[ สุขใจ ดอท คอม บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น ] ธรรมะ พุทธประวัติ ฟังธรรม ดูหนัง ฟังเพลง เกมส์ เบาสมอง ดูดวง สุขภาพ สารพันความรู้
25 พฤศจิกายน 2563 17:27:10 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก เวบบอร์ด ช่วยเหลือ ห้องเกม ปฏิทิน Tags เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก ห้องสนทนา  
บุคคลทั่วไป, คุณถูกห้ามตั้งกระทู้หรือส่งข้อความส่วนตัวในฟอรั่มนี้
Fuck Advertise !!

  แสดงกระทู้
หน้า:  [1] 2 3 ... 86
1  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ห้องสมุด / ครูบาศรีวิชัย “นั่งหนัก” ในการสร้างถนนขึ้น “ดอยสุเทพ” เมื่อ: 21 ชั่วโมงที่แล้ว

ครูบาศรีวิชัยคณะลูกศิษย์และประชาชนที่เลื่อมใสศรัทธา มาร่วมกันสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ

ครูบาศรีวิชัย “นั่งหนัก” ในการสร้างถนนขึ้น “ดอยสุเทพ”

ที่มา - ศิลปวัฒนธรรม
เผยแพร่ - วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2563

ถนนขึ้นดอยสุเทพในปัจจุบันส่วนหนึ่งของทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1004 (ต่อเชื่อมจากเขตเทศบาลคนครเชียงใหม่ กับเทศบาลตำบลสุเทพ) โดยช่วงตั้งแต่แจ่งหัวริน (ลิน) ถึงสวนสัตว์เชียงใหม่เรียกว่า “ถนนห้วยแก้ว” ช่วงตั้งแต่อนุสาวรีย์ครูบาเจ้าศรีวิชัยถึงดอยสุเทพเรียกว่า “ถนนศรีวิชัย” หรือถนนทางขึ้นดอยสุเทพ

หากกว่าจะมาเป็นถนนเส้นนี้ต้องใช้ทั้งคน, เวลา และเงินจำนวนมาก

ความคิดที่จะสร้างถนนขึ้นดอยสุเพทเกิดขึ้นครั้งแรก เมื่อปี 2460 พลโท หม่อมเจ้าบวรเดช กฤดากร อุปราชเทศาภิบาลมณฑลฑลพายัพ เคยให้นายช่างกองทางดำเนิการสำรวจและจัดทำประมาณการค่าใช้จ่ายในการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ สรุปว่าต้องใช้งบประมาณ 200,000 บาท และเวลาในการก่อสร้างร่วม 3 ปี เช่นนี้โครงการดังกล่าวจึงหยุดชะงักไปแต่ต้นทั้งที่ยังไม่ได้ลงมือแต่อย่างใด

การสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ เกิดขึ้นอีกครั้ง หลังจากคณะสงฆ์เชียงใหม่และพลตรี เจ้าแก้วนวรัฐ นิมนต์ ครูบาเถิ้ม (พระอธิการโสภา โสภโณ)  ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพ เวลานั้นการขึ้นดอยสุเทพเต็มไปด้วยความลำบาก น้ำดื่มน้ำใช้ก็ไม่สะดวก ความเป็นอยู่ของพระที่วัดยากเข็ญ เพราะไม่มีชุมชนศรัทธาคอยอุปัฏฐาก ครูบาเถิ้มจึงคิดจะสร้างถนนขึ้นมาบนดอย

ครูบาเถิ้มนำเรื่องนี้มาปรึกษากับพลตรี เจ้าแก้วนวรัฐ, หลวงศรีประกาศ (ฉันท์ วิชยาภัย) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนแรกของจังหวัดเชียงใหม่ แต่ไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัด ด้วยเป็นงานยาก งานใหญ่ ภายหลังหลวงศรีประกาศ นำเรื่องดังกล่าวมาปรึกษาครูบาศรีวิชัย แต่ไม่ใช้การสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ หากเป็นการนำไฟฟ้าไปติดบน เมื่อท่านนั่งสมาธิอธิษฐานจิตแล้วจึงแนะนำให้สร้างถนนก่อนดีกว่า แล้วไฟฟ้าจะเป็นเรื่องง่าย

หากหลวงศรีประกาศก็ยังไม่มั่นใจ เพราะทางขึ้นดอยสุเทพทั้งสูงทั้งไกล ต้องใช้คนและเงินจำนวนมหาศาล แต่ครูบาศรีวิชัยก็ยืนยันให้สร้างถนน เมื่อหลวงศรีประกาศนำเรื่องมาแจ้งกับครูบาเถิ้ม และพลตรี เจ้าแก้วนวรัฐ ทั้งสองท่านก็เห็นตรงกันว่า ถ้าครูบาศรีวิชัยบอกว่าสามารถทำเสร็จ เป็นอันเชื่อถือได้ จึงตกลงทำหนังสือยื่นเรื่องการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ ไปถึงหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อขอให้ส่งนายช่างมาทำการสำรวจ

เมื่อรัฐบาลรับเรื่องแล้ว พระพิศาลสุขุมวิม(ประสพ สุขุม) อธิบดีกรมโยธาเทศบาล ก็ส่งคณะสำรวจลงพื้นที่ พร้อมจัดทำแผนที่การสร้างถนน หลวงศรีประกาศ และครูบาเถิ้มได้นำแผนที่ดังกล่าวไปให้ครูบาศรีวิชัยดู ครูบาศรีวิชัยกำหนดวันเพื่อทำพิธีบุกเบิกทางเป็นอุดมฤกษ์ไว้ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2477 เวลา 10.00 น. (วันศุกร์ขึ้น 3 ค่ำ เดือนยี่เหนือ (เดือน 12 ภาคกลาง) ปีจอ) เมื่อกำหนดวันได้ เถ้าแก่โหงว แซ่เตียว-คหบดีชาวเชียงใหม่ และเจ้าแก้วนวรัฐ เป็นเจ้าภาพพิมพ์ใบปลิวบอกข่าวการสร้างทางขึ้นดอยสุเทพจำนวน 100,000 ใบ

ในวันพิธี ครูบาเถิ้มเป็นผู้ประกอบพิธีเชิญเทวดาอารักษ์ทั้ง 4 ทิศ จากนั้นพลตรี เจ้าแก้วนวรัฐ เป็นผู้ลงจอบแรก[1] ตามด้วย เจ้านายฝ่ายเหนือ, หลวงศรีประกาศ ฯลฯ พระสงฆ์สวดชยันโต ครูบาศรีวิชัย ประกาศต่อสาธาณะว่า “การนี้เป็นการใหญ่ จะสำเร็จได้จะต้องมีเทพบุตรและเทพธิดามาช่วย” แล้วก็ชี้ไปที่ชายหญิงที่มาร่วมงาน

การสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพนั้นครูบาเถิ้มกับครูบาศรีวิชัยแบ่งการควบคุมงานกัน  โดยครูบาเถิ่มมีหน้าที่กำกับดูแลควบคุมเส้นทางหลักจากวัดพระธาตุดอยสุเทพลงมา ส่วนครูบาศริชัยควบคุมการทำงานจากด้านล่างขึ้นไปยังพระธาตุดอยสุเทพ และทำหน้าที่ “นั่งหนัก” เป็นประธานระดมทุนทรัพย์และรับไทยทานที่บริเวณหน้าวัดศรีโสภา (ขณะนั้นเป็นวัดร้าง)

คำว่า “นั่งหนัก” นั้นศาสตราจารย์มณี พยอมยงค์ ปราชญ์ล้านนา เคยอธิบายไว้ว่า ในอดีตก่อนหน้ายุคครูบาศรีวิชัยนั้น ชาวล้านนานไม่เคยรู้จักคำนี้มาก่อน เป็นการบัญญัติขึ้นมาใหม่เพื่อใช้เรียกพฤติกรรมการนั่งสมาธิบำเพ็ญภาวนาและให้ศีลให้พร (ปันพร) ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา แก่ผู้มาร่วมบริจาคเงินสำหรับการก่อสร้างเป็นการเฉพาะ

ในสัปดาห์แรกของการก่อสร้างถนนมีผู้คนมาช่วยไม่มากนัก หลังจากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์ ก็เริ่มมีผู้ทราบข่าวทยอยมาจากทั่วทุกทิศ มาขอเป็นอาสา หรือร่วมเป็นเจ้าภาพในการทำทาง ขอแบ่งบุญคนละครึ่งวาบ้าง วาหนึ่งบ้าง จำนวนผู้คนที่มาช่วยงานเพิ่มขึ้นเป็นไม่ต่ำกว่า 5,000/วัน ซึ่งมีทั้งพระภิกษุสามเณร, พ่อค้า, ประชาชน,ชาวเขาต่างๆ, เจ้านาย และข้าราชการ รวมผู้คนทั้งสิ้นที่มาร่วมงานก่อสร้างถนนครั้งนี้ 118,304 คน ใช้เวลาก่อสร้างแล้วเสร็จในเวลา 5 เดือน 22 วัน ก็แล้วเสร็จ

กำหนดทำพิธีฉลองเปิดทางทดลองวิ่งในวันที่ 30 เมษายน 2478 เมื่อแรกสร้างเสร็จให้ชื่อว่า “ถนนดอยสุเทพ” ต่อมาเมื่อครูบาศรีวิชัยมรณภาพจึงเปลี่ยนเป็น “ถนนศรีวิชัย”

[1] การลงจอบแรกในการสร้างถนนครั้งนี้ บ้างว่าเป็นพระยาพหลพลพยุหเสนา แต่พันตรีพุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา บุตรชายของท่านเคยให้สัมภาษณ์ว่าวันเวลานั้น พระยาพหลฯ ติดราชการอยู่ที่วังปารุสกวัน และพระยาพหลฯ ก็บอกกับครอบครัวว่าเป็นกิจกรรมภายในจังหวัดเชียงใหม่ตัวท่านไม่ได้รับเชิญ
2  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ห้องสมุด / ความแตกต่างระหว่างจีนกวางตุ้ง-ไหหลำ-แต้จิ๋ว-แคะ-ฮกเกี้ยน เมื่อ: 22 พฤศจิกายน 2563 12:08:08
.


ภาพเขียนวิถีชีวิตชาวจีนในเทศกาล เช็งเม้ง

ความแตกต่างระหว่างจีนกวางตุ้ง-ไหหลำ-แต้จิ๋ว-แคะ-ฮกเกี้ยน

ในความเป็นคนไทย ก็ยังมีรายละเอียดที่เฉพาะเจาะจงว่าเป็น คนเหนือ คนใต้ คนอีสาน ฯลฯ ในกลุ่มคนอีสานก็ยังแยกย่อยว่าเป็นอีสานใต้ อีสานเหนือ เป็นผู้ไท ฯลฯ ที่มีอัตลักษณ์พิเศษของตนเอง นี่เป็นเรื่องปกติของคนทุกเชื้อชาติ คนจีนก็เช่นกัน สำหรับคนเชื้อสายจีนในเมืองไทย ก็แยกย่อยเป็นจีน 5 กลุ่มภาษา อันประกอบด้วย แต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน ไหหลำ กวางตุ้ง และแคะ หรือฮากกา หากดูจากรูปลักษณะภายนอกก็ดูคล้ายๆ กัน 

แต่ถ้าพิจารณาจากนิสัยใจคอ การให้คุณค่าที่ต่าง ฯลฯ ก็จะเห็นความต่าง

อาจารย์ถาวร สิกขโกศล เขียนเรื่องนี้ไว้อย่างละเอียดในหนังสือ “แต้จิ๋ว: จีนกลุ่มน้อยผู้ยิ่งใหญ่” (สำนักพิมพ์มติชน, กันยายน 2554) โดยเปรียบให้เห็นความแตกต่างระหว่างจีนแต้จิ๋วกับจีนอีก 4 กลุ่มภาษา จากค่านิยมและวิธีคิดของแต่ละกลุ่ม ซึ่งบทคความนี้คัดย่อมาเพียงบางส่วนของหนังสือดังกล่าว เฉพาะในตอนที่ชื่อ “วัฒนธรรมทางจิตใจและนิสัยจีนแต้จิ๋ว” ดังนี้

จีน 5 กลุ่มนี้มีอัตลักษณ์ต่างกันชัดเจนทั้งด้านภาษา อาชีพ นิสัยใจคอ ตลอดจนวัฒนธรรมด้านอื่น จะขอเปรียบเทียบให้เห็น โดยเน้นด้านนิสัยใจคอเป็นสําคัญ

จีนกวางตุ้งมีลักษณะนิสัยที่สรุปเป็นอักษรจีน 4 ตัว ว่า “乐天务实” หมายถึง “เบิกบาน ปฏิบัตินิยม” คนกวางตุ้งเป็นนักปฏิบัตินิยมเช่นเดียวกับแต้จิ๋ว มุ่งเรื่องผลประโยชน์ หรือคุณโทษที่จะเกิดกับตนมาก แต่ต่างกันอย่างตรงข้ามที่มีความเบิกบานง่ายๆ ไม่ติดกรอบ ปรับตัวตามสถานการถเก่ง มีไหวพริบดี

ส่วนจีนแต้จิ๋ว เจ้าระเบียบ ประณีต จนกล่าวได้ว่า “ติดกรอบไม่ใช่กวางตุ้ง มักง่ายไม่ใช่แต้จิ๋ว” เพราะนิสัยปฏิบัตินิยมทําให้กวางตุ้งกับแต้จิ๋ว มีจุดอ่อนร่วมกันคือ ออกจะขาดหลักการ มองไกลไม่เก่ง แต่จีนกวางตุ้งไม่ติดกรอบเลยปรับตัวเร็วกว่าจีนแต้จิ๋ว จึงรับสิ่งแปลกใหม่โดยเฉพาะจากตะวันตกมาก เช่น ขนมไหว้พระจันทร์ของกวางตุ้งซึ่งแพร่หลายมากที่สุดนั้น เปลือกหุ้มไส้ได้รับอิทธิพลจากผมเค้กของฝรั่งชัด จีนกวางตุ้งเก่งงานฝีมืองานช่างที่ต้องใช้เทคโนโลยีฝรั่งมากกว่าจีนอื่น เช่น ช่างก่อสร้าง ช่างซ่อมนาฬิกา ฯลฯ จีนกวางตุ้งโพ้นทะเลจึงมักเป็นช่างฝีมือกันมาก

ส่วนจีนแคะนั้น แม้จะอยู่ใกล้ชิดกับจีนแต้จิ๋วมากที่สุด แต่นิสัยต่างกันมาก หนังสือชุด “นิสัยจีนมณฑลกวางตุ้ง (广东人精神从书)” สรุปนิสัยจีนแคะด้วยอักษรจีน 4 ตัว ว่า “厚德载物”หมายถึง “รองรับสรรพสิ่งด้วยคุณธรรม” คนแคะเน้นเรื่องหลักการและคุณธรรมมาก ทําให้มีนิสัยที่เห็นเด่นชัดคือ ขยัน ประหยัด มัธยัสถ์ กล้าหาญ เข้มแข็งเด็ดเดี่ยว ใฝ่ศึกษาทั้งบุ๋นและบู๊ วัฒนธรรมเรียบง่าย หนักแน่น สมถะ ตรงข้ามกับแต้จิ๋วซึ่งประณีต ละเอียดอ่อน

แต้จิ๋วชอบค้าขาย แต่จีนแคะชอบทําราชการโดยยึดการทํานาเป็นรากฐาน วัฒนธรรมผู้หญิงต่างกันมาก ผู้หญิงแต้จิ๋วเน้นหน้าที่แม่ศรีเรือนทํางานบ้านเป็นหลัก ผู้หญิงแคะต้องทํานาควบคู่ไปกับงานบ้าน ให้เวลาแก่ผู้ชายเรียนหนังสือ ข้อเด่นที่เกินพอดีก็กลายเป็นข้อด้อยของจีนแคะ

หนังสือ “พลังจีนแคะ (客家人的力量)” ของไต้หวันกล่าวว่า ความประหยัดที่เหนือกว่าจีนแต้จิ๋วกลายเป็นความขี้ตืด ความสมถะประกอบกับความขี้ติด กลายเป็นนิสัย “ไม่เอาใคร” กลัวเสียชื่อเรื่องคุณธรรมและหลักการมาก เมื่อจะโกงก็ต้องทําหลักการให้เป็นหลักโกง กลายเป็นโกงตามหลักการ หรือคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย ค้าขายกับจีนแคะในจีนต้องระวังเรื่องสัญญามาก ถ้าพลาดถูกฟันเละ เพราะถือว่าได้ทําตามข้อตกลงในสัญญา แต่จีนแต้จิ๋ว “หยวน” หรืออนุโลมลดหย่อนกันได้ทั้ง 2 ฝ่าย

จีนกวางตุ้งง่ายๆ ไม่ค่อยตุกติก แต่โดยรวมแล้ว คนแคะมีนิสัยเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว ตรงไปตรงมา ไม่มากพิธีหยุมหยิมเหมือนจีนแต้จิ๋ว คนแคะ “เห่อแขก (好客)” เหมือนจีนแต้จิ๋ว และจีนอื่นแทบทุกจีน ถ้าแขกคนไหนเข้าบ้านแล้วให้อิสระกระทั่งถึงห้องนอน ซึ่งคนแต้จิ๋วถือว่า “เสียมารยาท” มาก

