกสิณ คล้ายตัว “อ” ล้อมรอบด้วยสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด 3 เส้น ด้านบนมีอักขระยันต์ขอมอุณาโลม ตรงด้านล่าง เขียนคำว่า “วัดใหม่”

ส่งผลให้มีสนนราคาสูงมาก





หลวงพ่อพัฒน์ นารโท

หลวงพ่อพัฒน์ นารโท เกิดในสกุล พัฒนพงศ์ เมื่อวันพุธ เดือน 6 ปีจอ พ.ศ.2405 ที่ตลาดบ้านดอน อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี

เมื่อเยาว์วัยได้ศึกษาอยู่กับพระอาจารย์ผ่อง แห่งวัดพระโยค ศึกษาเล่าเรียนตามเนื้อหาวิชาตามควรแก่วัยและตามภูมิพื้นความรู้ของผู้เป็นอาจารย์

ย่างเข้าวัยหนุ่ม สมรสกับนางละม่อม ต่อมา ภรรยาซึ่งตั้งครรภ์อยู่ได้คลอดบุตรออกมาเป็นผู้หญิง แต่ถึงแก่กรรมภายหลังคลอดได้ไม่นานนัก ให้โทมนัสเสียใจเป็นอันมาก จึงตัดสินใจหันหน้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์

เข้าพิธีอุปสมบทเมื่ออายุ 25 ปี ใน พ.ศ.2430 ที่อุโบสถวัดพระโยค มีพระครูสุวรรณรังษี (มี) เจ้าคณะอำเภอกาญจนดิษฐ์ และเจ้าอธิการ วัดโพธิ์ ต.บ้านตลาดบน (ยึดถือตามรายงานมณฑลชุมพร ร.ศ.119) เป็นพระอุปัชฌาย์, หลวงพ่อกล่อม วัดโพธิ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และหลวงพ่อขำ วัดบางใบไม้ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

ได้รับฉายาว่า “นารโท” จากนั้น อยู่จำพรรษาที่วัดพระโยค เป็นเวลาหลายพรรษา

ชีวิตในร่มกาสาวพัสตร์ สงบเย็นเกื้อกูลความในพระธรรมวินัย พร้อมสร้างคุณูปการหลายประการให้แก่พระศาสนา เอาธุระจัดการ เอาใจใส่ในความประพฤติปฏิบัติของพระสงฆ์ลูกวัด ตลอดจนกิจวัตรทางศาสนาต่างๆ 

สําหรับวัดพัฒนาราม เริ่มสร้างเมื่อ พ.ศ.2439 โดยหลวงพ่อพัฒน์ชักชวนชาวบ้านหักร้างถางพงที่บริเวณวัดเดิมซึ่งเป็นป่าทึบ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด อาทิ เสือ หมี ค่าง และงูพิษ จนไม่มีใครกล้าเข้าไปอยู่อาศัย แต่สามารถก่อสร้างกุฏิที่พักสงฆ์ อุโบสถ ศาลาการเปรียญ หอฉัน ในเนื้อที่ 29 ไร่ 3 งาน 10 ตารางวา สำเร็จขึ้นได้ และได้ผูกพัทธสีมาในปี พ.ศ.2444

วัดแห่งนี้ ตั้งอยู่ใน ต.ตลาด อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี ชาวบ้านเรียกชื่อวัดนี้ 2 ชื่อ คือ “วัดใหม่” เนื่องจากเป็นวัดที่สร้างขึ้นหลังวัดอื่นๆ ในย่านตลาดเมืองสุราษฎร์ธานี และคำว่า “วัดใหม่” หลวงพ่อพัฒน์ได้จารึกหลังพระกสิณ ซึ่งท่านได้สร้างขึ้น

อีกชื่อหนึ่งเรียกว่า “วัดพัฒนาราม” ตั้งขึ้นหลังจากหลวงพ่อพัฒน์มรณภาพแล้ว เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่เป็นผู้สร้างวัดนี้ขึ้นมา

นอกจากกิจการศาสนาแล้ว ยังได้ส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาด้วย โดยจัดตั้งโรงเรียนขึ้นเป็นแห่งแรกอำเภอกาญจนดิษฐ์ เมื่อประมาณ ร.ศ.116 (พ.ศ.2440)

เป็นพระอุปัชฌาย์ และเจ้าคณะแขวงอำเภอบ้านดอนอยู่ประมาณ 4-5 ปี แต่ด้วยความเป็นผู้ไม่ยึดติด จึงได้ลาออกจากตำแหน่งเจ้าคณะแขวงอำเภอเมือง (อำเภอบ้านดอน-เดิม) เมืองไชยา และตำแหน่งอุปัชฌาย์ เพื่อออกไปธุดงค์

ด้านวิทยาคม ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากพระเกจิ อาจารย์มากมาย อาทิ พระครูสุวรรณรังษี ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์, หลวงพ่อกล่อม พระกรรมวาจาจารย์ และหลวงพ่อขำ พระอนุสาวนาจารย์ ยังมีพระธุดงค์รูปหนึ่งซึ่งเดินทางมาจากวัดเขาหัวลำภู แห่งเขาพระบาท อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช พระธุดงค์รูปนี้ เรียกขานกันว่า พระอาจารย์สุข

ทั้งนี้ พระอาจารย์สุข ได้เมตตาถ่ายทอดสรรพวิชา ทั้งด้านการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานและวิทยาคม เช่น การลงอักขระอาคมบนแผ่นเงิน แผ่นทอง ตะกรุด ผ้ายันต์ เป็นต้น

ในช่วงบั้นปลายชีวิต มอบภารกิจหน้าที่ของทางวัดไว้กับหลวงพ่อเจียว สิริสุวัณโณ พระภิกษุผู้เป็นน้องชายให้เป็นผู้ดูแล โดยใช้เวลานี้ไปหลบปลีกวิเวก โดยใช้ศาลาที่พักศพในป่าช้าเป็นที่พำนัก ทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ไปกับการ มุ่งมั่นปฏิบัติธรรม บำเพ็ญเพียรภาวนาในพระสัทธรรม

กระทั่งเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2485 หลวงพ่อพัฒน์ บำเพ็ญสมาธิภาวนา ตั้งแต่หัวค่ำ ด้วยความสงบเย็น จนเวลาประมาณ 08.43 น. จึงละสังขารจากไปอย่างสงบ สร้างความเศร้าสลดและความอาลัยแก่ศิษยานุศิษย์ ญาติมิตร และพุทธบริษัทของวัดอย่างสุดซึ้ง

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง ด้วยมรณภาพในอิริยาบถนั่งสมาธิ และกาลเวลาผ่านไป 6-7 ปี แต่ปรากฏว่าสรีรสังขารไม่เน่าเปื่อย •
หน้า:  [1] 2 3 ... 115
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.337 วินาที กับ 26 คำสั่ง

Google visited last this page วานนี้