นิสัยส่งผลถึงอาชีพ จีนแคะชอบอาชีพราชการ ชํานาญทั้งบุ๋นและบู๊ จึงมีจีนแคะเป็นนักการเมือง นักการทหารและนักปฏิวัติมาก เช่น หงซิ่วฉวน หัวหน้าขบถไท่ผิง ซุนยัตเซ็น จูเต่อ และเยเจี้ยนอิง แม้เติ้งเสี่ยวผิงก็มีเชื้อสายจีนแคะ จีนแคะในเมืองไทยส่วนมากทําไร่ ค้าขาย และสนใจส่งลูกหลานเรียนหนังสือเพื่อทําราชการ

จีนแคะคุ้นเคยกับจีนแต้จิ๋วและจีนกวางตุ้งมาก หนังสือ “การค้นคว้าใหม่เรืองจีนแคะ (客家新探)” ซึ่งคนเขียนเป็นจีนแคะ มณฑลกวางตุ้ง วิจารณ์นิสัยจีนแคะ กวางตุ้ง และแต้จิ๋วไว้ว่า จีนแคะให้ความสําคัญแก่ศีลธรรม (重义) จีนกวางตุ้งมุ่งเรื่องผลประโยชน์ (重利) จีนแต้จิ๋วนั้นให้ความสําคัญแก่ศีลธรรมและผลประโยชน์เท่าๆ กัน (义利井重) แต่ทัศนะทั่วๆ ไปเห็นว่าคนแต้จิ๋วให้ความสําคัญแก่ “น้ำใจ (重情)” มาก มีกรณีตัวอย่างว่า ถ้าเห็นจีนพวกเดียวกับตนตีกับคนอื่น จีนแต้จิ๋วจะช่วยพวกตนไว้ก่อน ไม่สนใจว่าใครผิดใครถูก จีนแคะจะเข้าไปห้าม ถามเรื่องราวและเหตุผล แต่จีนกวางตุ้งจะดูก่อนว่าตัวเองมีส่วนได้ส่วนเสียอะไรหรือไม่ เพราะนึกถึงความเป็นจริงมากกว่าน้ำใจหรืออุดมการณ์ใดๆ

ส่วนคนไหหลํามีนิสัยต่างจากจีนอื่นอย่างโดดเด่น เพราะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ที่มาก คนน้อย แต่ห่างไกลความเจริญ เป็นแดน “ปลายฟ้าขอบมหาสมุทร (天涯海角)” ของจีน มีชนเผ่าหลีซึ่งมีภาษาร่วมตระกูลกับภาษาไทเป็นเพื่อนร่วมถิ่น ตั้งแต่ราชวงศ์ซึ่งเป็นต้นมาจึงรับอารยธรรมจีนเต็มที่ คนไหหลําคือ จีนฮกเกียนและแต้จิ๋วที่อพยพต่อเข้าเกาะไหหลํา ภาษาจึงอยู่ในกลุ่มเดียวกัน แต่นิสัยต่างกันมากเพราะอยู่ในสิ่งแวดล้อมต่างกัน

หนังสือ “แผนที่นิสัยคนจีน (中国人个性品格 地图)” กล่าวว่า คนไหหลําฉลาด ขี้เล่น เอาเรื่องเล่นมาเป็นงานได้ ยิ่งเล่นยิ่งได้งาน นิสัยโดยสรุปสุภาพ แช่มช้ากว่าจีนอื่น ตรงไปตรงมา ไม่ทะเยอทะยาน (สมถะ) รักเสรีสนุกสนาน แต่ใจกล้า เชื่อมั่นในตัวเอง ข้อเสียคือวิสัยทัศน์สั้นแคบ ชอบฉวยโอกาสเอาประโยชน์เฉพาะหน้า

รศ.แสงอรุณ กนกพงศ์ชัย ให้ข้อมูลซึ่งได้มาจากผู้ใหญ่ใน สมาคมไหหลําแห่งประเทศไทยว่า คนไหหลํารักหน้าตา ชอบโก้ ตรงกับที่ผู้เขียนเคยเห็นมาแต่เด็กว่า คนไหหลําเมื่อออกสังคมจะแต่งตัวดี วางตัวภูมิฐาน ไม่แสดงความขี้ตืดให้คนเห็น “เห่อแขก (好客)” ใจกว้างแต่ก็ไม่ยอมเสียเปรียบใคร

คนไหหลําให้ความสําคัญแก่การค้าขายและเรียนหนังสือพอๆ กัน มีคนไหหลําฝากชื่อไว้ในประวัติศาสตร์จีนหลายคน โด่งดังที่สุดได้แก่ ไหญุ่ย (พ.ศ.2057-2130) ผู้ได้ฉายาว่าเปาบุ้นจิ้นหน้าขาว ชิวจวิ้น (พ.ศ.1964-2038) นักวิชาการคนสําคัญ สิงโย่ว (พ.ศ.1959-2021) นักการเมืองตงฉิน สามคนนี้ได้รับยกย่องว่าเป็น “สามยอดคน ไหหลํา” ที่มีชื่อเสียงในยุคปัจจุบันได้แก่ ซ่งชิงหลิง ภริยาของ ซุนยัตเซ็น จีนไหหลําในเมืองไทยชอบทําธุรกิจค้าไม้ โรงเลื่อย โรงแรม ข้าวมันไก่ไหหลํามีชื่อเสียงมากในไทย

ส่วนจีนฮกเกี้ยน เป็นจีนที่คล้ายจีนแต้จิ๋วมากที่สุดทั้งภาษาและวัฒนธรรม ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะฮกเกี้ยนเป็นบรรพชนของจีนแต้จิ๋ว (朝汕人福建祖) คนจีนมณฑลฮกเกี้ยนแบ่งเป็นหลายกลุ่ม ตามถิ่นและภาษาพูด ฮกเกี้ยนตะวันตกเป็นจีนแคะ นอกนั้นเป็นภาษาหมิ่น () หรือภาษาฮกเกี้ยน ซึ่งแยกเป็น หมิ่นเหนือมีเมืองเจี้ยนโอวเป็นศูนย์กลาง หมิ่นตะวันออกมีเมืองฝูโจวเป็นศูนย์กลาง หมิ่นกลางมีเมืองหย่งอันเป็นศูนย์กลาง หมิ่นหนัน ได้แก่ เมือง ฉวนโจว (จั่วจิว) จางโจว (เจียงจิว) เซี่ยเหมิน (เอ้หมึง) และยังมีถิ่นผู่เซียนอยู่ระหว่างฝูโจวกับฉวนโจว แต่ภาษาหมิ่นที่พูดต่างจากถิ่นอื่น ต้องแยกเป็นถิ่นหนึ่งต่างหาก

จีนฮกเกี้ยนตามความเข้าใจของคนไทยคือพวกหมิ่นหนัน พวกฝูโจวคนไทยเรียกจีนฮกจิ๋ว ฝูโจว (ฮกจิ๋ว) เป็นเมืองหลวงของมณฑลฮกเกี้ยน รับความเจริญจากจงหยวนก่อนถิ่นอื่นจึงเป็นศูนย์กลางศิลปวิทยา แต่ด้านเศรษฐกิจด้อยกว่าฉวนโจว

จีนแต้จิ๋วและไหหลำส่วนมากมาจากหมิ่นหนันและผู่เซียน จากบันทึกประจําตระกูลของจีนแต้จิ๋วส่วนมากมาจากฉวนโจว จางโจวของหมิ่นหนันและผู่เถียนในถิ่นผู่เซียน ภาษาแต้จิ๋วและไหหลำก็เป็นสาขาหนึ่งของภาษาหมิ่นหนัน

นิสัยคนฮกเกี้ยนแต่ละถิ่นมีลักษณะเด่นแตกต่างกัน พวกหมิ่นเหนือยอมยากจนเพื่อรักษาคุณธรรม หมิ่นตะวันออกขยันต้องการความมั่นคง พวกผู่เซียนประหยัดอดทน พวกหมิ่นหนันโอบอ้อมอารีมีน้ำใจ

เนื่องจากจีนแต้จิ๋วส่วนมากมาจากผู่เถียน ฉวนโจว และจางโจว จึงควรศึกษารายละเอียดในนิสัยคน 3 เมือง เพื่อเปรียบ

หนังสือ “อภิปรายเรื่องวัฒธรรมมมณฑลฮกเกี้ยน (闽文化述论)” กล่าวว่า ถิ่นจางโจวอุดมสมบูรณ์ คนจางโจวจึงค่อนข้างสมถะอนุรักษ์นิยม ไม่ค่อยกล้าบุกเบิก “รอบคอบแต่ไม่แหลมคม (精而不明)” อยู่ในวัฒนธรรมเกษตรมากกว่าพานิชย์ ส่วนฉวนโจวเป็นศูนย์กลางเส้นทางสายไหมทางทะเล คนจึงมีวัฒนธรรมค้าขายกระตือรือร้น กล้าเสี่ยง กล้าสู้ ถือหลัก “ฟ้าลิขิตสาม ความพยายามเจ็ด (三分天注定,七分靠打拼)” ใฝ่ความก้าวหน้าทางการค้า ถือคติว่า “ไม่คิดเป็นเถ้าแก่ไม่ใช่ชายชาตรี (不想做老板 不是男子汉)” ด้านการศึกษาก็แข็งขัน สอบเข้ารับราชการได้มากมาตั้งแต่ราชวงศ์ซ่ง มีจอหงวนมากกว่าแต้จิ๋ว (ซึ่งมีคนเดียวแต่ความจริงสอบได้ 2 คน) จึงเห็นได้ว่านิสัยใฝ่ศึกษา ชอบค้าขาย กล้าสู้ เพื่อความก้าวหน้าของคนฉวนโจวคล้ายคนแต้จิ๋วมาก

คนจังหวัดผู่เซียนคืออําเภอผู่เถียนและเซียนอิ๋ว ค้าขายเก่ง มีอยู่ทั่วประเทศจีนแต่ออกโพ้นทะเลน้อย ปกติคนผู่เซียนไม่ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่น แต่ถ้าขัดแย้งกับคนต่างถิ่นแล้วจะช่วยพวกเดียวกันไว้ก่อนเหมือนจีนแต้จิ๋ว

ผู่เถียนและฉวนโจวได้รับยกย่องว่าเป็นเมืองแห่งวัฒนธรรมขงจื้อและเม่งจื้อที่อยู่ชายทะเลเช่นเดียวกับแต้จิ๋ว

เนื่องจากคนแต้จิ๋วส่วนมากมาจากฉวนโจวและผู่เถียน บางส่วนมาจากจางโจว นิสัยคนแต้จิ๋วจึงมีลักษณะคน 3 เมืองนี้รวมกัน แต่ที่เด่นมากคือนิสัยชาวฉวนโจวที่ขยันกล้าฟันฝ่า ชอบค้าขายยึดหลัก “ฟ้าลิขิตสาม ความพยายามเจ็ด (三分天注定,七分靠打拼)” เหมือนกัน

ถ้าเปรียบเทียบคนแต้จิ๋วกับคนหมิ่นหนัน (คือจีนฮกเกี้ยน ส่วนใหญ่ในอุษาคเนย์และไต้หวัน) แล้ว เรื่องการศึกษาคนหมิ่น หนันเด่นกว่า แต่ด้านศิลปะด้อยกว่าคนแต้จิ๋วอย่างเห็นได้ชัด หมิ่นหนันจิ๋วมีงิ้วกว่า 7 ชนิด แต่ไม่ติดอันดับ 1 ใน 10 งิ้วที่ยิ่ง ใหญ่ของจีนเหมือนงิ้วแต้จิ๋ว ในทางกลับกันมหาวิทยาลัยเซี่ยเหมิน (เอ้หมึง) นั้น เฉินเจียเกิงเศรษฐีฮกเกี้ยนในมาเลเซียสร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2462 ปัจจุบันเป็น 1 ใน 20 มหาวิทยาลัยชั้นนํา (Top Twenty) ของจีน ขณะที่มหาวิทยาลัยซัวเถาเพิ่งเปิดสอนเมื่อ พ.ศ. 2534 มาตรฐานการศึกษาต่ำมาก เป็นมหาวิทยาลัยชั้นปลายแถว

ส่วนด้านการค้าต่างก็มีข้อเด่น แต่จีนแต้จิ๋วมีชื่อเสียงและชื่อเสียมากกว่า

หนังสือ “แผนที่นิสัยคนจีน (中国人个性品格地图)” กล่าวว่า “ฮกเกี้ยนเป็นมณฑลที่คนสอบจอหงวนได้มาก” มีคนเด่นในประวัติศาสตร์มาก เช่น จูซี ปรมาจารย์ลัทธิขงจื้อใหม่ (Neo Confucianism) หลี่จื่อ (พ.ศ.2070-2145) นักปรัชญาและนักวรรณคดีเอก เจิ้งเฉิงกง (พ.ศ.2167-2205) ผู้ตีชิงไต้หวันคืนจากฮอลันดา หลินเจ้อสี้ว์ (พ.ศ.2328-2393) วีรบุรุษผู้สั่งเผาฝิ่นของอังกฤษ นอกจากนี้ยังมีคนอื่นๆ อีกมาก ต้องยอมรับว่าคนฮกเกี้ยนโดดเด่นด้านการศึกษาวิชาการ และความกล้าหาญเป็นวีรบุรุษมากอีกด้วย

หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงนิสัยโดยรวมของคนฮกเกี้ยนทั้งหมด โดยเอาคนฝูโจวและฉวนโจวเป็นตัวแทนสําคัญว่า ลักษณะนิสัยที่เห็นได้เด่นชัดของคนฮกเกี้ยนคือเป็นนักปฏิบัตินิยม ไม่ชอบอ้างอิงทฤษฎีหรือดีแต่พูด คนฮกเกี้ยนจึงค่อนข้างพูดน้อย ไม่ค่อยแสดงตัว (Introvert) เมื่อคบหาใหม่ๆ รู้สึก “จืดชืด” แต่จริงใจ คบนานไปจะทําให้ซาบซึ้ง สํานวนจีนที่ว่า “การคบหาของวิญญูชน จืดดังน้ำ (君子之交淡如水)”

แต่ก็มีความแตกต่างระหว่างเมือง คนฝูโจวและผู่เถียนออกจะจืดชืด ฉวนโจวโอบอ้อมอารีมีไมตรี ร้อนแรง (热情 ) กว่า แต่ที่เหมือนกันอีกก็คือคนฮกเกี้ยนนั้น อ่อนนอกแข็งใน ในความหยุ่นมีความแกร่งแฝงอยู่ แม้บุคลิกภายนอกจะสุภาพไม่โอ้อวดแสดงออก แต่ภายในเด็ดเดี่ยวเข้มแข็ง มีหลักการหรือจุดยืนของตนเอง ด้วยจิตใจที่ใสราวกระจกคือชัดเจน แน่วแน่ในเหตุผล เป็นคน “งามใน” แต่บุคลิกภายนอกสมถะจนบางครั้งดูซอมซ่อ

ค่านิยมที่เด่นชัดของคนฮกเกี้ยนโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกหมิ่นหนันคือความมานะบากบั่น ถึงกับมีเพลงพื้น บ้านร้องติดปากทั้งเด็กผู้ใหญ่ ชื่อเพลง “พยายามต่อสู้จึงจะชนะ (爱拼才会嬴 )” บุคลิกจีนฮกเกี้ยนทั้งหมดจึงสรุปลงเป็นอักษรจีน 2 ตัว คือ “坚韧” ตรงกับคําว่า “แกร่งหยุ่น” ของไทยคือเข้มแข็ง อดทนเหมือนวัสดุที่แกร่งแต่มีความหยุ่นอยู่ในตัวไม่บินหักง่าย เข้มแข็งมั่นคง สมถะ แม้จะประสบความสําเร็จร่ำรวย คนฮกเกี้ยนก็ไม่ค่อยโอ้อวดทําตัวฟูฟ่า ข้อนี้ออกจะต่างกับจีนแต้จิ๋วและไหหลํา ฮกเกี้ยนทุกถิ่นมีลักษณะร่วมกันคือไม่ยอมเสียเปรียบคนอื่น จนกลายเป็นความเห็นแก่ได้ในบางคนที่มีนิสัยนี้มากเกินไป

พิจารณาโดยองค์รวม คนฮกเกี้ยน แต้จิ๋ว และไหหลํา มีลักษณะร่วมกันอยู่มาก เพราะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ “ฮกล่อ (福佬)” เหมือนกัน ทั้งยังมีลักษณะร่วมกับจีนกวางตุ้งที่นิสัย “ปฏิบัตินิยม (Pragmatic)” แต่ฮกเกี้ยนต่างจากแต้จิ๋ว ไหหลํา และกวางตุ้ง ซึ่งไม่ค่อยสนใจหลักการและเหตุผลจนวิสัยทัศน์สั้นแคบตรงที่มีเหตุผลและหลักการที่แน่วแน่อยู่ด้วย แต่โดยรวมแล้วจีนทั้ง 4 กลุ่มนี้ มีความเป็นนักปฏิบัตินิยมร่วมกัน ต่างจากจีนแคะซึ่งยึดอุดมการณ์มากกว่า นิสัยก็แกร่งกล้าคล้ายชาวจงหยวน ผิดแผกจากจีนใต้กลุ่มอื่นอย่างชัดเจน

ในลักษณะร่วมที่มีความแตกต่างของจีนแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน ไหหลํา และกวางตุ้ง ซึ่งต่างจากจีนแคะชัดเจนนั้น เราพอสรุปได้ว่า จีน 5 กลุ่มนี้ มีลักษณะนิสัยเด่นที่ต่างกัน คือ

จีนแต้จิ๋วรักน้ำใจไมตรี (重情) จีนฮกเกียนรักเหตุผล (重理) จีนไหหลํารักหน้าตา (重脸) จีนกวางตุ้งรักผลประโยชน์ (重利) จีนแคะรักศีลธรรม (重义)


ศิลปวัฒนธรรม
เผยแพร่-วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ.2563
3  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ห้องสมุด / “ระฆังใหญ่สุดในไทย” วัดกัลยาณมิตร ช่างไทยหล่อไม่สำเร็จ ช่างญี่ปุ่นหล่อ 3 ครั้ง เมื่อ: 17 พฤศจิกายน 2563 14:58:48


ระฆังใหญ่เมื่อหล่อสำเร็จแล้ว พ.ศ.๒๔๗๔


หอระฆัง วัดกัลยาณมิตร

“ระฆังใหญ่สุดในไทย” ที่วัดกัลยาณมิตร
ช่างไทยหล่อไม่สำเร็จ ช่างญี่ปุ่นหล่อ 3 ครั้ง

ที่มา : ศิลปวัฒนธรรม
เผยแพร่ : วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ.2563

หอระฆัง วัดกัลยาณมิตร ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของพระวิหารหลวง เป็นที่แขวนระฆังใบใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งพระสุนทรสมาจาร (พรหม) และคณะกรรมการ ๗ คน มอบหมายในช่างทำการหล่อถวายแด่พระพุทธไตรรัตนนายก

ช่างไทยหล่อ ๑ ครั้งไม่สำเร็จ ช่างญี่ปุ่นหล่อ ๓ ครั้งจึงสำเร็จโดยนายฟูจิวารา เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๔ ระฆังนี้มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๙๒ เซนติเมตร มีน้ำหนัก ๑๓ ตัน

ส่วนหอระฆังสำหรับแขวนระฆังใหญ่นี้มี ๒ ชั้น ชั้นบนประดิษฐานพระพุทธรูปปางห้ามญาติ ชั้นล่างแขวนระฆังใบใหญ่ มีบันไดขึ้นลงทั้ง ๔ ด้าน เริ่มสร้าง พ.ศ. ๒๔๗๖ สร้างเสร็จ พ.ศ.๒๔๗๘
4  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ไปรษณีย์ / น้ำพริกผัด-น้ำพริกเผาฉบับม.ร.ว. คึกฤทธิ์ และความเข้าใจผิดเรื่องรสน้ำพริกเผา เมื่อ: 17 พฤศจิกายน 2563 14:48:37



น้ำพริกผัดหรือน้ำพริกเผาเป็นเครื่องจิ้มสำรับไทยที่กินได้อร่อยควบคู่กับปลาย่าง ปลาทอด
และผักสดกรอบๆ อย่างมะเขือ แตงกวา ถั่วพู สะตอ หรือก้านคูน จะคลุกข้าวสวยร้อนๆ
หรือจิ้มกินเป็นคำๆ ก็ได้ หรือจะเอาไปทาขนมปังปิ้งก็อร่อยมาก



เครื่องเคราหลักๆ ของน้ำพริกผัดเหมือนกันกับน้ำพริกเผา เพียงแต่ใช้วิธีเจียวให้เหลือง
หอมกรอบในกระทะน้ำมัน แล้วตำจนละเอียดเข้ากันดี จากนั้นเอาลงผัดอีกครั้ง ปรุงรสตามต้องการ


น้ำพริกผัด-น้ำพริกเผาฉบับม.ร.ว. คึกฤทธิ์
และความเข้าใจผิดเรื่องรสน้ำพริกเผาในต้มยำ

ที่มา - ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเมษายน 2560
ผู้เขียน - กฤช เหลือลมัย
เผยแพร่ - วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.2563

เดี๋ยวนี้เวลาเราอยากกินน้ำพริกสีแดงคล้ำๆ เนื้อเนียนๆ ละเอียด รสชาติออกหวานนำ เค็ม เผ็ด เปรี้ยวตาม แล้วก็ผัดในน้ำมันค่อนข้างมากจนมีน้ำมันสีแดงเยิ้มๆ อยู่ตรงคอขวดน้ำพริก เราก็ต้องไปร้านขายน้ำพริก หรือไปตามแผนกอาหารของซุปเปอร์มาร์เก็ต แล้วถามหา “น้ำพริกเผา” ก็จะได้น้ำพริกลักษณะดังที่ว่านั้นมากิน จะคลุกข้าว ทาขนมปัง ผัดหมู โรยหน้าข้าวพระรามลงสรง (ซาแต๊ปึ่ง) หรือละลายในชามต้มยำน้ำข้นน้ำใส ก็ได้ทั้งสิ้น

น้ำพริกที่เรียกว่าน้ำพริกเผานี้ ในท้องตลาดมีหลายยี่ห้อ ถ้าสำรวจดูจริงๆ ก็คงมีนับเป็นสิบๆ ราย เหตุที่มีวางจำหน่ายมากขนาดนี้ ก็แสดงว่าต้องมีการบริโภคกันอย่างขนานใหญ่ ซึ่งก็คงจริง เพราะผมเห็นว่าน้ำพริกเผาแบบนี้ใช้มากในร้านอาหารตามสั่ง ตั้งแต่ใส่ต้มยำ ใส่ยำ พล่า หรือโดยเฉพาะผัดหมี่แห้งๆ ใส่ผักสด เช่น ผักกระเฉด ในร้านจีนส่วนใหญ่ก็เห็นใช้กันมาก

บ้านผมที่อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ก็เช่นเดียวกับบ้านอื่นๆ อีกหลายบ้าน คือมีน้ำพริกเผาที่ว่านี้กินเหมือนกัน โดยแม่ทำกินเอง ไม่ได้ไปซื้อหาที่ไหน เพราะว่าบ้านเราไม่กินรสหวาน

น้ำพริกเผาแบบนี้ไม่ว่าจะซื้อที่ไหนก็ไม่มีข้อยกเว้น คือจะหวานนำทุกยี่ห้อไปครับ

วิธีทำนั้นแม้ไม่ยาก แต่ก็ค่อนข้างซับซ้อน คือเราต้องหั่นพริกแห้งเม็ดใหญ่ตามขวางหนาๆ หน่อย พริกขี้หนูแห้งเม็ดเล็ก (ถ้าได้พริกกะเหรี่ยงจะเผ็ดหอมดี) เด็ดขั้วหรือไม่ก็ได้ หัวหอมแดงและกระเทียมไทยกลีบเล็กตำพอให้แหลกเป็นชิ้นๆ กะปิดี กุ้งแห้ง ทั้งหมดนี้เจียวน้ำมันในกระทะไฟอ่อนให้กรอบหอม แล้วเอาลงตำในครกหิน อย่าให้แหลกมาก น้ำพริกจะเละเนียนเป็นโคลนเกินไป

จากนั้น เอากระทะใบเดิมที่ใช้เจียวนั่นแหละครับ ตั้งไฟอีกรอบ ตักน้ำพริกลงผัด เติมน้ำตาลปึก น้ำปลาดี น้ำคั้นมะขามเปียก ใช้ไฟอ่อนเหมือนเดิม ชิมให้ได้รสเผ็ดเปรี้ยวเค็ม ส่วนหวานขอแค่นิดเดียวพอ

สำหรับความข้นหนืดนั้น เราใช้น้ำเป็นตัวกำกับ คือเติมเข้าไปให้ได้ตามที่เราชอบนะครับ

เท่านี้ก็จะได้น้ำพริกเผาผัดน้ำมันหอมๆ มาคลุกข้าว กินกับปลาทูทอด ผักสดอย่างมะเขือเปราะ มะเขือตอแหล ขมิ้นขาว ถั่วพู แตงกวา สะตอ ก้านคูน หรือจะเป็นสะเดาลวกก็ยังได้

ผู้ที่ทำให้ผมฉุกคิดสงสัยเรื่องชื่อน้ำพริกนี้เป็นคนแรกๆ ก็คือ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านเขียนไว้ในหนังสือน้ำพริกคึกฤทธิ์ ที่รวบรวมพิมพ์จากคอลัมน์ซอยสวนพลู ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ช่วง พ.ศ. ๒๕๓๕ ตอนหนึ่งว่า “…วิธีทำ (น้ำพริกเผา) นั้น ให้เอาพริกแห้ง หอม กระเทียม และเปราะที่ตากแห้งไว้ลงคั่วในกระทะแห้งทีละอย่างจนเกรียมและกรอบ การคั่วนี้คืออาการที่เรียกว่าเผา เพราะใส่กระทะคั่วโดยไม่มีน้ำมันหรือน้ำหรืออะไรเลย ทำกันไปอย่างแห้งๆ จนได้ผลเหมือนกับเผา ออกสีดำ และมีกลิ่นหอม…แล้วก็เอาลงตำปนกันในครกหินขนาดใหญ่ เอากะปิเผาไฟใส่ลงโขลกต่อไปอีก…”

ส่วนน้ำพริกอีกชนิดหนึ่ง คือน้ำพริกผัดนั้น คุณชายบอกว่าให้เอาเครื่องมาผัด “ใช้น้ำมันใส่ในกระทะ แล้วผัดไปจนกรอบทีละอย่าง กะปิก็ต้องเอาลงทอดให้กรอบ แล้วจึงเอาลงโขลกเข้าด้วยกัน ในการโขลกน้ำพริกผัดนี้ ก็เติมรสตามใจชอบ เช่น น้ำตาล น้ำปลา น้ำส้มมะขามเปียก…”

เมื่อผมลองค้นตำราหลายเล่ม ก็เห็นมีแยกแยะน้ำพริก ๒ แบบนี้ไว้บ้าง เช่น ตำรับสายเยาวภา ของสายปัญญาสมาคม หรือตำรับอาหารวิทยาลัยในวัง ที่ยังมีสูตรน้ำพริกผัดแยกให้เห็นชัดๆ อยู่

แต่ตำราสมัยหลังๆ ส่วนใหญ่มักจะใช้คำว่า “น้ำพริกเผา” เรียกน้ำพริกผัดแทนไปหมด เหมือนอย่างที่ผมเล่าให้ฟังในตอนต้นนะครับ แม้ว่าจะไม่มีขั้นตอนการเผาเครื่องอีกต่อไปแล้วก็ตาม

เรื่องนี้ผมอยากเดาว่า การมีกระทะเหล็กและน้ำมันใช้มากขึ้นกว่าสมัยก่อนหน้า ทำให้การเข้าถึงของทอดของเจียวเป็นไปได้ง่ายขึ้น และก็อาจเป็นคนครัวจีนอีกเช่นกัน ที่ประยุกต์เอา “น้ำพริกเผา” แบบผัดน้ำมันบรรจุในกระป๋องใหญ่ๆ อย่างเช่นของยี่ห้อฉั่วฮะเส็งมาปรุงใส่ต้มยำ จนดูเผินๆ ต้มยำไทยแทบจะแปลงกายเป็นซุปเผ็ดแบบเสฉวนไปเลยทีเดียว อย่างไรก็ดี วัฒนธรรมการกินต้มยำแบบดังกล่าวก็ได้คลี่คลายกลายเป็นความนิยมสืบมาจนทุกวันนี้

แถมเผลอๆ ผมยังแอบคิดว่าน้ำพริกผัดนี้อาจจะเป็นวัฒนธรรมอาหารแบบจีนด้วยซ้ำไปครับ

ส่วนน้ำพริกเผาที่ยัง “เผาเครื่อง” กันจริงๆ คงยังเรียกขานกันแต่จำเพาะในหมู่คนรุ่นเก่าๆ เท่านั้น น้ำพริกเผาแบบนี้ คุณชายคึกฤทธิ์อธิบายวิธีกินไว้ต่อจากวิธีทำในหนังสือของท่านว่า “เวลาจะรับประทานทีหนึ่งก็ตักเอาน้ำพริกเผาที่หม่าไว้นี้ออกมา แล้วเติมเครื่องน้ำพริกของอื่นที่ทำให้มีรสดี กินได้ เช่น กุ้งแห้งโขลก ส้มมะขามเปียก น้ำตาลปึก และน้ำปลาดี…ถึงขั้นนี้แล้วก็เป็นน้ำพริกเผาสำเร็จรูป รับประทานได้…”

ผมสังเกตว่า น้ำพริกเผาแบบนี้ มีวิธีทำเหมือนกันเป๊ะกับน้ำพริกตาแดง น้ำพริกส้มมะขามเปียก เรียกว่าคงเป็นการยักกระสายเพิ่มเติมรสชาติเอาจากโครงสร้างหลักๆ ที่มีร่วมกันนั่นเองครับ
 
ประเด็นที่ผมอยากจะให้ลองช่วยกันคิดต่อ ก็คือดูเหมือนว่าเราอาจมีความเข้าใจเกี่ยวกับน้ำพริกเผาที่ใส่ในต้มยำสมัยแต่ก่อนคลาดเคลื่อนไปบ้าง ซึ่งนั่นทำให้จินตนาการถึงรสชาติอาหารไทยโบราณพลอยผิดฝาผิดตัวไปด้วย

สูตรต้มยำในตำราโบราณ อย่างแกงต้มยำปลาช่อน ของ ม.ร.ว. หญิงเสงี่ยม สวัสดิวัตน์ ในตำรับสายเยาวภานั้นระบุให้ใส่น้ำพริกเผาด้วยในขั้นตอนท้ายๆ หากเราเข้าใจว่า “น้ำพริกเผา” ในสูตรที่ว่านี้คือ “น้ำพริกผัด” เยิ้มๆ มันๆ แบบที่ปัจจุบันเราพบในชามต้มยำทุกร้าน จินตนาการของเราถึงต้มยำโบราณก็คงผูกพันกับความหวาน มันเยิ้ม และมีกลิ่นหอมเจียวกระเทียมเจียวผสมพริกแห้งเม็ดใหญ่เจียว คล้ายน้ำซุปบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสต้มยำ หรือไม่ก็ “ต้มยำก้อน” ยี่ห้อดังๆ ในสมัยนี้เอาเลยทีเดียว

แต่ถ้า “น้ำพริกเผา” ในสูตรโบราณคือแบบที่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์เขียนเล่าไว้ว่า เป็นของที่ “…กินกันในบ้านคนโบราณ อย่างบ้านผมแต่ก่อน” รสชาติของต้มยำไทยโบราณแถบภาคกลาง แม้กระทั่งสูตรแบบในรั้วในวัง ก็น่าจะมีความหอมลึกๆ ด้วยกลิ่นไหม้แห้งๆ ของการคั่วหรือเผาเครื่องตำบนเตาถ่าน มากกว่าหอมเอียนๆ มันๆ ของการเจียวเครื่องตำในกระทะน้ำมัน เพราะเราย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า กลิ่นของน้ำพริกผัดและน้ำพริกเผานั้นต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

วันนี้นอกจากชวนตำน้ำพริกผัด (ซึ่งใครต่อใครพากันเรียกว่า “น้ำพริกเผา” ไปหมด) คลุกข้าวกินแกล้มผักแกล้มปลาทอดปลาย่างแล้ว ประเด็นของผมก็มีเพียงเท่านี้แหละครับ



5  สุขใจในธรรม / ประวัติพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ในยุคปัจจุบัน / พระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร (โพธิ์แจ้ง) วัดมังกรกมลาวาส เมื่อ: 16 พฤศจิกายน 2563 16:14:17



พระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร (โพธิ์แจ้ง)
วัดมังกรกมลาวาส

พระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร (โพธิ์แจ้ง) อดีตเจ้าคณะใหญ่คณะสงฆ์จีนนิกายแห่งประเทศไทยอดีตเจ้าอาวาสวัดมังกรกมลาวาส และอดีตเจ้าอาวาสผู้ก่อตั้งวัดโพธิ์เย็น (จีนนิกาย) และวัดโพธิ์แมนคุณาราม

มีนามเดิม ธง อึ้ง เกิดเมื่อวันที่ 16 เดือน 6 จีน ปีขาล พ.ศ.2444 จังหวัดแต้จิ๋ว มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน บิดาเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ มารดาจางไทฮูหยิน เกิดในตระกูลเตีย สืบเชื้อสายขุนนาง

ย่างเข้าสู่วัยหนุ่ม เข้ารับราชการทหารอยู่ระยะหนึ่ง ขณะรับราชการอยู่เกิดเบื่อหน่ายในชีวิตฆราวาสจึงตั้งปณิธานน้อมจิตเข้าสู่พุทธธรรม

พ.ศ.2470 ขณะนั้นอายุย่างเข้า 26 ปี เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเพื่อศึกษาหลักธรรมและสักการะปูชนียสถานต่างๆ พร้อมกับได้สืบเสาะหาพระอาจารย์ที่มีบารมีความรู้

เมื่อพบจึงถวายตัวเป็นศิษย์ขอบรรพชาในสำนักพระอาจารย์หล่งง้วน เป็นพระอุปัชฌาย์และบรรพชา เมื่อวันที่ 16 มี.ค.2471 ที่สำนักสงฆ์ถ้ำประทุน (เช็งจุ้ยยี่) พระพุทธบาท จ.สระบุรี ท่านอาจารย์หล่งง้วน ให้ฉายาท่านว่า“โพธิ์แจ้ง”

พ.ศ.2477 เดินทางไปประเทศจีน และอุปสมบทเมื่อวันที่ 8 พ.ค.2477 ที่วัดฮุ่ยกือยี่ มณฑลกังโซว มีพระคณาจารย์กวงย้วก เป็นพระอุปัชฌาย์ศึกษาพระปริยัติธรรมอยู่ 2 ปี จึงเดินทางกลับประเทศไทย

ในสมัยนั้นพระสงฆ์จีนไม่เป็นที่เลื่อมใสจากพุทธศาสนิกชนชาวไทยและชาวจีนมากนัก พิจารณาเหตุแห่งสภาพนั้น พร้อมทั้งตั้งสัจจปณิธานที่จะปรับปรุงคณะสงฆ์จีนใหม่เพื่อนำความเลื่อมใสศรัทธาให้บังเกิดขึ้น

พ.ศ.2491 เดินทางไปประเทศจีนและศึกษาในนิกายวินัยกับพระปรมัตตาจารย์เมี่ยวยิ้ว ซึ่งเป็นสังฆปริณายกรูปที่ 18 และได้รับแต่งตั้งเป็นสังฆปริณายกรูปที่ 19 ของนิกาย

สร้างวัดโพธิ์เย็น ตลาดลูกแก อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี และขอพระราชทานวิสุงคามสีมากับประกอบพิธีผูกพัทธสีมาสำหรับเป็นที่ประกอบการอุปสมบทตามพระวินัยบัญญัติ นับเป็นปฐมฝ่ายจีนนิกายแห่งแรกที่ให้การอุปสมบทแก่กุลบุตร ซึ่งก่อนหน้านี้การอุปสมบทต้องเดินทางไปประเทศจีน

ต่อมาสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ โปรดแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ ฝ่ายจีนนิกายรูปแรก

พ.ศ.2497 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ มีพระบัญชาให้ท่านลงมาครองวัดมังกรกมลาวาส ซึ่งเป็นอารามใหญ่ที่สุดของฝ่ายจีนนิกาย ท่านปกครองดูแลอย่างเรียบร้อย

ครั้นแล้วจึงมีพระบรมราชโองการโปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นที่ พระอาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร เจ้าคณะใหญ่ฝ่ายสงฆ์จีนนิกาย ปกครองคณะสงฆ์จีนในประเทศไทย

ลำดับงานปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2493 เจ้าอาวาสวัดโพธิ์เย็น และพระอุปัชฌาย์ พ.ศ.2497 เจ้าอาวาสวัดมังกรกมลาวาสและเจ้าคณะใหญ่จีนนิกาย พ.ศ.2513 เจ้าอาวาสวัดโพธิ์แมนคุณาราม

ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2493 ได้รับสมณศักดิ์เป็นหลวงจีนธรรมรสจีนศาสน์ ปลัดซ้าย พ.ศ.2494 ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นหลวงจีนคณาณัติจีนพรต ปลัดขวา พ.ศ.2497 ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระอาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร เจ้าคณะใหญ่ฝ่ายจีนนิกาย

พ.ศ.2513 ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร พุทธปริษัทจีนพิเนต วิเทศธรรมประสิทธิ์ บรมนริศรานุวัตร เจ้าคณะใหญ่ฝ่ายจีนนิกาย

พ.ศ.2521 ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร พุทธบริษัทจีนพิเนตุ วิเทศธรรมประสาท นวกิจพิลาสประยุกต์ ทำนุกจีนประชาวิสิฐ เจ้าคณะใหญ่จีนนิกาย

ท่านเจ้าคุณอาจารย์ได้อุทิศตนเพื่อพระศาสนาอย่างแท้จริง เป็นเวลายาวนานกว่า 60 ปี

ท้ายที่สุดอาพาธและถึงแก่มรณภาพเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 ก.ย. 2529

สิริอายุ 85 ปี พรรษา 52
    ข่าวสดออนไลน์
6  สุขใจในธรรม / ประวัติพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ในยุคปัจจุบัน / หลวงพ่อคง สิริมโต วัดบ้านสวน อ.ควนขนุน จ.พัทลุง เมื่อ: 16 พฤศจิกายน 2563 16:13:00



หลวงพ่อคง สิริมโต
วัดบ้านสวน อ.ควนขนุน จ.พัทลุง

พระครูพิพัฒน์สิริธร หรือ หลวงพ่อคง สิริมโต อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านสวน อ.ควนขนุน จ.พัทลุง เป็นศิษย์สายวัดเขาอ้อ และพระเครื่องที่หลวงพ่อคง ปลุกเสกนั้นแล้วแต่มีประสบการณ์ทั้งสิ้น วัดบ้านสวน จ.พัทลุงเป็นอีกวัดหนึ่งที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับวัดเขาอ้อ

เกิดวันพุธที่ 7 ม.ค.2445 ที่บ้านทุ่งสำโรง หมู่ที่ 8 ต.นาขยาด อ.ควนขนุน จ.พัทลุง เป็นบุตรของนายส่งและนางแย้ม มากหนู มีพี่น้อง ด้วยกัน 4 คน

ช่วงวัยเยาว์ บิดามารดาถึงแก่กรรม จึงอยู่ในความอุปการะของนายชูและนางแก้ว เกิดนุ้ย ผู้เป็นญาติ ซึ่งเมื่ออายุพอสมควรแก่การศึกษาเล่าเรียนแล้ว นายชูนำไปฝากเป็นศิษย์พระครูสิทธิยาภิรัต (เอียด ปทุมสโร) ที่วัดดอนศาลา โดยเมื่อแรกศึกษากับพระครูสิทธิยาภิรัตโดยตรง ต่อเมื่อวัดดอนศาลา จัดตั้งโรงเรียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงศึกษาร่ำเรียนในโรงเรียนแห่งนั้น จนสำเร็จการศึกษาขั้นสูงสุดเมื่อปี พ.ศ.2462

ในวันที่ 3 ก.ค.2465 บรรพชา ที่วัดสุนทรวาส อ.ควนขนุน จ.พัทลุง มีพระครูกาชาด(แก้ว) วัดพิกุล ต.ชะมวง อ.ควนขนุนเป็นพระอุปัชฌาย์ จำพรรษาอยู่วัดดอนศาลา

วันพฤหัสบดีที่ 21 มิ.ย.2466 เข้าพิธีอุปสมบทที่วัดดอนศาลา โดยมีพระครูกาชาด(แก้ว) วัดพิกุลทอง เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระอธิการหนู วัดเกาะยาง ต.นาขยาด อ.ควนขนุน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายาว่า สิริมโต

อยู่จำพรรษาที่วัดดอนศาลา แต่ไปเรียนพระปริยัติธรรมที่วัดพิกุลทอง สอบได้นักธรรมชั้นตรี หากแต่สุขภาพไม่เอื้ออำนวยให้อีกทั้งครูสอนพระปริยัติธรรมสมัยนั้นหายากยิ่ง จึงหยุดเรียนแต่เพียงเท่านั้น แต่ก็ได้ศึกษาวิทยาคม ตามตำรับวัดเขาอ้อจากพระครูสิทธิยาภิรัต (เอียด ปทุมสโร) อีกทั้งยังคงขวนขวายในการหาตำราไสยศาสตร์ของท่านอาจารย์เฒ่า วัดเขาอ้อ มาศึกษาเพิ่มเติม

จนได้เป็นที่รู้จักและเคารพนับถือจากประชาชนทั่วไปทั้งใน จ.พัทลุง และจังหวัดใกล้เคียง และเริ่มมีลูกศิษย์ลูกหามากขึ้นเป็นลำดับ ต่างเรียกว่า พระอาจารย์คงหรือพ่อท่านคง

ในปี พ.ศ.2475 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดบ้านสวน ในปี พ.ศ.2482 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระใบฎีกา ฐานานุกรม พระครูกัลยาณปรากรมนิวิฏฐ์ เจ้าคณะอำเภอควนขนุน

พ.ศ.2487 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านสวน พ.ศ.2493 เป็นเจ้าคณะตำบลมะกอกเหนือ พ.ศ.2496 เป็นพระอุปัชฌาย์ในเขตตำบลมะกอกเหนือ และยังได้รับมอบหมายจากเจ้าคณะอำเภอควนขนุนให้เป็นพระอุปัชฌาย์ในพื้นที่ตำบลใกล้เคียง เช่น ตำบลปันแต เป็นต้น พ.ศ.2500 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นสัญญาบัตรที่ พระครูพิพัฒน์สิริธร

ครั้นเมื่อดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส นอกเหนือจากการปกครองคณะสงฆ์ของวัด ยังร่วมมือร่วมใจกับชาวบ้านบ้านสวนในการพัฒนาวัด และสร้างสาธารณประโยชน์เพื่อพระพุทธศาสนาและชาวบ้านทั้งหลาย

โดยในปีแรกที่จัดให้มีการศึกษาหนังสือไทยแก่เด็กชาวบ้านขึ้นภายในวัด โดยอาศัยศาลาโรงธรรมของวัดเป็นที่ศึกษาแทนโรงเรียน ให้พระสงฆ์ทำหน้าที่เป็นครู

พ.ศ.2477 จัดตั้งสำนักเรียนสอนพระปริยัติธรรมขึ้น โดยในชั้นแรก ทำหน้าที่สอนเอง ทั้งนี้ด้วยสมัยนั้นหาผู้สอนพระปริยัติธรรมได้ยากมาก

มรณภาพเมื่อวันที่ 23 ก.ย.2517
    ข่าวสดออนไลน์

7  สุขใจในธรรม / ประวัติพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ในยุคปัจจุบัน / หลวงปู่ทอง สิริมังคโล วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ เมื่อ: 16 พฤศจิกายน 2563 16:12:03


หลวงปู่ทอง สิริมังคโล
วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่

พระพรหมมงคล  หรือ   หลวงปู่ทอง สิริมังคโล  พระเถระชั้นผู้ใหญ่อีกรูปหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระที่เคร่งครัดระเบียบวินัย ใส่ใจด้านการปฏิบัติกัมมัฏฐาน

อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัด เชียงใหม่, อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ และอดีตหัวหน้าพระวิปัสสนาจารย์หนเหนือ กองการวิปัสสนาธุระ

มีนามเดิม ทอง พรหมเสน เกิดเมื่อวันที่ 21 ก.ย.2466 ปีกุน ที่บ้านนาแก่ง อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ บิดา-มารดาชื่อ นายทาและนางแต้ม พรหมเสน

บรรพชาเป็นสามเณร วันที่ 19 ม.ค.2477 ที่วัดนาแก่ง ต.บ้านแอ่น อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ โดยมีพระครูบาชัยวงศ์ เจ้าอาวาสวัดนาแก่งในขณะนั้น เป็นพระอุปัชฌาย์

เข้าพิธีอุปสมบทที่วัดบ้านแอ่น อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ วันที่ 7 ก.พ.2487 โดยมีพระครูคัมภีรธรรม อดีตเจ้าอาวาสวัดชัยพระเกียรติ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอธิการญาณรังษี วัดหัวทราย เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระมหาจันทร์ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เป็นพระอนุสาวนาจารย์

พ.ศ.2487 สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี-โท-เอก ตามลำดับ จากสำนักเรียนวัดพันอ้น อ.เมือง จ.เชียงใหม่

พ.ศ.2532 ศึกษาการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน และวิชาการในพระพุทธศาสนา ตามหลักสูตรของสถาบันพระวิปัสสนาจารย์ ในพระสงฆ์ราชูปถัมภ์ สำนักงานใหญ่กองการวิปัสสนาธุระแห่งประเทศไทย

จากนั้นกลับมาเปิดสำนักวิปัสสนากัมมัฏฐาน จนได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าพระวิปัสสนาจารย์หนเหนือกองการวิปัสสนาธุระและขยายสำนักสาขาปฏิบัติทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ลำดับงานปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2510 ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอฮอด พ.ศ.2511ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ.2534 ได้รับพระบัญชาจากสมเด็จพระญาณสังวร ให้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร พ.ศ.2539 เป็น ผอ.ศูนย์ฝึกพระวิปัสสนาจารย์หนเหนือ สำนักวิปัสสนากัมมัฏฐาน วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร พ.ศ.2550 เป็นที่ปรึกษา เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่

ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2533 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ในราชทินนามที่ พระสุพรหมยาน พ.ศ.2542 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชพรหมาจารย์ พ.ศ.2548 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพสิทธาจารย์ พ.ศ.2552 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ฝ่ายวิปัสสนาธุระในราชทินนามที่ พระธรรมมังคลาจารย์

วันที่ 5 ธ.ค.2559 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสถาปนาเลื่อนตั้งสมณศักดิ์ เนื่องในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน วันคล้ายวันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ในราชทินนามที่ “พระพรหมมงคล วิ”

กลางดึก เวลา 00.25 น. วันศุกร์ที่ 13 ธ.ค.2562 ที่วัดพระธาตุศรีจอมทอง ถึงแก่มรณภาพจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด สิริอายุ 96 ปี พรรษา 76
    ข่าวสดออนไลน์

8  สุขใจในธรรม / ประวัติพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ในยุคปัจจุบัน / หลวงปู่กาหลง เตชวัณโณ วัดเขาแหลม อ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว เมื่อ: 16 พฤศจิกายน 2563 16:10:47


หลวงปู่กาหลง เตชวัณโณ
วัดเขาแหลม อ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว

หลวงปู่กาหลง เตชวัณโณ อดีตพระเกจิอาจารย์ ผู้โด่งดังแห่งวัดเขาแหลม อ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว ลูกศิษย์ลูกหามักเรียกว่า “หลวงปู่กาหลง เขี้ยวแก้ว” ด้วยท่านเป็นพระเถราจารย์หนึ่งเดียวที่มีเขี้ยวแก้วกลางเพดานปาก ซึ่งคนโบราณเชื่อว่าเป็นผู้มีบุญญาธิการสูง

หลวงปู่กาหลง จัดสร้างวัตถุมงคลมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2500-2551 กว่า 10 รุ่น โดยวิธีการปลุกเสกของท่าน จะล้วงเข้าไปในปากแตะที่เขี้ยวแก้วแล้วนำมาคลึงที่พระ เชื่อว่าเพิ่มพลังพุทธคุณยิ่งนัก เป็นที่นิยมสะสมอย่างสูง

ชาติภูมิเกิดในสกุล นงนุช เมื่อวันที่ 10 ม.ค.2461 ปีมะแม เป็นชาวเมืองเพชรบุรี ก่อนที่ครอบครัวจะย้ายมาอยู่ที่ จ.ปทุมธานี

มีเรื่องเล่าตอนท่านถือกำเนิดว่า มีชายคนหนึ่งชื่อ ลุงบาง อาชีพหาปลา มีอยู่คืนหนึ่ง ขณะที่ลุงบางออกหาปลา เห็นดวงไฟลอยมายังหน้าบ้านของหลวงปู่ จึงตามดวงไฟดังกล่าวเพื่อดูให้รู้ว่าคือดวงไฟอะไร พอตามไปแกก็เห็นพระฤๅษีตนหนึ่งจูงเด็กน้อยเข้าไปในบ้านของหลวงปู่

เมื่อลุงบางเห็นดังนั้น จึงยกมือขึ้นไหว้ด้วยความศรัทธา แล้วตั้งจิตอธิษฐานว่าหากสิ่งที่เห็นเป็นเรื่องจริง เด็กที่เกิดในบ้านต้องเป็นเด็กชาย และหากเป็นจริง จะเลิกอาชีพหาปลาหันมาเข้าวัดฟังธรรม

ไม่นานแม่ก็คลอดลูกออกมาเป็นเด็กชาย และให้ชื่อว่า กาหลง ส่วนลุงบางเมื่อพบว่า สิ่งที่ตนเห็นเป็นจริง ก็เลิกหาปลาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ เข้าพิธีอุปสมบท ที่พัทธสีมาวัดนาบุญ จ.ปทุมธานี มีหลวงพ่อช้าง วัดเขียนเขต จ.ปทุมธานี เป็นพระอุปัชฌาย์

ร่ำเรียนวิทยาคมจากพระเกจิชื่อดังมากมาย อาทิ หลวงพ่อเนียม วัดนาบุญ, หลวงปู่ทา วัดพะเนียงแตก จ.นครปฐม, หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก จ.พระนครศรีอยุธยา, หลวงพ่อทองศุข วัดโตนดหลวง จ.เพชรบุรี, พระราชมงคลมุนี (สนธิ์) วัดสุทัศน์ กทม. และศึกษาวิชาสายหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่าอีกด้วย

ส่วนวัตถุมงคลที่ท่านสร้าง อาทิ ผ้ายันต์นารายณ์ทรงครุฑ พระผงรูปเหมือนนั่งเสือ พระปิดตาหลวงปู่กาหลง เหรียญหนุมาน ขี่สิงห์ปี 2547 เหรียญเสมารูปเหมือนหลวงปู่กาหลง เป็นต้น

เป็นพระเกจิอาจารย์รุ่นเก่า ที่เคยเข้าร่วมพิธีปลุกเสกวัตถุมงคลครั้งยิ่งใหญ่พิธี 25 พุทธศตวรรษ ณ สนามหลวงและพระวิหารหลวงวัดสุทัศน์ และเป็นพระเถราจารย์ผู้มีวาจาประกาศิต ด้วยเขี้ยวแก้วกลางเพดานปาก มีวัตรปฏิบัติเคร่งครัด คือ 1 ปี สรงน้ำ 1 ครั้ง

ลูกศิษย์ใกล้ชิดต่างรู้กันทั่วไป ชอบสันโดษ รักษาธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด มีเมตตากรุณาจนเป็นที่นับถือแก่บุคคลทั่วไป อุปถัมภ์วัดหลายแห่งที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อใช้ประกอบศาสนกิจ

บั้นปลายชีวิต มีอาการอาพาธ เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม 2552 หลวงปู่กาหลง เดินทางมาพักรักษาอาการที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ด้วยอาการแน่นหน้าอกและไอ แต่เป็นๆ หายๆ มานาน ต้องเดินทางไปมาระหว่างกรุงเทพฯ กับ จ.สระแก้ว เป็นประจำ

ภายหลังคณะแพทย์ตรวจพบอาการมะเร็งในลำคอ จึงขอให้งดภารกิจและพักผ่อนมากๆ แต่ยังปฏิบัติศาสนกิจดังเดิม

วันศุกร์ที่ 11 ก.ย.2552 เกิดอาการอ่อนเพลีย คณะศิษย์ได้พาหลวงปู่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเปาโลฯ ทันที แต่อาการยิ่งทรุดหนักลง ประกอบกับร่างกายไม่แข็งแรง ด้วยอายุมากแล้ว ยิ่งทำให้อาการทรุดหนักลงตามลำดับ แม้คณะแพทย์ได้พยายามรักษาท่านอย่างสุดความสามารถ แต่ไม่สามารถยื้ออาการไว้ได้

มรณภาพในที่สุด ท่ามกลางความเศร้าสลดของคณะศิษยานุศิษย์ เมื่อกลางดึกเวลา 01.09 น. คืนวันที่ 13 ก.ย.2552 ที่โรงพยาบาลเปาโลเมโมเรียล

สิริอายุ 92 ปี พรรษา 72
    ข่าวสดออนไลน์
9  สุขใจในธรรม / ประวัติพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ในยุคปัจจุบัน / พระธรรมวโรดม (สมเกียรติ กิตติวัฑฒโน) วัดทินกรนิมิต ต.สวนใหญ่ อ.เมือง จ.นนทบุรี เมื่อ: 16 พฤศจิกายน 2563 16:09:45


พระธรรมวโรดม (สมเกียรติ กิตติวัฑฒโน)
วัดทินกรนิมิต ต.สวนใหญ่ อ.เมือง จ.นนทบุรี

พระธรรมวโรดม (สมเกียรติ กิตติวัฑฒโน) อดีตเจ้าอาวาสวัดทินกรนิมิต ต.สวนใหญ่ อ.เมือง จ.นนทบุรี และอดีตที่ปรึกษา เจ้าคณะภาค 9 พระเถระชั้นผู้ใหญ่อีกรูปหนึ่ง ที่ได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากพุทธศาสนิกชน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างและชาวจังหวัดนนทบุรี เนื่องด้วยสถานะเดิมของท่านเป็นคนอีสาน

มีนามเดิมว่า สมเกียรติ คงจตุพร เกิดเมื่อวันที่ 18 เม.ย.2475 ที่บ้านสำนักตะโก ต.ด่านช้าง อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา

ในช่วงวัยเยาว์ เข้าเรียนที่โรงเรียนประชาบาล แต่ด้วยฐานะทางบ้านที่ยากจน ทำให้ท่านไม่ได้เรียนต่อ

เมื่ออายุ 15 ปี เข้าพิธีบรรพชา เมื่อวันที่ 18 มี.ค.2489 ที่วัดสระทอง ต.คอนฉิม อ.พล (ปัจจุบันแยกออกเป็น อ.แวงใหญ่) จ.ขอนแก่น โดยมีพระราชสารธรรมมุนี (กัณหา ปภัสสมหาเถร) วัดศรีนวล อ.เมือง จ.ขอนแก่น เป็นพระอุปัชฌาย์

ศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ.2489 สอบได้นักธรรมชั้นตรี ก่อนย้ายไปเรียนที่สำนักศาสนศึกษาวัดมงคลทับคล้อ จ.พิจิตร พ.ศ.2490 สามารถสอบได้นักธรรมชั้นโท

ต่อมา มาอยู่ที่วัดทินกรนิมิต อ.เมือง จ.นนทบุรี เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมในระดับสูง และเข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 9 ก.ค.2497 ที่พัทธสีมาวัดทินกรนิมิต มีสมเด็จพระธีรญาณมุนี (ธีร์ ปุณณโก) วัดจักรวรรดิราชาวาส เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ เมื่อดำรงสมณศักดิ์ที่ พระธรรมธีรราชมหามุนี เป็นพระอุปัชฌาย์, สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เสงี่ยม จันทสิริ) วัดสุทัศนเทพวราราม แขวงวัดราชบพิธ เขตพระนคร กรุงเทพฯ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระธรรมญาณมุนี (บุนนาค ชินวังโส) วัดทินกรนิมิต จ.นนทบุรี เป็นพระอนุสาวนาจารย์

มุ่งมั่นศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างจริงจัง พ.ศ.2497 สอบได้นักธรรมชั้นเอก พ.ศ.2502 ได้รับประกาศนียบัตรประโยคครูพิเศษมูล จากกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2515 สามารถสอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค

ต่อมาได้รับเป็นธุระด้านการศึกษาของสำนักเรียนวัดมงคล ทับคล้อ เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมสำนักเรียน วัดสุทัศนเทพวราราม กรุงเทพฯ สร้างความเจริญและเข้มแข็งในการศึกษาพระปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรมและบาลีแก่พระภิกษุและสามเณรจนเป็นที่ยอมรับ

ผลงานด้านการศึกษา พ.ศ.2505 เป็นกรรมการสนามหลวงแผนกธรรม พ.ศ.2518 เป็นกรรมการสนามหลวงแผนกบาลี พ.ศ.2521 เป็นกรรมการนำประโยคบาลีสนามหลวงไปเปิดสอบในจังหวัดต่างๆ ตามส่วนภูมิภาค

ผลงานด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา พ.ศ.2514 เป็นพระธรรมทูตหน่วยจังหวัดนนทบุรี พ.ศ.2515 เป็นสมาชิกสภา พระธรรมกถึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพฯ

งานพิเศษ พ.ศ.2548 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการพิจารณาการจัดสร้างพุทธมณฑลจังหวัด ในงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พ.ศ.2549 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการพิจารณาการจัดกิจกรรมร่วมงานเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550

ลำดับงานด้านการปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2507 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดทินกรนิมิต จ.นนทบุรี พ.ศ.2516 ดำรงตำแหน่ง เจ้าคณะอำเภอบางบัวทอง จ.นนทบุรี

พ.ศ.2517 รองเจ้าคณะภาค 9 และเป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ.2531 เจ้าคณะภาค 9

ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2516 ได้รับพระราชทานแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระศรีวิสุทธิโมลี พ.ศ.2524 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช ในราชทินนามที่ พระราชโมลี

พ.ศ.2533 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ในราชทินนามที่ พระเทพโสภณ พ.ศ.2539 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ในราชทินนามที่ พระธรรมปริยัติโมลี

พ.ศ.2551 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นหิรัญบัฏ ในราชทินนามที่ พระธรรมวโรดม

ในฐานะเจ้าอาวาสวัดทินกรนิมิต ทำหน้าที่ในฐานะนักปกครองที่เอาใจใส่ดูแลความเป็นไปของวัดอย่างดียิ่ง

มรณภาพอย่างสงบ เมื่อช่วงค่ำวันที่ 12 ก.ย.2560 ด้วยโรคชราภาพ ที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี

สิริอายุ 85 ปี พรรษา 63
    ข่าวสดออนไลน์
10  สุขใจในธรรม / ประวัติพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ในยุคปัจจุบัน / หลวงพ่อแต้ม ปุญญสุวัณโณ วัดพระลอย ต.รั้วใหญ่ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี เมื่อ: 16 พฤศจิกายน 2563 16:08:14


หลวงพ่อแต้ม ปุญญสุวัณโณ
วัดพระลอย ต.รั้วใหญ่ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี

พระครูประภัศร์ธรรมาภรณ์  หรือ หลวงพ่อแต้ม ปุญญสุวัณโณ วัดพระลอย ต.รั้วใหญ่ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี อดีตนักเลงกลับเนื้อกลับตัวมาบวช และเป็นพระเกจิอาจารย์ที่ชาวบ้านเคารพนับถือมากรูปหนึ่ง

เกิดเมื่อวันที่ 11 ก.ย.2434 บ้านด้านทิศใต้วัดพระลอย เป็นบุตรคนโตของนายแย้มและนางอ่ำ นารถพลายพันธ์ ท่านเป็นคนร่างเล็ก ครอบครัวยากจน ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ

ย่างวัยหนุ่ม คบเพื่อนอันธพาลนักเลงรุ่นเดียวกัน ชอบตีรันฟันแทง แม้จะมีร่างเล็กแต่ใจถึงไม่กลัวใคร ท่านเป็นหัวหน้านักเลง คุมท้องถิ่นแถวบ้านวัดพระลอย และมีเพื่อนอีกคนหนึ่งที่รู้จักชอบคอกันดีเป็นหัวหน้านักเลงอยู่ที่ศรีประจันต์ ชื่อ ปุย (ภายหลัง คือ หลวงพ่อปุย วัดเกาะนั่นเอง) เป็นนักเลงคุมแถวลุ่มน้ำบ้านคอย

วันหนึ่งบิดามารดาเห็นว่าอายุครบบวชจึงอยากให้บวช ไปตามหาซึ่งตอนนั้นไปอยู่ที่อ่างทอง ตามตัวพบแล้วจึงพามาบวชที่วัดสำปะซิว โดยหลวงปู่โต๊ะ วัดลาดตาล ซึ่งขณะนั้นเป็นเจ้าอาวาสวัดสำปะซิว อบรมบ่มนิสัยก่อนบวช โดยแรกเริ่มท่านไม่รู้หนังสือแม้แต่ตัวเดียว แต่ก็สามารถท่องเจ็ดตำนานได้ภายในเจ็ดวัน หลวงปู่โต๊ะชอบใจมาก

หลังจากนั้นจึงอุปสมบทให้ เมื่อวันที่ 25 ก.ค.2455 ที่พัทธสีมาวัดสำปะซิว โดยมีหลวงพ่อปลื้ม วัดพร้าว เป็นพระอุปัชฌาย์, หลวงพ่อปลื้ม (อีกรูปหนึ่ง) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และหลวงปู่โต๊ะ วัดสำปะซิว เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา ปุญญสุวัณโณ

จากนั้นหลวงปู่โต๊ะสอนกัมมัฏฐาน และสอนหนังสือทั้งไทยและขอมจนอ่านออกเขียนได้ ยังได้ศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณ กับช่างไม้ช่างก่อสร้างจากหลวงปู่โต๊ะอีกด้วย จนมีความเชี่ยวชาญในด้านนี้มาก ต่อมาย้ายมาอยู่วัดพระลอย จึงลาสิกขาออกมาในปี พ.ศ.2463 สรุปแล้วท่านบวชครั้งแรกอยู่ 8 พรรษา

ใช้ชีวิตทางโลกอยู่พักหนึ่งเกิดเบื่อหน่ายทางโลก จึงอุปสมบทครั้งที่ 2 โดยมีหลวงพ่อสอน วัดป่าเลไลยก์ เป็นพระอุปัชฌาย์, หลวงพ่อพร วัดป่าเลไลยก์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และหลวงพ่อคำ วัดพระรูป เป็นพระอนุสาวนาจารย์

จำพรรษาอยู่วัดลาวทอง จวบจนปี พ.ศ.2466 จึงไปศึกษาวิปัสสนากัมมัฏฐานจากหลวงพ่อซัว วัดสาลี บางปลาม้า จวบจนถึงปี พ.ศ.2468 และไปเรียนต่อจากหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จ.พระนครศรีอยุธยา สำเร็จวิชายันต์เกราะเพชร และกลับมาอยู่วัดลาวทองต่อ

พ.ศ.2483 คณะสงฆ์แต่งตั้งให้หลวงพ่อแต้มมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระลอย ซึ่งใกล้จะร้าง ให้มีสภาพดีขึ้น ท่านพัฒนาวัดจนเจริญ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจขึ้นชื่ออีกแห่งของเมืองสุพรรณ

จวบจนมรณภาพอย่างสงบ พ.ศ.2514 สิริอายุ 80 ปี
   ข่าวสดออนไลน์
11  สุขใจในธรรม / ประวัติพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ในยุคปัจจุบัน / หลวงปู่แก้ว สุวัณณโชโต วัดสุทธิวาตวราราม ต.ท่าฉลอม อ.เมือง จ.สมุทรสาคร เมื่อ: 16 พฤศจิกายน 2563 16:06:17


หลวงปู่แก้ว สุวัณณโชโต
วัดสุทธิวาตวราราม ต.ท่าฉลอม อ.เมือง จ.สมุทรสาคร

พระเทพสาครมุนี หรือ หลวงปู่แก้ว สุวัณณโชโต อดีต เจ้าคณะจังหวัดสมุทรสาคร และอดีตเจ้าอาวาสวัดสุทธิวาตวราราม ต.ท่าฉลอม อ.เมือง จ.สมุทรสาคร พระเกจิชื่อดังในอดีต

มีนามเดิม แก้ว ธนสุวรรณ เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 25 ธ.ค.2446 ปีเถาะ เวลา 21.00 น. ที่ ต.กระสัง อ.กระสัง จ.พระตะบอง ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นอาณาจักรของประเทศไทย บิดา-มารดา ชื่อ นายกัน และ นางวงษ์ ธนสุวรรณ

อายุ 12 ปี บรรพชา ที่วัดจำบกมาศ ต.กระสัง อ.กระสัง จ.พระตะบอง เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2458 เพื่อศึกษาเล่าเรียนชั้นสามัญ จนท่านมีความรู้อ่าน-เขียนภาษาไทย และภาษาขอมเป็นอย่างดียิ่ง โดยเฉพาะภาษาขอมมีความรู้แตกฉานเป็นพิเศษ

อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 19 มี.ค.2466 ที่วัดจำบกมาศ โดยมีพระปัญญาสุธรรม เจ้าอาวาส เป็นพระอุปัชฌาย์ และ พระอาจารย์เผือก พรหมสโร วัดกระสัง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์เกตุ วัดชำนิหัตถการ กรุงเทพฯ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

มุ่งมั่นศึกษาพระปริยัติธรรม จากนั้นเดินทางไปจำพรรษาที่วัดมหาพฤฒาราม บางรัก กรุงเทพฯ พ.ศ.2480 สอบได้นักธรรมชั้น ตรี-โท-เอก ตามลำดับ พ.ศ.2481 สอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค

ลำดับงานปกครอง พ.ศ.2482 เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พ.ศ.2488 เป็นเจ้าอาวาสวัดคลองตันราษฎร์บำรุง พ.ศ.2489 เป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ.2495 เป็นเจ้าอาวาสวัดช่องลม พ.ศ.2495 เป็นเจ้าคณะจังหวัดสมุทรสาคร

สร้างคุณูปการเป็นอเนกอนันต์ งานการศึกษา เป็นเจ้าสำนักเรียนวัดช่องลม และเป็นผู้อุปการะโรงเรียนเทศบาลวัดช่องลม (เปี่ยมวิทยาคม) วิธีการส่งเสริมการศึกษา คือ จัดตั้งทุนการศึกษาประจำสำนักเรียน จัดส่งนักเรียนไปศึกษาต่อเพิ่มเติม จัดพิมพ์หลักสูตรทั้งบาลีและนักธรรมใช้ในสำนักเรียน หลักสูตรที่แพร่หลาย คือหลักสูตรย่อนักธรรมตรี

งานเผยแผ่ พ.ศ.2489 เป็นประธาน การเผยแผ่จังหวัดสมุทรสาคร พ.ศ.2509 เป็นหัวหน้าฝ่ายพระธรรมทูตประจำจังหวัดสมุทรสาคร พ.ศ.2520 เป็นประธานหน่วยการอบรมประชาชนจังหวัดสมุทรสาคร

มีกิจกรรมเกี่ยวกับการเผยแผ่ คือ จัดพิมพ์หนังสือประวัติวัดสุทธิวาตวราราม, หนังสือคู่มืออุโบสถศีล, คู่มือการอุปสมบท, หนังสือสวดมนต์, หนังสือหลักสูตรย่อ น.ธ.ตรี, ศิลปะในการพัฒนาวัด, โพชฌงค์ 7 ประการ, มงคลสูตร, รวมเรื่องเบ็ดเตล็ด, เลือดแม่, 10 วันในอินเดีย, ความเป็นมาของสะพานสาครบุรี

บรรยายธรรมเรื่อง “หญ้าปากคอก” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงกรมประชาสัมพันธ์ บรรยายธรรมอบรมประชาชนในตำบลต่างๆ เป็นประจำ

อีกทั้งร่วมมือกับคณะสงฆ์ และทางราชการในการเผยแพร่ คือ จัดส่งพระธรรมทูตจาริกอบรมศีลธรรมแก่ประชาชน และนักเรียนในโรงเรียนต่างๆ ทั่วจังหวัด อบรมศีลธรรม แก่ข้าราชการ ครู และนักเรียนในวันสำคัญของโรงเรียน ในวันสำคัญของทางราชการ และในวันขึ้นปีใหม่เสมอมา

งานบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ สร้างสะพานสาครบุรี สร้างถนนเชื่อมต่อระหว่าง ต.ท่าจีน-ต.บางหญ้าแพรก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร สร้างสถานีตำรวจภูธรชั่วคราว และโครงการสร้างสถานีอนามัย ต.ท่าฉลอม เป็นผู้อุปถัมภ์ในการปรับปรุงวัดใหญ่บ้านบ่อ เป็นผู้วางแผนผังการก่อสร้าง วัดบางหญ้าแพรก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร

ด้านวัตถุมงคลสร้างรูปเหรียญ, ผ้ายันต์, พระพุทธรูปบูชา, พระสมเด็จผงพิมพ์เล็ก-พิมพ์ใหญ่, พระปิดตามหาลาภให้เป็นสมบัติของวัดสุทธิวาตวราราม เพื่อหารายได้ บำรุงวัด สร้างพระสังกัจจายน์มหาลาภ เพื่ออุปถัมภ์การสร้างวัดหงส์อรุณรัศมี ต.ท่าจีน จ.สมุทรสาคร วัตถุมงคลแต่ละชนิด ท่านปลุกเสกแต่ผู้เดียวทั้งสิ้น ซึ่งวัตถุมงคลดังกล่าว ล้วนเป็นที่ปรารถนาของบรรดานักสะสมพระเครื่องเป็นอย่างยิ่ง

พัฒนาวัด ตลอดจนเสนาสนะอย่างต่อเนื่อง จนมีเจ้าอาวาสวัดต่างๆ เดินทางมาดูตัวอย่างการก่อสร้างที่วัดอยู่เสมอๆ จากการพัฒนาวัดดังกล่าว ความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จพระราชดำเนินทรงทอดพระกฐินต้น เมื่อวันที่ 26 ต.ค.2508 พระราชทานพระปรมาภิไธยย่อ ภ.ป.ร. ประดิษฐานที่หน้าบันพระอุโบสถ พระราชทานฉัตรขาว 9 ชั้น ตั้งสองข้างพระประธาน และพระราชทานนามวัดช่องลมให้ใหม่ว่า “วัดสุทธิวาตวราราม”

มรณภาพอย่างสงบ เมื่อตอนเช้าตรู่ วันศุกร์ที่ 9 ก.ย.2526 เวลา 04.45 น. สิริอายุ 79 ปี พรรษา 59
   ข่าวสดออนไลน์

12  สุขใจในธรรม / ประวัติพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ในยุคปัจจุบัน / สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (สนั่น จันทปัชโชโต) วัดนรนาถสุนทริการาม เขตพระนคร กรุงเทพฯ เมื่อ: 16 พฤศจิกายน 2563 15:59:12



สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (สนั่น จันทปัชโชโต)
วัดนรนาถสุนทริการาม เขตพระนคร กรุงเทพฯ

สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (สนั่น จันทปัชโชโต) อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม และอดีตเจ้าอาวาสวัดนรนาถสุนทริการาม เขตพระนคร กรุงเทพฯ

มีนามเดิม สนั่น สรรพสาร เกิดเมื่อวันอังคารที่ 8 ก.ย.2451 ที่บ้านหนองบ่อ ต.หนองบ่อ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

อายุ 9 ขวบ บรรพชาที่วัดบูรพาภิสัย มีพระเคน วัดบ้านจานตะโนน เป็นพระอุปัชฌาย์

เริ่มเรียนบาลีไวยากรณ์ที่วัดสุปัฏนาราม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ปี พ.ศ.2467 ถัดมาอีกปีจึงเข้ามาศึกษายังกรุงเทพฯ ณ สำนักเรียนวัดบรมนิวาสราชวรวิหาร

พ.ศ.2469-2484 สอบไล่ได้เป็นลำดับในสำนักเรียนวัดบรมนิวาส จากนักธรรมชั้นตรี ถึงเปรียญธรรม 8 ประโยค ต่อมา พ.ศ.2486 สอบไล่ได้เปรียญธรรม 9 ประโยค สำนักเรียนวัดพระศรีมหาธาตุฯ กรุงเทพฯ

อายุ 21 ปี เข้าพิธีอุปสมบท ที่พระอุโบสถวัดบรมนิวาสมีพระเทพวรคุณ เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระครูศีลวรคุณ(อ่ำ ภทฺทาวุโธ) วัดมณีชลขัณฑ์ จ.ลพบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์พระอมราภิรักขิต (ชัย ชิตมาโร) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ได้รับนามฉายาว่า จันทปัชโชโต

ช่วงชีวิตระหว่างอยู่วัดบรมนิวาส เป็นทั้งนักเรียนและครู เริ่มเป็นครูตั้งแต่ พ.ศ.2472 เป็นต้นมา จากนั้นระหว่างปี พ.ศ.2474-2476 ย้ายไปอยู่สัตตนาถปริวัตร อ.เมือง จ.ราชบุรี เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม

พ.ศ.2477 กลับสู่วัดบรมนิวาส เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมจนถึง พ.ศ.2484 จากนั้นย้ายไปวัดพระศรีมหาธาตุฯบางเขน เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2485 อันเป็นระยะที่สร้างวัดเสร็จใหม่

วันที่ 2 ม.ค.2490 ย้ายมาที่วัดนรนาถสุนทริการาม ยังปฏิบัติหน้าที่ครูสอนพระปริยัติธรรมสม่ำเสมอตลอดมา จนเลิกสอนเมื่อปี พ.ศ.2524 ขณะอายุ 73 ปี

ลำดับงานปกครอง พ.ศ.2500 เป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ.2501 เป็นเจ้าอาวาสวัดนรนาถสุนทริการาม พ.ศ.2510 เป็นเจ้าคณะภาค 8 และภาค 10 (ธ) พ.ศ.2512 เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม

ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2501 รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพวราภรณ์

พ.ศ.2506 รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมวราภรณ์

พ.ศ.2519 เป็นชั้นรองสมเด็จพระราชาคณะที่ พระพรหมมุนี

วันที่ 5 ธ.ค.2532 โปรดเกล้าฯ พระราชทานสถาปนาเป็น สมเด็จพระมหามุนีวงศ์

อุปนิสัย เป็นคนมักน้อย สันโดษ ชอบชีวิตธรรมดาสามัญแบบเรียบง่าย แม้จะเป็นพระเถระที่มีชื่อเสียง แต่ไม่เคยลืมภาษาถิ่น ชอบพูดภาษาไทยอีสานในชีวิตประจำวัน และพูดภาษาอีสานเป็นธรรมดาด้วยสำเนียงท้องถิ่นเมืองอุบลชัดเจน

เอกลักษณ์เด่นอีกส่วนหนึ่ง คือ น้ำเสียงในการแสดงพระธรรมเทศนาที่แฝงด้วยอำนาจ ดังกังวาน ทุ้ม นุ่มนวลมีจังหวะจะโคน ทอดน้ำเสียงลงวรรคตอนอย่างสละสลวยฟังไพเราะรื่นหู

นอกจากนี้ยังเป็นผู้มีความจำเป็นเลิศ พุทธภาษิตและหัวข้อธรรมต่างๆ ที่เล่าเรียนมาสามารถบอกกล่าวแก่ศิษย์ได้อย่างไม่ผิดพลาด แม้กระทั่งเรื่องราวประวัติศาสตร์ เรื่องเก่าเรื่องหลังแต่ครั้งเป็นพระหนุ่ม จะจดจำได้แม่นยำด้วยลีลาและศิลปะเฉพาะตัวในการเล่า

ด้านการครองตนและวัตรปฏิบัตินั้นเป็นที่เลื่องลือ ในความเคร่งครัด เช้ามืดของทุกวัน ตั้งแต่ตี 4 ถึง 6 โมงเช้าจะเจริญสมณธรรม บำเพ็ญความเพียรภายในกุฏิ โดยปฏิบัติติดต่อกันมากว่า 20 ปี ไม่มีว่างเว้น

ความสามารถอันเอกอุนั้น มีทั้งสถานะนักศึกษา, นักวิชาการ, นักการศาสนา, นักอนุรักษ์, นักปราชญ์ และผู้มองการณ์ไกล

ในบรรดางานต่างๆ ที่ดำเนินไปภายใต้นโยบายเผยแผ่นั้น มุ่งเน้นเป็นพิเศษอยู่ 3 งานคือ งานปาฐกถาและ อบรม, งานฝึกฝนอบรมนักเผยแผ่ธรรม, งานปฏิบัติธรรมทางสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน

ปณิธานอันแรงกล้า เน้นให้การศึกษาพระปริยัติธรรมเจริญงอกงาม โดยเฉพาะการศึกษาแผนกบาลี ด้วยการลงมือสอนด้วยตนเองอย่างมิเห็นแก่เหน็ดเหนื่อย

ไม่เพียงเท่านั้น ในฐานะเจ้าคณะภาค 8-9-10-11 (ธ) ยังสนับสนุนและส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรมทางภาคอีสานเป็นกรณีพิเศษ ปรากฏผลเด่นชัดใน 4 จังหวัดคือ อุดรธานี, ขอนแก่น, ร้อยเอ็ด และหนองคาย

ด้วยอายุขัยที่ล่วงเลยเข้าสู่วัยชราภาพ บ่อยครั้งทำให้ท่านอ่อนแรง สุขภาพไม่แข็งแรงดังเดิม กระทั่งเกิดล้มอาพาธเป็นประจำ

มรณภาพในวันที่ 2 พ.ย.2541
    ข่าวสดออนไลน์
13  สุขใจในธรรม / ประวัติพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ในยุคปัจจุบัน / หลวงปู่กรับ ญาณวัฑฒโน วัดโกรกกราก ต.โกรกกราก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร เมื่อ: 16 พฤศจิกายน 2563 15:57:36


หลวงปู่กรับ ญาณวัฑฒโน
วัดโกรกกราก ต.โกรกกราก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร

พระครูธรรมสาคร หรือ หลวงปู่กรับ ญาณวัฑฒโน อดีตเจ้าอาวาสวัดโกรกกราก ต.โกรกกราก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร และอดีตเจ้าคณะตำบลมหาชัย เขต 2 พระเกจิทรงวิทยาอาคม และเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวมหาชัย

มีนามเดิมว่า กรับ เจริญสุข เกิดเมื่อ วันที่ 13 ม.ค.2436 ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 2 ปีมะเส็ง จุลศักราช 1255 สมัยรัชกาลที่ 5 ที่บ้านบางปิ้ง ต.นาดี อ.เมือง จ.สมุทรสาคร เป็นบุตรนายไข่ และนางลอย ไข่ม่วง มีพี่น้องต่างมารดา 2 คน ร่วมมารดาเดียวกัน 11 คน

เมื่ออายุครบบวช เข้าพิธีอุปสมบทที่พัทธสีมาวัดราษฎร์รังสรรค์ ต.คอกกระบือ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ตรงกับวันที่ 12 มี.ค.2456 โดยมี พระครูสมุทรคุณากร วัดตึกมหาชยาราม เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอธิการโต วัดโกรกกราก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการชิด วัดราษฎร์รังสรรค์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า ญาณวัฑฒโน

จำพรรษาศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยอยู่ที่วัดราษฎร์รังสรรค์ จากนั้นย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดโกรกกราก จนกระทั่งในปี พ.ศ.2463 จึงได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส

ริเริ่มพัฒนาวัดให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง และในปี พ.ศ.2485 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลมหาชัย เขต 2 ต่อมาในปี พ.ศ.2513 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูชั้นเอกในราชทินนาม พระครูธรรมสาคร

สำหรับวัดโกรกกราก เป็นหนึ่งในวัดเก่าแก่ ที่มีทั้งพระพุทธรูปชื่อดัง และพระเกจิอาจารย์ทรงวิทยาคม โดยพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ก็คือ “หลวงพ่อปู่” ซึ่งประดิษฐานเป็นมิ่งขวัญของชาวลุ่มน้ำมหาชัยและใกล้เคียงมาอย่างยาวนาน ซึ่งมีเอกลักษณ์เด่นเป็นที่กล่าวขวัญด้วยการสวมแว่นตาดำ
องค์พระพุทธรูปมีการใส่แว่น ทั้งแว่นดำ แว่นแฟชั่นและแว่นสายตา รวมทั้งรูปหล่อหลวงปู่กรับ อดีตเจ้าอาวาสวัดโกรกกราก ก็สวมแว่นตาสีดำเช่นเดียวกัน

พระครูวิสุทธิ์สิทธิคุณ หรือหลวงพ่อมหาสัมฤทธิ์ วิสุทธสีโล เจ้าอาวาสวัดโกรกกรากรูปปัจจุบัน เล่าว่า การถวายแว่นแก้บน เกิดขึ้นเมื่อเกือบร้อยปีมาแล้ว เกิดโรคตาแดงระบาด ชาวบ้านจึงบนบานให้หายจากโรคตาแดง ปรากฏว่าหายป่วยทั้งหมู่บ้าน ชาวบ้านจึงแห่กันมาปิดทองที่ดวงตาของหลวงพ่อปู่ เพื่อแก้บนกันยกใหญ่

อย่างไรก็ตาม หลวงปู่กรับ อดีตเจ้าอาวาส เกรงพระเก่าแก่จะเสียหายและขาดความสวยงาม ได้ออกอุบายนำแว่นตามาใส่แทน ชาวบ้านและผู้ศรัทธาเห็นเข้าก็ยึดถือปฏิบัติตั้งแต่นั้นมา

สำหรับวัตถุมงคลที่สร้างขึ้นในสมัยหลวงปู่กรับ อาทิ เหรียญหลวงพ่อปู่ พิมพ์เสมา รุ่นแรกปี 2502 เนื้อเงินและทองแดงกะไหล่ทอง, เหรียญรูปไข่หลวงปู่กรับ รุ่นแรก ปี 2510 เหรียญหลวงปู่กรับพิมพ์อาร์ม และพิมพ์เสมา หันข้างปี พ.ศ.2515 นอกจากนี้ ยังมีพระสมเด็จรุ่นวัวชน ปี 2505 พระสมเด็จ ปี 2515

เป็นพระที่ทรงวิทยาคมสูง จนมีผู้กล่าวขวัญกันว่า “ถ้ามีเหรียญหลวงปู่กรับแขวนคอแล้ว จะแคล้วคลาดจากภยันอันตรายทั้งปวง ถึงจะตกระกำลำบากอยู่ที่ใด ก็จะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย”

ประกอบคุณงามความดีและประพฤติพรหมจรรย์มั่นคงตลอดมา ตั้งแต่ได้รับบรรพชาอุปสมบท จนถึงกาลละสังขารอย่างสงบ เมื่อวันเสาร์ที่ 7 ก.ย.2517 สิริอายุ 81 ปี

วัดโกรกกราก หล่อรูปเหมือนไว้ให้ลูกศิษย์และผู้เลื่อมใสศรัทธาได้กราบไหว้สักการะ โดยมีผู้นำแผ่นทองมาปิดองค์ท่านจนเหลืองอร่าม และนำแว่นตามาถวายท่านเช่นเดียวกับหลวงพ่อปู่ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องตา มีความเชื่อว่าจะช่วยให้ดีขึ้นด้วยบารมีของท่านทั้งสอง
   ข่าวสดออนไลน์
14  สุขใจในธรรม / ประวัติพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ในยุคปัจจุบัน / หลวงปู่สุนันท์ สุภาจาโร วัดเทพปูรณาราม ต.ท่าพระ อ.เมือง จ.ขอนแก่น เมื่อ: 16 พฤศจิกายน 2563 15:56:22



หลวงปู่สุนันท์ สุภาจาโร
วัดเทพปูรณาราม ต.ท่าพระ อ.เมือง จ.ขอนแก่น

พระราชประสิทธิคุณ หรือ หลวงปู่สุนันท์ สุภาจาโร พระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่มีวัตรปฏิบัติดี เป็นทั้งพระนักพัฒนา พระนักปกครอง พระนักการศึกษา อีกทั้งยังเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีวิทยาคมสืบสายธรรมจากพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงหลายรูป

ปัจจุบัน สิริอายุ 79 ปี พรรษา 59 ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น และเจ้าอาวาสวัดเทพปูรณาราม ต.ท่าพระ อ.เมือง จ.ขอนแก่น

นามเดิม สุนันท์ เพชรเลื่อน เกิดเมื่อ วันที่ 12 ม.ค.2484 ที่ ต.สระบัว อ.ปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด เป็นบุตรของนายจ้ง-นางงึ้ม เพชรเลื่อน

หลังจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนในหมู่บ้าน ออกมาช่วยงานทำไร่ทำนาช่วยครอบครัว

พ.ศ.2499 บรรพชาที่วัดในหมู่บ้าน จนอายุครบบวชในปี พ.ศ.2505 จึงเข้าพิธีอุปสมบทที่อุโบสถวัดสระบัว ต.โนนสวรรค์ อ.ปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด มีพระครูปทุมทิพยาจารย์ วัดสระบัว เป็นพระอุปัชฌาย์

ด้วยความที่เป็นผู้ใฝ่เรียนรู้ เดินทางไปศึกษาเล่าเรียนที่สำนักศาสนาศึกษาวัดศรีสุธรรม จ.ขอนแก่น สอบได้นักธรรมชั้นตรี-โท-เอก ตามลำดับ

ต่อมาสอบได้เปรียญธรรม 7 ประโยค จากสำนักศาสนศึกษาวัดเทพปูรณาราม จ.ขอนแก่น

มุมานะศึกษาเล่าเรียน สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีพุทธศาสตรบัณฑิต (พธ.บ.) สาขาวิชาศาสนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น (รุ่นแรกของวิทยาเขตขอนแก่น) และในปี พ.ศ.2557 ได้รับพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (พธ.ด.กิตติมศักดิ์)

มีความสนใจด้านวิทยาคม จึงฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษาวิทยาคม จากพระครูปทุมทิพยาจารย์ วัดสระบัว จ.ร้อยเอ็ด พระอุปัชฌาย์ และยังฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษาวิทยาคมเพิ่มเติมจากพระเกจิอาจารย์อีกหลายรูป อาทิ หลวงปู่บุญมา มุนิโก วัดบ้านหนองตูม จ.ขอนแก่น, หลวงปู่ขุ้ย วัดซับตะเคียน เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นอดีตพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง

มาอยู่จำพรรษาปฏิบัติศาสนกิจ รวมทั้งศึกษาพระธรรมวินัยอยู่ที่วัดเทพปูรณาราม จ.ขอนแก่น จนถึงปี พ.ศ.2511 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดเทพปูรณาราม พ.ศ.2516 เป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ.2542 เป็นรองเจ้าคณะอำเภอเมืองขอนแก่น พ.ศ.2546 เป็นรองเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น

ด้วยความที่ท่านเป็นพระปฏิบัติดี ทำให้ชื่อเสียงเริ่มเป็นที่รู้จัก ในแต่ละวันมีญาติโยมจำนวนมากเดินทางมากราบนมัสการ รับฟังธรรม และประพรมน้ำพระพุทธมนต์ เสริมความเป็นสิริมงคล ส่วนปัจจัยที่ได้จากการบริจาคนำมาพัฒนาสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับวัด

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญทางด้านการศึกษาสงฆ์ บริจาคปัจจัยส่วนตัวให้การสนับสนุนการเรียนการสอนแก่พระภิกษุ-สามเณรมาโดยตลอด หากรูปใดมีความตั้งใจเรียนและเรียนดี จะจัดหาทุนมอบให้ทุกปี

สร้างคุณูปการไว้มากมาย จึงได้รับรางวัล อาทิ พ.ศ.2551 ได้รับรางวัลพระราชทานเสมาธรรมจักร ประเภทสื่อสารมวลชนที่ส่งเสริมพระพุทธศาสนา, รางวัลนาคราชทองคำ สาขาวรรณกรรมอีสาน (ร้อยกรองอีสาน) จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นต้น รวมทั้งได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษารองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น

ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2520 ได้รับพระราชทานตั้งสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นเอก ในราชทินนามที่พระครูสุเทพสารคุณ พ.ศ.2547 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่พระพุทธิสารมุนี

พ.ศ.2553 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช ในราชทินนามที่ “พระราชประสิทธิคุณ”

ถึงแม้จะมีอายุย่าง 80 ปี อยู่ในช่วงปัจฉิมวัย แต่สภาพร่างกายยังคงแข็งแรง หากว่างศาสนกิจจะนำพาภิกษุ-สามเณร พัฒนาบริเวณวัดให้มีความสะอาดสวยงาม สร้างความเจริญหูเจริญตา

ส่วนหลักธรรมคำสอนที่พร่ำสอนญาติโยมมาโดยตลอด เพื่อใช้เป็นแนวทางการดำเนินชีวิต คือ การดำรงชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท มีความกตัญญูกตเวทิตาต่อบุพการี ไม่เบียดเบียนสรรพสัตว์ร่วมโลกและให้ยึดศีล 5 ไว้เป็นหลักในการดำเนินชีวิต เพียงเท่านี้จะทำให้ชีวิตพานพบแต่ความสุขความเจริญ

จึงถือเป็นร่มธรรมที่พึ่งทางใจของพุทธศาสนิกชนโดยแท้
    ข่าวสดออนไลน์
[
15  สุขใจในธรรม / ประวัติพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ในยุคปัจจุบัน / หลวงปู่ลี กุสลธีโร วัดภูผาแดง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี เมื่อ: 16 พฤศจิกายน 2563 15:55:11


หลวงปู่ลี กุสลธีโร
วัดภูผาแดง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี

หลวงปู่ลี กุสลธีโร วัดป่าเกสรศีลคุณธรรมเจดีย์ (ภูผาแดง) อำเภอหนองวัวซอ จ.อุดรธานี พระเถระฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่ได้รับความเลื่อมใสศรัทธาด้วยความเป็นพระป่า

เป็นลูกศิษย์ของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด

มีนามเดิม ลี กุสลธีโร เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 5 ก.ย.2465 ที่ อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ เป็นบุตรของนายอู๊ด ทองคำ อาชีพช่างตีทอง และนางโพธิ์ ชาลีเชียงพิณ ต้นตระกูลเดิมคุณตาคุณยาย เป็นคนเมืองเวียงจันทน์ สปป.ลาว ครั้งเมื่อเกิดศึกสงคราม บรรพบุรุษจึงได้ตัดสินใจอพยพย้ายภูมิลำเนา มาตั้งรกรากทำมาหากินอยู่ที่ อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์

ครั้นถือกำเนิดขึ้นได้ระยะหนึ่ง บิดา-มารดา จึงพากันอพยพย้ายถิ่นฐานมาที่ อ.ด่านซ้าย จ.เลย

ต่อมานางโพธิ์หย่าร้างกับนายอู๊ดและพาบุตรย้ายถิ่นฐานอพยพมาอยู่ที่บ้านน้ำพ่น ต.น้ำพ่น อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี แล้วลงหลักปักฐานใช้ชีวิตด้วยการยึดอาชีพเกษตรกรรม ทำนา ทำไร่ อยู่ที่บ้านหนองบัวบาน ต.หนองบัวบาน อ.หนองวัวซอ

ครั้นอายุ 20 ปี ได้แต่งงานกับ น.ส.วตี หลังภรรยาคลอดลูกคนแรกออกมาเสียชีวิต เกิดความสลดใจมาก ต่อมาภายหลังได้ฟังธรรมจากหลวงปู่เหรียญใหญ่ (เป็นคน จ.อุบลราชธานี) พระกัมมัฏฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่ธุดงค์มาปักกลดป่าแถวหมู่บ้านที่ท่านอาศัยอยู่ เกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึงขอออกบวช

เข้าพิธีอุปสมบท เมื่อวันที่ 30 ม.ค.2493 ขณะอายุ 29 ปี ที่วัดศรีโพนเมือง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สกลนคร โดยมีพระธรรมเจดีย์ (จูม พันธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายานามว่า “กุสลธโร” แปลว่า “พระผู้ทรงไว้ซึ่งความฉลาด”

วันที่อุปสมบทนั้น เป็นวันถวายเพลิง หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต บูรพาจารย์สายพระป่า ที่วัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง จ.สกลนคร

หลังจากนั้น ในพรรษาแรก ศึกษาพระธรรมวินัยและการปฏิบัติจิตตภาวนาอยู่กับหลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม และหลวงปู่มหาปิ่น ปัญญาพโล ที่วัดป่าทรงคุณ อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ซึ่งหลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม เป็นลูกศิษย์รุ่นแรกของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

หลวงปู่ลีได้เข้ากราบนมัสการและขอมอบกายถวายชีวิตติดตามอยู่ศึกษาอบรมกับหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ตลอดมา รวมทั้งทำหน้าที่ในการดูแลอุปัฏฐากองค์หลวงตามหาบัวฯ ในขณะที่หลวงตามหาบัวอาพาธ และอยู่ดูแลจนหลวงตามหาบัวละสังขาร

เป็นที่รู้จักกันดีว่า หลวงปู่ลี มีความเคารพหลวงตามหาบัว เมื่อครั้งที่หลวงตามหาบัว มีดำริทอดผ้าป่าช่วยชาติไทย หรือเรื่องสงเคราะห์โลกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างตึกสงฆ์อาพาธ (อาคาร 96 ปี) โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี การตั้งมูลนิธิสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน แม้แต่ในยามที่องค์หลวงตามหาบัวอาพาธหนัก หลวงปู่ลีจะมาอยู่ประจำที่วัดป่าบ้านตาด เพื่อดูแลรักษาอาการอาพาธและธุระของครูบาอาจารย์อย่างสุดความสามารถ

หลวงตามหาบัวละสังขาร หรือในงานพระราชทานเพลิงสรีระสังขารหลวงตา

เป็นพระเถระผู้ใหญ่ที่คอยควบคุมดูแลงานทุกอย่าง จนสำเร็จลุล่วงผ่านไปด้วยดีโดยตลอด อบรมสอนสั่งพระภิกษุ-สามเณร รวมทั้งประชาชนญาติโยมทั้งใกล้ไกล ให้รู้จักศีลธรรม เป็นคนดีของสังคม ไม่เบียดเบียนกัน ให้รู้รักสามัคคี รวมทั้งให้เป็นคนที่มีหลักธรรมประจำใจ และให้หมั่นกระทำบำเพ็ญในการให้ทาน การรักษาศีล และการภาวนา เป็นต้น

ธรรมะที่หลวงปู่สั่งสอน เป็นธรรมะแบบพระป่าล้วนๆ เข้าใจง่าย

เมื่อวันที่ 3 พ.ย.2561 ละสังขารด้วยอาการสงบ จากอาการอาพาธด้วยโรคชรา

สิริอายุ 96 ปี พรรษา 68 
    ข่าวสดออนไลน์
16  สุขใจในธรรม / ประวัติพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ในยุคปัจจุบัน / หลวงปู่หลิว ปัณณโก วัดไร่แตงทอง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม เมื่อ: 16 พฤศจิกายน 2563 15:53:45



หลวงปู่หลิว ปัณณโก
วัดไร่แตงทอง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม

หลวงปู่หลิว ปัณณโก วัดไร่แตงทอง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม หนึ่งในพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง เจ้าตำรับวัตถุมงคลดังเหรียญพญาเต่าเรือน

เกิดในสกุล แซ่ตั้ง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 ธันวาคม 2448 ที่หมู่บ้านหนองอ้อ ต.บ้านสิงห์ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี บิดา-มารดา ชื่อ นายเต่ง และนางน้อย แซ่ตั้ง

ในช่วงวัยเด็กนั้น ช่วยครอบครัวทำงานหาเลี้ยงชีพอย่างขยันขันแข็ง พร้อมกับเรียนวิชาช่างไม้จากผู้เป็นบิดาไปด้วย เมื่อเติบใหญ่จึงมีฝีมือทางช่างเป็นเลิศ

กระทั่งอายุ 27 ปี เกิดความเบื่อหน่ายในชีวิตฆราวาส จึงตัดสินใจเข้าบรรพชา-อุปสมบท ที่วัดโบสถ์ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี เมื่อปี พ.ศ.2475 โดยมีหลวงพ่อโพธาภิรมย์ แห่งวัดบำรุงเมือง เป็นพระอุปัชฌาย์, หลวงพ่ออินทร์ วัดโบสถ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์ห่อ เป็นพระ อนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “ปัณณโก”

จากนั้นไปจำพรรษาที่วัดหนองอ้อ บ้านเกิด และเดินทางไปศึกษาวิทยาคมจากหลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ จ.เพชรบุรี, พ่อท่านคล้าย วัดสวนขัน จ.นครศรีธรรมราช, หลวงพ่ออุ้ม จ.นครสวรรค์ รวมถึงพระคณาจารย์ อีกหลายท่าน

ระหว่างปี พ.ศ.2481-2482 อยู่เรียนพระปริยัติธรรมในสำนักวัดหนองอ้อ แต่เรียนนักธรรมชั้นตรีได้เพียง 5 เดือนก็ต้องหยุดชะงัก ด้วยต้องไปสร้างศาลาการเปรียญให้กับวัดโคก จ.สุพรรณบุรี ต่อมาย้ายไปจำพรรษาที่วัดร้างในหมู่บ้านท่าเสา ช่วยสร้างกุฏิและโบสถ์จนเสร็จ จึงกลับมายังวัดหนองอ้อ

พ.ศ.2484 ได้รับนิมนต์ไปช่วยบูรณะ วัดสนามแย้ จ.กาญจนบุรี จนมีความเจริญรุ่งเรือง กลายเป็นวัดใหญ่โตอีกแห่งในท้องถิ่น

สร้างสรรค์พัฒนาวัดสนามแย้อย่างยาวนานถึง 36 ปี จึงไปสร้างวัดขึ้นใหม่ที่ ต.จระเข้เผือก อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี ใช้เวลาถึง 5 ปี เป็นรูปเป็นร่าง ตั้งชื่อว่า วัดไทรทองพัฒนา

ช่วงที่อยู่วัดแห่งนี้ ท่านได้เก็บสะสมเงินจากการบริจาคของญาติโยมไปสร้างวัดไร่แตงทอง ในเขต ต.ทุ่งลูกนก อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ก่อนย้ายมาจำพรรษาและพัฒนาจนเป็นวัดที่ใหญ่โตมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป

อยู่แบบสมถะเรียบง่าย ในกุฏิไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวก อาหารที่ขบฉันเน้นแบบง่ายๆ ทุกมื้อต้องมีผักต้มนิ่ม มะระขี้นก น้ำพริกรสไม่เผ็ด แกงเลียง ข้าวต้ม ผัดหมี่ซั่ว รวมทั้งชอบฉันหมากเป็นประจำ

วัตถุมงคลเริ่มสร้างประมาณปี พ.ศ.2500 ที่วัดสนามแย้ ในยุคแรก ส่วนใหญ่เป็นพระเนื้อผง โดยเหรียญรูปเหมือนรุ่นแรกออกที่วัดแห่งนี้ ในปี พ.ศ.2505

วัตถุมงคลของท่านมีหลายรูปแบบ ทั้งเหรียญ, รูปหล่อลอยองค์, พระบูชา, พระสังกัจจายน์, พระปิดตา ส่วนเครื่องรางของขลัง เช่น ตะกรุดคาดเอว, จิ้งจกสองหาง, กัณหาชาลี, ล็อกเกต ฯลฯ

แต่ที่สร้างชื่อเสียงและได้รับการยอมรับมากที่สุดคือ พญาเต่าเรือน ซึ่งศึกษาวิชานี้มาจากหลวงพ่อย่น วัดบ้านฆ้อง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

ลักษณะโดยทั่วไปของพญาเต่าเรือน จะมีลักษณะเป็นรูปเต่า มี 4 ขา ปลายหัวด้านบนจะมีหูติดลักษณะเดียวกับหูเหรียญ ส่วนรายละเอียดในตัวจะมีความแตกต่างกันไปตามรุ่น ซึ่งแต่ละรุ่นไม่เหมือนกัน

หลวงปู่หลิว ได้บอกถึงเหตุผลในการสร้างว่า “ต้องการทำวัตถุมงคลให้แปลกและดี จึงนึกถึงเต่า เพราะว่าเต่าเป็นสัตว์ที่มีอายุยืนยาว เต่าเป็นสัตว์มีศีลธรรม นอกจากนี้ พระพุทธเจ้ายังเคยเสวยพระชาติเป็นเต่า มาแล้ว”

บั้นปลายชีวิต เริ่มเข้ากลางปี 2543 หลวงปู่หลิวเริ่มอาพาธด้วยโรคชรา ก่อนหน้านั้นท่านมักปรารภกับลูกหลานว่า เกิดที่หนองอ้อ ก็อยากมรณภาพที่หนองอ้อ และหากถึงเวลาที่ท่านต้องจากไป ก็อย่าหน่วงเหนี่ยวไว้ เพราะวัฏสงสารเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์

ค่ำคืนวันจันทร์ที่ 4 ก.ย.2543 เวลา 20.35 น. ละสังขารอย่างสงบ ที่วัดหนองอ้อ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

สิริอายุ 95 ปี พรรษา 74
    ข่าวสดออนไลน์

17  สุขใจในธรรม / ประวัติพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ในยุคปัจจุบัน / หลวงพ่อหวั่น กุสลจิตโต วัดคลองคูณ ต.คลองคูณ อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร เมื่อ: 16 พฤศจิกายน 2563 15:51:36


หลวงพ่อหวั่น กุสลจิตโต
วัดคลองคูณ ต.คลองคูณ อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร

พระครูพิพิธธรรมาทร หรือ หลวงพ่อหวั่น กุสลจิตโต ปัจจุบัน สิริอายุ 85 ปี พรรษา 63 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดคลองคูณ ต.คลองคูณ อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร

มีนามเดิม หวั่น แพนนท์ เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 2 ก.ย.2478 ที่บ้านคลองคูณ หมู่ 2 ต.คลองคูณ อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร บิดา-มารดาชื่อ นายหมึก และนางขอด แพนนท์

ชีวิตในช่วงเยาว์วัยเป็นเด็กที่สัมผัสชีวิตอยู่กับธรรมชาติในชนบท มีจิตใจสงบเยือกเย็น ใกล้ชิดกับวัด ติดตามพ่อแม่ไปทำบุญฟังธรรมอยู่เสมอ พร้อมทั้งช่วยเหลือพ่อแม่ประกอบอาชีพเลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู เท่าที่กำลังเด็กจะทำได้

เมื่อเติบโตขึ้นสมควรได้รับการศึกษาเล่าเรียนหนังสือที่โรงเรียน วัดคลองคูณจนจบชั้นประถมปีที่ 4 ภาคบังคับ จากนั้นออกมาช่วยเหลือครอบครัวเลี้ยงวัวควาย และประกอบอาชีพหลักเกษตรกรรมซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิมที่มีมาแต่ครั้งปู่ย่าตายาย

เข้าพิธีอุปสมบทเมื่อวันที่ 7 ก.ค.2499 โดยมีพระครูพิเศษธรรมรัตน์ วัดหาดแตงโม อ.ตะพานหิน เป็นพระอุปัชฌาย์ พระใบฎีกานนท์ วัดไผ่หลวง เป็นพระกรรมวาจาจารย์และพระธรรมธรสง่า วัดไซลงโขน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ได้รับนามฉายาว่า “กุสลจิตโต” มีความหมายว่า ผู้มีจิตในธรรมอันเป็นกุศล

เมื่อบวช 3 พรรษา ได้รับความศรัทธาจากชาวบ้านและคณะสงฆ์มอบหมายให้เป็นพระพี่เลี้ยงดูแลอบรมพระนวกะและได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาส พ.ศ.2503 ครั้นพรรษาครบ 5 จึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ.2505

การศึกษาพุทธาคม ศึกษาอักขระเลขยันต์จากโยมพ่อหมึก ซึ่งเป็นศิษย์ของหลวงปู่จันทร์ อดีตเจ้าอาวาสวัดคลองคูณ ศึกษาตำราเก่าแก่ของหลวงปู่โพธิ์ วัดวังหมาเน่า รวมทั้งพระอาจารย์รอด และหลวงพ่อจันทร์ วัดคลองคูณ พระเกจินามอุโฆษในอดีต

เป็นพระเกจิที่มีปฏิปทางดงาม เคร่งครัดใน พระธรรมวินัย เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาว อ.ตะพานหิน และจังหวัดใกล้เคียง กิจวัตรประจำวันท่านจะออกมานั่งรอต้อนรับญาติโยมและลูกศิษย์ที่เดินทางมากราบนมัสการทุกวัน

มีเมตตาสูงกับเหล่าศิษย์ เมตตาเท่าเทียมกันหมด ไม่ว่ายากดีมีจนมาจากไหนไม่ว่าจะไกลหรือใกล้ โดยไม่แบ่งแยกชนชั้นวรรณะ

ส่วนใหญ่ชาวบ้านที่เข้ามากราบนมัสการขอความอนุเคราะห์จากหลวงพ่อหวั่นในเรื่องต่างๆ เช่น ดูฤกษ์ยาม ดูฤกษ์งามมงคล งานขึ้นบ้านใหม่ ปลูกบ้าน บวช ลาสิกขา และกิจกรรมที่เห็นเป็นประจำทุกวัน คือ อาบน้ำมนต์เสริมดวงชะตาให้ญาติโยมทุกวันหลังเพล ส่วนเจิมกระหม่อม เจิมรถ หลวงพ่อจะอนุเคราะห์ญาติ โยมตั้งแต่เช้าจนถึงเพล

พ.ศ.2545 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอก ในราชทินนามที่ พระครูพิพิธธรรมาทร

ชื่อเสียงของหลวงพ่อหวั่นโด่งดัง เป็นที่กล่าวขวัญในหมู่ศิษย์ยิ่งนัก ถึงความขลังความศักดิ์สิทธิ์และจริยวัตร ทำให้ท่านได้รับกิจนิมนต์ไปนั่งปรกปลุกเสกวัตถุมงคลในพื้นที่ภาคกลางและพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลสำคัญทั่วประเทศ

ด้านวัตถุมงคลที่สร้างล้วนแล้วแต่ทรงคุณอันวิเศษ และเป็นที่เสาะแสวงหา ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก อาทิ พระพิมพ์สมเด็จด้านหลังรูปเหมือนหลวงพ่อหวั่นครึ่งองค์, เหรียญเลื่อนสมณศักดิ์หลวงพ่อหวั่น, รูปหล่อหลวงพ่อหวั่น รุ่นเสาร์ ๕ เป็นต้น ส่วนเครื่องรางของขลังของท่านที่โด่งดัง คือ มีดหมอเพชรฉลูกรรณ, สีผึ้งเมตตา, ตะกรุดโทน, ตะกรุดมหาอุด ฯลฯ

ทุกวันนี้ ยังคงเดินหน้าพัฒนาวัดและจิตใจของชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง เป็นศูนย์รวมใจของชาวชุมชน

จนได้รับการยกย่องเป็นพระเกจิอาจารย์ระดับแนวหน้าของพิจิตร
   ข่าวสดออนไลน์
18  สุขใจในธรรม / ประวัติพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ในยุคปัจจุบัน / หลวงพ่อเสงี่ยม อริโย วัดห้วยจระเข้ ต.พระปฐมเจดีย์ อ.เมือง จ.นครปฐม เมื่อ: 16 พฤศจิกายน 2563 15:50:32


หลวงพ่อเสงี่ยม อริโย
วัดห้วยจระเข้ ต.พระปฐมเจดีย์ อ.เมือง จ.นครปฐม

พระมงคลชัยวัฒน์หรือ หลวงพ่อเสงี่ยม อริโย วัดห้วยจระเข้ ต.พระปฐมเจดีย์ อ.เมือง จ.นครปฐม พระเกจิอาจารย์ศิษย์สืบสายพุทธาคมหลวงปู่นาค เจ้าตำรับพระปิดตา เนื้อเมฆพัดอันโด่งดัง

ชาติภูมิ เกิดในสกุลแขวงอินทร์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 ก.ย.2467 ปีชวด ที่บ้านเลขที่ 1 หมู่ 3 ต.กลอนโด อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี

ก่อนนี้เป็นตำรวจขบวนการเสรีไทย อุปสมบทเมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 มิ.ย.2492 ที่วัดหนองสองห้อง ต.หนองสองห้อง อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร มีหลวงพ่อแม้น วัดใหญ่โพธิ์หัก เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายา อริโย

ศึกษาตำราวิทยาคม ตำรับตำราอักษรเลขยันต์กับหลวงพ่อสาย วัดหนองสองห้อง อยู่ 2 ปี จากนั้นย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดพระงาม ต.พระปฐมเจดีย์ อ.เมือง จ.นครปฐม เพื่อศึกษาภาษาบาลี จนสอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค จากนั้นเป็นครูสอนภาษาบาลีเป็นเวลา 28 ปี

พ.ศ.2505 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูรักษาองค์พระปฐมเจดีย์ ในราชทินนาม พระครูทักษิณานุกิจ พ.ศ.2507 เป็นพระธรรมทูตประจำอำเภอเมืองนครปฐม พ.ศ.2518 เป็นรองเจ้าคณะอำเภอเมืองนครปฐม พ.ศ.2519 เป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ.2527 เป็นเจ้าอาวาสวัดห้วยจระเข้

พ.ศ.2537 เป็นผู้อำนวยการศูนย์สงเคราะห์พุทธมามกะ พ.ศ.2541 เป็นผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ พ.ศ.2547 เป็นเจ้าคณะอำเภอเมืองนครปฐม พ.ศ.2549 เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภอเมืองนครปฐม

นอกจากจะเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังแล้ว ยังเป็นพระนักปกครอง นักเผยแผ่พระพุทธศาสนา หลังจากครองวัดก็ได้พัฒนาวัดห้วยจระเข้ ทั้งในด้านศาสนวัตถุ กุฏิสงฆ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ จนมีความเจริญเรียบร้อยดูสวยงามร่มรื่นสะอาดตา เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง เมื่อปีพ.ศ.2539 และเป็นวัดพัฒนาที่มีผลงานดีเด่น เมื่อปี พ.ศ.2543
 
ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ท่านเป็นประธานศูนย์เผยแผ่พระพุทธศาสนาประจำจังหวัดนครปฐม เป็นนักเทศน์ที่มีสำนวนโวหารเป็นที่ไพเราะ ตอนเช้ามืดเวลาประมาณ 05.00 น. จะบรรยายธรรมผ่านเครื่องกระจายเสียงของทางวัดทุกวัน

อีกทั้งยังได้สนับสนุนการศึกษาของคณะสงฆ์ทุกระดับ ทำให้วัดห้วยจระเข้ มีพระมหาเปรียญธรรม 9 ประโยค และประโยคอื่นๆ หลายรูป และส่งพระสงฆ์ไปเรียนระดับปริญญาตรี-โท-เอก อีกจำนวนมาก

ให้การสนับสนุนการปฏิบัติธรรมและนำปฏิบัติธรรมด้วยตัวเองทุกครั้ง แต่ละปีมีนักเรียนและประชาชนทั่วไปเข้าปฏิบัติธรรมปีละประมาณ 1,500 คน

ส่วนวิทยาคมนั้น หลวงพ่อเสงี่ยมเรียนตำราต่างๆ ทั้งคาถาอาคมอักษรขอมมาจากหลวงพ่อสาย วัดหนองสองห้อง บ้านแพ้ว ซึ่งเป็นอาจารย์ของท่าน จากนั้นได้เรียนคาถาอาคมพร้อมทั้งการสร้างพระปิดตาเนื้อเมฆพัด กับพระครูอุตรการบดี (หลวงปู่ล้ง) อดีตเจ้าอาวาส

กระทั่งมรณภาพอย่างสงบที่โรงพยาบาลธนบุรี 1 กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 5 ก.ย.2560 สิริอายุ 93 ปี พรรษา 68 
    ข่าวสดออนไลน์

19  สุขใจในธรรม / ประวัติพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ในยุคปัจจุบัน / ครูบา ดวงดี ยติโก วัดวุฑฒิราษฎร์ (บ้านฟ่อน) ต.หนองควาย อ.หางดง จ.เชียงใหม่ เมื่อ: 16 พฤศจิกายน 2563 15:49:23

ครูบา ดวงดี ยติโก
วัดวุฑฒิราษฎร์ (บ้านฟ่อน) ต.หนองควาย อ.หางดง จ.เชียงใหม่

“หัวใจของการดำรงชีวิตอยู่อย่างมีความสุข ก็คือ การดำรงชีวิตอยู่ด้วยความ ไม่ประมาท ไม่ประมาทในเรื่องอะไร 1.ไม่ประมาทในชีวิต ว่าจะยืดยาว 2.ไม่ประมาทในวัย ว่ายังหนุ่มสาว 3.ไม่ประมาทในสุขภาพ ว่ายังแข็งแรง 4.ไม่ประมาทในเวลา ว่ายังมีอีกมาก 5.ไม่ประมาทในธรรม ว่าเอาไว้ก่อน วันหลังค่อยสนใจ”

โอวาทธรรมของครูบาดวงดี ยติโก

พระครูมงคลยติคุณ หรือ ครูบา ดวงดี ยติโก พระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่มีพรรษาสูง เป็นที่เคารพนับถือของชาวอำเภอหางดงและชาวจังหวัดเชียงใหม่ ดำเนินแบบแผนตามรอยธรรมครูบาอินตา สุทธิโก ในฐานะเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิรูปหนึ่ง

ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดวุฑฒิราษฎร์ (บ้านฟ่อน) ต.หนองควาย อ.หางดง จ.เชียงใหม่

เกิดในสกุล สมด้วง เมื่อวันที่ 15 ต.ค.2457 ที่บ้านฟ่อน หมู่ 2 ต.หนองควาย อ.หางดง จ.เชียงใหม่ บิดา-มารดา ชื่อ นายด้วงและนางคำป้อ สมด้วง มีพี่น้องร่วมท้อง 4 คน

อายุ 12 ปี พ่อแม่พาไปฝากเป็นลูกศิษย์ครูบาอินตา สุทธิโก เข้ามาศึกษาเล่าเรียนกับท่านครูบาอินตาได้หนึ่งปี พออายุได้ 13 ปี เข้าพิธีบรรพชา โดยมีพระอธิการคำภีระ เป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้ ณ ที่วัดวุฑฒิราษฎร์ (บ้านฟ่อน) เมื่อวันที่ 19 ม.ค.2471

มุ่งมั่นศึกษาพระปริยัติธรรม จนสามารถสอบได้นักธรรมชั้นโท

ครั้นอายุ 20 ปี ถึงวาระที่จะอุปสมบท แต่แล้วก็เกิดอาพาธหนักเป็นเวลา 5 ปี พอหายจากอาการอาพาธแล้ว อายุ 25 ปี บิดามารดารวมทั้งเจ้าอาวาสได้ปรึกษาหารือกันสมควรแก่เวลาที่จะอุปสมบท เมื่อวันที่ 1 มี.ค.2484 โดยมีเจ้าอธิการอินถา อริโย วัดท้าวบุญเรือง เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอธิการโอ๊ด อภิชโย วัดตองกาย เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการอินตา สุทธิโก วัดวุฑฒิราษฎร์ (บ้านฟ่อน) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า ยติโก

ขณะนั้นครูบาอินตา เป็นเจ้าอาวาสช่วงระหว่างปี พ.ศ.2472-2492 มีพระอธิการคำมูล สิริวิชโย และครูบาดวงดี เป็นลูกศิษย์ แต่หลังจากครูบาอินตา มรณภาพลง พระอธิการคำมูล ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสสืบแทนครูบาอินตา

จนมาถึงปี พ.ศ.2525 พระอธิการคำมูล มรณภาพลง จึงรักษาการแทนเจ้าอาวาสจนถึงปี พ.ศ.2532 หลวงปู่ท่านได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดวุฑฒิราษฎร์เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

ให้ความช่วยเหลือเป็นแรงสำคัญในการพัฒนาชุมชน ไม่ว่าถนนหนทาง อุโบสถ วิหาร เจดีย์ สะพาน หรือแม้แต่โรงเรียน โรงพยาบาล ท่านให้ความอุปถัมภ์บำรุง แม้กระทั่งวัดในเขตอำเภอหางดง ต่างอำเภอหรือจังหวัด

อีกทั้งยังพัฒนาวัดที่ขาดอุปกรณ์การเรียนและพัฒนาวัดที่ห่างไกลความเจริญ พร้อมสนับสนุนการเรียนให้ภิกษุสามเณรวัดต่างๆ ใน จ.เชียงใหม่

เป็นพระนักพัฒนา และยังเป็นหมอยาแผนโบราณอีกด้วย โดยสมัยก่อนทำยาแผนโบราณได้หลายอย่าง ตั้งแต่ไปเก็บว่านสมุนไพรต่างๆ ในป่า แล้วนำมาคั่วและบดทำเองทุกขั้นตอน รักษาชาวบ้านหายมานักต่อนักแล้ว

สำหรับด้านวัตถุมงคล ก่อนหน้านี้ไม่เคยจัดสร้างอย่างเป็นทางการ มีแต่ผู้จัดสร้างวัตถุมงคลมาขอให้ท่านปลุกเสกบ้าง ก็อนุญาตด้วยความยินดี จึงได้ปลุกเสกและมอบมวลสารสำคัญเพื่อนำมาสร้างวัตถุมงคล

ซึ่งวัตถุมงคลครูบาดวงดีทุกรุ่นล้วนได้รับความนิยม

ด้วยความที่ครูบาดวงดี เป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เมื่อถูกนิมนต์ไปประกอบพิธีสงฆ์ยังที่ต่างๆ ท่านจะทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ ตั้งจิตอธิษฐานด้วยบารมีพลังจิตอันแน่วแน่ เพื่อให้งานเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาหรือวัตถุมงคลสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

แม้ด้วยอายุขัยที่ล่วงเลยเข้าสู่วัยชราภาพ แต่เมื่อได้รับนิมนต์ไปร่วมประกอบพิธีพุทธาภิเษกงานวัตถุมงคลอย่างเต็มที่ จนบางครั้งลูกศิษย์ต้องขอร้องให้งดรับนิมนต์บ้าง เพราะเป็นห่วงเรื่องสุขภาพ

เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านอำเภอหางดง และชาวจังหวัดเชียงใหม่

ช่วงบั้นปลายชีวิตมีอาการอาพาธบ่อยครั้ง ต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นประจำ

กระทั่งช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 17 ส.ค. 2563 จึงมรณภาพด้วยอาการสงบภายในกุฏิ ที่วัดบ้านฟ่อน

สิริอายุ 105 ปี พรรษา 82
    ข่าวสดออนไลน์

20  นั่งเล่นหลังสวน / สุขใจ ห้องสมุด / เปิดจดหมาย “มารี กีมาร์” เล่าถึงความทุกข์ยากหลังฟอลคอนตาย เมื่อ: 10 พฤศจิกายน 2563 14:20:06

ภาพสำเนาโดย อาจารย์ภูธร ภูมะธน (“ภาพจาก หนังสือการเมืองในประวัติศาสตร์ “ขนมหวาน”
ของ ท้าวทองกีบม้า “มาดามฟอลคอน” “ขนมไทย” หรือ “ขนมเทศ” สำนักพิมพ์มติชน)


ภาพสำเนาโดย อาจารย์ภูธร ภูมะธน (“ภาพจาก หนังสือการเมืองในประวัติศาสตร์ “ขนมหวาน”
ของ ท้าวทองกีบม้า “มาดามฟอลคอน” “ขนมไทย” หรือ “ขนมเทศ” สำนักพิมพ์มติชน)

เปิดจดหมาย “มารี กีมาร์” เล่าถึงความทุกข์ยากหลังฟอลคอนตาย
ที่มา : ศิลปวัฒนธรรม
เผยแพร่ : วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2563

จดหมายลงวันที่ ๒๐ มิถุนายน ค.ศ. ๑๗๐๖ (พ.ศ.๒๒๔๙) ตรงกับรัชกาลของขุนหลวงสรศักดิ์ หรือพระเจ้าเสือ เป็นจดหมายภาษาละตินที่ลงนามโดย D. Guimar de Pina นั้นคือชื่อของมารี กีมาร์ หรือท้าวทองกีบม้าผู้เป็นภรรยาของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ เขียนถึงบาทหลวงฝรั่งเศสที่อยู่ ณ ประเทศจีนให้ได้ช่วยกราบบังคมทูลพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ว่า
 
นับตั้งแต่เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ถึงแก่กรรมแล้ว ชีวิตของนางมีแต่ความทุกข์ยาก ไร้เกียรติและยากจนข้นแค้น จึงขอให้พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ มีพระราชโองการให้บริษัทอินเดียตะวันออกของฝรั่งเศสคืนเงินค่าหุ้นของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ที่ได้ลงทุนไว้กับริษัทให้กับตัวนาง

ต้นฉบับจดหมายฉบับนี้เก็บรักษาอยู่ ณ หอจดหมายเหตุกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส อาจารย์ภูธร ภูมะธน ได้ขอสำเนามา เมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๓๗

หน้า:  [1] 2 3 ... 86
Powered by MySQL Powered by PHP
Bookmark and Share

www.SookJai.com Created By Mckaforce | Sookjai.com Sitemap | CopyRight All Rights Reserved
Mckaforce Group | Sookjai Group
Best viewed with IE 7.0 , Chrome , Opera , Firefox 3.5
Compatible All OS , Resolution 1024 x 768 Or Higher
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.382 วินาที กับ 26 คำสั่ง

Google visited last this page วานนี้